321-325

บทที่ 321
มรรคาสวรรค์ดีกว่า หรือมหามรรคดีกว่าอย่างนั้นหรือ

คำถามอะไรกัน!

ต้องเป็นมหามรรคอยู่แล้วสิ!

หานเจวี๋ยค่อนขอดอยู่ในใจ บรรดาเจ้าพ่อในแถวแรกถามเรื่องอะไรออกมากัน

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเอ่ยตอบว่า “ก่อนที่จะบรรลุมรรค การฝึกบำเพ็ญมรรคาสวรรค์ดีที่สุด ใต้ร่มมรรคาสวรรค์ สรรพสิ่งล้วนเป็นไปตามกฎเกณฑ์ หลังบรรลุมรรค ฝึกบำเพ็ญมหามรรค แสวงหาภพภูมิที่สูงยิ่งกว่า การฝึกบำเพ็ญไร้ที่สิ้นสุด ต่อให้เป็นตัวข้า ก็ยังอยู่ระหว่างสืบเสาะหาหนทาง”

ผู้ที่เอ่ยถามถามต่อไปอีก คำถามในครั้งนี้เป็นความละเอียดอ่อนด้านการบำเพ็ญ หานเจวี๋ยฟังไม่เข้าใจ

จากนั้นก็มีคำถามอีกมากมายนัก ทว่าหานเจวี๋ยล้วนฟังไม่เข้าใจทั้งสิ้น เอ่ยถึงหยินหยาง ผังแปดทิศ โชควาสนา บ่วงกรรม ดวงชะตาต่างๆ นานา

มรรคเหล่านี้ แม้แต่หลักพื้นฐานหานเจวี๋ยยังไม่เคยเรียนรู้เลย ย่อมเข้าใจได้ยาก

และเขาก็ไม่อยากทำความเข้าใจในตอนนี้

มหาเคราะห์จ่ออยู่ตรงหน้า เขาไม่สามารถร่ำเรียนมรรคอย่างอื่นเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้ตนเองได้ ภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้คือพยายามสุดกำลังเพื่อที่จะแข็งแกร่งขึ้น เมื่อรอดชีวิตจากมหาเคราะห์ไปได้ ยังมีเวลาอีกมากสำหรับเสริมสร้างความเข้าใจของตนที่มีต่อมรรคต่างๆ

ปัญหาบางอย่าง ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเอ่ยเพียงประโยคเดียวก็ตอบได้แล้ว แต่ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการบำเพ็ญ ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงตอบอยู่นานยิ่งนัก มีคำถามหนึ่งที่กินเวลาถึงหนึ่งเดือน หานเจวี๋ยได้แต่บำเพ็ญตบะไปเงียบๆ เป็นการฆ่าเวลา

เขาสังเกตเห็นว่าคนจำนวนมากในแถวด้านหลังก็ทำเช่นนี้ ฉากหน้าแต่ละคนแสร้งทำเป็นตั้งใจฟัง แต่ความจริงต่างลอบบำเพ็ญตบะอยู่

ต่อให้ฟังไม่เข้าใจ ก็ไม่สามารถล่วงเกินปรมาจารย์ลัญจกรสรวงได้

ชั่วพริบตาเดียว

เวลาผ่านไปสี่ปีแล้ว

จักรพรรดิเซียนผู้หนึ่งที่อยู่ในแถวด้านหน้าหานเจวี๋ยกำลังถามอยู่ คำถามของสามแถวด้านหลัง ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงตอบอย่างรวดเร็ว หานเจวี๋ยก็ค่อยๆ ฟังเข้าใจขึ้นมาแล้ว

เมื่อมาถึงสองแถวด้านหน้าหานเจวี๋ย แทบไม่มีคำถามในการบำเพ็ญเลย สิ่งที่ถามออกมาก็ไม่เข้าท่าอย่างเห็นได้ชัด มิสู้ถามปัญหาภาพรวมและมรรคจิตเสียจะดีกว่า

‘ข้าขอเลือกถามตามที่ใจต้องการแล้วกัน’

หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้ นี่เป็นโอกาสวาสนาอันยิ่งใหญ่ มีแต่ผีเท่านั้นที่รู้ว่าครั้งหน้าจะได้มาอีกเมื่อไร

เวลาผ่านไปราวๆ ครึ่งเดือน ในที่สุดก็ถึงคราวของหานเจวี๋ยแล้ว

หานเจวี๋ยสัมผัสได้ถึงจิตสำนึกสายหนึ่ง

เป็นความห่วงใยจากจักรพรรดิสวรรค์

หานเจวี๋ยเอ่ยปากถามว่า “เรียนถามปรมาจารย์ หากถ่อมตนฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด ห่างไกลจากการต่อสู้แย่งชิง ไม่เข้าร่วมมหาเคราะห์ จะมีโอกาสบรรลุมรรคเช่นนี้หรือไม่”

เมื่อวาจานี้เอ่ยออกไป สายตามากมายพลันมองมาที่ร่างของหานเจวี๋ย

คำถามนี้ดูผ่าเหล่าผ่ากอเหลือเกิน ถึงขั้นที่ค่อนข้างน่าขันอยู่บ้าง

จักรพรรดิสวรรค์อดที่จะส่ายหน้าไม่ได้

หลี่เต้าคงยิ้มออกมา หลี่เสวียนเอ้ามีสีหน้าหยามหยัน

จักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ต่างเหลือบมองหานเจวี๋ย ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่

พวกเขาล้วนมีค่าความเกลียดชังต่อหานเจวี๋ย ย่อมรู้จักหานเจวี๋ยอยู่แล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าเขาคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเท่านั้น

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเอ่ยอย่างสบายๆ ว่า “สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าในยุคบุกเบิกฟ้าดินมีนักพรตบากบั่นบำเพ็ญอยู่มากมาย หลีกห่างจากการต่อสู้แย่งชิง แต่มีน้อยคนนักที่บรรลุมรรคสำเร็จ ปวงประชาในยุคนี้ ต่างเป็นสิ่งมีชีวิตหลังกำเนิดฟ้า หากไม่ช่วงชิงโชควาสนา คิดจะบรรลุมรรคก็ยากเย็นนัก”

หานเจวี๋ยตกอยู่ในห้วงความคิด

ผู้ทรงพลังจำนวนไม่น้อยส่ายหน้าหลุดขำออกมา รู้สึกว่าคำถามนี้เปล่าประโยชน์

“อย่างไรก็ตาม…ถึงแม้จะยากยิ่ง แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตจะเปลี่ยนแปลงอนาคต ปวงสวรรค์ก็จะแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน” สุ้มเสียงของปรมาจารย์ลัญจกรสรวงสงบราบเรียบ ทว่าผู้ทรงพลังหลายร้อยคนที่ได้ฟังต่างมีแววตาวูบไหว

มหาเคราะห์จะเกิดความเปลี่ยนแปลงหรือ

หานเจวี๋ยจมอยู่ในภวังค์ความคิด ไม่ได้เก็บคำพูดของปรมาจารย์ลัญจกรสรวงมาใส่ใจเลย

เขาไม่ได้รับความสะเทือนใจเลย ถึงขึ้นที่นึกขันเสียด้วยซ้ำ

แม้ว่าไม่มีผู้ใดทำได้ เช่นนั้นเมื่อเขาพากเพียรบำเพ็ญ เหล่าศัตรูล้วนจะต้องรู้สึกว่าน่าขันเป็นแน่ คร้านจะมาสนใจเขาอีก คิดว่าเขาเป็นคนโง่เง่า

ผู้บำเพ็ญที่อยู่ทางด้านซ้ายของหานเจวี๋ยเริ่มเอ่ยถาม

เวลาดำเนินต่อไป

เวลาผ่านไปห้าปีกว่าแล้ว

การแสดงโอวาท ณ ตำหนักเอกอนันต์สิ้นสุดลงอย่างแท้จริง

เสียงระฆังแว่วดังขึ้น ผู้สดับมรรคทั้งหลายล้วนกล่าวอำลา

หลังออกจากตำหนักเอกอนันต์ หานเจวี๋ยไปพบยอดแม่ทัพเทพและหลงจวิน

ยอดแม่ทัพเทพเอ่ยหยอกเย้าว่า “ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะแข็งแกร่งกว่าพวกเรา ปกปิดได้มิดชิดนัก”

หลงจวินก็มองหานเจวี๋ยเช่นกัน แววตาเปี่ยมไปด้วยความนัยลึกล้ำ

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ต่อให้ข้าแข็งแกร่งมากกว่านี้เพียงใดก็สู้พวกเจ้าไม่ได้ ข้าใจฝ่อ วันๆ เอาแต่เก็บตัวบำเพ็ญอยู่ในถ้ำ ใช้เวลาฝึกบำเพ็ญเท่านั้น พวกเจ้าทำงานยุ่งเพื่อวังสวรรค์ มีเวลาบำเพ็ญน้อย หากว่าพวกเจ้าเป็นเช่นเดียวกับข้า ถึงข้าขี่ม้าก็ตามพวกเจ้าไม่ทัน”

ทั้งสองหลุดยิ้มออกมา ทว่าไม่ได้แสดงความถ่อมตัวเลย

จักรพรรดิสวรรค์เข้ามาหาพวกหานเจวี๋ยทั้งสามคน เอ่ยว่า “ไปเถิด สมควรกลับได้แล้ว”

พวกหานเจวี๋ยทั้งสามคนย่อมไม่ได้คัดค้าน หานเจวี๋ยอยากรีบกลับใจแทบขาดแล้ว

จักรพรรดิสวรรค์โบกแขนเสื้อ ใช้พลังเวทห่อหุ้มคนทั้งสามไว้ กลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งจากไปอย่างรวดเร็ว หายลับไปท่ามกลางความมืดมิด คนอื่นๆ ที่อยู่หน้าตำหนักเอกอนันต์ก็แยกย้ายกันจากไป

