341-345
บทที่ 341
ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม ในที่สุดจักรพรรดิปีศาจก็ยอมล่าถอยไปแล้ว ไม่มาขอเข้าฝันหานเจวี๋ยอีก
หานเจวี๋ยรู้สึกรำคาญแทบตายแล้ว
ไอ้เจ้าคนผู้นี้เป็นโรคประสาทหรือ
ช้าก่อน!
หรือจักรพรรดิปีศาจจะเดาออกว่าหานเจวี๋ยก็คือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
หานเจวี๋ยพลันตื่นตระหนกขึ้นมาทันที รีบใช้ระบบวิวัฒนาการ ถามว่าจักรพรรดิปีศาจรู้หรือไม่ว่าเขาคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
เสียอายุขัยไปร้อยล้านปี ถึงทราบว่าจักรพรรดิปีศาจไม่รู้ว่าเขาคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะมีเป้าหมายอย่างอื่น
หานเจวี๋ยไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับจักรพรรดิปีศาจ ป้องกันไม่ให้ถูกอีกฝ่ายตามเจอ
เขาฝึกบำเพ็ญต่อไป
หลังจากบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนแปดวัฏ ระดับความเร็วในการดูดซับแรงกรรมของเขาก็เพิ่มขึ้น ความเร็วในการบำเพ็ญของเขาเองก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างมหาศาลเช่นกัน
ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป คงบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏได้รวดเร็วยิ่ง
รอจนบรรลุระดับเทพแล้ว ความเร็วในการดูดซับแรงกรรมของหานเจวี๋ย ต้องราวกับวาฬกลืนสมุทรเป็นแน่ หนึ่งวันพัฒนาไปได้ไกลนับพันลี้
เพียงแค่คิด หานเจวี๋ยก็ตั้งตารอเป็นอย่างยิ่ง
….
เวลาในแดนชำระบาปเก้าขุมผ่านไปรวดเร็วนัก เนื่องจากที่นี่ไม่มีอะไรเลย มีเพียงแรงกรรมอันไร้ที่สิ้นสุด ไม่ได้มีเรื่องราวให้ทำเพื่อฆ่าเวลามากขนาดนั้น
สำหรับชาวสำนักซ่อนเร้นแล้ว ไม่ได้แตกต่างไปจากชีวิตที่ผ่านมาเลย
ทุกร้อยปีสำนักซ่อนเร้นจะจัดงานประลองใหญ่ขึ้นหนึ่งครั้ง เรื่องนี้หานเจวี๋ยมอบหมายให้มู่หรงฉี่จัดการ ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเทพสงคราม
ต้วนหงเฉินและจอมปีศาจคุกรัตติกาลก็ข้าร่วมการประลองด้วย แต่น่าเสียดายที่พวกเขาสู้จินกังนู่ไม่ได้
ส่วนหลิวเป้ยแม้จะมีกายาของบรรพชนพุทธภควัต แต่ระดับความสอดคล้องของร่างกายและวิญญาณกลับไม่มากพอ สู้จอมปีศาจคุกรัตติกาลที่อยู่ในระดับจักรพรรดิเซียนห้าวัฏไม่ได้
แต่ในอนาคตก็ไม่แน่
ในหมู่ศิษย์ ลี่เหยาครองอันดับหนึ่งอย่างมั่นคง
สิ่งที่ควรค่าให้กล่าวถึงคือ ลี่เหยาเชี่ยวชาญมรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สี่นั่นคือค่ายกลกระบี่สังหารเซียนแล้ว แต่น่าเสียดายที่กระบี่ของนางแข็งกร้าวเกินไป
อู้เต้าเจี้ยนเพิ่งทำความเข้าใจได้ถึงขั้นที่สาม กระบี่เบิกบุพกาล แต่ก็ถือว่ายอดเยี่ยมเช่นกัน
ศิษย์คนอื่นๆ ต่างก็มีความก้าวหน้าต่างกันไป
คนที่น่าตกตะลึงที่สุดคือฉู่ซื่อเหริน หลังจากรับหลี่ว์ฮว่าซวีเป็นศิษย์ เขาก็ฝึกบำเพ็ญอย่างเอาจริงเอาจัง ทิ้งระยะห่างจากหลี่ว์ฮว่าซวีและโจวหมิงเยวี่ย บรรลุถึงระดับเซียนแท้ไท่อี่นำหน้าไปก่อน สวินฉางอันก็ถูกเขาแซงหน้าไปเช่นกัน
ผู้ที่อ่อนด้อยที่สุดคือสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น ก่อนหน้านี้มันถูกควักดวงตาทั้งสอง ถูกช่วงชิงดวงชะตา ทำให้มันต้องเสียเวลาอยู่นานกว่าจะฟื้นฟูสู่สภาพสมบูรณ์ได้
ไก่คุกรัตติกาลเองก็ไม่เลวเลย บรรลุระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ อยู่ไม่ไกลจากระดับเซียนแท้ไท่อี่นัก
กล่าวโดยรวมคือ ความเร็วในการก้าวหน้าของทั้งสำนักซ่อนเร้นรวดเร็วอย่างยิ่ง
หลังจากมหาเคราะห์ครั้งนี้สิ้นสุดลง คาดว่าแต่ละคนคงกลายเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าที่ออกตะลุยแดนเซียนได้
สามสิบปีผ่านไปไวเหมือนกะพริบตา
หานเจวี๋ยเก็บหนังสือแห่งความโชคร้าย รู้สึกอิ่มเอมใจ
ทุกๆ สิบปี หากไม่ได้สาปแช่งศัตรูสักหน่อย เขาจะอึดอัดครั้นเนื้อครั่นตัว ราวกับมีสิ่งใดขาดหายไปจากชีวิต
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะบำเพ็ญต่อ ก็มีคนมารบกวนเขาอีกแล้ว
เจียงอี้ติดต่อมาทางป้ายอีกาทอง
หานเจวี๋ยเชื่อมต่อกระแสจิต เอ่ยถาม “ได้รับความช่วยเหลือแล้วหรือ”
เจียงอี้เอ่ยยิ้มๆ “ได้แล้ว ซ้ำยังพบวาสนาในคราวเคราะห์ ตบะเพิ่มพูนมหาศาล ตอนนี้ข้าเป็นจักรพรรดิเซียนสามวัฏแล้ว”
“ร้ายกาจนัก”
“นั่นน่ะสิ!”
น้ำเสียงเจียงอี้เต็มไปด้วยความภูมิใจ เขาเพิ่งจะเข้าสู่ระดับจักรพรรดิได้สักกี่ปีกัน
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ยังมีธุระอีกหรือไม่”
เจียงอี้เอ่ยกลั้วหัวเราะ “มาที่แดนเทพหวนปัจฉิมเถอะ ข้ามา…”
หานเจวี๋ยตัดการเชื่อมต่อกระแสจิตทันที
ประสาทแล้ว!
เพิ่งได้รับความช่วยเหลือก็จะคิดมาหลอกข้าต่อเลยหรือ
เวลานี้เอง คลื่นพลังจิตของเจียงอี้ก็แผ่ออกมาจากป้ายอีกาทองอีกครั้ง หานเจวี๋ยเชื่อมต่อกระแสจิต
“เจ้าเด็กเหลือขอ! ไยจึงไร้มารยาทเช่นนี้!” เจียงอี้ตะคอก
หานเจวี๋ยตอบกลับด้วยความเย็นชา “ท่านคิดจะหลอกข้าไปเสาะหาโชควาสนาอันใดอีกแล้วกระมัง ตัวเองประสบความทุกข์ยากมาแล้วแท้ๆ ยังคิดจะมาหลอกพี่น้องอีก”
พี่น้อง!
เมื่อเจียงอี้ได้ยินคำเรียกขานนี้ ก็อดรู้สึกละอายไม่ได้
จะว่าไป หลายปีมานี้ที่เขาอยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิมใช้ชีวิตอย่างน่าเวทนาจริงๆ แต่หานเจวี๋ยรู้ได้อย่างไร
ข้ามาขอความช่วยเหลือแค่ครั้งเดียวชัดๆ
เจียงอี้เอ่ยเสียงขรึม “ครั้งนี้ข้าไม่ได้หลอกท่าน มาที่แดนเทพหวนปัจฉิม จะหลบเลี่ยงมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตได้”
หานเจวี๋ยได้ฟังก็เอ่ยถามด้วยความฉงน “ได้อย่างไร”
“ข้าก็ไม่ทราบแน่ชัด ครั้งแรกที่ข้ามา เพราะได้ยินว่าแดนเทพหวนปัจฉิมไม่อยู่ในการควบคุมของมรรคาสวรรค์”
“เช่นนั้นเหตุใดสรรพสิ่งจึงไม่ไปที่แดนเทพหวนปัจฉิมกันเล่า”
“เพราะจำเป็นต้องทะลุผ่านแดนต้องห้ามอันธการ อันตรายอย่างยิ่ง ต่อให้เป็นระดับจักรพรรดิเซียน ก็ไม่มีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเช่นกัน”
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
นี่คือพื้นที่ระดับสูงงั้นหรือ
เจียงอี้กล่าวต่อว่า “อย่างไรก็ตามแดนเทพหวนปัจฉิมมิได้ครึกครื้นเฉกเช่นแดนเซียน ไอเซียนก็มีไม่มากพอ โอกาสวาสนาก็น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย ขอบเขตที่ต่ำกว่าจักรพรรดิเซียนเมื่อมาที่นี่ ยากจะรอดพ้นจากความตาย ท่านน่าจะเป็นจักรพรรดิเซียนแล้วกระมัง ถึงอย่างไรท่านก็ไม่อยากเข้าสู่เคราะห์อยู่แล้วนี่”
หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ขอบใจมากสำหรับความหวังดีของท่าน ตอนนี้ข้าซ่อนตัวอยู่ในสถานที่อันแสนปลอดภัยแห่งหนึ่ง ไม่เข้าสู่เคราะห์เป็นแน่”
“เป็นไปไม่ได้! ขอเพียงอยู่ใต้ร่มมรรคาสวรรค์ จะต้องเข้าสู่เคราะห์อย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นพวกเรารอดูกันต่อไปเถอะ”
“ไม่มาจริงๆ น่ะหรือ”
“อืม”
“เช่นนั้นท่านเล่านิทานให้ข้าฟังสักเรื่องได้หรือไม่”
“ไม่ว่าง แค่นี้ก่อนเถอะ ไว้คุยกันใหม่”
หานเจวี๋ยจัดการเชื่อมต่อกระแสจิตทันที
เมื่อก่อนข้าไม่แข็งแกร่งเท่าเจ้า ยังพอเล่นตลกไปกับเจ้าได้
ตอนนี้เจ้ายังคิดจะให้ข้าเล่านิทานอีกหรือ
อีกหลายปีข้างหน้า หากเรื่องนี้แพร่ออกไปเกรงว่าคงทำให้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการต้องขายหน้าเป็นแน่!
