326-330

บทที่ 326
“ได้จริงๆ ขอรับ นี่ก็เป็นเรื่องที่สองที่ข้ามาหาท่าน ข้าอยากออกจากเกาะสำนักซ่อนเร้น ไปเพิ่มพลังแห่งความโชคร้ายของตน ข้าถือกำเนิดขึ้นจากการรวมตัวของโชคร้าย ไม่อาจสลัดโชคร้ายทิ้งได้ ได้แต่ยอมรับมัน”

ซูฉีเอ่ยอย่างจริงจัง เขาเงยหน้าขึ้นมองหานเจวี๋ย ด้วยหวังว่าอาจารย์จะอนุญาต

เขาเอ่ยต่อว่า “หากข้าเผชิญกับอันตราย จะไม่มีทางให้พัวพันมาถึงสำนักซ่อนเร้นอย่างแน่นอน และไม่มีทางเดือดร้อนมาถึงอาจารย์ อาจารย์ดีต่อข้ามากพอแล้ว เพียงแต่ข้าสัมผัสได้ว่าการปิดด่านบำเพ็ญไม่เหมาะสมกับข้า”

หานเจวี๋ยเงียบงัน

ซูฉีกระวนกระวายใจ กลัวว่าหานเจวี๋ยจะโกรธ

หานเจวี๋ยเอ่ยปากขึ้นว่า “เจ้าจะไปที่ใด”

ซูฉีคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยตอบว่า “น่าจะออกจากแดนเซียน ข้าสัมผัสได้ว่ามีพื้นที่บางแห่งด้านนอกแดนเซียนที่กำลังเรียกหาข้า ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ที่วังเทพ ข้าเคยได้ศึกษามาก่อน นอกเหนือจากแดนเซียนที่เป็นศูนย์กลางของปวงสวรรค์หมื่นโลกาแล้ว ยังมีดินแดนอื่นๆ อีก อย่างเช่นแดนต้องห้ามอันธการและแดนเทพหวนปัจฉิม จะต้องมีสถานที่ที่ข้าสามารถฝึกบำเพ็ญโชคร้ายได้แน่”

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ทนรอไม่ไหวแล้วหรือ รอให้มหาเคราะห์สิ้นสุดลงแล้วค่อยไป”

ซูฉีตอบ “ตอนนี้ยังทนไหว แต่หลังจากมหาเคราะห์เปิดฉากขึ้น จิตใจของข้าก็ร้อนรุ่มกระวนกระวาย ข้ากังวลว่าหากรอให้มหาเคราะห์ดำเนินไปถึงช่วงวิกฤตรุนแรง มรรคจิตของข้าอาจจะพังทลาย เกรงว่าจะเกิดสิ่งที่ข้าไม่อาจคาดคะเนได้…”

จะเสียการควบคุมอย่างนั้นหรือ

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

ซูฉีเอ่ยต่อว่า “อาจารย์อย่าได้กังวลกับข้าเลย ข้าจะต้องสืบสานคติของท่านไว้อย่างแน่นอน ไม่หาเรื่องก่อปัญหาอย่างเด็ดขาด”

เอ่ยมาขนาดนี้แล้ว หานเจวี๋ยก็ไม่อาจขัดขวางต่อไปได้

สุดท้าย เขาอนุญาตให้ซูฉีจากไป อีกทั้งยังให้ศิษย์ทั้งหมดมารวมตัวกัน

ซูฉีบอกเล่าอดีตชาติของตน เมื่อบรรดาศิษย์ฟังแล้วจิตใจหนักอึ้ง

คิดไม่ถึงเลยว่าซูฉีที่มักจะปิดด่านอยู่เป็นประจำก็จะมีภูมิหลังอดีตชาติที่หนักหนาเช่นนี้

หลังจากรวมตัวพูดคุยกันอยู่หลายวัน หานเจวี๋ยถึงได้ส่งซูฉีไปยังแดนยมโลก

หานเจวี๋ยมองเงาหลังของซูฉีที่เคลื่อนออกไปไกลมากขึ้นเรื่อยๆ ในใจก็สะเทือนอารมณ์อย่างยิ่ง

ส่งศิษย์จากไปอีกคนแล้ว

หากต้องการให้ศิษย์ทุกคนเป็นเช่นเดียวกับตน ปิดด่านเพียรบำเพ็ญไปตลอด ยังคงยากยิ่งนักกระมัง

หลงเฮ่าจากไปเพื่อวังสวรรค์

ซูฉีจากไปเพื่อตัวเอง

หานเจวี๋ยทำได้เพียงแต่อวยพรให้กับพวกเขา

หลังจากทอดถอนใจอยู่ครู่หนึ่ง หานเจวี๋ยกระโจนกลับสู่ยมโลก กลับไปยังเกาะสำนักซ่อนเร้นอย่างรวดเร็ว

การจากไปของซูฉีก็ได้สร้างแรงกระตุ้นให้กับเหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นเช่นเดียวกัน

เมื่อเทียบกับซูฉี พวกเขาโชคดีกว่ามากนัก ไม่ต้องถูกบีบคั้นให้แยกห่างจากสำนัก

หานเจวี๋ยเองก็คิดเช่นนี้

หากว่าเขาแข็งแกร่งพอ เขาก็สามารถสะกดโชคร้ายของซูฉีได้ ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบ

….

แดนเซียน ณ เกาะปูทองคำ

หวงจุนเทียนเหาะอยู่บนฟ้ามุ่งหน้าสู่เกาะปูทองคำ เมื่อเห็นเกาะปูทองคำอยู่ไกลๆ เขาก็พรั่งพรูลมหายใจออกมา

ในที่สุดก็กลับมาแล้ว!

แดนเซียนกว้างใหญ่เกินไป หากไร้ผู้ทรงพลังช่วยเหลือ ต่อให้เป็นเซียนแท้ไท่อี่อย่างเขาก็ต้องเหาะอยู่นานยิ่งนักเช่นกัน

ใช่แล้ว หวงจุนเทียนบรรลุระดับเซียนแท้ไท่อี่แล้ว

หลังจากงานชุมนุมคุณสมบัติเซียน เขามอบตัวเข้าเป็นศิษย์ของนิกายเจี๋ย ใช้วาทศิลป์และความจริงใจของตนจนได้เป็นผู้สืบทอดของผู้อาวุโสนิกายเจี๋ย กล่าวได้ว่าตบะพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด

นอกจากการฝึกบำเพ็ญด้วยตัวเองแล้ว เขายังได้รับสิ่งอื่นๆ ด้วย

เพียงไม่นาน หวงจุนเทียนก็เข้าสู่เกาะ กระเรียนขาวรีบบินมาหยุดลงตรงหน้าเขาในทันที เอ่ยถามด้วยความเป็นกังวล “การแสดงความสามารถของเจ้าในงานชุมนุมคุณสมบัติเซียนเป็นอย่างไรบ้าง”

หวงจุนเทียนร่อนลงตรงหน้าอารามเต๋า เอ่ยอย่างไม่อนาทรร้อนใจ “พอได้กระมัง ไม่นับว่าโดดเด่น แต่ก็ไม่ฉุดรั้งนิกายเจี๋ย”

กระเรียนขาวโล่งอก เอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม “เด็กดี ข้ามองเจ้าไม่ผิดเลย”

จู่ๆ หวงจุนเทียนพลันหยุดเดิน หันกายไปมองกระเรียนขาว เอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “นับตั้งแต่วันนี้ไป ไม่อนุญาตให้ศิษย์ของเกาะปูทองคำออกไปข้างนอก ทั้งหมดต้องฝึกบำเพ็ญอยู่ในเกาะ รวมถึงเจ้าด้วย”

กระเรียนขาวตะลึงงัน เอ่ยเสียงขรึมว่า “เจ้ากำลังสั่งข้าอยู่หรือ ที่เจ้ามีวันนี้ได้ มิใช่เพราะข้าเกื้อกูลเจ้าหรืออย่างไร เหตุใดเล่า ไปงานชุมนุมคุณสมบัติเซียนมาหนหนึ่งก็…”

มันยังพูดไม่ทันจบ ก็ทรุดลงในทันที

เห็นเพียงหวงจุนเทียนล้วงป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมา ป้ายคำสั่งนี้เป็นสีดำสนิท แกะสลักเป็นลวดลายกิเลน ท่วงท่าของกิเลนนั้นคล้ายจะสื่อถึงอักษตัวหนึ่ง

กระเรียนขาวเอ่ยด้วยความตะลึง “เจ้ามีป้ายคำสั่งผู้อาวุโสได้อย่างไร”

หวงจุนเทียนกล่าวอย่างไม่แยแสนัก “ข้ากราบผู้อาวุโสฉีหลินเป็นอาจารย์แล้ว หลังจากนี้ควรทำเช่นใด เจ้าคงรู้ดีกระมัง”

กระเรียนขาวเงียบงัน

หวงจุนเทียนเก็บป้ายคำสั่ง หันหลังเดินเข้าไปในอารามเต๋า

กระเรียนขาวคิดไม่ออกเลย เหตุใดเจ้าเด็กนี่ถึงได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสฉีหลิน

เห็นๆ กันอยู่ว่าคุณสมบัติของเขาธรรมดาสามัญนัก!