ระหว่างเดินทางกลับ หานเจวี๋ยวิตกยิ่งนัก ด้วยกลัวว่าจักรพรรดิปีศาจจะตามมาโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัว

ระดับความเร็วของจักรพรรดิสวรรค์ว่องไวกว่าตอนขามา

ผ่านไปไม่ถึงเวลาหนึ่งก้านธูป เขาก็พาหานเจวี๋ยมาส่งเหนือห้วงอวกาศอันเป็นที่ตั้งของโลกเขย่าพิภพแล้ว

หานเจวี๋ยยังไม่ทันได้พูดจา พวกจักรพรรดิสวรรค์ทั้งสามก็จากไปอย่างรวดเร็วอีกครั้ง

เมื่อเป็นเช่นนี้ หานเจวี๋ยจึงรีบกระโจนเข้าสู่ยมโลก

เมื่อกลับถึงยมโลก ในที่สุดหานเจวี๋ยก็โล่งใจแล้ว

‘เพียงครั้งนี้เท่านั้น หากไม่บรรลุต้าหลัว ไม่อาจออกไปสดับมรรคได้อีก’

หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้

การสดับมรรคครานี้นอกจากตบะจะเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้เข้าใจมหามรรคแห่งกรรมด้วย

มรรคนี้มิสามัญ รอจนเขาก้าวสู่ระดับเทพ การฝึกบำเพ็ญมรรคแห่งกรรมและมรรเวียนว่ายตายเกิด ย่อมก้าวหน้ารุ่งเรือง

เพื่อความปลอดภัย ระหว่างที่หานเจวี๋ยอยู่ในยมโลกได้วนอ้อมหักเลี้ยวอยู่หลายแสนครั้ง กว่าจะกลับถึงเกาะสำนักซ่อนเร้น

การเดินทางในครั้งนี้ไม่มีอันตรายเลยจริงๆ

นี่ก็เป็นเรื่องปกติ ความมีตัวตนของหานเจวี๋ยต่ำต้อยถึงเพียงนั้น ชื่อเสียงสู้ผู้บำเพ็ญธรรมดาในแดนเซียนไม่ได้ด้วยซ้ำ อีกทั้งเขาไม่เคยเป็นฝ่ายไปหาเรื่องศัตรูก่อน จะเผชิญการโจมตีได้อย่างไร

เมื่อกลับมาถึงเกาะสำนักซ่อนเร้น หานเจวี๋ยเรียกเหล่าศิษย์มารวมตัว เล่าเรื่องสดับมรรคในครานี้พอสังเขป ไม่ได้ลงรายละเอียดลึกซึ้ง เพียงให้เหล่าศิษย์ได้รู้ว่านภาสูงเพียงใด

มหามรรคแห่งกรรม เขาเพียงตระหนักรู้ ยังไม่สามารถเผยแพร่ได้

จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยด้วยความปลดปลง “ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง แต่ก่อนข้านึกว่าเป็นตัวตนในเทวตำนานบรรพกาลเท่านั้น ไม่คิดเลยว่าจะมีตัวตนอยู่จริง”

สวินฉางอันก็ปลงอนิจจังอย่างยิ่งเช่นกัน

ในอดีตบรรพชนพุทธเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในสายตาของเขา ยามนนี้พอได้ฟังหานเจวี๋ยเล่าแล้ว บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เมื่ออยู่ต่อหน้าปรมาจารย์ลัญจกรสรวง ก็ยังต้องเคารพนบน้อมเสมือนผู้เยาว์ ถือว่าได้เปิดโลกกว้างแล้วจริงๆ

เหล่าศิษย์ต่างเลือดลมสูบฉีด ล้วนถูกกระตุ้นความฮึกเหิมในการบำเพ็ญขึ้นมา

หานเจวี๋ยเอ่ยกำชับอีกไม่กี่ประโยค ก็กลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

เขาเริ่มเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ

เพื่อป้องกันไม่ให้การมีอยู่ของระบบถูกเปิดเผย เขาตั้งใจจำกัดข้อมูลของเหล่าผู้ทรงพลังหลายร้อยคนจากตำหนักเอกอนันต์ไว้ มีเพียงหานเจวี๋ยที่สามารถท้าประลองกับพวกเขาได้ เมื่อศิษย์คนอื่นๆ เข้าสู่แบบจำลองการทดสอบจะไม่เห็นพวกเขา

ถึงอย่างไรศิษย์สำนักซ่อนเร้นก็ไม่ได้มีเพียงสามสี่คนแล้ว หานเจวี๋ยจำเป็นต้องระมัดระวัง

แม้แต่ร่างแยกอย่างหลิวเป้ย หานเจวี๋ยก็มีความระแวงเช่นกัน ไม่ใช่ไม่ไว้ใจ แต่เกรงว่าจะถูกศัตรูสวมรอยสับเปลี่ยนวิญญาณ

ต้องระวังไว้ถึงจะอายุยืนหมื่นปี!

หลังจากหาเรื่องใส่ตัวอยู่พักหนึ่ง หานเจวี๋ยก็เริ่มฝึกฝนลมปราณ ยกระดับจิตวิญญาณให้แข็งแกร่งขึ้น

ส่วนมหามรรคแห่งกรรม รอให้เข้าสู่ระดับเทพก่อนแล้วค่อยบำเพ็ญ

ตอนนี้เขาคือจักรพรรดิเซียนหกวัฏแล้ว ไม่รู้ว่าจะเข้าสู่ระดับเทพได้ภายในพันปีหรือไม่

….

ครึ่งปีหลังจากนั้น

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังบำเพ็ญอยู่ จู่ๆ ก็มีอักขระแถวหนึ่งปรากฏขึ้นมา

[ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1.5 ดาว]

[ตี้จวินเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

[อวี้ผูถีเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

[อริยะเจ็ดวิถีเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

หานเจวี๋ยตกตะลึง

เกิดอะไรขึ้น

เหตุใดจู่ๆ ถึงมีข้อความแจ้งเตือนระดับความประทับใจปรากฏขึ้นมาถึงสี่คนเล่า

ดูเหมือนจะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ทั้งนั้นด้วย!

บทที่ 322
หานเจวี๋ยตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง รีบเรียกดูค่าความสัมพันธ์ ตรวจสอบข้อมูลของเจ้าพ่อทั้งสี่

[ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง: ไม่ทราบตบะ นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น พำนักอยู่นอกชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ไม่ถูกผูกมัดด้วยโชคชะตาและมรรคาสวรรค์ ผ่านมหาเคราะห์มาแล้วเก้าครั้ง เนื่องด้วยแนวคิดในการบำเพ็ญของท่าน จึงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1.5 ดาว]

[ตี้จวิน: ไม่ทราบตบะ ดวงจิตอมตะ พำนักอยู่นอกชั้นฟ้าที่สามสิบสาม กายาจำแลงขึ้นจากเจตจำนงนับพันล้าน อุบัติเป็นเทพสวรรค์ เนื่องด้วยท่านได้รับคำชมเชยจากปรมาจารย์ลัญจกรสรวง จึงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

[อวี้ผูถี (โพธิหยก): ไม่ทราบตบะ นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น ต้นโพธิ์ต้นแรกแห่งมรรคาสวรรค์ที่ฝึกบำเพ็ญสำเร็จบรรลุมรรค ปฐมปรมาจารย์แห่งสำนักพุทธ พำนักอยู่ในแดนต้องห้ามอันธการ เนื่องด้วยท่านได้รับคำชมเชยจากปรมาจารย์ลัญจกรสรวง จึงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

[อริยะเจ็ดวิถี: ไม่ทราบตบะ ดวงจิตมหามรรค ครอบครองมหามรรคเจ็ดแขนง ผ่านพ้นมหาเคราะห์มรรคายิ่งใหญ่ พำนักอยู่ในแดนเทพหวนปัจฉิม เนื่องด้วยท่านได้รับคำชมเชยจากปรมาจารย์ลัญจกรสรวง จึงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

เมื่อหานเจวี๋ยอ่านไล่ลงมา ในใจมีอยู่เพียงสองคำ

สุดยอด!

ดวงจิตอมตะ!

นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น!

ดวงจิตมหามรรค!

แทบทำให้ดวงตาหานเจวี๋ยพร่าลายแล้ว

เจ้าพ่อกลุ่มนี้ตั้งวงเล่นไพ่นกกระจอกกันหรืออย่างไร

หานเจวี๋ยลอบสับสนอยู่ในใจ โชคดีที่เป็นความประทับใจ มิเช่นนั้นเขาคงกินไม่ได้นอนไม่หลับ!

….

