331-335

บทที่ 331
จิตสำนึกของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง เขาใช้พลังเวทห่อหุ้มเกาะสำนักซ่อนเร้น บังคับเกาะให้เหาะไปอย่างรวดเร็ว เกาะสำนักซ่อนเร้นเปรียบเสมือนทรายเม็ดหนึ่งในแม่น้ำปรโลก เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ราวกับสายฟ้าแลบ พริบตาเดียวไปไกลนับหมื่นพันลี้

ครึ่งชั่วยามผ่านไป

เมื่อหานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนมาถึงสุดมุมชายขอบของยมโลกแล้ว ถึงได้ยอมหยุด

ยมโลกแห่งนี้ใหญ่โตมากจริงๆ ราวกับกว้างไกลไร้สิ้นสุด

หานเจวี๋ยเฝ้ารอด้วยความระแวดระวังกลัวว่าศัตรูของจินกังนู่จะไล่ตามมา

ผ่านไปหลายวัน หานเจวี๋ยสัมผัสถึงกลิ่นอายการต่อสู้ได้อีกครั้ง อยู่ห่างจากเกาะสำนักซ่อนเร้นไปนับพันนับหมื่นลี้ เป็นกลิ่นอายการต่อสู้ของระดับจักรพรรดิเซียน

การต่อสู้ดำเนินอยู่หนึ่งวันหนึ่งคืน ถึงได้ล่าถอยเลิกราไป

เกาะสำนักซ่อนเร้นไม่เผชิญกับการโจมตีแม้แต่น้อย

ยมโลกวุ่นวายขึ้นเรื่อยๆ ขนาดยมโลกยังเป็นเช่นนี้ ยากจะจินตนาการได้แดนเซียนจะวุ่นวายปานใด

เวลาผ่านไปสิบปีเต็ม

หลังจากแน่ใจแล้วว่าจินกังนู่จะไม่ชักนำความวุ่นวายมาให้ หานเจวี๋ยถึงได้ปล่อยวิญญาณของจินกังนู่ออกมา ให้กลับสู่กายเนื้อ

เมื่อได้พบถูหลิงเอ๋อร์ จินกังนู่ก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างยิ่ง เสมือนได้พบพานคนบ้านเดียวกันในต่างแดน สองตามีหยาดน้ำเอ่อคลอ

ถูหลิงเอ๋อร์เองกลับเฉยเมยยิ่งนัก ไม่ยินดียินร้าย

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “นับจากนี้ไป เจ้าก็อยู่ฝึกบำเพ็ญที่เกาะสำนักซ่อนเร้นเถอะ อย่าได้ออกจากเกาะ หากเจ้าออกจากเกาะ ข้าจะบังคับเกาะนี้จากไปทันที เมื่อถึงเวลาอย่าหวังว่าข้าจะช่วยเจ้าอีก”

จินกังนู่พยักหน้ารับ

หานเจวี๋ยเพิ่มจินกังนู่เข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ ทั้งสองประลองกันรอบหนึ่ง

จินกังนู่ถูกสังหารในชั่วพริบตา

เขาพลันตกตะลึง

เขาจำที่ยายเมิ่งเคยบอกไว้ว่าหานเจวี๋ยเพียงมีวิธีการพิเศษเท่านั้น ด้านพลังมิได้แข็งแกร่งเลย

เขาเป็นถึงจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏเชียวนะ!

ไม่น่าเชื่อว่าจะถูกอีกฝ่ายสังหารในชั่วพริบตา!

เขาสัมผัสได้ว่าภายในแบบจำลองการทดสอบเขาสามารถสำแดงพลังอย่างสมบูรณ์เต็มที่ได้ เช่นเดียวกับในโลกความจริง หากแต่หานเจวี๋ยแข็งแกร่งเกินไป

เขารู้สึกตื่นตระหนกเสมือนเผชิญหน้ากับผู้ทรงพลังระดับเทพ

เขายำเกรงหานเจวี๋ยมากขึ้นไปอีก ขณะเดียวกัน เขาพลันบังเกิดความสนใจในแบบจำลองการทดสอบขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง

เดิมทีเผ่าจอมเวทก็เป็นเผ่าพันธุ์นักสู้โดยกำเนิดอยู่แล้ว

เพื่อให้เขาได้ดื่มด่ำในสวนนี้ หานเจวี๋ยจึงเปิดเผยคู่ต่อสู้บางส่วนออกมา ล้วนเป็นจักรพรรดิเซียนจากตำหนักเอกอนันต์

อย่างไรก็ตามคู่ต่อสู้ที่จินกังนู่โปรดปราดที่สุดยังคงเป็นเทพผีชิงเซวี่ย เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาเคยพ่ายแพ้ต่อเทพผีชิงเซวี่ย

การเข้าร่วมสำนักของจินกังนู่ ทำให้สำนักซ่อนเร้นแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จอมปีศาจคุกรัตติกาลและต้วนหงเฉินรู้สึกถึงแรงกดดัน ต่างฝึกบำเพ็ญอย่างจริงจังยิ่งกว่าเดิม

….

ยมโลกไม่มีสี่ฤดูหมุนเวียน แต่วันเวลายังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ

เนื่องจากยมโลกเกิดโกลาหล ลำดับเวียนว่ายตายเกิดก็ย่อยยับ สะพานอนิจจังทำให้กลับชาติกำเนิดใหม่ไม่ได้อีกต่อไป ทั้งสองภพไม่ว่าจะหยินหรือหยาง ล้วนมีจำนวนผีเถื่อน วิญญาณเร่ร่อนมากมายล้นหลาม

หานเจวี๋ยรับรู้ได้ชัดเจนว่าแรงกรรมในโลกหล้ากำลังเพิ่มมากขึ้น

สิ่งที่เรียกว่าแรงกรรม คือความอาฆาตพยาบาทที่ก่อตัวขึ้นจากการสังหารฆ่าฟัน แปรผันเป็นพลังกรรมอย่างหนึ่ง เมื่อทำชั่วย่อมได้รับกรรมชั่วตอบแทน

แรงกรรมพัวพันกายเปรียบเสมือนถูกวิญญาณร้ายตามสาปแช่งอยู่ตลอด

เวลาผ่านพ้นไปปีแล้วปีเล่า

สามสิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

วันนี้ หลังจากหานเจวี๋ยสั่งให้อู้เต้าเจี้ยนออกไป เขาก็หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู พร้อมตรวจดูจดหมาย

[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังแห่งวังเทพ]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจ สังขารมลายสิ้น โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ]

[โจวฝานสหายของท่านพลัดลงเข้าสู่แดนต้องห้ามบรรพกาล กลายเป็นผู้สืบทอดของเทพสังหาร ดวงชะตาเกิดความเปลี่ยนแปลง]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x120982

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านร่วงหล่นสู่บึงฝันมายา วิญญาณข้ามสู่บรรพกาล]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญของวังเทพ] x459003

[จี้เซียนเสินสหายของท่านครอบครองอัสนีสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

….

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว หลี่เต้าคงถูกบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์โจมตีได้อย่างไร

วังสวรรค์และสำนักพุทธเป็นพันธมิตรกันมิใช่หรือ

หลี่เต้าคงเลิศล้ำโดยแท้ เผชิญกับการโมตีจากจักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็ยังไม่ได้รับบาดเจ็บเลย

หลังจากคนผู้นี้บรรลุระดับต้าหลัวแล้วจะแข็งแกร่งจนน่ากลัวขนาดไหนกันนะ

สมกับเป็นยอดยุทธ์มรรคกระบี่แห่งแดนเซียน!

หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นอีกว่าวิญญาณของฟางเหลียงข้ามสู่บรรพกาลงั้นหรือ

เป็นการข้ามภพไปจริงๆ หรือว่ามีเพียงจิตสำนึกที่ข้ามไป เหมือนความฝันงั้นหรือ

หานเจวี๋ยเรียกจอค่าสถานะออกมาตรวจสอบ คำบรรยายของฟางเหลียงไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆ ชื่อก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นชื่ออื่นเช่นกัน

เขาได้แต่อวยพรขออย่าให้เกิดเรื่องขึ้นกับฟางเหลียง

หนึ่งเดือนผ่านไป

หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ

เวลานี้เอง เขารับรู้ถึงบางสิ่งได้จึงหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา ป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง สั่นไปมาอย่างต่อเนื่อง

ดวงชะตาพุ่งทะยานอีกแล้วหรือ

ตัวอักษรแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด!

ไม่ปรากฏออกมานานมากแล้ว ที่ปรากฏขึ้นครั้งล่าสุดน่าจะเป็นต้วนหงเฉิน ผู้ฝ่าเคราะห์

[หลี่ว์ฮว่าซวี: เซียนพิภพไท่อี่ระยะต้น ต้น ดาวจักรพรรดิจื่อเวย ต้าหลัวกลับชาติมาเกิด เคยดำรงตำแหน่งหนึ่งในสี่ยอดมหาจักรพรรดิแห่งวังสวรรค์ กลับชาติมาเกิดพร้อมยอดสมบัติมรรคาสวรรค์หอกประกายม่วง หอกประกายม่วงก่อวิญญาณ ทั้งสองไม่อาจแยกจากกันได้ พรสวรรค์เลิศล้ำ ไม่ถึงสามร้อยปีก็บรรลุระดับเซียนพิภพไท่อี่ ปลุกมรรคผลแห่งดาวจักรพรรดิจื่อเวย]

ต้าหลัวกลับชาติมาเกิดงั้นหรือ

ดีเลิศขนาดนี้เชียว

ช้าก่อน!