เมื่อกลับเข้าไปในอารามเต๋า หวงจุนเทียนก็นั่งขัดสมาธิบนเบาะกลม ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

‘รสชาติของอำนาจชวนให้คนลุ่มหลงโดยแท้’

หวงจุนเทียนเผยรอยยิ้มออกมา ก่อนหน้านี้กระเรียนขาวปฏิบัติต่อเขาด้วยความจองหองถึงเพียงใดเล่า

มีแต่ต้องแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น ถึงจะทำตามอำเภอใจได้

หวังว่าจะไม่มีผู้ใดมารบกวนเขาอีก ไม่อย่างนั้นเขาก็ต้องหาทางไต่เต้าขึ้นไปอีก

เพื่อให้ได้กราบผู้อาวุโสฉีหลินเป็นอาจารย์ เขาบากบั่นทุ่มเท แม้แต่ศักดิ์ศรีก็ไม่มีเหลือแล้ว

เฮ้อ!

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หวงจุนเทียนก็เริ่มปวดใจ

….

สิบปีผ่านไป

ผลกระทบเนื่องด้วยการจากไปของซูฉีเลือนหายไปแล้ว ทุกอย่างกลับสู่สภาวะปกติ

เมื่อว่างจากการบำเพ็ญ หานเจวี๋ยก็หยิบหนังสือแห่งความโคร้ายออกมา สาปแช่งศัตรูไปพลางตรวจดูจดหมาย

[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังเผ่าปีศาจ] x10

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจ] x34

[มารสวรรค์เบิกฟ้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจ] x27

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด] x239829

[หลงซั่นสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด] x176661

[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังเผ่าปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

….

เยี่ยมไปเลย!

จักรพรรดิสวรรค์เคลื่อนกำลังวังสวรรค์และสำนักพุทธไปปิดล้อมโจมตีวังปีศาจหรือ

ช่างทุ่มเทเพื่อช่วยเหลือเต้าจื้อจุนโดยแท้!

หานเจวี๋ยนับถือในความองอาจของจักรพรรดิสวรรค์แล้ว

เขาเห็นว่าเต้าจื้อจุนบาดเจ็บสาหัสเพราะวังปีศาจถึงสองครั้ง เห็นทีว่าจะไม่ใช่การแสดงละคร จักรพรรดิปีศาจคลั่งไปแล้วจริงๆ

เผชิญกับการโจมตีเช่นนี้ หากเขาเป็นเต้าจื้อจุน คงไม่มีทางกลับไปที่วังเทพอีกแน่นอน นอกเสียจากว่าวังเทพจะยอมล้างแค้นให้เขา

‘ยามนี้ข้าต้องสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจ ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยให้พวกเขาหลบหนีไปได้ หากว่าสาปแช่งเจ้าแห่งวังเทพ ต่อให้เจ้าแห่งวังเทพคิดกลับใจ ก็จะถูกถ่วงให้ล่าช้า’

หานเจวี๋ยหยุดสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ในทันที ก่อนจะเริ่มสาปแช่งเจ้าแห่งวังเทพแทน

ในเมื่อเต้าจื้อจุนมีท่าทีว่าจะยอมเข้าร่วมกับวังสวรรค์แล้ว เช่นนั้นจะปล่อยให้วังเทพลากเต้าจื้อจุนกลับไปได้อย่างไร

วังสวรรค์ลงทุนไปแล้ว เช่นนั้นจำเป็นต้องได้ตัวเต้าจื้อจุน!

หานเจวี๋ยเริ่มทุ่มเทพลังทั้งหมดสาปแช่งเจ้าแห่งวังเทพ

สิบวันผ่านไป

หานเจวี๋ยสูญเสียอายุขัยไปหนึ่งพันห้าร้อยล้านปี เขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง ลอบอวยพรจักรพรรดิสวรรค์อยู่ในใจ

ฝ่าบาท ข้าทำเพื่อท่านอย่างสุดแรงสุดกำลังแล้ว ท่านจะต้องคว้าตัวเต้าจื้อจุนมาให้จงได้ อย่าปล่อยให้เขาหนีไป!

หานเจวี๋ยเริ่มฟื้นฟูอาการบาดเจ็บ

….

วังสวรรค์ ณ พระราชวังเทียมเมฆา

จักรพรรดิสวรรค์นั่งบนบัลลังก์สูง เทพเซียนรวมตัวกันอยู่ในท้องพระโรง เต้าจื้อจุนเองก็อยู่ในท้องพระโรงเช่นกัน

ยามนี้ลมหายใจของเต้าจื้อจุนอ่อนระโหย ใบหน้าซีดขาว ไร้ซึ่งความหยิ่งทระนงเช่นในวันวาน ราวกับเทียนไขกลางสายลม

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถามขึ้น “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง ต้องการให้เราช่วยรักษาเจ้าหรือไม่”

เต้าจื้อจุนส่ายหน้า กล่าวว่า “ฝ่าบาททรงทำเพื่อข้ามากพอแล้ว บาดแผลเล็กน้อยเพียงนี้ข้ารักษาเองได้พ่ะย่ะค่ะ”

เขาคำนับจักรพรรดิสวรรค์ด้วยความจริงจัง พลางเอ่ยถามว่า “คนผู้นั้นเล่าพ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยยิ้มๆ “เขากำลังปิดด่านฝึกบำเพ็ญ นิสัยของเขาเจ้าก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ต่อไปนี้เจ้าก็อยู่ที่วังสวรรค์เถิด เราไม่มีข้อเรียกร้องจากเจ้ามากมายนัก ยามปกติเจ้าก็จงฝึกบำเพ็ญให้ดี ยามใดที่วังสวรรค์ต้องการเจ้า เจ้าค่อยลงมือ”

เต้าจื้อจุนมองจักรพรรดิสวรรค์ด้วยความซาบซึ้ง

ระหว่างการช่วยเหลือครั้งนี้ เขาซาบซึ้งในตัวจักรพรรดิสวรรค์และหานเจวี๋ยอย่างแท้จริง

เพื่อที่จะช่วยเหลือเขา ต้องพลีชีพเทพเซียนไปไม่น้อยเลย

เมื่อย้อนกลับไปมองวังเทพ จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ปรากฏตัว

เต้าจื้อจุนเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองในตัวเจ้าแห่งวังเทพอย่างยิ่ง ถึงขั้นที่นึกเกลียดชังวังเทพแล้ว

ก่อนหน้านี้ยามที่ต้องการเขาก็พูดจาเสียไพเราะ ยามที่เขาตกที่นั่งลำบากกลับไม่เห็นหัวเลยสักคน!

บทที่ 327
หลังจากสาปแช่งเจ้าแห่งวังเทพ เวลาล่วงเลยไปประมาณครึ่งปี จักรพรรดิสวรรค์ก็ติดต่อมาหาหานเจวี๋ย

เมื่อทราบว่าเต้าจื้อจุนเข้าร่วมกับวังสวรรค์แล้ว หานเจวี๋ยจึงพรูลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

“ฝ่าบาท ข่าวนี้ไม่เลวเลย จะกล่าวว่าข้าไม่มีความดีความชอบในการก่อร่างสร้างวังสวรรค์ ไม่ได้ตอบแทนวังสวรรค์ไม่ได้แล้วนะพ่ะย่ะค่ะ!” หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

เขาตอบแทนไปมหาศาลนักแต่บอกออกไปไม่ได้!

อย่างไรเสียก็เกี่ยวพันถึงความลับของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่เลวเลยจริงๆ เต้าจื้อจุนศักยภาพไร้ขีดจำกัด ในขณะเดียวกันเขาก็เป็นป้ายโฆษณาอย่างหนึ่ง วังเทพขึ้นชื่อลือชาในด้านการปกป้องดูแลบุตรแห่งสวรรค์มาโดยตลอด ทว่าแม้แต่เต้าจื้อจุนก็ยังหนีแล้ว ขวัญกำลังใจทุกผู้ทุกคนต้องสั่นคลอนอย่างแน่นอน”

จักรพรรดิสวรรค์เริ่มคาดหวังตั้งตาคอยอนาคตของวังสวรรค์อย่างเต็มที่

การเข้าร่วมของเต้าจื้อจุนถือเป็นการเดินหมากที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ!

จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มพลางเอ่ยต่อว่า “เต้าจื้อจุนอยากพบเจ้ามาก เจ้าจะมาที่วังสวรรค์หรือไม่”

“ช่างเถิดพ่ะย่ะค่ะ ข้ากำลังยุ่งกับการฝึกบำเพ็ญ”

“หึ ก็รู้อยู่แล้ว!”

จักรพรรดิสวรรค์ไม่เอ่ยอะไรมากอีก ตัดการเชื่อมต่อพลังจิตทันที

หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อไปด้วยด้วยจิตใจที่เบิกบาน

เรื่องนี้นับว่าได้ข้อสรุปแล้ว ในที่สุดหานเจวี๋ยก็สามารถฝึกบำเพ็ญได้อย่างสบายใจ

ไม่มีเรื่องคาใจใดๆ การฝึกบำเพ็ญถึงจะเร็วขึ้น!

ยามที่อยู่ในตำหนักเอกอนันต์ หานเจวี๋ยไม่เพียงแต่ฝ่าทะลวงถึงระดับจักรพรรดิเซียนหกวัฏเท่านั้น แต่ตบะก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อผนวกรวมเข้ากับระยะเวลาหลังจากที่กลับมานี้ เขาก็อยู่ห่างจากระดับจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏไม่ไกลแล้ว

หลังจากทะลวงถึงระดับจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏ ก็อยู่ไม่ไกลจากระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ

หลังจากบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ ก็อยู่ไม่ไกลจากระดับเทพแล้ว!

เมื่อบรรลุระดับเทพได้ ต้าหลัวจะยังห่างไกลอีกหรือ

เพียงแค่คิด หานเจวี๋ยก็ตื่นเต้นยิ่งนัก

….

