351-355
บทที่ 351
หานเจวี๋ยที่เผชิญหน้ากับหลี่เต้าคงไม่ได้ตื่นตระหนก เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม “ท่านผู้อาวุโสช่างปรีชาสามารถ”
หลี่เต้าคงยิ้มแล้วตอบกลับ “เจ้าคิดจะเอาชนะข้าหรือ”
“คิด แต่ข้าไร้ซึ่งความสามารถ”
“หากเจ้าต้องการเอาชนะข้า เจ้าก็ต้องรับกระบี่ของข้าให้ได้หนึ่งกระบวนท่า หากรับได้ ตำแหน่งนี้ข้าจะยกให้เจ้า หากรับไม่ได้ ก็จงกลับไปฝึกฝนเสีย”
“เข้ามาเลย!”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างกระตือรือร้น เขารู้ดีว่าหลี่เต้าคงไม่ได้คิดจะขวางทางเขา
มาถึงขั้นนี้ พลังวิเศษของเขาถูกยกระดับจนถึงระดับเทพ หากก้าวไปข้างหน้า คงได้ทะลวงระดับต้าหลัว
หลี่เต้าคงโบกมือ และปราณกระบี่ก็พุ่งทะยานไปยังหานเจวี๋ย
ปราณกระบี่สายนี้มิได้งดงาม การเคลื่อนไหวออกจะธรรมดา แต่กลับรวดเร็วสุดขีด เร็วจนกระทั่งหานเจวี๋ยไม่ทันตอบโต้
ตู้ม!
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยหมุนวนไปรอบๆ ก่อนจะกลับเข้าสู่กายเนื้อ
เขาลืมตาขึ้นทันใด
‘กระบี่เดียวก็สกัดกั้นไม่ได้งั้นหรือ เกินไปแล้ว!’
แม้ว่าการต่อสู้ในแม่น้ำมรรคกระบี่จะไม่ใช่พลังของหานเจวี๋ยทั้งหมด แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความแตกต่างของทั้งสองคน
หากต่อสู้กันขึ้นมาจริงๆ แม้แต่เกราะป้องกันบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรก็ไม่อาจสกัดกั้นหลี่เต้าคงได้
หานเจวี๋ยตั้งสติ ก่อนที่จะเพิ่มความแกร่งให้กับพลังวิเศษมรรคกระบี่อื่นๆ
เขาเดินหน้าต่อไปตามแม่น้ำมรรคกระบี่ เพียงแต่เมื่อพบเจอกับหลี่เต้าคงอีกคราในภายหลัง เขาก็ไม่หาเรื่องใส่ตัวไปรับกระบี่อีก
หลี่เต้าคงที่อยู่ในแม่น้ำมรรคกระบี่ดูเหมือนจะเป็นจิตตานุภาพที่หลงเหลืออยู่ ไม่ใช่เจ้าตัวจริงๆ
ครึ่งปีต่อมา
หานเจวี๋ยยกระดับพลังทั้งหมดของตนจนถึงขีดกำจัด
เขาเริ่มแบบจำลองการทดสอบ
ก่อนอื่นเขาสู้กับหลี่เสวียนเอ้า ตอนนั้นที่ตำหนักเอกอนันต์หลี่เสวียนเอ้าก็อยู่ด้วย หานเจวี๋ยได้ทำการคัดลอกข้อมูลเอาไว้เรียบร้อย
หลี่เสวียนเอ้าไม่สามารถทำลายพลังป้องกันของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรได้อยู่แล้ว แม้ว่าตบะของหานเจวี๋ยจะไม่เทียบเท่าเขา แต่อาศัยพลังของยอดสมบัติ เขาก็พอมีหวังจะเอาชนะได้ครึ่งหนึ่ง
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ ตบะของหลี่เสวียนเอ้าคือปฐมเทพขั้นหก และไม่ทราบอีกว่าชายผู้นี้จะบรรลุต้าหลัวได้เมื่อใด
หานเจวี๋ยจดจำตอนที่อีกฝ่ายควักลูกตาทั้งสองข้างของสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นออกไปได้ขึ้นใจ แค้นนี้ต้องชำระแน่
สามวันต่อมา หานเจวี๋ยก็จบการจำลองการทดสอบ
เขาไม่อาจเอาชนะต้าหลัวได้ในขณะนี้ แต่อย่างน้อยมีบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรอยู่ก็ไม่ถูกสังหารจนถึงแก่ความตาย
คนส่วนใหญ่ในระดับเทพไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ในสถานการณ์ที่ไม่อาจทำลายเกราะป้องกันของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรได้ เมื่อหานเจวี๋ยสบช่องเจอจังหวะที่เหมาะสม เขาก็สามารถเอาชนะฝั่งตรงข้ามได้
มีเพียงปฐมเทพขั้นหกส่วนน้อยเท่านั้นที่ทำให้หานเจวี๋ยขยับเขยื้อนไม่ได้
เมื่อมองในภาพรวม หานเจวี๋ยค่อนข้างพึงพอใจมากทีเดียว
แม้ว่าเขาเพิ่งจะเข้าสู่ระดับเทพ แต่ก็ใช่ว่าจะอยู่ระดับต่ำสุด
ต้องบอกไว้ก่อนว่า บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรนั้นทรงพลังมาก ไม่แปลกใจเลยที่จักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิดอยากได้สิ่งนี้มาครอบครอง ทว่าแรงกรรมที่บรรจุอยู่ในเจ้าสิ่งนี้นั้นน่าสะพรึงกลัวเหลือคณนา หากไม่มีกายดาราอนธการ สมบัติชิ้นนี้อาจกลับกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งสำหรับหานเจวี๋ยก็เป็นได้
ก่อนหน้านี้นักพรตเต๋าอวี้จือก็เป็นเช่นนี้ จึงหลงกลการแสดงของหานเจวี๋ยและทิ้งสมบัติชิ้นนี้ไป
“อย่างไรก็ทะลวงระดับสำเร็จแล้ว ฉลองสักหน่อยดีหรือไม่”
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอยู่เงียบๆ
ก่อนอื่นสาปแช่งจู่ถูสักหน่อย เจ้าหมอนี่สาปแช่งจักรพรรดิสวรรค์มาโดยตลอดเพื่อที่จะเลียนแบบเขา ให้อภัยไม่ได้!
นอกจากนี้หานเจวี๋ยยังถือว่าในอนาคตจู่ถูจะสังหารผู้บริสุทธิ์อีกมากมาย การกำจัดชายผู้นี้จึงถือเป็นการทำกุศลเพื่อปวงประชา!
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา สาปแช่งไปด้วย ครุ่นคิดไปด้วยว่าจะใช้อายุขัยเท่าไรดี
‘หมื่นล้านปีงั้นหรือ รู้สึกว่าหมื่นล้านปีน่าจะไม่สามารถทำให้คำสาปแช่งของจู่ถูผิดพลาดได้ ช่างเถอะ ทำเอาสนุกก็แล้วกัน’
…
เก้าวันที่ผ่านมา มีคนสองคนที่ต่อสู้กันอย่างดุเดือด ได้แก่จู่ถูและหลี่เต้าคง
หลี่เต้าคงถือกระบี่ในมือไว้มั่น แต่ละกระบวนท่า แต่ละกระบี่ที่ฟาดฟันออกไป แตกกระจายออกไปเป็นปราณกระบี่นับร้อยล้านปราณ กระจายไปทั่วสวรรค์ชั้นเก้า ส่วนจู่ถูใช้สองมือร่ายคาถา เรียกพลังวิเศษทุกชนิดออกมา
แรงกดดันมหาศาลท่วมท้นไปทั่วอาณาบริเวณ ไม่มีใครหน้าไหนกล้าย่างกรายเข้ามาที่นี่
จู่ถูยกมือขวาขึ้น อัสนีบาตนับไม่ถ้วนรวมตัวกันอยู่กลางฝ่ามือของเขา มันควบแน่นอย่างรวดเร็วและก่อตัวเป็นมังกรห้ากรงเล็บขนาดมหึมา ส่งเสียงคำรามกึกก้อง
ในตอนนี้เอง
จู่ถูขมวดคิ้ว แอบก่นด่าในใจ ‘โธ่โว้ย ทำไมต้องสาปแช่งข้าในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้ด้วย’
เขาเกลียดชังเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจนสุดขั้วหัวใจ
หลี่เต้าคงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่าย เห็นเพียงรอบกายของหลี่เต้าคงปรากฏร่างคนขึ้นทีละร่างๆ ซึ่งมีลักษณะเหมือนเขาทุกประการ แต่ละร่างกวัดแกว่งกระบี่ที่ต่างกันออกไป ตัวกระบี่ที่จำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พุ่งเป้าไปยังจู่ถู และในชั่วพริบนั้น บนห้วงนภาก็ดารดาษไปด้วยร่างของหลี่เต้าคง
ทันใดนั้นเอง!
