316-320

บทที่ 316
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามจากหัวหน้าเผ่า สิงหงเสวียนก็ตอบว่า “พระสนมไม่ได้เอ่ยอะไรมากนัก ดูคล้ายกำลังเลี่ยงอะไรบางอย่าง”

ตระกูลที่นางอยู่เป็นพระญาติที่เกี่ยวดองผ่านการสมรสกับราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ เนื่องด้วยคุณสมบัติของนาง นางจึงสนิทสนมใกล้ชิดกับพระสนมที่เป็นคนในตระกูลยิ่ง

เมื่อเหล่าผู้อาวุโสได้ฟังก็เข้าสู่การพูดคุยหารือกันอีกครั้ง คาดเดากันไปสารพัด

สิงหงเสวียนคอยฟังอย่างเงียบๆ ส่วนใจล่องลอยไปที่อื่นเสียนานแล้ว

หลายปีมานี้ไม่ได้พบหน้าหานเจวี๋ยเลย นางก็คะนึงหาเขาอยู่จริงๆ

เมื่อนึกถึงช่วงเวลาที่ทั้งสองอยู่ร่วมกันในอดีต นางก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มมุมปากอยู่ภายใต้ผ้าคลุมหน้า

….

เวลายี่สิบสามปีผ่านไป

หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญเช่นที่เคยทำมา

หลังจากทะลวงถึงระดับจักรพรรดิเซียนห้าวัฏแล้ว ความเร็วในการบำเพ็ญของเขาไม่ได้ลดลงเลย ทว่ากลับพัฒนาต่อไปอีก

นอกจากปราณฟ้าประทานจากบุปผาเทพปู้โจวจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว การดูดซับแรงกรรมของกายดาราอนธการก็รวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรที่อยู่ภายในโลกอนธการเสมือนเปิดเครื่องเร่งความเร็ว หากไม่มีมัน ความเร็วในการบำเพ็ญของหานเจวี๋ยจะลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง

วันนี้เอง

จู่ๆ ตัวอักขระแถวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย

[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านต้องการเข้าฝันท่าน ยอมรับหรือไม่]

เข้าฝันหรือ

หานเจวี๋ยอัศจรรย์ใจ

อาณาเขตเต๋าช่างเลิศล้ำจริงๆ สามารถสกัดกั้นพลังวิเศษของจักรพรรดิสวรรค์ได้ด้วย

หานเจวี๋ยเลือกยอมรับอย่างเงียบงัน

จากนั้น เขาก็เข้าสู่แดนความฝัน มาถึงภายในป่าเล็กๆ แห่งหนึ่ง

ป่าเล็กๆ ผืนนี้ก็คือป่าที่อยู่ใกล้กับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ในอดีตหานเจวี๋ยก็เคยพบกับจักรพรรดิสวรรค์ที่นี่

ดูเหมือนจักรพรรดิสวรรค์เองก็จะเป็นผู้ระลึกถึงอดีตคนหนึ่งเช่นกัน

หานเจวี๋ยมองเห็นจักรพรรดิสวรรค์แล้ว รูปลักษณ์บุคลิกไม่เปลี่ยนไปจากในความทรงจำเลยแม้แต่น้อย

จักรพรรดิสวรรค์พินิจดูหานเจวี๋ย เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ดูเหมือนเจ้าจะมีความสุขกับการอยู่ที่ยมโลกมากนะ”

หานเจวี๋ยยิ้มพลางกล่าวตอบว่า “ไม่เลยพ่ะย่ะค่ะ เพียงอยู่ไปวันๆ เท่านั้น ระยะนี้พญายมสร้างเรื่อง ทำให้ข้าต้องถิ่นฐานไปรอบหนึ่ง”

“อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเหตุใดเจ้าถึงไม่กลับวังสวรรค์เล่า”

“แค่กๆ วังสวรรค์กำลังต่อสู่ช่วงชิงดวงชะตายิ่งใหญ่ อันตรายอยู่บ้างจริงๆ”

“หึ เจ้าก็พูดถูกแล้ว อันตรายจริงๆ นั่นแหละ เพราะอย่างนั้นเราจึงไม่บังคับเจ้า ทั่วทั้งวังสวรรค์ นอกจากเจ้าแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดได้รับอภิสิทธิ์เช่นนี้หรอกนะ”

“ขอบพระทัยฝ่าบาทยิ่งนัก!”

หานเจวี๋ยรีบค้อมกายลงแสดงความเคารพ

เขารู้สึกขอบคุณด้วยใจจริง จักรพรรดิสวรรค์ช่วยเหลือเขามากมายเหลือเกิน หนึ่งในนั้นก็คือวิชาชุบร่างวัฏจักรดาราที่ช่วยปลุกกายดาราอนธการของหานเจวี๋ยให้ตื่นขึ้น ก่อรากฐานมาจนถึงทุกวันนี้

หานเจวี๋นพลันเอ่ยถามขึ้นว่า “ใช่แล้ว ฝ่าบาท ท่านก็รู้จักจักรพรรดิเซียนวัฏจักรหรือไม่”

จักรพรรดิสวรรค์หรี่ตาลงพลางกล่าวว่า “จักรพรรดิเซียนวัฏจักร ก็คือผู้ที่ถ่ายทอดให้เจ้าผู้นั้นน่ะหรือ”

หานเจวี๋ยส่ายหน้า “ไม่นับว่าเขาถ่ายทอดให้ข้า เป็นสิ่งที่ข้าบังเอิญได้มา”

ความหมายในวาจาคือ เขาและจักรพรรดิเซียนวัฏจักรไม่เกี่ยวข้องกัน

จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มอย่างพึงพอใจ เอ่ยว่า “เรายังกังวลอยู่ว่าจะถูกจักรพรรดิเซียนวัฏจักรแย่งเจ้าไป สำหรับจักรพรรดิเซียนวัฏจักร เรารู้ไม่มากนัก คนผู้นี้รู้แจ้งมรรคามายาวนาน ลึกลับยิ่งนักเสมอมา เขาสำแดงมรรคาไปทั่วสารทิศ อาจจะมีแผนการอันใดอยู่”

หานเจวี๋ยถามด้วยความแปลกใจ “ฝ่าบาทไม่เคยพบจักรพรรดิเซียนวัฏจักรมาก่อนหรือ เป็นไปไม่ได้กระมัง ข้าสัมผัสถึงกลิ่นอายของเขาได้ที่วังสวรรค์”

เรื่องนี้หากไม่เอ่ยออกมา จิตใจเขาต้องปั่นป่วนแน่!

จักรพรรดิเซียนขมวดคิ้ว

หานเจวี๋ยสังเกตสีหน้าท่าทางของเขา

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เอ่ยมาเถิด เป็นผู้ใด เจ้าต้องรู้แน่อยู่แล้ว มิเช่นนั้นคงไม่จงใจถามเช่นนี้”

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างลังเล “ท่านไม่ทราบจริงๆ หรือ ข้าเกรงว่าจะละเมิดต่อแผนการของท่าน จึงไม่กล้าพูดส่งเดช หากเป็นการจัดเตรียมของท่าน เช่นนั้นข้าจะลืมเรื่องนี้ไปเสีย ใจของข้าจะภักดีต่อฝ่ายของฝ่าบาทตลอดไป!”

จักรพรรดิสวรรค์ถลึงตาใส่หานเจวี๋ยคราหนึ่ง กล่าวว่า “ในใจของเจ้าเรามีภาพลักษณ์อย่างไรกันแน่ เห็นเราเป็นคนโป้ปดหรือ พูดมาเถิด เราอยากรู้จริงๆ คิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรจะซ่อนตัวอยู่ในวังสวรรค์ มีเจตนาแอบแฝง”

ดูเหมือนจักรพรรดิสวรรค์จะไม่รู้จริงๆ

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างระมัดระวัง “เขาก็คือตี้ไท่ไป๋ เขาหน้าตาเหมือนจักรพรรดิเซียนวัฏจักรทุกประการ ยามที่ข้าฝึกฝนวิชายุทธ์ของจักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็เคยฝันเห็นฉากการฝึกฝนของเขา”

ตี้ไท่ไป๋!

จักรพรรดิสวรรค์พลันขมวดคิ้ว จิตใต้สำนึกของเขาร่ำร้องว่าเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อวาจามาถึงปากก็ชะงักลง

หากเป็นความจริง นี่แสดงว่าจักรพรรดิสวรรค์อย่างเขาโง่เขลานัก

จักรพรรดิสวรรค์จ้องมองหานเจวี๋ย รู้สึกว่าหานเจวี๋ยไม่คล้ายจะเป็นคนโป้ปด และเขาก็เฝ้ามองหานเจวี๋ยเติบใหญ่ขึ้นมา

เมื่อคิดดูให้ดีๆ แล้ว ตี้ไท่ไป๋ก็แสดงความเป็นกังวลในเรื่องความจงรักภักดีของหานเจวี๋ยต่อหน้าเขาอยู่หลายครั้งจริงๆ

หากตี้ไท่ไป๋คือจักรพรรดิเซียนวัฏจักรจริง เช่นนั้นข้อสงสัยนี้ก็มีเจตนาแอบแฝงอยู่จริงๆ

โทสะพลันสุมทรวงจักรพรรดิสวรรค์ขึ้นมา

ภายในวังสวรรค์ คนที่เขาไว้ใจที่สุดก็คือตี้ไท่ไป๋ ถึงขั้นที่ไว้วางใจยิ่งกว่ายอดแม่เทพเสียอีก

ไม่นึกเลยว่าตี้ไท่ไป๋…

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวขึ้นว่า “อย่างนั้นหรือ เราก็เคยสงสัยที่มาของเขาจริงๆ เพียงแต่เขาแสดงออกดียิ่งนัก เราจึงไม่ไล่เบี้ยอีก”

“ความเป็นมาของเทพเซียนในวังสวรรค์นั้นซับซ้อน เราไม่สามารถสืบสาวที่มาที่ไปของเทพเซียนทุกคนได้ ขอเพียงภักดีต่อวังสวรรค์ก็พอ”

หานเจวี๋ยได้ฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะยำเกรงเลื่อมใสขึ้นมา

สมกับเป็นจักรพรรดิสวรรค์!