ณ ตำหนักใหญ่หลังหนึ่ง เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง ของประดับตกแต่งทั้งหมดภายในตำหนักล้วนหล่นลงมาพังระเนระนาด

“น่าชัง! น่าชังยิ่งนัก! อ๊าก…”

เจ้าแห่งวังเทพคำรามเสียงดังก้อง เส้นผมเขาหลุดลุ่ยกระจัดกระจาย ในดวงตาเต็มไปด้วยเส้นโลหิต

“จักรพรรดิสวรรค์! เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ! หากข้าไม่สังหารพวกเจ้า ข้าจะขอสละมรรคที่บำเพ็ญชั่วชีวิต!”

เจ้าแห่งวังเทพ โกรธเกรี้ยวเหลือจะทน

หลังจากคำรามอยู่สักพัก เขาก็จำเป็นต้องเดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บต่อ

พลังแห่งคำสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการรุนแรงเหลือเกิน ก่อนหน้านี้แทบจะทำให้มารในใจของเขาปรากฏออกมาแล้ว ประกอบกับเมื่อได้ทราบข่าวว่าเต้าจื้อจุนเข้าร่วมกับวังสวรรค์ โทสะก็โจมตีจิตใจ ทำให้บาดเจ็บหนักขึ้นไปอีก

เวลานี้ สายลมหอบหนึ่งพัดเข้ามาในตำหนัก จำแลงกายเป็นบุรุษชุดขาวผู้หนึ่ง

บุรุษชุดขาวจ้องมองเจ้าแห่งวังเทพนิ่ง เอ่ยขึ้นเสียงขรึมว่า “ศิษย์น้อง เต้าจื้อจุนถูกเจ้าบีบคั้นจนหนีไปหรือ”

ทันทีที่เจ้าแห่งวังเทพเห็นเขา สีหน้าก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย กัดฟันเอ่ยว่า “ข้าไม่ได้บีบคั้นเขา!”

“เขาถูกจักรพรรดิปีศาจจับตัวไป เหตุใดเจ้าไมไปช่วยเหลือ เป็นไปไม่ได้กระมังที่เจ้าจะทราบเรื่องนี้ช้ากว่าวังสวรรค์”

“ข้า…ข้าเพียง…”

สีหน้าเจ้าแห่งวังเทพ เดี๋ยวเขียวเดี๋ยวคล้ำ บอกเล่าข้อตกลงระหว่างตนและจักรพรรดิปีศาจออกมา

บุรุษชุดขาวเอ่ยด้วยความโกรธ “เหลวไหล พื้นที่สามอาณาจักรก็นำมาเทียบกับผู้มีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลได้หรือ เมื่อมหาเคราะห์สิ้นสุดลง อาณาจักรมากน้อยเพียงใดล้วนแต่ไร้ประโยชน์ ต่างจะเต็มไปด้วยกองกระดูกขาวโพลน!

ส่วนผู้มีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลมีความหมายอย่างไรน่ะหรือ อย่างน้อยก็ไปถึงระดับต้าหลัวได้!

แม้วังเทพจะแข็งแกร่ง แต่จะมีต้าหลัวสักกี่คนกัน”

เจ้าแห่งวังเทพถูกต่อว่าจนรู้สึกคับข้องหมองใจเป็นอย่างยิ่ง

ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาเริ่มทนไม่ไหวเอ่ยขึ้นว่า “บุตรแห่งสวรรค์ของวังเทพมีมากมายปานนี้ ข้าก็ให้เขาอดทนไว้สักพันปีเท่านั้น แต่เขากลับทรยศต่อวังเทพ นี่หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ จิตใจเขาแปรผันแล้ว!

วังเทพทุ่มเทจิตใจเพื่อเต้าจื้อจุนมากมายเพียงใด เพื่อการใหญ่ของวังเทพ ทนอยู่สักพันปีจะเป็นอะไรไป”

ครืน!

บุรุษชุดขาวกระทืบเท้าอย่างรุนแรง อำนาจกดดันอันน่าสะพรึงท่วมทับร่างเจ้าแห่งวังเทพ กดทับจนเขาหน้าเปลี่ยนสี

บุรุษชุดขาวเอ่ยเสียงเยียบเย็น “ดูเหมือนตำแหน่งเจ้าแห่งวังเทพนี้จะไม่เหมาะจะยกให้เจ้าครอบครองแล้ว นับจากวันนี้ไป ข้าจะรับผิดชอบวังเทพเอง!”

เจ้าแห่งวังเทพเผยสีหน้าไม่ยินยอม ทว่าไม่กล้าโต้แย้ง

….

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากนั้นยี่สิบเจ็ดปี

การจัดประลองภายในสำนักซ่อนเร้นสิ้นสุดลงอีกครั้ง ลี่เหยามีชัยเหนือศิษย์ทุกคน คว้าอันดับหนึ่งอีกครั้ง

เมื่อหานเจวี๋ยทราบเรื่องนี้ เขาจึงเรียกลี่เหยาเข้ามาในถ้ำ

อู้เต้าเจี้ยนถูกทิ้งไว้นอกถ้ำ เขาต้องการคุยกับลี่เหยาตามลำพัง

ลี่เหยานั่งอยู่เบื้องหน้าหานเจวี๋ย ท่าทางประหม่าอยู่บ้าง

เมื่อได้เห็นหน้าหานเจวี๋ยอีกครั้ง แก้มนางแดงเรื่อเล็กน้อยอย่างไม่อาจควบคุมได้

นางนึกถึงเหตุการณ์ที่ใช้วิชาอัญเชิญเทพเรียกหานเจวี๋ยมาในครานั้น ชั่วชีวิตนี้ยากจะลืมเลือน

บุญคุณช่วยชีวิต ประกอบกับหานเจวี๋ยดีต่อนาง รวมถึงใบหน้างามเลิศล้ำของหานเจวี๋ย ลี่เหยายอมรับเลยว่าตนมีจิตปฏิพัทธ์ต่อหานเจวี๋ย

อย่างไรก็ตามจิตปฏิพัทธ์สู้มรรคจิตไม่ได้ นางไม่มีความคิดจะเผยความในใจ คิดเพียงว่าจะฝึกบำเพ็ญให้ดี

“ข้าเตรียมจะถ่ายทอดมรรคกระบี่เทียมฟ้าทั้งหมดให้กับเจ้า อยากเรียนหรือไม่” หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

ยิ่งมองลี่เหยาเขาก็ยิ่งพอใจ ราวกับกำลังมองตัวเองอยู่

ตื่นตัว ระมัดระวัง แต่พรสวรรค์เลิศล้ำ พลังต่อสู้แข็งแกร่ง!

ลี่เหยาตาเป็นประกาย เอ่ยตอบว่า “อยาก!”

หานเจวี๋ยเองก็ไม่โยกโย้ ถ่ายทอดมรรคกระบี่เทียมฟ้าให้นางทันที

ครึ่งปีผ่านไป ลี่เหยาสืบทอดความทรงจำมรรคกระบี่เทียมฟ้ามาทั้งหมดแล้ว ส่วนการฝึกปฏิบัติ ยังคงต้องใช้เวลา

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เจ้าคิดอย่างไรกับสำนักซ่อนเร้น”

ลี่เหยาตะลึงงัน กล่าวตอบว่า “ยอดเยี่ยมยิ่งนัก ดีกว่าสำนักทั้งหมดที่ข้าเคยประสบพบพาน เช่นนี้สิถึงจะเป็นสำนักบำเพ็ญ หลีกห่างเรื่องทางโลก แลกเปลี่ยนมรรควิถีของแต่ละคน ก้าวหน้าไปด้วยกัน”

นางพูดจากใจจริง ศิษย์สำนักซ่อนเร้นแม้จะชอบทะเลาะถกเถียง แต่ไม่เคยแตกคอ ต่างนิยมพากเพียรบำเพ็ญ ไม่มีจิตคิดเป็นอื่น

โอ้ ยกเว้นต้วนหงเฉินไว้คนหนึ่ง

ต้วนหงเฉินไม่มีทางเลือกอื่น ได้แต่รั้งอยู่ที่เกาะสำนักซ่อนเร้น

“หากว่ากันแล้ว เจ้าและข้าต่างยังไม่มีสถานะ เจ้าต้องการมีสถานะเช่นใดในสำนักซ่อนเร้น” หานเจวี๋ยถามด้วยรอยยิ้ม

เวลาผ่านมาเนิ่นนานเช่นนี้ ระดับความประทับใจที่ลี่เหยามีต่อเขาเพิ่มขึ้นถึง 5.5 ดาวแล้ว

ความประทับใจระดับนี้ถึงไม่รับไว้เป็นเพียงศิษย์ แต่รับเป็นคู่บำเพ็ญ คาดว่านางก็คงไม่ปฏิเสธแน่

เพียงแต่ในเรื่องความรักหนุ่มสาว หานเจวี๋ยไม่สนใจสักเท่าไรแล้ว ถึงอย่างไรเขาก็เป็นจักรพรรดิเซียน สัญชาตญาณดิบในร่างกระตุ้นให้เขาเสียการควบคุมไม่ได้อีกต่อไป

ลี่เหยาฟังความนัยจากวาจาของหานเจวี๋ยออก จึงกล่าวตอบว่า “ท่านจะมอบสถานะใดให้ข้าก็ได้”

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว

ใช้ได้นี่

น่าสนใจอยู่บ้าง

หานเจวี๋ยเอ่ยไปว่า “เช่นนั้นก็เอาตามนี้เถิด เจ้าก็พยายามพิสูจน์จักรพรรดิเซียนให้ได้ในเร็ววันเล่า”

ลี่เหยาพยักหน้ารับ

หานเจวี๋ยโบกมือเป็นการบอกให้นางออกไป

มองลี่เหยาแล้ว หานเจวี๋ยปลงอนิจจังอยู่ในใจยิ่งนัก

อันที่จริงเขาไม่ได้มีความรู้สึกดีต่อลี่เหยาเช่นเดียวกับที่มีต่อสิงหงเสวียน เขาเพียงหวังจะมีคู่บำเพ็ญสักคนที่สามารถร่วมเดินบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญไปพร้อมกับตนได้

มองจากสถานกาณ์ในตอนนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิงหงเสวียน หรือว่าเซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ ล้วนไม่สามารถไล่ตามระดับตบะของเขาทัน

หานเจวี๋ยพยามยามช่วยเหลือสิงหงเสวียนอย่างเต็มที่แล้ว แต่การพยายามเต็มที่ไม่ได้แปลว่าจะทำได้แน่นอน ไม่อย่างนั้นจักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจจะชุบเลี้ยงสนมชายาระดับจักรพรรดิเซียนได้มากมากเพียงใดเล่า

เซียนทองไท่อี่ยังพอว่า แต่ระดับจักรพรรดิสิถึงจะเป็นด่านยากขนานแท้ พึ่งพาได้เพียงตน

หานเจวี๋ยไม่คิดมากอีก ฝึกบำเพ็ญต่อ

‘ก็ไม่รู้ว่าหลังจากทะลวงถึงระดับจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏแล้ว อายุขัยจะเพิ่มขึ้นมากมายเพียงใด’

หานเจวี๋ยครุ่นคิดด้วยความคาดหวัง

….