กระบี่ทุกเล่มของหลี่เต้าคงก็หันไปปะทะกับจู่ถูโดยพร้อมเพรียง แสงจากกระบี่เจิดจ้า ส่องสว่างไปทั่วอาณาบริเวณ
แดนชำระบาปเก้าขุม เกาะสำนักซ่อนเร้น
เหล่าศิษย์ที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ต่างเงยหน้าขึ้นมากันทีละคน
“เหตุใดจึงมีแสงได้” มู่หรงฉี่ถามด้วยความประหลาดใจ
มาอยู่ที่แดนชำระบาปเก้าขุมนานถึงป่านนี้ พวกเขาเพิ่งจะเคยเห็นแสงแบบนี้เป็นครั้งแรก
ลี่เหยาขมวดคิ้วแล้วกล่าว “นั่นมันแสงกระบี่”
แสงกระบี่งั้นหรือ
ทุกคนตกตะลึง
จินกังนู่กล่าวด้วยอารมณ์อันซับซ้อน “ผู้ทรงพลังต่อสู้กัน แสงกระบี่จึงเล็ดลอดออกมาถึงแดนชำระบาปเก้าขุม ตบะขั้นนี้ช่างน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง เกรงว่าน่าจะเป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนเซียน”
เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นอดรู้สึกตราตรึงใจไม่ได้ ต้องเป็นตบะระดับใดกันจึงได้โชติช่วงไปถึงสวรรค์เช่นนี้ได้
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยยังคงตั้งหน้าตั้งตาสาปแช่งต่อไป
อีกไม่กี่วันต่อมา
อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดฮวบลง เขาเปิดหน้าจอแสดงคุณสมบัติขึ้นมา และจดจ้องโดยละเอียด
หนึ่งพันล้านปี!
สามพันล้านปี!
ห้าพันล้านปี!
หมื่นล้านปี!
หยุด!
หานเจวี๋ยไม่ได้หลั่งเลือดแม้แต่หยดเดียว ระดับเทพช่างแข็งแกร่งสมชื่อ
แม้จะไม่รู้ว่าจู่ถูมีอันเป็นไปหรือไม่ หานเจวี๋ยก็ไม่สนใจอีกต่อไป เพราะอย่างไรเสียเขาก็พอใจแล้ว
ต่อมาก็สาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์
เจ้านี่เป็นบ้าไปแล้ว เห็นแก่ปวงประชา รีบสาปให้ตายเร็วหน่อยดีกว่า
หานเจวี๋ยตัดสินใจใช้อายุขัยหนึ่งหมื่นล้านปีมาเล่นกับบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์
ห้าวันต่อมาอายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดฮวบ
เขาทุ่มเทพลังทั้งหมดในการสาปแช่ง จนอายุขัยของเขาลดลงอย่างรวดเร็วแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
สามพันล้านปี!
[บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่อาฆาตของท่านจิตชั่วร้ายหลุดออกมา สูญเสียการควบคุมพลังเวท เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]
ห้าพันล้านปี!
แปดพันล้านปี!
[บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่อาฆาตของท่านเผยร่างปีศาจและดวงจิตอาฆาต ดึดดูดทัณฑ์สวรรค์ เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]
เก้าพันล้านปี!
หมื่นล้านปี!
หยุด!
หานเจวี๋ยหยุดทันเวลาในระดับวินาที ไม่มีผิดพลาด
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ รอก่อนเถอะ! ข้าจะสังหารเจ้าให้จงได้! อ๊าก…”
เสียงของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ระเบิดลั่น ไม่เพียงแต่หานเจวี๋ยเท่านั้น แต่ทุกคนในเกาะสำนักซ่อนเร้นต่างได้ยินโดยทั่วกัน
หานเจวี๋ยตะลึงงัน
จดหมายเบื้องหน้าของเขามีความเคลื่อนไหวตามมา
[บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ถูกมรรคาสวรรค์โจมตีถึงแก่ความตาย กายสิ้นลมมรรคาเลือนหายเนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน ดวงวิญญาณที่หลงเหลือหลุดรอดมาได้ด้วยความโชคดี]
หานเจวี๋ยเรียกดูค่าความสัมพันธ์ ไร้ชื่อของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์
‘แบบนี้ถือว่าตายแล้วใช่หรือไม่ หรือว่ายังไม่ตายสนิทกัน’ วิญญาณที่หลงเหลืออยู่ของอีกฝ่ายทำให้เขาไม่อาจสงบใจลงได้
ในขณะเดียวกัน
ปวงสวรรค์หมื่นโลกามีฝนสีทองตกลงมา ต้าหลัวร่วงหล่น ทั่วทั้งหมื่นแดนตกอยู่ในความเศร้าโศก
ณ วังสวรรค์ พระราชวังเทียมเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์ทอดพระเนตรมองสายฝนสีทองนอกกระราชวัง สีหน้ามืดทะมึน
“ใครคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการกันแน่ จู่ถูกำลังประลองกับหลี่เต้าคง ไม่ใช่เขาอย่างแน่นอน ถึงขั้นที่สามารถสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จนถึงแก่ความตายได้ ออกจะ…”
ความปั่นป่วนราวทะเลคลั่งก่อตัวขึ้นในใจของจักรพรรดิสวรรค์ เขาบีบนิ้วตนเองและคิดคำนวณไปด้วย สีหน้าพลันแปลกประหลาดตาม
‘หืม? ชายผู้นี้เป็นบรรพชนมารจริงๆ หรือ มิน่าถึงได้ดึงดูดการโจมตีมรรคาสวรรค์ได้!’
แรงกรรมที่สั่งสมของบรรพชนมารนั้นร้ายแรงอย่างยิ่ง จนเมื่อเข้าสู่มรรคาสวรรค์ ก็จะถูกมรรคาสวรรค์เนรเทศทันที
หรือเป็นเพราะคำสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ทำให้บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ไม่อาจซ่อนเร้นตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ได้กันแน่
จักรพรรดิสวรรค์บังเกิดความร้อนรุ่มใจ
วันนี้ถึงคราวของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ วันข้างหน้าจะถึงคราวของเขาหรือไม่
แม้ว่าเขาจะไม่ใช่เผ่ามาร ทำให้มรรคาสวรรค์ไม่อาจพุ่งเป้ามาที่เขาได้ แต่อย่างไรเสียเขาก็ไม่อยากถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งจนถึงแก่ความตายอยู่ดี
บทที่ 352
ในที่สุดก็สาปแช่งศัตรูจนถึงแก่ความตายได้สำเร็จ หานเจวี๋ยฝืนทำใจให้สบาย เฮ้อ! หนทางสู่มหามรรคยังอีกยาวไกล
หานเจวี๋ยแอบพึมพำ “อย่าโทษข้า ต้องโทษตัวเจ้าเองที่คิดจะสังหารข้า” เขาไม่เคยเป็นฝ่ายหาเรื่องคนอื่นก่อน แต่ก็ไม่กลัวที่จะมีเรื่องเช่นกัน ใครก็ตามที่กล้าทำร้ายเขา เขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อสังหารฝ่ายตรงข้าม หากต้องการให้ศัตรูละทิ้งความแค้นเช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาตายไปเสียดีกว่า!
หานเจวี๋ยปรับสภาพตนเอง เตรียมที่จะสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจต่อไป สำหรับจักรพรรดิปีศาจ สาปแช่งเพียงห้าวันก็เพียงพอแล้ว หานเจวี๋ยไม่ต้องการสังหารต้าหลัวสองคนติดต่อกัน เขาเกรงว่าความคิดของเขาจะเปลี่ยนไป นอกจากนี้จักรพรรดิปีศาจยังไม่ใช่บรรพชนมาร แม้ว่าเขาจะเผยตัวตนที่แท้จริงของตนออกมา แต่ก็ไม่อาจถูกสังหารโดยมรรคาสวรรค์ได้
……
วังปีศาจ
หลังจากที่จักรพรรดิปีศาจได้ยินเสียงร้องคำรามของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ หัวใจของเขาเต็มไปความหวาดกลัว ก่อนหน้านี้เขาชิงชังเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสุดขีด เพลิงโทสะสุมในดวงจิต อย่างไรเสียเขาก็มองว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการทำได้เพียงสาปแช่งอยู่ในมุมมืดเท่านั้น
แต่ตอนนี้มันต่างออกไป! ต้าหลัวผู้ยิ่งใหญ่ถูกสาปแช่งให้ตายไปแล้วหนึ่งคน!
จักรพรรดิปีศาจไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับตัวตนบรรพชนมารในร่างของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ ในมุมมองของเขา เจ้าแดนต้องห้ามอันธการมีพลังอำนาจเพียงพอที่จะสังหารต้าหลัวตั้งแต่แรก แต่ที่บีบให้บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ก็เป็นเพราะต้องการทรมานบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เท่านั้น
น่ากลัวจริงๆ ช่างเป็นคนที่โหดเหี้ยมเหลือเกิน!
จักรพรรดิปีศาจมีชีวิตยาวนานมาจนถึงป่านนี้ ยังไม่เคยพบเจอคนที่จิตใจอำมหิตเช่นนี้มาก่อน
ชายผู้นี้สามารถลงมือสังหารศัตรูได้แท้ๆ แต่กลับเลือกที่จะสาปแช่งอยู่ในมุมมืด มีเจตนาที่จะทรมานฝ่ายตรงข้าม
ศัตรูเช่นนี้เป็นศัตรูที่น่าหวั่นเกรงอย่างยิ่ง!
ในตอนนี้เอง ก็บังเกิดเศษเสี้ยวความรู้สึกผิดขึ้นในใจของจักรพรรดิปีศาจ ทันใดนั้นเขาคิดอยากขอความเมตตาจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แต่เขาก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่าตอนนี้เขาไม่รู้ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นใคร แม้แต่วิธีค้นหาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็ไม่รู้
ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงจู่ถูขึ้นมา เมื่อไม่นานมานี้จู่ถูเลียนแบบเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ หรือว่าจะเป็นเขาจริงๆ?
