336-340
บทที่ 336
เงาดำยกมือขึ้น นับนิ้วทำนายต่อไป
ทำนายอยู่สักพัก เขายังคงทำนายหาจุดผิดปกติไม่ได้
พลังจิตกวาดผ่านไปทุกซอกทุกมุมของแม่น้ำปรโลกสายนี้ นอกจากสิ่งอัปมงคลร่อนเร่พนเจรแล้ว ก็ไม่พบเป้าหมายที่เขาต้องการเลย
เขาถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง พลันเลือนหายไปจากจุดเดิม
อีกด้านหนึ่ง หานเจวี๋ยยุ่งอยู่กับการแสดงธรรม ไม่สนใจโลกภายนอก
ตั้งแต่ระดับต้าหลัวลงมา แทบไม่มีทางหาอาณาเขตเต๋าพบ ดังนั้นตามปกติเขาจึงไม่ต้องตรวจสอบสภาพแวดล้อมรอบข้างตลอดเวลา
หนึ่งปีผ่านไป
หานเจวี๋ยเอ่ยปากขึ้น “จากนี้ไปพวกเจ้าจงรักษาจิตตั้งมั่นเพียรบำเพ็ญไว้ อย่าได้เกียจคร้าน ถึงแม้พลังวิเศษอันยิ่งใหญ่ของข้าจะซ่อนเร้นเกาะนี้จากกลไกสวรรค์ แต่ในอนาคตจะต้องมีศัตรูที่แข็งแกร่งหรือหายนะที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นปรากฏขึ้นอีกอย่างแน่นอน พวกเจ้าจำเป็นต้องฝึกฝนให้ดี วันหน้าจะได้ช่วยกันรับมือศัตรูจากภายนอก ข้าหวังว่าสักวันหนึ่ง ข้าจะได้ร่วมมือกับพวกเจ้าแสวงหามหามรรค!”
แสวงหามหามรรค!
เมื่อได้ยินห้าคำนี้เลือดลมของทุกคนต่างพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
หากเป็นคนอื่นพูดประโยคนี้ พวกเขาอาจไม่เชื่อ แต่เมื่อออกจากปากหานเจวี๋ย กลับเต็มไปด้วยความน่าเชื่อถือ
คุณสมบัติของหานเจวี๋ยแข็งแกร่งอย่างไร้เหตุผล ติดตามหานเจวี๋ย พวกเขาแทบไม่เคยลำบากเลย
ตรงกันข้ามหากแยกตัวจากหานเจวี๋ย จะพบพานความโชคร้ายอยู่ร่ำไป
หานเจวี๋ยลุกขึ้นแล้วจากไป พร้อมกับลากหลี่ว์ฮว่าซวีเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ
อยู่ร่วมกันมานานหลายปี หลี่ว์ฮว่าซวียอมรับว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของสำนักซ่อนเร้นไปแล้ว
หานเจวี๋ยไม่สนใจอดีตชาติของพวกเขา มองเพียงปัจจุบัน
หากในอนาคต มหาจักรพรรดิจื่อเวยเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น เช่นนั้นก็ถือเป็นเรื่องดี
เมื่อกลับไปที่ถ้ำ หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญพลางส่งจิตนึกคิดเข้าสู่โลกอนธการ สังเกตการณ์บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
ภายใต้ปราณอนธการที่ท่วมท้น มีเพียงส่วนเล็กๆ ของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรเท่านั้นที่เปลี่ยนเป็นสีม่วง
ถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไป หากต้องการควบคุมบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรให้ได้อย่างสมบูรณ์ คงต้องรอไปอีกนาน
เร็วหน่อยก็หลายร้อยปี ช้าหน่อยก็หลักพันปี
หานเจวี๋ยหวังเพียงว่าการทะลวงระดับตบะของตนจะสามารถยกระดับให้สามารถควบคุมบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรได้เร็วขึ้น
….
วันเวลาผันผ่านไป แม้ว่าปวงสวรรค์หมื่นโลกาจะเผชิญกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตแล้ว แต่เวลายังคงดำเนินต่อไป
แรงกรรมในแดนเซียนเริ่มลามไปสู่หมื่นพันโลกาแล้ว ไอเซียนค่อยๆ หายจากแดนเซียนไปเรื่อยๆ และสงครามก็ขยายตัวลุกลามไปเรื่อยๆ เช่นกัน
สามสิบปีผ่านไป
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจอยู่ จู่ๆ ก็เห็นจดหมายฉบับหนึ่ง
[จักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่านจิตสังหารเริ่มแปดเปื้อนมรรคผลแห่งต้าหลัว เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]
หานเจวี๋ยเดาะลิ้น
เจ้าไม่บ้าแล้วผู้ใดจะบ้าเล่า
สำหรับจักรพรรดิปีศาจ หานเจวี๋ยลงมืออย่างไม่ปรานี ความเกลียดชังระดับ 6 ดาวนี้เข้าขั้นไม่ตายไม่เลิกราแล้ว
พูดขึ้นมาแล้ว นอกจากที่ตำหนักเอกอนันต์ หานเจวี๋ยก็ไม่เคยพบจักรพรรดิปีศาจอีกเลยและไม่เคยแม้พูดคุยกันสักประโยคด้วย
ถ้าจะโทษก็ต้องโทษรัชทายาทเทียนเจ๋อ บุตรชายที่ไม่ได้เรื่องคนนั้นของจักรพรรดิปีศาจ
รัชาทายาทเทียนเจ๋อนำความเดือดร้อนมาให้หานเจวี๋ย หานเจวี๋ยสังหารเขา ล่วงเกินจักรพรรดินีปีศาจชิงชิวผู้เป็นมารดาของเขา ระดับความเกลียดชังสูงลิ่ว หานเจวี๋ยจึงจำเป็นต้องสังหารจักรพรรดินีปีศาจชิงชิว ทำให้ล่วงเกินจักรพรรดิปีศาจอีกต่อหนึ่ง
ต้องจองเวรจองกรรมไปถึงไหนกัน
ถึงอย่างไรหานเจวี๋ยก็ไม่ทางยอมลงให้อยู่แล้ว
ต้องทำให้ศัตรูยอมก้มหัวต่างหาก!
หานเจวี๋ยไม่คิดมากอีก ตรวจดูจดหมายต่อไป
ครึ่งปีผ่านไป
หานเจวี๋ยรับรู้ถึงบางอย่างได้ จึงหยิบป้ายอีกาทองออกมา
ที่แท้เจียงอี้ก็ติดต่อมาหาเขา
หานเจวี๋ยส่งพลังจิตเข้าไปในป้ายอีกาทอง เอ่ยถาม “มีเรื่องใดหรือ”
เจียงอี้เอ่ยตอบ “ท่านมาช่วยข้าได้หรือไม่”
“ไม่ได้”
ทั้งสองคนต่างเงียบไป
หานเจวี๋ยนึกถึงไมตรีที่เจียงอี้มีต่อตน จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “ท่านถูกผู้ใดจับไป เหตุใดท่านจึงตกอยู่สภาพเดียวกับเต้าจื้อจุนได้เล่า”
เจียงอี้ถามด้วยความแปลกใจ “ท่านรู้จักเต้าจื้อจุนด้วยหรือ”
“เขาก็เคยมาขอความช่วยเหลือจากข้าเช่นกัน ข้าทำได้เพียงขอให้จักรพรรดิสวรรค์ไปช่วยเขา ตอนนี้เขาเข้าร่วมกับวังสวรรค์แล้ว ท่านยินดีจะเข้าร่วมกับวังสวรรค์ด้วยหรือไม่”
เจียงอี้เงียบไปอีกครั้ง
เขารู้สึกอับอายเป็นอย่างมาก
ครานั้นพยายามชักชวนหานเจวี๋ยให้ออกจากแดนเซียนด้วยกัน หลังจากหานเจวี๋ยปฏิเสธเขา เขายังดูหมิ่นหานเจวี๋ยอยู่เลย
ส่วนตอนนี้…
เจียงอี้แสร้งกะแอมคราหนึ่ง เอ่ยว่า “ข้าไม่ได้ถูกจับ ข้าเพียงถูกกักขัง ที่นี่คือแดนต้องห้ามลึกลับแห่งหนึ่ง ข้าหนีออกไปไม่ได้ ทำได้เพียงมาขอความช่วยเหลือ”
หานเจวี๋ยถามด้วยความแปลกใจ “ท่านสามารถติดต่อหาข้าได้ แล้วเหตุใดจึงไม่ติดต่อไปหาเผ่าเทพอีกาทอง”
“ป้ายคำสั่งที่ข้ามอบให้ท่านเป็นสมบัติวิเศษสำหรับติดต่อระดับสูงสุด ป้ายคำสั่งคู่นี้สามารถติดต่อสื่อสารหากันเองได้เท่านั้น ป้ายคำสั่งอื่นๆ ระดับต่ำเกินไป ข้าติดต่อเผ่าเทพอีกาทองไม่ได้”
“โอ้ เช่นนั้นท่านอยู่ที่ใด”
“ข้าอยู่ในบึงลึกมืดมิดแห่งหนึ่งของแดนเทพหวนปัจฉิม”
“ข้าจะช่วยติดต่อเผ่าเทพอีกาทองให้ท่านแล้วกัน ข้าไปช่วยท่านไม่ได้ พลังของข้าอ่อนด้อยถึงเพียงนี้ ถึงไปก็ตายเปล่า”
“ขอบใจมาก…”
เจียงอี้อยากด่าหานเจวี๋ยยิ่งนัก แต่ก็ไม่มีหน้าไปด่าอีกฝ่ายได้อยู่ดี
หานเจวี๋ยไม่ได้ติดค้างอะไรเขา
หลังตัดการเชื่อมกระแสจิต เขาหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาติดต่อหาจักรพรรดิสวรรค์ ต้องการให้จักรพรรดิสวรรค์ช่วยแจ้งต่อเผ่าเทพอีกาทอง
จักรพรรดิสวรรค์ตอบรับอย่างว่องไว สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างหานเจวี๋ยและเจียงอี้ จักรพรรดิสวรรค์กลับไม่นึกสงสัยเลย
ก็ถูกแล้ว เจียงอี้มาเยือนโลกมนุษย์ในความดูแลของวังสวรรค์เป็นประจำ ต้องมีสายสัมพันธ์กับจักรพรรดิสวรรค์แน่นอน
หานเจวี๋ยเก็บป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ เอ่ยในใจ ‘ข้าทำเต็มที่แล้ว ท่านภาวนาให้ตัวเองมากๆ หน่อยแล้วกัน’
เขาส่ายหน้า
เขาไม่เข้าใจความคิดของคนอย่างเจียงอี้เลย
เป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าเทพอีกาทองชัดๆ ยังวิ่งพล่านไปทั่วอีก ปิดด่านบำเพ็ญอย่างสงบเสงี่ยมไม่ได้หรือไร
จนถึงตอนนี้ ตบะของเจียงอี้ก็เพิ่งบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนสองวัฏเท่านั้น
หลังทะลวงถึงระดับจักรพรรดิ เขาตระเวนไปทั่วอยู่ตลอด ทำให้ตบะของหานเจวี๋ยทิ้งห่างเขาไปไกล
เส้นทางที่ถูกต้องสำหรับมุ่งสู่มหามรรค ก็คือพากเพียรบำเพ็ญ!
