361-365
บทที่ 361
หลังจากหานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อ เงาร่างสองสายพลันปรากฏขึ้นในหัวเขา พร้อมมีอักษรสองแถวปรากฏขึ้นตรงหน้า
[ไท่ซู่เทียน ระดับบำเพ็ญไม่ทราบ ตัวตนลึกลับที่ถือกำเนิดจากชั้นดาวดึงส์ พำนักอยู่ในวังหนี่ว์วามาโดยตลอด สดับฟังการเทศนาจากอริยะ ได้รับการชี้แนะจากอริยะ ลงสู่แดนมนุษย์เผชิญด่านเคราะห์ อู้เต้าเจี้ยนรู้แจ้งเปิดปัญญาได้เพราะร่างแยกภาคหนึ่งของนาง]
[ราชันโลภะ ระดับปฐมเทพขั้นหก ข้ารับใช้คนแรกของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร เคารพเชื่อฟังจักรพรรดิเซียนวัฏจักร แต่เมื่อระดับบำเพ็ญก้าวหน้า ความทะเยอทะยานของตัวเขาเองก็ค่อยๆ ก่อเกิดขึ้นมา]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
ที่แท้เป็นไท่ซู่เทียน!
ภาพประจำตัวของไท่ซู่เทียนแตกต่างกับอู้เต้าเจี้ยน ดังนั้นเขาจึงไม่เคยเชื่อมโยงพวกนางเข้าด้วยกันเลย
ไม่คิดเลยว่าไท่ซู่เทียนจะมีร่างแยกด้วย
ช้าก่อน!
เมื่อนำมาเชื่อมโยงกับเรื่องที่ไท่ซู่เทียนโยนหินซ่อมฟ้าให้ฟางเหลียงแล้ว แสดงว่าวังหนี่ว์วาจับตามองเขาอยู่แน่นอน
หานเจวี๋ยขนลุกซู่แล้ว
ถ้าหากเขาไม่มีระบบอยู่ คงไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของวังหนี่ว์วา เขานึกว่าหินซ่อมฟ้าเป็นชะตาลิขิตของฟางเหลียง และยิ่งไม่เคยระแคะระคายถึงเจ้านายเก่าของอู้เต้าเจี้ยนเลยสักนิด
อริยะผู้วางตัวสูงส่ง ปากบอกไม่เข้าร่วมเคราะห์ ทว่าความจริงวางแผนชักใยอยู่ลับๆ
เห็นทีว่าปรมาจารย์ถูก็เป็นตัวหมากของวังหนี่ว์วาเช่นกัน
ยังมีราชันโลภะคนนี้ด้วย ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย มองจากรูปลักษณ์แล้ว หน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่อย่างยิ่ง เหตุใดจึงมาสวมรอยเป็นหานเจวี๋ยเล่า
หรือว่าเบื้องหลังเรื่องนี้จะมีคำสั่งมาจากจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
ไม่ถูกสิ!
คนที่มีชัยที่สุดในอนาคตคือราชันโลภะ ไม่ใช่จักรพรรดิเซียนวัฏจักร
อีกอย่างในข้อมูลยังบ่งชี้ให้เห็นด้วยว่าราชันโลภะมีความทะเยอทะยานส่วนตัว พูดให้ชัดคือไอ้หมอนี่มีใจคิดทรยศแล้ว วันหน้าอาจวางแผนเล่นงานจักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็เป็นไปได้
น่าสนใจจริงๆ!
หานเจวี๋ยยิ้มออกมาด้วยความโมโห
สายน้ำของแดนเซียนแห่งนี้ลึกล้ำจริงๆ นอกจากบรรดาขาใหญ่ในที่แจ้งแล้ว ยังมีเหล่าผู้คนที่หลบซ่อนอยู่ในมุมมืดรอฉวยโอกาสอยู่อีกไม่น้อยเลย
หานเจวี๋ยกำลังคิดอยู่ว่าจะสาปแช่งไท่ซู่เทียนและราชันโลภะไปตรงๆ เลยดีหรือไม่
ไม่ได้!
ถ้าทำให้ตายไปตรงๆ เช่นนี้ อาจจะเกิดตัวแปรใหม่ขึ้นมาอีกก็เป็นได้
รอดูไปสักระยะก่อนแล้วกัน รอให้สองคนนี้โผล่หัวออกมาแล้วค่อยจัดการพวกเขา
พวกเขาย่อมนึกไม่ถึงแน่นอนว่าหานเจวี๋ยรู้ถึงแผนร้ายของพวกเขาแล้ว
ด้วยความสามารถของพวกเขาไม่สามารถโค่นล้มวังสวรรค์ได้ในระยะเวลาสั้นๆ ยิ่งไม่อาจมาคุกคามสำนักซ่อนเร้นได้
หานเจวี๋ยเรียกอู้เต้าเจี้ยนเข้ามา
เรียกให้สวยหรูคือเรียกมาถ่ายทอดมรรคา แต่ความจริงคือถือโอกาสประทับตราประทับหกวิถีให้ลึกล้ำขึ้น เลี่ยงไม่ให้ไท่ซู่เทียนเล่นลูกไม้ได้
โดยทั่วไปแล้วแล้วตราประทับหกวิถีไม่ส่งผลกระทบต่ออู้เต้าเจี้ยน หานเจวี๋ยแค่กันไว้ก่อนเท่านั้น
ความเสี่ยงที่จะเพลี่ยงพล้ำมีมากเกินไป หานเจวี๋ยจำต้องระวังทุกฝีก้าวเสมือนเหยียบย่างอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ ไม่อาจประมาทได้
แม้แต่ต้าหลัวยังพลาดท่ากันหมด แล้วนับประสาอะไรกับเขาเล่า
….
ภายในถ้ำใต้ดินอันกว้างใหญ่แห่งหนึ่ง เงาร่างมากมายรวมตัวกันอยู่ที่นี่ มนุษย์เอย ปีศาจเอย ภูตผีเอย
เซวียนฉิงจวินสวมเสื้อคลุมสีดำ ปะปนอยู่ในหมู่มนุษย์
สายตานางทอดมองไปด้านหน้า ห่างออกไปหลายลี้มีเวทียกสูงเวทีหนึ่งตั้งอยู่ บนเวทีมีตัวตนที่แผ่รัศมีกล้าแกร่งยืนอยู่หลายสิบคน พวกเขากำลังหารืออะไรบางอย่าง
‘ไม่คิดเลยว่าลัทธิอันธการจะซ่องสุมรวบรวมกองกำลังได้มากขนาดนี้ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการมีที่มาอย่างไรกันแน่’
เซวียนฉิงจวินลอบตระหนกอยู่ในใจ
นางเข้าสู่ลัทธิอันธการด้วยความบังเอิญ นางรู้สึกว่าอยู่นิกายเจี๋ยไปก็ไม่มีอนาคต เจ้านิกายเจี๋ยไม่สนใจจะดูแลนิกายแล้ว ผู้อาวุโสและเจ้าเกาะก็ต่อสู้ขัดแย้งกันเอง นั่นไม่ใช่นิกายแห่งโชคชะตาอันรุ่งเรืองที่ตำนานเล่าขานอีกต่อไปแล้ว เหมือนพวกหัวมังกุท้ายมังกรมากกว่า
เวลาผ่านไปครู่หนึ่ง
เสียงหนึ่งแว่วขึ้นมา “เงียบ!”
สาวกลัทธิอันธการทั้งหมดที่รออยู่พากันเงียบเสียงลง พร้อมหันไปมองกันอย่างพร้อมเพรียง
ถ้าหากหานเจวี๋ยอยู่ที่นี่ด้วย จะพบว่าผู้ที่กำลังกล่าวคือเซวี่ยหมิงเหอที่หลบหนีออกมาจากแดนชำระบาปเก้าขุม
เซวี่ยหมิงเหอที่มีไอโลหิตลุกไหม้อยู่บนร่างยืนชิดขอบกั้นบนเวที ก้มมองฝูงชน เปิดปากเอ่ย “ตอนนี้ในแดนเซียนมีไอ้พวกน่ารังเกียจที่อ้างตัวว่าเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอยู่มากมายเหลือเกิน ในบรรดานั้นรวมถึงปรมาจารย์ถูแห่งวังเทพด้วย พวกเราในฐานะสาวกของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ จะทนได้อย่างไร พวกเราต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เขาต้องจับตามองพวกเราอยู่ในความมืดมิดพร้อมทั้งคาดหวังต่อท่าทีของพวกเราอยู่เป็นแน่”
“พวกเจ้าอยากอยู่ในสายตาของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการกันหรือไม่”
พอสิ้นเสียงเขา ทุกคนล้วนตื่นเต้นคึกคักขึ้นมา
“อยาก!”