แดนเซียน ณ โพ้นทะเล

จิ่งเทียนกงเหยียบกระบี่เหินฟ้า ด้านหน้าคือหมู่เกาะแห่งหนึ่ง หมอกเซียนอบอวล บดฟ้าบังตะวัน วิหคเซียนเรียงแถวโบยบิน ลูกศิษย์มากมายนับไม่ถ้วนเหาะทะยานไปมา

ที่นี่ก็คือพื้นที่อาณาเขตเต๋าของนิกายเจี๋ย!

จิ่งเทียนกงเหาะไปเรื่อยๆ มาถึงภายในป่าแห่งหนึ่งก็เดินหน้าต่อไป คุกเข่าลงคารวะหน้าประตูศิลาบานหนึ่ง

ด้านหลังประตูศิลาไร้ซึ่งขุนเขา มันตั้งอยู่บนพื้นที่โล่งท่ามกลางพงไพรอย่างเดียวดาย

จิ่งเทียนกงโขกศีรษะทำความเคารพ เอ่ยว่า “ท่านเจ้านิกาย”

เขาเรียกคราหนึ่ง จากนั้นอดทนรอคอย

ผ่านไปพักใหญ่

น้ำเสียงแหบพร่าสายหนึ่งแว่วออกมาจากหลังบานประตูศิลา “มีเรื่องใด”

จิ่งเทียนกงเปิดปากกล่าว “ระยะนี้ในแดนเซียนปรากฏผู้ทรงพลังท่านหนึ่งสมญาว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธาการ ควบคุมขับเคลื่อนมหาเคราะห์ ข้าน้อยไม่ทราบประวัติความเป็นมาของเขา จึงอยากร้องขอให้เจ้านิกายช่วยทำนายสักครา”

บทที่ 328
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ?”

เจ้านิกายเจี๋ยคล้ายจะพึมพำกับตัวเอง จากนั้นก็ตกอยู่ในความเงียบ

จิ่งเทียนกงอดทนรอคอย

ขอเพียงสืบทราบว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคือผู้ใด เขาก็บากหน้าไปขอพึ่งได้แล้ว

ผ่านไปพักใหญ่

จิ่งเทียนกงรออยู่ตลอด ทว่าไม่ได้รับคำตอบจากเจ้านิกายเจี๋ยเลย จึงอดไม่ได้ที่จะซักถาม “ท่านเจ้านิกาย คำนวณได้หรือไม่”

เสียงแหบพร่าของเจ้านิกายเจี๋ยแว่วออกมาจากด้านหลังประตูหิน “ไม่สามารถคำนวณได้ เป็นไปได้ว่าตบะของเขาจะสูงกว่าข้า หรือไม่ เดิมทีก็ไม่มีบุคคลนี้อยู่”

จิ่งเทียนกงตะลึงงัน ตบะของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสูงกว่าท่านเจ้านิกายอย่างนั้นหรือ

ส่วนประโยคหลังของท่านเจ้านิกายเขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ทั่วทั้งแดนเซียนต่างมีข่าวลือของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแพร่สะพัด เขาก็เผชิญกับคำสาปแช่งจากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการมาแล้ว จะไม่มีบุคคลนี้ได้อย่างไร!

จิ่งเทียนกงขมวดคิ้ว อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหนักใจ

ไม่คิดเลยว่าเขาจะประเมินเจ้าแดนต้องห้ามอันธการต่ำเกินไป

หากไม่ได้กลายเป็นพวกเดียวกันกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก่อน มีความเป็นไปได้สูงว่าเขาจะกลายเป็นศัตรูของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

เผชิญหน้ากับผู้ทรงพลังที่มีพลังวิเศษมหาศาลและซ่อนตัวอยู่ในที่ลับตาเช่นนี้ ผู้ใดเล่าจะไม่กลัวบ้าง

ชั่วขณะนั้นเอง จิ่งเทียนกงก็รู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมา

“จงเล่าเรื่องราวที่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการกระทำมา” เสียงของเจ้านิกายเจี๋ยแว่วออกมาอีกครั้ง

จิ่งเทียนกงดึงสติกลับมา สูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง เริ่มบอกเล่าเรื่องที่ตนทราบทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

เมื่อเขาเล่าจบ ก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยด้วยความอนิจจัง “แดนเซียนไม่เคยปรากฏจอมบงการหลังม่านเช่นนี้มาก่อน อาศัยการสาปแช่งปลุกปั่นคลื่นลมในมหาเคราะห์”

“หึ ก็แค่พวกนอกรีต”

เจ้านิกายเจี๋ยแค่นเสียงกล่าว เห็นได้ชัดว่าดูถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

เขาเอ่ยต่อว่า “ไม่ต้องวุ่นวายแล้ว มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครานี้ไม่ใช่โอกาสดีในการฟื้นฟูนิกายเจี๋ย รออีกหน่อยเถิด”

จิ่งเทียนกงเงียบงัน

รออีกหน่อยหรือ

เขารอมานานเพียงใดแล้ว

หากรอต่อไป นิกายเจี๋ยคงล่มสลาย!

….

สามสิบปีผ่านไป

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็เข้าใกล้ระดับจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏแล้ว!

อย่างไรก็ตามระยะนี้ยมโลกไม่ใคร่สงบสุข มีกลิ่นอายสงครามปรากฏขึ้นในละแวกเกาะสำนักซ่อนเร้นเป็นประจำ

หานเจวี๋ยให้จอมปีศาจคุกรัตติกาลออกไปตรวจสอบ ถึงได้ทราบว่ามีกลุ่มอิทธิพลในแดนยมโลกต้องการปฏิวัติระบบปกครองของเมืองนรก

พญายมจิตใจทะเยอทะยานต้องการโค่นล้มจักรพรรดิสวรรค์ ยังคงเป็นเรื่องยากเกินไป อย่างแรกที่ต้องทำคือหาทางเข่นฆ่าฝ่าออกไปยมโลกให้ได้

หานเจวี๋ยมักจะรู้สึกว่ายมโลกก็จะกลายเป็นสมรภูมิรบของมหาเคราะห์เช่นกัน ควรพิจารณาแสวงหาสถานที่อื่นแล้วใช่หรือไม่

วันนี้เอง จู่ๆ ต้วนหงเฉินก็มาหาหานเจวี๋ย

หลังจากเข้ามาในถ้ำ เขาก็รู้สึกประหม่ายิ่งนัก ไม่กล้ามองหานเจวี๋ย

“มีเรื่องใดหรือ” หานเจวี๋ยถาม

ต้วนหงเฉินรวบรวมความกล้า เอ่ยว่า “ข้าสามารถเรียนรู้พลังวิเศษจากท่านได้หรือไม่”

การเรียนรู้พลังวิเศษไม่เพียงแต่ช่วยให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ยังเป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงสถานะอย่างหนึ่งด้วย

ถึงแม้ในสำนักซ่อนเร้นตบะของเขาจะสูงส่ง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเหล่าศิษย์ของสำนักซ่อนเร้น เขาก็รู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองต่ำต้อยกว่าระดับหนึ่ง

พูดให้ชัดก็คือ เขายังคงมีสถานะเป็นเชลยอยู่

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เจ้าอยากเรียนรู้พลังวิเศษใด”

ต้วนหงเฉินเงยหน้าขึ้นด้วยความตื่นเต้นยินดี ไม่อยากจะเชื่อหูของตนอยู่บ้าง ไม่คิดเลยว่าหานเจวี๋ยจะตอบรับอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยเอ่ยต่อไปว่า “เมื่อคำนวณจากเวลาแล้ว เจ้าอยู่ในสำนักซ่อนเร้นมาระยะหนึ่งแล้ว เจ้ายอมเป็นฝ่ายก้าวออกมาก่อน ช่างหาได้ยากยิ่งนัก อันที่จริงในบรรดาศิษย์เหล่านั้นก็มีผู้ที่มีความเป็นมาเช่นเดียวกับเจ้า ถูกข้าสยบให้จำนน แต่ขอเพียงพวกเจ้าไม่คุกคามสำนักซ่อนเร้น ยินดีร่วมบำเพ็ญมหามรรคไปด้วยกัน ข้าล้วนไม่ถือสาเรื่องในอดีต เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องกลัวว่าข้าจะทำอะไรเจ้า กล่าวกันตามจริงแล้ว เป็นเจ้าที่มาหาเรื่องข้าก่อน ข้าไว้ชีวิตเจ้า ถือว่าเป็นฝ่ายแสดงเจตนาดีออกมาก่อนแล้ว”

ต้วนหงเฉินได้ฟังก็รู้สึกละอายใจ ตอนนั้นตนเองค่อนข้างมุทะลุไปบ้างจริงๆ

อย่างไรก็ตามพอมองจากตอนนี้แล้วก็มิใช่เรื่องเลวร้ายเลย

[ความประทับใจที่ต้วนหงเฉินมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]

ต้วนหงเฉินใคร่ครวญดูเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “ข้าอยากเรียกรู้มรรคกระบี่เทียมฟ้า”

มรรคกระบี่เทียมฟ้าของลี่เหยาแข็งแกร่งมากจริงๆ หากใช้ควบคู่กับตบะของเขา อาจพิฆาตศัตรูได้ในขั้นเดียว!