หานเจวี๋ยเตือนสติตัวเอง อย่าได้หลงลืมเจตนาเดิม มิเช่นนั้นจุดจบของเขาจะเป็นแบบเจียงอี้และจี้เซียนเสิน
บุตรแห่งสวรรค์สุดแข็งแกร่ง ไม่ได้แปลว่าเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด!
….
ณ แม่น้ำมรรคกระบี่
หลิวเป้ยที่ฝึกบำเพ็ญอยู่พลันลืมตาขึ้น เขาตื่นตระหนกเมื่อพบคนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นข้างกาย
เขารีบผุดลุกขึ้นทันที เอ่ยถามเสียงขรึม “ใต้เท้าคือผู้ใด”
หากหานเจวี๋ยอยู่ด้วย จะต้องปิติยินดีเป็นแน่
ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นผู้พิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่รุ่นก่อน จั้งกูซิง!
จั้งกูซิงพินิศดูหลิวเป้ย เอ่ยถาม “หานเจวี๋ยล่ะ เจ้ามีกลิ่นอายของเขา เจ้าคงเป็นร่างแยกของเขากระมัง”
เมื่อหลิวเป้ยได้ยินก็ยิ่งวิตกกว่าเดิม ถามอีกครั้ง “ผู้อาวุโสคือผู้ใด”
“จั้งกูซิง เจ้าแจ้งนามข้าต่อเขาเถอะ เขาต้องมาพบข้าแน่”
จั้งกูซิงเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
หลิวเป้ยใช้กระแสจิตแจ้งให้หานเจวี๋ยทราบ
เมื่อหานเจวี๋ยทราบว่าจั้งกูซิงกลับมา ความรู้สึกแรกคือตื่นเต้นยินดี จากนั้นก็หวาดระแวง
ถูกลักพาตัวไปนานหลายปี พี่ใหญ่จะเปลี่ยนไปหรือไม่
หานเจวี๋ยทิ้งเสี้ยววิญญาณส่วนหนึ่งไว้ในถ้ำ หากร่างต้นถูกสังหาร เขาก็ยังสามารถฟื้นคืนชีพได้
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เขากระโจนเข้าสู่แม่น้ำมรรคกระบี่ทันที
จั้งกูซิงกลับเข้าร่างแล้ว เขาสวมชุดสีดำ ใบหน้าเย็นชา ทั่วร่างแผ่ความรู้สึกกดดันทรงพลังอย่างหนึ่งออกมา
เมื่อเห็นหานเจวี๋ย เขาถึงได้แย้มยิ้ม
หานเจวี๋ยก็ยิ้มออกมาเช่นกัน
ทั้งสองพบหน้ากัน จั้งกูซิงกล่าวด้วยความรู้สึกปลดปลง “ไอ้หนูเจ้าบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนแล้วจริงๆ เป็นข้าประเมินเจ้าไว้ต่ำเกินไป”
หานเจวี๋ยถามด้วยรอยยิ้ม “พี่ใหญ่ ท่านหนีออกมาได้อย่างไร”
จั้งกูซิงส่ายหน้า กล่าวตอบ “มิใช่ว่าข้าหนีออกมาได้ แต่ตอนนี้ข้ากลับมาดำรงตำแหน่งในวังเทพแล้ว ถือโอกาสที่ว่างจากการฝึกบำเพ็ญ กลับมาเยี่ยมเจ้า ถือโอกาสนำโชควาสนามามอบให้เจ้าด้วย”
โชควาสนาหรือ
ใบหน้าหานเจวี๋ยเปื้อนยิ้ม ทว่าหัวใจพลันเต้นแรง
มีปัญหาจริงๆ ด้วย!
บทที่ 337
“มอบโอกาสวาสนาอะไรกัน ได้เห็นพี่ใหญ่ปลอดภัย ข้าก็สบายใจแล้ว”
หานเจวี๋ยส่ายหน้าพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
จั้งกูซิงแย้มยิ้มกล่าววาจา “โชควาสนานี้ไม่ธรรมดา ทำให้เจ้าข้ามไปสู่ระดับเทพได้”
หืม
คำพูดนี้ฟังคุ้นหูอยู่บ้าง
คล้ายว่าคนแซ่เต้าจะเคยพูดเหมือนกัน
หานเจวี๋ยส่ายหน้าเอ่ยไปว่า “ไม่จำเป็นเลย มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตอยู่ตรงหน้า ผลีผลามไขว่คว้าผลประโยชน์ จะเข้าสู่เคราะห์ได้ง่ายๆ”
จั้งกูซิงกลับไม่รู้สึกแปลกใจเลย เขาคาดเดาไว้ก่อนแล้วว่าจะพบกับสถานการณ์เช่นนี้
“โอกาสวาสนานี้ไม่มีอันตราย ตั้งอยู่ในห้วงอวกาศ เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับแม่น้ำมรรคกระบี่ เจ้าเป็นผู้พิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่ เจ้าได้รับโอกาสวาสนานี้ก็ถือว่าคล้อยลมตามน้ำแล้ว”
หานเจวี๋ยฟังความหมายแอบแฝงออก จึงเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้นข้าคืนแม่น้ำมรรคกระบี่ให้ท่าน โอกาสวาสนานี้ก็ควรให้ท่านด้วย ถึงอย่างไรข้าก็อยู่ห่างจากระดับเทพไม่ไกลแล้ว”
ว่ากันตามจริง สำหรับเขาแล้วแม่น้ำมรรคกระบี่นับเป็นภาระอยู่บ้าง
ถึงแม้จะได้รู้จักผู้มีพรสวรรค์ด้านมรรคกระบี่ผ่านทางหลิวเป้ยไม่น้อย แต่ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ได้แค่ทำความรู้จักเท่านั้น
หากอยากสร้างเครือข่ายเส้นสาย ต้องจ่ายค่าตอบแทนไปก่อนอยู่แล้ว จนปัญญาที่หลิวเป้ยก็มีนิสัยขี้ขลาดเช่นกัน ไม่มีทางยอมจ่ายค่าตอบแทนก่อน ขลาดกลัวยิ่งชีพ
จั้งกูซิงถลึงตาใส่เขาแวบหนึ่ง เอ่ยว่า “เจ้าจะกลัวขนาดนี้ไปทำไม แม้แต่ข้าก็ไม่ไว้ใจแล้วหรือ”
หานเจวี๋ยส่ายหน้าตอบไปว่า “มิใช่ไม่ไว้ใจท่าน แต่ถ้าอันตรายมาถึงใช่ว่าพวกเราอยากหลีกหนีก็จะหนีพ้นเลย สิ่งที่ข้าทำได้คือพยายามอยู่ให้ห่างจากความเสี่ยงที่จะพบพานกับภยันอันตราย”
จั้งกูซิงเงียบไป
หานเจวี๋ยก็เงียบเช่นกัน
หลิวเป้ยจ้องมองพวกเขา ไม่เอ่ยอะไร
ผ่านไปครู่หนึ่ง
จั้งกูซิงเปิดปากกล่าว “แล้วไปเถอะ ข้าก็ไม่คิดจะบังคับเจ้าเช่นกัน นอกจากนี้ข้ายังมีเรื่องหนึ่งจะบอกกับเจ้าด้วย”
“เรื่องใด”
“เกี่ยวกับแม่น้ำมรรคกระบี่ แม่น้ำสายนี้ถือกำเนิดขึ้นในยามที่มรรคกระบี่ได้รับการยอมรับจากมรรคาสวรรค์ ผ่านการวิวัฒนาการตามวันเวลาอย่างเชื่องช้า มันกลายเป็นเส้นทางสำหรับผู้บำเพ็ญกระบี่โดยเฉพาะ ผู้พิทักษ์คนแรกก็คือผู้บำเพ็ญกระบี่คนแรกแห่งมรรคาสวรรค์ อันที่จริงเขายังมีชีวิตอยู่ ซ้ำยังแข็งแกร่งอย่างยิ่ง หากว่าเจ้าสามารถพิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่ไม่ให้ได้รับความเสียหายจากมหาเคราะห์ครานี้ได้ เจ้าจะได้รับการยอมรับจากเขา”
เมื่อจั้งกูซิงกล่าวจบ การแจ้งเตือนสามแถวเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
[ตรวจสอบพบว่าท่านได้รับภารกิจพิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง รับภารกิจนี้ ปฏิญาณว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องแม่น้ำมรรคกระบี่ จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
[สอง ปฏิเสธภารกิจนี้ จะได้รับความเกลียดชังจากผู้บำเพ็ญกระบี่คนแรกแห่งมรรคาสวรรค์ ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น โอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
ได้รับความเกลียดชังจากผู้บำเพ็ญกระบี่คนแรกแห่งมรรคาสวรรค์
โอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง
ระหว่างสองอย่างนี้…
ตอนนี้อาณาเขตเต๋าสามารถป้องกันการสอดแนมจากพลังจิตระดับต้าหลัวได้ หลังจากยกระดับจะสามารถป้องกันการสอดแนมจากพลังจิตระดับที่เหนือกว่าต้าหลัวได้หรือไม่
หานเจวี๋ยไม่แน่ใจว่าผู้บำเพ็ญกระบี่คนแรกแห่งมรรคาสวรรค์จะแข็งแกร่งแค่ไหน
หานเจวี๋ยแสร้งเอ่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ผู้บำเพ็ญกระบี่คนแรกแห่งมรรคาสวรรค์อยู่นอกชั้นฟ้าที่สามสิบสามใช่หรือไม่”
จั้งกูซิงส่ายหน้า ตอบว่า “ผู้อาวุโสท่านอยู่ที่แดนเทพหวนปัจฉิม”
โอ้
ดูเหมือนน่าจะไม่แข็งแกร่งเท่าปรมาจารย์ลัญจกรสรวง
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าขึงขัง “พี่ใหญ่ ในเมื่อท่านรู้จักผู้อาวุโส เหตุใดไม่รับช่วงดูแลแม่น้ำมรรคกระบี่ต่อเล่า ข้าไม่ได้เรื่องจริงๆ ข้าขี้ขลาดเกินไป อีกอย่างข้าก็เป็นคนของวังสวรรค์ หากวังสวรรค์เข้าสู่เคราะห์ แล้วข้ารับหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่คนต่อไป เกรงว่าจะชักนำความวุ่นวายมาให้แม่น้ำมรรคกระบี่ เรื่องนี้ยกให้ท่านจะดีกว่า”
จั้งกูซิงหรี่ตาพลางเอ่ย “นี่เจ้ากำลังปฏิเสธอยู่หรือ”
หานเจวี๋ยยิ้มขมขื่นพลางอธิบาย “พี่ใหญ่ ข้าทำไม่ไหวจริงๆ หากเป็นในยามปกติทั่วไปข้าต้องช่วยแน่ แต่ตอนนี้คือมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต อีกอย่างตำแหน่งผู้พิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่นี้ ข้าเองไม่ได้ต้องการเลยแต่ก็ถูกท่านบังคับให้รับเอาไว้ หลังจากท่านถูกจับตัวไป ข้าก็รู้สึกอกสั่นขวัญแขวนมาโดยตลอด หากสามารถคืนแม่น้ำมรรคกระบี่ให้ท่านได้ในสภาพที่สมบูรณ์ไม่บุบสลาย ข้าก็รู้สึกว่าข้าพยายามได้อย่างเต็มที่แล้ว”
[ท่านปฏิเสธภารกิจนี้ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น โอกาสยกระดับอาณาเขตเต๋าหนึ่งครั้ง]
[เริ่มยกระดับอาณาเขตเต๋า]
หานเจวี๋ยรู้สึกวิตกขึ้นมาแล้ว
ผู้ทรงพลังท่านนั้นคงไม่เกลียดชังต่อเขาจริงๆ กระมัง
[หลี่มู่อีเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]
แค่ดาวเดียว ค่อยยังชั่ว!
เดิมพันถูกข้างแล้ว!
เรื่องแค่นี้เอง หานเจวี๋ยคิดไว้แต่แรกแล้วว่าผู้ทรงพลังไม่มีทางอยากสังหารเขาด้วยสาเหตุเช่นนี้เป็นแน่
จั้งกูซิงกล่าวด้วยความจนปัญญา “ช่างเถิด ในเมื่อเป็นแบบนี้ เช่นนั้นก็คืนแม่น้ำมรรคกระบี่มาเถอะ”
หานเจวี๋ยพยักหน้ารับ
นี่ถือเป็นเรื่องดี จะได้พาหลิวเป้ยกลับไปด้วย เกาะสำนักซ่อนเร้นได้กำลังรบเพิ่มขึ้นมาอีกคนพอดี
….
เมื่อกลับถึงสำนักซ่อนเร้น หานเจวี๋ยแนะนำหลิวเป้ยให้เหล่าศิษย์รู้จัก ทว่าเขาไม่ได้บอกฐานะที่แท้จริงของหลิวเป้ยออกไป
การเข้าร่วมสำนักของจักรพรรดิเซียนหกวัฏสร้างความตื่นเต้นให้บรรดาศิษย์ยิ่งนัก
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกลับมีท่าทางชอบกล
เนื่องจากเขามองออกว่าสังขารของหลิวเป้ยคือร่างของพุทธะพิชิตชัยแห่งสำนักพุทธ
ลือกันว่าพุทธะพิชิตชัยถูกใครบางคนโจมตี ดับสูญ ณ ห้วงอวกาศเหนือโลกมนุษย์ หรือว่าจะแกล้งตายแล้วแปรพักตร์มาเข้าสำนักซ่อนเร้นแทน
มีความเป็นไปได้สูง!
เรื่องราวของพุทธะพิชิตชัยและสำนักพุทธมีประวัติสืบเนื่องยาวนาน เล่ากันว่าพุทธะพิชิตชัยเข้ากับสำนักพุทธไม่ได้ เนื่องจากเขาชอบการต่อสู้ ซึ่งสวนทางกับวิถีแห่งสันติที่สำนักพุทธมุ่งเน้น
จอมปีศาจคุกรัตติกาลไม่กล้าคิดต่อไปอีก เขารู้ว่าเรื่องราวบางอย่างไม่ควรไปขุดคุ้ย
แม้ว่าหานเจวี๋ยจะปฏิบัติต่อเขาเป็นอย่างดี เขาก็ไม่กล้าคาดเดาส่งเดช
ความเหี้ยมโหดของหานเจวี๋ย เขาเคยประสบแล้ว บอกว่าจะทำก็ทำเลย ไม่มอบโอกาสใดๆ ให้ศัตรูเด็ดขาด
เมื่อกลับเข้าไปในถ้ำ ในที่สุดหานเจวี๋ยถึงมีเวลาตรวจดูข้อมูลของหลี่มู่อี
[หลี่มู่อี: ไม่ทราบตบะ นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น เจ้านิกายเหริน ผู้สรรค์สร้างมรรคกระบี่ สุญตาไร้รูป เนื่องจากท่านปฏิเสธภารกิจปกป้องแม่น้ำมรรคกระบี่ ความประทับใจที่มีต่อท่านจึงตกต่ำลง มองว่านิสัยของท่านไม่สมเป็นผู้บำเพ็ญกระบี่ ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]
หา…
นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น!
ตัวตนระดับเดียวกับปรมาจารย์ลัญจกรสรวง?
แถมยังเป็นเจ้านิกายเหรินอีกด้วย หรือจะเป็นอาจารย์ของหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้า
หานเจวี๋ยตกตะลึงไปในทันที
โชคดีที่เป็นระดับความเกลียดชังแค่หนึ่งดาว
ไม่สมเป็นผู้บำเพ็ญกระบี่ก็ไม่เป็นอะไร ขอแค่อย่าพุ่งเป้ามาที่ข้าก็พอ
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ
เขาเริ่มตั้งตารอคอยอาณาเขตเต๋าหลังผ่านการยกระดับแล้ว
อย่างไรก็ตาม การยกระดับอาณาเขตเต๋าใช้เวลานานกว่าที่เขาคิดไว้
….
สิบปีผ่านไป
อาณาเขตเต๋ายังยกระดับไม่เสร็จสิ้นแต่ไอเซียนของเกาะสำนักซ่อนเร้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หานเจวี๋ยไม่สนใจกับไอเซียนมากนัก สิ่งเขาตั้งตารอคือพลังป้องกันของอาณาเขตเต๋า
เมื่อครบรอบสิบปี หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู พลางตรวจดูจดหมายไปด้วยความเคยชิน
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส หลอมรวมเข้ากับจิตสังหารมรรคมารโดยไม่คาดคิด พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส สำแดงวิชาต้องห้ามบรรพกาล บังคับทะลวงขีดจำกัด]
[เจียงอี้สหายของท่านเผชิญกับกับคำสาปแช่งลึกลับ]
[จักรพรรดินีผืนพิภพสหายของท่านถกมรรคกับผู้ทรงพลัง ตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของมรรคาสวรรค์]
[โจวฝานสหายของท่านเข้าร่วมวังเทพ กลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านข้าร่วมนิกายเหริน ได้รับดวงชะตานิกายเหริน พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
….