เสียงตะโกนดังขึ้นมาพร้อมกัน ทำให้ทั่วทั้งถ้ำใต้ดินสั่นสะเทือนไปหมด
เซวียนฉิงจวินก็ตะโกนด้วยเช่นกัน รู้สึกตกตะลึงอยู่ในใจ
เมื่อมาถึงแดนเซียน นางถึงได้พบเห็นภาพเช่นนี้เป็นครั้งแรก เมื่อก่อนตอนอยู่ที่นิกายเจี๋ยนางไม่เคยเห็นมาก่อนเลย
นางไม่เข้าใจเลยว่า เพราะเหตุใดเจ้าแดนต้องห้ามอันธการถึงมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนได้มากมายขนาดนี้
ถึงแม้เขาจะแข็งแกร่งมากจริงๆ ถึงกับบีบให้บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจให้พลาดท่าได้ แต่เขากลับไม่เคยปรากฏตัวออกมาเลย
เซวี่ยหมิงเหอยิ้มพลางกล่าวต่อ “ไม่รู้ว่าเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ที่ปวงสวรรค์หมื่นโลกาถูกแบ่งแยกโดยวังเทพ วังสวรรค์ สำนักพุทธและวังปีศาจ พวกเขาวางตัวสูงส่ง กำหนดกฎเกณฑ์ให้หมื่นโลกา แต่ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวของพวกเรากลับเป็นเหตุให้สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนต้องล้มหายตายจากไปทีละราย ต้องมุ่งสู่ยมโลก ถึงขั้นที่ร่างสลายจิตมลาย แต่ไม่ว่าจะเกิดสงครามขึ้นสักกี่ครั้ง ผู้ที่สิ้นชีพล้วนเป็นคนตัวเล็กไร้กำลังอย่างพวกเราเสมอ สี่กลุ่มอำนาจจักรวรรดิก็ยังคงเป็นจักรวรรดิอยู่ดี สรรพชีวิตล้วนเป็นตัวหมากในมือของพวกเขา ในระหว่างที่พวกเขาพูดคุยยิ้มแย้ม สรรพชีวิตนับไม่ถ้วนต่างตัวตายมรรคผลสลาย แต่สถานการณ์ที่น่าสิ้นหวังนี้ในที่สุดก็ถูกทำลายลง!
เป็นเขา! เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ! เขาปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน สาปแช่งทำลายความเป็นอมตะของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ สำนักพุทธอันสูงส่งไม่น่าเชื่อว่าแท้จริงจะเป็นบรรพชนมารในคราบบรรพชนพุทธ ช่างน่าขันเสียจริง อีกทั้งเรื่องของจักรพรรดิปีศาจที่เข้าถล่มแดนเซียนอย่างบ้าคลั่ง ทั้งจักรพรรดิสวรรค์ ประมุขแห่งวังเทพและบรรพชนพุทธต่างก็ไม่กล้าลงมือ แต่เป็นเพราะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการลงมือด้วยตัวเองถึงสามารถกำจัดหายนะครั้งนี้ได้!
ยามนี้ ทุกแห่งในใต้หล้าล้วนเป็นของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ การกระทำเช่นนี้ถือเป็นการดูหมิ่นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ พวกเราจะต้องเป็นตัวแทนของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการตัวจริง กำจัดตัวปลอมพวกนี้ทิ้ง เพราะมีแค่พวกเราเท่านั้นที่เคารพเทิดทูนเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอย่างแท้จริง นับถือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นนายเหนือหัวที่แท้จริง!”
ข้าเซวี่ยหมิงเหอ ตัวแทนของเผ่าอสูรขอเข้าร่วมลัทธิอันธการ เมื่อมหาเคราะห์เริ่มขึ้น เผ่าอสูรจะเป็นทัพหน้าแน่นอน!
“พวกเจ้ายินดีจะอุทิศทุกอย่างเพื่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เพื่อสรวงสวรรค์แห่งนี้หรือไม่”
เมื่อเซวี่ยหมิงเหอกล่าวจบ ทุกชีวิตต่างร้องตะโกนว่ายินดี เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
แม้แต่เซวียนฉิงจวินที่ไม่เข้าใจเรื่องราวก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นฮึกเหิมไปด้วย
ระดับความศรัทธาเช่นนี้แรงกล้าเกินไปแล้ว!
ทำให้ลัทธิอันธการก่อตัวเป็นปึกแผ่นได้!
ขอเพียงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่พ่ายแพ้ปราชัย ลัทธิอันธการก็จะกลายเป็นกองทัพยืนยงไร้พ่าย!
เซวียนฉิงจวินก็บังเกิดความรู้สึกคาดหวังขึ้นมาแล้วเช่นกัน
บางทีการเข้าร่วมลัทธิอันธการ อาจทำให้นางได้รับโอกาสใหญ่ในศึกมหาเคราะห์
นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหานเจวี๋ยขึ้นมา
ความสามารถของหานเจวี๋ยล้ำหน้านางไปแล้ว แต่เขากลับมีนิสัยขี้ขลาด กลัวการเผชิญเคราะห์
‘รอจนมหาเคราะห์ครั้งนี้จบลง หากว่าลัทธิอันธการได้หัวเราะเป็นคนสุดท้าย พอถึงเวลานั้นข้าค่อยชักจูงเขามาเข้าร่วม’
รอยยิ้มเผยออกมาบนใบหน้าของเซวียนฉิงจวิน
ในอดีตเพื่อให้ตระหนักถึงมรรคา จึงบังเอิญจับคู่บำเพ็ญกับหานเจวี๋ย ผ่านมาเนิ่นนานขนาดนี้ คนที่ทำให้นางคะนึงหาได้เหลือเพียงหานเจวี๋ยคนเดียวเท่านั้น
คนรู้จักมักคุ้นที่เหลือ ต่างก็กลายเป็นธุลีเหลืองไปนานแล้ว
….
เวลาผ่านไปสิบปี
หานเจวี๋ยหยุดบำเพ็ญเพียร เริ่มทำการสาปแช่งศัตรู
ตอนนี้อู้เต้าเจี้ยนอยู่นอกถ้ำ ไปเกาะแกะลี่เหยาเพื่อบำเพ็ญเพียรด้วยกัน หากหานเจวี๋ยไม่เรียกหา นางก็จะไม่เป็นฝ่ายกลับมาหาเขาก่อน
หานเจวี๋ยทอดถอนใจ สตรีเติบใหญ่แล้วมักไม่อยู่ติดเรือน แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกโล่งใจไม่น้อย เพราะเวลามีอู้เต้าเจี้ยนอยู่ด้านข้าง เขามักจะระแวงอยู่บ้าง
หานเจวี๋ยทำการสาปแช่งพลางตรวจสอบจดหมายไปด้วย
ในช่วงนี้กลับไม่มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นเลย จดหมายจึงดูน่าเบื่ออยู่บ้าง
หนึ่งเดือนผ่านไป หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง
ทันใดนั้นเขาบังเกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้น
‘ข้าอยากเห็นว่าราชันโลภะทำอะไรอยู่’ หานเจวี๋ยนึกเงียบๆ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ถึงอย่างไรก็เป็นระดับปฐมเทพขั้นหก เข้าใกล้ต้าหลัวมากแล้ว
สำหรับหานเจวี๋ยในตอนนี้ อายุขัยแค่สิบล้านปีถือว่าน้อยนิดยิ่ง
บทที่ 362
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยตัดสินใจเลือกอย่างเงียบเชียบ จากนั้นจิตสำนึกพลันหมุนวน เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้งก็มาโผล่ในตำหนักที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง
ภายในตำหนักมีเงาร่างหนึ่งสายนั่งอยู่ เป็นราชันโลภะนั่นเอง
เขาสวมชุดขาว ผมสีดำปล่อยสยายตามธรรมชาติ ใบหน้าอัปลักษณ์ เครื่องหน้าบิดเบี้ยวราวกับถูกขยำเป็นก้อน
สองมือของเขาเคลื่อนไหวร่ายมุทราอย่างต่อเนื่อง เขากำลังบำเพ็ญเพียรอยู่
เวลานี้เอง จักรพรรดิเซียนวัฏจักรปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศต่อหน้าราชันโลภะ ยังคงเป็นใบหน้าของตี้ไท่ไป๋เช่นเดิม
ราชันโลภะรีบคุกเข่าทำความเคารพ ท่าทางพินอบพิเทา
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเอ่ยปาก “อัจฉริยะทั้งสองที่จักรพรรดิอย่างข้าชุบเลี้ยงไว้ก้าวเข้าสู่เคราะห์กรรมแล้ว เจ้าก็อย่าได้อืดอาดยืดยาด จำไว้ อย่าปล่อยให้พวกเขาจับได้”
ราชันโลภะได้ฟังก็พยักหน้าตอบรับ “ไม่มีปัญหาขอรับ”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรพลิกมือขวา นำหยกสมปรารถนาสีม่วงชั้นหนึ่งออกมา ยื่นให้ราชันโลภะพร้อมกล่าวว่า “สมบัติชิ้นนี้มอบให้เจ้า สำหรับป้องกันเหตุไม่คาดฝัน”
ราชันโลภะรู้สึกประหลาดใจ เขารีบเอ่ยขอบคุณจักรพรรดิเซียนวัฏจักรทันที
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรหายตัวไปแล้ว ราชันโลภะเก็บสมบัติวิเศษไว้อย่างดีแล้วจึงนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรต่อ
ฉากเหตุการณ์พังทลายลงเช่นนี้
จิตสำนึกของหานเจวี๋ยกลับคืนสู่ความเป็นจริงอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วแน่น
แค่นี้หรือ
อายุขัยสิบล้านปีแลกได้แค่นี้อย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนถูกหลอกต้มเสียแล้ว ช่างน่าอึดอัดยิ่งนัก
ไม่เห็นอะไรเลย!
ได้รู้แค่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเท่านั้น ซึ่งเรื่องนั้นเป็นสิ่งที่เขาก็รู้อยู่แล้ว
หานเจวี๋ยไม่กล้าสอดส่องไท่ซู่เทียนต่อแล้ว
ช่างเถอะ ถึงอย่างไรสองคนนี้ก็ยังคุกคามหานเจวี๋ยไม่ได้ชั่วคราว
ตอนนี้พวกเขายังอ่อนแอมาก หานเจวี๋ยแค่ต้องจับตามองตบะของพวกเขาเอาไว้ แล้วค่อยฆ่าพวกเขาทิ้งก่อนที่พวกเขาจะได้พบโชคลาภอันยิ่งใหญ่ก็พอ
‘จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เร็วเกินไปไม่ได้ มิเช่นนั้นจะมีตัวละครใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเพิ่มเข้ามา’
หานเจวี๋ยคิดอยู่เงียบๆ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เผชิญเคราะห์อยู่แล้ว ภายในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกอย่างที่เขาทำจะกลายเป็นการตัดชุดแต่งงานให้คนอื่นไปได้ง่ายๆ
หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้คิดมากอีก บำเพ็ญตบะต่อไป
ต้องรีบบรรลุระดับปฐมเทพขั้นสองให้ได้ในเร็ววัน!