สี่ยอดมหาจักรพรรดิแห่งวังสวรรค์งั้นหรือ

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว หรือจะเป็นการจัดแจงจากจักรพรรดิสวรรค์

หลังจากป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์สงบลง หานเจวี๋ยก็หยิบมันขึ้นมาติดต่อหาจักรพรรดิสวรรค์

“สี่ยอดมหาจักรพรรดิหรือ เหตุใดจู่ๆ เจ้าจึงถามถึงพวกเขา” จักรพรรดิสวรรค์ถามด้วยความสงสัย

หานเจวี๋ยเองก็ไม่ปิดบัง บอกเล่าเรื่องที่ดาวจักรพรรดิจื่อเวยกลับชาติมาเกิดบนโลกเขย่าพิภพ

จักรพรรดิสวรรค์เงียบไป

ผ่านไปพักใหญ่

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยเสียงแผ่ว “สี่ยอดมหาจักรพรรดิในวังสวรรค์มีตำแหน่งทัดเทียมกับเราจริงๆ เพียงแต่เราเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ดาวจักรพรรดิจื่อเวยจิตใจทะเยอทะยานมากที่สุด ไม่ยอมศิโรราบต่อเราเลย ในอดีตกาลแม้จะเคยมาช่วยค้ำจุนคราหนึ่ง แต่หลังจากครั้งนั้น เราก็ไม่เคยพบเห็นเขาอีกเลย ไม่คิดเลยว่าเขาจะล่วงลับแล้ว ซ้ำยังกลับชาติถือกำเนิดในโลกมนุษย์ของเจ้าด้วย คาดว่าระหว่างกลับชาติกำเนิดใหม่คงถูกดวงชะตาของโลกเขย่าพิภพดึงดูดเข้า”

ยามนี้ลำดับของโลกเขย่าพิภพบนป้ายศิลามรรคาสวรรค์สูงลิ่ว อยู่ในร้อยลำดับแรกของโลกมนุษย์ภายใต้ร่มเงามรรคาสวรรค์!

มีความเป็นไปได้สูงที่มหาจักรพรรดิจื่อเวยจะเลือกโลกเขย่าพิภพด้วยความบังเอิญ

หานเจวี๋ยสอบถาม “ข้าควรเผชิญหน้ากับเขาอย่างไร”

“ปล่อยไปตามธรรมชาติเถอะ เจ้าก็อย่าได้ไปสะกดข่มเขาก่อนถึงเวลา มิเช่นนั้นจะกระตุ้นมรรคผลแห่งต้าหลัวที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณเขาขึ้นมา ต้าหลัวล่วงลับได้ในมหาเคราะห์เท่านั้น หรือไม่ก็ถูกสังหารโดยอริยบุคคล หากเจ้าไปล่วงเกินเขา มีโอกาสตายเก้าส่วนรอดหนึ่งส่วน”

“พ่ะย่ะค่ะ”

หานเจวี๋ยไม่คิดเลยว่าหลี่ว์ฮว่าซวีจะร้ายกาจถึงเพียงนี้

นี่น่ะหรือต้าหลัว

ข้าต้องไปถึงให้ได้!

หานเจวี๋ยเบี่ยงหัวข้อสนทนาเอ่ยถามว่า “ระยะนี้สถานการณ์ของวังสวรรค์เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ สำนักพุทธมิได้หักหลังวังสวรรค์ใช่หรือไม่”

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวตอบ “มีการต่อสู้อยู่ตลอด แต่ไม่มีอันตรายใหญ่หลวง ยามนี้สำนักพุทธอยู่ในการควบคุมของบรรพชนพุทธเทวัญ ยังคงให้ความร่วมมือกับวังสวรรค์อยู่ เพียงแต่บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เข้ารีตมาร ไม่นานมานี้ได้ทำลายยันต์สะกดของสำนักพุทธแล้วหนีออกมา เริ่มทำตัวรุกรานเหิมเกริมในแดนเซียน วังสวรรค์ วังปีศาจ วังเทพรวมถึงสำนักพุทธล้วนเผชิญกับการโจมตีจากเขา เฮ้อ บรรพชนพุทธผู้งามสง่าตกต่ำจนมีจุดจบเช่นนี้ ช่างน่าสังเวชนัก เจ้าแดนต้องห้ามอันธการกระทำการอุกอาจ มรรคาสวรรค์ยากจะปล่อยผ่านได้!”

หานเจวี๋ยแทบจะกระอักเลือดออกมาแล้ว

ฝ่าบาทของข้า ข้าจัดการบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็เพื่อท่านนะ!

ใต้หล้าล้วนสามารถประณามข้าได้ แต่ท่านน่ะทำไม่ได้!

หานเจวี๋ยบ่นอยู่ในใจ แต่ก็ไม่กล้าบอกความจริงออกไป ได้แต่ด่าทอเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไปกับจักรพรรดิสวรรค์ด้วย

“เอ่ยถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ผู้ศรัทธาในตัวแดนต้องห้ามอันธการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว พวกเขาถึงขั้นรวมตัวกันในแดนเซียนก่อตั้งเป็นลัทธิอันธการ เตรียมเข้าร่วมช่วงชิงโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ สร้างความพอใจให้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการไปด้วย ในกลุ่มนั้นผู้แข็งแกร่งที่สุดคือเผ่าอสูร ในเผ่ามีต้าหลัวอยู่ พวกเขาถือกำเนิดขึ้นหลังจากมหาเคราะห์มรรคาสวรรค์ครั้งแรก ถึงแม้จะมิใช่กลุ่มอิทธิพลที่เก่งกาจ แต่ก็รอดชีวิตมาได้เสมอ” จักรพรรดิสวรรค์เล่า

บทที่ 332
ล้อเล่นอะไรอยู่?

ลัทธิอันธการ?

เผ่าอสูรงั้นหรือ

หานเจวี๋ยโมโหแทบตายแล้ว

เผ่าอสูรดูเหมือนจะเป็นแฟนคลับตัวยงของเขา แต่ความจริงคือกำลังอาศัยชื่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไปก่อเรื่องชัดๆ

แบบนี้ไม่ได้การแล้ว!

หานเจวี๋ยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากพวกเขาเลย!

หานเจวี๋ยสอบถาม “หัวหน้าเผ่าอสูรคือผู้ใด มีนามว่าอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยตอบ “เผ่าอสูรเพิ่งเปลี่ยนหัวหน้าได้ไม่นาน เขามีนามว่าเซวี่ยหมิงเหอ เพิ่งหนีออกมาจากแดนชำระบาปเก้าขุมเมื่อไม่นานมานี้”

เซวี่ยหมิงเหองั้นหรือ

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วถามต่อว่า “ฝ่าบาท ท่านรู้จักปรมาจารย์หมิงเหอหรือไม่”

“ไม่รู้”

คำตอบของจักรพรรดิสวรรค์ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง

โลกเทพเซียนแห่งนี้มีจุดที่คล้ายคลึงกับเทวตำนานของจีนและนิยายอิงประวัติศาสตร์ในอินเทอร์เน็ตยิ่งนัก แต่ในความเป็นจริงกลับมีจุดที่ต่างกันออกไปอยู่

กล่าวโดยสรุปคือ เส้นเวลาแตกต่างกัน

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงบรรลุมรรคผ่านมหาเคราะห์เก้าหน จักรพรรดิสวรรค์ก็ขึ้นเป็นจักรพรรดิสวรรค์ต่อจากเฮ่าเทียน และไม่ทราบด้วยว่าเป็นจักรพรรดิสวรรค์รุ่นที่เท่าไร

หานเจวี๋ยไม่คิดต่อให้มากความ ไม่ว่าจะมีความเชื่อมโยงกับเทวตำนานจีนหรือไม่ นั่นก็ไม่เกี่ยวข้องกับเขาเลย

ส่วนโลกในชาติก่อน อันที่จริงเขาก็ไม่ได้มีความผูกพันมากมายนัก ไม่ได้ยึดติดกับการเป็นผู้ข้ามภพ หากมีโอกาสกลับไปได้ จะลองกลับไปสักหน่อยก็ได้ แต่ก็ไม่ได้มีความคิดมุ่งมั่นว่าต้องกลับไป

เขาแค่อยากฝึกบำเพ็ญมีอายุขัยยืนยาว เป็นอมตะชั่วนิรันดร์!

ไม่นานนัก จักรพรรดิสวรรค์ก็ตัดการเชื่อมต่อทางกระแสจิต

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสั่งสอนเซวี่ยหมิงเหอ

เขาไม่ได้สาปแช่งอีกฝ่ายมากมายนัก แช่งอยู่ห้าวันเท่านั้น เคี่ยวกรำสักยก

[ความประทับใจที่หานมิ่งมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4.5 ดาว]

หานเจวี๋ยมองแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาตรงหน้าอย่างเฉยเมย

ค่าความประทับใจที่เจ้าเด็กคนนี้มีต่อเขาเดี๋ยวขึ้นเดี๋ยวลง มีอาการป่วยชัดๆ

หานเจวี๋ยไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับหานมิ่งเลยสักนิด

อีกอย่างตั้งแต่เล็กจนโตทั้งสองก็ไม่เคยอยู่ด้วยกันเลย

….