หืม
จี้เซียนเสินกับฟางเหลียงผนึกกำลังกันหรือ
สู้และถอยไปด้วยกันอย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว รู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง
จี้เซียนเสินคนเดียวก็แล้วไปเถอะ เพราะเขามิใช่คนของสำนักซ่อนเร้น
แต่เหตุใดฟางเหลียงก็เอากับเขาด้วยเล่า
รอให้เจ้าเด็กคนนี้กลับมา ต้องอบรบกันสักหน่อยแล้ว!
หานเจวี๋ยไม่อยากถูกศิษย์หลานของตนฉุดลากจนถูกบังคับให้เข้าสู่เคราะห์ไปด้วย
บทที่ 338
นอกจากฟางเหลียงจะออกตะลุยแล้ว หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นด้วยว่าโจวฝานกลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์
จุ๊ๆ
โลกเขย่าพิภพช่างเป็นแดนเสือหมอบมังกรซ่อนโดยแท้ ไม่ทันไรก็มีผู้ฝ่าเคราะห์โผล่มาสองคนแล้ว
หานเจวี๋ยคล้ายจะมองเห็นมือยักษ์ข้างหนึ่งคอยบงการทุกอย่างอยู่ท่ามความมืดมิด
ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะคิดมากไปเอง
ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็ซ่อนตัวอยู่ในเกาะสำนักซ่อนเร้น
หานเจวี๋ยไล่อ่านต่อไป จากเนื้อความในจดหมายสามารถเห็นได้ว่า การต่อสู้ในแดนเซียนทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง โดยเฉพาะวังสวรรค์ที่เผชิญกับการโจมตีอย่างบ้าคลั่งจากวังเทพและวังปีศาจ รวมไปถึงจากกลุ่มอิทธิพลอื่นๆ ด้วย
หานเจวี๋ยรู้สึกสงสัย สำนักพุทธจะเป็นเช่นนี้ด้วยหรือไม่
หรือว่าสำนักพุทธจะประสานมือคอยรับชมอยู่ด้านข้าง
ถึงแม้บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จะพลาดท่าแล้ว แต่หานเจวี๋ยก็สังหรณ์ใจอยู่เสมอว่าสำนักพุทธยังสามารถก่อเรื่องได้อยู่
อีกอย่างหนึ่ง เฮ่าเทียนผู้นั้นยังอยู่ในร่างของหลงเฮ่า
หานเจวี๋ยสามารถรับรู้ถึงสถานกาณ์ของเฮ่าเทียนผ่านรูปประจำตัวของหลงเฮ่าได้ หลงเฮ่าไม่ได้มีสองวิญญาณแล้ว ข้อมูลของสหายเกิดความเปลี่ยนแปลง แปลว่าเฮ่าเทียนออกจากร่างเขาไปแล้ว
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หานเจวี๋ยอดสงสัยขึ้นมาไม่ได้
นับตั้งแต่บอกความลับไปครั้งก่อน จักรพรรดิสวรรค์ทำราวกับลืมเรื่องของเฮ่าเทียนไปแล้ว ไม่เอ่ยถึงอีกเลย หานเจวี๋ยก็ไม่สะดวกที่จะซักถาม ทำเช่นนั้นดูจะมีจุดประสงค์แอบแฝง
เวลาไหลผ่านไปเรื่อยๆ
ห้าปีผ่านไป
ในที่สุดอาณาเขตเต๋าก็ยกระดับเสร็จสิ้น!
[อาณาเขตเต๋ายกระดับ ค่ายกลยกระดับสู่ระดับเทพ ค่ายกลมิติยกระดับ ขอบเขตมิติภายในอาณาเขตเต๋าขยายใหญ่ขึ้นสิบเท่า]
[ไอเซียนอาณาเขตเต๋าเพิ่มขึ้นสิบเท่า ปราณฟ้าประทานเพิ่มขึ้นสองเท่า]
[อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นการสอดแนมจากพลังจิตระดับครึ่งอริยะได้]
ค่ายกลยกระดับสู่ระดับเทพ หมายความว่าหากยอดฝีมือระดับเทพทั่วไปต้องการบุกเข้ามาในเกาะสำนักซ่อนเร้น ก็ไม่แน่ว่าจะทำสำเร็จ
สิ่งสำคัญคืออาณาเขตเต๋าปิดกั้นการสอดแนมจากพลังจิตระดับครึ่งอริยะได้!
ครึ่งอริยะ…
เป็นระดับที่อยู่กึ่งกลางระหว่างต้าหลัวและอริยะงั้นหรือ
หานเจวี๋ยรู้สึกตื่นเต้นอยู่กับตัวเอง
ความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้นแล้ว!
โชควาสนาอะไรกัน!
ดวงชะตาอะไรกัน!
สู้บ้านอันแสนปลอดภัยหลังนี้ไม่ได้ทั้งนั้น!
หานเจวี๋ยรู้สึกพอใจอย่างยิ่ง
ในเวลานี้เอง เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างรับรู้ถึงไอเซียนบนเกาะที่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหันได้ หลายปีมานี้ไอเซียนเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แต่วันนี้กลับเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด ทำให้พวกเขาต่างรู้สึกตกใจ
อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นว่าหานเจวี๋ยไม่ได้ออกมาจากถ้ำ พวกเขาจึงทราบว่าเป็นฝีมือของหานเจวี๋ย
‘เขาแข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่’ จินกังนู่ลอบตระหนกอยู่ในใจ
ตบะที่หานเจวี๋ยแสดงให้เห็นอยู่ในระดับเซียนแท้ไท่อี่เท่านั้น แต่ในแบบจำลองการทดสอบจินกังนู่กลับตั้งรับหานเจวี๋ยไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว
ในมุมมองของจินกังนู่ อย่างน้อยๆ หานเจวี๋ยคงมีตบะระดับเทพแล้ว
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น คนอื่นๆ ก็คิดว่าหานเจวี๋ยไปไกลกว่าระดับจักรพรรดิเซียนแล้วเช่นกัน
ถึงอย่างไรในแบบจำลองการทดสอบก็มีตัวตนที่อยู่เหนือกว่าระดับจักรพรรดิเซียนมากมายนัก
หากว่าหานเจวี๋ยเอาชนะคนเหล่านั้นไม่ได้ แล้วจะจำลองพลังที่แท้จริงของพวกเขาออกมาได้อย่างไร
การยกระดับอาณาเขตเต๋า นอกจากจะปลอดภัยยิ่งขึ้นแล้ว ยังทำให้การบำเพ็ญของคนทั้งสำนักซ่อนเร้นรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วอีกด้วย
หานเจวี๋ยเองก็เข้าใกล้ระดับจักรพรรดิเซียนแปดวัฏขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นกัน
….