จู่ถูเองก็มีพลังมากพอที่จะสังหารบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์…ยิ่งจักรพรรดิปีศาจคิดเท่าไรก็ยิ่งหวาดกลัวว่าจะติดอยู่ในสงครามระหว่างสวรรค์และมนุษย์
ในเวลานี้เอง! พลังคำสาปที่คุ้นเคยก็โจมตีเขาอีกครั้ง จักรพรรดิปีศาจกลัวมากจนรู้สึกหวาดผวา คิดว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการกำลังจะสาปแช่งเขาให้ไปสู่ความตาย เขาเริ่มคิดหาทุกวิถีทางเพื่อที่จะหยุดยั้งอีกฝ่าย
แต่ทว่า
ห้าวันต่อมาคำสาปก็หยุดลงอย่างกะทันหัน เขาไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคล้ายจะหยอกเขาเล่นเท่านั้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลกลใด จักรพรรดิปีศาจเกิดความรู้สึกประหลาดใจที่ไม่อาจอธิบายได้
‘เขาแสดงความเมตตาแก่ข้าหรือ’ เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของจักรพรรดิปีศาจ ก็เติบโตลุกลามไปทั่ว ไม่ต่างจากวัชพืช
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เพิ่งตายไป เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็สาปแช่งข้าทันที นี่ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นตามอำเภอใจ แต่ต้องมีความหมายล้ำลึกเป็นแน่
จักรพรรดิปีศาจขมวดคิ้ว ‘ข้าควรทำเช่นไรดี’
…
หลังจากสาปแช่งศัตรูทั้งหมดของเขาแล้ว หานเจวี๋ยก็เดินออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน เรียกเซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ที่ปิดด่านฝึกฝนให้ออกมา และแสดงโอวาทแก่ทุกคน
ทุกคนรู้สึกว่าหานเจวี๋ยต่างไปจากเดิม
ดวงตาของฉู่ซื่อเหรินฉายแววซับซ้อน เขาแอบพึมพำในใจ ‘นี่คือระดับเทพอย่างนั้นหรือ ไม่สิ เขาน่าจะแข็งแกร่งกว่านั้นอีก!’
หลังจากฟื้นคืนความทรงจำในชาติก่อนกลับมา ฉู่ซื่อเหรินเคยทำแบบจำลองการทดสอบและค้นพบว่าคู่ต่อสู้จำนวนไม่น้อยของหานเจวี๋ยเป็นผู้ทรงพลังที่ตัวเขาในชาติก่อนยังต้องให้การยกย่อง
หานเจวี๋ยสามารถจำลองความแข็งแกร่งของผู้ทรงพลังเหล่านั้น แน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่าพวกคนเหล่านั้นเลย
หานเจวี๋ยมองไปยังฉู่ซื่อเหรินแล้วเอ่ยถาม “เจ้ามีความเห็นอย่างไรกับการจากไปของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์”
ฉู่ซื่อเหรินเรียกสติกลับมา กล่าวว่า “เขาทำตัวเองขอรับ ตอนที่บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์นำความชั่วร้ายมาสู่สำนักพุทธ ข้าก็สังหรณ์ใจอยู่แล้วว่าเขาไม่ชอบมาพากล จะต้องนำสำนักพุทธไปสู่ความล่มจมแน่ แล้วก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ”
คนอื่นๆ อดสงสัยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ฉู่ซื่อเหรินไม่เคยออกความเห็นใดเกี่ยวกับสำนักพุทธ ทำให้พวกเขาไม่กล้าเอ่ยถามซ่อกแซ่ก
หานเจวี๋ยไม่ถามให้มากความอีก และเริ่มแสดงธรรม
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ถ่ายทอดเสียงไปให้เซียนซีเสวียน “ท่านอาจารย์ ศิษย์น้องดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเจ้าค่ะ”
เซียนซีเสวียนตอบกลับ “แค่ระดับขั้นสูงขึ้นเท่านั้น”
นางมองไปยังหานเจวี๋ย ดวงตาฉายแววกริ่งเกรงออกมาอย่างอดไม่ได้
ไม่ใช่เพียงแค่พวกนางที่รู้สึกได้ แต่ศิษย์คนอื่นก็รู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าหานเจวี๋ยแผ่รังสีคุกคามออกมา จินกังนู่และจอมปีศาจคุกรัตติกาลดูตกตะลึงที่สุด
เห็นได้ชัดว่าหานเจวี๋ยมิได้แค่ผ่านการทะลวงระดับทั่วๆ ไป แต่เป็นการทะลวงระดับครั้งยิ่งใหญ่!
ตบะของเขานำไปสู่การทะลวงระดับครั้งใหญ่ เช่นนั้นแล้วเขาบรรลุระดับใดล่ะ
พวกเขาไม่กล้าคิดไปไกล
ทันทีที่หานเจวี๋ยเริ่มแสดงธรรม เพียงเปล่งเสียงธรรมออกมา ทุกคนก็เข้าสู่ภาวะตื่นรู้
การแสดงธรรมครั้งนี้กินเวลานานห้าปี ทุกคนล้วนเกิดการรู้แจ้ง ถึงขั้นทะลวงระดับได้ก็มี รวมทั้งจินกังนู่และจอมปีศาจคุกรัตติกาลด้วย ดูเหมือนว่าพวกเขาจะพบหนทางยกระดับตบะของตนให้สูงขึ้นอีกขั้นแล้ว
สี่ปีต่อมา หานเจวี๋ยเปิดโอกาสให้พวกเขาสอบถาม หลังจากนั้นเขาก็ลาเหล่าลูกศิษย์ หวนกลับสู่ถ้ำเทวาเตรียมการฝึกบำเพ็ญเพียงลำพัง
อู้เต้าเจี้ยนตามเขาเข้ามาด้วย นางหยุดอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ยและเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “นายท่าน ตอนนี้ท่านแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ยังต้องหลบซ่อนอยู่ที่นี่อีกหรือเจ้าคะ”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด หานเจวี๋ยจึงมอบความรู้สึกที่ไม่อาจต่อกรได้ให้แก่นาง นางไม่เคยมีความรู้สึกที่รุนแรงเช่นนี้มาก่อน
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ที่บอกหลบซ่อนหมายความว่าอย่างไร นี่สิที่เรียกว่าการบำเพ็ญ เต๋าไร้ที่สิ้นสุด!”
“ทำไม มรรคจิตของเจ้าเปลี่ยนไปแล้วหรือ อยากออกไปข้างนอกหรือ ได้ งั้นไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะส่งเจ้าไปยังแดนเซียนด้วยตัวเอง!”
อู้เต้าเจี้ยนตกใจจนหน้าถอดสี รีบคุกเข่าลงและขอร้องอย่างรวดเร็ว “ข้าเปล่า! นายท่าน! ข้าผิดเองเจ้าค่ะ!”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างกระแทกกระทั้น “ต่อไปอย่าได้ถามคำถามเช่นนี้อีก ตั้งใจฝึกบำเพ็ญให้ดี”
เขามีนิสัยทะนงตัวเล็กๆ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่หากรอบกายมีคนอย่างอู้เต้าเจี้ยนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกรงว่าสักวันหนึ่งเขาคงจะหลงลืมตัวจนก้าวสู่เคราะห์กรรมเป็นแน่
หญิงสาวคนนี้คงไม่ได้ถูกมรรคาสวรรค์สับเปลี่ยนวิญญาณ แล้วมาเกลี้ยกล่อมเขาใช่หรือไม่
หานเจวี๋ยตอกย้ำปณิธานของตน ‘ข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ!’
เมื่อนึกถึงหลี่เต้าคง นึกถึงปรมาจารย์ลัญจกรสรวง ความภาคภูมิใจของเขาก็พลันหดหายไป
อู้เต้าเจี้ยนดูเหมือนจะรู้สึกหวาดกลัวไม่น้อย นางกลับไปนั่งฝึกบำเพ็ญต่อบนเบาะของตน
หานเจวี๋ยรู้สึกทนไม่ไหว จึงกล่าวว่า “เจ้ามานี่ซิ ข้ามีอะไรจะให้”
อู้เต้าเจี้ยนรู้สึกประหลาดใจ รีบเข้ามานั่งบนเตียงของหานเจวี๋ย
ดวงตาของนางทอดมองบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรที่อยู่เบื้องล่างของหานเจวี๋ย ก่อนหน้านี้นางอยากถามเขาว่าสมบัติชิ้นนี้คืออะไร แต่ก็ไม่กล้า
“มรรคกระบี่เทียมฟ้า เจ้าเคยฝึกบำเพ็ญไปบ้างแล้ว ข้าจะถ่ายทอดพลังวิเศษมรรคกระบี่ให้แก่เจ้าอีกครา”
“พลังวิเศษนี้คือยอดปราณกระบี่ เป็นพลังวิเศษที่เจ้าเกลียดชังนักหนา”
หานเจวี๋ยพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย
อู้เต้าเจี้ยนปฏิเสธเป็นพัลวัน กล่าวพลางโบกไม้โบกมือ “ข้าเปล่านะ ข้าก็แค่บอกว่าชื่อนี้มันดูธรรมดาเท่านั้นเอง”
“หืม ยังมีหน้ามาพูดอีกหรือ”
“ข้าผิดไปแล้ว…”
หานเจวี๋ยยิ้มอย่างพึงพอใจ และเริ่มถ่ายทอดพลังวิเศษให้กับนาง
ครึ่งปีต่อมา
อู้เต้าเจี้ยนถูกหานเจวี๋ยไล่ออกจากถ้ำเทวา ออกไปฝึกใช้พลังวิเศษข้างนอก
หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาเพื่อติดต่อจักรพรรดิสวรรค์ ไม่รู้ว่าสถานการณ์ในวังสวรรค์เป็นอย่างไรบ้างในช่วงไม่กี่ปีมานี้
จิตนึกคิดเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็ว
“ฮึ่ม เจ้าทะลวงระดับระดับเทพสำเร็จจริงๆ” จักรพรรดิสวรรค์กล่าวอย่างฮึดฮัด เขาสัมผัสได้ถึงพลังจิตของหานเจวี๋ยที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งไม่ได้อยู่ในระดับจักรพรรดิ แต่เป็นจิตนึกคิดในระดับเทพ
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความรู้สึกลำบากใจ “เฮ้อ เพราะโชคช่วยทั้งนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวแฝงความนัยล้ำลึก “จิ๊ๆ พรสวรรค์ของเจ้าช่างแกร่งกล้านัก เราสงสัยเหลือเกินว่าเจ้ามีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล หรือว่าคุณสมบัติกายลึกลับจำพวกอื่นอยู่กันแน่”
“ไม่มีหรอกพ่ะย่ะค่ะ ข้าเพียงแต่มีใจมุ่งมั่นในทางเต๋าเท่านั้น”
“ใจมุ่งมั่นในทางเต๋าหรือ ก็อาจเป็นไปได้”
จักรพรรดิสวรรค์ตกสู่ความเงียบงันเนิ่นนาน คล้ายกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ช่วงนี้สถานการณ์ที่วังสวรรค์เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินเสียงดังลั่น คิดว่าเกิดเรื่องใหญ่ที่แดนเซียนเสียแล้ว”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ก็แค่บรรพชนพุทธคนหนึ่งถึงแก่ความตายเท่านั้น”
‘ก็แค่หรือ’ หานเจวี๋ยแอบรู้สึกไม่พอใจเล็กๆ
เขายังต้องการให้จักรพรรดิสวรรค์อวดอ้างสรรพคุณของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสักหน่อย แต่ชายผู้นี้กลับไม่ได้ดั่งใจเอาเสียเลย
‘จักรพรรดิสวรรค์! ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าสละอายุขัยเพื่อท่านไปแล้วกี่ปี พูดไป ท่านก็ชดใช้ให้ข้าไม่ไหว!’