หานเจวี๋ยพยักหน้ารับ เริ่มถ่ายทอดมรรคกระบี่เทียมฟ้า

หลังจากนั้นหนึ่งเดือน

ต้วนหงเฉินจากไปด้วยความพอใจ

มู่หรงฉี่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เป็นอย่างไร ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ อาจารย์ต้องยอมสอนเจ้าแน่”

ต้วนหงเฉินแย้มยิ้มเอ่ยวาจา “พระคุณของท่านเจ้าสำนักข้าไม่มีทางลืมแน่ คอยก่อนเถิด เป้าหมายของข้าในตอนนี้คือการเอาชนะจอมปีศาจคุกรัตติกาลให้ได้”

จอมปีศาจคุกรัตติกาลที่ฝึกบำเพ็ญบนยอดเขาที่อยู่ไกลออกไปเลิกคิ้วขึ้น

จู่ๆ เขาก็รู้สึกถึงวิกฤตแล้ว

หากถูกต้วนหงเฉินล้ำหน้าไป สถานะของเขาต้องตกต่ำลงแน่

จะชะล่าใจไม่ได้ พรสวรรค์ของเจ้าหมอนี่เก่งกาจนัก ใช้ชีวิตมายาวนานกว่าเขา เขาจำเป็นต้องฝึกบำเพ็ญอย่างเอาจริงเอาจังแล้ว

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่งศัตรู

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจยังไม่ตาย ต้องสาปแช่งต่อ

ส่วนหลี่เสวียนเอ้า หานเจวี๋ยเพียงอยากให้เขาได้รับความทรมาน เพราะอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องผลาญอายุขัยส่งเดช

หลังจากหานเจวี๋ยสาปแช่งเสร็จ ขณะที่เขาเตรียมจะบำเพ็ญต่อนั้น เขาก็พลันขมวดคิ้วขึ้น

เขาสัมผัสได้ถึงพลังจิตที่กวาดผ่านมายังเกาะสำนักซ่อนเร้น

เขารีบตรวจหายอดฝีมือในละแวกเกาะสำนักซ่อนเร้นทันที

[พระกษิติครรภ์: ไม่ทราบตบะ พระพุทธองค์แห่งเมืองนรกผู้มาจากสำนักพุทธ]

พระกษิติครรภ์?

เจ้าหมอนี่มาได้อย่างไร

หานเจวี๋ยจำได้ว่าพระกษิติครรภ์เคยมีบุญคุณความแค้นเกี่ยวพันกับจี้เซียนเสิน

คิดไม่ถึงว่าพระกษิติครรภ์จะอยู่สูงกว่าระดับจักรพรรดิเซียน!

อาณาเขตเต๋าสามารถสกัดกั้นพลังจิตระดับต้าหลัวได้ พระกษิติครรภ์น่าจะสอดส่องสถานการณ์ภายในเกาะสำนักซ่อนเร้นไม่ได้

ไม่นาน พระกษิติครรภ์ก็จากไป

หลังจากตรวจสอบไม่พบเขาแล้ว หานเจวี๋ยจึงเปิดใช้แบบจำลองการทดสอบ

ต่อสู้กับพระกษิติครรภ์ เขายืนหยัดไว้ได้หนึ่งชั่วยาม

ถึงแม้จะพ่ายแพ้ แต่เขารู้สึกว่าพระกษิติครรภ์คล้ายจะไม่แข็งแกร่งสักเท่าไร

ไม่สมกับพลังระดับเทพอยู่บ้าง

หรือว่าเจ้าหมอนี่จะบาดเจ็บสาหัสอยู่

หานเจวี๋ยรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ หาไม่แล้วครานั้นจะปล่อยจี้เซียนเสินหนีรอดออกมาได้อย่างไร

….

สิบปีผ่านไป

วิญญาณของหานเจวี๋ยเกิดความเปลี่ยนแปลง กล่าวคือ เขาใกล้จะทะลวงสู่ระดับจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏ!

สำหรับเรื่องนี้ เขาพอใจยิ่งนัก!

ขณะที่เขากำลังจะฝ่าขั้นอยู่นั้น พลันมีคลื่นพลังจิตแผ่ออกมาจากป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์

หานเจวี๋ยเชื่อมต่อพลังจิต

“วังเทพเตรียมยกทัพใหญ่บุกแดนยมโลก เจ้าระวังตัวด้วย อย่าได้ถูกกวาดเข้าไปร่วมวง” จักรพรรดิสวรรค์กล่าวเตือน

วังเทพ?

หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “พวกเขาไม่ได้เข้าร่วมกับวังปีศาจต่อกรกับวังสวรรค์และสำนักพุทธหรอกหรือ”

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวตอบ “เรื่องของเต้าจื้อจุนส่งผลกระทบต่อวังสวรรค์ใหญ่หลวงยิ่งนัก หลังจากเจ้าวังสวรรค์คนใหม่เข้ารับตำแหน่งก็ประกาศขีดเส้นความสัมพันธ์กับวังปีศาจ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ไม่ประชันขันแข่งกับวังสวรรค์อีก เบนเป้าหมายไปที่แดนยมโลก สำหรับวังสวรรค์นี่ถือเป็นเรื่องดี ถึงอย่างไรเมืองนรกก็พุ่งเป้ามาที่วังสวรรค์ ดังนั้นเราจึงไม่ขัดขวาง”

หานเจวี๋ยตอบรับ “วางใจเถิด พวกเขาไม่มีทางหาข้าพบ”

หานเจวี๋ยนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถามว่า “ฝ่าบาท ท่านรู้จักแดนชำระบาปเก้าขุมหรือไม่”

“แดนชำระบาปเก้าขุมหรือ รู้สิ ในอดีตกาลแดนยมโลกต่างหากถึงจะเป็นแดนเซียนที่แท้จริง แต่เมื่อมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตสิ้นสุดลง ฟ้าดินเปี่ยมด้วยแรงกรรม ไม่อาจสลายทิ้งได้ บรรพชนเต๋ายื่นมือเข้าช่วย พลิกหยินกลับหยาง ยมโลกกลายเป็นแดนเซียน แดนเซียนกลายเป็นยมโลก บรรพชนเต๋าสะกดแรงกรรมทั้งหมดไว้ใต้แม่น้ำปรโลก แดนชำระบาปเก้าขุมคงอยู่มาตลอด เจ้าอย่าเข้าใกล้จะดีที่สุด ในนั้นซุกซ่อนตัวตนทรงพลังที่แพ้พ่ายในมหาเคราะห์เอาไว้มากมาย หากเจ้าหลงเข้าไป เราก็ช่วยเจ้าไม่ได้เช่นกัน”

สุ้มเสียงจักรพรรดิสวรรค์เคร่งขรึมอย่างยิ่ง

หานเจวี๋ยกลับบังเกิดความคิดอาจหาญอย่างหนึ่ง

เหตุใดถึงไม่ไปซ่อนตัวในแดนชำระบาปเก้าขุมเสียเล่า

กายดาราอนธการของเขาดูดซับแรงกรรมได้ หากภายหน้าได้ดูดซับแรงกรรมในแดนชำระบาปเก้าขุมล่ะก็…

หานเจวี๋ยใจเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว

ความคิดนี้อาจหาญยิ่งนัก และเปี่ยมด้วยแรงดึงดูดสุดชีวิต

หากไม่มีแรงกรรมในบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร ความเร็วในการทะลวงระดับของหานเจวี๋ยก็ไม่มีทางเร็วเท่าในตอนนี้ได้!

บทที่ 329
เมื่อพูดคุยกับจักรพรรดิสวรรค์อยู่พักหนึ่ง หานเจวี๋ยก็ตัดการเชื่อมพลังจิต

เขาปักใจกับแดนชำระบาปเก้าขุม

ทะลวงขั้นก่อน จากนั้นค่อยสร้างหุ่นเชิดแห่งสวรรค์หรือแบ่งร่างแยกไปสำรวจแดนชำระบาปเก้าขุม

หากสามารถซ่อนตัวในแดนชำระบาปเก้าขุมได้ เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็หลีกหนีจากมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตได้อย่างง่ายดายจริงๆ

อย่างไรเสียแดนชำระบาปเก้าขุมก็เทียบเท่ากับสุดปลายขอบของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต

การทะลวงขั้นทั้งเก้าวัฏของระดับจักรพรรดิเซียนคล้ายคลึงกันยิ่งนัก จุดสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงของวิญญาณ หานเจวี๋ยเข้าสู่สภาวะทะลวงขั้นอย่างเชี่ยวชาญคุ้นชิน

สามปีผ่านไป

เขาฝืนทะลวงขั้นถึงระดับจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏแล้ว!