เจียงอี้ไม่ได้รบกวนหานเจวี๋ยอีก หานเจวี๋ยจึงฝึกบำเพ็ญต่อ
….
ภายในอารามเต๋าสว่างสดใสหลังหนึ่ง หลงเฮ่ากำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญอยู่
สถานการณ์ของเขาแปลกประหลาดยิ่ง ใบหน้ากระตุกเป็นพักๆ มีแสงทองแผ่ออกมาจากใบหน้าเพียงครึ่งซีก
จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้น สองตาส่องประกายเรืองรอง
เขาเริ่มหอบหายใจอย่างหนัก
“แฮ่กๆ…”
หลงเฮ่าก้มมองสองมือของตน จากนั้นก็ลุกขึ้นสำรวจร่างกายตนเอง
เขาเผยสีหน้าพึงพอใจ
“สำเร็จแล้ว มิเสียทีที่เป็นโอรสผู้มีคุณสมบัติเลิศล้ำที่สุดของจักรพรรดิสวรรค์ มีความคล้ายคลึงกับเราอยู่หลายส่วนทีเดียว” หลงเฮ่ายกยิ้มมุมปาก เอ่ยด้วยความพึงพอใจ
เขาก็คือเฮ่าเทียน!
ยึดร่างสำเร็จแล้ว!
เขาสะกดวิญญาณของหลงเฮ่าเอาไว้ จากนั้นก็เข้าควบคุมร่างกายของหลงเฮ่า
เฮ่าเทียนเดินออกจากอารามเต๋า ด้านนอกคือทะเลสาบผืนใหญ่ เป็นสีฟ้าคราม เขาเขียวธารใส งดงามดุจภาพวาด
เขาเดินไปหยุดริมทะเลสาบ ชื่นชมฉากตรงหน้า
กี่ปีแล้วนะ
ในที่สุดเขาก็ได้เห็นโลกกว้างด้วยตาของตนเอง
เวลานี้เอง เงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างกายเขา เป็นนักพรตน้อยคนหนึ่ง
นักพรตน้อยเปิดปากเอ่ย “อาจารย์เรียกเจ้าไปพบ ครานี้ศิษย์จากนิกายเจี๋ยก็มาด้วย เจ้าอย่าได้เสียมารยาทเล่า”
เฮ่าเทียนมองนักพรตน้อยแวบหนึ่ง พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
‘ฮึ่ม นิกายเจี๋ย นิกายฉ่าน เราจะเล่นงานพวกเจ้าไปพร้อมกัน!’
เจตนาสังหารฉายวาบผ่านดวงตาของเฮ่าเทียน เพียงแวบเดียวเท่านั้นก็ถูกเขาอำพรางไว้อย่างมิดชิด
….
นับตั้งแต่ติดต่อกับเจียงอี้ เวลาผ่านไปอีกสิบปีแล้ว
หานเจวี๋ยสาปแช่งพลางตรวจดูจดหมายไปด้วย
ทันใดนั้นเขามองเห็นจดหมายฉบับหนึ่ง หัวคิ้วพลันขมวดแน่น
[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านถูกยึดร่าง วิญญาณถูกสะกดไว้]
หานเจวี๋ยรีบเรียกจอค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจสอบ พบว่าข้อมูลของหลงเฮ่ามีข้อความว่า ‘อยู่ในสภาวะถูกยึดร่าง’ เพิ่มขึ้นมา
ไร้เหตุผลสิ้นดี!
เฮ่าเทียนรนหาที่ตายแล้ว!
หานเจวี๋ยหยุดสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจทันที เปลี่ยนไปสาปแช่งเฮ่าเทียนแทน
ห้าวันผ่านไป
หานเจวี๋ยใช้อายุขัยสาปแช่งอีกฝ่ายต่อไป พร้อมจ้องมองกล่องจดหมาย เพราะกลัวว่าหลงเฮ่าจะถูกสาปแช่งจนตายไปด้วย
[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านพลังเวทปั่นป่วน สังขารเจียนพังทลาย เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน วิญญาณเฮ่าเทียนได้รับผลสะท้อน ผลักดันให้หลงเฮ่าเข้าควบคุมร่างอีกครั้ง]
หานเจวี๋ยหยุดมือทันที
หลงเฮ่าอ่อนแอเกินไป ทำให้เฮ่าเทียนได้รับผลกระทบไปด้วย
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น เช่นนี้จะทำอย่างไรดี
เฮ่าเทียนก็เหมือนระเบิดเวลาลูกหนึ่ง พร้อมจะคุกคามหลงเฮ่าได้ทุกเมื่อ
ไม่ได้การแล้ว
เรื่องนี้ยังคงต้องติดต่อหาจักรพรรดิสวรรค์
แต่จะติดต่อไปตอนนี้ไม่ได้ เสี่ยงที่จะเผยฐานะ รอไปอีกสิบปีก็แล้วกัน
บทที่ 342
สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา เริ่มติดต่อจักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์ตอบกลับมาเร็วยิ่ง “มีเรื่องใดหรือ”
“ฝ่าบาท เกิดเรื่องขึ้นกับเฮ่าเอ๋อร์กระมัง”
“หืม เจ้าก็รู้สึกเช่นนี้เหมือนกันหรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ ข้าทำนายได้ว่าเฮ่าเอ๋อร์คล้ายจะตกอยู่ในอันตรายยิ่ง สภาพอารมณ์เขาดูหวาดผวานัก”
“เราเข้าใจแล้ว เราจะไปหาเขาเดี๋ยวนี้”
บทสนทนาสิ้นสุดลง
หานเจวี๋ยถอนหายใจ เขาเบาใจลงแล้ว จึงฝึกบำเพ็ญต่อ
สิบปีมานี้ ไม่มีจดหมายแจ้งว่าหลงเฮ่าถูกยึดร่างอีก รูปประจำตัวของหลงเฮ่าในจอค่าความสัมพันธ์ก็ยังอยู่
คาดว่าเฮ่าเทียนก็คงไม่กล้าทำร้ายหลงเฮ่าเช่นกัน มิเช่นนั้นเฮ่าเทียนคงไม่เก็บวิญญาณของหลงเฮ่าไว้จนกระทั่งมหาเคราะห์สิ้นสุดลง
….
ท่ามกลางทิวเขา ฟางเหลียงนอนอยู่บนพื้นท่ามกลางเศษหิน ป่าเขาในรัศมีหมื่นลี้ราวกับเคยถูกระเบิด ในอากาศเต็มไปด้วยควันหนาจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เมฆมืดมิดบดบังสุริยัน บนนภาสูงมีร่างสองร่างต่อสู้กันอย่างดุเดือด พลังวิเศษแลบออกมาจากมือของแต่ละคน มีพายุโหมกรรโชกและฟ้าผ่าลงมาเป็นระยะ ถาโถมใส่ฟ้าดิน
หนึ่งในสองคนนั้นคือจี้เซียนเสิน
จี้เซียนเสินที่ครอบครองหมื่นอัสนีคำรณถูกการโจมตีสะกดเอาไว้ คู่ต่อสู้ของเขาคือปีศาจหัววัวตัวหนึ่ง ร่างกายห่อหุ้มด้วยเกราะเหล็กหนาหนัก มือถือขวานยักษ์เล่มหนึ่ง แกว่งไกวฉวัดเฉวียน ซัดทีกวาดไปหมื่นลี้พันลี้ ไม่อาจป้องกันได้
ฟางเหลียงกุมหน้าอก ลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
แม้อาการบาดเจ็บของเขาจะดูไม่หนักหนา แต่แท้จริงแล้วพลังเวทหมดเกลี้ยง
“เจ้าตัวนี้อย่างน้อยๆ คงเป็นจักรพรรดิเซียนสองวัฏ!”