ภายในตำหนักเอกอนันต์

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงและเงาร่างอีกสามร่างนั่งล้อมวงกันอยู่ ได้แก่ตี้จวิน อวี้ผูถีและอริยะเจ็ดวิถี

ตี้จวินสวมชุดนักพรตสายกลาง ใบหน้าอ่อนโยน รูปร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเจือรอยยิ้มนิดๆ

อวี้ผูถีเป็นสมณะชราวัยรูปหนึ่ง รูปร่างผอมบาง สวมกาสาวพัสตร์สีดำ แววตาเมตตาปรานี

อริยะเจ็ดวิถีสวมชุดดำ ใบหน้าเคร่งขรึม สองเนตรเฉียบคม ทั่วทั้งร่างแฝงไอชั่วร้ายบางอย่าง

“เจ้าหนุ่มคนนี้ครอบครองสมบัติลึกลับอย่างหนึ่งอยู่จริงๆ ดูเหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับปราณอนธการด้วย” อริยะเจ็ดวิถีลูบเครากล่าววาจา

ตี้จวินเอ่ยกลั้วหัวเราะ “ฮ่าๆๆ ข้าคำนวณได้ว่าเจ้าเด็กนี่เคยเล่าตำนานร่างอวตารชาติหนึ่งของข้าด้วย ถึงแม้จะบิดเบือนไปบ้าง แต่ก็นับว่าให้เกียรติข้าอย่างยิ่ง”

อวี้ผูถีส่ายหน้าเอ่ยว่า “แนวคิดของเจ้าหนุ่มคนนี้ยอดเยี่ยมยิ่งนัก น่าเสียดายที่เกิดผิดยุค หากอยู่ในยุคบุกเบิกฟ้าดิน เขาอาจบรรลุมรรคก็เป็นได้ น่าเสียดาย”

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงกล่าวว่า “มิสู้พวกเรามาเดิมพันกันสักตาเถิด เดิมพันกันว่าเขาจะบรรลุมรรคได้หรือไม่ ข้าคิดว่าไม่ได้”

อริยะเจ็ดวิถีพยักหน้า “ข้าก็คิดว่าไม่ได้”

อวี้ผูถีเอ่ยสั้นๆ “ไม่ได้”

ตี้จวินเอ่ยยิ้มๆ “เช่นนั้นข้าเลือกเดิมพันว่าทำได้ มิเช่นนั้นคงน่าเบื่อนัก จะเดิมพันสิ่งใดเล่า”

ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามตกอยู่ในห้วงความคิด

ผ่านไปสักพัก อริยะเจ็ดวิถีจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย “เดิมพันด้วยมหามรรคนิพพานเถอะ”

ตี้จวินกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “โหดเหี้ยมถึงเพียงนี้เชียวหรือ พวกเจ้าสามเฒ่าคิดจะรังแกข้าหรืออย่างไร”

“อะไรกัน ดวงจิตอมตะแสนยิ่งใหญ่ เจ้าไม่กล้าหรือ” อวี้ผูถีเอ่ยท้าทาย

ตี้จวินแค่นเสียง “เดิมพันก็เดิมพันสิ หากพวกเจ้าพ่ายแพ้ แต่ละคนต้องมอบมหามมรรคให้ข้าคนละหนึ่งวิถี!”

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง อวี้ผูอีและอริยะเจ็ดวิถีมองหน้ากัน สุดท้ายต่างพยักหน้าตกลง

….

สิบปีผ่านไป

หลังกลับมาจากตำหนักเอกอนันต์ หานเจวี๋ยก็พากเพียรบำเพ็ญอยู่ตลอด และในช่วงเดียวกันนี้ สงครามมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง

เหล่าผู้นำกลุ่มอิทธิพลที่ร่วมสดับฟังโอวาทด้วยกันต่างเริ่มออกโรงกันแล้ว

ระยะนี้อู้เต้าเจี้ยนไม่ใคร่อยู่ในถ้ำมากนัก ทว่าชอบไปขลุกอยู่กับลี่เหยา

นับตั้งแต่ลี่เหยาเอาชนะถูหลิงเอ๋อร์ที่ถือครองเจดีย์บรรพจอมเวทได้ อู้เต้าเจี้ยนก็นับถือนางยิ่งนัก

นี่ก็นับว่าเป็นเรื่องดี อย่างน้อยหานเจวี๋ยก็ได้อยู่อย่างสงบ

ในวันนี้ เขาหยิบหนังสือแห่งความโคร้ายออกมาสาปแช่งสัตรู พลางตรวจดูจดหมายไปด้วย

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังแห่งวังเทพ] x45

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโมตีจากจักรพรรเซียนแห่งเผ่าปีศาจ] x120

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีของศิษย์ของวังเทพ] x198431

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากดวงชะตาราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ ดวงชะตาเสื่อมถอย]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านกลืนกินดวงชะตาราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ พลังมรรคเพิ่มพูน]

[โม่จู๋สหายของท่านพลัดหลงเข้าสู่แดนผาสุกสวรรค์บรรพกาล ดวงชะตาเกิดการเปลี่ยนแปลง]

[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านรับการถ่ายทอดจากเฮ่าเทียนในความฝัน ตบะเพิ่มพูน]

….

หลี่เต้าคงปะทะกับวังเทพแล้ว

เผชิญกับการโจมตีจากยอดฝีมือที่อยู่เหนือกว่าระดับจักรพรรดิเซียนมากมายเช่นนี้ น่าตะลึงนักที่ไม่ได้รับบาดเจ็บเลยแม้สักครั้งเดียว

หานเจวี๋ยสงสัยว่าเขาจะเป็นฝ่ายเข้าล้อมโจมตีผู้ทรงพลังแห่งวังสวรรค์ก่อนด้วยซ้ำ

ส่วนจี้เซียนเสิน เจ้าหมอนี่สมแล้วที่เป็นผู้ฝ่าเคราะห์ ผลงานการต่อสู้ในช่วงนี้โดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆ ตบะก็เพิ่มพูนขึ้น บรรลุระดับเซียนทองไท่อี่แล้ว

เมื่อเห็นหลงเฮ่ารับได้การถ่ายทอดจากเฮ่าเทียน หานเจวี๋ยยังคงกังวลอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตามค่าความประทับใจที่หลงเฮ่ามีต่อเขาไม่ได้ลดลง แสดงว่าขณะนี้ยังไม่ถูกเฮ่าเทียนหลอมรวมยึดร่าง

เห็นทีว่าจำเป็นต้องบอกกล่าวเรื่องนี้ต่อจักรพรรดิสวรรค์เสียแล้ว ให้จักรพรรดิสวรรค์เตรียมการรับมือตั้งแต่เนิ่นๆ

ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่พูด เป็นเพราะกังวลว่าจักรพรรดิสวรรค์อาจจะทรงทราบอยู่แล้ว ดังนั้นจึงส่งตัวหลงเฮ่ามาให้เขาดูแล เขาไม่อยากถูกดึงเข้าสู่วังวนระหว่างจักรพรรดิสวรรค์และเฮ่าเทียน

‘จริงสิ เกือบลืมไปเลย ข้าทะลวงขั้นอีกรอบแล้ว มิใช่ว่าสมควรให้การดูแลจักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์สักหน่อยหรอกหรือ’

หานเจวี๋ยครุ่นคิดกับตัวเอง

ตอนนี้เขามีอายุขัยหลักพันล้านล้านปีแล้ว อายุขัยยาวนานเหลือเกิน สามารถนำมาใช้ได้

อื้ม

ลองใช้อายุขัยสองพันล้านปีต่อการสาปแช่งหนึ่งคนดูแล้วกัน ถึงอย่างไรก็ไม่ถึงเสี้ยวของเสี้ยวจุดทศนิยมอยู่แล้ว

หลังจากหานเจวี๋ยตัดสินใจได้ก็เริ่มสาปแรงให้รุนแรงขึ้น โดยเขาเลือกที่จะสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก่อน

ห้าวันผ่านไป อายุขัยของเขาเริ่มลดลง

หานเจวี๋ยจ้องมองหน้าต่างค่าสถานะของตนอย่างจดจ่อ เตรียมหยุดให้ตรงจำนวน

ล้านปี!

สิบล้านปี!

ห้าร้อยล้านปี!

หนึ่งพันล้านปี!

สองพันล้านปี!

หยุด!

หานเจวี๋ยโยนหนังสือแห่งความโชคร้ายไปด้านข้าง จากนั้นเริ่มเดินลมปราณรักษาฟื้นฟู

เป็นครั้งแรกที่เขาผลาญอายุขัยต่อเนื่องกันสองพันล้านปี ทำให้วิงเวียนอยู่บ้าง

ร่างกายอ่อนล้า

ต่อไปนี้หากสาปแช่งศัตรู ไม่อาจใช้อายุขัยเกินสองพันล้านปีในครั้งเดียวได้ มิเช่นนั้นคงเกิดเรื่องขึ้นง่ายๆ

หานเจวี๋ยรักษาอาการบาดเจ็บพลางตรวจดูจดหมายไปด้วย

เขาอดไม่ได้ที่จะยินดีลิงโลด

สำเร็จผลแล้วจริงๆ!

[บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่อาฆาตของท่าน เนื่องด้วยการสาปแช่งของท่าน จิตมารอาละวาด ยั้งมือไม่อยู่ สังหารพุทธองค์ไปหลายรูป ทำร้ายสานุศิษย์ของสำนักพุทธหลายร้อยคน]

หานเจวี๋ยภาคภูมิใจกับตัวเอง ความจอมปลอมของเจ้ากำลังจะหลุดออกมาแล้ว!

ดูสิว่าเจ้าจะเล่นละครต่อไปได้อย่างไร!

หลายวันต่อมา หานเจวี๋ยกลับสู่สภาพสมบูรณ์พร้อมอีกครั้ง เขาเริ่มสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจ

ใช้อายุขัยสองพันล้านปีเช่นเดียวกัน จักรพรรดิปีศาจลึกล้ำสุดคะเนแต่สุดท้ายก็ยังเกิดเรื่องขึ้นอยู่ดี

[จักรพรรดิปีศาจศัตรูคู่อาฆาตของท่าน เนื่องด้วยการสาปของท่าน จิตสังหารเพิ่มพูน เข้าสู่โลกาลงมือเข่นฆ่าสังหาร แรงกรรมเพิ่มพูน กลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์]

หืม?

ยังกลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์ได้อีกหรือ

หานเจวี๋ยฉงน อะไรคือเกณฑ์ในการกำหนดตัวผู้ฝ่าเคราะห์กันแน่

จากนั้น เขาพักฟื้นต่อ

หารู้ไม่ว่า แดนเซียนเกิดความโกลาหลครั้งใหญ่ขึ้นแล้ว

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์สังหารสานุศิษย์สำนักพุทธ เป็นเหตุให้สามยอดบรรพชนพุทธคนอื่นๆ ต้องออกจากการปิดด่าน ร่วมมือกันสยบบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ สร้างความแตกตื่นแก่ชาวสำนักพุทธ

จักรพรรดิปีศาจเข้ารีตมาร กวาดล้างสังหารสรรพสิ่ง สร้างความโกรธเกรี้ยวแก่มนุษย์และเทพเซียน ร่ำลือกันว่าปฐพีอาบย้อมไปด้วยโลหิต น่าสยดสยองอย่างยิ่ง

ครึ่งเดือนผ่านไป

หานเจวี๋ยเริ่มใช้ความสามารถวิวัฒนาการ เอ่ยในใจว่า ‘ข้าอยากรู้ว่าใครคือผู้มีชัยในท้ายที่สุดของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้’

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

พันล้านปีเท่านั้น ไม่สนหรอก!

หานเจวี๋ยคิดอย่างผึ่งผายองอาจ จากนั้นจิตสำนึกเขาเริ่มวิงเวียน

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง หานเจวี๋ยอยู่บนพื้นที่โล่งแห่งหนึ่ง เขากวาดสายตามองไป ต้องตะลึงงันไปทั้งร่าง

ฟ้าดินมืดมัว พายุทรายบังฟ้าเลือนตะวัน แผ่นดินไร้พืชพรรณ เต็มไปโดยซากกระดูกขาวโพลน เปลี่ยวร้างวังเวงอย่างยิ่ง

เกิดอะไรขึ้น

โลกล่มสลายแล้วหรือ

บทที่ 323
‘ตายตกตามกันไปหมดเลยหรือ’

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วครุ่นคิด เขาอดไม่ได้ที่จะตระหนกขึ้นมา

หรือเขาก็ตายตกไปพร้อมกับโลกทั้งใบด้วย…

เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้…

เป็นเพราะข้าสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จนบ้าไปแล้วหรือ

หานเจวี๋ยพลันนึกเสียใจอยู่ภายในใจ

บัดซบ!

เล่นจนเข้าตัวเองเสียแล้ว!

ในเวลานี้เอง หานเจวี๋ยพลันมองเห็นเงาร่างหนึ่ง

เงาร่างนั้นกำลังเข้าฌานอยู่กลางอากาศ พายุทรายบดบังไว้ ยากที่จะจับสังเกตเขายิ่งนัก

หานเจวี๋ยหรี่ตาลงมอง สีหน้าแปรเปลี่ยนมหันต์

คนผู้นี้…

หลงเฮ่า!

เจ้าเด็กนี่คือผู้มีชัยคนสุดท้ายในมหาเคราะห์อย่างนั้นหรือ

หานเจวี๋ยรีบเหาะเข้าไปหาทันที คิดอยากจะเข้าไปใกล้ๆ เขา

จู่ๆ หลงเฮ่าก็พลันลืมตาขึ้น แสงสีทองเหนือศีรษะสลายเป็นเถ้าธุลีปลิดปลิวไป เรือนผมสีดำแผ่สยาย ปลิวไสวอยู่ท่ามกลางสายลม กลายเป็นผมขาวด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เขาหัวเราะออกมาอย่างโอหังพลางเอ่ยว่า “เราเข่นฆ่าฝ่าข้ามมหาเคราะห์ กระทำสิ่งที่บรรพชนมารเคยกระทำไม่สำเร็จให้สำเร็จได้ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม แดนบรรพกาลเอ๋ย พวกเจ้าจงรอเถิด ตัวเราเฮ่าเทียนจะสังหารฝ่าฟันกลับขึ้นไปในอีกไม่ช้า!”

เฮ่าเทียน

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น

เหตุใดเฮ่าเทียนถึงได้มีชัยในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต

หานเจวี๋ยไม่เข้าใจอย่างยิ่ง

ในเวลานี้เอง เฮ่าเทียนยกมือขึ้นแล้วกระชากบริเวณอกตน ดึงวิญญาณดวงหนึ่งออกมา

วิญญาณดวงนั้นหน้าตาเหมือนเขาทุกประการ

หลงเฮ่า!

หานเจวี๋ยเบิกตากว้าง

หลงเฮ่าที่ถูกเฮ่าเทียนจับไว้พยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวว่า “เฮ่าเทียน! เจ้าสังหารเสด็จพ่อของข้า! กวาดล้างสำนักซ่อนเร้นของข้า เจ้าจะต้องไม่ตายดี!”

เฮ่าเทียนพูดจาเหยียดหยาม “ภายใต้มรรคาสวรรค์ ผู้ใดจะบังอาจสั่งให้เราตายได้”

หานเจวี๋ยดั่งถูกสายฟ้าฟาด

สำนักซ่อนเร้นถูกกวาดล้างหรือ

ข้าก็ตายแล้วอย่างนั้นหรือ

หานเจวี๋ยแทบจะเตลิดแล้ว ในยามนี้เอง ทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้พังทลายลง

การวิวัฒนาการสิ้นสุดลง!

จิตสำนึกของหานเจวี๋ยกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง

เขาลืมตาขึ้น คิ้วขมวดแน่น

เจ้าเฮ่าเทียนชาติสุนัข แค้นนี้ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าได้

ไม่ตายไม่เลิกรา!

จากนั้นหานเจวี๋ยก็รู้สึกลำบากใจขึ้นมา เฮ่าเทียนยังอยู่ในร่างของหลงเฮ่า หากเขาสาปแช่งเฮ่าเทียน จะต้องส่งผลถึงหลงเฮ่าด้วย

ต้องหาทางแยกพวกเขาออกจากกัน

หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา ถ่ายทอดพลังจิตเข้าไป

ตี้ไท่ไป๋สลายไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์จะเชื่อมต่อไปหาผู้ใดแทน

เพียงไม่นาน เสียงหนึ่งก็แว่วเข้ามา “มีเรื่องใดหรือ”

จักรพรรดิสวรรค์!

หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่าจักรพรรดิสวรรค์จะยึดป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์มาจากตี้ไท่ไป๋ เขายังนึกว่าจักรพรรดิสวรรค์ทำลายทิ้งไปพร้อมกับตี้ไท่ไป๋แล้ว

จักรพรรดิสวรรค์ช่างใส่พระทัยยิ่งนัก!

หานเจวี๋ยกลั่นกรองถ้อยคำ เอ่ยว่า “ฝ่าบาท หลังกลับจากการฟังธรรม ข้าฝึกบำเพ็ญมหามรรคแห่งกรรม สามารถคำนวณได้ว่าภายในร่างเฮ่าเอ๋อร์มีวิญญาณดวงหนึ่งซุกซ่อนอยู่ จำเป็นต้องป้องกัน!”

จักรพรรดิเซียนเอ่ยด้วยความฉงน “เจ้าเป็นเพียงจักรพรรดิเซียน ฝึกฝนมหามรรคแห่งกรรมได้อย่างไร”

“แค่กๆ อาจะเป็นพรสวรรค์กระมัง”

“เจ้าคำนวณผิดแล้ว ในร่างของเฮ่าเอ๋อร์ไม่ได้มีวิญญาณอื่น เขาเป็นโอรสของเรา วิญญาณของเขาเป็นวิญญาณก่อกำเนิดใหม่”

“ข้าคำนวณได้ว่าวิญญาณดวงนั้นมีนามว่าเฮ่าเทียน เป็นคำว่าเฮ่าตัวเดียวกับของเฮ่าเอ๋อร์พอดี”

“เฮ่าเทียนหรือ”

สุ้มเสียงของจักรพรรดิสวรรค์แปรเปลี่ยน มีความตระหนกอยู่บ้าง

“วาจานี้เป็นความจริงหรือ”

“เป็นจริงอย่างแน่แท้ ฝ่าบาท อย่าได้กล่าวว่าเป็นการทำนายของข้านะพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม!”

จักรพรรดิสวรรค์ตัดการเชื่อมต่อทางพลังจิตอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก ดูเหมือนจักรพรรดิสวรรค์ยังคงไม่รู้จริงๆ หวังว่าจักรพรรดิสวรรค์จะช่วยเหลือหลงเฮ่าได้บ้าง

ขอเพียงดึงวิญญาณของเฮ่าเทียนออกมาได้ หานเจวี๋ยก็สามารถพุ่งเป้าไปที่เขาได้แล้ว

ดีเลย!