พลังเวทเพิ่มพูน วิญญาณเปลี่ยนแปลง!

หานเจวี๋ยควบรวมตบะพลางเรียกหน้าต่างค่าสถานะออกมาตรวจสอบ

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 4,111 / 1,300,999,999,999,999]

[เผ่าพันธุ์: มนุษย์เซียน (กายดาราอนธการ)]

[ตบะ: จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเจ็ดวัฏ]

[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]

….

อายุขัยหนึ่งพันสามร้อยล้านล้านปี แม้แต่เศษทศนิยมก็เพิ่มคืนมา

หานเจวี๋ยพลันรู้สึกอ้างว้างขึ้นมา

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อายุขัยของเขาจะยืนยาวมากล้นเกินไปถึงเพียงใดกัน

ไร้ที่สิ้นสุด ก็คือเป็นอมตะนิจนิรันดร์!

ใช้เวลาอยู่หนึ่งปีถึงควบรวมตบะเสร็จสิ้น เทียบกับก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยใช้เวลาน้อยลง ที่สำคัญคือเขาคุ้นเคยกับทุกอย่างในระดับจักรพรดิเซียนแล้ว

‘เพิ่งทะลวงขั้นมา ต้องฉลองกันหน่อย’

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ เขาไม่คิดจะสาปแช่งศัตรูต่อ สถานการณ์ในตอนนี้ยอดเยี่ยมนัก ทำให้เขามีเวลาฝึกบำเพ็ญมากขึ้น หากสาปแช่งบรรพชนมรรคาสวรรค์หรือจักรพรรดิปีศาจให้ตาย สมดุลจะถูกทำลาย มหาเคราะห์ทวีความรุนแรง ไม่แน่ว่าอาจจะส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญของเขา

ขอเพียงรับประกันได้ว่าจักรพรรดิสวรรค์จะไม่ตายก็พอ!

หานเจวี๋ยตัดสินใจที่จะใช้ความสามารถวิวัฒนาการเพื่อฉลอง

ครั้งก่อนเขาเลือกตัดใจจากคำถาม ทว่าอายุขัยในครั้งนี้มากมายล้นเหลือ ถามได้แล้ว!

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ ‘ข้าอยากรู้ว่าผู้ใดแข็งแกร่งที่สุดในมหาเคราะห์ครั้งนี้’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

เด็ดเดี่ยวหน่อย!

หลังจากหานเจวี๋ยยืนยันเรียบร้อย ในสมองพลันมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมา

เป็นบุรุษชุดขาวคนหนึ่ง หานเจวี๋ยไม่เคยเห็นมาก่อน

เจ้าหมอนี่เป็นใครกัน

หานเจวี๋ยสงสัย

ในขณะเดียวกัน เขารู้สึกว่าระบบขี้โกง ข้าจ่ายอายุขัยไปพันล้านปี เจ้าให้ข้าเห็นแค่ภาพหรือ

ไม่มีข้อความประกอบหน่อยหรืออย่างไร

หานเจวี๋ยเพิ่งมีความคิดนี้ผุดขึ้นมา เบื้องหน้าก็มีอักขระแถวหนึ่งปรากฏขึ้น

[จู่ถู: ไม่ทราบตบะ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ดวงจิตกำเนิดฟ้า เคยเป็นรองเจ้านิกายเจี๋ย ผู้ฝ่าเคราะห์สองสมัย พลิกเปลี่ยนชะตาฟ้าลิขิต เปลี่ยนสถานะตัวตนใหม่ ก่อตั้งวังเทพ มุ่งหมายครอบครองมหาเคราะห์ ผันตัวเป็นเจ้าแห่งมหาเคราะห์]

หืม?

ผู้ก่อตั้งวังเทพหรือ

อดีตรองเจ้านิกายแห่งนิกายเจี๋ย

ไอ้หนุ่มสองหน้าอีกคนแล้ว!

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

เขาไม่คิดเลยว่าวังเทพจะซุกซ่อนตัวตนที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าจักรพรรดิสวรรค์ บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจเอาไว้

เห็นทีว่าต่อไปนี้จะมองเมินวังเทพไม่ได้แล้ว!

หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ยังไม่คิดสาปแช่งจู่ถู

จู่ถูไม่ได้มาหาเรื่องเขา เขาย่อมไม่สาปแช่ง วังเทพจะมีชัยในมหาเคราะห์ก็ได้ แต่ขอเพียงไม่โค่นล้มวังสวรรค์ก็พอ

วังสวรรค์ผ่านเคราะห์กรรมมามากมาย ไม่เคยมีชัยเลยสักครั้ง ดังนั้นจักรพรรดิจึงไม่คาดหวังจะมีชัยในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต เพียงอยู่รอดได้ก็พอ

กลุ่มอิทธิพลมรรคาสวรรค์เฉกเช่นวังสวรรค์ ไม่สามารถเอาชีวิตรอดไปวันๆ ได้ จำเป็นต้องช่วงชิงโชคชะตา ทำให้ผู้มีชัยครั่นคร้าม ไม่กล้าโค่นล้ม ถึงจะรักษาฐานไว้ได้

จากนั้น หานเจวี๋ยก็เริ่มสาปแช่งศัตรู หนึ่งคนห้าวัน ไม่มากไปกว่านั้น

เขาสาปแช่งพลางตรวจดูจดหมายไปด้วย

[ซูฉีศิษย์ของท่านเข้าสู่แดนต้องห้ามอันธการ]

[เจียงอี้สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านหวนสู่วังสวรรค์]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด] x210221

[บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่อาฆาตของท่าน เนื่องด้วยคำสาปแช่งของท่าน จิตมารทวีความรุนแรง กลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์]

[เต้าจื้อจุนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังแห่งวังสวรรค์]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]

….

หืม?

ไม่ใช่ว่าเจียงอี้ไปแสวงโชคหรอกหรือ ไปถูกทุบตีได้อย่างไรกัน

เป็นเพียงจักรพรรดิเซียนกลับทำให้เขาบาดเจ็บสาหัสได้เชียวหรือ

หานเจวี๋ยลอบเหยียดหยามอยู่ในใจ โชคดีที่เขาไม่ได้ตามไปด้วย

หวนคืนแดนเซียนอันใดกัน ดูอันตรายยิ่งนัก

สหาย หวังว่าเจ้าจะมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปนะ วันหน้ามาติดตามข้าเถิด อย่างน้อยก็ไม่ถูกทุบตีแน่

ความประทับใจที่หานเจวี๋ยมีต่อเจียงอี้ยังคงยอดเยี่ยมนัก ถึงอย่างไรเพื่อเขาแล้ว เจียงอี้ก็เคยถูกจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตตีจนบาดเจ็บสาหัส

สหายดีๆ เช่นนี้ หานเจวี๋ยไม่อยากให้เขาตาย

อีกอย่าง บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็กลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์เช่นกัน

หานเจวี๋ยไม่เข้าใจเลย

เหตุใดจึงมีผู้ฝ่าเคราะห์มากมายเช่นนี้

จี้เซียนเสินเอย จักรพรรดิปีศาจเอย ต้วนหงเฉินเอย

ขอเพียงเข้าสู่เคราะห์กรรมก็เป็นได้หรือ

ทว่าเหตุใดจักรพรรดิสวรรค์และพวกยอดแม่ทัพเทพถึงไม่ได้เป็นเล่า

หานเจวี๋ยคิดว่าผู้ฝ่าเคราะห์คือตัวเอกแห่งมหาเคราะห์

รอดูต่อไปเถิด

ศัตรูตัวฉกาจทั้งสองล้วนกลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์ก็ไม่เลวเลย อย่างน้อยโอกาสที่พวกเขาจะสิ้นชีพก็เพิ่มขึ้นอีกมาก

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นจดหมายฉบับหนึ่ง

หลี่เต้าคงเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจ ไม่น่าเชื่อว่าจะไม่บาดเจ็บเลย

คนผู้นี้ก็มีฝีมืออยู่บ้าง

ไม่แปลกใจเลยที่ได้รับการยกย่องจากจักรพรรดิสวรรค์ปานนี้

ระดับครึ่งต้าหลัวก็สามารถต่อกรกับยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่ได้แล้ว มีบารมีแบบข้าอยู่บ้าง!