ยมโลก เมืองนรกใต้พิภพ

พญายมนั่งอยู่บนบัลลังก์ภูตผีด้วยสีหน้าเรียบเฉย สายตาจับจ้องเงาดำร่างหนึ่งที่อยู่ในห้องโถง

“ใต้เท้ามาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใดกันแน่” พญายมเอ่ยถามเสียงขรึม

เงาดำเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฐานะของข้าไม่สำคัญเลย สิ่งสำคัญคือสามารถทำให้ท่านพญายมบรรลุสิ่งใดได้ต่างหาก”

“เราจะไว้ใจเจ้าได้อย่างไร”

“กลุ่มอิทธิพลสำนักพุทธในเมืองนรกจะถูกกวาดล้างภายในสิบปี ข้ามาแจ้งให้พญายมอย่างท่านทราบไว้ล่วงหน้า เพื่อแสดงถึงความจริงใจ”

“โอ้ เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใด”

“แม่น้ำปรโลก!”

พญายมฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะหรี่ตาลง

เขาเอ่ยถามด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายมิยิ้ม “เจ้าต้องการแดนชำระบาปเก้าขุมหรือ เห็นทีว่าฐานะของใต้เท้าคงจะพิเศษยิ่ง หรือจะเกี่ยวข้องกับเซวี่ยหมิงเหอ”

เงาดำเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถิด ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องกับแดนชำระบาปเก้าขุม ข้าเพียงอยากใช้ประโยชน์จากแดนชำระบาปเก้าขุม ภายหน้าข้าจะไม่มายุ่มย่ามบงการยมโลก เป้าหมายของข้าคือแดนเซียน”

พญายมตกอยู่ในห้วงความคิด

ช่วงนี้เขากำลังปวดเศียรเวียนเกล้ากับกลุ่มอิทธิพลสำนักพุทธที่นำโดยพระกษิติครรภ์อยู่จริงๆ หากไม่เก็บกวาดยมโลกให้สะอาด เขาจะกล้าวางใจไปโจมตีวังสวรรค์ได้อย่างไร

สำนักพุทธทสมควรตาย!

ผูกใจอยู่กับวังสวรรค์อย่างเหนียวแน่น!

พญายมตอบรับ “เอาเถอะ ได้ เรารับปาก!”

เงาดำเลือนหายไปกับหมอกควัน ทิ้งคำพูดไว้เพียงประโยคเดียว “ท่านพญายมเฝ้าคอยการรวมเป็นหนึ่งของยมโลกได้เลย!”

….

แดนเซียน ณ คุนหลุน

ระหว่างทิวเขา บนทะเลสาบกว้างใหญ่ผืนหนึ่ง หลงเฮ่านั่งสมาธิอยู่กลางอากาศ ไอเซียนอันไร้ที่สิ้นสุดลอยม้วนขึ้นมาจากผิวทะเลสาบ ถ่ายเทเข้าสู่ร่างหลงเฮ่า

นักพรตวัยกลางคนรายหนึ่งยืนอยู่ริมทะเลสาบ ลูบเคราขณะมองมาที่เขา

“ยอดเยี่ยมมาก ความหวังในการฟื้นฟูนิกายฉ่านสามารถฝากฝังไว้กับเด็กคนนี้ได้”

นักพรตวัยกลางคนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เพิ่งกล่าวจบ นักพรตน้อยคนหนึ่งก็ปรากฏขึ้นข้างกาย ดูแล้วอายุเพียงห้าขวบเท่านั้น ใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก แยกไม่ออกว่าเป็นชายหรือหญิง

นักพรตน้อยเปิดปากเอ่ย “อาจารย์ วังสวรรค์ส่งคนมาเยี่ยมเยือน แจ้งว่าเป็นหลงจวินพี่ชายคนโตของหลงเฮ่าขอรับ”

นักพรตวัยกลางคนเอ่ยยิ้มๆ “ให้เขารอก่อนเถอะ บอกว่าหลงเฮ่ากำลังตระหนักรู้พลังวิเศษของนิกายฉ่านอยู่”

นักพรตน้อยตะลึงงัน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “อาจารย์ เขาเป็นคนของวังสวรรค์ ท่านไว้ใจเขาถึงเพียงนี้เลยหรือ”

หลงเฮ่าอยู่ในสภาวะตระหนักรู้ ไม่ได้ยินเสียงจากโลกภายนอก

นักพรตวัยกลางคนหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวตอบ “วังสวรรค์เดิมทีก็เป็นกลุ่มอิทธิพลที่สำนักเต๋าคอยค้ำจุนอยู่แล้ว นิกายฉ่านและวังสวรรค์ให้ความร่วมกันเป็นอย่างดี วังสวรรค์ดูแลปวงสวรรค์หมื่นโลกา นิกายฉ่านทุ่มเทเผยแผ่คำสอน นี่มิใช่บทลงเอยที่ดีที่สุดหรอกหรือ”

นักพรตน้อยเงียบไป

นักพรตวัยกลางคนกล่าวต่อว่า “ใช่แล้ว ตรวจสอบสำนักต้นสังกัดของเฮ่าเอ๋อร์ด้วย เขามีอาจารย์ลึกลับอยู่ท่านหนึ่ง อาจารย์ทำนายหาไม่ได้ เกรงว่าจะมีภูมิหลังยิ่งใหญ่นัก”

นักพรตน้อยพยักหน้าตอบรับ จากนั้นก็เลือนหายไปจากจุดเดิม

ตูม! ครืน…

เมฆอัสนีรวมตัวกันเหนือเขาคุนหลุน อำนาจสวรรค์กดทับครอบคลุมทั่วเขาคุนหลุน

นักพรตวัยกลางคนเงยหน้ามองแวบหนึ่ง คิ้วพลันขมวดแน่น

“คุนหลุนเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งมรรคาสวรรค์ จะดึงดูดเคราะห์สวรรค์มาได้อย่างไร เว้นแต่เขาจะแบกรับแรงกรรมหมาศาล แต่เหตุใดข้าจึงสัมผัสถึงแรงกรรมมหาศาลของเขาไม่ได้เล่า”

“ช้าก่อน”

“หรือจะซ่อนอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณ”

นักพรตวัยกลางคนเผยรอยยิ้มเล็กน้อย ยกมือขึ้นใช้นิ้ววาดผ่านสองเนตร ม่านตาพลันแปรเปลี่นเป็นจันทร์เสี้ยวสีม่วงคู่หนึ่ง

….

สิบปีผ่านไป

เมื่อว่างจากการฝึกบำเพ็ญหานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งศัตรู

หลายปีมานี้อู้เต้าเจี้ยนอยู่นอกถ้ำตลอด ศึกษาวิเคราะห์มรรคกระบี่เทียมฟ้ากับลี่เหยา ต่างก็มีพัฒนาการกันทั้งคู่

จินกังนู่ปรับตัวเข้ากับสำนักซ่อนเร้นได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ผู้ที่มีสัมพันธไมตรีกับเขาที่สุดมิใช่ถูหลิงเอ๋อร์ แต่เป็นไก่คุกรัตติกาล

ตอนเพิ่งมาถึง ไม่มีใครสนใจเขาเลย มีเพียงไก่คุกรัตติกาลที่มักจะถากถางเหน็บแนมเขาอยู่เสมอ ช่วงแรกเขารู้สึกไม่พอใจยิ่งนัก แต่สิบปีผ่านไป เขากลับชื่นชอบสำเนียงการพูดของเจ้าไก่คุกรัตติกาลไปเสียแล้ว

สาเหตุเป็นเพราะไม่ว่าจะเป็นใครไก่คุกรัตติกาลก็กล้าด่าทั้งนั้น เมื่อถึงเวลาที่ควรยอมศิโรราบก็ว่องไวยิ่ง ทำให้เขาขบขันได้อยู่เสมอ

ยามที่หานเจวี๋ยสาปแช่งศัตรู ยังได้ยินเสียงด่าทอกันระหว่างไก่คุกรัตติกาลและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นด้วย

เขาสาปแช่งพลางตรวจดูจดหมายไปด้วย

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านพลิกฟ้าเปลี่ยนชะตา มรรคาสวรรค์ไม่ยอมรับ ดวงชะตาตกต่ำ]

[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เสวียนเอ้าศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านสังหารมังกรเขียวสัตว์ร้ายศักดิ์สิทธิ์ ดวงชะตาเพิ่มพูน]

[เจียงอี้สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ]

[หานมิ่งสหายของท่านถูกยึดร่าง วิญญาณถูกกักขังในสมบัติวิเศษ ทนรับความทรมาน]

….

ตัวเอกคนใหม่ขึ้นแท่นแล้ว!

หลี่เต้าคง!