ความใจกว้างนี้! ทัศนคติเช่นนี้!

ยิ่งใหญ่นัก!

จักรพรรดิสวรรค์มองหานเจวี๋ย แววตากลับกลายเป็นอ่อนโยนลง เอ่ยว่า “วันนั้นยามที่ตี้ไท่ไป๋ถามว่าจะกราบหลี่เต้าคงเป็นอาจารย์เป็นอาจารย์หรือไม่ หลี่เต้าคงก็อยู่ข้างๆ ด้วย เจ้าตอบได้ดียิ่งนัก”

ท่าทีของหานเจวี๋ยเห็นได้ชัดว่าอยู่ฝ่ายเขาเสมอมา ทำให้เขาพอใจมาก

“ต่อให้ผู้อาวุโสหลี่เก่งกาจสักเพียงใด แต่ก็ไม่มีทางแข็งแกร่งไปกว่าท่านแน่ หากข้าจะกราบอาจารย์ก็สมควรกราบท่านเป็นอาจารย์แล้วพ่ะย่ะค่ะ” หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความจริงจัง

คำประจบนี้ทำให้จักรพรรดิสวรรค์สบายใจแล้ว

“นั่นย่อมแน่นอน แม้ว่าหลี่เต้าคงจะเก่งกาจ แต่ยังไม่เพียงพอจะนำมาเทียบกับเราได้” จักรพรรดิสวรรค์กล่าวอย่างเย่อหยิ่ง

หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะนึกสงสัย “จักรพรรดิปีศาจ บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ เจ้าแห่งวังเทพรวมถึงฝ่าบาทล้วนอยู่ในระดับเดียวกันหรือ”

“ไม่ผิด ตบะของพวกเราบรรลุถึงขีดจำกัดแล้ว มีเพียงต้องพึ่งพาดวงชะตายิ่งใหญ่ของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตเพื่อฝ่าทะลวง”

“เจ้าแห่งวังเทพแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ เหตุใดยังปล่อยให้ผู้อาวุโสหลี่หนีรอดไปได้เล่า”

“นี่เป็นเงื่อนไขผูกมัดที่บรรพชนเต๋ามอบให้พวกเรา พวกเราไม่อาจลงมือกับสิ่งมีชีวิตในระดับต่ำกว่าได้ หากพวกเราสี่คนต่อสู้ฆ่าฟันกันจนตาย แดนเซียนจะพินาศย่อยยับ”

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยประโยคนี้อย่างสงบนิ่งยิ่งนัก ราวกับกำลังเล่าเรื่องธรรมดาทั่วไปอย่างไรอย่างนั้น

หานเจวี๋ยพลันกระจ่างแจ้ง

มิน่าเล่า!

จุดนี้คล้ายกับระเบิดปรมาณูในยุคสมัยใหม่ยิ่งนัก ประเทศมหาอำนาจล้วนมีกันทั้งสิ้น แต่ไม่สามารถใช้ส่งเดชได้ สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าข้อยับยั้งในการใช้งาน

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยต่อว่า “ที่เรามาหาเข้าครั้งนี้ ก็เพราะมีโอกาสวาสนาอย่างหนึ่งมาบอกกล่าวเจ้า”

โอกาสวาสนาหรือ

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วตามสัญชาตญาณ

โอกาสวาสนาหมายถึงอันตราย!

“มีผู้ทรงพลังแสดงธรรมอยู่ด้านนอกชั้นฟ้าที่สามสิบสาม กลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่แต่ละแห่งสามารถพาศิษย์ไปร่วมสดับฟังได้สามคน เราวางแผนว่าจะพาเจ้า ยอดแม่ทัพเทพและหลงจวินไป การแสดงธรรมครานี้ไม่ได้มีอันตราย เมื่อแสดงโอวาทจบ เราจะส่งเจ้ากลับมา”

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวอย่างเรียบนิ่ง เขามองความคิดของหานเจวี๋ยออก จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน

เบื้องหน้าหานเจวี๋ยมีอักขระสามบรรทัดปรกฏขึ้นมา

[ตรวจสอบพบว่าจักรพรรดิสวรรค์เชิญท่านเข้าร่วมสดับมรรคที่ตำหนักเอกอนันต์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ปฏิเสธการเข้าร่วม สูญเสียโอกาสวาสนาอันยิ่งใหญ่ จะได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]

[สอง ตกลงเข้าร่วม จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]

รางวัลล้วนน้อยยิ่งนัก สิ่งโน้มน้าวไม่มาก

ในใจของหานเจวี๋ยนั้นไม่อยากไปเลย แต่จักรพรรดิสวรรค์เอาแต่จ้องมองเขา เห็นได้ชัดว่าคาดหวังให้เขาไป

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวว่า “การสดับฟังครานี้ไม่เกี่ยวข้องกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต เจ้าไม่มีทางเข้าสู่เคราะห์กรรมด้วยเหตุนี้ นอกชั้นฟ้าที่สามสิบสามต่างเป็นผู้ทรงพลังรู้แจ้งมรรคทั้งสิ้น การแก่งแย่งชิงดีในมหาเคราะห์ไม่มีทางข้ามมาถึงที่นี่ได้ เราหวังว่าเจ้าจะไป หลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าก็ไปเช่นกัน

ระหว่างที่สดับฟัง มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตน่าจะหยุดลงชั่วขณะ มีเพียงกลุ่มอิทธิพลขนาดเล็กเท่านั้นที่ต้องต่อสู้กัน”

บทที่ 317
นี่ไม่ใช่งานชุมนุมของผู้มีพรสวรรค์หรอกหรือ

อันตรายเกินไปแล้ว!

เมื่อถึงเวลาบรรดาขาใหญ่จะให้ศิษย์ที่อยู่ในสังกัดของตนออกมาประลองกันเพื่อเพิ่มอรรถรสหรือไม่

หานเจวี๋ยต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์โดยแสร้งทำเป็นโดนตบหน้าหรือแกล้งทำตัวเป็นหมูหลอกกินเสือหรือไม่

ไม่ได้

ไปไม่ได้!

หานเจวี๋ยกลั่นกรองถ้อยคำ ก่อนกล่าวว่า “ฝ่าบาท อันที่จริงตอนนี้ข้าก็ไม่ขาดสิ่งใดเลย เก็บที่นั่งนี้ไว้ให้หลงเฮ่าเถิด”

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยว่า “เฮ่าเอ๋อร์ได้รับโอกาสวาสนานี้แล้ว เขาติดตามรองเจ้านิกายฉ่านฝึกบำเพ็ญ อยู่ที่ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม เจ้าคิดว่าตัวเจ้าไม่ขาดสิ่งใด แต่เจ้าขาดไปจริงๆ สิ่งที่เจ้าขาดนั้นก็คือความตระหนักรู้ต่อมหามรรค ภายในร่างของเจ้ามีมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ทว่าเจ้ากลับจัดการมันไม่ได้เลยจริงๆ มหามรรคเวียนว่ายตายเกิดในร่างเจ้าไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นเลย เจ้าไม่อาจควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว พูดไม่ออกจริงๆ

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยต่อไปว่า “ยามนี้เจ้าเป็นเพียงระดับจักรพรรดิ ยังไม่เข้าใจหรอก หลังจากบรรลุระดับเทพแล้วก็จะไม่ได้บำเพ็ญเพียงพลังวิญญาณฟ้าดินอีกต่อไป แต่เป็นการฝึกบำเพ็ญมหามรรค มหามรรคมิใช่สิ่งที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำก็จะสามารถรู้แจ้งได้ มหามรรคอยู่เหนือกว่ามรรคาสวรรค์ มหามรรคเวียนว่ายตายเกิดในร่างเจ้าหากว่ากันตามจริงแล้ว ไม่นับเป็นมหามรรคที่แท้จริง เป็นเพียงขั้นตอนวิวัฒนาการอย่างหนึ่ง การไปสดับฟัง ณ ชั้นฟ้าที่สามสิบสาม เป็นการจับแนวทางตระหนักมหามรรค ภายหน้าค่อยกลับมาพากเพียรฝึกบำเพ็ญ”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง เอ่ยอย่างลุ่มลึกมีเลศนัย “ตัวเราในยามนี้ยังสามารถพาเจ้าไปได้ แต่หากเราปราชัยในมหาเคราะห์ ครั้งหน้าต่อให้เจ้าอยากไป ก็จะมีตัวเจ้าเพียงลำพัง ยามนั้นจะอันตรายยิ่งกว่าเดิม”

น้ำเสียงนี้…

เหตุใดถึงให้ความรู้สึกว่ากำลังเอ่ยสั่งเสียอยู่กัน

หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “ข้าแบ่งร่างแยกไปได้หรือไม่”

“เหลวไหล เช่นนั้นเป็นการดูหมิ่นผู้ทรงพลัง! ผู้ทรงพลังที่นอกชั้นฟ้าที่สามสิบสามล้วนเป็นการดำรงอยู่อมตะที่เราจำเป็นต้องให้เกียรติ เจ้าต้องไป เมื่อเจ้าไปแล้วจะเข้าใจถึงความปรารถนาดีของเราเอง!” คำพูดของจักรพรรดิสวรรค์คือไม่อนุญาตให้ปฏิเสธ