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ

หนึ่งปีต่อมา หานเจวี๋ยยกระดับมรรคกระบี่ของเขาให้ถึงขีดสูงสุด

เขาเริ่มศึกษาค้นคว้าบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรที่อยู่ในร่าง

หากไปยังแดนชำระบาปเก้าขุม ต้องมีแรงกรรมพัวพันกาย มิเช่นนั้นหากเข้าสู่แดนชำระบาปเก้าขุม จะต้องถูกผีร้ายเหล่านั้นรุมหน้าล้อมหลัง ฉีกทึ้งทั้งเป็น

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าถึงแม้แดนชำระบาปเก้าขุมจะอันตราย แต่สงบสุขแน่นอน ไม่อย่างนั้นต้วนหงเฉินจะฟื้นคืนชีพได้อย่างไร

อย่างไรก็ตามตอนนี้เขายังไม่สามารถควบคุมแรงกรรมได้ ทำได้เพียงดูดซับเท่านั้น

ตอนนี้เขาเป็นจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏแล้ว เขาอยากลองดูว่าตนจะสามารถควบคุมบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรได้หรือไม่

ดูดซับมานานหลายปีเช่นนี้ บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรคุ้นเคยกับกลิ่นอายของเขาแล้ว อย่างน้อยหานเจวี๋ยก็รู้สึกว่าไม่ได้อันตรายถึงเพียงนั้น

จักรวาลโลกดาราที่อยู่ในส่วนลึกของวิญญาณอุดมไปด้วยปราณอนธการ หมอกม่วงมากมายไร้ที่สิ้นสุดแผ่ขยายอยู่ระหว่างหมู่ดาว แม้แต่โลกเขย่าพิภพก็ถูกห่อหุ้มไว้เช่นกัน

เคยมีผู้บำเพ็ญโบยบินออกมาจากโลกเขย่าพิภพ คิดจะออกจากโลกเขย่าพิภพ ผลก็คือถูกปราณอนธการทำให้ตกใจจนล่าถอยไป หากหานเจวี๋ยไม่ได้ขัดขวางไว้ พวกเขาจะถูกปราณอนธการกลืนกิน กายสิ้นจิตสูญ สลายเป็นเถ้าธุลีปลิดปลิว

ความแข็งแกร่งของปราณอนธการเชื่อมโยงกับตบะของหานเจวี๋ย เทียบเท่ากับพลังเวทของหานเจวี๋ย

พลังเวทระดับจักรพรรดิเซียนมิใช่สิ่งที่วิญญาณธรรมดาจะแตะต้องได้

หนึ่งปีผ่านไป

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็พบหนทาง

ก่อนหน้านี้บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรถูกสะกดไว้ในดวงดารามาโดยตลอด ไม่ได้สัมผัสกับปราณอนธการ ตอนนี้เมื่อปราณอนธการเข้าทับถมบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร กลีบดอกของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรซีดจางลง ถึงแม้ระดับความเร็วที่ซีดจางลงจะเชื่องช้ายิ่งนัก แต่ก็ซีดจางลงจริงๆ

หานเจวี๋ยสอดแทรกพลังจิตเข้าไปผ่านบริเวณที่ซีดจางลงได้

อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นส่วนที่เล็กน้อยกว่าเมล็ดงาหลายต่อหลายเท่าก็ยังเจือปนด้วยแรงกรรมมหาศาล หานเจวี๋ยควบคุมมัน ปล่อยออกมา ให้โอบพันร่างกายไว้

แต่ก็ทำได้เพียงปลดปล่อยออกมาเท่านั้น เขาไม่สามารถใช้แรงกรรมโจมตีศัตรูได้

หานเจวี๋ยตัดสินใจว่าจะใช้ปราณอนธการชำระล้างบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร ในเมื่อเขาไม่สามารถขับบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรออกมาจากร่างได้ เช่นนั้นก็จะสยบมันให้ได้แล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

อย่างน้อยก็ไม่สามารถปล่อยให้มันกลายเป็นสิ่งอันตรายก่อความไม่เสถียรได้

กระบวนการแช่บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรด้วยปราณอนธการไม่จำเป็นต้องจับตามองตลอดเวลา เขาสามารถฝึกบำเพ็ญไปอย่างสบายใจได้

ขอเพียงให้เวลาสักหน่อย ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องควบคุมบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรได้แน่

ตู้ม ครืน….

พลันมีเสียงดังสนั่นแว่วขึ้น แม่น้ำปรโลกรอบเกาะสำนักซ่อนเร้นเริ่มมีคลื่นปั่นป่วนซัดโถม

อำนาจกดดันทรงพลังน่าหวาดหวันอย่างหนึ่งเข้าปกคลุมพื้นที่ในรัศมีหลายพันหลายหมื่นลี้

บทที่ 330
“กลิ่นอายนี้…อย่างน้อยก็ต้องเป็นจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏกระมัง!”

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น คิ้วขมวดแน่น

อู้เต้าเจี้ยนที่อยู่ในถ้ำเอ่ยถามด้วยความวิตก “นายท่าน จะหนีหรือไม่”

หานเจวี๋ยส่ายหน้ากล่าวตอบ “รอดูต่อไป”

หากว่าที่นี่เคยเกิดการต่อสู้ขึ้น คาดว่าคงไม่มีผู้ใดมาเยือนไปอีกนานยิ่ง

หานเจวี๋ยตรวจหายอดฝีมือในละแวกนี้

[จินกังนู่: จักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ มหาเวทมรรคอัสนี]

[เทพภูตชิงเซวี่ย: จักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ เทพภูตเมืองนรก]

จักรพรรดิเซียนเก้าวัฏจริงๆ ด้วย!

หานเจวี๋ยเปิดใช้แบบจำลองการทดสอบทันที

พอใช้ได้

ล้วนสังหารในชั่วพริบตา!

หานเจวี๋ยเองก็แยกไม่ออกว่าระหว่างสองคนนี้ผู้ใดแข็งแกร่งผู้ใดอ่อนแอ ทำได้เพียงรับชมความเปลี่ยนแปลงอย่างสงบเสงี่ยม

การต่อสู้ระหว่างจินกังนู่และเทพภูตชิงเซวี่ยขณะนี้ยังไม่กระทบมาถึงเกาะสำนักซ่อนเร้น ด้วยตบะของพวกเขายังคงสัมผัสถึงการมีอยู่ของเกาะสำนักซ่อนเร้นไม่ได้

หานเจวี๋ยหวังเพียงว่าพวกเขาจะสู้เสร็จแล้วจากไปโดยเร็ว

เหล่าศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นก็กำลังวิพากษ์วิจารณ์การต่อสู้นี้อยู่ พวกเขาล้วนไม่ตื่นตระหนก หานเจวี๋ยไม่ได้ควบคุมเกาะสำนักซ่อนเร้นแล่นหนี แปลว่าศัตรูแข็งแกร่งไม่เท่าหานเจวี๋ย

จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยด้วยความปลดปลงว่า “ช่วงนี้ยมโลกเริ่มไม่สงบขึ้นเรื่อยๆ โชคดีที่พวกเราอยู่ในแม่น้ำปรโลก”

ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยถาม “พี่ใหญ่ ท่านสู้พวกคนที่อยู่ด้านนอกได้หรือไม่”

จอมปีศาจคุกรัตติกาลส่ายหน้า

“ท่านกระจอกนัก” ไก่คุกรัตติกาลอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแขวะ

เหตุใดถึงได้รู้สึกว่า นอกจากพวกเขาแล้ว พี่ใหญ่คนนี้ก็สู้ใครไม่ได้เลยกันนะ

จอมปีศาจคุกรัตติกาลอยู่กับมันมานาน ทราบดีว่ากระจอกหมายความว่าอย่างไร

ความหมายที่ท่านเจ้าสำนักนิยามไว้ แปลว่าอ่อนแอยิ่ง

จอมปีศาจคุกรัตติกาลถลึงตาใส่ไก่คุกรัตติกาลคราหนึ่ง เจ้าตัวนี้ต่ำช้านัก

หลังจากเขาเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้น ไก่คุกรัตติกาลก็เริ่มไม่เคารพเขามากขึ้นเรื่อยๆ

ถูหลิงเอ๋อร์เอ่ยงึมงำ “ด้านนอกมีกลิ่นอายสายหนึ่งที่ให้ข้ารู้สึกสนิทชิดเชื้อนัก หรือจะเป็นคนของเผ่าจอมเวท”

ลี่เหยาขมวดคิ้วเอ่ยถาม “คงมิใช่ว่าเจ้าอยากไปช่วยเขากระมัง”

ถูหลิงเอ๋อร์ส่ายหน้ากล่าวตอบ “ข้าไม่รู้จักสักหน่อย เหตุใดต้องช่วยเขา ชักนำปัญหาใหญ่มาให้พวกเราด้วย ข้าจดจำได้เพียงสถานะศิษย์ของสำนักซ่อนเร้น เผ่าจอมเวทอันใดกัน ไปให้พ้นเถอะ!”

คนที่เหลือส่ายหน้าหลุดหัวเราะ ล้วนไม่ได้เอ่ยแย้ง

ติดตามหานเจวี๋ยมานาน พวกเขาต่างหวาดกลัวปัญหายุ่งยากกันทั้งนั้น

โดยเฉพาะเมื่อมีโศกนาฏกรรมของหยางเทียนตง ประกอบกับสิ่งที่สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเคยประสบพบพาน พวกเขายิ่งมั่นใจแน่วแน่ว่าต้องเอาหานเจวี๋ยเป็นตัวอย่างถึงจะบรรลุมรรคได้

อย่างน้อยหานเจวี๋ยก็เป็นตัวอย่างของผู้ประสบความสำเร็จ มาจนถึงตอนนี้ พวกเขายังไม่เคยเห็นหานเจวี๋ยในสภาพจนตรอกเลย ศัตรูต่างไล่ตามเขาไม่ทัน หรือไม่ก็ถูกเขาสังหารในชั่วพริบตา

สามภาพห้าธาตุ ไปมาเร้นเงาไร้ร่องรอย

นี่สิถึงจะเป็นผู้บรรลุมรรค!

การต่อสู้ดำเนินอยู่ครึ่งชั่วยาม ในที่สุดจินกังนู่และเทพภูตชิงเซวี่ยก็จากไป

หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

เขาไม่อยากลงมือส่งเดช หากสังหารศัตรูในชั่วพริบตา จะเปิดโปงการมีอยู่ของที่นี่

เฮ้อ!

ยามใดถึงจะเลิศล้ำไร้อริกันนะ

หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะนึกถึงผู้ทรงพลังบนชั้นฟ้าที่สามสิบสามเหล่านั้น

อาณาเขตเต๋าของพวกเขาตั้งอยู่ที่นั่น ทุกคนต่างทราบดี แต่ไม่มีใครกล้าไปหาเรื่อง

จักรพรรดิปีศาจบ้าคลั่งเพียงใด เมื่อไปถึงตำหนักเอกอนันต์ก็ต้องสำรวม

ยามนี้เป้าหมายของหานเจวี๋ยก็คือกลายเป็นปรมาจารย์ลัญจกรสรวงคนต่อไป

….