สิบสามปีผ่านไป
จู่ๆ เซียนซีเสวียนก็มาขอเข้าพบ
หานเจวี๋ยไล่อู้เต้าเจี้ยนออกไป อยู่กับนางตามลำพัง
อยู่บนเกาะมาเนิ่นนานปานนี้ ตบะของเซียนซีเสวียนบรรลุระดับเซียนพิภพไท่อี่แล้ว ในเกาะสำนักซ่อนเร้นตบะระดับนี้ยังคงอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำอย่างยิ่ง
หากอยู่ในโลกมนุษย์เช่นแต่ก่อน แค่สามารถบรรลุเซียนได้ในสี่พันปีก็นับว่ามีคุณสมบัติเป็นเลิศแล้ว
หานเจวี๋ยถามด้วยรอยยิ้ม “มาหาข้าด้วยเรื่องใด”
เซียนซีเสวียนกล่าวว่า “ข้าอยากลับไปหาประสบการณ์ที่โลกเขย่าพิภพสักครา จะกลับมาในอีกร้อยปีให้หลัง อยู่ในยมโลกแห่งนี้ ข้าไม่อาจตระหนักถึงธรรมชาติแห่งมรรคาสวรรค์ได้”
“เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น จะเดินทางยามไหนเล่า”
“อีกสองวัน ข้าอยากพูดคุยแลกเปลี่ยนเชิงมรรคกับเจ้า”
“ได้”
ทั้งสองเริ่มถกมรรคกัน แม้จะบอกว่าถกมรรค แต่ความจริงมีเพียงหานเจวี๋ยที่บรรยายมรรคอยู่ฝ่ายเดียว
เซวียนซีเสวียนมองหานเจวี๋ย ใจลอยไปชั่วขณะ
ราวกับย้อนกลับไปในช่วงที่หานเจวี๋ยเพิ่งฝากตัวเข้าสู่ยอดเขาหยกวิเวกเป็นครั้งแรก
ไม่ทันรู้ตัวเวลาก็ล่วงเลยมาสี่พันปีแล้ว
เมื่อนึกย้อนกลับไป ดูราวกับเป็นความฝันฉากหนึ่ง
ระยะเวลาสี่พันปีหลังจากได้รู้จักหานเจวี๋ยให้ความรู้สึกว่าสั้นกว่าช่วงเวลาหลายร้อยปีที่นางมีชีวิตอยู่มาก่อนหน้านี้เสียอีก สี่พันปีนี้ที่อยู่ภายใต้การปกป้องคุ้มครองของหานเจวี๋ย นางปิดด่านบำเพ็ญอย่างสบายใจ ไม่จำเป็นต้องนึกห่วงสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์อีก
ความรู้สึกเช่นนี้ช่างดียิ่ง
เซียนซีเสวียนก็อยากจะแข็งแกร่งขึ้นในเร็ววัน อย่างน้อยให้พ้นจากการเป็นผู้มีตบะระดับล่างสุดของสำนักซ่อนเร้น เมื่อเป็นเช่นนั้น นางถึงจะสามารถตอบแทนหานเจวี๋ยได้บ้าง มิใช่เอาแต่เสพสุขกับผลประโยชน์ที่เขานำมาให้เพียงฝ่ายเดียว
หลายวันผ่านไป
หลังถกมรรคเสร็จ จู่ๆ เซียนซีเสวียนก็เอ่ยถาม “ตอนนี้เจ้ามีคู่บำเพ็ญเพียรกี่คน”
หานเจวี๋ยชะงัก เปลี่ยนหัวข้อสนทนาเร็วเกินไปแล้วกระมัง
“สามคนแล้ว” หานเจวี๋ยตอบไปตามจริง
เซียนซีเสวียนกลอกตาแวบหนึ่ง
นอกจากสิงหงเสวียน ยังมีสตรีอื่นที่มีความสัมพันธ์เกินธรรมดากับหานเจวี๋ยอีกหรือ
นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงลี่เหยาและอู้เต้าเจี้ยน แล้วพลันกระจ่างขึ้นมาทันที
นางลุกขึ้นเตรียมจากไปอย่างเงียบๆ
หานเจวี๋ยมองแผ่นหลังของนาง เอ่ยขึ้นว่า “ในใจข้า เจ้าก็สำคัญมากเช่นกัน อีกร้อยปีให้หลังเจ้าจะกลับมาแน่ๆ ใช่หรือไม่”
เซียนซีเสวียนเหลียวมองเขาแวบหนึ่ง เอ่ยอย่างจนปัญญา “โลกเขย่าพิภพอยู่ในมือเจ้า หากเจ้าต้องการให้ข้ากลับมา แค่คิดก็ทำได้แล้วมิใช่หรือ”
“หากเจ้าไม่ยินยอม ข้าจะกล้าฝืนบังคับได้อย่างไร”
“งั้นหรือ ข้ายินยอมหรือไม่ เจ้ายังไม่กระจ่างอีกหรือ เจ้าทำเหมือนไม่เข้าใจความรัก แต่ข้าดูออก เจ้าแค่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ เจ้าหลอกได้เพียงเยวี่ยเอ๋อร์เท่านั้น”
พอกล่าวจบ เซียนซีเสวียนก็ก้าวออกจากถ้ำไป
หานเจวี๋ยลูบคาง
วาจานี้ช่างกล่าวได้…
กล่าวได้เหมือนเขาเป็นชายสวะคนหนึ่งไม่มีผิด
ข้าเพียงอยากทำตามที่ใจข้าปรารถนา ผิดงั้นหรือ
หานเจวี๋ยยิ้มออกมาแวบหนึ่ง
ในใจเขาไร้ซึ่งความละอาย ถึงอย่างไรที่นี่ก็ไม่ใช่สังคมโลกยุคใหม่ โลกแห่งการบำเพ็ญไม่ได้มีธรรมเนียมผัวเดียวเมียเดียว
แม้หานเจวี๋ยจะมุ่งเน้นไปที่การมีอายุยืนยาว แต่ก็ไม่อยากให้ยามที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด มีอายุขัยยืนยาวแล้วมองย้อนกลับไป แววตากลับเต็มไปด้วยความเศร้าเสียดาย
เขาละโมบยิ่งนัก
ไม่เพียงแต่อยากมีอายุยืนยาว ทั้งยังไม่อยากเสียใจในภายหลังอีกด้วย
แน่นอน อายุยืนมาก่อนความเสียใจในภายหลัง
คำพูดเมื่อครู่นี้ของเซียนซีเสวียนก็นับว่าเป็นการตอบรับความรู้สึก หานเจวี๋ยไม่รู้สึกแปลกใจเลย รู้สึกเพียงว่าเงื่อนไขลงตัวแล้ว
ทั้งสองต่างเป็นผู้ที่พากเพียรบำเพ็ญเช่นเดียวกัน หากไม่มีเวลาก็ไม่สนใจมาทำตัวหวานซึ้งใส่กัน
เซียนซีเสวียนกลับไปเก็บสัมภาระอยู่พักหนึ่ง ถึงได้กลับเข้ามาในถ้ำเทวาฟ้าประทานอีกครั้ง หานเจวี๋ยโบกมือส่งนางเข้าสู่โลกเขย่าพิภพทันที
‘ต้องทะลวงถึงระดับจักรพรรดิเซียนแปดวัฏภายในร้อยปีให้ได้!’
หานเจวี๋ยถือโอกาสตั้งเป้าหมายเล็กๆ อย่างหนึ่งให้ตัวเองไปด้วย
….
สามสิบปีผ่านไปว่องไวยิ่ง
หานเจวี๋ยยังไม่ทะลวงขั้น แต่ก็อีกไม่นานแล้ว
ในวันนี้เอง
ขณะที่เขาเพิ่งจะสาปแช่งศัตรู จู่ๆ แจ้งเตือนแถวหนึ่งก็เด้งขึ้นมาตรงหน้า
[เฮ่าเทียนเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]
หานเจวี๋ยตะลึงงัน
เฮ่าเทียนหรือ
เขาตรวจสอบค่าความสัมพันธ์ทันที
[เฮ่าเทียน: ไม่ทราบตบะ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต อดีตจักรพรรดิสวรรค์ เพื่อพิสูจน์มรรคจึงแสร้งทำเป็นสิ้นชีพดับสูญ คอยเก็บเกี่ยวดวงชะตาในสังสารวัฏอยู่ตลอด ต่อมาสบโอกาสแทรกซึมเข้าสู่ร่างของโอรสจักรพรรดิสวรรค์ ถือกำเนิดร่วมกัน หนึ่งร่างสองวิญญาณ จิตรับรู้ดั้งเดิมเพิ่งตื่นรู้เมื่อไม่นานมานี้ พบว่าหลงเฮ่าเคารพนับถือท่านเป็นที่สุด อีกทั้งตัวท่านลึกลับอย่างยิ่ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงบังเกิดความริษยาในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]
คนผู้นี้ตื่นขึ้นมาแล้วหรือ
หานเจวี๋ยรู้สึกตื่นเต้นยินดี แต่เขาพบว่าหลงเฮ่ายังมีสถานะหนึ่งร่างสองวิญญาณอยู่
กล่าวอีกอย่างคือ เฮ่าเทียนยังอยู่ในร่างหลงเฮ่า
ถ้าสาปแช่งเฮ่าเทียน ต้องเดือดร้อนไปถึงหลงเฮ่าด้วยแน่นอน
รอไปอีกสักพักแล้วกัน
หานเจวี๋ยเริ่มตรวจสอบหายอดฝีมือในละแวกเกาะสำนักซ่อนเร้น ผู้แข็งแกร่งที่สุดคือระดับจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏ
ระยะนี้แม่น้ำปรโลกเต็มไปด้วยวิญญาณพยาบาทที่มาจากแดนชำระบาปเก้าขุม แม้ว่าเกาะสำนักซ่อนเร้นจะอยู่สุดปลายสายของแม่น้ำปรโลก รอบข้างก็ยังคงเนืองแน่นไปด้วยวิญญาณพยาบาท วิญญาณพยาบาทเหล่านี้ไม่สังเกตเห็นเกาะสำนักซ่อนเร้นที่มีขนาดเท่าเม็ดทรายเลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนพวกมันจะเฝ้ารอบางสิ่งในแม่น้ำปรโลก ราวกับเตรียมออกศึกอยู่
บทที่ 339
เนื่องจากแม่น้ำปรโลกรวบรวมวิญญาณร้ายจากแดนชำระบาปเก้าขุมเอาไว้นับไม่ถ้วน หานเจวี๋ยจึงจำเป็นต้องตรวจสอบหายอดฝีมือสุดแข็งแกร่งปีละครั้ง หลีกเลี่ยงการปรากฏตัวขึ้นของผู้ทรงพลังที่น่าหวาดหวั่น
เจ็ดปีผ่านไป
หานเจวี๋ยตรวจหายอดฝีมือในละแวกนี้ตามที่ทำเป็นประจำ จู่ๆ ก็สะดุ้งโหยง
[จู่ถู: ไม่ทราบตบะ ประมุขวังเทพ]
คนผู้นี้มาได้อย่างไร
หานเจวี๋ยรู้สึกวิตกกังวล
นี่คือสุดยอดผู้แข็งแกร่งของมหาเคราะห์ในตอนนี้!
คนที่เปิดประตูแดนชำระบาปเก้าขุมก่อนหน้านี้ก็คือคนผู้นี้
คนผู้นี้ให้วิญญาณร้ายนับไม่ถ้วนหลบซ่อนอยู่ในแม่น้ำปรโลก หรือคิดจะทำการใหญ่อันใด?
การปรากฏตัวของจู่ถูทำให้หานเจวี๋ยไม่กล้าฝึกบำเพ็ญต่อ เพราะหวาดกลัวว่าจะถูกพบเห็นเข้า
ห่างออกไปหนึ่งล้านลี้ เหนือแม่น้ำปรโลก เงาดำร่างหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ
เป็นจู่ถูนั่นเอง
จู่ถูกวาดตามองรอบด้าน พึมพำกับตัวเอง “ไม่มีจริงๆ ร่างแยกที่มาก่อนหน้านี้ก็หาไม่พบ นึกว่าเป็นเพราะตบะของร่างแยกไม่เพียงพอ ตอนนี้เห็นทีว่ากลไกสวรรค์จะคำนวณพลาดไปเสียแล้ว”
ครุ่นคิดอยู่แวบหนึ่ง เขาก็เข้าไปดักซุ่มอยู่ในแม่น้ำปรโลก
อีกหลายปีให้หลัง ทุกครั้งที่หานเจวี๋ยตรวจสอบ ก็ล้วนตรวจพบจู่ถูอยู่ร่ำไป
คนผู้นี้มาอยู่ใกล้ๆ ไม่ยอมขยับไปไหนเลย!