แม้ว่าจะบรรลุถึงระดับปฐมเทพแล้ว ก็ไม่อาจปล่อยให้ตบะหยุดนิ่งได้ จะต้องพัฒนาต่อไปอย่างมั่นคง!
….
เพียงครู่เดียวเวลาก็ผ่านไปสามสิบปีแล้ว
ตบะของหานเจวี๋ยมีความก้าวหน้าอยู่ตลอด การบ่มเพาะในระดับเทพคือปฐมเทพ และถือเป็นพลังเวทแขนงหนึ่ง ตอนนี้เขาไม่ดูดซับปราณเพื่อการบำเพ็ญเพียรแล้ว แต่เปลี่ยนไปดูดซับแรงกรรมแทน
หลังจากบรรลุระดับเทพ ไอเซียนก็ไม่มีประโยชน์อีกต่อไป การบำเพ็ญตบะของระดับเทพต้องการพลังงานระดับสูง
หานเจวี๋ยพบว่าปราณก่อกำเนิดที่แผ่ออกมาจากบุปผาเทพปู้โจวเหมาะสมกับการบำเพ็ญในระดับเทพ แต่บุปผาเทพปู้โจวมีเพียงดอกเดียว ไม่เพียงพอต่อการบำเพ็ญของหานเจวี๋ย ตอนนี้เขาเพียงดูแลบุปผาเทพปู้โจวเท่านั้น ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์
สิ่งที่ควรค่าพอจะกล่าวถึงก็คือดอกพลับพลึงแดงที่ยายเมิ่งมอบให้หานเจวี๋ยนั้นขยายพันธุ์อยู่ตลอด ตอนนี้ดอกพลับพลึงแดงกระจายตัวออกไปถึงนอกถ้ำแล้ว หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้ยับยั้งไว้ ปล่อยให้มันเติบโตไปเรื่อยๆ
ไอเซียนของสำนักซ่อนเร้นเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่หานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้น ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน
ในบรรดาลูกศิษย์ของเขา ลี่เหยาบรรลุระดับเซียนทองไท่อี่ระยะปลายแล้ว คนที่สามารถเทียบเคียงนางได้มีเพียงฉู่ซื่อเหรินเท่านั้น มู่หรงฉี่และหลี่ว์ฮว่าซวีล้วนด้อยกว่าอยู่บ้าง
ผานซินไม่ได้มาหาหานเจวี๋ยอีก นอกจากบำเพ็ญเพียรแล้ว หานเจวี๋ยก็ให้ความสนใจกับเผ่าเอกาอยู่บ้าง
เผ่าเอการวมตัวกันอยู่ที่มุมหนึ่งของแดนชำระบาปเก้าขุม ไม่มีที่ดิน ไม่มีอาหาร ไม่มีแม้กระทั่งศัตรู พวกเขาได้แต่บำเพ็ญกันอย่างน่าเบื่อหน่ายต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
หานเจวี๋ยพบว่าเผ่าเอกามีศักยภาพด้านพลังและร่างกายแบบเผ่าจอมเวท อีกทั้งยังมีจิตดั้งเดิมแบบเผ่ามนุษย์ ไม่เหมือนจินกังนู่ แต่เหมือนถูหลิงเอ๋อร์มากกว่า
เรียกได้ว่ารวบรวมข้อดีของเผ่ามนุษย์และเผ่าจอมเวทเอาไว้อย่างสมบูรณ์!
ศักยภาพของเผ่าพันธุ์นี้กล้าแกร่งมาก!
หานเจวี๋ยลังเลมาโดยตลอดว่าจะรับพวกเขาเอาไว้ดีหรือไม่
เห็นได้ชัดว่าจักรพรรดินีผืนพิภพกำลังหยิบยื่นไมตรีให้หานเจวี๋ยอยู่
เผ่าเอกามีทั้งสิ้นหนึ่งหมื่นคน เป็นตัวเลขถ้วนพอดี ในกรณีที่ไม่มีการขยายเผ่าพันธุ์ก็ถือว่าไม่มากไม่น้อย ถ้าหากชุบเลี้ยงทั้งหมดไว้ ภายหน้าก็จะกลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งแน่นอน
“รอดูอีกสักพันปีแล้วกัน หากมีใจมุ่งมั่นบำเพ็ญไม่ย่อท้อก็ค่อยชุบเลี้ยงไว้”
หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้ โลกเขย่าพิภพยังคงถูกซุกซ่อนไว้ในส่วนลึกของดวงวิญญาณเขา เพิ่มเข้าไปอีกสักเผ่าก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว กลัวก็แต่เผ่าพันธุ์นี้จะทนความอ้างว้างไม่ไหวแล้วสร้างความเดือดร้อนให้เขา
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังทำการสาปแช่งพลางใคร่ครวญปัญหาเหล่านี้ไปด้วย กระแสจิตสำนึกของเจียงอี้ก็ได้ติดต่อผ่านป้ายอีกาทองเข้ามา
หานเจวี๋ยหยิบป้ายอีกาทองออกมา เชื่อมต่อกระแสจิต
“อย่าเอ่ยถึงเรื่องโอกาสวาสนากับข้า!” หานเจวี๋ยกล่าวด้วยความรู้สึกหงุดหงิด
เจียงอี้เอ่ยอย่างเคืองๆ “เจ้าเห็นข้าเป็นคนแบบไหนกัน”
“เช่นนั้นมีเรื่องใดกันแน่”
“เรื่องเป็นแบบนี้ หลังจากข้ากลับไปที่เผ่าเทพอีกาทอง ก็พบว่าที่เผ่าเกิดความเปลี่ยนแปลง ผู้อาวุโสในเผ่าล้วนกลายเป็นพวกหัวรุนแรง ก้าวสู่เคราะห์กรรมไปทีละคน พวกเขาต่างคิดจะครอบครองปวงสวรรค์หมื่นโลกา หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าเกรงว่าภายหน้าคงไม่อาจบำเพ็ญตบะให้ดีได้และคงถูกบีบให้ก้าวเข้าสู่เคราะห์กรรม เผชิญกับสงคราม”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ เจียงอี้ก็รู้สึกเป็นทุกข์นัก
หลังจากที่ได้ทราบระดับบำเพ็ญของหานเจวี๋ย เขาก็ตระหนักได้ทันที
เขาต่อสู้ไขว่คว้าโอกาสและวาสนาอย่างเอาเป็นเอาตาย ผลลัพธ์คือถูกหานเจวี๋ยแซงหน้าไปแล้ว ถึงขั้นที่ทิ้งห่างไปไกลเลยด้วย เขาจะทนรับไหวได้อย่างไรกัน
เขาคือบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของเผ่าเทพอีกาทองเชียวนะ!
การก้าวเข้าสู่เคราะห์กรรมเป็นเส้นทางที่ผิดพลาดอย่างเห็นได้ชัด!
หานเจวี๋ยกล่าวไม่ผิดเลย บุตรแห่งสวรรค์เช่นพวกเขา ไม่จำเป็นต้องก้าวเข้าสู่เคราะห์กรรม!
การก้าวเข้าสู่เคราะห์กรรมเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า
หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้นมา “ในเมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้นเจ้าก็ออกมาจากเผ่าเทพอีกาทองเสียเถอะ เสาะหาสถานที่บำเพ็ญสักแห่ง”
“นภาสูงปฐพีกว้าง มีการต่อสู้อยู่ทุกแห่งหน ข้าจะไปที่ใดได้เล่า ข้าไม่คิดจะเข้าร่วมกับวังสวรรค์หรอกนะ!”
น้ำเสียงของเจียงอี้เต็มไปด้วยความอับจนหนทาง
ทว่าหานเจวี๋ยกลับฟังความหมายแอบแฝงออก
เขาร้องเฮอะคราหนึ่ง “งั้นก็ไม่มีหนทางแล้ว ทุกคนต่างมีชีวิตเป็นของตัวเอง เจ้าก็ทนรับไปแล้วกัน”
“ไอ้หนุ่มตัวเหม็น เจ้าไม่ชอบใจข้าขนาดนี้เชียวหรือ ย้อนกลับไปในตอนที่จักรพรรดิเซียนเผ่าเทพอีกาทองไล่ล่าสังหารเจ้า ข้าช่วยออกหน้าให้เจ้าจนเกือบถูกเขาฆ่าตายแล้ว!”
น้ำเสียงเจียงอี้เต็มไปด้วยความขุ่นเคือง หานเจวี๋ยได้ฟังก็แทบจะขนลุกแล้ว
มีเรื่องเช่นนี้อยู่ในความทรงจำของเขาจริงๆ ด้วย เจียงอี้ทำเพื่อเขาจริงๆ
เขาจึงเอ่ยด้วยความลังเล “ถ้าเช่นนั้นเจ้ามาพึ่งพิงข้าก็ได้ แต่บอกไว้ข้อหนึ่งนะ ถ้ามาอยู่กับข้าต้องเชื่อฟังข้าทุกอย่าง ข้าไม่ให้เจ้าไปเสี่ยงอันตรายแน่ แต่ก็ไม่ให้เจ้ามาสร้างความวุ่นวายเช่นกัน”
เจียงอี้ยิ้มอยู่เงียบๆ แล้วกล่าวไปว่า “แบบนี้ค่อยใช้ได้หน่อย เจ้าอยู่ที่ไหน ข้าจะไปหาเจ้า!”