บทที่ 353
“ผู้ที่ตายคือบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์แห่งสำนักพุทธ พระรูปนี้เป็นบรรพชนมารปลอมตัวมา แม้แต่ความตายก็ยังไม่สาสมกับความเลวทรามของมัน”
จักรพรรดิสวรรค์พูดเนิบๆ ราวกับพูดถึงเรื่องธรรมดาสามัญทั่วไป
หานเจวี๋ยรู้สึกเศร้าใจหนักกว่าเดิม ‘ชมกันสักคำมันจะตายหรือไง’
จักรพรรดิสวรรค์เปลี่ยนหัวข้อการสนทนา “แต่จะว่าไปเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการสามารถทำให้ต้าหลัวคนหนึ่งกลายเป็นบ้า จนถึงขั้นปลิดลมหายใจได้ ไม่ใช่เรื่องง่ายดายจริงๆ จักรพรรดิปีศาจกลัวหัวหดจนป่าวประกาศว่าจะเชิญเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเข้าไปอยู่ในวังปีศาจ ให้รับตำแหน่งที่เทียบเท่ากับเขาและยังจะสถาปนาเป็นกษัตริย์ปีศาจ”
หานเจวี๋ยตะลึงงัน ‘จักรพรรดิปีศาจเล่นลูกไม้อะไรเนี่ย หลอกหมาไปฆ่าทิ้งหรือ งานเลี้ยงลอบสังหารหรืออย่างไร’ หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนต้องลงมือกับจักรพรรดิปีศาจอีกสักที
ตราบใดที่ความเกลียดชังระดับหกดาวของจักรพรรดิปีศาจที่มีต่อเขายังไม่ลดลง เขาก็ยังคงคิดอยากสังหารจักรพรรดิปีศาจอยู่ดี
หานเจวี๋ยกล่าวถาม “สถานการณ์ในวังสวรรค์เป็นอย่างไรบ้าง ไม่ได้ตกเป็นเป้าของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
“บางครั้งก็สาปแช่งเราบ้าง แต่โดยรวมตอนนี้วังสวรรค์ไม่ได้รับผลกระทบจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการมากนัก ต่อไปวังสวรรค์จะต่อสู้กับวังปีศาจ มหาเคราะห์เริ่มต้นขึ้นระยะหนึ่งแล้ว ควรจะยกระดับให้เข้าสู่มหาสงครามที่แท้จริงสักที” จักรพรรดิตรัสยิ้มๆ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าเขากำลังลำพองตน
กลัวว่าสถานการณ์จะพลิกผันเหลือเกิน เขาไม่กล้าพูดออกไปตรงๆ ได้แต่อวยพรขอให้จักรพรรดิสวรรค์กรีฑาทัพไปสู่ชัยชนะ
ทั้งสองสนทนากันอยู่ไม่นาน ก็จบการสนทนาไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อไป
ปฐมเทพขั้นหนึ่งไม่เพียงพอ ยังห่างไกลจากต้าหลัวอีกมากโข เป้าหมายของหานเจวี๋ยคือการไปถึงระดับต้าหลัวในเร็ววัน ขนาดบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ยังตายตกอย่างง่ายดาย นับประสาอะไรกับระดับเทพ การบำเพ็ญไม่มีที่สิ้นสุดจริงๆ!
…
แปดปีต่อมา
ในที่สุดการยกระดับระบบก็สำเร็จลุล่วง!
[อาณาเขตเต๋ายกระดับ ค่ายกลยกระดับสู่ระดับครึ่งอริยะ ขอบเขตมิติภายในอาณาเขตเต๋าขยายใหญ่ขึ้น]
[ไอเซียนอาณาเขตเต๋าเพิ่มขึ้นสิบเท่า ปราณฟ้าประทานเพิ่มขึ้นห้าเท่า]
[อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นการสอดแนมจากพลังจิตระดับอริยบุคคลได้]
[ระบบเพิ่มความสามารถใหม่ สามารถทำการคัดลอกผู้ทรงพลังระดับต้าหลัวจากแบบจำลองการทดสอบมาเป็นองครักษ์ได้หนึ่งราย ผู้เป็นองครักษ์จะซื่อสัตย์ภักดีต่อท่าน ไม่สามารถออกจากอาณาเขตเต๋าเกินครึ่งชั่วยามได้ มิฉะนั้นจะละลายหายไปทันที]
หลังจากอ่านข้อความทั้งสี่ที่ปรากฏขึ้น หานเจวี๋ยก็ตกตะลึง
ความรู้สึกปลอดภัยที่ไม่เคยมีมาก่อนท่วมท้นหัวใจของเขา
ค่ายกลระดับต้าหลัว แสดงว่าศัตรูระดับต่ำกว่าต้าหลัวจะไม่สามารถกล้ำกรายเข้ามาได้!
ก่อนหน้านี้คือการปิดกั้นการสอดแนมของครึ่งเทพ แต่ตอนนี้เขาสามารถปิดกั้นการสอดแนมของอริยบุคคลได้แล้ว! จากนี้ไปเขาจะสามารถปิดกั้นได้อย่างสมบูรณ์แบบ!
สิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือความสามารถองครักษ์ที่สามารถคัดลอกต้าหลัวออกมาได้หนึ่งคน! ความรู้สึกปลอดภัยพลันพุ่งพล่านในอกของเขา
‘ระบบนี่ยิ่งยกระดับก็ยิ่งแข็งแกร่งจริงๆ มิน่าเล่า ช่วงนี้ถึงมีตัวเลือกยกระดับระบบโผล่ขึ้นมาบ่อยมาก ดูท่าทางระบบเองก็อยากยกระดับเหมือนกันสินะ’
หานเจวี๋ยหลับตาและเริ่มต้นเลือกต้าหลัว คิดไปคิดมา เขาก็เลือกจู่ถูเป็นคนแรก มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตคนที่หนึ่ง!หานเจวี๋ยกลัวเพียงว่าตัวเขาจะแข็งแกร่งกว่าต้าหลัว
[การเลือกประสบความสำเร็จ ยินดีด้วยท่านได้รับองครักษ์อาณาเขตเต๋าคนแรก เมื่อองครักษ์อาณาเขตเต๋าสิ้นชีพ จะไม่สามารถคืนชีพได้อีก]
[การคัดลอกองครักษ์ต้องใช้เวลา โปรดรอคอยด้วยความอดทน]
หานเจวี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก ‘เรียบร้อยแล้ว’
ทว่าองครักษ์อาณาเขตเต๋าสามารถอยู่ได้แต่ในเกาะเท่านั้น หากจากไปเกินสามชั่วโมงก็จะหายไปโดยอัตโนมัติกล่าวได้ว่า องครักษ์คนนี้ทำหน้าที่เป็นองครักษ์ได้อย่างเดียว ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นมือสังหารได้ แต่สำหรับหานเจวี๋ยเท่านี้ก็เพียงพอแล้ว
หานเจวี๋ยรู้สึกลำพองใจ นับแต่นี้ต่อไป ตราบใดที่เขาอยู่ในอาณาเขตเต๋าตลอดเวลา เขาก็จะไร้เทียมทาน! อย่างน้อยก็ภายใต้มรรคาสวรรค์!