หานเจวี๋ยเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมา

เขากล่าวว่า “เช่นนั้นโปรดอย่าให้ข้าไปประลองกับศิษย์ของผู้อื่น และโปรดอย่าเปิดเผยพรสวรรค์ของข้า”

นี่คือขีดจำกัดของเขา หากจักรพรรดิสวรรค์ไม่ยินยอม เช่นนั้นถึงตีเขาให้ตายเขาก็ไม่ไป

“เจ้าคิดอะไรอยู่ ประลองหรือ สถานที่อันเงียบสงบของผู้ทรงพลัง ผู้เยาว์อย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะพูดด้วยซ้ำ!” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์

เขารู้สึกว่าหานเจวี๋ยเพี้ยนไปเสียแล้ว

มักจะจินตนาการถึงสถานการณ์ที่ไม่สมเหตุสมผลต่างๆ เสมอ

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ก็ได้ ต้องไปเมื่อใด พบกันที่ไหนพ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิสวรรค์ตอบพร้อมรอยยิ้ม “ยังมีเวลาอีกหลายสิบปี เมื่อถึงเวลาเราจะมาเข้าฝันเจ้าเพื่อบอกสถานที่นัดพบ เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล การสดับฟังเช่นนี้ในอดีตเคยมีมาก่อน แต่ผู้ที่บังอาจอาศัยโอกาสนี้ล้างแค้นด้วยเหตุส่วนตัว ล้วนไม่มีจุดจบที่ดี”

หานเจวี๋ยฝืนพยักหน้ารับ

การเข้าฝันก็ปิดฉากลงเช่นนี้

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สีหน้าซับซ้อน

‘จะไม่เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ใช่หรือไม่’

เขาพลันนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เอ่ยถามในใจว่า ‘ข้าไปสดับฟังมรรคครานี้ จะพบพานอันตรายถึงชีวิตหรือไม่’

หากมีอันตรายแม้เพียงน้อย เช่นนั้นก็ไม่ไปแล้ว!

แม้ต้องล่วงเกินจักรพรรดิสวรรค์ ก็ไม่มีทางไปแน่

[จำเป็นต้องหักอายุขัยนึ่งแสนปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

แค่หนึ่งแสนปีเองหรือ

ดำเนินการต่อ!

หานเจวี๋ยตัดสินใจอย่างใจกว้างนัก

หลังจากนั้น อักขระแถวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเขา

[ไม่พบพานอันตรายถึงชีวิต]

หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก จากนั้นกดเลือกตกลงเข้าร่วมสดับฟังมรรคอย่างเงียบเชียบ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น

‘แต่ก็ต้องระวังไว้หน่อย ไม่อาจเชื่อระบบไปเสียทุกอย่าง’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ

หากสิ่งที่จักรพรรดิสวรรค์พูดเป็นความจริง เช่นนั้นก็สมควรไปจริงๆ สิ่งนี้เกี่ยวพันถึงการบำเพ็ญในระดับเทพ

หานเจวี๋ยไม่คิดต่อให้มากความ ฝึกบำเพ็ญต่อไป รอคอยให้จักรสวรรค์มาเข้าฝันอีกครั้ง

….

เวลาสิบปีผ่านไป

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มทำภารกิจประจำวัน ในขณะเดียวกันก็ตรวจดูจดหมายไปด้วย

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังแห่งวังเทพ] x45

[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านตระหนักรู้มหามรรค พลังมรรคเพิ่มพูน]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านพลัดหลงเข้าสู่แดนต้องห้ามลึกลับ ปิดบังตัวตนจากกลไกสวรรค์]

[ตี้ไท่ไป๋สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิสวรรค์สหายของท่าน ตัวตายมรรคผลสลาย]

[ซูฉีศิษย์ของท่านพลังมรรคทะลวงระดับ ได้รับปฏิกิริยาจากมรรคาสวรรค์ คุณสมบัติเทพยกระดับ]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากผู้ทรงพลังแห่งนิกายเจี๋ย พลังมรรคเพิ่มพูน]

[ผานซินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง บาดเจ็บสาหัส]

….

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าตี้ไท่ไป๋ถูกจักรพรรดิสวรรค์สังหาร หัวใจพลันเต้นแรง

คนผู้นี้เป็นไส้ศึกจริงๆ!

หานเจวี๋ยตรวจสอบดูค่าความสัมพันธ์ในทันที พบว่ารูปประจำตัวของตี้ไท่ไป๋ยังคงอยู่ แต่ค่าสถานะเปลี่ยนไปแล้ว คำแนะนำตัวก็เปลี่ยนไปเช่นกัน

[จักรพรรดิเซียนวัฏจักร: ไม่ทราบตบะ เนื่องจากท่านยอมรับการสืบทอดจากเขา จึงบังเกิดความรู้สึกที่ดีต่อท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

เจ้าหมอนี่ไม่ใช่เพียงจักรพรรดิเซียนหรือ

ช่างเถิด คร้านจะสนใจเขาแล้ว อย่างไรเสียเขาก็ไม่ได้เกลียดชังข้า

หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้

จักรพรรดิสวรรค์ยังคงมีหลักการยิ่งนัก ไม่ได้เปิดโปงถึงหานเจวี๋ยแต่อย่างใด

หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นอีกว่าผานซินบาดเจ็บสาหัส

ตัวอันธพาลที่แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ก็ยังหวาดผวาคนนี้นับตั้งแต่ออกจากแม่น้ำมรรคกระบี่ไปก็มีเรื่องอยู่ตลอด

ทุกครั้งที่หานเจวี๋ยเห็นเขามีเรื่อง ก็รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก

รู้สึกแปลกประหลาดเสมือนเป็นผู้เล่นใหม่ที่แอบสอดแนมแผนที่ของผู้เล่นตัวท็อป

หลังจากนั้นหนึ่งเดือน

หานเจวี๋ยเก็บหนังสือแห่งความโชคร้าย และเรียกอู้เต้าเจี้ยนให้เข้ามา

“นายท่าน ลี่เหยาเอาชนะถูหลิงเอ๋อร์ได้แล้วเจ้าค่ะ!” อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยด้วยความตื่นเต้น

หลังจากได้รับเจดีย์บรรพชนจอมเวท ถูหลิงเอ๋อร์ก็กลายเป็นอันธพาลแห่งสำนักซ่อนเร้น เหล่าศิษย์ต่างเอาชนะนางไม่ได้

ทุกคนล้วนไม่พอใจยิ่งนัก คิดว่านางก็แค่อาศัยว่ามีของวิเศษ

ชัยชนะของลี่เหยาจึงทำให้พวกเขารู้สึกสาแก่ใจเป็นอย่างมาก

หานเจวี๋ยเดาะลิ้นกล่าวด้วยความแปลกใจ “แม่หนูนางนี้ก็เก่งกาจนัก”

อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า “ใช่แล้วเจ้าค่ะ นางใช้วิชามรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่หนึ่ง ร้ายกาจยิ่งนัก ข้าต้องพยายามสักตั้งแล้ว มีนางเป็นเป้าหมาย”

“อืม”

หานเจวี๋ยตอบรับคำหนึ่ง ทว่าไม่ได้แปลกใจมากนัก

เวลาส่วนใหญ่ถูหลิงเอ๋อร์ก็จะฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด ประสบการณ์ก็เป็นเพียงประสบการณ์ในแดนมนุษย์ ไม่เหมือนลี่เหยา เจ้าเด็กคนนี้สังหารฆ่าฟันจากแดนมนุษย์จนมาถึงแดนเซียน จากนั้นก็ต่อสู้ฆ่าฟันมาตลอดทางจนมาถึงโลกเขย่าพิภพ พรสวรรค์ด้านการต่อสู้เลิศล้ำอย่างไม่ต้องสงสัยเลย

ถูหลิงเอ๋อร์ต้องการตัวกระตุ้นอยู่พอดี ระยะนี้ค่อนข้างหลงระเริงลืมตัวอยู่บ้างจริงๆ

อู้เต้าเจี้ยนเห็นว่าหานเจวี๋ยไม่สนใจพูดคุยต่อแล้ว จึงไม่พูดจ้อต่อไปอีก

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทานกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ทั้งสองบำเพ็ญตบะต่อไป

….

แม่น้ำมรรคกระบี่

หลิวเป้ยนั่งสมาธิบำเพ็ญตบะ ราวกับรูปปะติมากรรมหินชิ้นหนึ่ง แน่นิ่งไม่ไหวติง ถึงขั้นที่ใบหน้าไม่มีอารมณ์ใดเลย

ทันใดนั้นเองเขาพลันรับรู้ถึงบางอย่างได้ จึงลืมตาขึ้น

มองเห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าของเขา ทำให้เขาตกใจจนสะดุ้งผุดลุกขึ้นมาทันที

“เอ๋ เจ้าเปลี่ยนกายเนื้อหรือ”

อีกฝ่ายเอ่ยด้วยความฉงน เป็นผานซินที่หานเจวี๋ยนึกถึงก่อนหน้านี้

หลิวเป้ยได้ยินเสียงเขาก็รีบเอ่ยทักทาย “ผู้อาวุโส ท่านกลับมาได้อย่างไร”

“เหตุใดเล่า กลับมาไม่ได้หรือ”

“ย่อมได้ขอรับ”

“ร่างต้นของเจ้าเล่า ไม่มาเยี่ยมเจ้าบ้างหรือ”

“เขากำลังบำเพ็ญอยู่ขอรับ”

“อืม เชิญเจ้าต่อเถิด ข้าจะไปหาสถานที่พักฟื้นสักแห่งด้วยตนเอง”

