356-360
บทที่ 356
หานเจวี๋ยไล่สายตาไปตามจดหมายเรื่อยๆ เห็นโอกาสวาสนาหลากหลายแบบที่ชวนให้ตกใจ มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยตามคาด
หานเจวี๋ยเปิดดูค่าความสัมพันธ์ ตบะของสหายส่วนใหญ่ต่างเพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเทพเซียนส่วนใหญ่ในวังสวรรค์ เขาอดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ วังสวรรค์เคยผ่านมหาเคราะห์มาแล้วหลายครั้งมิใช่หรือ เช่นนั้นพลังก็น่าจะแข็งแกร่งมากถึงจะถูกต้อง หรือว่าเทพเซียนส่วนใหญ่ต่างก็ล้มตายในมหาเคราะห์กันหมดแล้ว
หานเจวี๋ยตรวจดูเหล่าสหายเทพเซียนในค่าความสัมพันธ์ ดวงตาฉายแววเวทนา คนเหล่านี้ล้วนตกเป็นเบี้ยของสงครามทั้งสิ้น!
หนึ่งเดือนต่อมา
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อไป แรงกรรมซัดกระหน่ำจากภายนอกเข้ามาสู่เกาะสำนักซ่อนเร้น เกิดเป็นกระแสน้ำวนขนาดยักษ์
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ นับวันพื้นที่ภายในของเกาะสำนักซ่อนเร้นก็ยิ่งกว้างใหญ่ขึ้น รอบเกาะมีมหาสมุทรที่เกิดจากการซึมซับน้ำปรโลกจากยมโลกเอาไว้ในอดีตรายล้อม และอาจขยายตามอาณาเขตเต๋าที่ยกระดับขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน จนขอบเขตกว้างใหญ่ไพศาลกว่าโลกเขย่าพิภพหลายเท่า
เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างทดสอบพลังวิเศษเหนือแม่น้ำปรโลกเป็นครั้งคราว
ต้นฝูซังเติบโตจนลำต้นสูงกว่าหลายพันจั้ง สมกับเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์
อาณาเขตเต๋าในตอนนี้กลายเป็นดินแดนอีกแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ พื้นที่รกร้างบนเกาะเริ่มมีดอกไม้ใบหญ้า รวมถึงพืชพรรณต่างๆ งอกงามขึ้นมา
บางทีเมื่อหานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้น อาณาเขตเต๋าแห่งนี้ก็อาจจะกลายเป็นพื้นที่กว้างใหญ่เช่นเดียวกับสรวงสวรรค์สามสิบสามชั้นก็เป็นได้ หานเจวี๋ยตั้งตารอสิ่งนี้อย่างยิ่ง
วันเวลาผันผ่านไปเรื่อยๆ
เพียงพริบตาเดียว ก็ผ่านไปอีกสิบปี
ตบะของหานเจวี๋ยยกระดับขึ้นอีกครั้ง ทว่าระดับเทพนั้นกว้างใหญ่ไพศาล หากคิดจะทะลวงระดับเทพให้ได้ก็ต้องใช้เวลาสั่งสมตบะยาวนาน
เป้าหมายของหานเจวี๋ยไม่สูงนัก ขอแค่ทะลวงระดับปฐมเทพขั้นสองให้ได้ภายในพันสองร้อยปีก็พอแล้ว! เช่นนี้ก็มีหวังที่จะบรรลุระดับต้าหลัวได้ภายในหมื่นปี ถึงตอนนั้นมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตก็อาจจะยังไม่สิ้นสุดก็เป็นได้
“สหายเต๋า โปรดออกมาพูดคุยกันสักหน่อยได้หรือไม่” จู่ๆ ก็มีเสียงที่แสนเย็นชาดังก้องไปทั่วเกาะสำนักซ่อนเร้น ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นในทันใด จากนั้นเขาก็ค้นหาศัตรูที่อยู่โดยรอบทันที ทว่ากลับไม่พบศัตรูเลย
‘เดี๋ยวก่อน! หรือว่าจะเป็น…’ หานเจวี๋ยคล้ายจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบผุดตัวลุกขึ้นทันที
“นายท่าน เสียงเมื่อครู่พูดคุยกับท่านหรือ” อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
นางไม่ตื่นตระหนกกับอะไรง่ายๆ อีกต่อไป ฟังจากคำพูดของอีกฝ่าย ฝั่งนั้นน่าจะเกรงกลัวหานเจวี๋ยอย่างมาก จึงได้พูดจาเกรงอกเกรงใจถึงขั้นนี้
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “ให้พวกเขาฝึกบำเพ็ญกันอย่างสงบเถอะ” พูดจบ เขาก็หลับตาลงและกระจายจิตนึกคิดให้มุ่งตรงไปยังต้นตอของเสียงนั้น
ไม่นานเขาก็ได้พบกับไท่กู่หยวนเฟิ่ง ที่แท้ก็คือคนผู้นี้นี่เองที่ติดต่อหานเจวี๋ย
เดาว่าเป็นเพราะกระแสแรงกรรมที่รายล้อมเกาะสำนักซ่อนเร้น ไท่กู่หยวนเฟิ่งจึงได้หาอาณาเขตเต๋าเจอ เหตุผลที่อีกฝ่ายตามหาเขาคงไม่มีอะไรมากไปกว่าการขอความช่วยเหลือ
ท่ามกลางความมืดมิด ไท่กู่หยวนเฟิ่งราวกับจุดกำเนิดของสิ่งชั่วร้าย ความลึกลับสุดจะหยั่งถึง ชวนให้รู้สึกขนพองสยองเกล้า
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ใต้เท้ามีเรื่องอันใดหรือ”
เสียงของไท่กู่หยวนเฟิ่งตอบกลับมา “ข้าสังเกตเห็นว่าการดูดซับแรงกรรมของสหายเต๋าช่างน่าทึ่งยิ่งนัก”
“ท่านจึงอยากขอให้ข้าช่วยสินะ”
“ถูกต้อง”
“แล้วข้าจะได้อะไร หากปล่อยท่านไป ท่านจะสร้างปัญหาให้แก่ข้าหรือไม่”
“ข้ากับเจ้าไม่มีความแค้นอันใดต่อกัน เหตุใดข้าต้องทำร้ายเจ้าด้วย หากเจ้าช่วยเหลือข้า ข้าก็ติดหนี้เจ้าชั่วชีวิต หากวันใดเจ้าเผชิญภยันตราย ข้าจะช่วยเหลือเจ้าอย่างสุดกำลัง”
“ก็ได้ แต่ข้ากำลังอยู่ในระหว่างการฝึกบำเพ็ญพลังวิเศษ ไม่อาจช่วยเหลือท่านได้ในทันที ท่านจงรอก่อน”
“ข้าต้องรอนานเท่าไร”
“หนึ่งแสนปี”
“ได้!” น้ำเสียงของไท่กู่หยวนเฟิ่งแฝงซ่อนความยินดี
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบไป ‘ดูเหมือนว่าเจ้านี่คงจะปิดด่านมานานแล้ว แค่แสนปีคงไม่สะเทือนหรอก’
หานเจวี๋ยกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “อืม เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ สหายเต๋าโปรดรอคอยอย่างสงบเถิด”
[ไท่กู่หยวนเฟิ่งเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]
“ขอบคุณสหายเต๋า!”
หลังจากได้ยินเสียงกล่าวขอบคุณของไท่กู่หยวนเฟิ่ง หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ตอบกลับอะไร และเรียกจิตนึกคิดกลับคืน
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
อู้เต้าเจี้ยนออกไปจากถ้ำเทวาแล้ว หานเจวี๋ยหลับตาและจมจ่อมในห้วงความคิด
แม้ไท่กู่หยวนเฟิ่งจะค้นหาอาณาเขตเต๋าพบ แต่ก็ไม่สามารถมาเยือนที่นี่ได้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ปล่อยเขาไปก่อนเถิด
หานเจวี๋ยปิดกั้นถ้ำเทวา ป้องกันไม่ให้อู้เต้าเจี้ยนกลับมา จากนั้นเขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาและเริ่มสาปแช่ง พร้อมกับอ่านจดหมายไปพลางๆ
วังสวรรค์ วังปีศาจ และนิกายเจี๋ยเริ่มทำสงครามกันแล้ว แม้แต่หวงจุนเทียนก็ยังถูกโจมตีจากปีศาจ
หานเจวี๋ยครุ่นคิดว่าจะอาศัยโอกาสนี้สังหารจักรพรรดิปีศาจดีหรือไม่
เขากลัวว่าหลังจากที่วังปีศาจถูกทำลาย วังสวรรค์จะตกเป็นเป้าโจมตีแทน หากวังสวรรค์ถูกปิดล้อมจากกลุ่มอิทธิพลรอบด้านย่อมไม่เป็นการดี หานเจวี๋ยไม่เคยคาดหวังว่าวังสวรรค์จะต้องชนะ เขาหวังเพียงให้วังสวรรค์อยู่รอดก็เป็นพอ
‘เดี๋ยวนะ’ หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบงัน ในความคิดของเขานั้น ระดับภัยคุกคามของจู่ถูนั้นสูงกว่าจักรพรรดิปีศาจเสียอีก
[คัดลอกองครักษ์อาณาเขตเต๋าสำเร็จ กรุณาตั้งชื่อ]
เมื่อเห็นข้อความหนึ่งบรรทัดที่ปรากฏขึ้นมาต่อหน้า หานเจวี๋ยก็เลิกคิ้วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ‘ในที่สุดก็เสร็จสักที!’