ฟางเหลียงกัดฟันพึมพำกับตัวเอง ดวงตาของเขาวาวโรจน์
เขาและจี้เซียนเสินต่างเป็นเซียนทองไท่อี่ ต่อสู้กับจักรพรรดิเซียนสักยกก็เต็มกลืนแล้ว
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเขาจะตายกันหมด
ฟางเหลียงพลันนึกถึงวิชาอัญเชิญเทพ
เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมาก็ถูกเขาปัดทิ้งไปทันที เขาไม่อาจปล่อยให้เดือดร้อนไปถึงอาจารย์ปู่ได้อีก
อาจารย์ปู่ช่วยเขามาสองครั้งแล้ว ถ้ามีครั้งที่สามอีก เช่นนั้นเขาก็ผิดต่อท่านเกินไปแล้ว
ฟางเหลียงกัดฟัน คิดจะเข้าร่วมการต่อสู้อีกครั้ง
“เซียนทองไท่อี่กลับมีความสามารถถึงเพียงนี้ได้ พวกเจ้าทั้งสองนับเป็นบุตรแห่งสวรรค์โดยแท้ แต่น่าเสียดาย พวกเจ้าล้วนต้องตาย!”
จักรพรรดิเซียนปีศาจวัวเอ่ยเยาะเย้ย เขาหัวเราะดังลั่น เสียงหัวเราะก้องสะท้อนไปทั่วทุกทิศทาง
จี้เซียนเสินผมเผ้าหลุดลุ่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม “คำพูดเช่นนี้ข้าได้ยินคนเอ่ยมานักต่อนักแล้ว! แต่ข้าไม่ตาย! พวกเขาต่างหากที่ตาย!”
เขายกสองมือขึ้นมา กระตุ้นอัสนีสวรรค์อันเจิดจ้า โจมตีสังหารด้วยพลังทำลายล้างโลกา
….
นับตั้งแต่ติดต่อกับจักรพรรดิสวรรค์ เวลาก็ผ่านพ้นไปอีกเจ็ดปี
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็ลืมตาขึ้น จิตใจเขากระวนกระวายอย่างน่าประหลาด
หรือจะเกิดเรื่องใดขึ้น
ด้วยตบะระดับเขา สัญชาตญาณจะแม่นยำยิ่ง มรรคจิตหนักแน่นมั่นคง ตามปกติไม่มีทางที่จะจิตใจกระวนกระวายอย่างไร้สาเหตุ
หานเจวี๋ยเรียกกล่องจดหมายออกมาตรวจดู ไล่อ่านลงไป เขาสังเกตเห็นจดหมายสองฉบับ
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจ โชคร้ายล่วงลับ โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจ โชคร้ายล่วงลับ โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ]
สองคนนี้ผูกพันกันจริงๆ เหมือนโจวฝานกับโม่ฟู่โฉวไม่มีผิด
น่าอนาถเหลือเกิน
หานเจวี๋ยตรวจดูค่าความสัมพันธ์ พบว่ารูปประจำตัวของคนทั้งสองยังอยู่ เช่นนั้นก็คงไม่เป็นไร
‘ยุ่งยากจริงๆ มหาเคราะห์มาแล้วยังจะหาเรื่องวุ่นวาย ตายอยู่ข้างนอกก็สมควรแล้ว!’
หานเจวี๋ยฮึดฮัด รู้สึกไม่พอใจฟางเหลียงอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตามเขายังคงใช้ระบบวิวัฒนาการ ทำนายว่าเป็นผู้ใดที่ช่วยพวกฟางเหลียงทั้งสองคนไว้
ไม่น่าเชื่อเลยว่าต้องถูกหักอายุขัยถึงแปดสิบล้านปี
หานเจวี๋ยอยากจะกระอักเลือดออกมานัก
ทว่าเขายังคงเลือกดำเนินการต่อ
หลังจากนั้น เขาก็รู้สึกพร่าเบลอ พลันมาปรากฏตัวขึ้นในอารามเต๋าแห่งหนึ่ง
วิญญาณของจี้เซียนเสินและฟางเหลียงลอยอยู่ในกระถางสำริดใบใหญ่ ภายในกระถางมีน้ำยาเดือดพล่าน ควันลอยโขมง
เงาร่างหนึ่งนั่งอยู่หน้ากระถางสำริด เมื่อหานเจวี๋ยเห็นชัดๆ ก็อดเบิกตากว้างไม่ได้
ตี้ไท่ไป๋!
ไม่สิ!
จักรพรรดิเซียนวัฏจักร!
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรรูปร่างหน้าตาเหมือนตี้ไท่ไป๋ สวมชุดนักพรตสีดำ ในดวงตามีตาดำสองคู่ จ้องมองพวกฟางเหลียงทั้งสองด้วยสีหน้าเฉยชา
“ตี้ไท่ไป๋ เหตุใดถึงเป็นเจ้า”
จี้เซียนเสินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ ตี้ไท่ไป๋มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าเซียนฝ่ายบุ๋นของวังสวรรค์ ในวังสวรรค์เรียกได้ว่าไม่มีผู้ใดไม่รู้จักเขา
ฟางเหลียงก็รู้สึกแปลกใจมากเช่นกัน
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเอ่ยอย่างสงบ “ข้ามิใช่ตี้ไท่ไป๋ แต่เป็นจักรพรรดิเซียนวัฏจักร”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรหรือ
ทั้งสองผงะไป เห็นได้ชัดว่ามิเคยได้ยินนามนี้มาก่อน
“อยากมีชัย ได้ครอบครองโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ ได้รับคุณสมบัติมรรคผลแห่งต้าหลัวหรือไม่” จักรพรรดิเซียนวัฏจักรถามด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
มรรคผลแห่งต้าหลัว!
วาจาช่างโอหังนัก!
จี้เซียนเสินเอ่ยถาม “เจ้าต้องการอะไร”
จักรพรรดิเซียนวัฏจักรกล่าวตอบ “สิ่งที่ข้าต้องการไม่มีในปัจจุบัน แต่อยู่ในอนาคตหลังจากมหาเคราะห์อีกหลายครั้งถัดไป”
“อนาคตอันใด”
“พวกเจ้าไม่ต้องสนใจหรอก พวกเจ้ารู้ไว้เพียงว่า ข้าช่วยให้พวกเจ้าแข็งแกร่งขึ้นได้ ขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้วว่าจะกล้าเข้าสู่เคราะห์หรือไม่”
จี้เซียนเสินและฟางเหลียงสบตากันแวบหนึ่ง
ทั้งสองต่างมองเห็นความไม่ยอมแพ้ในดวงตาของอีกฝ่าย
พวกเขาตอบอย่างพร้อมเพรียง “กล้า!”
ฉากสถานการณ์พังทลายลง
หานเจวี๋ยกลับสู่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน
เขาขมวดคิ้วแน่น จักรพรรดิเซียนวัฏจักรคิดจะทำอะไร
ถึงแม้จักรพรรดิเซียนวัฏจักรจะมีความประทับใจต่อเขา แต่เขายังคงหวาดระแวงในตัวของจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเสมอมา
คนผู้นี้กล้าปลอมตัวไปอยู่ข้างกายจักรพรรดิสวรรค์ได้ ต้องมีใจทะเยอะทะยานยิ่งนักเป็นแน่!
หานเจวี๋ยทำนายต่อ ‘ข้าอยากรู้ว่าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรช่วยพวกเขาเพราะเหตุใด!’
[ไม่สามารถวิวัฒนาการปัจจัยด้านจิตใจได้]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
กล่าวอีกอย่างคือ จักรพรรดิเซียนวัฏจักรไม่ได้เปิดเผยเหตุผล
หานเจวี๋ยเปลี่ยนวิธีการถาม ‘พุ่งเป้ามาที่ข้าหรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[พุ่งเป้าไปที่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ อีกตัวตนหนึ่งของท่าน]
ใบหน้าของหานเจวี๋ยเต็มไปด้วยความมึนงง
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเคยไปล่วงเกินจักรพรรดิเซียนวัฏจักรหรือ
หานเจวี๋ยจำไม่ได้เลยว่าตนเคยไปสาปแช่งจักรพรรดิเซียนวัฏจักรด้วย
คนผู้นี้คิดจะมาหาเรื่องงั้นหรือ
ในเมื่อพุ่งเป้าไปที่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เช่นนั้นก็ไม่เกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ยแล้ว
หานเจวี๋ยรู้สึกกระดากใจที่จะสาปแช่งจักรพรรดิเซียนวัฏจักร ถึงอย่างไรเขาก็รับสืบทอดมรดกของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร ทั้งแต่ก่อนตอนที่เป็นตี้ไท่ไป๋ อีกฝ่ายยังเคยช่วยเหลือเขาไว้มากมายอีกด้วย
เขาส่ายหน้า ไม่คิดมากอีก ฝึกบำเพ็ญต่อ
สถานการณ์วุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ แล้ว เขาต้องรีบไปให้ถึงระดับเทพในเร็ววัน มิเช่นนั้นจะปกป้องตัวเองไม่ได้
หลังจากยกระดับอาณาเขตเต๋า ผนวกกับความเร็วในการดูดซับแรงกรรมเพิ่มมากขึ้น ระดับความเร็วในการบำเพ็ญของหานเจวี๋ยมีอัตราความก้าวหน้ารวดเร็วยิ่ง
อาจจะบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏได้ในอีกไม่ช้า
….