ผานซินหันหลังเดินไปยังมุมหนึ่งของแม่น้ำมรรคกระบี่ นั่งหันหลั่งให้หลิวเป้ย ยักไหล่ยุกยิก ไม่ทราบว่าในมือทำสิ่งใดอยู่

หลิวเป้ยค่อนข้างประหม่า การมาของผานซินจะนำพาปัญหายุ่งยากมาหรือไม่

เขาคิดแล้วคิดอีก แต่ยังคงแจ้งต่อหานเจวี๋ยอยู่ดี

หลังจากหานเจวี๋ยทราบเรื่องนี้ก็ให้เขาสงบเยือกเย็นไว้ ทำเป็นไม่เห็นผานซินเสีย

หลิวเป้ยจึงได้แต่ปล่อยไปเท่านั้น

เวลาห้าปีผ่านไป มีคนมาเยือนเพิ่มอีกคน

คนผู้นี้ก็คือหลี่เสวียนเอ้าศิษย์ลำดับที่สองของนิกายเหริน

หลี่เสวียนเอ้าเหลือบตามองผานซินครู่หนึ่ง จากนั้นมองไปที่หลิวเป้ย เอ่ยถามว่า “เจ้าก็คือเจ้าของแม่น้ำกระบี่นี่หรือ”

บทที่ 318
หลิวเป้ยมองดูหลี่เสวียนเอ้า รู้สึกว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งยิ่งนัก จึงเอ่ยอย่างระมัดระวัง “ไม่ใช่ข้า ข้าเพียงช่วยดูแลเท่านั้น”

สู้ไม่ได้ก็นอบน้อมสักหน่อยแล้วกัน ป้องกันไม่ให้ถูกสังหาร

หลี่เสวียนเอ้าถามว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าของ เรียกเขาออกมา”

หลิวเป้ยถาม “เจ้ามีธุระใดหรือ”

“ข้าต้องการแม่น้ำมรรคกระบี่ ให้เขามาเจรจาเงื่อนไขกับข้า หากเจรจาไม่ได้ ข้าจะยึดมาตรงๆ”

หลี่เสวียนเอ้าพูดจาตามอำเภอใจยิ่งนัก ไม่เห็นหลิวเป้ยอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

หลิวเป้ยมีสีหน้าหวาดหวั่น กล่าวด้วยความประหม่า “เช่นนี้ไม่ดีกระมัง นายท่านของข้าคือเทพเซียนแห่งวังสวรรค์ เจ้าทำเช่นนี้จะเป็นการล่วงเกินจักรพรรดิสวรรค์!”

หลี่เสวียนเอ้าหยามหยัน “ล่วงเกินจักรพรรดิสวรรค์? จักรพรรดิสวรรค์ก็ยังต้องยอมข้าเลย!”

หลิวเป้ยส่ายหน้ากล่าวตอบ “ข้าไม่เชื่อ หากจักรพรรดิสวรรค์ทรงอนุญาต ข้าจะตอบตกลงแทนนายท่านของข้าเอง”

“อย่างนั้นหรือ”

หลี่เสวียนเอ้ายกมือขึ้น ในมือปรากฏป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ขึ้นมา

ในไม่ช้า สุรเสียงของจักรพรรดิสวรรค์ก็แว่วออกมาจากป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ “มีเรื่องอันใด”

“ได้ยินว่านายท่านแห่งแม่น้ำมรรคกระบี่คือเทพเซียนของวังสวรรค์ ข้าต้องการแม่น้ำมรรคกระบี่ ให้ข้าได้หรือไม่” หลี่เสวียนเอ้าเอ่ยถาม สีหน้าจองหอง

เขาก็คือผู้ที่จักรพรรดิสวรรค์ให้ความสำคัญเชื้อเชิญเข้าสู่วังสวรรค์เชียวนะ!

คำตอบของจักรพรรดิเซียนคือ “ไม่ได้ เจ้าเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเถิด”

สีหน้าของหลี่เสวียนเอ้าแข็งค้าง

หลิวเป้ยถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก

ผานซินที่อยู่ไกลออกไปอดไม่ได้ที่จะหันมองมา

หลี่เสวียนเอ้าเอ่ยเสียงขรึมว่า “ไม่ใช่กล่าวไว้ว่ายินดีจัดหาทรัพยากรทุกอย่างที่พวกเราต้องการให้หรอกหรือ”

“อย่างอื่นล้วนคุยกันได้ แต่หากเกี่ยวข้องกับเทพเซียนผู้นั้นทำไม่ได้”

“เขาเก่งกาจกว่าข้าหรืออย่างไร”

“อืม”

หลี่เสวียนเอ้าเงียบเสียงลงไปแล้ว

ถึงแม้เขาจะจองหอง ทว่าไม่ได้โง่เขลา

ต่อให้เขาแข็งแกร่งมากกว่านี้เพียงใด ก็ไม่ใช่การดำรงอยู่ที่ไร้พ่ายในวังสวรรค์แน่นอน

“พรืด…ฮ่าๆ”

ผานซินพลันทนไม่ไหว หลุดขำออกมาเสียงดังลั่น

สีหน้าของหลี่เสวียนเอ้าพลันเขียวครึ้มขึ้นมาในทันที

หลิวเป้ยเป็นกังวลขึ้นมาแล้ว กลัวว่าจู่ๆ หลี่เสวียนเอ้าจะอาละวาดขึ้นมา

หลี่เสวียนเอ้าแค่นเสียงออกมาคราหนึ่ง สุดท้ายแล้วก็เลือกที่จะจากไป

ผานซินมองไปทางหลิวเป้ย เอ่ยยิ้มๆ ว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กนั่นจะมีคนหนุนหลังระดับนี้ ช่างน่าสนใจเสียจริงๆ!”

หลิวเป้ยผงกหัวนิดๆ ไม่ได้เอ่ยรับวาจา

ผานซินรู้สึกเบื่อหน่าย จึงคร้านที่จะพูดต่ออีก หันกลับไปยุ่งเรื่องของตนต่อ

ส่วนหลิวเป้ยก็บำเพ็ญตบะต่อไป

….

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยรับรู้ทุกอย่างผ่านทางหลิวเป้ย เขายิ่งไม่สบอารมณ์กับหลี่เสวียนเอ้ามากขึ้นไปอีก

ควักลูกตาสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไปแล้ว ยังคิดจะมาช่วงชิงอาณาเขตของเขาอีกหรือ

รนหาที่ตาย!

หลังจากนี้จะต้องจัดการเจ้าแน่!

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ

เขาไม่สามารถสาปแช่งหลี่เสวียนเอ้าในทันทีทันใดได้ เช่นนี้จะโจ่งแจ้งเกินไป

สิบปีผ่านไป

อู้เต้าเจี้ยนหยัดกายลุกขึ้นจากไปอย่างรู้ความ โดยที่หานเจวี๋ยไม่ต้องเอ่ยปาก

เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งหลี่เสวียนเอ้า

ผ่านไปเจ็ดวัน เขาถึงหยุดการสาปแช่ง

สูญเสียอายุขัยไปทั้งหมดห้าร้อยล้านปี!

เขาปรับสภาวะพลางตรวจดูจดหมายไปด้วย

[จี้เซียนเสินสหายของท่านสังหารบุตรแห่งฟ้าดิน ดวงชะตาเพิ่มพูน]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายเจี๋ย] x10769

[หลี่เสวียนเอ้าศัตรูคู่แค้นของท่าน เนื่องด้วยการสาปแช่งของท่าน มารในใจปั่นป่วน จิตกระบี่ผันสู่มาร]

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังแห่งวังเทพ] x8

[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านตระหนักรู้มหามรรค เรียนรู้พลังวิเศษ ได้รับดวงชะตามรรคาสวรรค์ชี้ทางเบิกปัญญา]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านเข้าใจพลังวิเศษ พลังมรรคเพิ่มพูน]

[มารสวรรค์เบิกฟ้าสหายของท่านยึดร่างสำเร็จ กลายเป็นพระพุทธองค์]

….

เมื่อเห็นว่าหลี่เสวียนเอ้าถูกสาปจนเกิดปัญหา หานเจวี๋ยก็สบายใจ

เขาสังเกตเห็นว่าจี้เซียนเสินสังหารบุตรแห่งฟ้าดินได้ พอมีดีอยู่บ้าง

ถึงอย่างไรบุตรแห่งฟ้าดินก็ไม่นับว่าเหนือความเป็นจริง บางทีอาจจะเป็นบุตรแห่งฟ้าดินจากโลกมนุษย์สามัญกระมัง

มิเสียทีที่เป็นผู้ฝ่าเคราะห์ หานเจวี๋ยตั้งตารอยิ่งนักว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงใดภายในมหาเคราะห์

‘หวังว่าเจ้าจะรอดชีวิตไปได้’

หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้

เขาก็ไม่ต้องการให้เหล่าสหายของเขาล้วนสิ้นชีพจนหมดหลังจากมหาเคราะห์ครั้งนี้สิ้นสุดลง

หานเจวี๋ยสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจต่อไป

ก่อนไปสดับมรรคต้องพยายามทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นอีกสักหน่อย!

….