“จู่ถูเป็นผู้ที่มหาเคราะห์แข็งแกร่งที่สุด ครึ่งเทพไม่น่าจะเข้ามาได้ อริยบุคคลยิ่งไม่ต้องพูดถึง” หานเจวี๋ยรู้สึกว่าเมฆดำที่ปกคลุมเหนือศีรษะของตนนั้นสลายไป ร่างกายพลันรู้สึกผ่อนคลาย
ต่อไปก็รอให้องครักษ์อาณาเขตเต๋าปรากฏตัว
ในขณะเดียวกัน
บรรดาศิษย์สำนักซ่อนเร้นพบว่าไอเซียนในเกาะนั้นเพิ่มพูนขึ้นอีกครา
จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยด้วยความรู้สึกประหลาดใจ “เหตุใดค่ายกลในเกาะนี้ถึงสูงขึ้นเป็นระยะๆ เช่นนี้ ทั้งที่ไม่มีเจ้าสำนักหรือของวิเศษล้ำค่าอยู่บริเวณนั้นเลยด้วยซ้ำ”
ไก่คุกรัตติกาลยิ้มอย่างภาคภูมิใจ “ต้องเป็นพลังวิเศษแน่ พลังวิเศษเข้าใจหรือเปล่า! แปรเปลี่ยนความฟอนเฟะให้กลายเป็นปาฏิหาริย์! นายท่านของข้าช่างปรีชาสามารถจริงๆ!”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกลอกตาหนึ่งที เขามองออกว่าในใจของไก่คุกรัตติกาล หานเจวี๋ยนั้นสูงส่งกว่าเขา ถ้าเขาประลองกับหานเจวี๋ย ไก่คุกรัตติกาลต้องเลือกข้างหานเจวี๋ยโดยไม่ลังเลเป็นแน่
คนอื่นๆ เริ่มหารือกันยกใหญ่
ฉู่ซื่อเหรินที่อยู่ริมหน้าผาเหลียวซ้ายแลขวา เอ่ยพึมพำกับตนเอง “กลิ่นอายมหาโชค…หรือว่า…”
สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน คล้ายกับว่าคิดอะไรบางอย่างออก เขาหันหน้าไปทางถ้ำเทวาฟ้าประทาน สายตาเปี่ยมล้นไปด้วยความกริ่งเกรง
…
ผ่านไปยี่สิบปีเต็ม องครักษ์ก็ยังไม่ปรากฏตัว!
หานเจวี๋ยไต่ถามอยู่หลายครั้ง เมื่อยืนยันได้ว่าระบบกำลังดำเนินการสร้างอยู่ เขาถึงจะวางใจได้ เขากลัวว่าระบบจะปั่นหัวเขาจริงๆ
โชคดีที่เขาซ่อนตัวอยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุม เพราะหากมีศัตรูที่แข็งแกร่งบุกจู่โจมในช่วงเวลานี้ก็คงถึงคราวซวยแล้ว
ในระหว่างที่รอองครักษ์ปรากฏตัว หานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญไปเรื่อยๆ
หลังจากทะลวงระดับเทพแล้ว หานเจวี๋ยก็พบว่ากายดาราอนธการดูดซึมแรงกรรมได้เร็วกว่าเดิมหลายร้อยเท่า!
นี่ถือเป็นเรื่องปกติ หลังจากบรรลุระดับเทพแล้ว หากความเร็วในการบำเพ็ญยังเท่ากับระดับจักรพรรดิ หานเจวี๋ยจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไรกัน
สิ่งที่ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกปลื้มใจคือความเร็วในการดูดซับแรงกรรมยังเติบโตขึ้นอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแรงกรรมของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร หรือแดนชำระบาปเก้าขุม ต่างก็สามารถดูดซับได้ไม่หมดไม่สิ้น นี่คือโอกาสวาสนาที่ดีที่สุดของหานเจวี๋ย ซึ่งเขาไม่ต้องออกไปดิ้นรนช่วงชิงมันมาเลยด้วยซ้ำ
จนกระทั่งวันหนึ่ง
หานเจวี๋ยที่เพิ่งเสร็จสิ้นจากการสาปแช่งศัตรู เมื่อไม่มีอะไรให้ทำ เขาจึงผ่อนคลายตนเองด้วยการเริ่มแบบจำลองการทดสอบขึ้นมา เขาอยากทดลองวิธีการโจมตีของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
เขาเชื่อว่าสมบัติชิ้นนี้น่าจะมีสรรพคุณที่ยิ่งใหญ่กว่าพลังป้องกันธรรมดาๆ
หลังจากลองต่อสู้ครั้งแล้วครั้งเล่า ทันใดนั้นหานเจวี๋ยก็สังเกตเห็นบางอย่าง
หากเขาปลดปล่อยแรงกรรมของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรออกมาในระหว่างการต่อสู้ แรงกรรมไร้ขอบเขตก็จะพรั่งพรูไปยังศัตรู
ผู้ทรงพลังเช่นหลี่เต้าคง จักรพรรดิสวรรค์ และประมุขแห่งวังเทพแม้จะไม่ถูกแรงกรรมกลืนกินแต่ก็จะถูกตรึงอยู่กับที่
ส่วนไก่อ่อนเช่นหลี่เสวียนเอ้า เมื่อถูกแรงกรรมพันพัวเข้าไปก็ไม่อาจขยับเขยื้อนได้อีก เมื่อหานเจวี๋ยลงมืออีกครั้ง หลังจากผ่านไปชั่วครู่หนึ่ง อีกฝ่ายก็สลายหายไป
“หากเป็นเช่นนี้ แรงกรรมในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรก็จะสามารถกักเก็บและใช้เป็นเครื่องมือสังหารในภายหลังได้”
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบงัน จากนั้นเขาก็ไม่ดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรอีก แต่หันไปดูดซับแรงกรรมจากภายนอกเกาะสำนักซ่อนเร้นแทน เขาใช้จิตนึกคิดในการดูดซับ จากนั้นก็ลำเลียงเข้าไปในร่างกายและย่อยโดยกายดาราอนธการ
“ทว่าสมบัติชิ้นนี้ไม่สามารถใช้งานในแดนเซียนได้ ส่วนที่บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถูกมรรคาสวรรค์สังหารได้ เป็นเพราะแรงกรรมในฐานะบรรพชนมารนั้นหนักหนาเกินไป”
หานเจวี๋ยสรุปคร่าวๆ ดูเหมือนว่าตัวเขาและระบบจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมมาก แต่ก็จำกัดอยู่แค่ในแดนชำระบาปเก้าขุมเท่านั้น
หากไปยังแดนเซียน เขาก็ยังต้องพึ่งพาตบะของตนเองในการต่อสู้กับศัตรูอยู่ดี
ทันทีที่ยอดสมบัติมรรคาสวรรค์อย่างบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรปรากฏขึ้น มันจะดึงดูดความสนใจของเหล่าผู้ทรงพลังและนำมาซึ่งความยุ่งยากไม่จบไม่สิ้นอย่างแน่นอน
โชคดีที่หานเจวี๋ยไม่คิดที่จะออกไปข้างนอกอยู่แล้ว เขาคิดจะปล่อยวางจิตใจปิดด่านฝึกฝน นั่งรอจนกว่ามหาเคราะห์จะสิ้นสุดลงดีกว่า ไม่รู้ว่ามหาเคราะห์จะสิ้นสุดลงเมื่อไร และก่อนที่มหาเคราะห์จะสิ้นสุดลง ตัวเขาจะสามารถไต่เต้าขึ้นไปได้ถึงระดับไหน
ในตอนนี้เอง
ทันใดนั้นหานเจวี๋ยก็รู้สึกว่ามีคนกำลังใช้วิชาอัญเชิญเทพ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปในทันที ใครหน้าไหนมันเรียกเขาเนี่ย เขาเพิ่งจะตัดสินใจว่าจะไม่ออกไปข้างนอกก็มีคนเรียกเขาทันที แบบนี้มันเป็นการตบหน้ากันชัดๆ เลยไม่ใช่หรือ
บทที่ 354
หานเจวี๋ยตกอยู่ในความลังเล ‘เขาต้องไปหรือเปล่านะ’
คนที่ใช้วิชาอัญเชิญเทพได้มีเพียงศิษย์และคู่บำเพ็ญเพียรของเขา นานทีปีหนจึงจะเกิดขึ้นสักครั้ง และคาดเดาได้เลยว่าต้องมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นเป็นแน่
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ไม่นานก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปทันที กระแสน้ำวนสีดำปรากฏขึ้นตรงหน้า หานเจวี๋ยนั่งบนบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรและเหาะเข้าไปในกระแสน้ำวน หากไร้ซึ่งยอดสมบัติ ใจของเขาคงอยู่ไม่เป็นสุข ถึงแม้ว่าเขาจะบรรลุระดับเทพแล้ว แต่ก็ยังต้องระวังตัวอยู่ดี
…
ในโลกอันมืดมิด กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง เหนือพื้นดินเต็มไปด้วยโครงกระดูกกลาดเกลื่อน
ฟางเหลียง จี้เซียนเสิน และหานมิ่งอยู่ด้วยกัน
ทั้งสามติดอยู่ภายในค่ายกลสีทอง ด้านนอกมีปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งทะยานมาจากด้านหน้าและด้านหลัง โจมตีค่ายกลสีทองอย่างบ้าคลั่ง หมายจะทะลวงเข้ามา
เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เสียงดังอึกทึก
จี้เซียนเสินกัดฟันกรอด “ไอ้เด็กเหลือขอ ตกลงเจ้าเรียกอาจารย์ปู่ของเจ้าได้หรือเปล่า! ถ้าไม่ไหวจริงๆ ข้าจะใช้วิชาต้องห้ามแล้วนะ!”