ณ วังสวรรค์
ภายในอุทยานหลวง จักรพรรดิสวรรค์นั่งร่ำสุราอยู่ภายในศาลาหิน ผู้ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเขาคือจิ่งเทียนกงจากนิกายเจี๋ย
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการหรือ เราไม่รู้จักหรอก เราก็มีเรื่องอยากรบกวนเขาเช่นกัน”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ น้ำเสียงเอื่อยเฉื่อยสบายใจ
จิ่งเทียนกงเปิดปากกล่าว “เป็นไปไม่ได้กระมัง บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เข้ารีตมาร จักรพรรดิปีศาจอารมณ์แปรปรวน วังเทพเปลี่ยนนาย ในสี่กลุ่มมหาอิทธิพลมีเพียงฝ่าบาทที่รุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการต้องมีความเกี่ยวข้องกับฝ่าบาทอย่างแน่นอน วางใจเถิด ข้ามิได้มาหาเรื่องเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ข้าอยากย้ายไปอยู่ฝ่ายเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ”
“ฝ่าบาท ท่านซุ่มวางกลยุทธ์ในกระโจม[1] หากว่ามีความเกี่ยวข้องกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ โปรดแนะนำข้าสักหน่อยได้หรือไม่ ข้ามีจิตศรัทธาเลื่อมใสในตัวผู้อาวุโส ยินดีบุกน้ำลุยไฟเพื่อท่านผู้อาวุโส”
จักรพรรดิสวรรค์มีสีหน้านิ่งเฉย ทว่าครุ่นคิดอยู่ภายในใจ
จากที่กล่าวมาคล้ายว่าจะเป็นความจริง
แม้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะเคยสาปแช่งเขา แต่ก็ไม่เจ็บไม่คันเลยแม้แต่น้อย
หรือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะเกี่ยวข้องกับวังสวรรค์จริงๆ?
หรือว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคิดจะป้ายความผิดให้วังสวรรค์กันแน่?
จักรพรรดิสวรรค์ส่ายหน้า “เราไม่รู้จริงๆ”
จิ่งเทียนกงกัดฟันกล่าวว่า “ขอเพียงฝ่าบาทยอมช่วยแนะนำ มหาเคราะห์ครานี้ นิกายเจี๋ยย่อมให้ความช่วยเหลือวังสวรรค์อย่างแน่นอน!”
…………………………………………
[1] ซุ่มวางกลยุทธ์ในกระโจม ความหมายคือ หากวางแผนมาดี ต่อให้ผู้วางแผนไม่ได้อยู่กำกับดูแลก็สามารถเอาชนะศัตรูได้อยู่ดี
บทที่ 343
เมื่อเผชิญกับการรบเร้าของจิ่งเทียนกง จักรพรรดิสวรรค์ก็รู้สึกจนปัญญายิ่งนัก
เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นใคร!
พอจิ่งเทียนกงพูดแบบนี้ เขาก็ยิ่งคลางแคลงว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะมีแผนร้าย
เมื่อเวลาเนิ่นนานออกไป วังเทพ สำนักพุทธ วังปีศาจรวมถึงกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ ก็จะสงสัยในตัวเขาเช่นกัน
อีกทั้งก่อนหน้านี้เขาเคยปลุกระดมเผ่าพันธุ์อื่นให้อ้างชื่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไปกระทำเรื่องราวต่างๆ แต่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการกลับไม่รู้สึกโกรธ…
ยิ่งคิดสีหน้าจักรพรรดิสวรรค์ก็ยิ่งครึ้มลงเรื่อยๆ
จิ่งเทียนกงจ้องมองเขาอย่างรอคอยคำตอบ
ผ่านไปพักใหญ่
จักรพรรดิสวรรค์ก็กล่าว “เราไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นใคร ขอบใจมากสำหรับคำเตือนของเจ้า ทำให้เราตระหนักได้ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอาจมีความเกี่ยวข้องกับเรา”
จิ่งเทียนกงขมวดคิ้ว นี่ไม่ใช่คำตอบที่เขาต้องการ
“มิสู้เอาเช่นนี้เถอะ เจ้ามาช่วยเรา หากเราได้พบเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ จะแนะนำเจ้าให้เขาแน่นอน เจ้าแดนต้องห้ามอันธการชักใยมหามรรค ผู้นำกลุ่มอิทธิพลอย่างเราติดต่อเขาได้ง่ายกว่า เจ้าน่าจะรู้กระมัง” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยอย่างสบายๆ
จิ่งเทียนกงขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม ด่าอยู่ในใจว่าไอ้จิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์
….
เวลาผ่านพ้นไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยยังคงเป็นเช่นที่ผ่านมา เมื่อว่างจากฝึกบำเพ็ญ เขาก็จะหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู พลางตรวจดูจดหมายไปด้วย
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าปีศาจ] x124322
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผานซินสหายของท่าน]
[จั้งกูซิงสหายของท่านหลอมรวมเข้ากับแม่น้ำมรรคกระบี่ มรรคกระบี่เพิ่มพูน]
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านได้รับกายาโชคชะตา วิญญาณเกิดความเปลี่ยนแปลง]
[เจียงอี้สหายของท่านได้รับยอดสมบัติ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[โจวฝานสหายของท่านผ่านการสั่งสมประสบการณ์ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[จักรพรรดิเซียนวัฏจักรสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่อาฆาตของท่านสูญเสียสติสัมปชัญญะ เนื่องจากความเคียดแค้นชิงชังในตัวท่าน]
….
โอกาสวาสนามากมายนัก!
หลี่เต้าคงปะทะกับผานซินได้อย่างไร
ไม่ได้รับบาดเจ็บเลยด้วย!
คนผู้นี้พอมีฝีมืออยู่บ้าง!
หลี่เต้าคงเป็นคนหนึ่งที่บ้าระห่ำที่สุดในบรรดาสหายของหานเจวี๋ย แต่คนผู้นี้ก็เป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเลย
ดูเหมือนไม่ว่าจะปะทะกับใคร เขาก็ล้วนไม่ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น
สมกับที่เป็นศิษย์คนโตของนิกายเหริน
หานเจวี๋ยรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง
กราบหลี่เต้าคงเป็นอาจารย์ ก็ดูไม่เลวร้ายเท่าไรนัก
อย่างไรก็ตามรอให้มหาเคราะห์สิ้นสุดลงก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ หากว่ามหาเคราะห์สิ้นสุดลง หลี่เต้าคงยังมีชีวิตรอด และแข็งแกร่งยิ่งกว่าหานเจวี๋ย เช่นนั้นเขาจะพิจารณาดูอีกที
บางทีเมื่อถึงเวลานั้น หานเจวี๋ยคงไม่ต้องการอาจารย์แล้ว
อีกเรื่องคือ บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เพิ่งสูญเสียสติสัมปชัญญะเอาตอนนี้หรือ
ก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่
จะอาศัยความบ้าคลั่งล้างแค้นสรรพสิ่งหรือ
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์อันตรายอย่างมาก หากมีโอกาสควรเล่นงานเขาให้ตายจะดีกว่า
เขาไล่อ่านลงไปเรื่อยๆ ด้านวังสวรรค์ยังอยู่ท่ามกลางสงครามอันดุเดือด มหาเคราะห์ได้เปิดฉากขึ้นระยะหนึ่งแล้ว วังสวรรค์แทบไม่เคยหยุดพักเลย
เทพเซียนก็คือเทพเซียน ช่างมีความอดทนจริงๆ
หนึ่งเดือนผ่านไป หานเจวี๋ยเก็บหนังสือแห่งความโชคร้ายและฝึกบำเพ็ญต่อ
ฝึกไปได้ไม่กี่เดือน อู้เต้าเจี้ยนก็มาหาเขา
“นายท่าน ต้นฝูซังเริ่มสั่นไหวอีกแล้ว! มันบอกว่ามันรู้สึกกลัวมาก!”
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินก็ตรวจสอบหาผู้แข็งแกร่งในละแวกเกาะสำนักซ่อนเร้นตามสัญชาตญาณทันที แต่กลับไม่พบศัตรูเลยสักคน
เขาลุกขึ้นก้าวออกจากถ้ำ เดินไปหยุดใต้ต้นฝูซัง ศิษย์คนอื่นๆ ต่างรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ต่างพูดคุยและวิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
หานเจวี๋ยมองต้นฝูซังพลางเอ่ยถาม “มีตัวตนบางอย่างกำลังจับจ้องเจ้าเช่นเดียวกับที่ผ่านมางั้นหรือ”
ต้นฝูซังสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ราวกับกำลังสั่นขวัญแขวนอยู่ พลันตอบกลับมา “ข้าก็ไม่รู้…ข้ารู้สึกหวาดกลัวอย่างไม่มีสาเหตุ ข้าควบคุมความรู้สึกหวาดกลัวนี้ไม่ได้เลย…”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
จอมปีศาจคุกรัตติกาลก้าวออกมา เอ่ยว่า “เกรงว่าในแดนชำระบาปเก้าขุมคงมีบางสิ่งอยู่ น่าจะเกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์วิหค”
ต้วนหงเฉินเองก็เอ่ยว่า “ในแดนชำระบาปเก้าขุมมีวิญญาณวิหคร้ายอยู่จริงๆ เป็นไท่กู่หยวนเฟิ่งที่น่าหวาดกลัวเป็นที่สุด หลังดับสูญในมหาเคราะห์ ก็ถูกกักขังไว้ในแดนชำระบาปเก้าขุมมาโดยตลอด หากเป็นเขา เกรงว่า…”
คำพูดส่วนหลังเขาไม่ได้เอ่ยออกมา เผ่าหงส์เพลิงที่เข้าร่วมมหาเคราะห์เป็นสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าอยู่แล้ว ส่วนหงส์เพลิงในปัจจุบันนี้มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย สายเลือดไม่ยิ่งใหญ่เท่าในอดีต
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ข้ามีวิธีจัดการ”
พอพูดจบ เขาก็หันหลังจากไป
ศิษย์ที่เหลือต่างวิจารณ์กันต่อ
“แดนชำระบาปเก้าขุมแห่งนี้ยังไม่ปลอดภัยอีกหรือ”
“ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้เป็นหงส์เพลิงก็หาพวกเราไม่พบ”
“อาจารย์ปู่ยังไม่ตื่นตระหนกเลย พวกเจ้าจะกลัวกันไปไยเล่า”
“ฮ่าๆ ก็เหมือนเจ้าใหญ่เจ้ารองในอดีตอย่างไร มาแล้วอย่าคิดว่าจะหนีไปได้!”