เขาครุ่นคิดเงียบๆ “หลี่ว์ปู้!”
ทันใดนั้น ดวงตาของเขาก็เปล่งแสงสีม่วงออกมา และตกกระทบไปยังเบื้องหน้า จากนั้นก็ควบแน่นเป็นรูปร่างของมนุษย์ขึ้นมา
มันคือจู่ถูนั่นเอง! พูดให้ถูกมันคือหลี่ว์ปู้ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับจู่ถูอย่างกับแกะ
หลี่ว์ปู้คุกเขาลงข้างหนึ่ง พร้อมกับกุมหมัด “คารวะท่านเจ้าอาณาเขต!”
‘บรรพชนเต๋างั้นหรือ’ หานเจวี๋ยฟังผิดไปโดยไม่รู้ตัว แต่ไม่นานนักเขาก็เข้าใจในทันที
เป็นเจ้าของอาณาเขตเต๋าต่างหาก!
“อืม เจ้าออกไปหาที่อยู่สักที่เถอะ” หานเจวี๋ยออกคำสั่ง
ก่อนหน้านี้เขาศึกษาระบบขององครักษ์อาณาเขตเต๋ามาแล้ว เขาเป็นเหมือนกับหุ่นกระบอกที่ไม่มีสติปัญญาและจิตวิญญาณ มีชุดความคิดคือการปกป้องอาณาเขตเต๋า และเชื่อฟังคำสั่งของเขาทุกประการ
หลี่ว์ปู้ลุกขึ้นยืนและจากไปทันที
หลังจากก้าวพ้นจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน ทุกคนก็หันมามองเขาทีละคนสองคน เพราะรังสีที่น่าสะพรึงกลัวของเขา!
“คนผู้นั้นเป็นใครกัน” จอมปีศาจคุกรัตติกาลขมวดคิ้ว รู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างยิ่ง
จินกังนู่ตกใจจนหน้าถอดสี “จู่ถูจากวังเทพนี่! เป็นไปได้อย่างไร!”
คนอื่นๆ ต่างงุนงง จู่ถูคือใครกัน
หลี่ว์ปู้ก้าวไปข้างหน้าโดยไม่สนใจพวกเขา ก่อนจะหยุดและนั่งบื้ออยู่ที่ริมหาด
เสียงของหานเจวี๋ยลอยออกมา “ชื่อของเขาคือหลี่ว์ปู้ จากนี้ไปเขาจะคอยปกป้องอาณาเขตเต๋า พวกเจ้าอย่าไปรบกวนเขา เขาเองก็ต้องฝึกบำเพ็ญเช่นกัน”
เขากลัวว่าเหล่าศิษย์จะเข้าไปซักไซ้ไล่เรียงจนจับพิรุธได้
เมื่อได้ยินถ้อยคำดังกล่าว เหล่าศิษย์ต่างก็อยู่ในความโกลาหล
พวกเขาอดคิดถึงเสียงที่ดังขึ้นมาก่อนหน้านี้ไม่ได้
เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นชายผู้นี้ที่เรียกหานเจวี๋ย
มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง!
เหล่าศิษย์จับกลุ่มล้อมวงหารือกันยกใหญ่
เมื่อมีหลี่ว์ปู้คอยสอดส่องดูแล หานเจวี๋ยก็ผ่อนคลายขึ้นมาได้ชั่วขณะ ต่อให้จู่ถูบุกมาด้วยตนเอง ก็อย่าหวังว่าจะสังหารเขาได้!
หานเจวี๋ยคลี่ยิ้มออกมา
นี่สิถึงจะเป็นสถานที่สำหรับฝึกบำเพ็ญที่เขาปรารถนา ปลอดภัยหายห่วง ไอเซียนเปี่ยมล้น
…
วังเทพ
จู่ถูที่กำลังนั่งฝึกบำเพ็ญอยู่นั้นลืมตาขึ้นมากะทันหันและขมวดคิ้ว เขานับนิ้วคำนวณ คิ้วก็ยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิม
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ทำไมข้าถึงกระสับกระส่ายขนาดนี้” ยิ่งคิดจู่ถูก็ยิ่งร้อนใจ เขารู้สึกเหมือนจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น
“ไม่ ข้าต้องขึ้นไปถามสวรรค์ชั้นสามสิบสาม มหาเคราะห์ครั้งนี้จะเกิดข้อผิดพลาดขึ้นไม่ได้”
จู่ถูลุกขึ้นและรีบออกไปจากวังเทพโดยเร็ว
เพียงไม่กี่อึดใจ เขาก็มาถึงสวรรค์ขั้นที่สามสิบสามและหยุดอยู่เบื้องหน้าวังหนี่ว์วา
เขาคุกเข่าลงทั้งสองข้าง มองไปยังประตูขนาดใหญ่ของวังหนี่ว์วาและเอ่ย “ท่านอริยะ ผู้เยาว์มีเรื่องใคร่ขอพบ!”
เสียงเย็นยะเยือกลอยมาจากวังหนี่ว์วา “มหาเคราะห์เริ่มแล้ว ทุกสิ่งอย่างล้วนขึ้นอยู่กับตัวเจ้า”
จู่ถูมองขึ้นไป พร้อมไต่ถาม “หากเกิดผลกรรมที่อยู่นอกเหนือจากมหาเคราะห์ ข้าควรทำเช่นไร”
“เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน”
“ขออริยะโปรดช่วยคำนวณด้วย!”
จู่ถูกล่าวอย่างหนักแน่น แววตาลุกโชนดุจคบเพลิง
บทที่ 357
วังหนี่ว์วาตกอยู่ในความเงียบงัน จู่ถูรอคอยอย่างอดทน
ผ่านไปสองถึงสามชั่วยามโดยประมาณ น้ำเสียงเย็นยะเยือกก็ลอยออกมาจากภายในวังอีกครา “สิ่งผิดปกติที่เจ้าว่านั้น แท้จริงแล้วคือชะตากรรม กลับไปเสียเถิด”
‘ชะตากรรม?’ จู่ถูขมวดคิ้วแน่น ไม่เข้าใจความหมายของคำพูดดังกล่าวแม้แต่น้อย หากมันคือชะตากรรมจริง เหตุใดเขาถึงว้าวุ่นใจเช่นนี้ เขาแข็งแกร่งที่สุดในมหาเคราะห์ เขาต่อสู้เพื่อโชคชะตาและพลังอำนาจ หรือว่านี่จะเป็นความไม่สบายใจที่มาจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ หรือว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการกำลังจะออกมาสู่โลกภายนอก จู่ถูลุกขึ้นอย่างเร่งรีบ โค้งคำนับ และรีบร้อนจากไปทันที
…
เวลาผันผ่านราวกับติดปีก ห้าสิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
การบำเพ็ญของหานเจวี๋ยกลับสู่สภาวะปกติ แสนธรรมดาและน่าเบื่อหน่าย คอยสาปแช่งศัตรูทุกๆ สิบปี ความสำราญในยามปกติเห็นจะมีแต่การอ่านจดหมาย
ภายในไม่กี่สิบปี หานมิ่งก็กลับชาติมาเกิดใหม่ได้สำเร็จ ชาตินี้เขาได้เป็นวายร้ายผู้มีพรสวรรค์ ทันทีที่ถือกำเนิดก็อยู่ในระดับเซียน ไม่นานก็ไล่ตามเผ่าเทพอีกาทองทัน
สหายเทพเซียนแห่งวังสวรรค์บางส่วนของหานเจวี๋ยล้มตายอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้พอจะคาดเดาได้ว่าแผนการพิชิตวังปีศาจของวังสวรรค์ดำเนินไปได้ไม่สวยสักเท่าไรนัก
‘เฮ้อ สหายบางคนยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาก็จากไปเสียแล้ว’
หานเจวี๋ยมองดูภาพประจำตัวของสหายหายไปคนแล้วคนเล่า ในใจก็เกิดความรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมาอย่างไม่ทันตั้งตัว ไม่รู้เลยว่าเมื่อเขาเดินทางไปถึงจุดสิ้นสุดของมหามรรค ข้างกายจะยังหลงเหลือเพื่อนเก่าเพื่อนแก่อีกสักกี่คน การบำเพ็ญคือยอดเขาอันเดียวดาย ยิ่งเดินไปข้างหน้าหนทางยิ่งคับแคบ จนกระทั่งมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่จะไปถึงยอดเขาได้
อยู่มาวันหนึ่ง
หานเจวี๋ยออกมาจากถ้ำเทวา มาหยุดเบื้องหน้าของต้นฝูซัง หลายปีที่ผ่านมานี้ ต้นฝูซังเติบโตขึ้นอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าต้นไม้ใหญ่มากนัก ต้นฝูซังที่โตเต็มที่สามารถเชื่อมต่อหมื่นแดนใต้หล้าได้ ดั่งศูนย์กลางอวกาศ หานเจวี๋ยรอคอยให้วันนั้นปรากฏอย่างใจจดใจจ่อ
ต้นฝูซังสั่นไหวอีกครา
หานเจวี๋ยเอ่ยยิ้มๆ “ชายผู้นั้นที่อยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุมทำข้อตกลงกับข้าแล้ว เขาไม่อาจทำร้ายเจ้าได้ วางใจเถิด อย่าได้กลัวไปเลย”
ต้นฝูซังกล่าวอย่างระแวดระวัง “ไม่ได้อยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุม…แต่อยู่ข้างนอก…”
‘ข้างนอกหรือ’ หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เขาส่งจิตนึกคิดแพร่กระจายออกไปภายนอกแดนชำระบาปเก้าขุม ไม่นานนักเขาก็พบว่าทางออกของแดนชำระบาปเก้าขุมกำลังหดตัวลง มีคนกำลังซ่อมแซมเขตอาคมเพื่อที่จะปิดกั้นแดนชำระบาปเก้าขุมกับยมโลกอีกครั้ง
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขาพลันเกิดความลังเล ‘ต้องหยุดยั้งหรือไม่ หยุดกับผีน่ะสิ! ข้าซ่อนตัวอยู่ที่นี่ก็เพื่อหลีกเลี่ยงเคราะห์มิใช่หรือ มีคนไปซ่อมแซมสิถึงจะดี! ศัตรูจะได้บุกเข้ามาอีกครั้งไม่ได้!’