หานเจวี๋ยเรียกใช้ระบบวิวัฒนาการอย่างเงียบเชียบ “เจียงอี้ทำเช่นนี้เพราะมีแผนร้ายต่อข้าหรือไม่”
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
‘ดำเนินการต่อ!’
[ไม่มี]
หานเจวี๋ยพลันรู้สึกสบายใจขึ้นมาทันทีที่พบว่าระบบวิวัฒนาการใช้จับเท็จได้ ต่อไปจะได้นำมาใช้เช่นนี้
“แดนชำระบาปเก้าขุม”
“อะไรนะ”
“อืม เจ้าจะมาไหมล่ะ”
“เจ้าบ้าไปแล้วใช่หรือไม่”
เจียงอี้รู้สึกตื่นตระหนก คิดว่าหานเจวี๋ยกำลังล้อเขาเล่นอยู่
หานเจวี๋ยร้องเฮอะออกมาคราหนึ่ง “ไม่ต้องมาจับผิดข้าหรอก ถ้าเจ้าอยากมาจริงๆ เจ้าก็คิดหาทางเข้ามาในแดนชำระบาปเก้าขุมเถอะ จำเอาไว้ว่าอย่าแพร่งพรายเรื่องนี้ต่อผู้อื่น รวมถึงคนในเผ่าของเจ้าด้วย มิเช่นนั้นมิตรภาพระหว่างข้ากับเจ้าก็ถือว่าขาดกัน”
“ได้! เจ้ารอก่อนเถอะ!”
พอเจียงอี้พูดจบก็ยุติการเชื่อมต่อทางกระแสจิต เห็นได้ชัดว่าถูกยั่วยุแล้ว
หานเจวี๋ยวางป้ายอีกาทองลง อดทอดถอนใจไม่ได้
สำนักซ่อนเร้นขยายใหญ่ขึ้นอีกแล้ว!
จู่ๆ ก็ได้บุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของเผ่าเทพอีกาทองมาโดยไม่ทันตั้งตัว
อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ว่าเจียงอี้จะทอดทิ้งเผ่าเทพอีกาทองจริงๆ สานสัมพันธ์เผื่อไว้สำหรับในอนาคตก็ไม่เลวเหมือนกัน
ต่อให้มีพลังแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่อาจขาดสัมพันธ์ไมตรีไปได้ วังปีศาจมีสายสัมพันธ์กับเผ่าพันธุ์โบราณมากมายนัก วังสวรรค์มีสำนักเต๋าหนุนหลัง วังเทพก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์ สำนักพุทธก็มีผู้ศรัทธามากมายนับไม่ถ้วน
หานเจวี๋ยทำการสาปแช่งต่อไป
หลังจากเขาสาปแช่งศัตรูทุกคนเสร็จ เขาถึงได้บำเพ็ญเพียรต่อ
เวลาผ่านไปประมาณสองสามเดือน
จักรพรรดินีผืนพิภพมาแล้ว กลิ่นอายของนางอบอวลอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุม ทว่ากลับไม่ได้ปริปากส่งเสียงใดๆ
หานเจวี๋ยสัมผัสถึงกลิ่นอายของนางได้และรู้ดีว่านางกำลังตามหาเขาอยู่
ถึงจะเป็นอริยะก็ไม่สามารถสอดแนมหรือแอบส่องสถานการณ์ภายในอาณาเขตเต๋าได้ จักรพรรดินีผืนพิภพจึงได้แต่ทำเช่นนี้
บทที่ 363
หานเจวี๋ยแบ่งจิตสำนึกของตนออกไปหาจักรพรรดินีผืนพิภพอย่างรวดเร็ว
จักรพรรดินีผืนพิภพมองเผ่าเอกาอยู่ไกลๆ ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่
ก่อนหน้านี้เขาเพียงติดต่อกับจักรพรรดินีผืนพิภพผ่านจิตสำนึกเท่านั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับตัวจริงของจักรพรรดินีผืนพิภพ
นางลอยอยู่กลางห้วงอวกาศ สวมชุดกระโปรงยาวสีทอง ดวงดาวหลากหลายรูปแบบส่องประกายอยู่บนชายกระโปรง พราวระยับจับตา สองเท้าของนางเปลือยเปล่า ศีรษะสวมเครื่องประดับขนนกอันน่าพิศวง เครื่องหน้าวิจิจรงดงาม หว่างคิ้วแฝงความเมตตา มีวงล้อเรืองแสงอันหนึ่งลอยอยู่ด้านหลัง ทั้งหมดแบ่งเป็นหกช่องสี หมุนวนอย่างเชื่องช้า
“จักรพรรดินี ท่านมีเรื่องใดจะมอบหมายต่อผู้เยาว์หรือ” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม
จักรพรรดินีผืนพิภพเคลื่อนสายตาไปที่ร่างหานเจวี๋ย เผยรอยยิ้มออกมาและกล่าวตอบ “อยากจะมอบวาสนาให้กับเจ้า”
ยามนี้พอหานเจวี๋ยได้ยินคำว่าวาสนาสองคำนี้หนังหัวก็ชาหนึบแล้ว
ในอดีตที่ผ่านมาโอกาสที่แฝงเร้นไว้ด้วยกับดักมากมายทำให้ตัวเขาในปัจจุบันนี้คิดไปแล้วว่าโอกาสเท่ากับอันตราย
“ขอบพระคุณสำหรับความหวังดีของจักรพรรดินี ทว่าเรื่องวาสนาแล้วไปเถิด ข้าเพียงอยากมานะบำเพ็ญเพียรเท่านั้น…” หานเจวี๋ยเอ่ยตอบด้วยความหัวแข็งดื้อดึง
จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยยิ้มๆ “คิดอะไรอยู่กัน วาสนาน่ะข้าเอามาให้เจ้าแล้ว”
นางพลิกฝ่ามือคราหนึ่ง กระบี่หยกเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ
“สิ่งนี้คือของวิเศษแรงกุศล กระบี่อนันตคุณ สามารถดูดซับแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ได้ เมื่อเผ่าเอกาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ แรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ที่เจ้าได้รับจะเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน กุศลที่ย่อยสลายดูดซับไม่ทันจะถูกกักเก็บไว้ในสมบัติชิ้นนี้”
เมื่อจักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยจบก็โยนกระบี่อนันตคุณออกมา
กระบี่อนันตคุณมีขนาดเพียงสามสิบกงเฟิน (เซนติเมตร) แทนที่จะบอกว่าเป็นกระบี่ ควรเรียกว่ากริชเสียมากกว่า กระบี่เป็นหยกเขียวทั้งเล่ม ถือแล้วรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือก
หานเจวี๋ยรู้สึกโล่งใจดุจยกภูเขาออกจากอก กล่าวขอบคุณ “ขอบพระคุณจักรพรรดินี!”
จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เผ่าเอกาเป็นอย่างไรบ้าง”
หานเจวี๋ยบังคับกระบี่อนันตคุณให้ลอยกลับไปที่ถ้ำเทวาฟ้าประทานก่อน พลางกล่าวตอบไปด้วย “มีศักยภาพยิ่ง รวมข้อดีของเผ่าจอมเวทและเผ่ามนุษย์เอาไว้ แต่ดูเหมือนว่า…”
จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยรับ “ไม่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้ถูกหรือไม่”
“ถูกต้อง”
“นี่ก็คือข้อด้อยของพวกเขา ดังนั้นข้าจึงไม่มีความคิดจะทำให้พวกเขากลายเป็นตัวเอกแห่งมรรคาสวรรค์ ขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลกหล้าหมื่นโลกาเหมือนเผ่ามนุษย์ ข้าหวังให้พวกเขารับผิดชอบภาระหน้าที่ของเทพเซียน สร้างประโยชน์ต่อปวงชน หากขยายเผ่าพันธุ์ไม่ได้ ก็สามารถหลบเลี่ยงความขัดแย้งแก่งแย่งด้านการสืบทอดมรดกไปได้มากนัก”
“แต่ว่า นอกเหนือจากเรื่องการสืบทอดมรดก ลำพังแค่เรื่องการบำเพ็ญเพียรก็ดึงดูดให้เกิดการแย่งชิงผลประโยชน์ได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคือถ้าหากพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นมา ก็จะต้องคิดหาวิธีทำให้ตนมีทายาทแน่นอน” หานเจวี๋ยออกความเห็น
“ไม่มีทาง การที่พวกเขาไม่สามารถขยายเผ่าพันธุ์ได้เป็นลิขิตแห่งมรรคาสวรรค์ พวกเขาจะใช้วิธีการแบบไหนก็ไม่สามารถให้กำเนิดลูกหลานได้ ข้าสละอนาคตของเผ่าจอมเวทไปก็เพื่อแลกเปลี่ยนกับการถือกำเนิดของเผ่าเอกา”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบไป
เขายังไม่ได้เชื่อไปเสียทั้งหมด
ถึงอย่างไรจินกังนู่และถูหลิงเอ๋อร์ก็ยังอยู่ ทั้งสองคนสามารถแต่งงานมีทายาทกับมนุษย์คนอื่นๆ ได้ เผ่าจอมเวทจะถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งในไม่ช้าก็เร็ว
“ไม่ใช่แค่เผ่าเอกาเท่านั้น จินกังนู่และถูหลิงเอ๋อร์ก็เป็นแบบนี้เช่นกัน พวกเขาถูกคำสาปมรรคาสวรรค์ ไม่สามารถสืบเผ่าพันธุ์ได้ชั่วนิรันดร์ ข้อดีคือพวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบจากแรงกรรม นับจากนี้ไปจนถึงในอนาคตก็สามารถเดินทางไปตามโลกหล้าหมื่นโลกาอย่างผ่าเผยและชอบธรรมได้” น้ำเสียงของจักรพรรดินีผืนพิภพ ฟังดูอับจนหนทางอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยลอบรู้สึกตกตะลึง ช่างโหดเหี้ยมนัก
จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยต่อว่า “ศักยภาพของเจ้าข้ารับรู้ดี ไม่ใช่แค่ข้าเท่านั้น อันที่จริงยังมีอริยบุคคลคนอื่นๆ ที่สนใจในตัวเจ้าด้วยเช่นกัน เจ้าคือตัวแปร ข้าหวังว่าเจ้าจะรับเผ่าเอกาเอาไว้ เช่นนี้ข้าถึงจะทุ่มเทจิตใจดูแลจัดการวัฏจักรได้อย่างเต็มที่”
เป็นการฝากเลี้ยงสินะ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น
หานเจวี๋ยใช้ความคิดเงียบๆ ‘ถ้าข้ารับเผ่าเอกาเอาไว้ จะโดนจักรพรรดินีผืนพิภพหรือไม่ก็มรรคาสวรรค์ควบคุมหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ที่ไม่หักอายุขัยในคำถามก่อนหน้านี้หรือจะเป็นเพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมูลเหตุในอนาคต
หานเจวี๋ยจนปัญญาแล้ว ทำได้เพียงเลือกดำเนินการต่อ
เสียไปอีกหนึ่งพันล้านปีอีกแล้ว
[ไม่โดน]
เป็นสองคำที่มีมูลค่าหนึ่งพันล้าน!