“เจ้า หยุดเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้หรือไม่”
“ตอนนั้นท่านไก่เกือบจะได้เขมือบพวกเจ้าแล้ว!”
….
เมื่อกลับไปถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยเมินเฉยต่ออู้เต้าเจี้ยนที่ยังคงรู้สึกเป็นกังวลยิ่งนัก และเริ่มใช้ระบบวิวัฒนาการทันที
‘ข้าอยากรู้ว่าเป็นผู้ใดกันที่ทำให้ต้นฝูซังรู้สึกกังวล’
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ร้อนล้านปี…
บัดซบ!
ถามแค่ฐานะตัวตนก็ราคานี้แล้วหรือ เป็นไปได้สูงยิ่งนักว่าจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่!
หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อด้วยความรู้สึกกระสับกระส่าย
จิตรับรู้ของเขาพลันวิงเวียนพร่าเลือน
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เขาอยู่ในห้วงอวกาศมืดมิดแห่งหนึ่ง ที่นี่ยังคงเป็นแดนชำระบาปเก้าขุม แรงกรรมมหาศาลก่อตัวเป็นหมอกทึบแผ่ปกคลุมไปทั่ว มืดมิดยิ่งกว่าสถานที่ตั้งของเกาะสำนักซ่อนเร้นเสียอีก
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นอย่างรวดเร็วว่าในความมืดมิดเบื้องหน้ามีเสียงลมหายใจ
เขาหรี่ตามองเข้าไป จากนั้นก็ต้องตกใจจนสะดุ้งตัวโยน
ไม่น่าเชื่อว่านั่นจะเป็นดวงตาคู่หนึ่ง!
เพียงแค่ดวงตาก็มีขนาดใหญ่โตกว่าโลกเขย่าพิภพทั้งใบแล้ว แม้แต่จักรพรรดิเซียนแปดวัฏอย่างหานเจวี๋ยก็ยังไม่อาจมองเห็นทั่วทั้งร่างของมันได้ภายในคราวเดียว
ข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
[ไท่กู่หยวนเฟิ่ง: ไม่ทราบตบะ เจ้าแห่งแรงกรรม อดีตผู้นำเผ่าหงส์เพลิง เข้าร่วมมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งแรก ตัวตายมรรคผลสลาย ถูกมรรคาสวรรค์สะกดวิญญาณ ภายหลังถูกบรรพชนเต๋าต้อนเข้าสู่แดนชำระบาปเก้าขุม ทนรับความทรมานจากแรงกรรมมหาศาลไร้สิ้นสุด ไม่อาจพลิกสถานการณ์ได้อีกชั่วนิรันดร์]
เจ้าจักรวรรดิแห่งมหาเคราะห์ครั้งแรก!
หานเจวี๋ยมองจนหนังศีรษะรู้สึกชาหนึบ
เป็นผู้ยิ่งใหญ่จริงๆ ด้วย!
ถูกเขาจับจ้อง คงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับสู่โลกแห่งความจริงอีกครั้ง
หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจต่อ ‘ไท่กู่หยวนเฟิ่งจะหาเกาะสำนักซ่อนเร้นพบหรือไม่’
[ไม่พบ เขาถูกแรงกรรมพัวพันกาย ไม่อาจเคลื่อนไหวได้ อาณาเขตเต๋าปิดกั้นพลังจิตของเขา ต้นฝูซังมิได้มีแรงดึงดูดต่อเขามากนัก]
หานเจวี๋ยรู้สึกโล่งอกแล้ว
ก็จริง
แม้ต้นฝูซังจะเป็นต้นไม้เทพ แต่ในสายตาของผู้ทรงพลัง ไม่แน่ว่าจะมีแรงดึงดูดมากพอ
สาเหตุที่ต้นฝูซังรู้สึกหวาดกลัว คงเป็นเพราะสัญชาตญาณกระมัง
พอผ่านไปสักระยะหนึ่ง หลังจากมันปรับตัวได้ก็คงดีขึ้น
ทันใดนั้นหานเจวี๋ยพลันนึกไปว่าในแดนชำระบาปเก้าขุมสะกดจองจำผู้พ่ายแพ้ในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตเอาไว้ หากเป็นเช่นนั้นแล้วจะมีตัวละครในเทวตำนานจีนอยู่หรือไม่
แล้วไปเถอะ!
เกี่ยวอะไรกับข้าเล่า
ข้าจะทำตัวเป็นเด็กๆ ไม่ได้ เดี๋ยวจะตายได้ง่ายๆ
หานเจวี๋ยรีบเตือนสติตัวเอง เขาจะเอาความทรงจำในชาติก่อนมาวิเคราะห์เทวตำนานไม่ได้
ท้ายที่สุดแล้วตำนานก็มีไว้ให้ปุถุชนอ่านเท่านั้น เพิ่มเติมเสริมแต่งแฝงจุดประสงค์ไว้สารพัด ไม่อาจเชื่อถือได้ทั้งหมด
หานเจวี๋ยมองอู้เต้าเจี้ยน พลางเอ่ย “ไม่เป็นไร ข้าทำนายดูแล้ว ไม่มีทางเกิดอันตรายขึ้น หลังจากต้นฝูซังปรับตัวได้ก็จะดีขึ้นเอง”
อู้เต้าเจี้ยนได้ฟังก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาทันที
นางรีบลุกขึ้นวิ่งออกไป นำข่าวนี้ไปประกาศด้านนอก
ชาวสำนักซ่อนเร้นต่างเชื่อมั่นไม่คลางแคลงในตัวหานเจวี๋ยเลยแม้แต่น้อย หากเขาบอกว่าไม่อันตราย ก็ไม่มีทางเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอน
หลังจากต้นฝูซังรได้ฟังดังนั้น อาการสั่นเทาก็ลดน้อยลงมาก
หานเจวี๋ยเองก็ไม่คิดมากอีก ตั้งใจฝึกบำเพ็ญต่อ
ต้องมีสักวันที่เขาจะก้าวข้ามไท่กู่หยวนเฟิ่งไปได้
ไม่แน่ว่าหลังจากเขาดูดซับแดนชำระบาปเก้าขุมจนหมดเกลี้ยง ไท่กู่หยวนเฟิ่งอาจจะรู้สึกตื้นตันในตัวเขาอย่างมาก จนถึงขั้นยอมก้มหัวเป็นบริวารของเขาเลยก็เป็นได้!
แค่คิดก็รู้สึกว่าช่างเป็นฉากที่งดงามอย่างยิ่งแล้ว!
บทที่ 344
ห้าสิบปีผ่านไปในชั่วพริบตา
เซียนซีเสวียนกลับจากโลกเขย่าพิภพแล้ว หลังจากหาประสบการณ์อยู่แดนมนุษย์ ดูเหมือนนางจะตระหนักรู้บางสิ่งได้ รีบปิดด่านบำเพ็ญอย่างอดใจรอต่อไปไม่ไหว
ละครคั่นฉากเล็กๆ นี้ไม่ขัดต่อการบำเพ็ญหานเจวี๋ย
ตบะของหานเจวี๋ยเพิ่มพูนขึ้นมาก เข้าใกล้ระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
ตอนนี้สมองเขาเต็มไปด้วยจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ อัตราความถี่ในการตรวจดูจดหมายก็ลดน้อยลงมาก
ช่วงวิกฤตของมหาเคราะห์อาจกำลังมาเยือนก็เป็นได้ เขาจำเป็นต้องมีพลังสำหรับปกป้องตัวเอง
ต้าหลัวในแดนเซียนมีน้อยนิดยิ่งนัก เมื่อบรรลุถึงระดับเทพ ขอเพียงไม่วิ่งพล่านไปทั่ว ก็ตายได้ยากยิ่งนัก
แน่นอน ต่อให้รีบร้อนแค่ไหน หานเจวี๋ยก็ไม่ลืมภารกิจสาปแช่งหนึ่งครั้งทุกสิบปี
ภารกิจนี้ได้หยั่งรากฝังลึกไปเสียแล้ว และเพื่อให้การฝึกบำเพ็ญเป็นไปอย่างราบรื่นมั่นคง จะลืมไม่ได้เด็ดขาด
วันนี้ มีคลื่นพลังจิตของเจียงอี้แผ่ออกมาจากป้ายอีกาทองอีกครั้ง
หานเจวี๋ยคร้านจะสนใจ
เสียเวลาเปล่า
หากผู้อื่นวิ่งพล่านไปทั่วจนนำไปสู่ความตาย เทพเซียนระดับต้าหลัวก็ช่วยเหลือไม่ได้!
เขาบำเพ็ญต่อไป
มรรคจิตกล้าแกร่งดุจหินผา
….
ผ่านพ้นไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยสาปแช่งศัตรูพลางตรวจดูจดหมายไปด้วย
เขาอยากรู้ว่าเหล่าสหายงัดลูกไม้อันใดออกมาอีกบ้าง
[เจียงอี้สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง คุณสมบัติกายเสื่อมสูญ วิญญาณถูกสะกด]
[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามังกรแท้] x231110
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังเผ่ามังกรแท้]
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านถูกจักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านสะกดไว้]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านได้รับสมบัติลึกลับแห่งนิกายเจี๋ย ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[ซูฉีศิษย์ของท่านได้รับมหามรรคโชคร้าย]
[โจวฝานสหายของท่านได้รับการชี้ทางเบิกปัญญาจากผู้ทรงพลัง พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านกลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์]
….