เมื่อหานเจวี๋ยคิดตก เขาก็เฝ้าชมความเปลี่ยนแปลงอยู่เงียบๆ
ร่างร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในห้วงอากาศว่างเปล่าอันมืดสลัว เมื่อเห็นร่างดังกล่าว หานเจวี๋ยก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
ชายผู้นี้ ผานซิน!
ผานซินหมุนตัว สองมือร่ายคาถา พลังเวทมหาศาลแผ่กระจายไปทั่ว ผสานเขตอาคมล่องหนสองเขตเข้าด้วยกัน
‘คนผู้นี้หนีออกไปได้อย่างไรกัน’
ผานซินคล้ายจะจับสังเกตบางอย่างได้ จึงส่งเสียงคำรามเย็นยะเยือก “โอ้! ไม่คิดไม่ฝันว่าจะมีคนซ่อนตัวอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุมเหมือนกันกับข้าด้วย! สหายเต๋า ข้าขอแนะนำให้เจ้าอย่าได้ก่อกวนข้าและอย่าคิดจะเปิดเขตอาคมนี่ด้วย!”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ
ผานซินพลันหยุดชะงักไป จากนั้นก็กล่าวด้วยความประหลาดใจ “กลิ่นอายนี้น่าจะเป็น…”
เขาเบิกตาโพลงและคำรามลั่น “ไอ้ลูกหมา! เจ้าบรรลุระดับเทพสำเร็จแล้ว! เป็นไปได้อย่างไร!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หานเจวี๋ยก็ส่งเสียงตอบอย่างเลี่ยงไม่ได้ “ไม่พบกันนานเลยนะขอรับใต้เท้า นี่ท่านถูกไล่ล่ามาหรืออย่างไร”
“ไล่ล่าหรือ เหลวไหล! ใครมันจะกล้าตามล่าข้ากัน”
“แล้วที่ท่านมาที่นี่…”
“ปิดด่านฝึกฝน พอใจหรือยัง ถ้าเป็นเจ้าข้าก็สบายใจ ก่อนที่มหาเคราะห์จะสิ้นสุดลง อย่าออกไปข้างนอกล่ะ เข้าใจไหม”
“นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องการ”
“เจ้าอยู่ที่ใด ทำไมข้าจับตำแหน่งของเข้าไม่ได้”
เมื่อเผชิญหน้ากับความสงสัยของผานซิน หานเจวี๋ยก็ปิดปากเงียบทันที เขาไม่รู้ว่าควรพาผานซินเข้ามายังอาณาเขตเต๋าหรือไม่
ไม่! เขาจะเสี่ยงไม่ได้! ใจคนเรายากเกินหยั่ง แม้ผานซินจะญาติดีกับเขา แต่ทั้งคู่ก็ไม่สนิทสนมกัน
หานเจวี๋ยเอ่ย “ตอนนี้ข้ากำลังปิดด่านฝึกฝน ใต้เท้ารีบพักผ่อนเถิด ข้าจะไปฝึกบำเพ็ญต่อ”
หลังจากสิ้นคำพูด เขาก็เรียกจิตนึกคิดกลับคืนมาทันที
เพื่อป้องกันไม่ให้ที่ตั้งถูกเปิดเผย หานเจวี๋ยจัดการย้ายเกาะสำนักซ่อนเร้นไปยังที่ที่ห่างไกล ไม่หลงเหลือแม้แต่ร่องรอยภายในชั่วพริบตา
ผานซินตกตะลึงอยู่กับที่ กล่าวพึมพำ “หรือว่าเจ้าเด็กนี่ก็จะถูกตามล่าเหมือนกัน”
เขาเอ่ยอย่างนึกสนุก คิดไม่ถึงว่าทั้งสองคนจะมีความคิดตรงกัน คือซ่อนตัวอยู่ในที่ที่ดูอันตรายที่สุด!
“ไม่ได้! ข้าต้องหาเจ้าเด็กนั่นให้เจอ ข้าต้องรู้ให้ได้ว่าเขาไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน!”
…
การปรากฏตัวของผานซินทำให้หานเจวี๋ยไม่กล้าดูดซับแรงกรรมในแดนชำระบาปเก้าขุมอีก เขาหันมาเน้นการดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรแทน
เริ่มจากดูดซับแรงกรรมในดอกบัวก่อน เนื่องจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรกักเก็บแรงกรรมไว้มากเทียบเท่ากับมหาเคราะห์จนหานเจวี๋ยสามารถดูดซับได้ไม่หมดไม่สิ้น หรือถึงแม้จะทำได้ก็ต้องใช้เวลายาวนานมาก
หลังจากนั้น หานเจวี๋ยก็รู้สึกถึงจิตนึกคิดของผานซินที่เคลื่อนผ่านเกาะสำนักซ่อนเร้นอยู่บ่อยครั้ง
ทำไมคนผู้นี้ถึงต้องตามหาเขาด้วย เพราะเป็นห่วงงั้นหรือ
หานเจวี๋ยเกือบจะหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา แต่เกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยตัวตน
บางทีผานซินอาจจะไม่เป็นอันตรายก็ได้
หลายปีให้หลัง ผานซินก็ถอดใจไปเอง พอเจอที่เหมาะๆ ก็เริ่มฝึกบำเพ็ญ และแล้วแดนชำระบาปเก้าขุมก็กลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง
เวลาผ่านไปอีกสามสิบปี
หลังจากการบำเพ็ญ หานเจวี๋ยก็หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู พร้อมกับอ่านจดหมายไปพลางๆ
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียน ร่างกายบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่สหายของท่านได้รับการช่วยเหลือจากยอดแม่ทัพเทพ]
[โจวฝานสหายของท่านกลืนกินแรงกรรมจากวิญญาณอาฆาต ก่อกำเนิดมารในใจ]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x310229
[หลงเฮ่าลูกศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่าน กายเนื้อดับสูญ ดวงวิญญาณถูกสะกด]
[เต้าจื้อจุนสหายของท่านรู้แจ้งในพลังวิเศษฮุ่นตุ้น พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
…
‘จักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจต่อสู้กันหรือ นี่เป็นการแสดงหรือจงใจหักหน้ากันแน่’
หานเจวี๋ยไล่สายตาลงมา เมื่อเขาเห็นว่าหลงเฮ่าถูกสังหารแล้ว ความรู้สึกของเขาพลันกลับตาลปัตร
เขาชื่นชอบหลงเฮ่ามากทีเดียว เพราะอย่างไรก็เป็นเด็กที่เขาเฝ้ามองการเติบโตของอีกฝ่ายมาโดยตลอด
‘จักรพรรดิปีศาจชั่วช้า! โจมตีฝ่าบาทของข้าไม่พอ ยังสังหารศิษย์หลานของข้าอีก จงตายเสียเถิด!’
หานเจวี๋ยทวีแรงสาปแช่งต่อจักรพรรดิปีศาจในทันใด
ห้าวันต่อมา
อายุขัยของหานเจวี๋ยก็เริ่มลดลง
เพื่อป้องกันไม่ให้หลงเฮ่าตัวตาย มรรคผลสลาย หานเจวี๋ยตัดสินใจสาปแช่งให้จักรพรรดิปีศาจสิ้นชีพไปจะได้ไม่เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
เขาจ้องมองหน้าจอแสดงคุณสมบัติของตนเองโดยไม่วางตา เพื่อควบคุมอัตราการลดลงของอายุขัย
อีกด้านหนึ่ง
ในพระราชวังอันมืดมนแห่งหนึ่ง ดวงวิญญาณของหลงเฮ่าถูกกักขังไว้ในตะเกียงน้ำมัน ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังจักรพรรดิปีศาจ
จักรพรรดิปีศาจนั่งอยู่บนขั้นบันได รอบกายโอบล้อมด้วยไอดำทะมึนแปลกประหลาด
ศีรษะของเขาสั่นคลอนตลอดเวลา ท่าทางผิดปกติ ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น
พรวด…
ทันใดนั้นก็มีเลือดไหลทะลักออกมาจากปากของจักรพรรดิปีศาจ ท่าทางหมดอาลัยตายอยากลงอย่างรวดเร็ว
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการชาติชั่ว เราอุตส่าห์มอบไมตรีแก่เจ้า แต่เจ้ากลับ…”
จักรพรรดิปีศาจสบถด่าด้วยความแค้น แต่ไม่ทันพูดจบประโยค แรงสาปแช่งก็ทวีความรุนแรงขึ้นมาอีกหน
เขาทั้งตกใจทั้งเคียดแค้น เหตุใดแรงสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการถึงได้รุนแรงเพียงนี้ คนผู้นี้ใช้ของวิเศษชนิดใดกันแน่ พลังเวทที่ถูกเผาผลาญเป็นพลังเวทของตนหรือ คำสาปแช่งที่ใช้พลังเวท ไม่ควรจะส่งผลเช่นนี้สิ!