บ้าระห่ำโดยแท้ ทุกสิบปีล้วนมีฉากต่อสู้หนึ่งหน แถมยังสู้กับผู้ยิ่งใหญ่ด้วย

ฟางเหลียงพลิกฟ้าเปลี่ยนชะตาด้วยเรื่องใดกัน

หานเจวี๋ยค่อนข้างกังวล กลัวเขาจะเกิดเรื่อง

สำหรับฟางเหลียง หานเจวี๋ยยังคงชมชอบนัก รองลงมาจากมู่หรงฉี่

เพียงแต่ชะตาชีวิตของเจ้าหนุ่มคนนี้พลิกผันสับสนยิ่ง ออกจะคล้ายโจวฝานอยู่บ้าง

เมื่อเอ่ยถึงโจวฝาน ไม่นานมานี้คนผู้นี้ก็มีบทบาทมากเช่นกัน บรรลุตบะระดับจักรพรรดิเซียนแท้ไท่อี่ แน่นอนว่าเมื่อจับมาวางในแดนเซียนก็ไม่ควรค่าให้กล่าวถึงอีก

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าเจียงอี้นักฟังของเขาได้รับบาดเจ็บอีกแล้ว ช่างน่าเวทนาจริงๆ

ยังมีหานมิ่งอีก เหตุใดจึงถูกยึดร่างเล่า

สัญชาตญาณของหานเจวี๋ยร้องเตือน ได้กลิ่นของแผนการชั่วร้ายลอยมา

ผู้ที่ยึดร่างของหานมิ่งไปจะมาหาเขา หลอกลวงให้เขาไว้ใจ แล้วหาจังหวะสังหารเขาหรือไม่

ยิ่งคิดหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้

ในเวลานี้เอง หานเจวี๋ยสัมผัสได้ถึงกระแสคลื่นอันปั่นป่วนของแม่น้ำปรโลกนอกเกาะได้

ต้วนหงเฉินมาหาหน้าถ้ำ ขอเข้าพบหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยให้เขาเข้ามา

“เจ้าสำนัก แย่ไปกันใหญ่แล้วขอรับ มีคนเปิดใช้งานเขตอาคมที่เชื่อมต่อสู่แดนชำระบาปเก้าขุม!” ต้วนหงเฉินเล่าด้วยน้ำเสียงร้อนรน

หานเจวี๋ยถาม “เปิดก็เปิดไปสิ เข้าไปแล้วจะรอดหรือ”

ต้วนหงเฉินอธิบาย “ข้าสงสัยว่าเขามิได้อยากเข้าไป แต่อยากปลดปล่อยผีร้ายในแดนชำระบาปเก้าขุมออกมา เมื่อถึงเวลานั้นแม่น้ำปรโลกทั้งสายจะเชื่อมต่อเป็นค่ายกลอาคม พวกเราต้องได้รับผลกระทบแน่ขอรับ!”

บทที่ 333
คิดปลดปล่อยผีร้ายทั้งหมดในแดนชำระบาปเก้าขุมออกมาอย่างนั้นหรือ

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขาบังเกิดความคิดอาจหาญขึ้นมาอย่างหนึ่ง!

หากผีร้ายทั้งหมดในแดนชำระบาปเก้าขุมหนีออกมา เขาก็อาศัยจังหวะนี้เข้าไปซ่อนในแดนชำระบาปเก้าขุมได้มิใช่หรือ

ไม่ได้!

หากผู้ทรงพลังลงมือ จับผีร้ายยัดกลับไป ผนึกทางเข้าออกไว้ เช่นนั้นเขามิกลายเป็นตะพาบในไหหรอกหรือ

หานเจวี๋ยกล่าว “ดูต่อไปก่อนเถอะ ในช่วงเวลานี้ เจ้าจงจับตามองความเคลื่อนไหวของแม่น้ำปรโลกให้มากหน่อย หากไม่ได้การจริงๆ พวกเราไปจากยมโลกเสียก็พอ ข้ามีพลังวิเศษ สามารถหนีออกจากยมโลกได้ทันที”

เมื่อต้วนหงเฉินได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสบายใจในทันใด

เขาก็ไม่ได้คาดหวังให้หานเจวี๋ยช่วยหยุดเรื่องนี้ ขอเพียงมีวิธีรักษาชีวิตไว้ก็พอ

หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อไป สำหรับความเคลื่อนไหวทางแม่น้ำปรโลก เขาไม่ใส่ใจเลย

พลังจิตระดับต้าหลัวไม่สามารถสอดแนมอาณาเขตเต๋าได้ หากอยากหาเกาะสำนักซ่อนเร้นให้พบ ต้องมีโชคฝืนชะตาฟ้าแล้วกระมัง

หลายเดือนผ่านไป

หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่พลันลืมตาขึ้น เขาสัมผัสถึงรัศมีอันแกร่งกล้าสายหนึ่งที่พุ่งขึ้นมาจากส่วนลึกของแม่น้ำปรโลก

มีผู้ทรงพลังโผล่มาแล้ว!

หานเจวี๋ยเฝ้ารอด้วยความกระวนกระวาย

เขาตรวจหาศัตรูแข็งแกร่งบริเวณรอบเกาะสำนักซ่อนเร้น แต่ตรวจสอบไม่พบ เนื่องจากระยะห่างยังไกลเกินไป

ผ่านไปอีกสักพัก ทั่วยมโลกก็เต็มไปด้วยไอสังหารอันน่าหวาดหวั่น

เจ็ดปีผ่านไป

พุทธะอาภรณ์ขาวในโลกเขย่าพิภพเรียกหาหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงสอบถาม ที่แท้พุทธะอาภรณ์ขาวอยากแนะนำศิษย์คนหนึ่งให้หานเจวี๋ย เป็นหลี่ว์ฮว่าซวีนั่นเอง

“เด็กคนนี้มีพรสวรรค์เลิศล้ำ หากชุบเลี้ยงให้ดี วันหน้าต้องกลายเป็นยอดฝีมือแห่งสำนักซ่อนเร้นได้แน่ ให้เขาอยู่ในโลกเขย่าพิภพ ดูจะอยุติธรรมอยู่บ้าง” พุทธะอาภรณ์ขาวเอ่ยด้วยความกระตือรือร้น

หานเจวี๋ยเงียบไป

หลี่ว์ฮว่าซวี

มหาจักรพรรดิจื่อเวยกลับชาติมาเกิด!

เป็นถึงต้าหลัวเชียวนะ

หากเขารับต้าหลัวเข้าสู่เกาะสำนักซ่อนเร้น จะเป็นอันตรายหรือไม่

ต้องใคร่ครวญสักหน่อย ไม่ถูกสิ โลกเขย่าพิภพอยู่ในส่วนลึกของวิญญาณเขา เท่ากับหลี่ฮว่าซวีอยู่ในเกาะสำนักซ่อนเร้นอยู่แล้ว

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ งั้นก็รับเขาไว้เถอะ

ในเกาะสำนักซ่อนเร้นก็มีต้าหลัวอยู่คนหนึ่งแล้วมิใช่หรือ บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เป็นต้าหลัว บรรพชนพุทธภควัตจะมิใช่ต้าหลัวได้อย่างไรเล่า

หานเจวี๋ยตอบรับ “ได้ ข้าจะพาตัวเขาไป”

เขาเข้าไปดึงตัวหลี่ว์ฮว่าซวีทันที

หลี่ว์ฮว่าซวีที่ขณะนั้นอยู่ตรงหน้าพุทธะอาภรณ์ขาวถูกหานเจวี๋ยดึงตัวออกจากโลกเขย่าพิภพและปล่อยลงในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

ทันทีที่เห็นหานเจวี๋ย หลี่ว์ฮว่าซวีก็รีบคุกเข่าลงและเอ่ยด้วยความประหม่า “คารวะผู้อาวุโส!”

ถึงแม้เขาจะปลุกพรสวรรค์ขึ้นมาแล้ว แต่จิตสำนึกแห่งต้าหลัวยังไม่กลับคืนมา

หานเจวี๋ยพยักหน้ารับ ถ่ายทอดเสียงหาศิษย์คนหนึ่ง

ในไม่ช้า ฉู่ซื่อเหรินก็เข้ามาในถ้ำ

“นับจากนี้ไป เขาก็คือศิษย์ของเจ้า!”

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ ทว่าในใจกลับตั้งตารออย่างยิ่ง

บรรพชนพุทธรับมหาจักรพรรดิเป็นศิษย์

มาดูกันว่าวันหน้าผู้ใดจะข่มผู้ใดกันแน่!

หานเจวี๋ยไม่กลัวเลยว่าพวกเขาจะร่วมมือกัน บรรพชนพุทธภควัตปรารถนาจะให้เวไนยสัตว์ละทิ้งการบำเพ็ญใจแทบขาด พวกเขาไม่มีทางลงรอยกับมหาจักรพรรดิจื่อเวยที่เกิดมาเพื่อแสวงหาความแข็งแกร่งแน่นอน

ฉู่ซื่อเหรินแปลกใจระคนยินดี ในที่สุดเขาก็ได้รับศิษย์อีกครั้ง

สำหรับโจวหมิงเยวี่ย เขารู้สึกหน่ายเต็มที

“ขอรับ อาจารย์” ฉู่ซื่อเหรินรีบคารวะขอบคุณ

หลี่ว์ฮว่าซวีลังเลอยากล่าวบางสิ่ง แต่หานเจวี๋ยโบกมือทันที สื่อให้พวกเขาถอยออกไป

ฉู่ซื่อเหรินลากหลี่ว์ฮว่าซวีออกไปด้วยความยินดี

จากนั้น ฝันร้ายของเขาก็ได้เริ่มต้นขึ้น

พรสวรรค์ของหลี่ว์ฮว่าซวีไม่อาจนำไปเทียบกับโจวหมิงเยวี่ยผู้เป็นเทพปีศาจกลับชาติมาเกิดได้ ไอเซียนของเกาะสำนักซ่อนเร้นเลิศล้ำกว่าโลกเขย่าพิภพ หลี่ว์ฮว่าซวีดุจมัจฉาได้วารี ตบะรุดหน้าได้รวดเร็วยิ่ง

เพื่อควบคุมหลี่ว์ฮว่าซวี ฉู่ซื่อเหรินจึงจำเป็นต้องฝึกบำเพ็ญอย่างเอาจริงเอาจังด้วย

ในอดีตให้ควบคุมดูแลโจวหมิงเยวี่ยเขายังพอทำตัวเกียจคร้านได้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหลี่ว์ฮว่าซวี เขาไม่กล้าผ่อนคลายเลยจริงๆ

หากปล่อยให้ศิษย์มีตบะเหนือล้ำกว่า เช่นนั้นก็น่าอับอายเกินไปแล้ว

การเข้าร่วมสำนักของหลี่ว์ฮว่าซวีสร้างความกดดันให้ศิษย์คนอื่นๆ เช่นกัน พวกเขาล้วนสนใจใคร่รู้ว่าคนผู้นี้โผล่มาจากที่ใด

ราวกับหลงเฮ่าคนที่สองไม่มีผิด!