วิ่งพล่านไปทั่วจริงๆ!
หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะด่าทอเจียงอี้อยู่ในใจ ไอ้คนไม่ได้ความ อยู่สงบๆ หน่อยไม่เป็นหรือ
เป็นถึงบุตรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งเผ่าเทพอีกาทอง ตอนนี้ใกล้จะกลายเป็นคนพเนจรไปแล้ว!
บุตรแห่งสวรรค์ต่อให้ยอดเยี่ยมแค่ไหนก็อดที่จะวิ่งพล่านไปทั่วไม่ได้!
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าวังสวรรค์เผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามังกรแท้
นี่มันเรื่องอะไรกัน
จักรพรรดิสวรรค์ก็มาจากเผ่ามังกรแท้ ถูกคนบ้านเดียวกันทำร้ายอย่างนั้นหรือ?
หรือว่าจะเกิดเรื่องกับวังสวรรค์
หลงเฮ่าถูกจักรพรรดิสวรรค์สะกด น่าจะทำเพื่อจัดการเฮ่าเทียน
เจ้าหนุ่มซูฉีมีฝีมืออยู่บ้าง ดูเหมือนจะอยากพลิกสถานการณ์ กลับมาครั้งหน้าต้องทำนายดูสักหน่อย ดูว่าปล่อยให้เขาเข้ามาได้หรือไม่ จะถูกเขาทำให้ซวยจนตายไม่ได้
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ
เมื่อเห็นสถานการณ์ของโจวฝาน เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยแขวะขึ้นมา
นี่คือพระเอกสินะ
บรรยายได้ด้วยศัพท์จากนิยายแฟนตาซีสี่คำ
น่าสะพรึงโคตร!
ยังมีหลี่เต้าคงอีกคน ในที่สุดเจ้าก็กลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์ ข้าใกล้จะทนมองต่อไปไม่ไหวแล้ว!
หานเจวี๋ยไล่อ่านลงไป รับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าแดนเซียนปั่นป่วนขึ้นเรื่อยๆ!
ดูเหมือนกำลังจะมีสงครามใหญ่อุบัติขึ้น!
หนึ่งเดือนต่อมา
หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ขึ้นมาติดต่อหาจักรพรรดิสวรรค์
กระแสจิตเชื่อมต่อกันอย่างรวดเร็ว
“ฝ่าบาท ช่วงนี้สบายดีไหมพ่ะย่ะค่ะ”
“ย่ำแย่”
น้ำเสียงจักรพรรดิสวรรค์เต็มไปด้วยความอ่อนล้า
เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยได้ยินน้ำเสียงเช่นนี้จากเขา หัวใจเขาเต้นแรงเล็กน้อย
จักรพรรดิสวรรค์ถอนหายใจพลางบอกเล่า “ระยะนี้ไม่ทราบว่าเป็นผู้ใดที่แพร่ข่าวออกไป บอกว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเกี่ยวข้องกับวังสวรรค์ ที่สำคัญคือลัทธิอันธการและเผ่าบรรพกาลที่ศรัทธาในตัวเจ้าแดนต้องห้ามอันธการพากันออกมาประกาศว่าจะร่วมเป็นร่วมตายไปกับวังสวรรค์ วังสวรรค์เผชิญกับการปิดล้อมโจมตีจากกลุ่มอิทธิพลที่มีความแค้นกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ จตุรทวารของวังสวรรค์อยู่ท่ามกลางสงครามอันปั่นป่วน เราก็ไม่รู้ว่าจะยื้อได้อีกนานแค่ไหน โชคดีที่เจ้าไม่ได้กลับมา”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
แม่เอ็งสิ!
ใครมันอ้างชื่อผู้เฒ่ามาหันดาบใส่คนของผู้เฒ่ากัน
หานเจวี๋ยรู้สึกโมโหขึ้นมาแล้ว เตรียมพร้อมสู้ตาย
เขาเอ่ยปลอบว่า “ฝ่าบาทยืนหยัดไว้นะพ่ะย่ะ สำนักพุทธยังเป็นพันธมิตรอยู่หรือไม่”
“สำนักพุทธก็เอาตัวแทบไม่รอดเช่นกัน วังสวรรค์ชักนำสิ่งอัปมงคลมากมายไร้สิ้นสุดจากแดนชำระบาปเก้าขุมเข้าโจมตีเขาหลิงซาน ได้ยินว่ามีพระพุทธองค์ดับสูญไปไม่น้อย ในมหาเคราะห์ครั้งก่อน สำนักพุทธล้างผลาญสิ่งมีชีวิตไปมากมายเหลือเกิน…สำนักพุทธอาจจะล่มสลายไปก่อนวังสวรรค์เสียด้วยซ้ำ”
หานเจวี๋ยเงียบไป
นี่มันเรื่องอะไรกัน
จอมวายร้ายอย่างสำนักพุทธพลาดท่า วังสวรรค์ที่เขาต้องการปกป้องก็กำลังจะพลาดท่าเช่นกันหรือ
เฮ่าเทียนถูกสะกดไว้แล้ว หรือว่าชะตากรรมจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอีก
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยกำชับหานเจวี๋ยสองสามประโยค แล้วค่อยตัดการเชื่อมต่อกระแสจิตไป
หานเจวี๋ยเอ่ยถามในใจ ‘ข้าอยากรู้ว่าวิกฤตการณ์ของวังสวรรค์ในปัจจุบันนี้เป็นแผนการของผู้ใด’
[ไม่สามารถวิวัฒนาการได้ มีปัจจัยเกี่ยวข้องมากเกินไป]
หานเจวี๋ยผงะไป
หมายความว่าอย่างไรกัน
ไม่ใช่แค่คนเดียวหรอกหรือ
หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย
หานเจวี๋ยถามต่อไป ‘เช่นนั้นข้าอยากรู้ว่าใครจะกลายเป็นผู้มีชัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันห้าร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
มากกว่าก่อนหน้านี้อีกอย่างนั้นหรือ
ดูเหมือนคนผู้นี้จะร้ายกาจยิ่งกว่าบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ จักรพรรดิปีศาจและเฮ่าเทียน!
จ่ายก็จ่าย!
หานเจวี๋ยกัดฟัน เลือกดำเนินการต่อ
จากนั้น จิตนึกคิดของเขาถูกดึงเข้าสู่ภาพลวงตาวิวัฒนาการอีกครั้ง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น พบว่าตนอยู่นอกชั้นฟ้าที่สามสิบสาม
พระราชวังที่อยู่ตรงหน้าคือวังหนี่ว์วา
เงาร่างหนึ่งยืนอยู่หน้าวังหนี่ว์วา หานเจวี๋ยหรี่ตาเพ่งมอง
นี่มิใช่จู่ถูผู้ก่อตั้งวังเทพหรอกหรือ
คนที่เปิดประตูแดนชำระบาปเก้าขุมก็คือเขา!
เขาคือผู้มีชัยสูงสุดหรือ
จู่ถูเปิดปากเอ่ย “อริยะ ท่านรับปากข้าแล้ว บอกว่าจะมอบตำแหน่งอริยะให้ข้า ยามใดถึงจะได้รับ”
มีเสียงสตรีแว่วออกมาจากวังหนี่ว์วา
“จู่ถู เงื่อนไขของข้าคือหากเจ้าได้รับชัยชนะ มิใช่กวาดล้างสรรพสิ่ง ตอนนี้ภูตผีเร่ร่อนในภพหยาง เวไนยสัตว์มอดม้วย เจ้ายังมีหน้ามาร้องขอตำแหน่งอริยะอีกหรือ เจ้าไม่หวั่นเกรงว่าบรรพชนเต๋าจะทราบเรื่องบ้างหรือ”
จู่ถูฟังแล้วกลับไม่รู้สึกตระหนกเลยแม้แต่น้อย เอ่ยเสียงเย็น “ข้านึกไว้แล้วว่าท่านต้องกลับคำ อริยะอย่างพวกท่านมักตระบัดสัตย์เสมอ หรือว่าตำแหน่งอริยะมีจำกัด ไม่อาจเพิ่มอริยะคนใหม่ได้กันเล่า หากเป็นเช่นนี้ ข้าจะกระตุ้นมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่ขึ้นมา แล้วข้าจะล้างบางอริยะเสีย! ”
“ข้าจะมอบโอกาสให้ท่านสักครั้งแล้วกัน สนับสนุนข้าซะ มิเช่นนั้น ข้าจะจัดการท่านเป็นรายแรก!”
หานเจวี๋ยแทบหลุดปากตะโกนด่าออกไป
กวาดล้างสรรพสิ่งอีกแล้วหรือ!
พวกเจ้าประสาทหรือไรกัน
แย่งชิงโชคชะตาก็แย่งไปสิ ไยต้องกวาดล้างผู้อื่นด้วย
จู่ถูผู้นี้ธาตุไฟเข้าแทรกจนเข้ารีตมารหรืออย่างไร ถึงได้โหดเหี้ยมเช่นนี้
ขณะที่หานเจวี๋ยคิดจะรอฟังคำตอบจากอริยบุคคล ฉากทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้าก็พลันพังทลายลง
เมื่อกลับสู่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็รู้สึกสับสนว้าวุ่น
ช่วยช่วยเหลือสรรพสิ่ง หรือคิดหาทางช่วยวังสวรรค์ก่อนดี
เฮ้อ!