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูเหมือนจักรพรรดินีผืนพิภพจะไม่ได้มุ่งร้ายต่อตน
เขารีบตอบกลับทันที “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นก็มอบเผ่าเอกาให้ข้าเถอะ!”
[ความประทับใจที่จักรพรรดินีผืนพิภพมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4.5 ดาว]
จักรพรรดินีผืนพิภพยิ้มแล้วกล่าวว่า “ดียิ่ง ภายภาคหน้าเจ้าจะได้รู้ว่าข้าไม่ได้ประสงค์ร้ายต่อเจ้าแน่นอน”
พอพูดจบ กลิ่นอายของนางก็เลือนหายไป
หานเจวี๋ยทอดสายตามองเผ่าเอกา เขากระตุ้นจิตสำนึกเคลื่อนย้ายเผ่าเอกาเข้าสู่เกาะสำนักซ่อนเร้นในทันที
ปัจจุบันนี้เกาะสำนักซ่อนเร้นใหญ่โตยิ่ง อย่าว่าแต่จำนวนคนหมื่นคนเลย ต่อให้เป็นสิบล้านคนก็ใส่ได้ไม่มีปัญหา
หลังจากเผ่าเอการ่อนลงถึงพื้น ทุกคนล้วนตกใจจนทำตัวไม่ถูก พวกเขาเพิ่งเคยพบพานสถานการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก
ในเวลานี้เอง เสียงของหานเจวี๋ยดังขึ้นมา
“จักรพรรดินีผืนพิภพฝากฝังพวกเจ้าเอาไว้กับข้า นามเผ่าเอกาก็เป็นข้าที่ตั้งให้ นับจากนี้ไป พวกเจ้าก็บำเพ็ญเพียรอยู่ที่เกาะแห่งนี้อย่างสบายใจได้ บนเกาะมีศิษย์ในสำนักซ่อนเร้นของข้าอยู่ด้วย พวกเจ้าก็ตั้งใจบำเพ็ญเพียรตามปกติเถอะ อย่าได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน”
มิใช่เพียงเผ่าเอกาที่ได้ยินเสียงของเขา ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นก็ได้ยินเช่นกัน
ทุกคนที่อยู่ใต้ต้นฝูซังทะยานเข้าไปหาทันที มีความสนใจต่อเผ่าเอกายิ่งนัก
“จักรพรรดินีผืนพิภพ…” ฉู่ซื่อเหรินพึมพำกับตัวเอง
จอมปีศาจคุกรัตติกาลที่อยู่ข้างกันเอ่ยอย่างปลงอนิจจัง “เจ้าสำนักปิดด่านบำเพ็ญตบะมาโดยตลอด ทว่าเส้นสายกลับแผ่ขยายกว้างขวาง ถึงขั้นที่อริยบุคคลส่งมอบชนเผ่ากลุ่มหนึ่งให้เขามาเลย เห็นทีว่าต่อให้เจ้าสำนักของพวกเราจะไม่ใช่อริยบุคคล แต่ก็อยู่ไม่ห่างจากขั้นอริยะแล้ว”
ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยด้วยความภาคภูมิใจ “ข้าว่าแล้วเชียว นายท่านก็คือบรรพชนเต๋ากลับชาติมาเกิด เก่งกาจกว่ามรรคาสวรรค์เสียอีก!”
ผู้พูดไร้เจตนา ทว่าผู้ฟังกลับเกิดความคิด ฉู่ซื่อเหรินขมวดคิ้วแล้ว
เกาะสำนักซ่อนเร้นพลันคึกคักขึ้นมาชั่วขณะ
หานเจวี๋ยกลับจมอยู่ในภวังค์ความคิด
คำพูดของจักรพรรดินีผืนพิภพทำให้เขาตกใจ อริยะท่านอื่นก็จับตามองเขาอยู่งั้นหรือ
นอกจากวงไพ่นกกระจอกของปรมาจารย์ลัญจกรสรวงและวังหนี่ว์หวาที่มีแผนร้ายต่อเขาแล้ว ยังจะมีใครอีก
‘อริยะเป็นตัวตนแบบไหนกันแน่ หรือว่าใต้หล้านี้ล้วนอยู่ในสายตาของพวกเขาทั้งสิ้น’
ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกขนลุก
โชคดีที่อริยะไม่สามารถลงมาเยือนโลกได้ มิเช่นนั้นตัวเขาไหนเลยจะยังรู้สึกปลอดภัยได้อีก
ไม่ได้การแล้ว!
เขาต้องรีบพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น ทำให้ค่ายกลของอาณาเขตเต๋าพัฒนาไปถึงระดับอริยะ พอถึงเวลานั้นต่อให้เป็นอริยะก็บุกเข้ามาไม่ได้แล้ว
แววตาของหานเจวี๋ยฉายแววเด็ดเดี่ยว จากนั้นจึงบำเพ็ญตบะต่อ
….
เวลาผ่านไปยี่สิบห้าปี
ในที่สุดเจียงอี้ก็มาถึงแดนชำระบาปเก้าขุมแล้ว เขาไม่ได้ส่งเสียงดังโหวกเหวก แต่ระเบิดกลิ่นอายของตนออกมา รอคอยให้หานเจวี๋ยมารับเขา
เวลานี้ใครบ้างจะไม่รู้ว่าวิญญาณพยาบาทในแดนชำระบาปเก้าขุมต่างยกขบวนไปที่แดนเซียนกันหมดแล้ว
“แรงกรรมหนักหนามากจริงๆ เขามีชีวิตรอดมาได้อย่างไรกัน”
เจียงอี้แอบตกใจกับตัวเอง และเริ่มเลื่อมใสหานเจวี๋ยขึ้นมาในทันใด
จิตสำนึกอันแกร่งกล้าสายหนึ่งห่อหุ้มเขาเอาไว้ เขายังไม่ทันมีปฏิกิริยาตอบสนองก็ถูกเคลื่อนย้ายเข้าสู่เกาะสำนักซ่อนเร้นโดยตรง ร่องลงใต้ต้นฝูซัง
พอลงถึงพื้น เจียงอี้ที่ตื่นตระหนกหยิบสมบัติวิเศษออกมาและตั้งท่าพร้อมต่อสู้
“ท่านนี้คือเจียงอี้ บุตรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งเผ่าเทพอีกาทอง ต่อไปจะเข้าร่วมกับสำนักซ่อนเร้นบำเพ็ญเพียรไปด้วยกัน”
เสียงของหานเจวี๋ยแว่วออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน
เขาไม่กลัวว่าเจียงอี้จะสำแดงเดชเลย แค่จอมปีศาจคุกรัตติกาลกับจินกังนู่ก็เพียงพอจะสยบเจียงอี้ได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นคือมีหลี่ว์ปู้อยู่ด้วย
จอมปีศาจคุกรัตติกาลร้องจุ๊ๆ ด้วยความประหลาดใจ “บุตรแห่งสวรรค์ของเผ่าเทพอีกาทองมาได้อย่างไรกัน ก่อนหน้านี้จักรพรรดิปีศาจอยากจะดึงเจ้าไปเข้าพวก เจ้าก็ปฏิเสธไม่ใช่หรือ บอกว่าจะลงแรงเพื่อเผ่าเทพอีกาทองอย่างเดียวมิใช่หรือ”
เจียงอี้กวาดสายตามองรอบข้างแวบหนึ่ง แค่นเสียงกล่าว “สายสัมพันธ์ระหว่างข้ากับพี่น้องของข้าแน่นแฟ้นยิ่งนัก เขาขอให้ข้ามาแล้วข้าจะไม่มาได้อย่างไร ถือโอกาสแสดงให้พวกเจ้าได้เห็นด้วยเลยว่าสิ่งใดที่เรียกว่าบุตรแห่งสวรรค์ ต่อไปก็จงบำเพ็ญกับข้าให้ดีๆ เล่า ยึดข้าเป็นเป้าหมาย!”
บทที่ 364
“เจ้าน่ะหรือ เจ้ามาสู้กับพี่ใหญ่ข้าดูไหมเล่า มาสู้กับจอมเวทเฒ่าดูหรือไม่”
ไก่คุกรัตติกาลกระโดดลงมาจากต้นฝูซังพลางร้องตะโกน
คนหน้าใหม่เพิ่งเข้ามาก็โอหังขนาดนี้แล้ว ต้องได้รับการสั่งสอนสักหน่อย!