เจ้าหมอนี่กลับกล้ากวาดล้างสำนักซ่อนเร้น หานเจวี๋ยโกรธมากจริงๆ

ถึงแม้จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอนาคต แต่เขาก็ยังคงโมโหมากอยู่ดี ค่าความเกลียดชังที่มีต่อเฮ่าเทียนพุ่งขึ้นไปที่หกดาวแล้ว

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์สูญเสียคุณสมบัติในการเป็นผู้มีชัยในฉากสุดท้ายไปแล้ว ต่อไปไม่จำเป็นต้องเพ่งเล็งเป็นพิเศษอีก สิบปีครั้ง พยายามทำให้ตายตกไปในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตก็พอ ตอนนี้ยังไม่รีบ

ต่อไปนี้ เฮ่าเทียนจึงกลายเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งของหานเจวี๋ย

‘เฮ้อ ต้องมาวิตกกังวลเพื่อช่วยเหลือสรรพสิ่งอีกแล้ว’

หานเจวี๋ยทอดถอนใจคราหนึ่ง ครุ่นคิดอย่างเงียบๆ

อนาคตที่เขาต้องการเรียบง่ายยิ่งนัก สรรพสิ่งคงอยู่ กฎระเบียบคงอยู่ จักรพรรดิสวรรค์มีชีวิตอยู่ ตัวเขามีชีวิตอยู่

ง่ายดายเพียงนี้

ผลลัพธ์ในสองครั้งก่อนหน้านี้มืดมนเกินไปแล้วจริงๆ บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เข้าสู่ด้านมืด เตรียมมอบความมืดมนให้สรรพสิ่ง เฮ่าเทียนก็ทำลายล้างสรวงสรรค์หมื่นโลกาย่อยยับ ไร้เหตุผลสุดขีด

‘ข้าใช่เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเสียที่ไหน ข้าคือผู้กอบกู้โลกชัดๆ!’

หานเจวี๋ยปรับสภาพอารมณ์ ก่อนจะฝึกบำเพ็ญต่อไป

การสาปแช่งเป็นเพียงวิธีการหนึ่ง ตบะสิถึงจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุด!

เขาจะพึ่งพาการสาปแช่งอย่างเดียวไม่ได้

สักวันหนึ่ง เขาต้องมีพลังจนอยากสังหารผู้ใดก็สังหารผู้นั้นได้ โดยไม่ต้องซุกตัวอยู่ด้านหลังคอยสาปแช่งอีก

ถึงแม้เช่นนี้จะยอดเยี่ยมนัก แต่สุดท้ายก็เป็นวิธีการต่ำช้าที่ไม่สามารถนำออกมาแสดงในฉากหน้าได้

….

แดนเซียน ปัจฉิมสวรรค์

สามยอดบรรพชนพุทธยืนอยู่เหนือเมฆ เรือนกายสูงใหญ่หมื่นจั้ง แผ่แสงธรรมเรืองรองนับหมื่นจั้ง สานุศิษย์สำนักพุทธนับไม่ถ้วนรายล้อมอยู่กลางอากาศ สายตาของทุกคนต่างมองลงไปยังทิวเขาแห่งหนึ่งที่อยู่เบื้องล่าง

ทิวเขาด้านล่างถูกปิดยันต์อย่างแน่นหนามากมายนับไม่ถ้วน

ลึกลงไปใต้พื้นดิน บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์กำลังเข้าฌานอยู่ในถ้ำ สองเนตรของเขาแดงฉาน ไร้ซึ่งความสง่างามเช่นในวันวาน

เขากัดฟันกล่าววาจา “ข้าถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการลอบเล่นงาน ข้ามิใช่เผ่ามาร! ความเป็นมาของข้า พวกเจ้ายังไม่กระจ่างอีกหรือ!”

เหนือหมู่มวลเมฆ บรรพชนพุทธเทวัญผู้น่าเกรงขามที่สุดเอ่ยปากกล่าวว่า “อมิตาพุทธ เรื่องนี้พวกเราทราบดี ส่วนเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ข้าจะหาตัวออกมาให้ได้ แต่ความผิดที่เจ้าก่อกรรมนั้นมีจริง สงบใจภาวนาอยู่ที่นี่ไปเถิด จนกว่าจิตพุทธจะผ่องแผ้วแล้วค่อยออกมา!”

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เงียบลง

เวลานี้เอง ในหมู่สานุศิษย์สำนักพุทธมีพุทธองค์หน้าตาธรรมดาสามัญรูปหนึ่งอยู่ เขาก็คือมารสวรรค์เบิกฟ้าที่ยึดร่างเรียบร้อยแล้ว

‘จุ๊ๆ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการช่างร้ายกาจจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เสียการควบคุมได้ ดูเหมือนยุคสมัยหนึ่งหัตถ์บังฟ้าของสำนักพุทธจะล่วงเลยไปแล้ว’

มารสวรรค์เบิกฟ้าคิดอย่างเงียบๆ เขาอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหานเจวี๋ย

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขารู้สึกว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอาจมีความเกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยช่างชั่วร้ายเหลือเกิน!

ไม่ว่าอย่างไร เขาก็เป็นคนของหานเจวี๋ยแล้ว ถูกหานเจวี๋ยควบคุมความเป็นความตาย เขาย่อมไม่กล้าคิดร้ายป้ายสีหานเจวี๋ย

ยามนี้เขาหวังเพียงว่าหานเจวี๋ยจะเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

หากเจ้าแดนต้องห้ามอันธการได้อยู่หัวเราะเป็นคนสุดท้าย เขาก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย

ทว่าอย่างมากหานเจวี๋ยก็เป็นได้เพียงลูกน้องเจ้าแดนต้องห้ามอันธการกระมัง

หากเขาแข็งแกร่งถึงเพียงนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวอยู่ในแดนมนุษย์แล้ว

มารสวรรค์เบิกฟ้าคิดเช่นนี้

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถูกกำราบ ดังนั้นขาจึงสามารถเผยความทะเยอทะยานในใจตนออกมาได้

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เป็นบรรพชนมารจริงๆ ส่วนตัวเขาก็เป็นสายให้บรรพชนมาร ยามนี้ตัวเขาก็นับว่าทรยศต่อเผ่ามารแล้ว ดังนั้นจึงหวาดกลัวว่าจะถูกบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จับได้มาโดยตลอด

….

เพียงพริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปอีกยี่สิบปี

สำหรับความเคลื่อนไหวในแดนเซียน หานเจวี๋ยไม่ทราบแน่ชัด ได้แต่คาดเดาเชื่อมโยงจากในจดหมาย

ในวันนี้

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาทำภารกิจประจำวัน

เขาก็พลันขมวดคิ้ว

หืม?

มีพลังที่แปลกพิสดารยิ่งนักอย่างหนึ่งแทรกซึมเข้ามาในร่างของเขา พลังนี้คล้ายคลึงกับมหามรรคแห่งกรรมอยู่บ้าง แต่แตกต่างกันมาก ไม่อาจคว้าจับได้ เขาทำได้เพียงใช้พลังเวทต่อต้านมัน

ช้าก่อน!

พลังแห่งคำสาปแช่ง!

เวรแล้ว!

มีคนสาปแช่งข้าอยู่หรือ

หานเจวี๋ยตกใจ สั่นสะท้านไปทั้งตัว

เกิดอะไรขึ้น

เขารีบตรวจหาศัตรูผู้แข็งแกร่งรอบๆ เกาะสำนักซ่อนเร้นทันที ผู้ที่มีตบะสูงสุดคือตัวเขาเอง

ไม่มีศัตรูรุกราน

หรือจะเป็นจักรพรรดิปีศาจ?

หลี่เสวียนเอ้า?

ซวีหวง?

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์?

พวกเขารู้แล้วหรือว่าข้าคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

ไม่ถูกสิ!

หากพวกเขารู้ เช่นนั้นการแจ้งเตือนค่าความเกลียดชังของข้าก็ต้องเพิ่มขึ้นสิ

หานเจวี๋ยกังวลใจ

เป็นผู้ใดกัน

คิดไม่ถึงว่าจะสาปแช่งมาถึงตัวข้าได้

หานเจวี๋ยนับนิ้วคำนวณ ไม่อาจสืบสาวหาบ่วงกรรมจากพลังคำสาปแช่งได้

เขายิ้มออกมา

อีกฝ่ายก็มีฝีมืออยู่บ้าง

แต่ว่าข้ายังคงมีฝีมือมากกว่าอยู่ดี!

บทที่ 324
‘ข้าอยากรู้ว่าผู้ใดกำลังสาปแช่งข้า’

หานเจวี๋ยคิดในใจ ใช้ความสามารถวิวัฒนาการ

[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

ดำเนินการต่อ!

หลังจากนั้น เงาร่างหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมองของหานเจวี๋ย

ภายในอารามเต๋ามืดสลัว ชายหนุ่มในชุดนักพรตคนหนึ่งถือเข็มทิศหลัวผาน[1]อันหนึ่งไว้ ปากกำลังสวดพึมพำบางอย่าง

หานเจวี๋ยเคยพบคนผู้นี้ที่ตำหนักเอกอนันต์

ก่อนหน้านี้ที่ตำหนักเอกอนันต์ หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบคัดลอกข้อมูลของทุกคนไว้แล้ว พร้อมจดจำรูปร่างหน้าตาไว้ด้วย

ถึงอย่างไรผู้ที่มาสดับมรรคได้ ต่างต้องเป็นคนใหญ่คนโตของแดนเซียนทั้งสิ้น การจดจำเอาไว้ทั้งหมดก็ถือเป็นเรื่องดี

ดูเหมือนคนผู้นี้จะมาจากนิกายเจี๋ย

หานเจวี๋ยเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ เมื่อค้นพบคนผู้นี้ก็เริ่มตรวจสอบข้อมูลของเขา

[จิ่งเทียนกง: ไม่ทราบตบะ ผู้อาวุโสนิกายเจี๋ย]

หานเจวี๋ยลองท้าประลองกับเขาหนึ่งรอบก่อน

หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยเป็นฝ่ายปราชัย

เจ้าหมอนี่ก็มีฝีมืออยู่บ้างนี่

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น

จิ่งเทียนกงสาปแช่งเขาด้วยเหตุใดกัน

หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าพลังแห่งคำสาปแช่งนั้นได้เลือนหายไปแล้ว ไม่ได้สร้างความเสียหายต่อเขาอย่างแท้จริง

หรือว่าเจ้าหมอนี่ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่เขา แต่กำลังสาปแช่งคนหมู่มาก?