ฟางเหลียงกัดฟัน “หากเจ้าใช้วิชาต้องห้ามอีกครั้ง ดวงวิญญาณของเจ้าจะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง อีกทั้งยังเป็นไปไม่ได้สำหรับระดับจักรพรรดิ ยิ่งไปกว่านั้นต่อให้ใช้วิชาต้องห้ามก็ใช่ว่าจะหนีออกไปจากที่นี่ได้”
เขามองไปทั่วทั้งสี่ทิศ ได้แต่ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
หานมิ่งยืนอยู่ด้านหลังของทั้งสองคน สีหน้าสลด
ในตอนนี้เอง
กระแสน้ำวนสีดำปรากฏเหนือศีรษะของทั้งสาม หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยแสงสีม่วงที่สาดส่องลงมา ทั้งสามเผยสีหน้าตกตะลึง
หานเจวี๋ยมาจริงๆ ด้วย! เห็นเพียงร่างร่างหนึ่งใจกลางแสงสีม่วง เขานั่งอยู่บนดอกบัว เครื่องหน้า และบัลลังก์ดอกบัวนั้นกลับดูเลือนราง
จี้เซียนเสินตะโกนลั่น “สหายกวนในที่สุดเจ้าก็มาจนได้!”
หานเจวี๋ยชะงักงัน เขาเกือบลืมชื่อของตนเองไปแล้ว
เขาสำรวจยอดฝีมือที่รายล้อมอยู่ทันที คนที่แข็งแกร่งที่สุดเป็นเพียงระดับจักรพรรดิที่มาจากเผ่ามาร หานเจวี๋ยคร้านจะจดจำชื่อของอีกฝ่าย
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เกิดอะไรขึ้น”
ฟางเหลียงกล่าวอย่างลำบากใจ “ที่นี่คือหุบเหวมาร พวกเราถูกวังปีศาจตามล่าจนหลงทางมาถึงที่นี่ อาจารย์ปู่ ขออภัยจริงๆ ทีแรกข้าก็ไม่อยากจะรบกวนท่าน…แต่ว่า…ที่นี่มีเพียงท่านที่เป็นญาติทางสายเลือดเพียงคนเดียว…”
หานเจวี๋ยทอดสายตามองหานมิ่ง เขารู้สึกได้ว่ากลิ่นอายสายเลือดของหานมิ่งใกล้ชิดกับเขา แต่เขาไม่สนใจ
หานเจวี๋ยจ้องเขม็ง เหล่าปีศาจด้านนอกของค่ายกลสีทองสลายหายไปจนเกือบหมดราวกับควัน
ทั้งจี้เซียนเสิน ฟางเหลียง และหานมิ่งต่างตกตะลึง
หานมิ่งถามด้วยความรู้สึกประหลาดใจ “พวกมันถอยไปหมดแล้วหรือ”
ฟางเหลียงหันขวับไปมองหานเจวี๋ย และกล่าว “ไม่ใช่ เป็นฝีมืออาจารย์ปู่ของเจ้า เป็นจิตนึกคิด!”
หานเจวี๋ยกล่าวเป็นนัยล้ำลึก “เจ้าดูจะรู้อะไรอยู่ไม่น้อย ดูท่าทางเมื่อก่อนคงจะมีประสบการณ์มาไม่น้อยสิท่า”
เขาไม่ลืมว่าวิญญาณของฟางเหลียงท่องกาลดึกดำบรรพ์ แต่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าเด็กคนนี้อยู่ในกาลดึกดำบรรพ์มานานเพียงไร
จี้เซียนเสินถามด้วยความตกตะลึง “ตายหมดแล้วหรือ เช่นนั้น…”
“พวกเจ้ารีบออกไปจากที่นี่ซะ” หานเจวี๋ยตัดบท เขาแอบรำคาญอยู่เล็กน้อย ทันทีที่พูดจบก็เตรียมตัวกลับเข้าไปในกระแสน้ำวนอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อน! ข้า…” จู่ๆ หานมิ่งก็ก้าวตามมา และเอ่ยปากขึ้น
หานเจวี๋ยนิ่งชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวว่า “เกือบลืมเจ้าไปเสียแล้ว”
เพียงเขาสะบัดมือขวาครั้งเดียว หานมิ่งก็กลายเป็นหมอกโลหิต สาดกระจายไปทั่ว ดวงวิญญาณสองดวงตกไปอยู่ในมือของเขา
ฟางเหลียงและจี้เซียนเสินไม่ได้โง่ พวกเขาเข้าใจในทันที
“ทำไมเจ้าเด็กนี่ถึงมีสองดวงวิญญาณล่ะ” จี้เซียนเสินขมวดคิ้ว
ฟางเหลียงตระหนักได้ทันที “เด็กเมื่อครู่นี้ไม่ใช่พี่น้องของอาจารย์ปู่จริงๆ…”
หานเจวี๋ยเก็บวิญญาณทั้งสองดวงไว้ในฝ่ามือ เอ่ยคำพูดทิ้งท้ายก่อนจะจากไป “จำไว้ให้ดี ต่อให้เป็นคนที่พวกเจ้ารู้จัก ก็อย่าได้ไว้ใจง่ายๆ”
พูดจบ หานเจวี๋ยก็หันกลับเข้าไปกระแสน้ำวนสีดำและกลับไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทาน
เมื่อกระแสน้ำวนสีดำหายไป จี้เซียนเสินและฟางเหลียงก็เร่งรีบจากไป เพียงชั่วพริบตาพวกเขาก็หายไปในท้องฟ้า
ขณะที่หลบหนีจี้เซียนเสินอดที่จะเอ่ยถามขึ้นมาไม่ได้ “อาจารย์ปู่ของเจ้าตอนนี้อยู่ระดับใดกัน”
ฟางเหลียงเผยสีหน้าอันซับซ้อน “อย่างต่ำก็ระดับเทพ แข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิเซียนมาก…”
“เป็นไปได้อย่างไร…เขาก็ออกมาจากโลกมนุษย์เหมือนกับพวกเรา และยังไม่เคยสำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์เลยนี่”
“บางทีอาจารย์ปู่ของข้าอาจจะมีตัวตนอื่นที่เราไม่เคยรู้ก็เป็นได้”
“โอ้? ตัวตนอะไรหรือ”
“ข้าก็บอกว่าไม่รู้อย่างไรเล่า นี่เจ้าโง่หรือไร”
“ไอ้เด็กนี่ นับวันยิ่งดื้อด้านนะ ลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อก่อนข้าคอยดูแลเจ้าอย่างไร”
“วันนี้แตกต่างไปจากเมื่อครั้งอดีต ไม่แน่ว่าต่อไปเจ้าอาจจะกลายเป็นคู่แข่งของข้าก็ได้”
“น่าขัน เจ้าน่ะนอกจากจะหลบซ่อนตัวแล้ว เอาชนะข้าได้ด้วยหรือ”
…
หลังจากกลับมายังถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็ไล่อู้เต้าเจี้ยนออกไปข้างนอก เขาแบมือขวาออก และปล่อยดวงวิญญาณสองดวงออกมา หนึ่งในนั้นคือหานมิ่ง ส่วนอีกหนึ่งเป็นใครไม่อาจทราบได้ หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบเพื่อตรวจสอบตัวตนของเขา
[โจวเฉียนจื่อ: จักรพรรดิเซียนหกวัฏ เผ่าพันธุ์มนุษย์แต่กำเนิด]
หานเจวี๋ยจ้องมองโจวเฉียนจื่อและเอ่ยถาม “เจ้าสับเปลี่ยนวิญญาณของเขาทำไม”
โจวเฉียนจื่อตัวสั่นงันงก เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าก็แค่ได้รับบาดเจ็บจึงคิดอาศัยร่างของเขาชั่วคราว ไม่ได้มีเจตนาร้าย…”
หานมิ่งมองไปยังหานเจวี๋ยด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อน ในใจรู้สึกซาบซึ้งเล็กน้อย ในอดีตตอนที่เขาอยู่ภายใต้อาณัติของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร หานมิ่งมักจะแข็งข้อกับหานเจวี๋ยเสมอ แต่หลังจากที่เขาได้เผชิญกับโลกภายนอกแล้ว เขาก็รู้ซึ้งถึงอันตรายในโลกมนุษย์
การปรากฏตัวของหานเจวี๋ยในครั้งนี้ทำให้เขารู้สึกซาบซึ้งในความเป็นครอบครัวมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเพียงมองปราดเดียวหานเจวี๋ยก็มองการเสแสร้งของโจวเฉียนจื่อออก ทำให้เขาเทิดทูนอีกฝ่ายจนสุดหัวใจ
[ความประทับใจที่หานมิ่งมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 6 ดาว]
หานเจวี๋ยเมินข้อความดังกล่าว และจ้องโจวเฉียนจื่อตาเขม็ง “เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อจริงๆ หรือ ข้ามีวิธีทำให้เจ้าสารภาพออกมาจนหมดเปลือก”
เขานำตัวโจวเฉียนจื่อหย่อนลงไปในใจกลางของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
“อ๊าก บอกแล้ว! ข้าบอกแล้ว! ข้าเป็นศิษย์ของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร!” โจวเฉียนจื่อกล่าวออกมาด้วยความหวาดกลัว ราวกับเผชิญกับการทรมานที่น่าสยดสยองที่สุดในโลก
หานเจวี๋ยปล่อยเขาลง
หานมิ่งจ้องมองบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรด้วยความสงสัยใคร่รู้ ข้างในดอกบัวสีดำดอกนี้ซ่อนอะไรไว้กันแน่
ดวงวิญญาณของโจวเฉียนจื่อสั่นสะท้านไม่หยุด เขาตะโกนลั่น “จักรพรรดิเซียนวัฏจักรหวังจะใช้น้องชายของเจ้าเพื่อตามหาตัวเจ้า ดังนั้นข้าจึงต้องสับเปลี่ยนวิญญาณกับหานมิ่งและพยายามหาทางเข้าหาเจ้า ข้าเองก็ถูกบังคับ จักรพรรดิเซียนวัฏจักรบังคับให้ข้าทำทั้งนั้น!”