มันตาแหลมยิ่งนัก เห็นว่าหานเจวี๋ยไม่ได้เชิญเจียงอี้เข้าไปเพื่อพบปะกันในถ้ำ นั่นก็บ่งบอกชัดเจนแล้วว่าความสัมพันธ์ไม่ได้ชิดเชื้อกันขนาดนั้น
เจียงอี้พลันรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา ถึงแม้เขาจะรู้สึกว่าจอมปีศาจคุกรัตติกาลแข็งแกร่งมาก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง บ่งบอกให้เห็นว่าพลังของพวกเขาไม่ได้ทิ้งห่างกันมากนัก
“ประลองกันดูไหม” เจียงอี้จ้องจอมปีศาจคุกรัตติกาลพลางเอ่ยออกมา
จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ได้ พวกเราเข้าไปประลองกันในแบบจำลองการทดสอบของสำนักเถอะ”
“แบบจำลองการทดสอบหรือ มันคือสิ่งใดกัน”
“พลังวิเศษของเจ้าสำนัก ใช้สำหรับต่อสู้โดยเฉพาะ ด้านในยังมีคู่ต่อสู้แสนทรงพลังที่เจ้าสำนักเคยเผชิญหน้ามาก่อนด้วย แม้กระทั่งจักรพรรดิปีศาจ จักรพรรดิสวรรค์ ประมุขแห่งวังเทพรวมถึงบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็รวมอยู่ด้วยเช่นกัน!”
“จริงหรือ”
เจียงอี้รู้สึกสงสัย ช่างคุยโวเสียจริง
เวลานี้เอง หานเจวี๋ยได้เชิญเขาเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ
คราแรกเจียงอี้รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง หานเจวี๋ยจัดให้จินกังนู่มาสู้กับเขาในทันที หลังจากถูกเล่นงานอย่างหนักไปยกหนึ่ง จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของเจียงอี้ก็ถูกกระตุ้นขึ้นมา เขาเริ่มหมกมุ่นอยู่กับแบบจำลองการทดสอบแล้ว
ไก่คุกรัตติกาลมองเจียงอี้ด้วยความตะลึง อดไม่ได้ที่จะส่ายหัว ถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “ถ้ายกคำพูดของนายมากล่าวก็คือ มีผู้ป่วยโรคเสพติดอินเทอร์เน็ตขั้นสาหัสมาเพิ่มอีกคนแล้ว”
โจวหมิงเยวี่ยส่ายหน้า หลุดขำออกมา “ยังจะมาบอกให้พวกเราใช้เขาเป็นเป้าหมายอีก คนผู้นี้ตั้งแต่มาถึงก็ยังไม่บำเพ็ญเลย วันหน้าต้องถูกพวกเราแซงหน้าไปอย่างแน่นอน”
คนอื่นๆ ต่างก็รู้สึกขบขันเช่นกัน
พวกเขาล้วนแต่หมกมุ่นในแบบจำลองการทดสอบอยู่บ้างไม่มากก็น้อย จึงเข้าใจถึงความรู้สึกหฤหรรษ์เช่นนั้นดี
การต่อสู้ที่ไม่จำเป็นต้องแลกด้วยชีวิต สำหรับผู้บำเพ็ญแล้วช่างมีแรงดึงดูดมหาศาลยิ่ง
การต่อสู้ภายในแบบจำลองการทดสอบสมจริงถึงเพียงนั้น ราวกับเป็นเรื่องจริง แม้ว่าจะถูกฆ่าก็ไม่มีทางตาย และไม่เกิดผลกระทบในภายหลังด้วย
พลังวิเศษระดับนี้ ช่างเป็นสิ่งอัศจรรย์ที่ไม่เคยพบพานมาก่อนเลยจริงๆ!
หานเจวี๋ยเห็นเจียงอี้เริ่มหมกมุ่นกับแบบจำลองการทดสอบแล้ว จึงไม่สนใจเขาอีก บำเพ็ญตบะต่อไป
….
สี่สิบปีผ่านไป
หานเจวี๋ยเข้าใกล้ระดับปฐมเทพขั้นสองเข้าไปเรื่อยๆ แล้ว
ตอนนี้เขาเริ่มดูดซับแรงกรรมของแดนชำระบาปเก้าขุมอีกครั้ง ผานซินเองก็ไม่กล้ามารบกวนอีก
วันเวลาก็นับได้ว่าสงบสุขดี
หลังจากเจียงอี้เล่นสนุกกับแบบจำลองการทดสอบอยู่สิบปีก็ได้รับความสะเทือนใจอย่างหนัก เขาพบว่าภายในสำนักซ่อนเร้น ตนไม่ใช่ผู้ที่อยู่ลำดับสองรองลงมาจากหานเจวี๋ย เขาจึงทุ่มเทบำเพ็ญเพียรอย่างสุดกำลัง
ลูกศิษย์คนอื่นก็ยังคงเป็นเช่นที่ผ่านมา วิถีชีวิตไม่ได้ถูกการมาถึงของเจียงอี้และเผ่าเอการบกวนให้รวนเรไปเลย
ในวันนี้ หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู พลางตรวจดูจดหมายไปด้วย
[ไท่ซู่เทียนสหายของท่านได้รับสืบทอดมรดกของเทพีบรรพกาลซีหวังหมู่ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเรียนรู้พลังวิเศษของจักรพรรดิปีศาจ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสาวกลัทธิอันธการ] x32931
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง]
[จั้งกูซิงสหายของท่านพยายามกลืนกินแม่น้ำมรรคกระบี่เผชิญกับการสะท้อนกลับ บาดเจ็บสาหัส]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้รับทหารเทพเผ่ามังกรแท้]
[ซูฉีศิษย์ของท่านหลอมร่างอับโชคสำเร็จ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านสังหารเผ่าพันธุ์โบราณ แรงกรรมเพิ่มพูน]
….
เมื่อหานเจวี๋ยอ่านทั้งหมดดูแล้ว รู้สึกได้ว่าแดนเซียนกำลังจะมีสีสันขึ้นมาอีกครั้งแล้ว
เจ้าสุนัขจู่ถูตัวนั้นยังคงสาปแช่งจักรพรรดิสวรรค์อยู่
รนหาที่ตายจริงๆ!
ถ้าให้เผชิญหน้ากับจู่ถู หานเจวี๋ยค่อนข้างลำบากใจอยู่บ้างจริงๆ
เขาไม่มีความรู้สึกดีหรือความเกลียดชังต่อจู่ถูและไม่ทราบถึงสถานการณ์ด้วย เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกว่าไม่มีประโยชน์อันใดที่จะสาปแช่งจู่ถู
ถึงอย่างไรเจ้าหมอนี่ก็แข็งแกร่งที่สุดในมหาเคราะห์
หานเจวี๋ยยังสนใจเรื่องที่จักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็เผชิญหน้ากับการโจมตีด้วย เห็นทีว่าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเองก็มีบุญคุณความแค้นเป็นของตัวเองเช่นกัน นี่ก็เป็นเรื่องที่ดีเช่นกัน เพราะมันจะทำให้คนผู้นี้ไม่มีเวลาว่างมาคิดวางแผนปองร้ายเขา
ยังมีจั้งกูซิงอีกคน ไม่น่าเชื่อว่าคิดจะกลืนกินแม่น้ำมรรคกระบี่ ช่างขวัญกล้าเหลือเกิน!