ข้าเป็นเพียงผู้พากเพียรบำเพ็ญเท่านั้น ไม่คิดเข้าสู่เคราะห์ แล้วเหตุใดต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่เช่นนี้อยู่เสมอเล่า
บรรพชนเต๋า เพื่อปกป้องมรรคาสวรรค์ของท่าน ผู้เยาว์ทุ่มเทเต็มที่แล้วจริงๆ
หานเจวี๋ยรู้สึกทุกข์ระทมใจ ดูเหมือนต่อไปยังต้องสาปแช่งจู่ถูด้วย
แม้จู่ถูจะไม่ได้มีความเกลียดชังต่อเขา แต่คนผู้นี้คิดจะทำลายล้างสรรพสิ่ง ไม่ช้าก็เร็วจะต้องเดือดร้อนไปถึงผู้คนที่เขาห่วงใย ไม่แน่ว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็คงยากจะหลีกหนีความตายพ้น
อย่างไรก็ตามภารกิจเร่งด่วนคือคิดหาทางเพื่อวังสวรรค์
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครึ่งค่อนวัน ก็ยังหาทางจัดการไม่ได้
แล้วไปเถอะ
ได้แต่ฝึกบำเพ็ญต่อไปก่อน วันหน้าค่อยว่ากันอีกครั้ง
หานเจวี๋ยคิดไม่ออก จึงคร้านจะคิดต่อแล้ว มิใช่ว่าเขาไร้น้ำใจ แต่เขาไร้ความสามารถ
เขาคงไปร่วมลงหลุมกับวังสวรรค์ตอนนี้ไม่ได้กระมัง
….
สิบปีผ่านไป
เทพเซียนวังสวรรค์ไม่เผชิญกับการโจมตีอีก ในจอค่าความสัมพันธ์ เหล่าสหายวังสวรรค์ของเขาก็ล้มตายไปไม่มาก
หานเจวี๋ยนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาเพื่อสอบถามสถานการณ์
เสียงหัวเราะของจักรพรรดิสวรรค์แว่วออกมา “ฮ่าๆๆ วิกฤตคลี่คลายแล้ว นิกายฉ่านและนิกายเจี๋ยให้ความช่วยเหลือ ประกอบกับมีสองศิษย์จากนิกายเหริน เท่ากับวังสวรรค์ได้รับการค้ำจุนจากสำนักเต๋าทั้งสำนัก ทำให้กลุ่มอิทธิพลเหล่านั้นพากันล่าถอยไป”
เมื่อหานเจวี๋ยได้ฟังก็รู้สึกโล่งอก
ครั้นพอถึงเวลาจริงๆ
ต่อให้ไม่มีเขา มรรคาสวรรค์ก็ยังสามารถดำเนินต่อไปได้
กลับเป็นเขาที่เอาแต่ห่วงพะวงถึงวังสวรรค์ ความเร็วในการบำเพ็ญจึงเชื่องช้าลงเล็กน้อย
เสียงของจักรพรรดิสวรรค์แว่วออกมาอีกครั้ง “ใช่แล้ว เราอยากถามเจ้า เจ้ารู้จักเจ้าแดนต้องห้ามอันธการหรือไม่ หรือว่าเขาก็คืออาจารย์ผู้อยู่เบื้องหลังเจ้า”
บทที่ 345
หืม? จักรพรรดิสวรรค์ทราบเรื่องแล้วอย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้!
หานเจวี๋ยรู้สึกกระวนกระวายใจ ก่อนจะยิ้มและกล่าวว่า “ถูกต้อง ข้านี่แหละคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวยิ้มๆ ว่า “เราเชื่อ”
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างจนใจ “ฝ่าบาท ข้าเลี่ยงเคราะห์มาตลอด หากข้าเกี่ยวข้องกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจริง ป่านนี้ข้าไม่ก้าวสู่เคราะห์ ไปแล้วหรอกหรือ จากนิสัยของข้า หากมีอาจารย์เช่นนั้น คงต้องหนีไปให้ไกล”
เมื่อจักรพรรดิสวรรค์ได้ฟังเช่นนั้น ก็คิดว่ามีเหตุผล จึงกล่าวต่อ “สี่กลุ่มอิทธิพลใหญ่ระดับเจ้าผู้ปกครองแห่งแดนเซียน นอกจากเราแล้วอีกสามกลุ่มที่เหลือล้วนประสบหายนะทั้งสิ้น เจ้าแดนต้องห้ามอันธการอาจจะเกี่ยวข้องกับวังสวรรค์ หรืออาจคิดร้ายต่อวังสวรรค์ก็เป็นได้”
หานเจวี๋ยคิดอยู่ลึกๆ ว่าไม่ดีเลยสักทาง ‘แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไรเล่า สาปแช่งให้ท่านเป็นบ้าไปเสียเลยดีหรือไม่’ หานเจวี๋ยรู้สึกขุ่นเคืองในใจ แต่ก็ไม่กล้าแสดงออก
เขาพูดต่อ “เป็นไปได้มากว่าจะเป็นการก่อกบฏ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการวางแผนประทุษร้ายทั่วทั้งแดนเซียน พวกเราต้องวางแผนรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด อย่าชะล่าใจว่าเขาอาจก่อการเพียงคนเดียว”
จักรพรรดิสวรรค์แย้มยิ้มและกล่าว “มีเหตุผล คิดเหมือนกับเราเลย ไม่ว่าอย่างไร หากได้รับความช่วยเหลือจากสำนักเต๋า กลุ่มอิทธิพลทั่วทั้งแดนเซียนก็คงไม่ปักใจเชื่อว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการมาจากวังสวรรค์ เพราะวังสวรรค์ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำเช่นนั้น และตอนนี้วังสวรรค์ก็ถือเป็นกลุ่มอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!”
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าจักรพรรดิสวรรค์รู้สึกดีใจมาก
ดูเหมือนว่าความช่วยเหลือจากสำนักเต๋าจะทำให้จักรพรรดิสวรรค์มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
“ฝ่าบาท อย่างไรเสียก็ต้องระวังเอาไว้หน่อย ตั้งแต่ข้าเข้าร่วมวังสวรรค์เป็นต้นมา พันธมิตรเหล่านี้แปรพักตร์ไปแล้วตั้งเท่าไร” หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะกล่าวเตือน
จักรพรรดิสวรรค์นิ่งเงียบไป พลันรู้สึกอึดอัดใจเล็กๆ
หานเจวี๋ยถาม “สถานการณ์ของเฮ่าเอ๋อร์ เป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่มีปัญหาใหญ่อะไร เพียงแต่เรายังหาดวงวิญญาณอื่นในร่างของเขาไม่เจอ จึงทำได้แค่กักบริเวณเขาเท่านั้น”
“เวลาปกติก็ระวังไว้ให้ดี หากเป็นเฮ่าเทียนจริงๆ คงจะไม่ดีแน่”
“เราเข้าใจ เจ้าไม่ต้องกังวล”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ทั้งสองตัดการเชื่อมต่อกระแสจิต ยุติการสนทนา
วังสวรรค์ไร้เรื่องราว หานเจวี๋ยก็สบายใจ ส่วนเรื่องที่จักรพรรดิสวรรค์สงสัยว่าเขาเกี่ยวข้องกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เรื่องนั้นก็ไม่เป็นอะไร ปล่อยให้เขาสงสัยไปเลยตามสบาย จักรพรรดิสวรรค์ไม่อยากเชื่อว่าเขาเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ซึ่งนั่นก็ถือเป็นเรื่องปกติ จากมุมมองของจักรพรรดิสวรรค์ ก็คงไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดเจ้าแดนต้องห้ามอันธการถึงได้อ่อนแอถึงเพียงนี้
หานเจวี๋ยไม่เพียงแต่ต้องพึ่งพาหนังสือแห่งความโชคร้าย แต่ยังต้องพึ่งพาระบบ พึ่งอาณาเขตเต๋า ผสานสารพัดกลวิธีเพื่อให้ศัตรูที่ถูกเขาสาปแช่งนั้นสาวมาไม่ถึงตัว หรือแม้กระทั่งคาดเดามาไม่ถึงตัวเขา
แม้ว่าซวีหวงจะเดินทางย้อนอดีตกลับไป ก็สามารถถูกหานเจวี๋ยควบคุมเอาไว้ได้ สิ่งที่หานเจวี๋ยต้องทำในตอนนี้คือทกใจให้สงบและฝึกบำเพ็ญ เขาต้องกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน ถึงจะสามารถปัดเป่าความคลางแคลงใจของจักรพรรดิสวรรค์ไปได้อย่างหมดจด
อีกด้านหนึ่ง ณ ตำหนักแห่งหนึ่งในวังสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์วางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง และจมจ่อมอยู่ในห้วงความคิด “หากไม่เกี่ยวข้องกับเขา และจะเป็นใครได้อีก ลูกๆ ของเราไม่จำเป็นต้องช่วยเหลือเราเช่นนี้ก็ได้ ความสามารถของพวกเขามีมากน้อยเพียงใด เราเองก็รู้ดี เช่นนั้นก็เหลือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการต้องการใส่ร้ายเรา”