[โจวเฉียนจื่อเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
หานเจวี๋ยจ้องมองเพียงครั้งเดียว ดวงวิญญาณของโจวเฉียนจื่อก็สลายไป
เขาขี้เกียจซักไซ้ไล่เรียง ขอเพียงแค่รู้ว่าผู้บงการเบื้องหลังเป็นใครก็พอแล้ว
หานเจวี๋ยทอดสายตาไปยังหานมิ่ง
หานมิ่งก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาเขา
ทุกสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าบอกเขาว่าพลังของหานเจวี๋ยนั้นไปไกลเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ อาจจะน่ากลัวพอๆ กับจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเลยด้วยซ้ำ มิฉะนั้นจักรพรรดิเซียนวัฏจักรจะหมายหัวหานเจวี๋ยทางอ้อมเช่นนี้หรือ
หานเจวี๋ยรู้สึกลังเล
ควรจะทำอย่างไรกับหานมิ่งดี หรือจะฆ่าทิ้งเสียเลย? ทว่าหานมิ่งไม่มีความคิดที่จะทำร้ายเขา อีกทั้งยังเกี่ยวข้องกันทางสายเลือดกับเขาในชาตินี้ด้วย หากฆ่าทิ้งไปดื้อๆ ก็ดูจะไร้มนุษยธรรมเกินไป
หานเจวี๋ยเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้ากับข้าที่จริงแล้วต่างเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน ต่อให้พูดว่าเป็นญาติพี่น้อง ข้าก็ไม่อาจยอมรับได้ ข้าถูกทอดทิ้งตั้งแต่เด็ก หากพูดอย่างไม่เกรงใจ ที่เจ้ามีชีวิตอยู่ได้จนถึงทุกวันนี้ คุณค่าในตัวเจ้าล้วนมาจากข้าทั้งสิ้น มิฉะนั้นจักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็ไม่มีทางเลี้ยงดูเจ้า
ข้าจะให้ทางเลือกแก่เจ้าสองทาง หนึ่ง กลับชาติไปเกิดใหม่ซะ ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับข้า มันจะอันตรายต่อเจ้ามากยิ่งขึ้นในอนาคต จักรพรรดิเซียนวัฏจักรอาจหมายหัวเจ้า ข้าช่วยหาวิธีให้เจ้าไปเกิดใหม่ในภพภูมิที่ดีได้
สอง ฝึกบำเพ็ญอยู่ที่เกาะแห่งนี้ อย่าเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับข้าอีก เมื่อมหาเคราะห์สิ้นสุดลงก็จงจากไปเสีย นับแต่นี้เป็นไปเจ้ากับข้าไม่มีความข้องเกี่ยวอันใดต่อกันอีก ในภายภาคหน้าข้ากับเจ้ามิใช่พี่น้อง หากเจ้าคิดจะขู่เข็ญข้า ข้าก็จะสังหารเจ้าเสีย”
ได้ยินดังนั้น หานมิ่งก็เงยหน้าขึ้นแล้วกดเสียงต่ำ “เช่นนั้นข้าจะกลับชาติไปเกิดใหม่ ข้าเองก็ไม่อยากประจบสอพลอเจ้านักหรอก!”
บทที่ 355
เมื่อเห็นสีหน้าอันแข็งกร้าวของหานมิ่ง หานเจวี๋ยก็รู้สึกไขว้เขวเล็กน้อย
จะว่าไป ดูๆ แล้วเด็กนี่ก็หน้าตาคล้ายคลึงกับเขาอยู่เหมือนกัน แต่เป็นตัวเขาฉบับที่เตี้ยกว่าและไม่หล่อเหลาเท่า
ทีแรกเขาคิดว่าหานมิ่งจะเลือกอยู่ที่เกาะสำนักซ่อนเร้น แต่ไม่คิดว่าเจ้าเด็กคนนี้จะหยิ่งในศักดิ์ศรีจนถึงขั้นเลือกที่จะกลับชาติไปเกิดใหม่แทน
ในเมื่อเป็นเช่นนี้…ก็สนองตามที่เขาต้องการก็แล้วกัน!
หานเจวี๋ยกล่าว “ได้ แต่ว่าช่วงนี้วัฏจักรโกลาหลวุ่นวาย ยังไม่เหมาะแก่การกลับชาติไปเกิดใหม่ เจ้ารอไปก่อน” พูดจบ เขาก็นำดวงวิญญาณของหานมิ่งเก็บไว้ในแขนเสื้อของตน
ตั้งแต่ต้นจนจบ ความประทับใจที่หานมิ่งมีต่อเขาไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย ดูเหมือนว่าเด็กคนนี้จะไม่ได้เกลียดหานเจวี๋ย เพียงแต่ไม่ค่อยเชื่อฟังก็เท่านั้น นั่นทำให้หานเจวี๋ยมองเขาให้แง่ดีขึ้นเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยมักจะระแวดระวังตัวอยู่ตลอดเวลา เขารู้สึกว่าหานมิ่งพยายามจะผูกสัมพันธ์กับเขา หรือแม้กระทั่งสร้างความเดือดร้อนให้กับเขาเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เมื่ออยู่ๆ หานมิ่งก็เกิดความประทับใจในตัวเขาขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล เขาก็ยิ่งปักใจเชื่อเรื่องนี้
ตอนนี้กลับทำตัวเองขายหน้าเสียแล้ว
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ หานเจวี๋ยก็นึกถึงโจวฝานขึ้นมา เขาถูกพี่ชายผู้ทรงพลังช่วยชีวิต และถูกเข้าใจผิดคิดว่าตนเองอยากยกตนเสมอพี่ชายผู้ทรงพลัง จนเลือกว่าจะกลับชาติไปเกิดใหม่อย่างแน่วแน่…
หืม? ทำไมถึงได้ฟังดูเหมือนเรื่องของตัวเอกที่เป็นจอมยุทธ์ในเรื่องแฟนตาซีขนาดนี้กัน หานเจวี๋ยไม่อยากมีชีวิตที่ผกผันและไม่แน่ไม่นอนใดๆ ทั้งนั้น
หานเจวี๋ยไม่คิดฟุ้งซ่านอีก เขาหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาเพื่อติดต่อกับจักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์เชื่อมต่อจิตกับเขาอย่างรวดเร็ว
“มีอะไรหรือ”
“ยมโลกเกิดความโกลาหล ข้าต้องการให้คนคนหนึ่งกลับชาติมาไปเกิดใหม่ วังสวรรค์มีวิธีบ้างหรือไม่”
“ใช่ว่าไม่มีวิธี เพียงแต่คนผู้นี้เป็นใครกัน”
หานเจวี๋ยก็ไม่ได้หมกเม็ด เขาเล่าเรื่องความสัมพันธ์ของตนและหานมิ่ง รวมถึงแผนการของจักรพรรดิเซียนด้วย
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวชื่นชม “ไม่ยอมให้ความสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ไม่ต้องการมาฉุดรั้ง เรามองเจ้าไม่ผิดจริงๆ”
ในความคิดของเขา ความเป็นครอบครัวของมนุษย์ไม่มีค่าใดให้พูดถึง นับประสาอะไรกับพี่น้องที่ไม่เคยมีความรู้สึกผูกพันธ์กันเลยมาตั้งแต่ต้น
“เราจะช่วยเจ้าเอง”
“ขอบพระทัย เอ่อ…ให้เขาไปเกิดในภพภูมิที่ดีเถิด ข้าชื่นชมจิตใจของเขามากทีเดียว”
“ฮ่าๆๆ วางใจเถิด เรามีแผนอยู่แล้ว อันที่จริงไม่จำเป็นต้องตัดความสัมพันธ์ของพวกเจ้าก็ได้ เพียงแค่ซ่อนเอาไว้ก็พอ บนเส้นทางแห่งการฝึกบำเพ็ญนี้ มีคนคอยช่วยเหลือย่อมดีที่สุด บางทีในอนาคตเขาอาจจะช่วยชีวิตเจ้าไว้ก็เป็นได้”
“ข้าไม่ขอให้ตัวเองประสบกับวันนั้น เพราะนั่นหมายความว่าข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ”
“ไม่เอาน่า ทีเมื่อก่อนตอนมาขอความช่วยเหลือจากเราทำไมไม่คิดเช่นนี้บ้างล่ะ”
“อะแฮ่ม”
หานเจวี๋ยแสร้งกระแอมไอหนึ่งที แล้วจึงพูดต่ออย่างหน้าด้านหน้าทน ไม่รู้จักอายว่า “ฝ่าบาททรงช่วยเหลือข้า ข้าก็จะช่วยเหลืออนาคตของวังสวรรค์”
จักรพรรดิสวรรค์พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “พอได้แล้ว ส่งดวงวิญญาณของเด็กคนนั้นมาให้ข้าเสีย”
“โดยใช้ป้ายคำสั่งนี้หรือ”
“ใช่ เจ้าอยู่ในระดับเทพแล้ว สามารถใช้จิตนึกคิดปกป้องดวงวิญญาณของเขาและส่งมาได้ แม้ว่ากระบวนการนี้จะลำบากสำหรับเขาสักหน่อย แต่เจ้ากลัวการมาเยือนแดนเซียนมิใช่หรือ”
“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเอ่ยเตือนข้า!”