สีหน้าของจักรพรรดิปีศาจเปลี่ยนไป พลังเวทในกายของเขาเริ่มปะทุ แว่วเสียงแปร่งแปลกดังขึ้นข้างหูของเขา
“การฟื้นฟูเผ่าปีศาจตกไปอยู่ในมือของเจ้า เจ้าจะแบกรับมันได้หรือ”
“วังปีศาจมีความหวังจะพิชิตวังสวรรค์ได้จริงๆ หรือ”
“วังสวรรค์มีสำนักเต๋าคอยหนุนหลัง แล้ววังปีศาจมีอะไรบ้าง อริยบุคคลเหล่านั้นมีใจเอนเอียง เห็นอยู่ชัดๆ ว่าต้องการให้เผ่าปีศาจสูญสิ้นไป จะหวังพึ่งอะไรได้”
เสียงมารในใจ!
จักรพรรดิปีศาจกัดฟันกรอด เมื่อยิ่งพยายามเมินเฉยต่อเสียงมารในใจ เสียงของมันกลับยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ
บทที่ 358
ยิ่งนานท่าทางของจักรพรรดิปีศาจก็ยิ่งผิดปกติ โลหิตเริ่มหลั่งออกมาจากผิวหนัง อีกทั้งกลิ่นอายอันตรายสุดขีดที่แผ่ซ่านออกมาทำเอาหลงเฮ่าที่สังเกตการณ์อยู่รู้สึกหวาดกลัวจนตัวแข็งทื่อ
“มีใครกำลังสาปแช่งเขา อย่างที่เราเคยเผชิญมาก่อน!” เสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูของหลงเฮ่า
หลงเฮ่าพึมพำกับตนเอง “เจ้าน่ะสมควรแล้ว ใครใช้ให้เจ้าสับเปลี่ยนวิญญาณข้าล่ะ”
ที่แท้เสียงนี้ก็เป็นเสียงของเฮ่าเทียน
จิตวิญญาณของเฮ่าเทียนหดตัวอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณหลงเฮ่า ไม่อาจแยกออกมาได้
เฮ่าเทียนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าลูกหมา เราช่วยให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้นไม่ดีหรือไง ตอนนี้ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ เรากับเจ้าถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอะไรนั่นหมายหัว ต่อไปคงจะอยู่ยาก”
หลงเฮ่าลอบถามอย่างฉงนใจ “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเก่งกาจขึ้นถึงขั้นนี้จริงหรือ แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างเจ้าก็ไม่อาจต่อกรได้เชียวหรือ”
“หากเราได้ฟื้นฟูตบะ ย่อมไม่มีทางพ่ายแพ้เขาแน่ แต่น่าเสียดาย…”
“จะเกิดอะไรขึ้นกับจักรพรรดิปีศาจ จะก้าวซ้ำรอยเดิมกับบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์หรือไม่”
“เป็นไปได้อย่างมาก”
น้ำเสียงของเฮ่าเทียนเคร่งขรึมลง ดูเกรงกลัวเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอย่างเห็นได้ชัด
ตู้ม!
กายเนื้อของจักรพรรดิปีศาจระเบิดเป็นจุณ โลหิตสาดกระเซ็น ดวงวิญญาณสีดำที่ดูคล้ายคลึงกับวิหคปีศาจบิดเร่าอย่างรุนแรง น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
พลังเวทอันน่าสยดสยองโหมกระหน่ำไปทั่วตำหนัก ตะเกียงน้ำมันของหลงเฮ่าสั่นไหวอย่างรุนแรงตามไปด้วย ข้าวของทุกชิ้นในท้องพระโรงล้วนสั่นสะเทือนอย่างแรง ราวกับถูกแผ่นดินไหวจู่โจม
กลิ่นอายสังหารของจักรพรรดิปีศาจระเบิดไปทั่ว ทำให้หลงเฮ่ารู้สึกหวาดผวา
“นี่น่ะหรือต้าหลัว”
หลงเฮ่าแอบรู้สึกหวาดกลัวอยู่ในใจ ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในระดับเซียนทองไท่อี่แล้วก็ตาม แต่เมื่อเผชิญหน้ากับต้าหลัว เขาก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นเล็กกระจ้อยร้อยไม่ต่างจากสัตว์เลื้อยคลาน
จู่ๆ เฮ่าเทียนก็ตะโกนขึ้นมาว่า “ระวัง เขาใกล้จะรับพลังเวทที่ปั่นป่วนของตนเองไม่ไหว กำลังจะระเบิดแล้ว!”
ระเบิดงั้นหรือ
หลงเฮ่าตกใจจนหน้าถอดสี
ทันใดนั้นจักรพรรดิปีศาจก็คำรามออกมาอย่างเคียดแค้น “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ! เราไม่ปล่อยเจ้าไปแน่! ตราบใดที่ยังมีความหวังแม้เพียงริบหรี่ เราจะกลับมาปลิดชีพเจ้าให้จงได้! เผ่าปีศาจจงฟัง! เจ้าแดนต้องห้ามอันธการทำลายดวงชะตาแห่งเผ่าปีศาจ ถือเป็นปฏิปักษ์กับเผ่าปีศาจตราบนิจนิรันดร์! ตามล่ามันจนถึงที่สุด อย่าหยุดยั้งจนกว่ามันจะสิ้นลม!”
เสียงดังกล่าวดังกึกก้องไปทั่วหมื่นแดนใต้หล้า!
แม้แต่สำนักซ่อนเร้นในแดนชำระบาปเก้าขุมก็ยังได้ยิน
บรรดาศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างพูดไม่ออก
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการแข็งแกร่งจริงๆ ด้วย แม้แต่จักรพรรดิปีศาจก็ยังสังหารได้!” จอมปีศาจคุกรัตติกาลกล่าวด้วยความรู้สึกหดหู่ใจ
เขารู้ดีว่าจักรพรรดิปีศาจแข็งแกร่งแค่ไหน
ในวังปีศาจ คำพูดของจักรพรรดิปีศาจถือเป็นประกาศิต มีอำนาจสูงสุดไม่สีสิ่งใดเทียบเคียงได้ เทพปีศาจและจอมปีศาจอย่างพวกเขาราวกับถูกกำราบให้ศิโรราบ
จินกังนู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงไปด้วยความทอดถอนใจ “ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นเทพฝ่ายใดกันแน่”
ศิษย์ทุกคนต่างก็สงสัยใคร่รู้ในตัวของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
พวกเขาต่างคิดว่าผู้ที่ทรงพลังที่สุดในมหาเคราะห์ครั้งนี้คือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
อู้เต้าเจี้ยนครุ่นคิดอย่างรอบคอบ สายตาทอดมองไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ในขณะเดียวกัน ภายในถ้ำเทวา
หานเจวี๋ยโลหิตไหลอาบหน้า ทั้งยังมีเลือดหลั่งออกมาจากดวงตาทั้งสองข้าง
เขาได้หักอายุขัยของตนไปกว่าหนึ่งหมื่นสามพันล้านปี
ทำไมเจ้านี่ยังไม่ตายอีก!
[จักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่าน มารในใจก่อการขัดขืนเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน พลังเวทปะทุ เมื่อแบกรับความโกลาหลไม่ได้ แรงกรรมมหันต์ในกายก็ก่อหายนะ ดวงวิญญาณระเบิด ตัวตายมรรคผลสลาย]
ภาพประจำตัวของจักรพรรดิปีศาจหายไปอย่างฉับพลัน!
หานเจวี๋ยหยุดทันที
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก ในที่สุดก็ตายสักที
โชคดีที่จักรพรรดิปีศาจเข่นฆ่าผู้คนมามากมาย แรงกรรมพัวพันกาย มิฉะนั้นหานเจวี๋ยคงไม่มีทางสังหารเขาได้ ดูเหมือนว่าสำหรับผู้ที่ก้าวสู่เคราะห์กรรมนั้น แรงกรรมช่างอันตรายเหลือแสน
หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงและเริ่มพักฟื้น ปรับสภาพของตน
ทันทีที่จักรพรรดิปีศาจสิ้นชีพ วังปีศาจก็ต้องเกิดความวุ่นวายครั้งใหญ่ นี่ถือเป็นโอกาสของวังสวรรค์ ต่อไปก็ต้องขึ้นอยู่กับวังสวรรค์แล้ว
หนึ่งเดือนต่อมา หานเจวี๋ยสาปแช่งศัตรูคนอื่นจนเสร็จสิ้น จากนั้นก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
แม้ว่าหนังสือแห่งความโชคร้ายจะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ควรพึ่งพามันมากจนเกินไป
เขายังต้องพยายามทำให้ตัวเองแข็งแกร่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
…
วังสวรรค์ พระราชวังเทียมเมฆา เหล่าทวยเทพต่างมารวมตัวกัน
ไม่ว่าจะเป็นเทพเซียนหรือผู้บำเพ็ญแห่งสำนักเต๋าล้วนแต่ตื่นเต้นกันยกใหญ่ ในที่สุดจักรพรรดิปีศาจก็สิ้นชีพเสียที!