โชคดีที่เกาะสำนักซ่อนเร้นสามารถปิดกั้นพลังจิตระดับครึ่งอริยะได้ ต่อให้จู่ถูแข็งแกร่งแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่สูงกว่าระดับครึ่งอริยะ มิเช่นนั้นจะเข้าสู่เคราะห์ไปไย
ชั่วพริบตาเดียว เวลาผ่านไปสิบสี่ปีเต็ม ในที่สุดจู่ถูก็เคลื่อนไหว
“เหล่าวิญญาณร้ายแห่งแดนชำระบาปเก้าขุมเอ๋ย พวกเจ้าต่างพ่ายแพ้ปราชัยในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่ยอมรับ ไม่ว่าจะเพื่อมหาเคราะห์ เพื่อพลังมรรค เพื่อสำนักสังกัดหรือเพื่อเผ่าพันธุ์ พวกเจ้าก็ไม่มีทางพลิกกลับมาผงาดได้อีกแล้ว หากอยากพลิกสถานการณ์ ก็ทำได้เพียงเข่นฆ่าสังหารฝ่ามหาเคราะห์ไร้ขอบเขตเพื่อกลับไป! ”
“ข้าเองก็เคยพ่ายแพ้ในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตเช่นกัน ข้าไม่พอใจ ข้าต้องการโค่นล้มมรรคาสวรรค์ ข้าต้องการทำให้ตัวตนที่กล่าวอ้างว่าตนคือนายเหนือหัวแห่งสรรพสิ่งเหล่านั้นได้รู้ว่า สิ่งมีชีวิตหลังกำเนิดฟ้าอย่างพวกเรามิใช่ตัวเบี้ย!”
“ใช้แม่น้ำปรโลกต่างบันได พวกเจ้าจงบุกทะลวงโลกหยินหยางไปพร้อมข้า ขึ้นไปเข่นฆ่าบนเก้าชั้นฟ้า ช่วงชิงโอกาสอยู่รอดของพวกเรา!”
น้ำเสียงของจู่ถูเปี่ยมไปด้วยพลังปลุกเร้าจิตใจ หานเจวี๋ยได้ฟังก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาเช่นกัน
เขาสัมผัสถึงไอชั่วร้ายนอกเกาะสำนักซ่อนเร้นที่เพิ่มพูนขึ้น พุ่งสูงสู่ฟากฟ้า
ชาวสำนักซ่อนเร้นก็ตื่นตระหนกเช่นกัน แต่พวกเขาไม่กล้าเปิดปากพูดเพราะกลัวจะถูกตัวตนอันน่าหวาดหวั่นด้านนอกพบตัวเข้า
ตูม!
เกิดเสียงดังสะท้านฟ้าสะเทือนดินกระหึ่มก้อง หานเจวี๋ยรับรู้ได้ถึงไอชั่วร้ายนับไม่ถ้วนที่พุ่งออกมาจากแม่น้ำปรโลก
นั่นคือวิญญาณร้ายที่ออกมาจากแดนชำระบาปเก้าขุมทีละตนๆ พวกเขาทั้งหลายล้วนเหาะขึ้นสู่ท้องนภาเหนือยมโลก โดยมีจู่ถูนำอยู่ด้านหน้าสุด
หานเจวี๋ยเงยหน้ามอง ประกายแสงเจิดจ้าสาดส่องไปทั่วยมโลก ยมโลกที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิดมาโดยตลอดสว่างไสวขึ้นมา ราวกับเป็นตอนกลางวัน
พลังพิสดารอย่างหนึ่งพลันเข้ารุกราน หานเจวี๋ยรู้สึกวิงเวียนขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เขามีตบะระดับจักรพรรดิเซียนยังเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นเลย
บรรดาศิษย์ที่อยู่ต่ำกว่าระดับเซียนทองไท่อี่ลงไปทรุดลงไปนั่งกองอยู่บนพื้นทันที จอมปีศาจคุกรัตติกาล จินกังนู่และต้วนหงเฉินเองก็รู้สึกตื่นตระหนกอย่างยิ่ง ต่างคนต่างไม่กล้าหายใจแรง
ยมโลกกำลังพลิกกลับด้าน!
หานเจวี๋ยรู้สึกตกใจ นี่จู่ถูคิดจะทำอะไร
หากอยากพาวิญญาณพยาบาทจากแดนชำระบาปเก้าขุมไปแดนเซียน เหตุใดต้องเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้
ราวกับต้องการพลิกสลับแดนหยินหยางของทั้งสองโลก…
ช้าก่อน!
พลิกสลับ…
หานเจวี๋ยนึกถึงตำนานนั้นขึ้นมา พลันรู้สึกหวั่นวิตกยิ่งกว่าเดิม
เหตุผลที่เขามายมโลก ก็เพราะอยากออกห่างจากสมรภูมิรบแดนเซียน แต่ถ้าหากยมโลกกลายเป็นแดนเซียน…
เขาไม่กล้าคิดให้ละเอียดไปมากกว่านั้น เขาใช้พลังเวทครอบคลุมเกาะสำนักซ่อนเร้นไว้ เตรียมหลบหนีได้ทุกเมื่อ
“เฮอะ!”
เสียงหัวเราะหยันอันอึมครึมแว่วขึ้นมา
เสียงของจู่ถูดังตามขึ้นมา “มหาเคราะห์เริ่มขึ้นแล้ว เจ้ายังคิดจะขัดขวางอีกหรือ อย่าได้ลืมเลือนกฎที่บรรพชนเต๋ากำหนดไว้!”
“หยินหยางมิอาจพลิกผัน นอกเหนือไปจากนี้ พรตผู้ต่ำต้อยจะไม่ยุ่งเด็ดขาด!”
จู่ถูไม่ได้โต้ตอบอีก เพียงทำให้พลังลึกลับที่ทำให้ทุกคนรู้สึกวิงเวียนหายไป
หานเจวี๋ยหรี่ตามอง เขาเห็นขอบฟ้าของยมโลกแตกกะเทาะเป็นโพรงใหญ่ ด้านในสว่างจ้าจนตาพร่า ราวกับดวงตะวัน วิญญาณอาฆาตนับไม่ถ้วนกรูกันพุ่งออกไป จู่ถูลอยตัวรออยู่บริเวณด้านใต้ของปากทางออก
หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ดูเหมือนสองภพหยินหยางจะไม่พลิกสลับแล้ว
ช่างมีพลังมหาศาลจริงๆ
เสียงเมื่อครู่นั้น หานเจวี๋ยไม่เคยได้ยินที่ตำหนักเอกอนันต์มาก่อนเลย
หนึ่งชั่วยามให้หลัง จู่ถูก็จากไป
ยมโลกกลับสู่ความสงบ ไอชั่วร้ายที่แผ่ลามอยู่เหนือแม่น้ำปรโลกก็หายไปหมดแล้ว
หานเจวี๋ยเรียกต้วนหงเฉินเข้ามาทันที
ต้วนหงเฉินเข้ามาในถ้ำพลางทำความเคารพเขา
หานเจวี๋ยเปิดปากถาม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะเข้าสู่แดนชำระบาปเก้าขุมได้อย่างไร”
ต้วนหงเฉินตะลึงงัน เอ่ยด้วยความหวาดผวา “เจ้าสำนัก ท่านอยากเข้าไปหรือขอรับ เพราะเหตุใดขอรับ!”
เขาคิดสารพัดวิถีทางเพื่อหนีออกจากแดนชำระบาปเก้าขุม จึงไม่คิดจะกลับเข้าไปอีก
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ตอนนี้วิญญาณพยาบาททั้งหมดมุ่งหน้าไปยังแดนเซียน แดนชำระบาปเก้าขุมแห่งนั้นต้องว่างเปล่าแล้วเป็นแน่ พวกเราสามารถเข้าไปซ่อนตัวได้”
“แต่ด้านในมีแรงกรรมมากมายไร้สิ้นสุด หากอยู่นานไป แรงกรรมพัวพันกาย ไม่มีจุดจบที่ดีนะขอรับ”
“ไม่เป็นไร ข้ามีวิธีขจัดแรงกรรม”
“แต่ว่า…”
“หรือเจ้าอยากเข้าสู่เคราะห์”
ต้วนหงเฉินรีบส่ายหน้า เพิ่งฟื้นคืนชีพก็มาเจอหานเจวี๋ยเข้า ทำให้ตอนนี้เขาหมดความมั่นใจในตัวเองยิ่งนัก รู้สึกอยู่เสมอว่าแดนเซียนอันตรายอย่างยิ่ง
ประกอบกับได้พบจอมปีศาจคุกรัตติกาลและจินกังนู่ ยิ่งทำให้เขาไม่กล้าเข้าสู่เคราะห์
เผ่าจอมเวทแสนทรงพลังยังถูกกวาดล้างได้ เขาหัวเดียวกระเทียมลีบ จะไปแย่งชิงโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ได้อย่างไร
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “วางใจเถอะ ขอเพียงอยู่ในเกาะ แรงกรรมจะไม่ส่งผลต่อเจ้า รอจนมหาเคราะห์ใกล้จะสิ้นสุดลง พวกเราค่อยกลับออกมา”
ต้วนหงเฉินกัดฟันตอบรับ “ขอรับ ข้าจะลองดูก่อน!”