….

สามปีผ่านไป ครบกำหนดสิบปีแล้ว หานเจวี๋ยสาปแช่งศัตรูพลางตรวจดูจดหมายไปด้วยตามความเคยชิน

ในช่วงสิบปีมานี้ ไม่มีจดหมายพิเศษๆ เลย หานเจวี๋ยอ่านจนถึงด้านล่างก็ไม่ข้อมูลสำคัญใดๆ

หลังสาปแช่งเสร็จ หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาเพื่อติดต่อหาจักรพรรดิสวรรค์ สอบถามสถานการณ์ของยมโลก

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวอย่างจนปัญญา “เจ้าเอาตัวรอดเก่งจริงๆ เจ้าอยู่ในยมโลกยังจะมาถามข่าวในยมโลกจากเราอีกหรือ คงมิใช่ว่าเจ้าซ่อนตัวอยู่ตลอด ไม่ออกไปไหนเลยกระมัง”

“ถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ ออกไปก็เสี่ยงตายได้ง่ายๆ”

“เจ้าไม่ได้ไปล่วงเกินผู้ใด จะมากลัวตายอันใด การบำเพ็ญแบบเจ้า ไร้กรรมไร้ความแค้น ไม่มีผู้ใดบุกไปฆ่าเจ้าก่อนหรอก”

สิ่งที่จักรพรรดิสวรรค์กล่าวเป็นความจริง เมื่อบรรลุระดับจักรพรรดิ หากคิดสังหารจักรพรรดิเซียน อาจจะก่อให้เกิดปัญหาวุ่นวาน หากจักรพรรดิเซียนมีเสี้ยววิญญาณหลงเหลืออยู่ในถิ่นฐาน เช่นนั้นสังหารไปก็ไร้ประโยชน์

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ไม่แน่หรอกพ่ะย่ะค่ะ มีคนหัวรั้นและบ้าบิ่นอยู่เสมอ ต่อให้ตบะสูงส่ง ก็ไม่อาจละทิ้งนิสัยมุทะลุไปได้อยู่ดี”

ยกตัวอย่างเช่นโจวฝาน จี้เซียนเสินและเจียงอี้

จักรพรรดิสวรรค์แค่นเสียง “เจ้าไปสรรหาคำพูดแปลกๆ มาจากที่ใดกัน แล้วไปเถอะ เรารู้มาว่ามีตัวตนลึกลับเปิดแดนชำระบาปเก้าขุมออกและตอนนี้ก็ร่วมมือกับเมืองนรกต่อกรกับวังเทพ การต่อสู้ในยมโลกยังคงดำเนินต่อไป”

ตัวตนลึกลับหรือ

ตัวแปรอีกคนกระมัง

“เรายังยืนยันตามเดิมว่า หากเจ้าอยากมาที่วังสวรรค์ ก็มาได้ทุกเมื่อ!”

“เรายังมีธุระต่อ ยอดแม่ทัพเทพเผชิญอุปสรรคยากเข็ญ เราต้องไปดูสักหน่อย”

พอกล่าวจบ จักรพรรดิสวรรค์ก็ตัดกระแสจิตไปทันที

ไปเสียแล้ว

หานเจวี๋ยเองก็เริ่มคิดในใจ ‘ข้าอยากรู้ว่าผู้ใดเปิดแดนชำระบาปเก้าขุม’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

แค่ร้อยล้านหรือ!

ข้ามีอายุขัยเป็นหมื่นพันล้านล้านปีแล้ว!

หานเจวี๋ยลอบดูหมิ่นระบบ จากนั้นก็เลือกดำเนินการต่อ

ในไม่ช้า เงาร่างหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมองของหานเจวี๋ย

หืม?

นี่มิใช่จู่ถูบรรพชนผู้ก่อตั้งวังเทพขึ้นหรอกหรือ

อดีตรองเจ้านิกายเจี๋ย ปัจจุบันเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต

เกิดอะไรขึ้น

คนผู้นี้ร่วมมือกับเมืองนรกโจมตีวังเทพที่ตนก่อตั้งขึ้นหรือ

เขาเคยถูกวังเทพหักหลัง หรือตกลงกับวังเทพแล้วว่าจะแสร้งเล่นละครด้วยกันแน่

หานเจวี๋ยเอนเอียงไปทางข้อหลัง คนผู้นี้เป็นบุคคลอันดับหนึ่งในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต หากต้องการควบคุมวังเทพ ง่ายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือเสียอีก

ไม่ควรประมาทวังเทพ!

นี่คือบทละครของผู้มีชัยในมหาเคราะห์สินะ!

กลุ่มอิทธิพลใหม่ที่ไม่เคยประสบมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมาก่อน พวกเขารวบรวมบุตรแห่งสวรรค์ไว้นับไม่ถ้วน เมื่อนำดวงชะตาไปเทียบกับกลุ่มอิทธิพลรุ่นเก่า ไม่ว่ามองอย่างไร วังเทพก็มีโอกาสสูงยิ่งที่จะได้ชัยในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต

หากเป็นก่อนหน้านี้ หานเจวี๋ยจะไม่ถือสาเลยหากพวกเขาจะชนะ

แต่ตอนนี้วังสวรรค์และวังเทพเป็นศัตรูคู่แค้นกัน เพราะฉะนั้นจะปล่อยให้พวกเขาชนะไม่ได้!

‘สาปแช่งจู่ถูดีหรือไม่นะ’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ

ไม่ได้!

คนผู้นี้เป็นอันดับหนึ่งในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต จะบุ่มบ่ามสาปแช่งไม่ได้ รอให้หนังสือแห่งความโชคร้ายยกระดับแล้วค่อยพิจารณาเรื่องนี้กันอีกครั้งเถอะ

ต้องหาโอกาสแจ้งเรื่องนี้ต่อจักรพรรดิสวรรค์ ให้จักรพรรดิสวรรค์เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ

หานเจวี๋ยส่ายหน้า เตรียมฝึกบำเพ็ญต่อ

[ตรวจสอบพบว่ามีตัวตนลึกลับกำลังวางแผนทำร้ายตัวท่านในอดีต ต้องการใช้ความสามารถของอาณาเขตเต๋าเสริมกำลังให้อาณาเขตเต๋าในอดีตหรือไม่]

ข้อความแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาเบื้องหน้าหานเจวี๋ย

เขาอดตกตะลึงไม่ได้

ล้อเล่นอะไรกัน

เขารีบเลือกใช้ความสามารถทันที

อาณาเขตเต๋าในปัจจุบันสามารถปิดกั้นพลังจิตระดับต้าหลัวได้ หากเสริมพลังให้อาณาเขตเต๋าในอดีต น่าจะสามารถต้านทานศัตรูลึกลับได้

กลัวก็แต่อีกฝ่ายจะแข็งแกร่งกว่าระดับต้าหลัว!

‘ใครกันแน่ที่ต้องการปองร้ายข้า’

หานเจวี๋ยนึกถึงฟางเหลียงเป็นคนแรก วิญญาณฟางเหลียงข้ามสู่บรรพกาล

อย่างไรก็ตามฟางเหลียงข้ามภพสู่ยุคบรรพกาล ช่วงเวลายังห่างกันเกินไป

“ข้าจะมัวเดาอยู่ทำไม ใช้ระบบวิวัฒนาการเสียก็สิ้นเรื่อง!”

หานเจวี๋ยบ่น แล้วรีบใช้ระบบวิวัฒนาการ หลังจากสืบทราบว่าเป็นผู้ใดเขาจะสาปแช่งทันที บีบคั้นให้อีกฝ่ายล่าถอยไป

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

ทันทีที่หานเจวี๋ยคิด เงาร่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว

สีหน้าท่าทางของเขาพิลึกยิ่ง

เป็นเขาไปได้อย่างไร

มารดามันเถอะ รนหาที่ตายหรือ!

บทที่ 334
ซวีหวง!

ผู้ที่ย้อนเวลากลับไปปองร้ายหานเจวี๋ยในอดีตก็คือโอรสของจักรพรรดิปีศาจ ซวีหวง!

หานเจวี๋ยจำปีศาจตนนี้ได้ ก่อนหน้านี้ที่ตำหนักเอกอนันต์ คนผู้นี้เดินชนเขา แถมยังบังเกิดความเกลียดชังในตัวเขาอีกด้วย

เมื่อพบคนร้ายตัวจริงแล้ว หานเจวี๋ยไม่พูดพล่ามทำเพลง เริ่มสาปแช่งซวีหวงทันที

เขาสาปแช่งอีกฝ่ายพลางคิดด้วยความสงสัย ‘ระบบสามารถป้องกันศัตรูที่เดินทางข้ามเวลาได้หรือไม่’

ข้อความแถวหนึ่งผุดขึ้นตรงหน้าเขา

[ระบบป้องกันได้เพียงศัตรูในช่วงเวลาปัจจุบัน]

กล่าวอีกอย่างคือ ซวีหวงเพิ่งย้อนเวลาเมื่อไม่นานมานี้

‘ระบบสามารถป้องกันศัตรูที่มาจากอนาคตได้หรือไม่’

[นั่นขึ้นอยู่กับว่าตัวท่านซึ่งเป็นผู้ครอบครองระบบในอนาคต ยินยอมให้ความช่วยเหลือตัวท่านในปัจจุบันนี้หรือไม่]

กล่าวอีกแง่คือ หานเจวี๋ยทำได้เพียงจัดการศัตรูในช่วงเวลาปัจจุบันเท่านั้น

เขาอดไม่ได้ที่จะคิดให้ลึกลงไปอีก

หากว่าตัวเขาในตอนนี้เผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าระดับต้าหลัว เกรงว่าระบบคงปกป้องตัวเขาในอดีตไม่ได้

อย่างไรก็ตามตัวตนที่อยู่เหนือกว่าต้าหลัวขึ้นไปจำเป็นต้องย้อนเวลามาจัดการเขาด้วยหรือ

จัดการตรงๆ เลยก็ได้!