เวลาผ่านไปอีกราวๆ ยี่สิบปี

ในที่สุดจักรพรรดิสวรรค์ก็ติดต่อมาหาหานเจวี๋ย ให้หานเจวี๋ยมุ่งหน้าไปที่ห้วงอวกาศอันเป็นที่ตั้งของโลกเขย่าพิภพ เขาจะไปรับหานเจวี๋ยที่นั่น

หานเจวี๋ยเรียกศิษย์ทั้งหลายมารวมตัวกัน บอกกล่าวเรื่องที่ตนจะออกไปสดับมรรค

“จึ๊ๆ สดับมรรคนอกชั้นฟ้าที่สามสิบสาม ท่านเจ้าสำนัก นี่ก็เป็นโชควาสนาอันยิ่งใหญ่ ก่อนหน้านี้ยามที่ข้าอยู่ในวังปีศาจ ล้วนไม่มีคุณสมบัติที่จะได้รับโอกาสเช่นนี้เลย” จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยด้วยความริษยา

ต้วนหงเฉินเองก็เผยสีหน้าอิจฉาออกมาเช่นกัน ถึงแม้เขาจะเคยหลับใหลไประยะหนึ่ง แต่ในยุคสมัยของเขา ผู้ที่สามารถไปเยือนชั้นฟ้าที่สามสิบสามได้ล้วนเป็นผู้อาวุโสที่ทรงพลังทั้งสิ้น

ศิษย์ที่เหลือกลับอยากรู้ยิ่งนักว่านอกชั้นฟ้าที่สามสิบสามมีสภาพแวดล้อมเช่นใด

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “หลังจากกลับมาจะเล่าให้พวกเจ้าฟัง ข้าไปก่อนแล้ว”

เมื่อเอ่ยจบ เขาก็ออกจากยมโลกทันที

เหล่าศิษย์ต่างล้อมวงอยู่รอบกายจอมปีศาจคุกรัตติกาล ฟังเขาเล่าขานตำนานแห่งชั้นฟ้าที่สามสิบสาม

หานเจวี๋ยทิ้งหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ไว้ในถ้ำเทวาฟ้าประทาน เพื่อเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในเกาะสำนักซ่อนเร้น

ผ่านไปนาน

หานเจวี๋ยเร่งเดินทางมาตลอด ในที่สุดก็มาถึงห้วงอวกาศอันเป็นที่ตั้งของโลกเขย่าพิภพ

คอยอยู่ไม่นานนัก จักรพรรดิสวรรค์ก็ปรากฏกายขึ้น

ข้างกายจักรพรรดิสวรรค์ยังมีคนอยู่สองคน นั่นก็คือยอดแม่ทัพเทพและหลงจวิน

ยอดแม่ทัพเทพเลิศล้ำน่าเกรงขามเช่นเดียวกับในจินตนาการของหานเจวี๋ย

หลงจวินเองก็องอาจเช่นกัน รูปโฉมของเขาคล้ายคลึงกับหลงซั่นและหลงเฮ่าอย่างยิ่ง ทว่าสุขุมหนักแน่นมากกว่า

ทั้งสามคนเพิ่งเคยพบหน้ากันเป็นครั้งแรก จักรพรรดิสวรรค์จึงเอ่ยแนะนำเล็กน้อย แล้วกวาดม้วนคนทั้งสามเข้าสู่แขนเสื้อ

พวกเขาเข้าสู่มิติพิศวงและตระการตาแห่งหนึ่ง ถูกจักรพรรดิสวรรค์ห่อหุ้มด้วยพลังเวท ทุกอย่างที่อยู่รอบกายเคลื่อนถอยหลังไปอย่างรวดเร็ว ราวกับข้ามผ่านอุโมงค์กาลเวลา

ยอดแม่ทัพเทพจ้องมองหานเจวี๋ย ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะยอมออกมา เรื่องราวของเจ้า ข้าได้ยินมามากนัก”

หลงจวินเองก็สนใจใคร่รู้เช่นกัน

เขาคือรัชทายาทแห่งวังสวรรค์ ย่อมได้รับความไว้วางใจจากจักรพรรดิสวรรค์ และเคยได้ยินเรื่องของหานเจวี๋ยจากจักรพรรดิสวรรค์มาบ้าง

หานเจวี๋ยแสร้งกระแอมไอคราหนึ่ง เอ่ยว่า “หลักๆ คือข้ากลัวตาย ครั้งนี้จำเป็นต้องไว้หน้าจักรพรรดิสวรรค์น่ะ”

จักรพรรดิสวรรค์แค่นเสียงเอ่ย “เจ้าเด็กคนนี้ก็ยังปฏิเสธเรา หากมิใช่เพราะเราบังคับเขามา ตอนนี้พวกเจ้าคงไม่ได้พบเขา”

หานเจวี๋ยรู้สึกกระดากอาย

ยอดแม่ทัพเทพและหลงจวินต่างยิ้มไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

เจ้าหมอนี่ก็ช่างพิลึกคนจริงๆ!

การเดินทางหลังจากนั้น หานเจวี๋ยไม่พูดอะไรเลย เขารู้สึกประหม่ายิ่งนัก ด้วยเกรงว่าจะมีผู้ทรงพลังจู่โจมอย่างกะทันหัน

ยอดแม่ทัพเทพและหลงจวินรวมถึงจักพรรดิสวรรค์กลับพูดคุยกันอย่างสำราญ

หานเจวี๋ยกระวนกระวายอยู่กับตัวเอง รู้สึกเหมือนนั่งรถประจำทาง มองผู้โดยสารคนอื่นพูดคุยกับคนขับไปตลอดทาง

“เจ้ากำลังกลัวสิ่งใดกัน ถึงได้มีท่าทางตึงเครียดเพียงนี้!” จักรพรรดิสวรรค์เหลือบมองหานเจวี๋ยคราหนึ่ง แค่นเสียงเอ่ย

เขารับรู้ได้ถึงความไม่ไว้วางใจ

เราพาเจ้าไปด้วยตนเอง เจ้าก็ยังกลัวว่าจะถูกโจมตีอีกหรือ

ในใจของเจ้า เรามีอำนาจเพียงใดกันแน่

หานเจวี๋ยกล่าวตอบว่า “ตื่นตัวไว้บ้าง ไม่นับว่าผิด ไม่กลัวเรื่องที่แน่นอน ที่กลัวคือเรื่องไม่คาดฝัน”

หลงจวินส่ายหน้าหลุดขำออกมา

ยอดแม่ทัพเทพพยักหน้าอย่างชื่นชมยิ่งนัก

จักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่ได้เอ่ยวาจามากความอีก

เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม พวกเขามาถึงเหนือขอบฟ้าทะยานสู่ด้านบน

พวกเขาทะลุผ่านหมู่เมฆหลายต่อหลายชั้น หานเจวี๋ยเงยหน้าขึ้นมอง ความสูงของฟากฟ้าดุจไร้ซึ่งขอบเขต

‘ฟากฟ้าของแดนเซียนสูงเพียงใดกันแน่’

หานเจวี๋ยนึกสงสัยอยู่ในใจ

เพียงไม่นาน หานเจวี๋ยสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันไร้ลักษณ์ได้เมื่อทะลุผ่านชั้นหนึ่งไป นภาพลันยืดสูง ไม่เป็นสีฟ้าครามเช่นนั้นอีกต่อไป

ยิ่งทะลุผ่านฟากฟ้าไปเท่าไร หานเจวี๋ยก็ยิ่งสัมผัสถึงแรงกดดัน

เวลานี้ เขามีความรู้สึกเหมือนยามที่มุ่งหน้าฝ่าแม่น้ำมรรคกระบี่ ยิ่งเคลื่อนไปด้านหน้าเท่าไร แรงกดดันก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

หลังจากผ่านแรงกดมาสิบแปดชั้น ขอบฟ้าก็เปลี่ยนเป็นมืดสลัว อัสนีวูบไหวร้องคำรณ หานเจวี๋ยมองเห็นมังกรอัสนี หลายตัวพลิกม้วนอยู่ในหมู่เมฆ ตระการตาอย่างยิ่ง

บทที่ 319
ตลอดการเดินทางขึ้นมา โดยไม่ทันได้รู้เนื้อรู้ตัว หานเจวี๋ยก็มาถึงชั้นฟ้าที่ยี่สิบเจ็ดแล้ว

ชั้นฟ้าที่ยี่สิบเจ็ด สายพิรุณพร่างพรม สิ่งที่โปรยปรายลงมาคือฝนกร่อนเวทที่สามารถกัดกร่อนพลังเวทได้ ต่อให้เป็นจักรพรรดิสวรรค์ ก็ไม่สามารถต้านทานได้นาน

ยามที่หานเจวี๋ยได้ฟังจักรพรรดิสวรรค์อธิบายนั้น ก็อดไม่ได้ที่ตระหนกตกใจขึ้นมา

แค่ชั้นฟ้าที่ยี่สิบเจ็ดก็น่ากลัวถึงเพียงนี้แล้ว แล้วสภาพแวดล้อมของชั้นฟ้าที่สามสิบสามจะเป็นอย่างไรกัน

ขณะเดียวกันนั้น เขาก็บังเกิดความคิดอย่างหนึ่งขึ้นมา

หากบำเพ็ญอยู่ที่นี่ คงไม่มีผู้ใดมารบกวนกระมัง!

มิน่าเล่าผู้ทรงพลังเหล่านั้นถึงได้ซ่อนตัวอยู่นอกชั้นฟ้า

‘รอกระทั่งข้าสำเร็จเป็นต้าหลัว ข้าก็จะย้ายมาอยู่ที่นี่ หลีกให้ห่างจากการแย่งชิงของปวงสวรรค์’

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ ในดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งหวัง

เพียงไม่นาน พวกเขาก็ทะลุผ่านมาถึงชั้นที่สามสิบแล้ว มาถึงตรงนี้ หานเจวี๋ยก็สัมผัสได้ถึงพลังแห่งมรรคาสวรรค์ แรงกดดันมหาศาล ทำให้เขาอกสั่นขวัญแขวน

เมื่อทอดสายตามองออกไปก็มองไม่เห็นสิ่งใดเลย คล้ายกับห้วงอวกาศ ทว่าในความว่างเปล่ามีอำนาจบีบคั้นกดดันอันแปลกประหลาดอย่างยิ่งแผ่เข้าแทรกซึม ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก

ชั้นฟ้าที่สามสิบเอ็ด!