เมื่อก่อนหานเจวี๋ยคิดว่าจั้งกูซิงเป็นผู้ผดุงความยุติธรรมที่ต้องการปกป้องแม่น้ำมรรคกระบี่ ตอนนี้เขาได้เปลี่ยนความคิดแล้ว
ดูเหมือนการถูกคุมขังไว้ในวังเทพเป็นเวลาหลายปี จั้งกูซิงจะเผชิญกับการปลุกปั่นยั่วยุเข้าเสียแล้ว
เขาอ่านต่อไป ไม่น่าเชื่อเลยว่าหลี่เต้าคงจะสังหารเผ่าพันธุ์โบราณ ว่ากันตามจริง หานเจวี๋ยไม่คิดว่าเขากำลังรนหาที่ตายเลย เพราะต่อให้แรงกรรมมากมายล้นฟ้า คาดว่าหลี่เต้าคงก็น่าจะมีวิธีขจัดแรงกรรมทั้งหมดทิ้งไปได้
แต่หานเจวี๋ยกลับรู้สึกอยู่เสมอว่าหลี่เต้าคงเป็นบุคคลที่น่าสงสาร
เขาเคยทำนายอนาคตมาหลายครั้ง หลี่เต้าคงไม่ใช่ผู้มีชัยคนสุดท้าย อีกทั้งผู้มีชัยคนสุดท้ายได้สังหารล้างบางสรรพสิ่ง นั่นก็แสดงว่าหลี่เต้าคงสิ้นชีพในมหาเคราะห์เช่นกัน
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะเตือนสติตัวเองไว้
ผู้ทรงพลังในที่แจ้งไม่น่าหวาดหวั่น แต่คนที่น่ากลัวคือพวกแกล้งทำตัวเป็นหมูหลอกกินเสือที่หลบอยู่ในมุมมืดพวกนั้นต่างหาก
ถึงแม้จะมีระบบอยู่กับตัว หานเจวี๋ยก็ไม่อาจประมาทได้ ถึงอย่างไรในอนาคตเหล่านั้น หายเจวี๋ยก็พลาดท่าล้มเหลว ไม่สามารถปกป้องคนที่ตนอยากปกป้องเอาไว้ได้
หลังจากสาปแช่งศัตรูเสร็จ หานเจวี๋ยก็บำเพ็ญต่อ
จากการประเมินของเขา เขาอยู่ห่างจากการทะลวงระดับปฐมเทพขั้นสองไม่มากแล้ว
กายดาราอนธการเลิศล้ำจริงๆ สามารถดูดซับแรงกรรมได้ และสามารถรับประกันได้ว่าความเร็วในการบำเพ็ญของหานเจวี๋ยจะอยู่ในสภาวะที่รวดเร็วที่สุดอยู่เสมอ
โดยทั่วไปแล้วหากผู้ทรงพลังในระดับเทพต้องการฝ่าทะลวงขั้นสักระดับ ยากเย็นเพียงใดกันน่ะหรือ ก็ถึงขั้นที่อาจจะเนิ่นนานตราบฟ้าสิ้นดินสลายเลยทีเดียว แต่หานเจวี๋ยแตกต่างออกไป เพราะต่อให้บรรลุระดับเทพแล้ว เขาก็ยังสัมผัสได้ชัดเจนว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาเพิ่งบำเพ็ญต่อได้ไม่เท่าไร ป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ก็มีความเคลื่อนไหวขึ้นมา
จักรพรรดิสวรรค์ติดต่อมาหาเขา
หานเจวี๋ยเชื่อมต่อกระแสจิตสำนึก
“ระยะนี้เจ้ายังทำนายถึงเฮ่าเอ๋อร์ได้อยู่หรือไม่” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถาม
หานเจวี๋ยถามด้วยความแปลกใจ “เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ตั้งแต่จักรพรรดิเซียนบุกมาในครั้งก่อน เฮ่าเอ๋อร์ก็ถูกจักรพรรดิปีศาจจับตัวไป จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีเบาะแสเลย เราพยายามอย่างเต็มที่แล้วแต่ก็ยังตามหาเขาไม่พบ และทำนายถึงเขาไม่ได้ จึงต้องมาสืบถามเอากับเจ้า”
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ จักรพรรดิสวรรค์นึกโทษตัวเองอยู่บ้าง ถึงอย่างไรก็เป็นตัวเขาเองที่ไม่ได้ปกป้องบุตรชายของตนเอาไว้ให้ดี
หลงเฮ่าถูกจักรพรรดิปีศาจลักพาตัวไปจากวังสวรรค์ สำหรับจักรพรรดิสวรรค์แล้ว ถือเป็นความอัปยศอย่างยิ่ง แม้ว่าจักรพรรดิปีศาจจะมอดม้วยไปแล้วก็ตาม
หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ข้าจะลองดู”
เขาเรียกใช้ระบบวิวัฒนาการอย่างเงียบเชียบ ‘ข้าอยากรู้ว่าหลงเฮ่าอยู่ที่ใด’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
มากขนาดนี้เชียว
เจ้าเด็กคนนี้ก็ไม่ใช่จักรพรรดิเซียนสักหน่อย!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
แต่พอนึกถึงหลงเฮ่า เขาก็ปลงอีกครั้ง
ดำเนินการต่อ!
ข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
[ไม่สามารถวิวัฒนาการอย่างแม่นยำได้ คาดคะเนได้เพียงพิกัดคร่าวๆ แดนเซียน ชั้นฟ้าที่ยี่สิบเก้า]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
แค่นี้หรือ
เขาเอ่ยด้วยความจนปัญญา “ฝ่าบาท ข้าก็ไม่สามารถทำนายได้ว่าเขาอยู่ที่ใด แต่เท่าที่ข้าจับสัมผัสได้คล้ายว่าเขาจะอยู่ในชั้นฟ้าที่ยี่สิบเก้าของแดนเซียน”
“ชั้นฟ้าที่ยี่สิบเก้างั้นหรือ แย่แล้ว!”
จักรพรรดิสวรรค์ตระหนกอย่างยิ่ง รีบจบบทสนทนาไปในทันที ป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก
หานเจวี๋ยรู้สึกแปลกใจ หรือว่าจะมีความลับอันใดซ่อนอยู่ในชั้นฟ้าที่ยี่สิบเก้า
เขาเรียกดูค่าความสัมพันธ์พลางตรวจสอบรูปประจำตัวของหลงเฮ่า ก็พบว่าเขายังไม่ได้ถูกเฮ่าเทียนยึดร่าง
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หานเจวี๋ยก็คร้านจะกังวลแล้ว ถึงอย่างไรเขาก็ออกจากการปิดด่านไปไม่ได้
ยามนั้นที่หลงเฮ่าต้องการออกจากเกาะสำนักซ่อนเร้นไป มิได้ถูกบังคับขู่เข็ญ แต่เขาอยากออกไปเอง
หานเจวี๋ยช่วยได้เท่าที่ไหว หากพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์อันตราย เช่นนั้นเขาก็จะไม่ประมาทเลินเล่อ
หลังจากเก็บป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์แล้ว หานเจวี๋ยก็เข้าสู่สภาวะบำเพ็ญตนอย่างรวดเร็ว
เจ็ดปีผ่านไป
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็รับรู้ถึงการโจมตีจากแรงสาปแช่งอันทรงพลังได้
เขาอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว
ผู้ใดมาหาเรื่องข้าอีกแล้ว
หานเจวี๋ยกระตุ้นบัวดำล้างโลกาสามสิบหกวัฏจักร ใช้แรงกรรมต้านแรงสาปแช่ง
บทที่ 365
คำสาปแช่งและแรงกรรมต่างโน้มเอียงเข้าหาหลักกรรม ล้วนเป็นพลังล่องลอยไร้รูปลักษณ์และสีสัน ยากจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
มีบัวดำล้างโลกาสามสิบหกวัฏจักรคอยช่วยเหลือ หานเจวี๋ยก็ไม่ได้รับความทรมานจากพลังคำสาปแช่งอีกต่อไป
เขานับนิ้วทำนาย แต่ก็ไม่สามารถทำนายต้นตอที่มาของแรงสาปแช่งนี้ได้
ดูเหมือนอีกฝ่ายก็กลัวจะถูกจับได้เช่นกัน ทุกคนต่างเลียนแบบข้าอยู่
หานเจวี๋ยคิดด้วยความรู้สึกดูถูก ลอบเอ่ยว่า “สาปใครไม่สาป เจ้าดันมาสาปแช่งข้า!”
‘ข้าอยากรู้ว่าเป็นใครที่สาปแช่งข้า!’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
‘ดำเนินการต่อ!’
ช่วงนี้อายุขัยถูกถลุงไปมากมาย แต่ก็ยังห่างไกลจากหลักเศษมากนัก หานเจวี๋ยจึงใช้อย่างไม่กลัวเปลืองเลย
จากนั้นหานเจวี๋ยรู้สึกวิงเวียนตาลาย จิตรับรู้โผล่ไปถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
เขาลืมตามอง พบว่าตนอยู่ในถ้ำใต้ดินแห่งหนึ่ง เบื้องหน้าร่างหนึ่งกำลังถือหนังสือสาปแช่งคนเล่มหนึ่งเอาไว้
คนผู้นี้ก็คือเซวี่ยหมิงเหอ
หานเจวี๋ยคุ้นเคยกับหน้าตาของเขายิ่งนัก ถึงอย่างไรเจ้าหมอนี่ก็เป็นแกนนำเผ่าพันธุ์โบราณมากมายก่อตั้งลัทธิอันธการขึ้นมา
ไอ้ลูกหมา!
แม้แต่เจ้าลัทธิเจ้าก็ยังกล้าสาป เจ้าไม่ตายแล้วใครจะตาย
เพลิงโทสะแผดเผาหานเจวี๋ย
เวลานี้เอง จู่ๆ เขาได้ยินเซวี่ยหมิงเหอเอ่ยพึมพำกับตัวเองว่า “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ท่านสัมผัสได้หรือยังขอรับ หวังว่าท่านจะมองเห็นข้านะขอรับ!”
หมายความว่าอย่างไรกัน
หานเจวี๋ยรู้สึกแปลกใจ เหตุที่เซวี่ยหมิงเหอสาปแช่งเขา เพราะอยากดึงดูดความสนใจของเขางั้นหรือ
ช้าก่อน!
เซวี่ยหมิงเหอรู้ได้อย่างไรว่าเขาคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
บรรดาผู้ยิ่งใหญ่อย่างจักรพรรดิปีศาจ จู่ถูและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ยังไม่รู้เลย แล้วเขารู้ได้อย่างไร
ฉากเหตุการณ์พังทลายลง หานเจวี๋ยกลับคืนสู่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน
เขาเอ่ยถามต่อ ‘เซวี่ยหมิงเหอรู้หรือไม่ว่าข้าคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ’
[ไม่รู้]
หนนี้ระบบกลับไม่ได้หักอายุขัย
หานเจวี๋ยอดครุ่นคิดต่อไม่ได้ เป็นเพราะอะไรกัน
เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกรรมของตัวเอง จึงไม่ถูกหักอายุขัยใช่หรือไม่
น่าจะไม่ถูกต้องสักเท่าไรนัก
หรือนี่จะเป็นบริการสมนาคุณจากที่จ่ายไปเมื่อครู่นี้
หานเจวี๋ยคิดไม่ออก จึงคร้านจะคิดต่อแล้ว เขาเริ่มใคร่ครวญถึงเรื่องของเซวี่ยหมิงเหอแทน
ไม่นานนักแรงสาปแช่งก็เลือนหายไป
ชัดเจนยิ่งนักว่าเซวี่ยหมิงเหอไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขาแล้ว
แต่เหตุใดถึงต้องสาปแช่งเขาด้วยเล่า
หานเจวี๋ยจึงนึกถึงกลุ่มอำนาจที่มีกรรมเกี่ยวพันกับตัวเขาขึ้นมา หรือว่าเซวี่ยหมิงเหอกำลังสาปแช่งวังสวรรค์หรือไม่ก็เผ่าเอกาอยู่
หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจอีกครั้ง ‘เหตุใดเซวี่ยหมิงเหอจึงสาปแช่งข้า’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
‘ดำเนินการต่อ!’