หานเจวี๋ยคิดไม่ออกเลย

ไม่ว่าอย่างไร อีกฝ่ายก็สาปแช่งเขา เขาจำเป็นต้องสาปแช่งคืน

แต่ไม่ใช่ในเวลานี้ หากสาปแช่งตอนนี้จะโจ่งแจ้งเกินไป

รออีกสองสามปีแล้วค่อยว่ากันเถิด

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา สาปแช่งศัตรูของตนก่อน ปฏิบัติภารกิจสิบปีครั้งให้ลุล่วง

….

ภายในอารามเต๋ามืดสลัว

จิ่งเทียนกงค่อยๆ วางเข็มทิศหลัวผานสีม่วงในมือลง เขาพรูลมหายใจยาวๆ ออกมาคราหนึ่ง

‘แม้จะมียอดสมบัติ แต่หากต้องการสาปแช่งผู้สดับมรรคกลุ่มนั้นในตำหนักเอกอนันต์ ยังคงยากเย็นเหลือเกิน’

เขาคิดอย่างเงียบๆ

ผู้ที่เขามุ่งเน้นสาปแช่งคือผู้นำกลุ่มอิทธิพลที่ปลุกปั่นคลื่นลมในมหาเคราะห์ ส่วนจักรพรรดิเซียนที่พ่วงมาด้วย เขาก็เพียงสาปแช่งไปส่งๆ เท่านั้น ไม่ได้คิดจะเปลืองแรงกับจักรพรรดิเซียนเลย

‘พวกเขาต้องคิดว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นผู้สาปแช่งพวกเขาแน่นอน ยิ่งวุ่นวายเท่าไรก็ยิ่งดี เช่นนั้นนิกายเจี๋ยของข้าจะได้ฉวยโอกาสผงาดขึ้นในช่วงชุลมุน’

จิ่งเทียนกงเผยสีหน้าคาดหวังตั้งตารอ

‘ท่านเจ้านิกาย ข้าเทียนกงจะสร้างเกียรติยศให้แก่นิกายเจี๋ย พานิกายเจี๋ยหวนกลับสู่จุดสูงสุด!’ จิ่งเทียนกงคิดอย่างมุ่งมั่น

เขาเริ่มเดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บ การสาปแช่งเดิมทีก็เป็นวิชาศาสตร์มืด ทำร้ายศัตรูนับพัน คืนสนองตนแปดร้อยส่วน

โชคดีที่เขามียอดสมบัติชิ้นนี้ ผลสะท้อนกลับของเขาจึงไม่นับว่ามากมายนัก

‘ไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการทำได้อย่างไร คิดไม่ถึงว่าจะสาปแช่งไปทั่วทั้งแดนเซียน อายุขัยของเขายืนยาวมากหรือ ตบะสูงเพียงใดกัน’

จิ่งเทียนกงครุ่นคิดด้วยความสับสน

การสาปแช่งจะผลาญอายุขัยหรือไม่ก็ดวงชะตา แม้อายุขัยเขาจะยืนยาว แต่ก็ไม่กล้านำมาใช้สาปแช่ง เนื่องจากการสาปแช่งสิ้นเปลืองอายุขัยมากเกินไป ใช้ดวงชะตาจะดีกว่า

เมื่อดวงชะตาหมดสิ้น สามารถไปช่วงชิงมาอีกได้

อายุขัยคือชะตาชีวิต ด้วยระดับตบะของเขา ขยายขีดจำกัดเพิ่มได้ยากยิ่ง เว้นแต่จะทะลวงระดับ

การทะลวงระดับยากลำบากเพียงใดเล่า!

เขาทะลวงระดับไม่ได้มาหลายพันปีแล้ว

เขาจวนจะลืมเลือนรสชาติของการทะลวงระดับไปแล้ว

….

สิบปีผ่านไป

หานเจวี๋ยลืมตาโพลง ดวงตาส่องประกายระยับ

ถึงเวลาแล้ว!

อู้เต้าเจี้ยนไม่อยู่ในถ้ำ หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาทันที เริ่มสาปแช่งจิ่งเทียนกงแห่งนิกายเจี๋ย

“เอาอายุมาเล่นกับเขาสักร้อยล้านปีก่อนดีกว่า”

หานเจวี๋ยพึมพำ

อย่างไรจิ่งเทียนกงก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน

ห้าวันผ่านไป อายุขัยของเขาเริ่มลดลง เขาเรียกดูหน้าต่างค่าสถานะ จำกัดเวลาอย่างเคร่งครัด

ภายใต้การทุ่มเทสาปแช่ง อายุขัยหนึ่งร้อยล้านปีลดลงรวดเร็วยิ่งนัก

เมื่อครบจำนวนหนึ่งร้อยล้านปี เขาหยุดมือทันที เช็ดคราบโลหิตที่ไหลออกมาจากสองตา

เขาเรียกกล่องจดหมายออกมาตรวจดู

ไม่พบความเคลื่อนไหวของจิ่งเทียนกงเลย

ใช่แล้ว

เกือบลืมไปเลย

จิ่งเทียนกงไม่มีความประทับใจหรือความเกลียดชังต่อเขา หานเจวี๋ยจึงไม่อาจรับรู้สถานการณ์ของเขาได้

จะทำต่อดีหรือไม่

ช่างเถิด ปล่อยไปตามนี้แล้วกน จิ่งเทียนกงก็สาปแช่งเขาครู่เดียวเท่านั้น หลังจากนั้นก็ไม่ได้สาปแช่งอีก หานเจวี๋ยแค่สนองคืนตามมารยาท เป็นการตักเตือนเล็กน้อยก็พอ

หากจิ่งเทียนกงยังสาปแช่งเขาอีก เช่นนั้นหานเจวี๋ยจะเอาชีวิตเป็นเดิมพันสาปแช่งเขาให้ตาย!

หานเจวี๋ยปรับสภาวะ หลังจากฟื้นฟูเสร็จก็ทำภารกิจประจำวันต่อไป

….

ภายในอารามเต๋ามืดสลัว

“พรืด…”

จิ่งเทียนกงกระอักเลือดออกมาเป็นฝอย เขารีบเดินลมปราณรักษา สะกดพลังสาปแช่งอันน่าพรั่นพรึงนั้นไว้

‘สมควรตาย! ผู้ใดกันที่สาปแช่งข้า คนที่ถูกข้าสาปแช่งจับได้แล้วหรือว่าเป็นข้า’

จิ่งเทียนกงตกใจ หากล่วงเกินผู้ทรงพลังเทียมฟ้าเข้า เช่นนั้นก็แย่แล้ว

ช่วงเวลาต่อมานั้นเอง จิ่งเทียนกงก็หวั่นวิตกยิ่งนัก

คำสาปแช่งของหานเจวี๋ย เป็นเหตุให้พลังเวทของเขาปั่นป่วน ไม่อาจยับยั้งได้ในระยะเวลาสั้นๆ

หากมีผู้ทรงพลังเข้ามาโจมตีในตอนนี้ มีความเป็นไปได้สูงที่เขาจะม้วยมรณา

สถานการณ์นี้ดำเนินไปถึงห้าปี

ไม่มีผู้ทรงพลังมาโจมตี และพลังคำสาปแช่งนั้นก็ไม่มีมาอีกเช่นกัน

ดูเหมือนผู้ที่สาปแช่งเขาจะไม่ใช่ผู้สดับมรรคจากตำหนักเอกอนันต์กลุ่มนั้น

จิ่งเทียนกงนึกถึงความเป็นไปได้อย่างหนึ่ง

หรือว่าจะเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ

ยิ่งคิดจิ่งเทียนกงยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้

เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเชี่ยวชาญในการสาปแช่ง เขาคิดจะป้ายความผิดให้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ มีความเป็นไปได้มากว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะรับรู้ได้

‘เจ้าแดนต้องห้ามอันธการกำลังเตือนข้าอยู่หรือ’

จิ่งเทียนกงยิ้มออกมาอย่างขมขื่น ในใจเปี่ยมไปด้วยความเคารพยำเกรง

เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นการดำรงอยู่แบบใดกันแน่

จิ่งเทียนกงมองเข็มทิศหลัวผาน พลันรู้สึกว่าตนช่างน่าขันอยู่บ้าง

ช้าก่อน!

เหตุใดข้าถึงไม่เข้าร่วมกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเล่า

ก่อกวนแดนเซียนไปด้วยกันกับเขา ถือโอกาสสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่งให้กับนิกายเจี๋ย!

จะว่าไปแล้ว ไม่เคยมีข่าวว่านิกายเจี๋ยถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งแพร่ออกมาเลย

ดวงตาของจิ่งเทียนกงเป็นประกายวูบหนึ่ง รู้สึกว่าความคิดนี้ของตนไม่เลวนัก

แต่ว่าจะไปหาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการได้ที่ใดเล่า

….

หลังจากสาปแช่งตักเตือนจิ่งเทียนกงด้วยอายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ถูกสาปแช่งอีก

ดูเหมือนคนผู้นี้จะตระหนกขึ้นมาบ้างแล้ว

เช่นนี้ก็ดี ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ฝึกบำเพ็ญด้วยความสบายใจ

ชีวิตของหานเจวี๋ยกลับคืนสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

พุ่งเป้าไปที่ระดับจักรพรรดิเซียนเจ็ดวัฏต่อ!

เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า

[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุครบสี่พันปี ชีวิตก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง เข้าสู่เคราะห์ทันที แย่งชิงดวงชะตาอันยิ่งใหญ่ สร้างชื่อก้องปวงสวรรค์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคเก้าชิ้น ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น โอกาสยกระดับระบบหนึ่งครั้ง]

[สอง ไม่เข้าสู่เคราะห์ชั่วคราว ถ่อมตนฝึกฝน แข่งขันกับวันเวลา จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]

หานเจวี๋ยมองตัวเลือกตรงหน้า อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้น

เพื่อจะล่อให้ข้าเข้าสู่เคราะห์กรรม เจ้าระบบสุนัขช่างลงทุนโดยแท้!

อยากให้ข้าเข้าสู่เคราะห์กรรมนักหรือ

ไม่มีทาง!

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบๆ

[ยินดีด้วย ท่านได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับพลังวิเศษ–หัตถาสวรรค์มหาวิมุต]

[หัตถาสวรรค์มหาวิมุต: พลังวิเศษไร้เทียมทานที่เกี่ยวข้องกับมรรคแห่งห้วงมิติ หนึ่งหัตถ์สยบฟ้า แข็งแกร่งขึ้นตามตบะที่เพิ่มพูน เมื่อแข็งแกร่งจนถึงขีดสุดสามารถสยบได้แม้แต่มรรคาสวรรค์]

มหาวิมุต?

ช่างเป็นนามที่ชวนให้คนครุ่นคิดโดยแท้

พลังวิเศษนี้ค่อนข้างน่าพรั่นพรึงทีเดียว!

เมื่อแข็งแกร่งจนถึงขีดสุดก็สามารถสยบได้แม้แต่มรรคาสวรรค์อย่างนั้นหรือ

หานเจวี๋ยรีบสืบทอดหัตถาสวรรค์มหาวิมุตทันที

พลังวิเศษนี้ไม่ได้ง่ายดายเพียงใช้สยบนภาเท่านั้น ยังสามารถเก็บทุกสรรพสิ่งที่อยู่ภายใต้มรรคาสวรรค์ได้ด้วย โดยนำมากักขังไว้ในห้วงมิติที่ฝ่ามือ กลืนกินพลังเวทและพลังชนิดอื่นๆ ได้

เผด็จการยิ่งนัก!

หลังจากหานเจวี๋ยเรียนรู้เรียบร้อย ก็นึกขึ้นได้ว่าตนยังไม่ได้ยกระดับมรรคกระบี่แต่ละแขนง ใช้เวลาอยู่หนึ่งปีจึงยกระดับพลังวิเศษทั้งหมดของตนให้บรรลุขีดสูงสุดได้

ขณะที่เขาเตรียมจะเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบ เพื่อลองฝึกฝนหัตถาสวรรค์มหาวิมุตดูนั้น พลันสัมผัสได้ถึงแรงกระตุ้นบางอย่าง

มาจากอาณาเขตฟ้าบุพกาล!

เต้าจื้อจุนมาหาเขาอีกแล้ว!

หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง นำจิตรับรู้เข้าสู่อาณาเขตฟ้าบุพกาล

อาณาเขตฟ้าบุพกาลเปรียบเสมือนกลุ่มที่ก่อตั้งขึ้นโดยหานเจวี๋ยและเต้าจื้อจุน ทั้งสองติดต่อสื่อสารกันผ่านช่องทางนี้ได้ ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างไกลกันมากแค่ไหน

เต้าจื้อจุนเปิดประเด็นในทันที “เจ้ามาช่วยข้าได้หรือไม่ หลังจากจบเรื่อง จะถือว่าข้าติดหนี้ชีวิตเจ้าหนึ่งครั้ง!”

หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าถูกผู้ใดจับตัวไป”

“จักรพรรดิปีศาจ…”

“ช่วยไม่ได้ ขอแสดงความเสียใจกับเจ้าด้วย”

“…”

ทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงัน

………………………………………………………………

[1]เข็มทิศหลัวผาน เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับศาสตร์ฮวงจุ้ย ใช้ในการตรวจับพลังงานที่มองไม่เห็น

บทที่ 325
หานเจวี๋ยมองเต้าจื้อจุน ในใจรู้สึกว่าโชคดีอย่างยิ่ง

โชคดีที่ครานั้นข้าไม่ได้ตามเจ้าหมอนี่ไปสังหารจักรพรรดิปีศาจด้วย

หานเจวี๋ยก็ไม่ได้เหยียบย้ำซ้ำเติม หรือพูดจาสั่งสอนหลังจากเกิดเรื่องขึ้น ยามนี้เงียบไว้ดีกว่าเอ่ยวาจา

ผ่านไปพักใหญ่

เต้าจื้อจุนเอ่ยอย่างเรียบเรื่อยว่า “หากเจ้าหาทางช่วยข้าออกมาได้ ข้าจะมอบโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ให้เจ้า สามารถทำให้เจ้าก้าวสู่ระดับเทพได้สำเร็จอย่างแน่นอน อีกทั้งยังไม่ต้องฝ่าด่านเคราะห์ด้วย”

หานเจวี๋ยกล่าวตอบ “ช่างเถิด เรื่องนี้ข้าก็ไร้กำลังจริงๆ”

เต้าจื้อจุนกัดฟันเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้าก็เสนอเงื่อนไขมา!”

หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เหตุใดวังเทพถึงไม่ช่วยเจ้า ข้าได้ยินมาว่าวังเทพคล้ายจะร่วมมือกับวังปีศาจ ปล่อยเจ้าไปสักคน น่าจะไม่มีปัญหาอันใด”

เต้าจื้อจุนฟังแล้วถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง เอ่ยว่า “ท่านเจ้าวังและจักรพรรดิปีศาจอาจจะทำข้อตกลงกันบางอย่าง”

เมื่อนึกถึงจุดนี้ เต้าจื้อจุนก็เจ็บใจ

เหตุผลที่เขาลอบสังหารจักรพรรดิปีศาจ ก็มิใช่คิดเพื่อวังเทพหรอกหรือ ผู้ใดจะรู้ว่าหลังจากเขาลอบสังหารจักรพรรดิปีศาจไม่สำเร็จ ทั้งสองฝ่ายกลับจับมือเป็นพันธมิตรกัน

เป็นพันธมิตรกันก็เป็นไปเถิด แต่ไม่คิดว่าวังเทพจะไม่ช่วยเหลือเขา ตอนนี้เขาเผชิญทัณฑ์ทรมานจากจักรพรรดิปีศาจทุกวัน ทุกข์ทรมานยากจะบรรยาย

หานเจวี๋ยเงียบลงอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะนึกเวทนาเต้าจื้อจุน

นี่คือผลจากการเลือกติดตามผิดคนสินะ

หากเป็นเขาถูกจับไป จักรพรรดิสวรรค์จะต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อช่วยเหลือเขาแน่นอน!

หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวออกไปว่า “หากข้าต้องการให้เจ้าออกจากวังเทพเล่า”

เต้าจื้อจุนตะลึงงัน เอ่ยปฏิเสธไปตามใจนึกทันที “ไม่มีทาง…”

พูดยังไม่ทันจบ เขาก็เงียบปากลง

บุตรแห่งสวรรค์ล้วนมีความหยิ่งผยอง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงเต้าจื้อจุนที่มองว่าตนคือบุตรสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งปวงสวรรค์

วังเทพก็ไม่กลัวที่จะสูญเสียเขาไปเลยหรือ

น่าชังนัก!

ยิ่งคิดเต้าจื้อจุนก็ยิ่งโมโห!

“ขอเพียงเจ้าช่วยข้าออกไปได้ ข้าก็จะออกจากวังเทพ ติดตามเจ้า!” เต้าจื้อจุนเอ่ยเสียงขรึม

เขาเกลียดชังจักรพรรดิปีศาจเป็นอย่างยิ่ง ช่วงนี้จักรพรรดิปีศาจเหี้ยมหาญเป็นที่สุด มักจะระบายโทสะใส่เขาอยู่เสมอ เขาแทบจะทนรับไม่ไหวแล้ว

ที่สำคัญที่สุดคือก่อนหน้านี้จักรพรรดิปีศาจพาเขาไปสดับมรรคที่ตำหนักเอกอนันต์ ทั้งๆ ที่ได้พบเจ้าแห่งวังเทพแล้วแท้ๆ และทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ว่าเจ้าแห่งวังเทพสามารถช่วยเหลือเขาได้ แต่กลับบอกเขาว่า ให้เขาอดทนอยู่ข้างกายจักรพรรดิปีศาจไปก่อน

เช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน

ใช้ข้าเป็นหมากหรือ

ใช้ข้าเป็นของเล่นจักรพรรดิปีศาจหรืออย่างไร

หานเจวี๋ยฟังน้ำเสียงของเต้าจื้อจุนแล้ว อดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจออกมา

วังเทพสมองกระทบกระเทือนหรืออย่างไร

หานเจวี๋ยบอกไปว่า “เจ้ารอหน่อยเถิด ตอนนี้ข้าจะไปขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น”

“ตกลง!”

เต้าจื้อจุนพยักหน้าตอบรับ ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เอ่ยว่า “ขอบคุณ”

หานเจวี๋ยโบกมือพลางกล่าววาจา “เอ่ยไปก็น่าละอาย ข้าไม่มีกำลังพอ ไม่อย่างนั้นคงไปช่วยเจ้าด้วยตัวเองแน่ อย่างไรเสียพวกเราสองคนก็มีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลเหมือนกัน นับเป็นคนร่วมเผ่า เฮ้อ เจ้าก็รอฟังข่าวดีเถอะ”

“อืม!”