ขอบฟ้าดั่งยามอัสดง ไร้ซึ่งดวงตะวัน งดงามดุจภาพวาด ส่วนแรงกดดันนั้นก็หายไปแล้ว

ชั้นฟ้าที่สามสิบสอง!

หานเจวี๋ยไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้ เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง เสียงของจักรพรรดิสวรรค์แว่วอยู่ข้างหู “ถึงนอกชั้นฟ้าที่สามสิบสามแล้ว”

ถึงแล้วหรือ

หานเจวี๋ยฉงน เขายังไม่หันได้เห็นสภาพแวดล้อมของชั้นฟ้าที่สามสิบสองเลย

เขาเพ่งสายตามองออกไป ชั้นฟ้าที่สามสิบสามไม่มีสิ่งใดอยู่เลย มีเพียงเมฆหมอกไหลเลื่อนเอื่อยริน แสงสลัวเลือนราง พอมองเห็นได้บ้าง

อยู่ที่นี่ หานเจวี๋ยสัมผัสถึงพลังวิญญาณไม่ได้เลยสักนิด

เขาขมวดคิ้ว

ที่นี่ฝึกบำเพ็ญอย่างไรกัน

หรือจะฝึกบำเพ็ญมหามรรคโดยเฉพาะ?

หานเจวี๋ยใช้จิตสัมผัส ทว่าไม่สามารถสัมผัสรับรู้สิ่งใดได้เลย

จักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้มุ่งขึ้นด้านบนอีกต่อไปแล้ว ทว่ากลับเหาะไปยังทิศทางหนึ่ง

ผ่านไปไม่นานเท่าไรนัก หานเจวี๋ยก็มองเห็นพระราชวังหลังหนึ่ง

วังหนี่ว์วา!

หานเจวี๋ยลอบตระหนก ไท่ซู่เทียนแห่งวังหนี่ว์วามีความสนใจในตัวเขา ในครานั้นเคยโยนหินซ่อมฟ้าลงมา วางแผนส่งหินซ่อมฟ้าให้ไปถึงมือหานเจวี๋ย เจตนานี้น่ากลัวเกินไป แม้ว่าอีกฝ่ายอาจจะไม่มีเจตนาร้าย แต่เขาก็จำเป็นต้องระวังไว้

“วังหนี่ว์วาเคยปรากฏอริยบุคคล ประวัติศาสตร์ยาวนาน รากฐานมั่นคง” จักรพรรดิสวรรค์อธิบายคร่าวๆ เพียงประโยคหนึ่ง

เห็นได้ชัดว่ายอดแม่ทัพเทพและหลงจวินก็เพิ่งเคยมาที่นี่เป็นครั้งแรก สายตาที่มองวังหนี่ว์วานั้นเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

วังหนี่ว์วาใหญ่โตมาก เพียงบานประตูก็สูงนับพันจั้งแล้ว ยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ได้ยินเสียงน้ำไหลแว่วอยู่รางๆ

เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านพ้นไป หานเจวี๋ยมองเห็นพระราชวังอีกหลังหนึ่ง ตำหนักเลิศพิสุทธิ์

เมื่อเทียบกับวังหนี่ว์วา ตำหนักเลิศพิสุทธิ์มีขนาดไม่เล็กเลย มีกลิ่นไม้จันทน์อ่อนจางหอมอบอวล

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าความเร็วในการเคลื่อนที่ของจักรพรรดิสวรรค์ไม่เร็วนัก คล้ายกับว่าตั้งใจพาพวกเขาเที่ยวชม

ดูเหมือนจักรพรรดิสวรรค์จะมีข้อห้ามจำเพาะกับตำหนักเลิศพิสุทธิ์ จึงไม่ได้อธิบายมากนัก

ผ่านไปครึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยก็มองเห็นพระราชวังไม่ต่ำกว่าสิบหลังแล้ว

จู่ๆ เขาก็พลันรู้สึกว่าตนช่างเล็กจ้อยนัก

กล่าวอีกอย่างคือ ทั่วทั้งแดนเซียนต่างเล็กจ้อยยิ่ง

ขนาดสี่กลุ่มอิทธิพลใหญ่ที่เอาแต่ต่อสู้กันอยู่ตลอด กลืนกินปวงสวรรค์หมื่นโลกา แต่พอมาถึงที่นี่ แต่ละคนกลับไม่กล้าพูดเสียงดังเลย

ในที่สุด หานเจวี๋ยก็มองเห็นตำหนักเอกอนันต์แล้ว

ที่หน้าตำหนักมีเงาร่างหลายร้อยเงารวมตัวกันอยู่ ผู้คนมากหน้าหลายตาทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกอันตรายยิ่งนัก

จักรพรรดิสวรรค์พาหานเจวี๋ยร่อนลงบนแท่นหน้าตำหนัก เขากล่าวคำพูดทิ้งไว้ประโยคหนึ่งแล้วเดินเข้าไป “พวกเจ้ายืนคอยเราอยู่ที่นี่ก่อน”

ชั่วพริบตานั้นเอง กระแสจิตมากมายพลันโฉบผ่านร่างของหานเจวี๋ยไป

ก่อนหน้าที่หานเจวี๋ยจะมา เขาก็ได้กดตบะไว้ในระดับจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏ อย่างไรเสียหากมีตบะต่ำเกินไปจะแปลกแยกอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏมาอยู่ที่นี่ ก็ไม่นับว่าต่ำต้อยที่สุด หานเจวี๋ยมองเห็นแม้กระทั่งเซียนทองไท่อี่ด้วยซ้ำ

‘หวังว่าจะไม่มีผู้ใดโผล่ออกมาสร้างปัญหาให้ข้าหรอกนะ’ หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ เขาถึงขั้นที่ไม่กล้ามองผู้ทรงพลังเหล่านั้นเลย

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจต้องอยู่ที่นี่แน่นอน ตนเองตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ดึงดูดความสนใจของพวกเขาเด็ดขาด

“เจ้ามาแล้ว”

เสียงหนึ่งแว่วเข้าสู่โสตประสาทของหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยหันไปมอง เป็นชายหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งที่กำลังจ้องมองเขาอยู่

กลิ่นอายแห่งมรรคนี้…

คุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล เต้าจื้อจุน!

หานเจวี๋ยจดจำกลิ่นอายของเต้าจื้อจุนได้ เขาพยักหน้าให้เต้าจื้อจุนเล็กน้อย ไม่คิดเอ่ยวาจา

‘อย่าเดินเข้ามาเด็ดขาด อย่าแนะนำข้าต่อผู้อื่น!’

หานเจวี๋ยลนลานอยู่ในใจจนถึงขีดสุด

เต้าจื้อจุนมีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล เป็นยอดบุตรแห่งสวรรค์ ถึงขั้นที่เหนือกว่าหลงเฮ่าเสียด้วยซ้ำ หากมีความข้องเกี่ยวกับเขา หานเจวี๋ยจะต้องถูกเพ่งเล็งอย่างแน่นอน

เต้าจื้อจุนอุปนิสัยเย็นชา เมื่อเห็นว่าหานเจวี๋ยไม่มีทีท่าจะพูดคุย จึงคร้านที่จะถ่ายทอดเสียงหาเขาอีก

หลงจวินเอ่ยขึ้นยิ้มๆ ว่า “มาถึงที่นี่แล้ว จะต้องปลอดภัยแน่ อย่าได้วิตกไปเลย”

หานเจวี๋ยฟังแล้วก็คิดว่าจริง

ต่อหน้าผู้ทรงพลัง ยังมีผู้ที่กล้าสร้างเรื่องได้อีกหรือ

ยิ่งเขาวิตกมากเท่าไร ก็ยิ่งดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด

หานเจวี๋ยผ่อนคลายลงในทันที สีหน้าสงบราบเรียบ ทว่าในใจยังคงตึงเครียด

จักรพรรดิสวรรค์เป็นประมุขแห่งวังสวรรค์ ย่อมมีกลุ่มผู้ทรงพลังหลั่งไหลเข้ามาหา หานเจวี๋ยได้ยินบทสนทนาของพวกเขา สิ่งที่พูดคุยกันนั้นล้วนเป็นสถานการณ์ของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต

มีคนผู้หนึ่งตีสนิทชิดวงในกับจักรพรรดิสวรรค์ คาดว่าจะเป็นจักรพรรดิปีศาจ กลิ่นอายแห่งจักรพรรดิบนร่างของเขาก็เข้มข้นเกินไปแล้วจริงๆ

“ศิษย์น้อง นี่ก็คือผู้เยาว์ผู้นั้นที่ข้าถูกชะตา”

เสียงของหลี่เต้าคงแว่วเข้ามา เห็นเพียงเขาเดินเข้ามาหาหานเจวี๋ยพร้อมกับหลี่เสวียนเอ้า

หานเจวี๋ยหัวใจเต้นแรง

แย่แล้ว!