“เจ้าไม่แก้ต่างเสียด้วย ก็ได้ เรามองเจ้าไม่ผิดจริงๆ”
หานเจวี๋ยยิ้มเผล่ เขาห่อหุ้มดวงวิญญาณของหานมิ่งด้วยจิตนึกคิด และส่งเข้าไปในป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ จากนั้นเขารู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่นำดวงวิญญาณของหานมิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ หานเจวี๋ยก็เกิดความรู้สึกโศกเศร้าเล็กๆ ขึ้นในใจโดยไม่มีสาเหตุ ในหัวของเขานึกย้อนไปถึงสีหน้าของหานมิ่งในตอนที่ตัดสินใจเมื่อครู่อย่างอดไม่ได้
‘นี่ข้าทำผิดไปหรือเปล่า ข้าไม่ผิด! ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะก่อกวนมรรคจิตของข้า!’
หานเจวี๋ยดวงตาแน่วแน่ จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ฝ่าบาท ขอให้เขาได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดี ขออย่าให้เขาต้องประสบพบเจอกับการถูกทอดทิ้งจะดีที่สุด”
ความหมายโดยนัยคืออย่าส่งไปอยู่ในกลุ่มอิทธิพลอันยิ่งใหญ่ที่กำลังจะแตกสลาย ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้พื้นฐานทางครอบครัวจะดีเยี่ยม แต่โชคชะตาอาจจะย่อยยับได้
“เราเข้าใจ” จักรพรรดิสวรรค์ตอบ
ทั้งคู่ตัดการเชื่อมต่อของจิตนึกคิดอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยหลับตา และฝึกบำเพ็ญต่อ
ความช่วยเหลือในครั้งนี้ทำให้เขาตระหนักถึงความยิ่งใหญ่ของระดับเทพ เพียงนึกคิด ศัตรูก็หายวับไปราวกับควันที่สลายไป ขนาดจักรพรรดิเซียนนั่นยังตกใจกลัวจนต้องวิ่งหนีหางจุกตูด ไม่กล้าโวยวายสักนิด
…
ภายใต้ธารดาราสว่างไสว จักรพรรดิสวรรค์ทรงพระดำเนินไปตามขั้นบันไดแก้วสุกใสอย่างเชื่องช้า เบื้องหลังของเขามีวิญญาณร่างหนึ่งตามมา นั่นคือหานมิ่ง
หานมิ่งรู้สึกตื่นตระหนกอย่างยิ่ง เขาไม่รู้ว่าตนเองกำลังมุ่งหน้าไปที่ใด
เขาอดถามไม่ได้ว่า “ไม่ทราบว่าใต้เท้าคือ…”
เขาเอ่ยถามอย่างระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะจักรพรรดิสวรรค์แผ่รังสีความน่าเกรงขามอันทรงพลังออกมา ทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังเผชิญหน้าจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
“จักรพรรดิสวรรค์” จักรพรรดิสวรรค์ตอบโดยไม่หันไปมอง และได้ยินเสียงของหานมิ่งที่สะดุ้ง
‘จักรพรรดิสวรรค์!’ เขาตื่นตะลึง
จักรพรรดิสวรรค์พาเขากลับชาติด้วยตัวพระองค์เองเชียวหรือ หานเจวี๋ยมีศักดิ์เสมอจักรพรรดิสวรรค์แล้วหรือ
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ ความรู้สึกของหานมิ่งก็ยิ่งทวีความซับซ้อน
เขารู้สึกเสียใจอยู่เล็กน้อย เขาควรเลือกที่จะอยู่เคียงข้างหานเจวี๋ยใช่หรือไม่ อย่างน้อยก็ถือว่าเป็นโอกาสวาสนาครั้งใหญ่
แต่ความเสียใจเล็กๆ นี้ก็ถูกเขาสลัดทิ้งอย่างรวดเร็ว
“เขาเติบโตจนกลายเป็นผู้ทรงพลังในปวงสวรรค์ได้ เหตุใดข้าจะทำไม่ได้ ข้าจะปล่อยให้เขาดูแคลนข้าไม่ได้!”
แววตาของหานมิ่งแน่วแน่ วันหนึ่งเขาจะแข็งแกร่งขึ้นจนปรากฏกายต่อหน้าหานเจวี๋ยได้อย่างทัดเทียม ถึงตอนนั้น เขาจะจ้องมองตรงไปยังหานเจวี๋ย!
ทั้งสองก้าวต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ และมาถึงจุดสิ้นสุดของบันไดแก้วที่ทอดยาว เบื้องหน้าคือทะเลสาบขนาดใหญ่ ระลอกคลื่นพลิ้วไหวเป็นประกาย ดาราสมุทรส่องสะท้อนบนผิวน้ำ ดูงดงามระยิบระยับ
จักรพรรดิหันกลับมาและตรัสว่า “นี่คือแม่น้ำโชคชะตา กระโดดลงไป แล้วเจ้าจะได้กลับชาติไปเกิดเป็นคนใหม่”
หานมิ่งก้าวมาถึงจุดสิ้นสุด ทอดสายตามองแม่น้ำโชคชะตา และสูดหายใจเข้าลึก
เขากำลังจะกระโดดลงไป แต่แล้วจักรพรรดิสวรรค์ก็เอ่ยขึ้นว่า “การกลับชาติโดยทั่วไปไม่ได้มาถึงที่นี่ และเราก็ไม่จำเป็นจะต้องนำทางมาด้วยตัวเองเช่นนี้ เจ้าต้องขอบคุณพี่ชาย ที่เขาทำถึงขั้นนี้ก็เพราะหวังดีต่อตัวเจ้า ตัดขาดเวรกรรมในอดีตเสีย เพื่อที่จักรพรรดิเซียนวัฏจักรจะได้หาตัวเจ้าไม่พบ”
เมื่อหานมิ่งได้ยินดังนั้น เขาก็ขมวดคิ้วแน่น ลังเลที่จะเอ่ยวาจาใด เขามีเรื่องมากมายที่อยากถามแต่เมื่อคำพูดมาถึงริมฝีปาก เขาก็ไม่รู้ว่าจะเอ่ยถามอย่างไรดี เขากลัวว่าตนเองจะดูขี้ขลาด
จักรพรรดิสวรรค์ว่าต่อ “เราจะคิดหาวิธีรักษาความทรงจำของเจ้า เจ้าจะได้เกิดในภพภูมิที่ดี ไม่ต้องเป็นเพียงเงาของพี่ชายเจ้าอีกต่อไป เจ้าเป็นได้เป็นตัวเจ้าคนใหม่ และได้เป็นตัวเจ้าที่เก่งกาจขึ้น อันที่จริงความสัมพันธ์ทางสายเลือดไม่ได้สลักสำคัญอันใด เมื่อใดที่คนเรามีความรัก ต่อให้เกิดใหม่สักกี่พันครั้ง โซ่ตรวนนั้นก็ยังคงพันผูกเอาไว้อยู่ดี”
“วันใดที่เจ้าแข็งแกร่งขึ้น อย่าลืมตอบแทนบุญคุณล่ะ ถ้าไม่มีพี่ชายของเจ้า เราไม่นำทางเจ้ามาด้วยตัวเองหรอก”
หานมิ่งสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วโค้งคำนับแสดงการคารวะต่อจักรพรรดิสวรรค์ จากนั้นเขาก็กระโดดลงไปในแม่น้ำโชคชะตาทันทีอย่างเด็ดเดี่ยว
จักรพรรดิสวรรค์ทรงสะบัดแขนเสื้อ ผิวทะเลสาบก็ส่งแสงเป็นประกาย ดวงตาของเขาวาววับ พลางกล่าวพึมพำกับตนเอง “มีเรื่องสนุกให้ดูแล้วสิ เราอยากเห็นจริงๆ ว่าเจ้าจะสร้างความปั่นป่วนอะไรได้บ้าง”
…
สิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยสิ้นสุดการฝึกบำเพ็ญและเริ่มสาปแช่งศัตรู ขณะเดียวกันก็ตรวจสอบจดหมายไปพลางๆ
[หลี่เต้าคงสหายของท่าน เผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[หานมิ่งสหายของท่านได้รับความช่วยเหลือจากผู้ทรงพลัง ตกสู่แม่น้ำโชคชะตา มรรคาสวรรค์กลับชาติมาเกิด ดวงชะตาเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้รับการสั่งสอนจากผู้ทรงพลังแห่งนิกายเจี๋ย พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[เจียงอี้สหายของท่านรู้แจ้งในสัจธรรมแห่งมรรคาสวรรค์ในระหว่างการบำเพ็ญ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามาร] x42006
[ฉู่ซื่อเหรินศิษย์หลานของท่านปลุกพลังวิเศษในชาติก่อนขึ้นมา ปลุกยอดสมบัติในส่วนลึกของวิญญาณขึ้นมาได้ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านสร้างเผ่าพันธุ์ลึกลับ ได้รับแรงกุศลแห่งมรรคาสวรรค์]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านได้รับการคัดเลือกจากเทพเซียนลึบลับ ดวงชะตาเกิดการเปลี่ยนแปลง]
…
‘หืม มรรคาสวรรค์กลับชาติมาเกิด! ดูไม่ธรรมดาเลยทีเดียว!’
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่ายังมีภาพประจำตัวของหานมิ่งอยู่ นั่นแสดงว่าความทรงจำของเขายังคงอยู่
‘จักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้ลบความทรงจำในชาติก่อนของเขาหรือ’
หานเจวี๋ยไล่อ่านลงมา ช่วงนี้เกิดเรื่องแปลกๆ ขึ้นไม่น้อยเลย