หากคิดดูดีๆ ซวีหวงใช้สิ่งใดถึงสามารถย้อนเวลาได้ แถมยังระบุตัวเขาได้อีก

จักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ต่างก็ทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!

ที่สำคัญคือหานเจวี๋ยไม่ได้รับแจ้งเตือนที่บ่งบอกระดับความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้นเลย

เรื่องนี้พิกลนัก

….

โลกเมฆาแดง

ซวีหวงในชุดดำมุ่งผ่านห้วงอวกาศอย่างรวดเร็ว เขาขมวดคิ้วแน่น เอ่ยพึมพำ “ยอดสมบัติชี้ชัดว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการถือกำเนิดในโลกมนุษย์แห่งนี้ แต่เหตุใดพลังจิตของข้าถึงสืบหาไม่พบเล่า หรือนี่คือช่วงเวลาแรกเริ่มที่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเพิ่งปรากฏตัวขึ้น เจ้าแดนต้องห้ามอันธการยังอ่อนแอยิ่งนัก แต่เพราะมีสมบัติวิเศษบางอย่างถึงได้กลายเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ”

ทั้งโลกล้วนอ่อนแอยิ่งนัก ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็เพิ่งเป็นระดับมหายานเท่านั้น

โอ้ ยังมีเซียนอิสระบางส่วนที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดด้วย

ในเวลานี้เอง ซวีหวงรับรู้ได้ถึงพลังคำสาปแช่งอันน่าพรั่นพรึงอย่างหนึ่งที่โจมตีเข้ามา

เขาเป็นเพียงจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ แต่หนังสือแห่งความโชคร้ายเป็นสมบัติวิญญาณระดับเทพ เขาจะต้านไหวได้อย่างไร

เขาตกใจพลางรีบหาสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อซ่อนตัวทันที จากนั้นจึงเดินลมปราณเพื่อรักษาตัว

หานเจวี๋ยรู้สึกขุ่นเคืองในตัวเขาอย่างยิ่ง ไหนเลยจะปล่อยให้เขาได้ผ่อนคลาย

ผ่านไปห้าวัน อายุขัยของหานเจวี๋ยเริ่มลดลง

ในช่วงเวลานี้ ซวีหวงไม่มีเวลาไปตามหาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเลย ได้แต่เดินลมปราณต่อต้านพลังคำสาปแช่ง

น่าเสียดาย เขาต้านไม่อยู่

เขากระอักเลือดออกมาไม่หยุด ถึงขั้นที่ตบะเริ่มคลอนแคลนและมีแนวโน้มว่าจะถดถอยอยู่รางๆ

“อีกฝ่ายต้องเป็นต้าหลัวเป็นแน่! สามารถทำนายได้ว่าข้าย้อนเวลามา! ไม่สิ เขาอาจจะแข็งแกร่งยิ่งกว่านั้น!”

ซวีหวงรู้สึกหวาดกลัว เขาไม่กล้าอยู่ต่ออีกสักนาที รีบกระโจนเข้าสู่มิติเวลา ต้องการจะกลับไปยังช่วงเวลาเดิม

ตลอดการเดินทาง เขากระอักเลือดออกมาอยู่ตลอด สายเลือดปีศาจของเขากระเซ็นตกไปตามมิติเวลาต่างๆ ไม่อาจทราบได้เลยว่าได้ทำร้ายสิ่งมีชีวิตธรรมดาสามัญไปมากน้อยเพียงใด

โลหิตจักรพรรดิเซียน แม้กระทั่งเซียนทองไท่อี่ก็ยากจะทนรับไหว!

ท้ายที่สุด ซวีหวงก็กลับมาถึงตำหนักบรรทมของตนในวังปีศาจได้สำเร็จ เขามีท่าทางตื่นตระหนกหวาดผวา ร่างกายเริ่มมีโลหิตผุดซึม เขาพุ่งตัวออกไปที่ท้องพระโรงใหญ่อย่างรวดเร็ว

หนึ่งนาทีผ่านไป เขาบุกเข้าไปในตำหนักจักรพรรดิปีศาจ

จักรพรรดิปีศาจที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ลืมตาขึ้นมา คำรามดุดันเปี่ยมไอสังหาร “มารยาทหายไปไหนหมด!”

ซวีหวงคุกเข่าลงตรงหน้าเขาทันที พลางร้องด้วยความหวาดผวา “เสด็จพ่อช่วยลูกด้วย เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะสังหารลูก!”

จักรพรรดิปีศาจตกใจยิ่งนัก รีบก้าวเข้าไปหาซวีหวงและใช้พลังเวทของตนรักษาเยียวยาให้เขา

ตูม!

ทันใดนั้นร่างของซวีหวงก็ระเบิดออก โลหิตสาดกระจาย เปรอะเปื้อนไปทั่วร่างของจักรพรรดิปีศาจ

จักรพรรดิปีศาจสีหน้ามืดครึ้มลง เขาใช้พลังเวทปกป้องวิญญาณของซวีหวงเอาไว้

จิตนึกคิดของซวีหวงพร่าเลือนยิ่งนัก แม้แต่วาจาก็กล่าวไม่ออกแล้ว

หานเจวี๋ยมีเจตนาสังหารจริงๆ เขาทุ่มพลังสาปแช่ง ตัวเขาเองก็ได้รับผลสะท้อนกลับมาเช่นกัน

“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ…”

จิตสังหารอันเข้มข้นลุกโชนอยู่ในดวงตาของจักรพรรดิปีศาจ

คนผู้นี้อีกแล้ว!

ยามนี้จักรพรรดิปีศาจรู้สึกเกลียดชังเจ้าแดนต้องห้ามอันธการยิ่งกว่าเก่า แม้แต่โอรสสุดที่รักของเขาก็ยังถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเล่นงาน เขาจะทนไหวได้อย่างไร

ในเวลานี้เอง พลังคำสาปแช่งก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง วิญญาณของซวีหวงเริ่มสั่นระริก พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ

จักรพรรดิปีศาจข่มความโกรธเอาไว้ ปกป้องโอรสต่อไป

อีกด้านหนึ่ง

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยเลือดออกเจ็ดทวาร อายุขัยของเขาลดลงไปหนึ่งพันล้านปีแล้ว แต่ก็ยังแช่งซวีหวงให้สิ้นชีพไม่ได้

‘ผู้เฒ่าจะรอดูว่าเจ้าจะยืนหยัดได้อีกนานแค่ไหน!’

หานเจวี๋ยมีสีหน้าท่าทางเย็นชา แสงสีดำที่แผ่ออกมาจากหนังสือแห่งความโชคร้ายส่องกระทบใบหน้าเขา ทำให้เขาดูเหี้ยมเกรียมอย่างยิ่ง

คนผู้นี้กับเขาไม่เคยมีเรื่องวิวาทกัน แต่กลับย้อนเวลาไปเพื่อกำจัดตน เขาจะทนไหวได้อย่างไร

ตายไปซะ!

อายุขัยหนึ่งพันสองร้อยล้านปี!

อายุขัยหนึ่งพันห้าร้อยล้านปี!

อายุขัยสองพันล้านปี!

อายุขัยสองพันห้าร้อยล้านปี!

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็เห็นว่ารูปประจำตัวซวีหวงหายไปแล้ว ขณะเดียวเขามองเห็นจดหมายสองฉบับ

[ซวีหวงศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ตัวตายมรรคผลสลาย วิญญาณแตกดับ เนื่องจากคำสาปแช่งของท่าน]

[จักพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่านเนื่องจากสกัดกั้นคำสาปแช่งของท่าน จึงเผชิญผลสะท้อนกลับ จิตมารเพิ่มพูน]

จักรพรรดิปีศาจก็อยู่ด้วยหรือ

ช้าก่อน

เป็นจักรพรรดิปีศาจพาซวีหวงไป หรือแค่ติดตามเขาข้ามเวลาไปด้วย

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

อย่างไรก็ตามระดับความเกลียดชังที่ซวีหวงมีต่อเขาไม่ได้เพิ่มขึ้น แสดงว่าซวีหวงไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขา แต่พุ่งเป้าไปที่อีกตัวตนหนึ่งของเขา

หรือพวกเขาจะพุ่งเป้าไปที่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

ยิ่งคิดหานเจวี๋ยยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้

อย่างไรก็ไม่ดีทั้งนั้น ต้องหาทางป้องกันจักรพรรดิปีศาจ!

หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้าย เริ่มรักษาตัว

เขาซักถามในใจ ‘ซวีหวงย้อนอดีตเพื่อตามหาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการใช่หรือไม่’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งหมื่นปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ใช่]

อายุขัยหนึ่งหมื่นปีแลกได้เพียงคำคำเดียว

หานเจวี๋ยหมดสิ้นหนทาง จึงได้แต่ถามต่อ

‘จักรพรรดิปีศาจทราบหรือไม่ว่าข้าทำให้โอรสของเขาตาย’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งแสนปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

[ไม่ทราบ]

หานเจวี๋ยรู้สึกโล่งอก

ดูเหมือนซวีหวงและจักพรรดิปีศาจจะพุ่งเป้าไปที่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเท่านั้น

หานเจวี๋ยถามต่อ ‘ซวีหวงสืบสาวไปถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการได้อย่างไร’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้ายล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

เรื่องเกี่ยวพันถึงชีวิต จำเป็นต้องถาม

เวลานี้ หานเจวี๋ยรับรู้ได้ว่าฟ้าดินพลิกหมุน

จากนั้น เขาก็มาโผล่ในตำหนักมืดสลัวแห่งหนึ่ง

ซวีหวงนั่งอยู่บนเบาะ เบื้องหน้ามีแผ่นหยกชิ้นหนึ่งลอยอยู่

ซวีหวงเอ่ยถาม “ข้าอยากรู้ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอยู่ที่ไหนและเขาคือผู้ใด”

แผ่นหยกหมุนเป็นวง เสียงแหบแห้งแว่วออกมาจากสิ่งนั้น “หยกนำโชค ใช้ได้เพียงครั้งเดียว หลังจากใช้แล้ว แผ่นหยกจะสลายไป เจ้าแน่ใจหรือว่าจะใช้มัน”

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว

ทำไมดูคล้ายกับระบบนิดๆ กันนะ

ซวีหวงกัดฟันตอบ “ข้าจะใช้ เสด็จพ่อถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการบีบคั้นจนสติฟั่นเฟือน ข้ารอต่อไปไม่ได้แล้ว!”

แผ่นหยกนำโชคหมุนวนเร็วขึ้นกว่าเดิม ผ่านไปสักพัก ความเร็วในการหมุนพลันเชื่องช้าลง เสียงแหบแห้งเสียงนั้นแว่วขึ้นอีกครั้ง “ทำนายถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่ได้ นามนี้อาจมิใช่นามที่แท้จริง เป็นสมญานามที่สรรพสิ่งเรียกขาน ขณะนี้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการยังไม่บังเกิดบ่วงกรรมที่เชื่อมโยงกับตัวข้า”

ซวีหวงรู้สึกตกใจยิ่งนัก เอ่ยถาม “หาเขาไม่พบจริงๆ น่ะหรือ”

“แผ่นหยกนำโชคสามารถทำนายช่วงเวลาที่เจ้าแดนต้องห้ามถือกำเนิดขึ้นได้ ถึงอย่างไรเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็สร้างชื่อจากการสาปแช่ง หากทำนายถึงการสาปแช่ง ยกนำโชคสามารถทำได้ ทว่าไม่สามารถระบุตำแหน่งอย่างแม่นยำชัดเจนได้ เจ้ายังคงต้องคลำหาทางเอง”

“ได้ รีบบอกข้ามา!”

ซวีหวงเอ่ยเร่ง

หยกนำโชคลายเป็นลำแสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งเข้าสู่สมองของซวีหวง จากนั้นฉากรอบข้างพังทลายลง จิตนึกคิดของหานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง

หยกนำโชคเป็นของดีอย่างหนึ่งเลย!

โชคดีที่เป็นวัตถุประเภทใช้ได้เพียงครั้งเดียว

อย่างไรก็ตามหยกนำโชคน่าจะไม่ได้มีเพียงชิ้นเดียว ในมือจักรพรรดิปีศาจมีอยู่กี่ชิ้นกันแน่

ในใจหานเจวี๋ยบังเกิดลางสังหรณ์อันตรายอันแรงกล้าขึ้น

ไม่ได้การแล้ว

ต้องหาทางเล่นงานจักรพรรดิปีศาจให้ตาย!

มิเช่นนั้นภายหน้าต้องวุ่นวายแน่!

บทที่ 335
ถึงอย่างไรจักรพรรดิปีศาจก็เป็นต้าหลัว และเป็นกลุ่มอิทธิพลระดับเจ้าผู้ปกครอง คิดสาปแช่งเขาให้ตายแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

หานเจวี๋ยต้องคิดหาทางอื่น

หากทำให้กลุ่มอิทธิพลใหญ่ต่างๆ รุมปิดล้อมโจมตีวังปีศาจได้ เช่นนั้นก็ยอดเยี่ยม

ส่วนที่ว่าทำเช่นนี้แล้วจะเกิดผลร้ายต่อสิ่งมีชีวิตใต้สังกัดวังปีศาจหรือไม่ หานเจวี๋ยไม่ใส่ใจเลย

ขอเพียงเข้าร่วมกลุ่มอิทธิพล ก็ต้องเตรียมเผชิญกับอันตรายเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย

หากอยากอยู่อย่างสงบร่มเย็น ก็ควรซ่อนตัวแบบหานเจวี๋ยถึงจะถูกต้อง

อีกอย่าง ใต้ร่มมรรคาสวรรค์ นอกจากปุถุชนสามัญ ผู้ใดบ้างที่มือไม่เปื้อนเลือด

หานเจวี๋ยไม่คิดให้มากความอีก รักษาตัวต่อ

ถึงอย่างไรจักรพรรดิปีศาจก็ไม่รู้ว่าเป็นเขาที่ทำให้ซวีหวงตาย ปัญหาคงสาวมาไม่ถึงเขาในระยะเวลาอันสั้นนี้

….

พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปอีกสิบปี

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่ง พร้อมตรวจดูจดหมายไปด้วย

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายฉ่าน] x5871

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านวิญญาณกลับเข้าร่าง ดวงชะตาเพิ่มพูน ประสบด่านเคราะห์นิพพานที่หาได้ยากในรอบหมื่นพันปี]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโมตีจากเผ่าเทพอีกาทอง] x3009

[โจวฝานสหายของท่านกับเผชิญการโจมตีจากเผ่าปีศาจ] x322291

[โจวฝานสหายของท่านแรงกรรมเพิ่มพูน จิตสังหารแปรสู่มรรค พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโมตีจากปีศาจ] x208712

….

จักรพรรดิปีศาจอีกแล้ว!

หานเจวี๋ยรู้สึกฉงน

จักรพรรดิสวรรค์บอกว่าตัวตนระดับพวกเขาไม่อาจลงมือได้มิใช่หรือ

หรือหมายถึงลงมือใส่กันเองไม่ได้

เมื่อไล่อ่านลงไป มีหลายคนนักที่เผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจ

ที่ควรค่าให้กล่าวถึงคือต่างล้วนรอดชีวิตกันทั้งสิ้น ดูเหมือนจักรพรรดิปีศาจจะไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย

เช่นนี้ก็ดี จักรพรรดิปีศาจรนหาที่ตายเอง จุดจบคงมาถึงในอีกไม่ช้า!

หนึ่งเดือนผ่านไป

หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ ติดต่อหาจักรพรรดิสวรรค์เพื่อสอบถามสถานการณ์ของวังสวรรค์

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยอย่างอับจนหนทาง “เจ้าห่วงใยวังสวรรค์ถึงเพียงนี้ ไยจึงไม่มาดูเล่า หรือกลัวพวกเราจะพลาดท่า”

หานเจวี๋ยตอบ “กลัวมากจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ ข้าหวังว่าพวกท่านจะอยู่รอดต่อไปอย่างแข็งแกร่ง”

“ฮึ่ม วังสวรรค์ไม่มีทางพลาดท่า เคราะห์กรรมน้อยใหญ่ในอดีต วังสวรรค์เคยพลาดท่าเสียที่ไหน ต่อให้วังสวรรค์พลาดพลั้ง เมื่อมหาเคราะห์ครั้งต่อไปมาถึง นั่นก็จะกลายเป็นโอกาสให้วังสวรรค์ผงาดขึ้นมาอย่างแน่นอน”

“เพราะเหตุใดหรือ”

“เพราะวังสวรรค์ก่อตั้งขึ้นโดยบรรพชนเต๋า”

“แล้วตอนนี้บรรพชนเต๋ายังคุ้มครองพวกเราอยู่หรือไม่”

“นี่…แค่กๆ ตามปกติแล้วจะกล้าไปรบกวนผู้อาวุโสอย่างเขาได้อย่างไร”

หานเจวี๋ยจับพิรุธในน้ำเสียงของจักรพรรดิสวรรค์ได้

คาดว่าบรรพชนเต๋าคงแยกตัวเหินห่างไปจากวังสวรรค์แล้ว มิเช่นนั้นวังสวรรค์คงไม่เผชิญกับการโจมตีจากกลุ่มอิทธิพลต่างๆ เช่นนี้

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าสี่กลุ่มอิทธิพลใหญ่ระดับเจ้าผู้ปกครองในแดนเซียนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนตกเป็นเป้าของอีกสามกลุ่มที่เหลือมาโดยตลอด ไม่รู้แล้วว่าอันไหนจริง อันไหนหลอก

“ความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าและจี้เซียนเสินยังดีอยู่หรือไม่” จู่ๆ จักรพรรดิสวรรค์ก็ถามขึ้นมา

หานเจวี๋ยกล่าวตอบ “ข้าเคยช่วยชีวิตเขาไว้ น่าจะยังดีอยู่ ทำไมหรือพ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยว่า “เด็กคนนี้ผิดปกติ เป็นมนุษย์ธรรมดาชัดๆ ทว่าดวงชะตากลับแกร่งกล้าขึ้นเรื่อยๆ ฉายแววว่าจะเป็นบุตรสวรรค์ผู้เลิศล้ำ มีความเป็นไปได้เกือบสิบส่วนที่เขาจะกลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์ หากอดทนผ่านพ้นไปได้ จะรุ่งโรจน์โบยบิน แต่ผู้ฝ่าเคราะห์เก้าในสิบล้วนสิ้นชีพ มีน้อยนิดที่รอดชีวิตไปได้และกลายเป็นผู้ทรงพลังแห่งมรรคาสวรรค์”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

มองจากจุดนี้ หากจี้เซียนเสินอดทนอยู่รอดไปได้ หลังมหาเคราะห์สิ้นสุด เขาจะกลายเป็นตัวตนระดับเดียวกับจักรพรรดิสวรรค์และบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์หรือไม่

มีความเป็นไปได้สูงยิ่งนัก!