หลี่เสวียนเอ้าหยุดลงตรงหน้าพวกหานเจวี๋ยทั้งสามคน พินิจดูหานเจวี๋ย ก่อนแค่นเสียงเอ่ยว่า “มองไม่ออกเลยว่ามีดีอะไร”

“มองไม่ออกก็ถูกแล้ว แสดงว่าแม้แต่เจ้าก็ยังมองระดับฝีมือไม่ออก”

คำตอบของหลี่เต้าคงทำเอาหานเจวี๋ยหมดคำพูดยิ่งนัก

พี่ชาย ท่านคงไม่ได้ล้มป่วยหนักอันใดกระมัง

จะต้องลากความเกลียดชังเคียดแค้นมาหาข้าด้วยอย่างนั้นหรือ

หลี่เสวียนเอ้าแค่นเสียงเย็น สะบัดแขนเสื้อจากไปทันที

หลี่เต้าคงขยิบตาให้หานเจวี๋ย เอ่ยว่า “หากคิดได้แล้ว มาหาข้าได้ทุกเมื่อ”

หานเจวี๋ยได้แต่พยักหน้ารับตามมารยาท

หลังจากสองศิษย์พี่น้องจากไปไกล ยอดแม่ทัพเทพจึงเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “เจ้ารู้จักพวกเขาหรือ”

หานเจวี๋ยกล่าวตอบ “ไม่นับว่ารู้จัก ผู้อาวุโสหลี่ก็เป็นผู้ทรงพลัง หาใช่ผู้ที่ชนรุ่นหลังอย่างข้าจะสามารถอาจเอื้อมได้”

ยอดแม่ทัพเทพแย้มยิ้ม ไม่ได้ไล่ถามต่อ

หลงจวินกวาดมองไปทั่วบริเวณ ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใด

ช่วงเวลาแห่งการรอคอยด้วยความประหม่าของหานเจวี๋ยผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด ประตูใหญ่ของตำหนักเอกอนันต์ก็เปิดออกเสียงดังครืน มีเสียงระฆังแว่วกังวานขึ้น

“ทุกท่าน เชิญเข้าสู่ตำหนักเถิด”

น้ำเสียงกึกก้องทรงพลังสายหนึ่งแว่วขึ้นข้างหูหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยหันหน้าไปมอง พบว่าเหล่าผู้ทรงพลังที่อยู่หน้าประตูใหญ่ต่างเข้าตำหนักไปก่อนแล้ว ด้านในประตูมีแสงเจิดจ้าพร่าตา มองไม่เห็นสถานการณ์โดยรวมของด้านใน

หานเจวี๋ยพึมพำขึ้น “จักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้เป็นผู้พาพวกเราเข้าไปหรือ”

หลงจวินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไร พวกเราก็ไม่อาจนั่งข้างกายเสด็จพ่อได้อยู่แล้ว พวกเราก็แค่ตามหลังคนส่วนใหญ่ไปก็พอ”

เมื่อกล่าวจบ เขาก็สาวเท้าก้าวไปด้านหน้า

หานเจวี๋ยและยอดแม่ทัพเทพรีบตามหลังไป

เดินไปได้ไม่กี่ก้าว มีเงาร่างสายหนึ่งไล่ตามมาจากด้านหลัง ชนกระทบถูกหานเจวี๋ยเล็กน้อย

หานเจวี๋ยเหลือบมองเขาคราหนึ่ง อีกฝ่ายก็เหลือบมองเขาคราหนึ่งเช่นกัน

อีกฝ่ายพยักหน้าให้เล็กน้อย ก่อนเร่งฝีเท้าก้าวนำไป

[ซวีหวงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 2 ดาว]

หานเจวี๋ยมองอักขระแถวหนึ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ในสมองเกิดเป็นเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่

‘มารดาเจ้าสิ! เจ้าชนข้า เจ้ายังมาเกลียดข้าอีกหรือ’

ข้าจะต้องรู้ประวัติความเป็นมาของเจ้าให้ได้ เหตุใดจึงโอหังได้เช่นนี้!

หานเจวี๋ยก้าวเดินไปพลางเรียกดูค่าความสัมพันธ์ ในไม่ช้าก็หารูปประจำตัวของซวีหวงพบ

[ซวีหวง: จักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ บุตรแห่งจักรพรรดิปีศาจ บากบั่นบำเพ็ญเพียรมาห้าล้านปี มรรคจิตมั่นคง พร้อมบรรลุระดับเทพได้ตลอดเวลา เนื่องด้วยท่านเหลือบมองเขาคราหนึ่ง จึงเกิดความไม่พอใจในตัวท่าน คิดว่ามดปลวกอย่างท่านบังอาจเหลือบมองเขาได้อย่างไร ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 2 ดาว]

บทที่ 320
บุตรแห่งจักรพรรดิปีศาจหรือ?

อ้อ!

อย่างไรเสียหานเจวี๋ยก็เคยล่วงเกินพ่อของเขาไปแล้ว ล่วงเกินเขาอีกคนก็คงไม่มีผลกระทบอะไรมากนัก

ความจริงก็ยังพอรับได้ ก็แค่ความเกลียดชังระดับสองดาวเท่านั้น คอยดูกันต่อไป

หากว่าหลังจากนี้เจ้าหมอนี่ยังกล้าเพิ่มระดับความเกลียดชังขึ้นอีก เช่นนั้นก็ต้องขออภัยแล้ว

ถึงแม้ข้าจะเป็นคนเรียบง่าย แต่จิตใจโหดเหี้ยมยิ่งนัก!

หานเจวี๋ยไม่ได้คิดมากอีกต่อไป เดินหน้าต่อ

พวกเขาทั้งสามคนนับว่าเป็นกลุ่มรั้งท้าย ดังนั้นจึงไม่ได้รีบร้อน

เมื่อหานเจวี๋ยก้าวผ่านประตูใหญ่ของตำหนักเอกอนันต์ แสงเจิดจ้าก็สาดคลุมบนร่างกายของเขา เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่ไม่อาจสกัดกั้นที่เข้าห่อหุ้มร่างของตนไว้ สองเท้าเขายกขึ้นเหนือพื้น ราวกับลอยอยู่อย่างไรอย่างนั้น

ผ่านไปหลายอึดใจ หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าตนเองร่อนลงสู่พื้นแล้ว

เขาลืมตาขึ้น สิ่งที่ปรากฏต่อสายตาคือเงาร่างที่เรียงรายกัน

เขากวาดสายตามอง ด้านหน้ามีเงาคนอยู่สิบแถว ด้านหลังยังมีอีกเจ็ดแปดแถว ด้านหลังของแต่ละคนล้วนมีเบาะรองนั่งวางไว้อยู่

หานเจวี๋ยพบว่ายอดแม่ทัพเทพและหลงจวินอยู่ด้านหลังถัดจากเขาไปสองแถว

ทั้งสองคนก็สังเกตเห็นหานเจวี๋ยเช่นเดียวกัน ใบหน้าของพวกเขาฉายแววตกตะลึง

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นสีหน้าของพวกเขา อดที่จะสงสัยไม่ได้

หรือว่าตำแหน่งนี้จะมีความสำคัญยิ่งนัก

เขาทอดสายตามองต่อไป พบว่าจักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้อยู่ในแถวแรก แต่เป็นแถวที่สอง

เงาร่างที่อยู่ในแถวแรกเหล่านั้นแผ่แสงสว่างเรืองรอง ทำให้คนยากจะมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้

คนอื่นๆ เองก็เหลียวซ้ายแลขวาเช่นกัน บางคนดูตกตะลึง บางคนดูผิดหวัง บางคนดูไม่อยากจะเชื่อ

แต่ละคนต่างไม่ได้เปล่งเสียงออกมา ภายใต้ความเงียบสงบนั้น ทุกคนมีท่าทางที่แตกต่างกันไป หานเจวี๋ยรู้สึกขบขันอย่างน่าประหลาด

เขาไม่กล้าหัวเราะออกมา ได้แต่นั่งลงเสีย

“หืม เบาะนี้ไม่ธรรมดา!”

หานเจวี๋ยตกตะลึงเมื่อพบว่าเบาะที่อยู่ใต้ร่างระดับสูงกว่าเบาะที่เขาใช้ถ้ำเทวาฟ้าประทานเสียอีก ไอเซียนหลั่งไหลเข้าสู่ร่างเขาด้วยตัวเองอย่างไม่ขาดสาย ปริมาณกำลังพอเหมาะพอดี ทำให้เขารู้สึกสบายยิ่งนัก

ห้องโถงใหญ่โตอย่างยิ่ง รองรับคนได้หลายร้อยคน แต่ละคนมีระยะห่างกันหลายจั้ง ดูกว้างขวางยิ่งนัก

เหนือศีรษะขึ้นไปมีแสงสว่างเจิดจ้า มองไม่เห็นเพดานสวรรค์ แสงสว่างทาบทอลงมา อบอุ่นอย่างยิ่ง

และในเวลานี้เอง แรงกดดันมหาศาลอันน่าพรั่นพรึงกดทับลงมาบนตัวทุกคนที่นั่งอยู่

ที่ด้านหน้าสุด มีเงาร่างผู้อาวุโสสายหนึ่งที่ไม่รู้ว่าปรากฏตัวขึ้นตั้งแต่เมื่อใด กำลังหันหน้าเผชิญทุกคน

เขาสวมชุสีเทา ผมสีขาวโพลนใบหน้าเยาว์วัย ดวงตาปิดสนิท ดูคล้ายมีประสบการณ์โชกโชนและมองเห็นแดนมนุษย์อย่างทะลุปรุโปร่ง มีความน่าเกรงขามอันยากจะบรรยายได้

“น้อมคารวะปรมาจารย์ลัญจกรสรวง!”

เหล่าเจ้าพ่อในแถวที่สองต่างขานเป็นเสียงเดียวกัน เหล่าผู้คนที่อยู่ในแถวหลังต่างรีบทำความเคารพ หานเจวี๋ยตอบสนองอย่างว่องไว ทำความเคารพตาม

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง?

หานเจวี๋ยแอบรู้สึกว่ายอดเยี่ยมนัก

เขารีบใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบทุกคนในสถานที่แห่งนี้ทันที เพื่อคัดลอกข้อมูล

หลังจากยกระดับระบบ ไม่เพียงแต่สามารถคัดลอกข้อมูลของศัตรูโดยใช้อาณาเขตเต๋าเป็นศูนย์กลางได้เท่านั้น แต่ยังสามารถคัดลอกข้อมูลผู้คนโดยมีตนเองเป็นจุดศูนย์กลางได้ด้วย

[ปรมาจารย์ลัญจกรสรวง: ไม่ทราบตบะ นักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น]

[จักรพรรดิตัดโลกีย์: ไม่ทราบตบะ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต]

[เจ้าแห่งวังเทพ: ไม่ทราบตบะ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต]

[จักรพรรดิปีศาจ: ไม่ทราบตบะ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต]

….