เมื่อจินกังนู่และเทพภูตชิงเซวี่ยจากไป วันคืนของเกาะสำนักซ่อนเร้นก็กลับสู่ความสงบ

หานเจวี๋ยยังคงดำเนินวิถีชีวิตการฝึกบำเพ็ญอันน่าเบื่อหน่ายต่อไป

เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นก็เป็นแบบนี้เช่นกัน สิ่งที่ควรค่าให้เอ่ยถึงคือ ไม่ทราบว่าจอมปีศาจคุกรัตติกาลได้รับแรงกระตุ้นอันใดเข้า เขาเริ่มมุมานะฝึกบำเพ็ญ ปรากฏตัวในแบบจำลองการทดสอบเป็นประจำ

หานเจวี๋ยสามารถมองเห็นสถานการณ์ในแบบจำลองการทดสอบของคนอื่นๆ ได้ เจ้าหมอนี่ก็พากเพียรยิ่งนัก

เช่นนี้ก็ดีแล้ว

ก่อนหน้านี้จักรพรรดิเซียนห้าวัฏก็ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก ทว่าตอนนี้ไม่นับเป็นอันใดในสายตาของหานเจวี๋ยเลย

แค่กๆ

หลงลำพองไปเสียแล้ว

ระหว่างการฝึกบำเพ็ญอันน่าเบื่อหน่าย หานเจวี๋ยชอบนึกเล่นๆ อยู่ในใจว่า อย่างน้อยก็เติมเต็มความต้องการในในของเขาได้

แน่นอน มรรคจิตยังคงไม่แปรเปลี่ยน

หากต้องเผชิญกับศัตรูระดับจักรพรรดิเซียนห้าวัฏเข้าจริงๆ หากมีโอกาสหานเจวี๋ยต้องใช้แบบจำลองการทดสอบก่อนแน่นอน เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน

เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปอีกสิบปีแล้ว

การต่อสู้ในยมโลกนับว่าเปิดฉากขึ้นอย่างสมบูรณ์ ทุกสองสามเดือน จะมีกลิ่นอายโฉบผ่านเหนือเกาะสำนักซ่อนเร้น บ้างแข็งแกร่งบ้างอ่อนแอ ที่แข็งแกร่งที่สุดถึงขนาดทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกถึงวิกฤตได้เลย

โชคดีที่เกาะสำนักซ่อนเร้นอยู่ในแม่น้ำปรโลก อีกทั้งเล็กจ้อยดุจเม็ดทรายจริงๆ ประกอบกับมีระบบป้องกันของอาณาเขตเต๋า เกาะสำนักซ่อนเร้นจึงไม่ถูกค้นพบ

เวลาผ่านไปอย่างนับว่าราบรื่นไร้ภัย

จนกระทั่งวันนี้

จินกังนู่มาอีกแล้ว

เขาบาดเจ็บสาหัส ร่วงหล่นสู่แม่น้ำปรโลก อยู่ไม่ไกลจากเกาะสำนักซ่อนเร้น

หานเจวี๋ยตกตะลึง นี่มันอะไรกัน

เล่นบทโศกรันทดให้ข้าดูหรือ

หานเจวี๋ยหวาดระแวง

จินกังนู่จมดิ่งสู่ส่วนลึกของแม่น้ำปรโลก จมลึกลงไปเรื่อยๆ

หานเจวี๋ยสังหรณ์ใจว่าเขาไม่ได้มาที่นี่ด้วยความบังเอิญ คิดไปคิดมา ยังคงลงมือชักนำเข้าสู่เกาะสำนักซ่อนเร้น

จินกังนู่หมดสติไปแล้ว หานเจวี๋ยดึงวิญญาณออกมา นำเข้าสู่จักรวาลโลกดารา ใช้ปราณอนธการสะกดไว้

เหล่าศิษย์เห็นร่างของจินกังนู่ จึงพากันมารวมตัว

หานเจวี๋ยให้จอมปีศาจคุกรัตติกาลจับตามองร่างนี้ไว้ ส่วนตนกลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

เขานำจิตรับรู้เข้าสู่จักรวาลโลกดารา

เขาพบว่าวิญญาณแตกต่างไปจากเผ่าจอมเวทอยู่บ้าง วิญญาณดวงนี้อ่อนแอยิ่งนัก อ่อนแอกว่าจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏในระดับเดียวกัน ให้ความรู้สึกไม่ต่างไปจากวิญญาณของจักรพรรดิเซียนในระยะต้นเลย

ผ่านไปเนิ่นนาน

จินกังนู่ฟื้นขึ้นมา เขามองดวงดาวนับไม่ถ้วนและปราณอนธการที่อยู่รอบข้าง สะดุ้งโหยง

คล้ายว่าเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ รีบตะโกนขึ้นว่า “สหายเต๋าหานเจวี๋ยใช่หรือไม่”

เสียงของหานเจวี๋ยดังแว่วตามมา “เจ้ามาข้าโดยเฉพาะสินะ”

จินกังนู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก เอ่ยตอบว่า “มิผิด เผ่าจอมเวทเผชิญการปิดล้อมโจมตี ก่อนท่านยายเมิ่งจะดับสูญได้สั่งให้ข้ามาพึ่งใบบุญท่าน นางกระตุ้นพลังวิเศษอันยิ่งใหญ่จับสัมผัสได้ว่าทายาทรุ่นหลังของเผ่าข้าอยู่ในละแวกแม่น้ำปรโลกแถบนี้ แต่ไม่ทราบตำแหน่งที่แน่ชัด กล่าวไปก็น่าละอาย ข้ามาเป็นครั้งที่สองแล้ว ในครั้งนี้ข้าพยุงตัวไม่ไหว พลัดหล่นสู่แม่น้ำปรโลก”

หานเจวี๋ยเรียกค่าความสัมพันธ์อกมาตรวจดู

รูปประจำตัวของยายเมิ่งเปลี่ยนไปแล้ว

ใบหน้าของนางดูเหมือนจะอ่อนเยาว์ลง แต่ยังมองออกมาว่าคล้ายคลึงกับในอดีตยิ่งนัก

[จักรพรรดินีผืนพิภพ: ไม่ทราบตบะ บรรพชนจอมเวทกำเนิดฟ้า เจ้าแห่งสังสารวัฏ แฝงตัวอยู่ในเมืองนรก รับผิดชอบดูแลการเวียนว่ายตายเกิด มีจิตมุ่งหมายเสริมพลังให้เผ่าจอมเวท ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]

จักรพรรดินีผืนพิภพ?

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

มองจากจุดนี้ ยามเมิ่งคงดับสูญไปแล้วจริงๆ หลังจากร่างแยกสิ้นชีพ ค่าความประทับใจจึงถ่ายโอนไปยังร่างต้นแทน

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เผ่าจอมเวทถูกเมืองนรกทำลายล้างหรือ”

จินกังนู่ตอบด้วยความโกรธเคืองปนเศร้าหมอง “เดิมทีเผ่าจอมเวทของข้าก็ใช้ชีวิตให้อยู่รอดไปวันๆ อยู่แล้ว รักษาชีวิตให้รอดโดยทำหน้าที่จัดลำดับการเวียนว่ายตายเกิด ท่านพญายมและจู่ถูเจ้าแห่งวังเทพร่วมมือกันทำลายดวงชะตาสังสารวัฏ ถึงแม้จักรพรรดินีผืนพิภพจะมีพลังเวทมหาศาล แต่ไม่ทราบว่าถูกพลังอำนาจใจควบคุมไว้ จึงไม่สามารถปกป้องพวกเราได้ เผ่าของข้า…เหลือเพียงข้าที่หนีรอดมาได้!”

คิ้วของหานเจวี๋ยขมวดแน่นกว่าเดิม

วุ่นวายแล้ว

วุ่นวายมากด้วย!

หานเจวี๋ยกังวลว่าศัตรูจะติดตามจินกังนู่มาจนหาตัวเขาพบ

นี่ไม่ใช่เรื่องดีเลย

“ก่อนตายท่านยายเมิ่งให้ข้าบอกต่อท่านว่า ขอเพียงท่านคุ้มครองข้าและถูหลิงเอ๋อร์ วันหน้าจักรพรรดินีผืนพิภพจะเป็นกำลังสนับสนุน เป็นที่พึ่งพิงให้ท่านอย่างแน่นอน!” จินกังนู่เอ่ยต่อ

หานเจวี๋ยพูดไม่ออกเลย

จักรพรรดินีผืนพิภพถูกควบคุมไว้ แล้วจะเป็นที่พึ่งให้ข้าได้อย่างไร

อย่างไรก็ตามยายเมิ่งดีต่อเขายิ่งนัก คำสั่งเสียที่ฝากไว้ให้เขาก่อนตาย เขาคงปฏิเสธไม่ได้

หานเจวี๋ยเอ่ยไปว่า “เจ้าพักอยู่ที่นี่ไปก่อน ผ่านไปสักระยะข้าค่อยปล่อยเจ้าออกไปอีกครั้ง”

“ขอบพระคุณยิ่งนัก!”

[จินกังนู่เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]

ได้ค่าความประทับใจสูงขนาดนี้ในคราวเดียวเลยหรือ

ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องเท็จ

หานเจวี๋ยอ่านคำบรรยายของจินกังนู่เล็กน้อย ไม่ได้โป้ปดจริงๆ

แต่จะว่าไปแล้ว จักรพรรดินีผืนพิภพในฐานะเจ้าแห่งสังสารวัฏ จะแข็งแกร่งมากเพียงใดกัน