แม่ทัพเทพยุทธ์กล่าวอย่างหดหู่ “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการชักจะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว เขาจะกลายเป็นศัตรูของวังสวรรค์หรือไม่”
จิ่งเทียนกงกล่าว “ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น หากเขาคิดจะช่วงชิงดวงชะตา ก็ควรก้าวสู่เคราะห์กรรม มิฉะนั้นการสาปแช่งผู้อื่นในมุมมืด ก็เป็นการมอบดวงชะตาให้แก่ผู้อื่น ซึ่งนับเป็นการพยายามที่สูญเปล่า ในความคิดของข้าเขาต้องมีเป้าหมายที่สูงส่งกว่านี้ อาจจะไม่ได้เรียบง่ายอย่างแค่การชิงอำนาจเท่านั้น”
เทพเซียนอดกลอกตามองบนไม่ได้
พวกเขาคบค้าสมาคมกันมาสักพัก ล้วนแต่ทราบดีว่าจิ่งเทียนกงนั้นเทิดทูนเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจนหมดหนทางเยียวยาแล้ว
ในขณะนี้เอง ทหารสวรรค์นายหนึ่งก็รีบร้อนเข้ามาและป่าวประกาศด้วยเสียงดังลั่น “รายงาน…กองทัพวังปีศาจแตกพ่ายแล้ว!”
จักรพรรดิสวรรค์ลุกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตรัสพลางสรวล “ดีมาก! เทพเซียนทั้งหลายจงฟัง ยกทัพไปปราบปีศาจ!”
“เราต้องการทำลายวังปีศาจให้สิ้นซากภายในหนึ่งร้อยปี!”
อีกด้านหนึ่ง
ปัจฉิมสวรรค์
ภายในวิหารอันโอ่อ่างดงาม บรรพชนพุทธเทวัญ พร้อมด้วยพระพุทธองค์ โพธิสัตว์ และอรหันต์มารวมตัวกัน
“ยังไม่พบเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอีกหรือ”
แม้การสิ้นชีพของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จะนำความโกรธแค้นมาสู่สำนักพุทธ ทว่าพวกเขาก็ไม่กล้าที่จะแก้แค้นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เพราะบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์คือร่างแปลงของบรรพชนมาร ถือว่าเป็นผู้ทรยศ เรื่องนี้ทำให้สำนักพุทธอับอายจนไม่กล้าสืบสาวราวเรื่อง
ทั่วทั้งแดนเซียนต่างหัวเราะเยาะ และตั้งคำถามกับพวกเขา!
พระพุทธองค์ท่านหนึ่งกล่าวว่า “นอกจากจู่ถูจากวังเทพที่แอบอ้างเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแล้ว ยังมีพวกลัทธิอันธการ เผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์อีก หากมองในแง่ดีคือน่าจะมีเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่ต่ำกว่าร้อยคน แต่ทว่าตอนนี้ยังไม่อาจจำแนกพวกเขาได้”
มีเจ้าแดนต้องห้ามอันธการมากเหลือเกิน!
นับตั้งแต่การตายของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เป็นต้นมา ก็มีผู้ศรัทธาในเจ้าแดนต้องห้ามอันธการผุดขึ้นมาทั่วแดนเซียนราวกับไผ่ที่แตกหน่อหลังฝนพรำ การขยายตัวของพวกเขาจนกระจายไปทั่วแดนเซียน เป็นสัญญาณของความสำเร็จที่เยี่ยมยอด
บรรพชนพุทธเทวัญเอ่ยถาม “วังสวรรค์ได้รับผลกระทบจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการบ้างหรือไม่”
“ได้รับ จักรพรรดิสวรรค์ก็ถูกสาปแช่งบ่อยครั้ง ทว่าไม่สามารถบอกได้ว่าถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการตัวจริงสาปแช่งหรือไม่” โพธิสัตว์ตอบ
บรรพชนพุทธเทวัญถอนหายใจ
สถานการณ์ชักจะยุ่งเหยิงไปกันใหญ่ ก่อนหน้านี้ปิดด่านฝึกฝนมานานหลายปี ไม่ค่อยคุ้นเคยกับโครงสร้างของแดนเซียนนัก ยิ่งเวลานี้มีบุคคลลึกลับคนใหม่ปรากฏตัวขึ้นมาอีก ยิ่งทำให้เขารู้สึกปวดหัวยิ่งกว่าเดิม
“ไม่ได้ ต้องเรียกบรรพชนพุทธคนอื่นมารวมตัวกันแล้ว”
บรรพชนพุทธเทวัญครุ่นคิดกับตนเอง
…
สิบปีต่อมา
หลังจากหานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญจนเสร็จสิ้น เขาก็หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่ง และอ่านจดหมายไปพลางๆ
[หลงเฮ่าสหายของท่านได้รับวิชาสืบทอดจากผู้ทรงพลังลึกลับ ฝึกฝนจนได้รับพลังวิเศษมรรคาสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายเจี๋ย] x407
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเอาชนะจักรพรรดิปีศาจหวงหยวน พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านพิชิตยอดสมบัติจักรพรรดิปีศาจ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[เต้าจื้อจุนสหายของท่านพบกับอริยบุคคลในนิทรา ได้รับการชี้ทางสว่าง พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านไปจากยมโลก]
[ไท่ซู่เทียนสหายของท่านกระโจนสู่แม่น้ำโชคชะตา กลับชาติมาเกิดใหม่]
…
หลงเฮ่าได้พบกับผู้ทรงพลัง เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะเป็นเฮ่าเทียน
หากลองไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน ความสัมพันธ์ของหลงเฮ่ากับเฮ่าเทียนแอบคล้ายคลึงกับตัวเอกในนิยายแอ็กชันแฟนตาซีและตาเฒ่า หากแยกจากกันไม่ได้ บางทีเฮ่าเทียนอาจจะเป็นโอกาสวาสนาของหลงเฮ่าก็เป็นได้
จี้เซียนเสินกับฟางเหลียงยึดติดกันอีกแล้วหรือ ทำไมชอบพัวกันกันตลอดนะ!
คนที่หานเจวี๋ยเป็นห่วงที่สุดคือเต้าจื้อจุน
คำว่าอริยบุคคลมันช่างบาดตาเสียนี่กระไร
‘ไหนบอกว่าอริยบุคคลไม่ยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตอย่างไรเล่า’ หานเจวี๋ยอดรู้สึกกังวลไม่ได้
มหาเคราะห์ที่มีอริยบุคคลเข้าร่วมด้วยเรียกได้ว่าเป็นหายนะ ก่อนหน้านี้ที่สองแดนหยินหยางกลับตาลปัตรกัน ก็เป็นฝีมือของอริยบุคคลเช่นกัน
หานเจวี๋ยไล่สายตาลงไปเรื่อยๆ ทันใดนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันใด
เขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงและแผ่พลังจิตออกไป
พื้นที่แห่งหนึ่งในแดนชำระบาปเก้าขุมมีสิ่งมีชีวิตจำนวนมหาศาลปรากฏตัวอยู่ในที่นั่น สิ่งมีชีวิตที่ว่าคล้ายจะมีทั้งมนุษย์ทั้งจอมเวท มีทั้งชายและหญิง กระจุกตัวรวมกัน ส่งเสียงโวยวายอื้ออึง
บทที่ 359
หานเจวี๋ยจับกลิ่นอายของยายเมิ่งได้ ยังมีบางอย่างที่ต่างออกไป
กลิ่นอายวัฏจักร! จักรพรรดินีผืนพิภพ! เป็นไปได้หรือไม่ว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยจักรพรรดินีผืนพิภพ
“หือ เจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร”
เสียงของหญิงสาวลอยเข้ามาในโสตประสาทของหานเจวี๋ย น้ำเสียงนั้นคล้ายคลึงกับยายเมิ่ง แต่ฟังดูอ่อนเยาว์น่าฟังกว่า
หานเจวี๋ยรู้ตัวว่าจิตรับรู้คิดของตนเองถูกเปิดเผยเสียแล้ว จึงส่งเสียงตอบกลับ “ท่านยายเมิ่งหรือ”
“ยายเมิ่งตายไปแล้ว เจ้าเรียกข้าว่าจักรพรรดินีผืนพิภพก็ได้”