คนผู้นี้บ้าระห่ำถึงเพียงนั้นก็ยังรอดมาได้ คาดว่าภายหน้าก็คงไม่ตายเช่นกัน

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที

เมื่อจี้เซียนเสินกลายเป็นผู้ทรงพลังของโลก จะต้องมาขอคำปรึกษาจากเขาบ่อยๆ เป็นแน่ พอถึงเวลานั้นจะฆ่าเขาก็ไม่ได้อีก หานเจวี๋ยคงรำคาญแทบตาย

แค่กๆ

คิดไปไกลแล้ว

หานเจวี๋ยถามด้วยความอยากรู้ “ฝ่าบาท ด้วยพลังมรรคของท่าน ท่านคิดว่ามหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้จะดำเนินต่อไปนานแค่ไหน”

จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มพลางเอ่ย “ช่วงที่มหาเคราะห์ไปถึงจุดสูงสุด ปวงสวรรค์หมื่นโลกาจะถูกแรงกรรมปกคลุม นั่นต่างหากถึงจะเป็นช่วงเริ่มต้นอย่างแท้จริง ตอนนี้เป็นเพียงช่วงอารัมภบทเท่านั้น”

หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย

นี่แค่อารัมบทงั้นหรือ

ยมโลกจะวอดวายหมดแล้ว

นับตั้งแต่แดนชำระบาปเก้าขุมถูกเปิดออก หานเจวี๋ยรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่ายมโลกผิดปกติ จิตอาฆาตหนักหนา แปรเปลี่ยนเป็นแรงกรรมอย่างต่อเนื่อง เมื่อเวลาผ่านไป แรงกรรมจะเนืองแน่นไปทั่วยมโลกอย่างแน่นอน

เมื่อถึงเวลานั้น หานเจวี๋ยจะไม่สามารถออกไปได้แล้วจริงๆ

จักรพรรดิสวรรค์พูดคุยกับหานเจวี๋ยอีกไม่กี่ประโยค หลังสอบถามถึงสถานการณ์การบำเพ็ญของเขาเล็กน้อยก็ตัดการเชื่อมต่อกระแสจิตไป

หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ

การบำเพ็ญไม่อาจหย่อนยานได้ จากนี้ต้องมุ่งสู่ระดับจักรพรรดิเซียนแปดวัฏ

ตอนนี้หานเจวี๋ยรู้สึกว่าระดับจักรพรรดิเซียนอ่อนแอเกินไป จำเป็นต้องบรรลุระดับเทพให้ได้ในเร็ววัน

เมื่อบรรลุระดับเทพแล้ว น่าจะตายยากขึ้น ดูอย่างหลี่เสวียนเอ้าเถิด เขาบ้าคลั่งขนาดนั้น วอนหาเรื่องถึงเพียงนั้น ก็ยังไม่มีใครฆ่าเขาได้

….

วังสวรรค์ ริมแม่น้ำสวรรค์

จี้เซียนเสินนั่งสมาธิบำเพ็ญ ข้างตัวเขามีทวนยาวดุดันน่าครั่นคร้ามเล่มหนึ่งปักอยู่ ปลายทวนกินพื้นที่หนึ่งในสามของทั้งกองทัพ คดเคี้ยวดั่งอสรพิษ คมกริบเจือไอเยียบเย็น

เงาร่างหนึ่งเหาะเข้ามา เป็นฟางเหลียงนั่นเอง

ฟางเหลียงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่พบกันเสียนาน”

จี้เซียนเสินลืมตาขึ้น มองไปที่เขา ลุกขึ้นมาและเอ่ยด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “เจ้าหนุ่ม ไม่น่าเชื่อว่าเจ้ายังมีชีวิตอยู่!”

ทั้งสองเคยร่วมมือกันฝ่าฟันในต่างโลก ความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนม

เขารู้สึกว่าฟางเหลียงเปลี่ยนไป ตัวตนมีความซับซ้อนมากขึ้น ถึงขั้นที่ทำให้เขามองไม่ออกอยู่บ้าง

ฟางเหลียงในตอนนี้มิใช่หนุ่มน้อยเจ้าสำอางในวันวานแล้ว เส้นผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย ริมปากมีตอหนวด ดวงตาเจือแววเศร้าหมองที่คล้ายมีคล้ายมิมี

“อันที่จริงตายไปสองสามหนแล้ว เคราะห์ดีที่ยังมีโชคอยู่ รอดชีวิตกลับมาได้ เจ้าล่ะ” ฟางเหลียงยิ้มจางๆ พลางเอ่ยวาจา

จี้เซียนเสินก็ตอบด้วยรอยยิ้มเช่นกัน “ตายอยู่หลายครั้งเหมือนกัน แต่ยังรอดมาได้”

ทั้งสองสบตากัน ต่างรู้ดีว่าอีกฝ่ายประสบพบพานสิ่งใดมา อดไม่ได้ที่จะมีความรู้สึกเห็นใจคนหัวอกเดียวกัน

จี้เซียนเสินดึงฟางเหลียงให้นั่งลง ทั้งสองเรื่องบอกเล่าถึงประสบการณ์ของแต่ละคน ทว่าต่างก็มีส่วนที่ปิดบังเอาไว้โดยเฉพาะในเรื่องโชควาสนาของตน

หลายชั่วยามผ่านไป

จี้เซียนเสินเอ่ยว่า “ฟางเหลียง มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตเปิดฉากขึ้นแล้ว นี่คือโอกาสสำหรับพวกเรา มิสู้พวกเรามาร่วมมือกัน แย่งชิงโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ไปด้วยกัน นับว่าได้คอยดูแลกันไปด้วย”

ฟางเหลียงตอบตกลง “ได้ ครั้งนี้ข้าไม่คิดหนีอีกแล้ว ข้าก็จะช่วงชิงเช่นกัน!”

ทั้งสองมองตากันแล้วหัวเราะออกมา เสียงหัวเราะดังลั่น

ชีวิตคนเรายากนักที่จะได้พบหนึ่งผู้รู้ใจ

….

ห้าสิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยไม่ถูกศัตรูคนใดโจมตีมาที่ตนอีก แต่เขาก็มิได้นิ่งนอนใจ

มีครั้งแรกแล้ว จะต้องมีครั้งที่สองแน่นอน

เขาจำเป็นต้องตื่นตัวให้มากขึ้น

ไม่แน่ว่าตอนนี้อาจมีศัตรูที่มาจากอนาคตกำลังตามหาตนของเขาอยู่ด้านนอกก็ได้ เขาต้องซ่อนตัวในอาณาเขตเต๋าให้ดี จะให้ถูกพบตัวไม่ได้เด็ดขาด

มีอาณาเขตเต๋าอยู่ ตัวเขาในอนาคตก็ยังสามารถคุ้มครองตัวเขาในปัจจุบันได้

หากออกนอกอาณาเขตเต๋า ผลลัพธ์ต่อจากนั้นไม่น่าจินตนาการถึงเลยแม้แต่นิด

ในวันนี้ หานเจวี๋ยเรียกศิษย์ทุกคนมารวมตัวใต้ต้นฝูซัง เริ่มแสดงธรรมแก่เหล่าศิษย์

เป็นครั้งแรกที่หลี่ว์ฮว่าซวีจะได้ฟังหานเจวี๋ยแสดงธรรม จึงตั้งตารอยิ่งนัก

ก่อนมาที่นี่ เขาเคยฟังพุทธะอาภรณ์ขาวคุยโอ้อวดถึงหานเจวี๋ย หลังจากมาถึง ศิษย์สำนักซ่อนเร้นก็คุยโม้โอ้อวดถึงหานเจวี๋ยต่ออีก ทำให้เขารู้สึกสงสัยใคร่รู้ในตบะของหานเจวี๋ยเป็นอย่างมาก

จินกังนู่ก็ตั้งตารอการแสดงธรรมของหานเจวี๋ยมากเช่นกัน เขาอยู่ห่างจากระดับเทพเพียงก้าวเดียวเท่านั้น หวังว่าจะสบช่องฝ่าทะลวงระดับได้จากการฟังธรรมของหานเจวี๋ย

การแสดงธรรมดำเนินอยู่ห้าปี

เหล่าศิษย์ต่างตระหนักรู้ในแบบของตัวเอง ถึงขั้นที่มีบางคนทะลวงระดับครั้งใหญ่ได้โดยตรงเลย

หานเจวี๋ยให้พวกเขาเริ่มถามปัญหาทีละคน

และในเวลาเดียวกันนี้

นอกเกาะสำนักซ่อนเร้น บนแม่น้ำปรโลกที่อยู่ห่างออกไปนับพันนับหมื่นลี้ เงาร่างหนึ่งกำลังก้มมองแม่น้ำปรโลก

ร่างเขาสีดำสนิทไปทั้งตัว ราวกับเป็นเงาสายหนึ่ง เขาพึมพำกับตัวเอง “ประหลาด กลไกสวรรค์เปิดเผยว่าอยู่ในแม่น้ำปรโลก แต่แม่น้ำปรโลกกลับไม่มีความผิดปกติอันใดเลย”