[เต้าจื้อจุนเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

หานเจวี๋ยกลับสู่ความเป็นจริง สายตามองเห็นการแจ้งเตือนตรงหน้าก็รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง

แค่ 2 ดาวเองหรือ

ช่างเถิด ถึงอย่างไรก็ยังไม่ได้ช่วยเขาออกมา

หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา ติดต่อหาจักรพรรดิสวรรค์

เพียงไม่นานก็เชื่อมต่อพลังจิตได้

“ฝ่าบาท ท่านอยากรับคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลไว้หรือไม่” หานเจวี๋ยเอ่ยถามออกไปตรงๆ

จักรพรรดิสวรรค์ถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าหมายถึงเต้าจื้อจุนหรือ เขาถูกจักรพรรดิปีศาจจับตัวไป ต่อให้เราช่วยเขา เขาก็เอาแต่วิ่งแจ้นกลับไปที่วังเทพอยู่ดี”

สมกับเป็นจักรพรรดิสวรรค์ ข่าวสารรวดเร็วเสียจริงๆ

“เมื่อครู่เขาเพิ่งติดต่อมาหาข้า พวกเรามีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลเหมือนกัน สามารถติดต่อกันผ่านอาณาเขตได้โดยตรง ขอเพียงท่านช่วยเหลือเขา เขาก็จะออกจากวังเทพ เข้าร่วมกับวังสวรรค์” หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถามด้วยความระแวดระวัง “จะเป็นหลุมพรางหรือไม่”

หานเจวี๋ยมองดูค่าความสัมพันธ์ เต้าจื้อจุนเผชิญการทรมานเคี่ยวกรำจากจักรพรรดิปีศาจจริงๆ ถึงได้เกิดความประทับใจในตัวเขา

“น่าจะไม่ใช่ เขากล่าวว่าจักรพรรดิปีศาจกำลังทรมานเขา”

“อืม ช่วงนี้เจ้าจักรพรรดิปีศาจนั่นก็บ้าคลั่งมากจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการทำอะไรกับเขาไว้”

‘หือ ข้าก็เพียงสาปแช่งนิดๆ หน่อยๆ ได้ทำอะไรเขาเสียที่ไหนกัน’

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ

จักรพรรดิสวรรค์ตอบรับเรื่องนี้ บอกว่าจะจัดการให้ทันที

หากเต้าจื้อจุนเข้าร่วมกับวังสวรรค์ เช่นนั้นต้องดึงดูดผู้มีพรสวรรค์นับไม่ถ้วนให้มาเข้าร่วมวังสวรรค์ได้แน่

‘กระทั่งยอดฝีมืออย่างเต้าจื้อจุนยังพลาดท่าได้ แดนเซียนช่างอันตรายจริงๆ’

หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ใช้แบบจำลองการทดสอบต่อ

ผู้สดับมรรคในตำหนักเอกอนันต์กลุ่มนั้น แต่ละคนต่างเปรียบเสมือนหัวหน้าใหญ่ในแบบจำลองการทดสอบ รอให้หานเจวี๋ยเข้าไปเอาชนะ

….

สามสิบปีผ่านไป

ตบะของหานเจวี๋ยเพิ่มพูนขึ้นตามวันเวลา ตบะของเหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นเองก็พัฒนาไปอย่างต่อเนื่องเช่นกัน

แม้กระทั่งสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นที่อ่อนแอที่สุดก็ยังมีตบะระดับเซียนพิภพไท่อี่ระยะปลาย ลี่เหยาสำเร็จเป็นเซียนทองไท่อี่ ภูตน้ำเต้าฟ้าบุพกาลอย่างหานปาก็ตามหลังมาติดๆ บรรลุระดับเซียนทองไท่อี่แล้วเช่นกัน

หานอีจนถึงหานชี คุณสมบัติสู้หานปาไม่ได้ ช่วงนี้เพิ่งทะลวงถึงระดับเซียนลึกล้ำไท่อี่เท่านั้น

มู่หรงฉี่เองก็บรรลุระดับเซียนทองไท่อี่แล้ว ส่วนศิษย์คนอื่นๆ ซึ่งรวมถึงสองอีกาทองสองตัวยังคงล้าหลังอยู่บ้าง

เมื่อเอ่ยถึงอีกาทอง หานเจวี๋ยก็รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง

คุณสมบัติของพวกมันไม่ค่อยสมชื่ออีกาทองสักเท่าไรจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่จะถูกขับไล่ออกจากเผ่าเทพอีกาทอง ก่อนหน้านี้กลืนกินมังกรเก้าขุมนรกเข้าไป ถึงแม้จะยกระดับคุณสมบัติได้บ้าง แต่เมื่อเทียบกับบุตรแห่งสวรรค์อันดับต้นๆ ของสำนักซ่อนเร้นแล้ว ยังคงห่างชั้นกันอยู่บ้าง

ทว่าหานเจวี๋ยก็ไม่ได้ร้อนรน อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้ต้องการใช้เจ้าใหญ่เจ้ารองทำงานอยู่แล้ว

อีกอย่าง การพัฒนาของโลกเขย่าพิภพก็ก้าวหน้าอยู่ตลอด ระดับมรรคาสวรรค์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขีดจำกัดของระดับตบะเริ่มมุ่งสู่ระดับเซียนแท้ไท่อี่แล้ว

สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์อยู่ภายใต้การดูแลของพุทธะอาภรณ์ขาว กลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ไปแล้ว ชื่อเสียงบารมีเลื่องลือไกล นักพรตเต๋าจิ่วติ่งยังไม่ล่วงลับ ยังคงเป็นผู้ควบคุมดูแล ผ่านไปอีกไม่กี่พันปี เขาก็คงกลายเป็นผู้ทรงพลังในแดนมนุษย์แล้ว

ทุกครั้งที่ได้เห็นเขา หานเจวี๋ยก็จะหวนนึกถึงเจ้าสำนักหลี่ชิงจื่อขึ้นมา

สรรพสิ่งคงเดิมแต่ผู้คนแปรเปลี่ยน

ไม่มีเจ้าสำนักผู้ถือแส้เฆี่ยนตีไปทั่วเพื่อสำนักคนนั้นอีกต่อไปแล้ว

สำหรับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ หานเจวี๋ยถือเป็นตำนานไปแล้ว นอกจากผู้อาวุโสส่วนน้อยในสำนัก คนส่วนใหญ่ต่างลืมเลือนเขาไปแล้ว

สำหรับเรื่องนี้ หานเจวี๋ยรู้สึกว่าดียิ่งนัก

นี่ก็เป็นฉากจบที่ดีที่สุด

สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แข็งแกร่งขึ้นเพราะเขา แต่ก็ไม่ได้ถ่วงรั้งเท้าเขาไปตลอด

เมื่อสอดส่องโลกเขย่าพิภพเสร็จ หานเจวี๋ยก็หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มปฏิบัติภารกิจประจำวัน

[ความประทับใจที่เต้าจื้อจุนมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]

หืม?

ค่าความประทับใจเพิ่มขึ้นหรือ

หรือว่าจักรพรรดิสวรรค์ช่วยเต้าจื้อจุนออกมาได้แล้ว

หานเจวี๋ยตรวจดูจดหมาย ล้วนเป็นความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวกับการถูกโจมตีทั้งนั้น ไม่สามารถยืนยันได้ว่าช่วยเหลือเต้าจื้อจุนได้หรือไม่

รออีกสักพักแล้วกัน

ผ่านไปอีกสักพักค่อยลองถามจักรพรรดิสวรรค์

หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้

“อาจารย์ ศิษย์ขอเข้าพบขอรับ”

เสียงของซูฉีดังลอยมาจากนอกถ้ำ หานเจวี๋ยจำเป็นต้องเก็บหนังสือแห่งความโชคร้าย

“เข้ามาเถิด”

หานเจวี๋ยกล่าวพลางปิดกลไกควบคุมภายในถ้ำไปด้วย

ซูฉีเดินเข้ามาคุกเข่าลงตรงหน้าเขา

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นไอดำที่พัวพันอยู่ตรงหว่างคิ้วเขาได้ผ่านตาเปล่า ผิดปกติแล้ว

“เกิดเรื่องกับเจ้าหรือ” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม

ซูฉีกล่าวตอบ “ก็ไม่นับว่าเกิดเรื่องขอรับ ระยะนี้หลังฝ่าทะลวง ความทรงจำในชาติก่อนหวนคืนมา อาจารย์ ที่แท้ข้าโชคร้ายแต่กำเนิด ข้าเกรงว่าหากรั้งอยู่ที่นี่ หวั่นว่าจะมีภัยพิบัติ…”

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ “อย่าพูดเรื่องพวกนี้เลย อาจารย์ไม่ใส่ใจ เป็นอาจารย์หนึ่งวันนับเป็นบิดาชั่วชีวิต อาจารย์ไม่มีทางรังเกียจเจ้า”

ซูฉีฟังแล้วตื้นตัน ขอบตาแดงเรื่ออยู่บ้าง

ในชาติก่อนเขาถูกนิกายเจวี๋ยขับไล่ให้ไปอยู่วังสวรรค์ ต่อมาก็ถูกวังสวรรค์ขับไล่ให้ลงมาจุติในแดนมนุษย์ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่มีผู้ใดคอยดูแลเขาเหมือนกับหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “พลังแห่งความโชคร้ายของเจ้าสามารถฝึกบำเพ็ญได้หรือไม่”

ระยะนี้ตบะของซูฉีถดถอยลงอยู่บ้าง หานเจวี๋ยไม่ต้องการให้เป็นเช่นนั้น

เจ้าเด็กนี่ยังพัฒนาให้แข็งแกร่งมากกว่านี้ได้ ภายภาคหน้าจะได้ชักนำเภทภัยมาให้ศัตรูของเขา!