น้ำเสียงของจักรพรรดินีผืนพิภพอ่อนโยนมาก ไม่มีความหยิ่งยโสแม้แต่น้อย
หานเจวี๋ยเลิกวิตกไปโดยไม่รู้ตัว เขากล่าว “ที่แท้ก็คือจักรพรรดินีผืนพิภพนี่เอง ช่างเป็นเกียรติแก่ผู้เยาว์ยิ่งนักที่มีโอกาสได้พบท่าน”
ตบะของจักรพรรดินีผืนพิภพไม่อาจทราบได้ นั่นหมายความว่าอย่างน้อยนางจะต้องเป็นต้าหลัวหรือแม้กระทั่งอริยะ
“เผ่าจอมเวทของข้าอยู่กับเจ้าที่นั่นกี่คน” เสียงของจักรพรรดินีผืนพิภพดังขึ้นอีกครั้ง
ทั้งสองสื่อสารกันผ่านจิตรับรู้คิด นอกจากพวกเขาแล้ว สิ่งมีชีวิตอื่นล้วนไม่ได้ยินบทสนทนานี้
หานเจวี๋ยตอบ “สองคน ท่านต้องการพบพวกเขาหรือ”
“ไม่จำเป็น แค่ถามเท่านั้น พวกนี้คือเผ่าพันธุ์ที่ข้าให้กำเนิดขึ้นมาใหม่ เจ้าคิดว่าพวกเขาควรมีชื่อเรียกว่าอะไรดี”
จักรพรรดินีผืนพิภพถามด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงสบายๆ หานเจวี๋ยเกิดความรู้สึกใกล้ชิดกับนางขึ้นมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เขาระวังตัวขึ้นมากะทันหัน ยิ่งทำตัวสบายๆ ก็ยิ่งอันตราย! ถ้าเกิดวันดีคืนดีจักรพรรดินีผืนพิภพคิดจะจัดการเขาขึ้นมา จะทำอย่างไร
หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึก และเอ่ยว่า “เรื่องนี้ท่านจักรพรรดินีควรเป็นผู้ตัดสินใจ ข้าจะบังอาจล้ำเส้นไปได้อย่างไร”
“ไม่เป็นไร เจ้าพูดมาเถิด ข้าจะตัดสินเองว่าควรหรือไม่”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบไป
เวรกรรม! นี่พยายามจะผูกติดเขาไว้กับเรือของเผ่าพันธุ์ใหม่ใช่หรือไม่
ถ้าหานเจวี๋ยตั้งชื่อให้ ต่อไปเขาต้องมีเวรกรรมพันผูกกับเผ่าพันธุ์นี้เป็นแน่ แต่ถ้าปฏิเสธ ก็จะถือว่าเป็นการขัดขืนต่อจักรพรรดินีผืนพิภพไม่ใช่หรือ
‘ไหนบอกจะเป็นขุนเขาให้ข้าพึ่งพิง ไยถึงทำร้ายข้าได้ลงคอ’ หานเจวี๋ยรู้สึกไม่พอใจจักรพรรดินีผืนพิภพ รู้สึกว่านางช่างไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลย
ตอนนี้เอง จักรพรรดินีผืนพิภพก็กล่าวยิ้มๆ “เจ้ายังหวาดกลัวแปดเปื้อนผลกรรมอีกหรือ สิ่งที่เจ้าฝึกบำเพ็ญคือมรรคแห่งวัฏจักร วัฏจักรคือสิ่งที่ข้าสรรค์สร้างขึ้นมา ผลกรรมระหว่างเจ้าและข้าก็ถูกฝังกลบไปเนิ่นนานแล้ว เหตุใดยังต้องแบ่งแยกระหว่างข้ากับเจ้าอีกเล่า”
หานเจวี๋ยเอ่ยถามอย่างช่วยไม่ได้ “จักรพรรดิเซียนวัฏจักรมีความสัมพันธ์อันใดกับท่าน”
“เขาน่ะหรือ เขาเป็นเพียงเด็กที่หลงผิดคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้ว ข้าเริ่มต้นวัฏจักร หลังจากที่วัฏจักรถือกำเนิดขึ้นมาก็มีพลังชีวิตปรากฏขึ้นและพลังชีวิตนั้นก็พัฒนากลายเป็นเขา ทว่าเขาชื่นชอบการเอาชนะ อยากจะหลุดพ้นจากวัฏจักรและก้าวขึ้นมาควบคุมวัฏจักรอยู่ตลอดเวลา หลังจากผ่านไปเนิ่นนาน ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาต้องการสิ่งใด หรือจะทำอะไรกันแน่”
คำตอบของจักรพรรดินีผืนพิภพทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกตกตะลึง
แบบนี้ก็เท่ากับว่าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเป็นโอรสของจักรพรรดินีผืนพิภพน่ะสิ
หานเจวี๋ยหยักนิ้วคำนวณ พบว่าตนเองมีผลกรรมกับวัฏจักรอยู่จริงๆ
ผลกรรมเป็นสิ่งลึกลับซับซ้อน เมื่อบรรลุระดับจักรพรรดิแล้วสามารถคำนวณหาเบาะแสแห่งกรรมได้ เมื่อบรรลุระดับเทพแล้วสามารถเผยผลกรรมทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้ นอกเสียจากว่าผลกรรมนั้นจะเกี่ยวพันกับตัวตนที่ทรงพลังยิ่งกว่า
ลำพังแค่หานเจวี๋ยและมรรคแห่งวัฏจักร ก็มีผลกรรมพันผูกแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่มีอะไรต้องกังวลใจอีก
หานเจวี๋ยครุ่นคิด “เช่นนั้นเรียกว่าเผ่าเอกาเถิด อาศัยอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุมมาช้านาน ไม่ก้าวสู่เคราะห์ ไม่สุงสิงกับโลกมนุษย์”
ไม่ก้าวสู่เคราะห์! ไม่สุงสิงกับโลกมุนษย์!
เขาจงใจกล่าวถึงสองข้อนี้ นี่เป็นที่มาของชื่อที่เขาตั้งขึ้น หากในภายภาคหน้าเผ่าเอกาผิดต่อปณิธานของชื่อนี้ ไม่แน่บางทีเขาอาจจะหาวิธีกำจัดเผ่าพันธุ์นี้ให้สิ้นซากไปก็เป็นได้ มีเพียงมรรคาสวรรค์เท่านั้นที่ล่วงรู้
จักรพรรดินีผืนพิภพยิ้มและกล่าว “ใช้ได้ นับแต่นี้เป็นต้นไปพวกเขามีนามว่าเผ่าเอกา เผ่าเอกาไม่ก้าวสู่เคราะห์ ไม่สุงสิงกับโลกมนุษย์ หากทำผิด ขอฟ้าดินจงลงทัณฑ์”
ตู้ม…
เมฆพายุปรากฏขึ้นกลางห้วงอากาศบางเบาเหนือเผ่าเอกา นั่นคือเมฆพายุมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยแอบตกใจเล็กๆ ไม่คิดว่าจักรพรรดินีผืนพิภพจะเด็ดขาดเช่นนี้
ดูเหมือนว่าบทเรียนของเผ่าจอมเวทจะลึกซึ้งเสียจนแม้แต่จักรพรรดินีผืนพิภพเองก็หวาดกลัวต่อการก้าวเข้าสู่เคราะห์กรรมเช่นกัน
ในตอนนี้เอง ท้องฟ้าเหนือเกาะสำนักซ่อนเร้นก็เกิดเมฆพายุคืบคลานเช่นกัน
สีหน้าของหานเจวี๋ยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
‘เวรละ! นี่มันคือการเปิดเผยตำแหน่งนี่!’
เขาควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นและหนีไปทันที ทว่าเมฆพายุมรรคาสวรรค์กลับตามติดไปด้วย ไม่ว่าเกาะจะเคลื่อนไปทางไหน มันก็จะตามไปทางนั้น ไม่ได้ช้าลงแม้แต่นิด ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของเกาะ
หานเจวี๋ยยอมแพ้อย่างรวดเร็ว
เมฆพายุก่อตัวสูงขึ้น จากนั้นก็มีลำแสงสีทองตกลงมา มันทะลุผ่านค่ายกลอาณาเขตเต๋า ตกลงมาบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ตัดผ่านรูปปั้นหินโดยไม่ก่อให้เกิดรอยแตกร้าวใดๆ จนกระทั่งมาตกสู่ร่างของหานเจวี๋ย
เหล่าศิษย์ที่อยู่ใต้ต้นฝูซังต่างตะลึงงัน
“แรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์! เป็นไปได้อย่างไร!” จอมปีศาจคุกรัตติกาลอุทานพร้อมทั้งเบิกตาโพลง
เมื่อจินกังนู่และต้วนหงเฉินได้ยินดังนั้นก็เผยสีหน้าตกตะลึง
ฉู่ซื่อเหรินขมวดคิ้ว และกล่าวพึมพำกับตนเอง “เขาทำอะไรลงไป”
มู่หรงฉี่กล่าวด้วยความประหลาดใจ “แรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ในตำนานงั้นหรือ อาจารย์ปู่อยู่แต่ในถ้ำเทวาตลอดเวลาไม่ใช่หรือ จะไปสร้างคุณงามความดีได้อย่างไร”
ศิษย์คนอื่นๆ ต่างเผยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นออกมา
แรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ ฟังดูยิ่งใหญ่เหลือเกิน!