หลังจากจักรพรรดิสวรรค์คิดตก แววตาของเขาก็ฉายแววเย็นยะเยือกออกมา
แม้ว่าเกือบจะถูกแผนการของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจัดการจนเพลี่ยงพล้ำ แต่วังสวรรค์ก็ได้รับความช่วยเหลือจากสำนักเต๋าเพราะเหตุนี้เอง ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องดี
“ไม่สิ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการต้องมีแผนรับมือกับเรื่องนี้เป็นแน่ เราต้องหายอดสมบัติที่สามารถป้องกันพลังแห่งคำสาปแช่งของเขาให้ได้” จักรพรรดิสวรรค์คิดได้ดังนั้น ก็ลุกขึ้นแล้วจากไปทันที
…
เจ็ดปีต่อมา
การบำเพ็ญตบะของหานเจวี๋ยถูกขัดจังหวะอีกครั้ง เจียงอี้ส่งอีกาทองมาติดต่อหาเขาอีกแล้ว จำได้ว่าตนเคยปฏิเสธเจียงอี้ไปก่อนหน้านี้ หานเจวี๋ยหยิบป้ายอีกาทองออกมา
“มีอันใดหรือ”
“ทำไมก่อนหน้านี้ท่านไม่สนใจข้าเลยล่ะ”
“ท่านจะมาลากข้าไปที่หุบเหวสมุทรแดนเทพอีกแล้วหรือ ข้าไม่อยากถูกรุมกระทืบกับท่านหรอกนะ”
“ท่าน…ไม่เชื่อใจข้าขนาดนั้นเชียวหรือ”
“งั้นท่านก็พูดมา คราวนี้มีอะไรอีกเล่า โอกาสวาสนาหรือจะให้ช่วยหากำลังเสริม”
“ข้า…อยากได้กำลังเสริม”
“…”
หานเจวี๋ยหมดคำพูด เขาเอ่ยถามด้วยความโมโห “เผ่าเทพอีกาทองเพิ่งก้าวขาออกไป ท่านก็ก่อเรื่องแล้วหรือ”
เจียงอี้กัดฟันพูด “คราวนี้เรื่องใหญ่จริงๆ สำนักพุทธขอความช่วยเหลือจากกลุ่มอิทธิพลลึกลับที่หุบเหวสมุทรแดนเทพ ข้าบังเอิญไปพบเข้า ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าอาจารย์ของข้า ป่านนี้ข้าคงถูกฆ่าตายไปแล้ว ตอนนี้ถูกของวิเศษสกัดเอาไว้อยู่ ทรมานเหลือเกิน รีบมาช่วยข้าที”
หานเจวี๋ยถามด้วยความแปลกใจ “พวกเขาไม่ได้ชิงป้ายอีกาทองของท่านไปหรอกหรือ”
“ข้าเก็บซ่อนชิ้นส่วนของป้ายอีกาทองไว้ในส่วนลึกของวิญญาณข้า พวกเขาไม่มีทางจับสังเกตได้”
“ก็ได้ ข้าจะขอให้จักรพรรดิสวรรค์ช่วยเหลือเดี๋ยวนี้”
“ขอบใจท่านมาก สหาย ท่านช่วยเหลือข้ามาสองครั้งสองครา นับแต่นี้ต่อไปท่านคือสหายที่ดีที่สุดของข้า”
“ไม่ต้อง ข้ากลัวท่านจะส่งโอกาสวาสนามาให้ข้าอีก”
“อะแฮ่ม อนาคตไม่มีอะไรแน่นอน อย่าเพิ่งอวดตัวไป”
“เหอะๆ”
หานเจวี๋ยตัดการติดต่อทางพลังจิต จากนั้นหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ขึ้นมาและแจ้งข่าวให้กับจักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์ตอบตกลงในทันที เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าสำนักพุทธคิดจะทำการไม่ซื่ออะไร เขาคอยระแวดระวังสำนักพุทธอยู่เสมอ
หานเจวี๋ยวางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง แล้วบิดขี้เกียจ
อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น “นายท่าน อีกาทองที่ติดต่อมาหาท่านเมื่อครู่ คือบุตรแห่งสวรรค์ลำดับที่หนึ่งหรือ”
เรื่องราวของเจียงอี้นางเคยได้ยินมาจากจอมปีศาจคุกรัตติกาลและคนอื่นๆ ทั้งยังรู้ถึงที่มาที่ไปของเจ้าใหญ่และเจ้ารองดี ดังนั้นเมื่อได้ข่าวว่าอีกาทองบุตรแห่งสวรรค์ลำดับที่หนึ่งเคารพนบนอบต่อหานเจวี๋ยถึงเพียงนี้ นางก็พลันรู้สึกอัศจรรย์อย่างยิ่ง
อีกาทอง ที่แท้ก็แค่นี้เองสินะ!
หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “เจ้าก็ได้ยินเหมือนกันสินะ นี่แหละคือจุดจบของการผจญภัยทุกรูปแบบ เจ้าหมอนี่เอาแต่บอกว่ามีโอกาสวาสนาครั้งใหญ่ ข้าก็ไม่ไป ตอนนี้ข้าก็ยังสุขสบายดี แต่เขาเฉียดความตายมาหลายครั้งหลายคราแล้ว”
อู้เต้าเจี้ยนกล่าวพยักหน้าพลางกล่าวอย่างจริงจัง “มีแต่นายท่านที่มองได้อย่างทะลุปรุโปร่งที่สุด มรรคจิตของนายท่านนี่แหละคือสิ่งที่ผู้บำเพ็ญเต๋าพึงมี หากว่าชาวโลกล้วนเป็นเช่นนายท่าน จะเกิดมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตได้อย่างไร”
หานเจวี๋ยพยักหน้า และระเบิดเสียงหัวเราะออกมา คำพูดนี้ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว น่าเสียดายที่ทุกคนไม่ได้มีคุณสมบัติเหมือนกับพวกเรา คุณสมบัติแย่ ก็ทำได้เพียงแสวงหาโอกาสเท่านั้น
หานเจวี๋ยไม่พูดมาก ฝึกบำเพ็ญต่อไป ตอนนี้ความเร็วของแรงกรรมที่แปรเปลี่ยนเป็นตบะนับวันยิ่งรวดเร็วขึ้น จนถึงขั้นที่รวดเร็วยิ่งกว่าการบำเพ็ญดูดซับปราณของหานเจวี๋ยเสียอีก
นี่ถือว่าเป็นเรื่องดี แรงกรรมของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรมหาศาลจนไม่อาจเทียบ บวกกับแรงกรรมที่แผ่ซ่านไปนอกเกาะ เรียกได้ว่าไม่มีที่สิ้นสุด
หานเจวี๋ยยังสามารถใช้โอกาสนี้ คืนเอกภพอันสุกใสให้แก่มรรคาสวรรค์ เมื่อถึงเวลา มรรคาสวรรค์จะต้องตอบแทนบุญคุณของเขาอย่างใหญ่หลวง!
…
ชั่วพริบตาก็ผ่านไปยี่สิบปี
หานเจวี๋ยเข้าใกล้ระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏมากขึ้นเรื่อยๆ เขามีลางสังหรณ์ว่า ความเร็วในการทะลวงระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏนั้นคงจะรวดเร็วยิ่งกว่าการทะลวงระดับของจักรพรรดิเซียนแปดวัฏมากมายนัก
วันนี้้ หานเจวี๋ยก็ยังคงสาปแช่งศัตรูเช่นเคย เจียงอี้ยังคงติดต่อหาเขาอีกครั้ง
หานเจวี๋ยเชื่อมต่อพลังจิต
“ขอบใจมากสหาย ข้าได้รับความช่วยเหลือแล้ว ผู้นำตระกูลของพวกเราเองก็รู้สึกขอบคุณท่านอย่างมาก พวกเขากล่าวว่าท่านจะเป็นมิตรของเผ่าเทพอีกาทองไปชั่วนิจนิรันดร์ นอกจากเรื่องนี้แล้ว ท่านยังรับเลี้ยงบุตรชายหญิงสองคนของตี้หงเย่อีก ท่านผู้นำตระกูลรู้สึกซาบซึ้งใจมาก อนุญาตให้พวกเขากลับสู่ตระกูล เพื่อดื่มด่ำกับการปรนนิบัติในฐานะบุตรแห่งสวรรค์”
เจียงอี้กล่าวด้วยรอยยิ้ม เมื่อพูดถึงตอนท้าย เขาก็รู้สึกภาคภูมิใจนิดๆ ราวกับกำลังรอให้หานเจวี๋ยเอ่ยชมเขาอยู่
หานเจวี๋ยปฏิเสธอย่างอ้อมๆ “ไม่เป็นไร ปล่อยให้พวกเขาอยู่กับข้าดีกว่า ไว้มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตสิ้นสุดเมื่อไรค่อยให้พวกเขากลับไป”
“อีกทั้ง บัดนี้มหาเคราะห์ได้มาเยือนแล้ว ไม่ว่าใครก็ล้วนปกป้องตัวเองได้ยาก”
“พอกลับไปแล้วท่านก็ฝึกบำเพ็ญให้ดีล่ะ ข้าจะไม่ปิดบังท่านอีก ข้าพิชิตระดับจักรพรรดิเซียนห้าวัฏได้แล้ว ก่อนหน้านี้เพียงแต่ไว้หน้าท่านเท่านั้น ทว่าข้าไม่อาจทนเห็นท่านทุกข์ทรมานได้อีกต่อไป หลังจากลังเลอยู่นาน ก็เลยตัดสินใจว่าควรจะบอกเรื่องนี้กับท่านดีกว่า นี่ ฟังอยู่หรือเปล่า เจียงอี้ ท่านตายไปแล้วหรือ”
หานเจวี๋ยรู้สึกแปลกใจนัก เหตุใดคนผู้นี้ถึงไม่พูดไม่จา