หานเจวี๋ยโบกมือส่งเขาออกไป
ในส่วนลึกของวิญญาณต้วนหงเฉินลงตราประทับหกวิถีเอาไว้ หยั่งรากฝังลึก หากเขาทรยศหานเจวี๋ย แค่คิดหานเจวี๋ยก็บดขยี้วิญญาณเขาได้ ทำให้ร่างสิ้นวิญญาณสูญได้ทันที
ไม่นานต้วนหงเฉินก็กลับมา หานเจวี๋ยดึงตัวเขาเข้ามาในถ้ำ
เขาเกือบจะหาเกาะสำนักซ่อนเร้นไม่พบแล้ว
‘เกาะนี้ใช้ค่ายกลอาคมอะไรกันแน่ ไม่แปลกเลยที่ก่อนหน้านี้ผู้ทรงพลังล้วนหาตัวพวกเราไม่พบ’ ต้วนหงเฉินตระหนกอยู่ในใจ เคารพยำเกรงหานเจวี๋ยยิ่งขึ้นไปอีก
หานเจวี๋ยสอบถาม “สถานการณ์เป็นอย่างไร”
ต้วนหงเฉินตอบ “เขตอาคมเปราะบาง เข้าไปได้จริงๆ ขอรับ เพียงแต่ด้านในยังมีสิ่งอัปมงคลหลงเหลืออยู่หรือไม่ ข้าก็ไม่กล้ายืนยันเช่นกัน”
“จะเข้าไปได้อย่างไร”
“เข้าไปตรงๆ เลยขอรับ ฝ่าเขตอาคมเข้าไป”
“ได้”
หานเจวี๋ยควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นให้ดำดิ่งลงไป ต้วนหงเฉินก็เฝ้ารออยู่ในถ้ำด้วย
‘หรือว่าเกาะนี้ถูกบ่มเพาะจนกลายเป็นสมบัติวิเศษไปแล้ว’ ในใจต้วนหงเฉินเต็มไปด้วยความรู้สึกประหลาดใจ
เกาะสำนักซ่อนเร้นที่ดูคล้ายก้อนหินด่ำดิ่งลงไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้าก็ปะทะเข้ากับเขตอาคมของแดนชำระบาปเก้าขุม
หานเจวี๋ยบังคับฝ่าเข้าไป ต้วนหงเฉินสามารถฝ่าออกมาได้ เขาย่อมฝ่าเข้าไปได้ไม่ยากเช่นกัน
วินาทีต่อมา
เกาะสำนักซ่อนเร้นมาถึงห้วงมิติเวิ้งว้างว่างเปล่า สี่ทิศแปดด้านมีหมอกหนาแน่นแผ่กระจาย ไม่มีดวงดาว ไม่มีทวีป และไม่มีอุกกาบาต
ที่นี่ราวกับจุดเริ่มต้นแห่งบุพกาล ทุกอย่างว่างเปล่า อวกาศไร้แสง
ทันทีที่หานเจวี๋ยเข้ามาถึงก็สัมผัสถึงแรงกรรมอันน่าพรั่นพรึง รอบๆ เกาะสำนักซ่อนเร้นเต็มไปด้วยแรงกรรม โชคดีที่อาณาเขตเต๋าแข็งแกร่งยิ่งนัก เพียงพอที่จะสกัดกั้นการรุกรานของแรงกรรม
หากหานเจวี๋ยดูดซับแรงกรรมทั้งหมดในสถานที่แห่งนี้ เช่นนั้นตบะของเขา…
หานเจวี๋ยไม่กล้าคิดต่อไปอีก กลัวว่าตนจะสติหลุด
เขาเริ่มตรวจหายอดฝีมือในบริเวณข้างเคียง
ไม่มีวิญญาณพยาบาท
เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แดนชำระบาปเก้าขุมว่างเปล่าแล้วจริงๆ
นี่ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ง่ายเลยกว่าจะมีโอกาสหนีออกไปได้ วิญญาณพยาบาทที่ถูกจองจำมานานนับอสงไขยจะรั้งรออยู่ได้อย่างไร
หานเจวี๋ยให้ต้วนหงเฉินออกไปบอกกล่าวสถานการณ์โดยรวมต่อหล่าศิษย์
เวลานี้เอง เขารับรู้ถึงคลื่นพลังจิตที่แผ่ออกมาจากป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์ติดต่อมาหาเขา
หานเจวี๋ยถ่ายทอดพลังจิตเข้าไปในป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์
“ยมโลกแตกแล้ว สถานการณ์ทางเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถามเสียงขรึม เห็นได้ชัดว่าวิตกกังวลในความปลอดภัยของหานเจวี๋ยยิ่งนัก
บทที่ 340
“สบายดีพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้ยังไม่กระทบมาถึงข้า”
หานเจวี๋ยกล่าวตอบ ความห่วงใยของจักรพรดิสวรรค์ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นใจ
จักรพรรดิสวรรค์ถามด้วยความฉงน “เจ้าหลบซ่อนอยู่ที่ใดกันแน่ ยมโลกวุ่นวายถึงเพียงนี้ โกลาหลมายาวนานขนาดนี้ ไม่ส่งกระทบต่อเจ้าเลยหรือ”
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ข้าซ่อนอยู่ในหลืบเล็กๆ มุมหนึ่ง พวกเขาไม่พบข้าก็เป็นเรื่องปกติ”
“เอาเถอะ เจ้าระวังหน่อยแล้วกัน วิญญาณพยาบาทแห่งแดนชำระบาปเก้าขุมออกจากยมโลก ต่อจากนี้เมืองนรกต้องกวาดล้างยมโลกเป็นแน่ เพื่อรวมอำนาจให้มั่นคง”
“วางใจเถอะพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
หานเจวี๋ยตอบรับ
เขาไม่ได้อยู่ในยมโลกแล้ว
หานเจวี๋ยสอบถาม “สถานการณ์ของเฮ่าเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ สืบกระจ่างหรือยังว่าในร่างเขามีวิญญาณอีกดวงอยู่หรือไม่”
จักรพรรดิสวรรค์ให้คำตอบ “ไม่พบเลย รอจนมหาเคราะห์สิ้นสุดลง เราจะพาเขาไปพบบรรพชนเต๋า”
“รอให้มหาเคราะห์สิ้นสุดลงหรือ นานเกินไป ไม่เกรงว่าจะเกิดปัญหาแทรกซ้อนหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“หลังจากมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตเปิดฉากขึ้น บรรพชนเต๋าก็หายไปเลย คงเกรงว่าจะมีคนไปขอความช่วยเหลือจากเขากระมัง”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
เห็นทีว่าเรื่องนี้ก็คงต้องพึ่งข้าอยู่ดี
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เฮ่าเอ๋อร์ อาจารย์ต้องช่วยเจ้าให้ได้ เรื่องที่เจ้าเฮ่าเทียนที่สมควรตายจะมากวาดล้างสำนักซ่อนเร้นของข้าจะต้องไม่เกิดขึ้น!
หานเจวี๋ยพูดคุยกับจักรพรรดิสวรรค์อีกสองสามประโยค หลังจากจบการสนทนาผ่านกระแสจิต หานเจวี๋ยก็เริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ
นับจากนั้นเป็นต้นมา หานเจวี๋ยก็จะตรวจหาผู้แข็งแกร่งในละแวกใกล้เคียงทุกปี ป้องกันไม่ให้มีวิญญาณพยาบาททรงพลังเข้ามาใกล้
ยี่สิบปีผ่านไป หานเจวี๋ยไม่พบศัตรูที่ทรงพลังเลย
ดูเหมือนแดนชำระบาปเก้าขุมจะว่างเปล่าแล้วจริงๆ!
โอกาสทะลวงขั้นมาเยือนหานเจวี๋ยแล้ว
ทะลวงหนึ่งขั้นในระยะเวลาสองร้อยกว่าปี ความเร็วระดับนี้ไม่นับว่าเร็วเกินไป แต่ก็ไม่นับว่าช้าเกินไปเช่นกัน
แน่นอน นี่เป็นสถานการณ์ของหานเจวี๋ยคนเดียวเท่านั้น ความเร็วระดับนี้หากเกิดขึ้นกับจักรพรรดิเซียนคนอื่น นับว่ารวดเร็วดั่งโบยบิน
หานเจวี๋ยไล่อู้เต้าเจี้ยนออกไปนอกถ้ำ จากนั้นเขาจึงเริ่มทะลวงขั้น
ในไม่ช้า ทุกคนในเกาะล้วนรับรู้ถึงอำนาจกดดันอย่างหนึ่ง แม้แต่อาคมควบคุมในถ้ำเทวาฟ้าประทานก็ต้านเอาไว้ไม่อยู่
จินกังนู่ลอบตระหนก กลิ่นอายช่างน่าหวาดหวั่นนัก
การะทะลวงขั้นของหานเจวี๋ยสร้างความปิติยินดีให้พวกเขาได้เสมอ
ถึงอย่างไรตอนนี้พวกเขาก็อยู่ในแดนชำระบาปเก้าขุม ยิ่งหานเจวี๋ยแข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไร พวกเขาก็ยิ่งปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น
….