ในขณะเดียวกัน หานเจวี๋ยที่อยู่ใจกลางของแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ กลับตกใจแทบจะสิ้นสติในทีแรก คิดว่าตนเองจะตายเสียแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าแสงสีทองดังกล่าวจะอบอุ่นและทำให้ตบะของเขาเพิ่มพูนขึ้น
[ตรวจสอบพบว่าท่านได้รับแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์เป็นครั้งแรก ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง รับแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ ถูกแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ควบคุมนับแต่นี้เป็นต้นไป จะได้รับวิชาสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[สอง สะกดแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ เก็บไว้ใช้งานส่วนตัว จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรค]
ดวงตาของหานเจวี๋ยเบิกกว้าง
เขารีบหยุดการแปลงแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ให้เป็นตบะ และส่งแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์เข้าไปยังดาราจักร ปิดผนึกไว้ในดวงดาราแต่ละดวงทันที
หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก แรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์นี้ได้มาจากการที่เขาตั้งชื่อให้กับเผ่าเอกาหรือ จิ๊ๆ
คนธรรมดาทั่วไปเผชิญหน้ากับแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ก็ยากจะต้านทานได้ ดีกว่าพากเพียรบำเพ็ญเป็นแรมปีไม่รู้ตั้งเท่าไร
หากเขาดูดซับแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ได้จนหมด หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนเองอาจจะทะลวงระดับปฐมเทพขั้นสองได้สำเร็จลุล่วง แต่เขาไม่อยากเป็นบริพารแห่งมรรคาสวรรค์
ดูอย่างบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ที่คาดเดาได้ว่าเขาถูกมรรคาสวรรค์ควบคุม เนื่องจากแรงกรรมมากล้นเกินไป จึงถูกมรรคาสวรรค์ตัดสินว่าเป็นพวกนอกรีต และถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม
หานเจวี๋ยคาดเดาว่าแรงกรรมจะต้องเกี่ยวข้องกับมรรคาสวรรค์เป็นแน่
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป
หานเจวี๋ยสะกดแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์ได้โดยสมบูรณ์ และกักเก็บเอาไว้ในดาราจักร
เขาใช้จิตสอดส่องเผ่าเอกา พลางกล่าว “ขอบพระทัยจักรพรรดินี หากไม่มีท่านข้าก็ไม่อาจได้รับแรงกุศลมากมายถึงเพียงนี้”
จักรพรรดินีผืนพิภพยิ้มและกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ต่อไปเผ่าเอกาก็จะอาศัยอยู่ที่แดนชำระบาปเก้าขุมแห่งนี้ หวังว่าเจ้าจะช่วยสอดส่องดูแล ข้าเองก็จะแวะมาเยี่ยมเยียนบ่อยๆ วางใจเถิด ตอนนี้ในแดนชำระบาปเก้าขุมไม่มีภัยคุกคามร้ายแรง ไท่กู่หยวนเฟิ่งตัวนั้นข้าได้ทักทายกับมันแล้ว อีกทั้งชายหนุ่มผู้น้ัน ถึงเขาจะดูปกติไม่ผิดแปลกอันใดแต่ท่าทางจะขี้กลัวทีเดียว”
‘คนขี้กลัวท่าทางแปลกๆ คนนั้นคงจะเป็นผานซินสินะ’
หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ “แรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์มีคุณประโยชน์หรือไม่ขอรับ”
“ต้องมีอยู่แล้ว อริยะส่วนใหญ่ต่างก็พึ่งพาแรงกุศลในการเลื่อนขั้น ต้าหลัวเซียนทองบางส่วนก็เช่นกัน”
คำตอบของจักรพรรดินีผืนพิภพทำเอาหานเจวี๋ยรู้สึกทอดถอนใจ
สมแล้วที่ระบบมาจากอนธการ สูงส่งเหนือมรรคาสวรรค์ทั้งปวง
อาศัยแรงกุศลบรรลุเป็นเทพ บางทีอาจจะอยู่เหนือกว่าสรรพสิ่งทั้งปวงได้แต่ก็อาจถูกควบคุมโดยมรรคาสวรรค์ ไม่อาจหลุดพ้นได้
หากมรรคาสวรรค์ดับสูญ อริยะก็จะดับสูญตาม ดังนั้นเหล่าอริยะจึงต้องปกป้องมรรคาสวรรค์อย่างช่วยไม่ได้
ต้องบอกว่า เจตจำนงของมรรคาสวรรค์เช่นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวเหลือแสน
มันปราศจากปัญญาของมนุษย์ มันไม่อาจกำหนดเป้าหมายไปที่ใครได้ แต่เจตจำนงของมันถือเป็นที่สิ้นสุด ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
ยิ่งใคร่ครวญมากเพียงใด หานเจวี๋ยก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นเท่านั้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลใด แต่เขารู้สึกมาโดยตลอดว่าจุดสิ้นสุดของการบำเพ็ญคือการเป็นศัตรูกับมรรคาสวรรค์
หากต้องการหลุดพ้นและเป็นอมตะอย่างแท้จริง ต้องไม่รับความเมตตาจากมรรคาสวรรค์!
บทที่ 360
อันที่จริงการถูกมรรคาสวรรค์ควบคุมก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย สรรพสัตว์มากมายที่เวียนว่ายถือกำเนิดมาสิบชาติ ร้อยชาติ หรือพันชาติล้วนบรรลุถึงระดับเทพได้ยากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับต้าหลัว ไปจนถึงอริยะเลย
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่กล้าจินตนการเลยว่าเหนือกว่ามรรคาสวรรค์ขึ้นไปจะเป็นฉากอย่างไร
ก็เหมือนการที่มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าสรุปแล้วนอกอวกาศเป็นแบบไหน
เมื่อพลังบรรลุถึงขีดสูงสุด ย่อมไม่อาจแบ่งแยกสูงต่ำได้ ขั้นอริยะเดิมทีก็สามารถทำได้ทุกอย่าง เป็นอมตะยืนยง แล้วตัวตนที่อยู่เหนือกว่าอริยะขึ้นไปจะแข็งแกร่งเพียงใดกันเล่า
ต่อให้เป็นหานเจวี๋ยในตอนนี้ก็ไม่อาจจินตนาการได้เช่นกัน
หานเจวี๋ยถามด้วยความสงสัย “มีหนทางบรรลุมรรคาโดยไม่ต้องพึ่งพาผลบุญหรือไม่”
“มี บนตัวเจ้ามีกลิ่นไอของมรรคาแห่งกรรม คาดว่าเคยไปพบปรมาจารย์ลัญจกรสรวง ณ ตำหนักเอกอนันต์ที่ชั้นดาวดึงส์มาแล้ว”
คำตอบของจักรพรรดินีผืนพิภพสร้างความประหลาดใจให้แก่หานเจวี๋ย
‘ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเก่งกาจขนาดนี้เชียวหรือ’
หานเจวี๋ยถามต่อ “เช่นนั้นบรรพชนเต๋าเล่า”
จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “บรรพชนเต๋าหรือ แน่นอนว่านั่นคือตัวตนที่อยู่บนจุดสูงสุดของการบำเพ็ญ ในอดีตเมื่อนานมาแล้ว เขารวมเป็นหนึ่งเดียวกับมรรคาสวรรค์ มหาเคราะห์ผันผ่านห้าคราเขาก็มิเคยปรากฏตัวขึ้นอีกเลย เบาะแสของเขา แม้จะเป็นอริยะก็ยากที่จะสืบพบ”
หานเจวี๋ยยิ่งรู้สึกสนใจใคร่รู้ในตัวบรรพชนเต๋าขึ้นไปอีก
‘ห้ามหาเคราะห์ผันผ่านก็มิเคยปรากฏตัวขึ้นอีก เช่นนั้นจักรพรรดิสวรรค์พบบรรพชนเต๋าได้อย่างไร’
เป็นไปได้หรือไม่ว่าจักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่พบเขามาก่อน เพียงแต่มรดกวิชาของวังสวรรค์ทำให้เขาทราบว่ามีบรรพชนเต๋าคอยหนุนหลังวังสวรรค์อยู่
มีความเป็นไปได้สูง
หานเจวี๋ยรู้สึกอยู่เสมอว่าจักรพรรดิสวรรค์มีข้อเสียตรงที่ชอบคุยโม้โอ้อวด จึงทำให้ถูกหักหน้าอยู่บ่อยครั้ง
ก่อนที่มหาเคราะห์จะเริ่มขึ้น จักรพรรดิสวรรค์ก็คุยโม้อยู่หลายครั้งว่าจะกวาดล้างวังปีศาจเอย นิกายเจวี๋ยเอย ผลคือสลายศัตรูให้กลายเป็นมิตรได้อยู่บ่อยครั้ง
“เจ้าต้องการออกมาพบพวกเขาหรือไม่” จักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยถาม
หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ช่างเถิด ให้พวกเขาคอยบำเพ็ญให้ดีไปเถอะ ข้าก็ไม่อยากขออะไรเกินไปนัก”
“ได้ ว่ากันตามนี้เถิด หากแดนชำระบาปเก้าขุมประสบปัญหา ข้าจะออกโรงแน่ เจ้าวางใจเถอะ”
ครั้นจักรพรรดินีผืนพิภพเอ่ยจบ กลิ่นอายของนางก็เลือนหายไปอย่างสิ้นเชิง
หานเจวี๋ยเก็บจิตรับรู้กลับมา พลันตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตน
บทสนทนาในครั้งนี้สอดแทรกสาระสำคัญไว้มากโข เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยได้สัมผัสถึงผลบุญแห่งมรรคาสวรรค์ ทำให้เขามีความเข้าใจขั้นต้นเกี่ยวกับอริยะและมรรคาสวรรค์แล้ว
ในเวลานี้เอง
เสียงหัวเราะดังลั่นแว่วเข้ามา “เจ้าเด็กเวร ในที่สุดข้าก็หาเจ้าพบ ดูสิว่าเจ้าจะหลบต่อไปได้หรือไม่!”
ตูม!
ค่ายกลของเกาะสำนักซ่อนเร้นถูกโจมตี ผู้โจมตีคือผานซิน
ผานซินคิดจะบุกฝ่าเข้ามา!
หานเจวี๋ยรู้สึกโกรธเกรี้ยวยิ่ง ไอ้หมอนี่ไม่ปกติหรือไง
เขากระตุ้นจิต ส่งหลี่ว์ปู้ออกไปต้านผานซินไว้ก่อนทันที
ในห้วงอวกาศอันมืดมัว ผานซินวาดไม้วาดมือใส่หินก้อนหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นเงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา คือหลี่ว์ปู้นั่นเอง
ผานซินเบิกตากว้าง เขาถอยกรูดทันที สีหน้าครึ้มลงพลางกัดฟันกล่าว “เจ้าหนูจู่ถู เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”
จู่ถูสีหน้าไร้อารมณ์ ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ลงมือทันที
พลังเวทระดับมหาศาลสองสายเข้าปะทะกัน สะท้านสะเทือนห้วงอวกาศของแดนชำระบาปเก้าขุม ดุจมังกรไหวกาย
ผานซินตะโกนเสียงดังลั่น “ไม่น่าเชื่อว่าเจ้าจะมาหลบอยู่ที่นี่! ใต้เท้าอย่างข้าไม่เล่นกับเจ้าแล้ว!”