[เขากำลังสาปแช่งวังสวรรค์]
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายขึ้นมาทันที เริ่มสาปแช่งเซวี่ยหมิงเหอ
ถึงแม้มีแนวโน้มสูงมากว่าเซวี่ยหมิงเหอจะเป็นแฟนคลับตัวยงของเขา แต่เมื่อคุกคามวังสวรรค์ เขาก็จำเป็นต้องลงมือ
หานเจวี๋ยเตรียมแลกอายุขัยหนึ่งพันล้านปีเพื่อตักเตือนเซวี่ยหมิงเหอเล็กน้อย
….
ผ่านไปหลายวัน
ภายในถ้ำใต้ดิน
ครืน….
พลังอันน่าหวาดหวั่นสั่นสะเทือนจนถ้ำใต้ดินโยกไหวอย่างรุนแรง เซวี่ยหมิงเหอกำลังนั่งสมาธิโคจรพลังอยู่ สีหน้าเขาซีดเซียวอย่างยิ่ง
เขากำลังเผชิญกับคำสาปอยู่!
“เป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแน่นอน!”
เซวี่ยหมิงเหออกสั่นขวัญผวา เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสกับแรงสาปแช่งอันแสนทรงพลังเช่นนี้
มีเพียงแรงสาปแช่งเช่นนี้ที่สามารถบีบคั้นจักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จนบ้าคลั่งได้
ด้วยเหตุนี้จึงมีเพียงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแล้ว!
เซวี่ยหมิงเหอไม่เพียงแต่ไม่หวาดกลัวเท่านั้น กลับรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก
ในที่สุดเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็ตอบรับเขาแล้ว!
ด้วยพลังของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ สามารถสาปแช่งเขาจนถึงตายอย่างสบายๆ ได้ แต่กลับไม่ได้ทำเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าเป็นการถ่ายทอดข้อความ
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการหลบเร้นอยู่ในวังสวรรค์งั้นหรือ
มีความเป็นไปได้!
มิน่าเล่าภายในสี่กลุ่มอิทธิพลระดับจักรวรรดิ มีเพียงวังสวรรค์เท่านั้นที่ไม่เคยเกิดเรื่องราวใหญ่โตขึ้น
วังปีศาจแทบล่มสลาย สำนักพุทธสูญเสียบรรพชนพุทธองค์หนึ่งไป วังเทพก็เปลี่ยนตัวประมุข มีเพียงวังสวรรค์เท่านั้นที่ได้รับการหนุนนำจากสำนักเต๋า
ไม่ว่าจะมองอย่างไร วังสวรรค์ก็อยู่ในการปกครองของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการชัดๆ!
ขณะที่เซวี่ยหมิงเหอกำลังใคร่ครวญอยู่ แรงสาปแช่งอันทรงพลังกว่าเดิมก็โจมตีเข้ามาดั่งกระแสน้ำหลาก
แย่แล้ว!
ต้านไม่อยู่แล้ว!
เซวี่ยหมิงเหอกระอักโลหิตพุ่งเป็นฝอย สองมือขยับทำมุทรา พลังเวทที่สงบนิ่งอยู่ภายในร่างเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นมา
โชคดีที่แรงสาปแช่งไม่ได้เพิ่มขึ้นอีก ดำเนินอยู่ราวหนึ่งก้านธูปถึงได้ล่าถอยไป
ถึงแม้เซวี่ยหมิงเหอจะบาดเจ็บภายใน แต่ไม่นับว่าหนักหนาสาหัส
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่สังหารข้า แปลว่ายอมรับข้าแล้ว!
เซวี่ยหมิงเหอคิดอย่างเอาใจเขามาใส่ใจเรา ถ้าหากเขาคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แล้วคิดจะสังหารผู้ใดคงไม่ยั้งมือแน่นอน
พอคิดได้เช่นนี้ ความศรัทธาที่เซวี่ยหมิงเหอมีต่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็เพิ่มมากขึ้นไปอีก
“นับแต่นี้ไป ไม่อาจพุ่งเป้าไปที่วังสวรรค์ได้อีก ข้าจะต้องเป็นพันธมิตรกับวังสวรรค์ แสดงออกถึงเจตนาดี” เซวี่ยหมิงเหอเช็ดคราบเลือดที่มุมปาก เผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม
เขารู้สึกว่าตนช่างฉลาดเหลือเกิน!
ด้วยวิธีนี้จึงสามารถยืนยันได้แล้วว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอยู่ที่ใด
“จู่ถู เจ้าสวมรอยเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เจ้ารอรับความตายเสียเถอะ ข้าสู้เจ้าไม่ได้ แต่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่มีทางละเว้นเจ้าแน่!”
เซวี่ยหมิงเหอเริ่มตั้งตารอจุดจบของจู่ถูแล้ว
….
หลังจากสั่งสอนเซวี่ยหมิงเหอไปเล็กน้อยแล้ว หานเจวี๋ยก็บำเพ็ญต่อ
วันเวลายังคงดำเนินต่อไป
สิบปีผ่านไป
ตบะของหานเจวี๋ยเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อยเลย เขาหยุดบำเพ็ญเพียร หยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาติดต่อหาจักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์ตอบรับจิตรับรู้ของเขาอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ฝ่าบาท หาเฮ่าเอ๋อร์พบหรือไม่”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “หาพบแล้ว แต่ไม่อาจพาเขากลับมาได้ หลังจากนี้ถ้าหากเขาไปหาเจ้า เจ้ามีสิทธิ์ที่จะปลดเขาออกจากตำแหน่งศิษย์”
“หมายความว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ เขาก่อกบฏหรือ หรือว่าถูกยึดครองร่างแล้ว”
“เราบอกไม่ได้ เขาไม่ได้ถูกยึดร่าง แต่ตอนนี้เขาอันตรายมาก เจ้าเชื่อเราเถอะ”
ระหว่างหลงเฮ่ากับจักรพรรดิสวรรค์ หานเจวี๋ยย่อมเชื่อใจจักรพรรดิสวรรค์มากกว่า
จักรพรรดิสวรรค์เป็นคนที่ดีต่อเขา ส่วนหลงเฮ่าเป็นคนที่หานเจวี๋ยหวังดีด้วย
หานเจวี๋ยตอบรับ “ข้าเข้าใจแล้ว ช่วงนี้วังสวรรค์เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวตอบ “ไม่เลวเลย อยู่ระหว่างเข้ายึดพื้นที่ของวังปีศาจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งได้รับการสวามิภักดิ์จากกองกำลังมากมาย ในบรรดานั้นรวมไปถึงลัทธิอันธการที่มีชื่อเสียงเฟื่องฟูอยู่ พวกเขาเป็นฝ่ายเสนอตัวผูกมิตร ยินดีเป็นพันธมิตรกับวังสวรรค์ คาดว่าน่าจะเป็นเจตนาของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ”
หานเจวี๋ยลอบนึกในใจ เซวี่ยหมิงเหอเป็นผู้เป็นคนแล้วสินะ!
เมื่อเป็นแบบนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องตายแล้ว
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างจริงจัง “ฝ่าบาท เจ้าแดนต้องห้ามอันธการลึกลับยากจะคาดเดาได้ ต้องระวังไว้ อย่าได้ถูกหลอกใช้นะพ่ะย่ะค่ะ”
“วางใจเถอะ เราคิดเอาไว้แล้ว ขอเพียงพวกเขาไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อวังสวรรค์ ทุกอย่างล้วนเจรจากันได้” จักรพรรดิสวรรค์ตอบ
ทั้งสองสนทนากันต่ออีกสองสามประโยค จากนั้นจึงตัดการเชื่อมต่อทางจิตรับรู้
ณ วังสวรรค์ ภายในอุทยานหลวง
จักรพรรดิสวรรค์วางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง เอ่ยพึมพำ “เขาไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจริงๆ น่ะหรือ”
เซวี่ยหมิงเหอบอกว่าเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับวังสวรรค์ด้วยความประสงค์ของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ถ้าหากว่าเป็นความจริง เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็น่าจะเป็นคนของวังสวรรค์
เขาอดไม่ได้ที่จะนึกสงสัยในตัวหานเจวี๋ยขึ้นมาอีก
ไม่สมเหตุสมผลเลย
“เราคิดอะไรอยู่กัน พรสวรรค์ของเขาแกร่งกล้าก็เพียงพอแล้ว เราคาดหวังให้เขาใช้ความสามารถของตนช่วยเหลือวังสวรรค์อยู่มิใช่หรือ”
จักรพรรดิสวรรค์ส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา รู้สึกว่าตนคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับหานเจวี๋ยมากเกินไปแล้ว
เขาขมวดคิ้วแน่น ในเมื่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่เกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ย เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงที่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะคิดร้ายกับวังสวรรค์
หมากตานี้ของลัทธิอันธการทำไปเพื่อสิ่งใดกันแน่
ณ ปัจจุบันนี้ วังสวรรค์นับเป็นกลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนสวรรค์แล้ว ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ การที่ลัทธิอันธการให้ความเกื้อหนุนวังสวรรค์ มีแต่จะช่วยให้วังสวรรค์คว้าชัยในศึกมหาเคราะห์ได้ราบรื่นขึ้น
ถ้าวังสวรรค์ชนะ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะได้สิ่งใดเล่า
มีแผนร้ายแน่!
ยิ่งคิดจักรพรรดิสวรรค์ก็ยิ่งไม่สบายใจ ถึงอย่างไรมหาเคราะห์ก็ยังดำเนินไปไม่ถึงจุดสูงสุด หายนะที่แท้จริงของวังสวรรค์ยังมาไม่ถึง