ส่วนใหญ่ล้วนไม่ทราบตบะทั้งสิ้น

หานเจวี๋ยอดที่จะตื่นเต้นไม่ได้ วันหน้าไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเป้าหมายในการต่อสู้แล้ว

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า “ข้ารู้แจ้งสำเร็จมรรคผ่านเคราะห์ไร้ขอบเขตมาเก้าหนแล้ว ทุกครั้งที่มหาเคราะห์มาเยือน ข้าล้วนจะแสดงธรรมที่นี่ อำนวยพรแก่สรรพสิ่ง พวกเจ้าจะตระหนักรู้ได้มากน้อยเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจของพวกเจ้าแต่ละคน”

“มหามรรคที่ข้าจะแสดงธรรรมในครั้งนี้คือกรรม ข้าได้ยินมาว่าในปวงสวรรค์มีเจ้าแดนต้องห้ามอันธการคอยสาปแช่งควบคุมมหาเคราะห์อยู่ เดิมการสาปแช่งก็เป็นมรรคแห่งกรรมเช่นกัน”

เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ?

หานเจวี๋ยพูดไม่ออก ไม่คิดว่าอยู่ที่นี่ก็ยังได้ยินชื่ออีกตัวตนหนึ่งของเขา

เมื่อเอ่ยถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ จักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์รวมถึงผู้คนอีกมากมายต่างเผยสีหน้าไม่สบอารมณ์ออกมา และมีคนบางส่วนที่เผยสีหน้าเคารพยำเกรง

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเอ่ยต่อว่า “เวรกรรม สิ่งใดคือเหตุแห่งกรรม สรรพสิ่งเชื่อมโยงเป็นเหตุแห่งกรรม สิ้นสุดการเชื่อมโยงคือผลแห่งกรรม มรรคกรรมอยู่นอกเหนือมรรคแห่งมรรคาสวรรค์ ลับลวงเลื่อนลอย ยากจะสืบค้นต้นตอ”

“เล่าขานกันว่า ก่อนเทพบรรพกาลจะเบิกฟ้าแยกปฐพี สามพันมหามรรคต่างมีจิตวิญญาณ จิตวิญญาณแห่งกรรมถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้อันวุ่นวายของสามพันมหามรรค”

หานเจวี๋ยฟังๆ ไปก็ค่อยๆ ตกอยู่ในภวังค์

น้ำเสียงของปรมาจารย์ลัญจกรสรวงมีเสน่ห์ดึงดูดบางอย่าง ทำให้จิตสำนึกของหานเจวี๋ยเข้าสู่สภาวะตระหนักมรรคอย่างรวดเร็ว

สภาวะนี้ช่างน่าพิศวงอย่างยิ่ง หานเจวี๋ยเริ่มโคจรมหามรรควัฏจักรอนธการอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้ ความเร็วในการดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรของกายดาราอันธการก็เพิ่มระดับมากขึ้น

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงคล้ายจะจับสัมผัสสิ่งใดได้ สายตาตกอยู่บนร่างของหานเจวี๋ย เพียงแต่สายตานี้ก็เป็นการชำเลืองผ่านแวบเดียวเท่านั้น

วาจาในตอนท้ายของปรมาจารย์ลัญจกรสรวง หานเจวี๋ยได้ยินไม่ชัดแล้ว เขารู้แจ้งในทันใด ความคิดและความเข้าใจมากมายนับไม่ถ้วนผุดขึ้นในสมองของเขา

สถานการณ์นี้คล้ายคลึงกับตอนที่หานเจวี๋ยหลอมรวมชิ้นส่วนมหามรรคก่อนหน้านี้

ตระหนักรู้มหามรรค!

หานเจวี๋ยไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าตบะของตนเริ่มพุ่งทะยานขึ้นมา

เบาะรองใต้ร่างของเขาก็ถ่ายทอดไอเซียนให้เขาไม่หยุด เขาต้องการเท่าไร เบาะรองนั่งก็ถ่ายทอดให้เท่านั้น

มิใช่เพียงหานเจวี๋ย คนอื่นๆ ที่อยู่ในห้องโถงก็เข้าสู่สภาวะตระหนักรู้เช่นกัน รวมถึงผู้ทรงพลังอย่างพวกจักรพรรดิสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจ

เวลาผ่านไปไม่ถึงปี มีเซียนทองไท่อี่บางรายทะลวงถึงระดับจักรพรรดิแล้ว

เวลาผ่านไปดุจโบยบิน

ผ่านไปปีแล้วปีเล่า

หานเจวี๋ยไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่าเวลาผ่านไปรวดเร็วยิ่งนัก

ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใดแล้ว

กระทั่งปรมาจารย์ลัญจกรสรวงสิ้นสุดการแสดงธรรม หานเจวี๋ยถึงพลันได้สติกลับมา

ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้น คนแทบทั้งหมดล้วนมีท่าทางราวกับตื่นจากความฝัน

จิตสำนึกของหานเจวี๋ยฟื้นคืนมา

เขาประหลาดใจอย่างยิ่งเมื่อพบว่าตบะของตนทะลวงถึงระดับจักรพรรดิเซียนหกวัฏแล้ว!

เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ

หานเจวี๋ยจอค่าสถานะออกมาตรวจสอบ

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 3,951 / 1,025,999,999,999,999]

[เผ่าพันธุ์: มนุษย์เซียน (กายดาราอนธการ)]

[ตบะ: จักรพรรดิเซียนวัฏจักรหกวัฏ]

….

คำนวณจากอายุขัยแล้ว การแสดงธรรมครั้งนี้ก็กินเวลาไปถึงสี่สิบเก้าปี!

อายุขัยของเขาเพิ่มขึ้นเป็นหลักพันล้านล้านปี!

หานเจวี๋ยบังเกิดความรู้สึกดีต่อปรมาจารย์ลัญจกรสรวง!

ความรู้สึกดีที่มีต่อจักรพรรดิสวรรค์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก!

เวลานี้หานเจวี๋ยถึงคิดได้ว่าถ้อยคำที่จักรพรรดิสวรรค์กล่าวไว้ในตอนแรกไม่ได้ผิดไปเลย หากไม่ได้มาในครั้งนี้ นั่นถึงจะน่าเสียดายจริงๆ!

ไม่ใช่เพียงเท่านี้ หานเจวี๋ยยังสัมผัสได้อีกว่าภายในร่างกายของตนมีพลังอย่างหนึ่งเพิ่มขึ้นมา

พลังมหามรรค!

มหามรรคแห่งกรรม!

ในโลกอันธการ มหามรรคแห่งกรรมแผ่ขยาย มหามรรคเวียนว่ายตายเกิดไม่กล้าเข้าใกล้

ความรู้สึกเช่นนี้น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก

มหามรรคแห่งกรรมก็เป็นเช่นเดียวกับบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร แม้จะมีอยู่ ทว่าหานเจวี๋ยไม่อาจควบคุมได้

“ระยะเวลาสี่สิบเก้าปี มีสหายเต๋ารู้แจ้งในมหามรรคแห่งกรรมเจ็ดร้อยสามสิบสองคน มีสหายเต๋าที่เชี่ยวชาญมหามรรคแห่งกรรมสิบเก้าคน”

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเอ่ยปากกล่าว หานเจวี๋ยได้ฟังวาจานี้แล้วรู้สึกตกใจ

คนทั้งหมดมีอยู่ไม่ถึงพัน กลับมีผู้รู้แจ้งในมหามรรคแห่งกรรมกว่าเจ็ดร้อยคนเชียวหรือ

หานเจวี๋ยแทบจะกระอักเลือดออกมาแล้ว หลงนึกว่าตนเป็นอัจฉริยะมากพรสวรรค์ กายดาราอนธการเป็นหนึ่งมิมีสองเสียอีก

ที่เกินเรื่องไปกว่านั้นคือยังมีผู้ทรงพลังที่แตกฉานในมหามรรคแห่งกรรมอีกสิบเก้าคนด้วย!!

เช่นนี้ผู้ใดจะทนรับไหวเล่า!

‘โชคดีที่มา หากไม่มา มหามรรคแห่งกรรมและตัวข้าคงไร้วาสนาต่อกัน’

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ

ปรมาจารย์ลัญจกรสรวงเอ่ยต่อว่า “หลังจากนี้สิบปี หากพวกเจ้ามีคำถามก็สามารถถามได้ แถวแรกสามารถถามได้สามข้อ แถวที่สองถามได้สองข้อ ส่วนทุกท่านที่อยู่ด้านหลังสามารถถามได้เพียงข้อเดียว เรียงกันไปตามลำดับ”

ยังสามารถถามได้ด้วยหรือ

หานเจวี๋ยตกอยู่ในห้วงความคิด

เขาควรถามอะไรดีนะ

แสร้งปล่อยผ่านไป หรือว่าคว้าโอกาสนี้ไว้ ถามสิ่งที่ตนคิดดี

ฟังดูก่อนแล้วค่อยว่ากันเถิด

“เรียนถามปรมาจารย์ ฝึกฝนมหามรรคดีกว่า หรือว่าฝึกฝนมรรคาสวรรค์ดีกว่า”

ผู้ทรงพลังในแถวแรกเอ่ยถามขึ้นมา คำถามนี้ดึงดูดให้ทุกคนหันไปมอง