พอกล่าวจบ เขาก็หนีไปทันที
หานเจวี๋ยพูดไม่ออกสักนิด
ความกล้าของไอ้หมอนี่มันช่างน้อยนิดเสียจริง
เมื่อครู่หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบคัดลอกระดับบำเพ็ญของผานซินไว้แล้ว หลังจากแน่ใจว่าผานซินหนีไปแล้วจริงๆ เขาจึงเรียกหลี่ว์ปู้กลับมา จากนั้นก็เริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบกับตัวเอง ต่อสู้กับผานซิน!
เขาอยากวัดพลังของผานซินดูสักหน่อย
มีบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรค้ำจุนอยู่ ผานซินแม้จะไม่สามารถทำลายเกราะป้องกันของยอดสมบัติมรรคาสวรรค์ได้ แต่ก็ยังสร้างความสะเทือนขวัญให้กับหานเจวี๋ยได้อยู่ดี
หลังจากผ่านไปหลายนาที เกราะป้องกันของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรก็ถูกทำลาย หานเจวี๋ยถูกสังหารในเสี้ยววินาที
อะไรกัน!
เจ้าหมอนี่น่าจะแข็งแกร่งกว่าจู่ถูอีกกระมัง
ถึงขั้นที่ว่าถ้าจัดวางไว้ในในหมู่ผู้สดับเต๋าของตำหนักเอกอนันต์ จะอยู่ในระดับแนวหน้าเลยก็ว่าได้
แต่เพราะเหตุใดเขาถึงกลัวจู่ถูขนาดนั้นกัน
เพียงเพราะขี้ขลาด หรือเป็นเพราะจู่ถูมีภูมิหลังอย่างอื่นอยู่อีก
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าน่าจะเป็นอย่างหลัง
เขาเคยทำนายอนาคตดูแล้ว จู่ถูมีความเกี่ยวข้องกับวังปีศาจแห่งนั้น คาดว่าน่าจะได้รับการสนับสนุนจากวังปีศาจแล้ว
พอนึกถึงเรื่องนี้ หานเจวี๋ยพบว่าตนไม่ได้ใช้ระบบวิวัฒนาการมานานมากแล้ว
เช่นนั้นก็เอาเถอะ!
‘ข้าอยากรู้ว่าผู้มีชัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้คือผู้ใด’
หานเจวี๋ยคาดคิดอยู่ในใจ เมื่อมหาเคราะห์สิ้นสุดลง ผู้ชนะย่อมมีมากกว่าหนึ่งคนเป็นแน่ อาจนับรวมบรรดามิตรสหายลูกน้องในสังกัดด้วย อย่างที่กล่าวกันว่าหนึ่งคนบรรลุธรรมลิ่วล้อพลอยขึ้นสวรรค์ไปด้วย
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
มากขนาดนี้เชียวหรือ
หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่ออย่างเงียบๆ
ทันใดนั้น เขาพลันรู้สึกว่าฟ้าดินพลิกหมุนกลับตาลปัตร
….
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง หานเจวี๋ยมองเห็นนภากว้างคลุมโลกา รายล้อมด้วยภูเขาเขียวสายธารสีมรกต ทิวทัศน์งดงามดั่งภาพวาด
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเทียบกับฉากโลกาวินาศหลายครั้งก่อน ฉากนี้ย่อมงดงามอย่างไม่ต้องสงสัยเลย
ดูเหมือนเขาจะกอบกู้โลกได้สำเร็จสินะ
ปวงชนเอ๋ย
พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการที่พวกเจ้าเดียดฉันท์ทำอะไรเพื่อพวกเจ้าบ้าง
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่มาก คอยเปลี่ยนแปลงแนวโน้มสถานการณ์ของมรรคาสวรรค์อย่างเงียบเชียบ ช่วยแดนเซียนและสวรรค์เอาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า
ในเวลานี้
หานเจวี๋ยมองเห็นเงาร่างสองสายร่อนลงมา
เขาเบิกตากว้าง สีหน้าตกตะลึง
ทั้งสองคนที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาคือหานเจวี๋ยและอู้เต้าเจี้ยน!
หานเจวี๋ยคนนี้สวมชุดขาว สง่างามเจิดจรัส ทุกอากัปกิริยาแผ่กลิ่นอายน่าสะพรึงกลัวที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าจักรพรรดิสวรรค์เสียอีก
อู้เต้าเจี้ยนมีบุคลิกเย็นชา เดินเคียงไหล่เสมอกับหานเจวี๋ย ไม่มีความพินอบอ่อนน้อมเลยสักนิด ไม่เหมือนตัวนางในถ้ำเทวาฟ้าประทานเลยแม้แต่น้อย
ทั้งสองร่อนลงบนไหล่เขา หันกลับไปมองโลกหล้า
อู้เต้าเจี้ยนเปิดปากเอ่ย “พลังวิเศษนี้ของท่านคงสภาพไว้ได้นานแค่ไหน”
หานเจวี๋ยในอนาคตเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ชั่วนิรันดร์”
เขายกสองแขนขึ้นมา บิดขี้เกียจคราหนึ่ง เอ่ยยิ้มๆ “ข้าโอบอุ้มเวไนยสัตว์ด้วยพลังวิเศษของข้า ตัวข้าก็คือมรรคาสวรรค์!”
“นับจากนี้ไป ข้าจะควบคุมมรรคาสวรรค์ เวไนยสัตว์ไม่ต้องเผชิญมหาเคราะห์อีกต่อไป เว้นแต่ข้าจะไม่ชอบพวกเขา”
ถ้อยคำของเขาเปี่ยมด้วยความลำพองใจ
หานเจวี๋ยฟังแล้วขมวดคิ้ว
ตัวเขาในอนาคตจองหองขนาดนี้เชียวหรือ
ยังมีพลังวิเศษนั่นอีกหมายความว่าอย่างไรกัน
โลกดาราที่อยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณเขาหรือ
ไม่ถูกแล้ว!
เขาไม่มีทางเป็นแบบนี้ไปได้!
เจ้าหมอนี่ไม่ใช่เขาสินะ
หานเจวี๋ยครุ่นคิดด้วยความหวาดผวาอย่างยิ่ง คงไม่ใช่ว่าตนถูกยึดร่างไปแล้วกระมัง
“ถึงอริยะเหล่านั้นจะไปที่แดนตะวันออกแล้ว แต่ข้ารู้สึกอยู่เสมอว่าคิดจะเข้าแทนที่มรรคาสวรรค์ไม่ง่ายดายถึงขนาดนั้น มิเช่นนั้นเหตุใดในอดีตจึงไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเล่า” อู้เต้าเจี้ยนขมวดคิ้วเอ่ยขึ้นมา
หานเจวี๋ยในอนาคตยิ้มหยันกล่าววาจา “มหาเคราะห์จบลงแล้ว แดนสวรรค์นอกจากเจ้ากับข้า รวมถึงเหล่าเวไนยสัตว์ในการควบคุมของข้า พวกที่เหลือล้วนตายไปหมดแล้ว ผู้ใดจะมาคุกคามพวกเราได้ มรรคาสวรรค์ก็เป็นแค่กฎเท่านั้น!”
อู้เต้าเจี้ยนส่ายหน้า
หานเจวี๋ยในอนาคตเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว งั้นก่อตั้งวังสวรรค์สักแห่ง แล้วให้เจ้าดำรงตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ดีหรือไม่”
อู้เต้าเจี้ยนแค่นเสียงเอ่ยว่า “ไม่ดี ท่านระวังเจ้าคนผู้นั้นไว้จะดีที่สุด เขามีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับวังสวรรค์ ท่านล้างบางวังสวรรค์รวมถึงลูกศิษย์ของเขา เขาไม่มีทางปล่อยท่านไป เขาต้องซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดแน่ ไม่แน่ว่าอาจมาสร้างปัญหาให้ท่านได้ทุกเมื่อ”
“ข้ารู้จักเขาดี เขารักตัวกลัวตาย ไม่มีทางมาหาเรื่องตัวข้าในตอนนี้หรอก”
หานเจวี๋ยในอนาคตส่ายหน้าพลางหลุดขำ
หายเจวี๋ยเปลี่ยนสีหน้า ขณะที่คิดจะดูต่อไป ฉากตรงหน้าก็พังทลายลง
จิตสำนึกกลับสู่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
ไอ้หมาตัวนั้นมันเป็นใครกัน
เท่าที่ฟังจากบทสนทนาของพวกเขา วังสวรรค์ถูกทำลายไปแล้ว!
เจ้าคนผู้นั้นที่ซ่อนอยู่ในมุมมืดหรือจะเป็นตัวเขาหานเจวี๋ย
ไอ้หมอนี่ไม่ใช่เขาแน่นอน!
หานเจวี๋ยรู้สึกโกรธจัด ทำไมจู่ๆ ถึงมีปัญหาโผล่ออกมาอีกแล้ว
หานเจวี๋ยและอู้เต้าเจี้ยนตัวปลอมพวกนี้มีที่มาอย่างไรกันแน่
หานเจวี๋ยนึกต่อไปอย่างเงียบๆ ‘ข้าอยากรู้ว่าใครที่อาจจะกลายเป็นตัวข้ารวมถึงอู้เต้าเจี้ยน!’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยสองพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
หืม?
ทำไมราคาถึงเป็นสองเท่าเลยล่ะ!
หัวคิ้วของหานเจวี๋ยขมวดแน่นยิ่งขึ้น
เขาไม่ชอบการติดกับอยู่ในแผนร้าย เขาต้องการมองเห็นทุกสิ่งอย่างทะลุปรุโปร่ง!
ดำเนินการต่อ!