สามปีผ่านไป
หานเจวี๋ยทะลวงขั้นสำเร็จแล้ว!
จักรพรรดิเซียนแปดวัฏ!
ราวกับทะลวงลำไผ่ ไม่มีอุปสรรคเลยสักนิด
สิ่งแรกที่หานเจวี๋ยทำคือเรียกจอค่าสถานะออกมาตรวจสอบ
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 4352/1,600,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เซียนมนุษย์ (กายดาราอนธการ)]
[ตบะ: จักรพรรดิเซียนวัฏจักรแปดวัฏ]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด มหามรรคแห่งกรรม]
….
อายุขัยหนึ่งพันหกร้อยล้านล้านปี!
ยังคงต้องใช้คำนั้น!
เยี่ยม!
อายุขัยที่สูญเสียไปก่อนหน้านี้ล้วนได้คืนมาทั้งหมด!
หานเจวี๋ยรู้สึกพอใจยิ่งนัก เขาเริ่มควบรวมตบะ
วิญญาณของเขาบรรลุระดับสมบูรณ์แบบแล้ว ยากจะจินตนาการได้ว่าระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏจะยกระดับวิญญาณเขาให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นอย่างไร
เวลาผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปี
ตบะของหานเจวี๋ยเสถียรอย่างสมบูรณ์ เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่ง เตรียมจัดสรรอายุขัยสองพันล้านปีให้จักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์
สุดท้ายสิ่งได้กลับมาคือจิตมารของจักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นเท่านั้น เรื่องนี้ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง
หนังสือแห่งความโชคร้ายพลังยังด้อยเกินไป
หานเจวี๋ยรักษาตัวพลางเริ่มใช้ระบบวิวัฒนาการ
‘ในแดนชำระบาปเก้าขุมมีผู้ทรงพลังที่สามารถมองทะลุอาณาเขตเต๋าของข้าได้หรือไม่’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
[ไม่มี]
ร้อยล้านปีแลกมาได้เพียงสองคำ ทว่าหานเจวี๋ยกลับไม่รู้สึกเสียเปรียบเลย
สงบแล้ว!
ฝึกบำเพ็ญต่อได้!
หานเจวี๋ยไม่ได้วิวัฒนาการหาผู้มีชัยในฉากสุดท้ายของมหาเคราะห์ในครั้งนี้อีก ถึงอย่างไรเฮ่าเทียนก็ยังไม่แยกจากหลงเฮ่า ทำให้หานเจวี๋ยลอบเล่นงานเฮ่าเทียนไม่ได้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ภาพรวมน่าจะไม่เปลี่ยนไป จะสิ้นเปลืองอายุขัยไปไยเล่า
หานเจวี๋ยเริ่มยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่รวมถึงพลังวิเศษท่าร่างของตน เงาเทพมหาวิวัฒน์
เวลาผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปี
หานเจวี๋ยเพิ่มพลังของตนจนถึงขีดจำกัด ไม่สามารถเพิ่มต่อไปได้อีก เขาจึงเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ
จักรพรรดิเซียนล้วนมิใช่คู่ต่อสู้ของเขา ทั้งหมดถูกเขาสังหารในเสี้ยววินาที
เขาเบนเป้าหมายไปที่ระดับเทพ เขาก็แยกไม่ออกเช่นกันว่าใครบ้างที่เป็นระดับเทพ สู้แล้วถึงจะรู้
จากนั้นเขาก็ถูกทุบตีอย่างทารุณ
คู่ต่อสู้ส่วนใหญ่สังหารเขาได้ในเสี้ยววินาที เขาทำได้เพียงพึ่งพาเงาเทพมหาวิวัฒน์และเมฆตีลังกาเพื่อถ่วงเวลาเท่านั้น
อย่างไรก็ตามมีคู่ต่อสู้ที่ไม่ทราบตบะบางส่วนที่มีฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกับหานเจวี๋ยอยู่
กล่าวอีกนัยคือ หานเจวี๋ยสามารถเอาชนะผู้ทรงพลังระดับเทพที่อ่อนแอกว่าได้แล้ว
ไม่เลวเลย!
หานเจวี๋ยค่อนข้างพอใจ เช่นนี้ถึงจะสอดคล้องกับความก้าวหน้าของเขา
หลังจากทะลวงถึงระดับจักรพรรดิเซียนแปดวัฏ ความเร็วในการดูดซับแรงกรรมของกายดาราอนธการก็เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ระดับความเร็วที่ปราณอนธการแทรกซึมเข้าสู่บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
หวังว่าจะสามารถควบคุมบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรได้ก่อนถึงระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ
ขอแค่ควบคุมได้เท่านั้น หากต้องการดูดซับแรงกรรมในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรให้ได้อย่างสมบูรณ์ ก็ไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหน มองจากระดับความเร็วในปัจจุบันนี้ หมื่นปีก็ยังไม่แน่ว่าจะสำเร็จ
หานเจวี๋ยเริ่มฝึกบำเพ็ญ พร้อมกับตรวจดูจดหมายไปด้วย
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเรียนรู้มหามรรคอักษรลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเรียนรู้มหามรรคอักษรลับ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[เจียงอี้สหายของท่านได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงพลัง เรียนรู้พลังวิเศษหมื่นบรรพกาล]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายเจี๋ย] x17
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านออกจากแดนเซียน]
[ลี่เหยาสหายของท่านตระหนักรู้มรรคกระบี่ระหว่างการบำเพ็ญ ฝ่าด่านพันธนาการ ได้รับการยอมรับจากมรรคกระบี่ ความสามารถในการเข้าใจเพิ่มพูน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]
….
หานเจวี๋ยรู้สึกแปลกใจ ลี่เหยาได้รับการยอมรับจากมรรคกระบี่งั้นหรือ
อาศัยสิ่งใดกัน
คุณสมบัติของข้าด้อยกว่านางตรงที่ใด
ทำไมข้าไม่ได้บ้าง
หานเจวี๋ยรู้สึกหงุดหงิด หรือเป็นเพราะจิตแห่งมรรคกระบี่ของเขายังบริสุทธิ์ไม่พอ
มีความเป็นไปได้จริงๆ!
แม้คุณสมบัติเชิงมรรคกระบี่ของหานเจวี๋ยจะเลิศล้ำ แต่ก็ไม่เคยเรียกขานตนว่าเซียนกระบี่เลย อีกทั้งในใจของเขาก็ไม่มีความเคารพในมรรคกระบี่
เขาอ่านจดหมายต่อไป สหายมากมายต่างได้รับโชควาสนา
ได้ยินว่าท่ามกลางมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต จะได้รับโอกาสวาสนาง่ายดายยิ่ง ความเร็วในบำเพ็ญก็เพิ่มขึ้น การสังหารฆ่าฟันในมหาเคราะห์ทิ้งมรดกและสมบัติล้ำค่าไว้ไม่น้อยเลย เมื่อสังหารศัตรูจะได้รับโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ โชคชะตาอันยิ่งใหญ่จะมีส่วนช่วยเพิ่มความเร็วในการบำเพ็ญ นี่คือเหตุผลที่แม้จะรู้ถึงความน่ากลัวของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตดี แต่คนมากมายก็ยังกระโจนเข้าใส่
อันตรายและวาสนามักมาคู่กัน!
[ตรวจสอบพบว่าจักรพรรดิปีศาจต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]
จักรพรรดิปีศาจหรือ
เป็นบ้าอะไร
ไม่ถูกสิ!
ค่าความเกลียดชังระดับหกดาวถึงขั้นไม่ตายไม่เลิกรา อีกฝ่ายคิดจะหาโอกาสมาตามตัวเขาแน่!
หานเจวี๋ยเลือกปฏิเสธ
ผ่านไปครู่หนึ่ง
[ตรวจสอบพบว่าจักรพรรดิปีศาจต้องการเข้าฝันท่าน จะยอมรับหรือไม่]
ปฏิเสธ!
จากนั้นทั้งวัน แจ้งเตือนแบบนี้ก็เด้งขึ้นมาอีกยี่สิบสามครั้ง หานเจวี๋ยเลือกปฏิเสธไปทุกครั้ง
จักรพรรดิปีศาจที่อยู่ห่างออกไปในวังปีศาจโมโหแทบตายแล้ว
‘สำแดงพลังวิเศษสำเร็จแล้วชัดๆ ทำไมเขาถึงปัดป้องได้ตลอด เขาใช้วิธีการใดในการปฏิเสธเรากันแน่ หรือว่ามีจักรพรรดิสวรรค์คอยช่วยเหลืออยู่ข้างกาย ไม่น่าจะใช่ คนผู้นี้ไม่มีทางอยู่ที่วังสวรรค์ แต่กลับทำนายไม่ได้เลยว่าเขาอยู่ที่ไหนกันแน่’
จักรพรรดิปีศาจขมวดคิ้วแน่น ในใจรู้สึกโมโหสุดขีด
เขาไม่มีทางลืมหานเจวี๋ยลง เนื่องจากหานเจวี๋ยทำให้ภรรยาของเขาสิ้นชีพอย่างน่าอนาถ
เพียงแต่ครั้งนี้ เขามิได้คิดจะสังหารหานเจวี๋ย แต่คิดจะใช้ประโยชน์จากหานเจวี๋ยเล่นงานวังสวรรค์ พลางสืบสาวไปหาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
เขามีลางสังหรณ์อย่างหนึ่งว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะมาจากวังสวรรค์!
จนปัญญาที่หานเจวี๋ยไม่เปิดโอกาสให้เขาเลย!