311-315
บทที่ 311
“ฮึ เจ้ารู้วิธีโอ้อวดจริงๆ เชียว!”
จักรพรรดิปีศาจแค่นเสียงเย็น เขาจะไม่เข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของเจ้าแห่งวังเทพได้อย่างไร
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาต้องการพลังของวังเทพ เขาจะทำให้เจ้าแห่งวังเทพได้รู้ว่าใครแข็งแกร่งกว่ากันเสียตอนนี้เลย
“เอาละ อย่าพูดถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเลย หลี่เต้าคงกับหลี่เสวียนเอ้าพักนี้จับตามองวังปีศาจของพวกเราไม่วางตา ก่อนหน้านี้หลี่เสวียนเอ้าช่วยวังปีศาจต่อต้านวังสวรรค์ ตอนนี้กลับแปรพักตร์ ศิษย์พี่ศิษย์น้องนิกายเหรินคู่นี้ล้ำเส้นแล้ว ข้าต้องการให้วังเทพกำราบพวกเขาเสีย”
จักรพรรดิปีศาจกล่าวเสียงเข้ม สีหน้าสงบนิ่ง
เจ้าแห่งวังเทพเอ่ยอย่างเนิบนาบว่า “ศิษย์พี่น้องคู่นี้ไม่ธรรมดา จักรพรรดิเซียนปะทะพวกเขาต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย โดยเฉพาะหลี่เต้าคง ผู้ทรงพลังระดับเทพธรรมดาร่วมมือกันก็กำราบพวกเขาได้ยากนัก สิ่งสำคัญที่สุดคือจุดยืนของพวกเขาไม่ชัดเจน ช่วยเจ้าปราบปรามพวกเขา วังเทพจะต้องเผชิญกับปัญหามากมาย”
จักรพรรดิปีศาจสะบัดแขนเสื้อ แค่นเสียงหยันบอก “ในดินแดนสุดตะวันตก วังเทพเลือกอาณาเขตใดๆ ก็ได้สามแห่ง!”
“ดี! ฝ่าบาทจักรพรรดิปีศาจตรงไปตรงมาดังคาด!”
จู่ๆ เจ้าแห่งวังเทพก็เผยรอยยิ้มออกมา สิ่งที่วังเทพต้องการมากที่สุดคือก็อาณาเขต
อาณาเขตหนึ่งแห่งของแดนเซียนใหญ่กว่าโลกมนุษย์มากนัก
จักรพรรดิปีศาจแค่นเสียงฮึ “ส่วนเต้าจื้อจุน ถ้าเราฆ่าเขา วังเทพของพวกเจ้าต้องร้อนรนจนอยู่ไม่สุขแน่ เอาเช่นนี้แล้วกัน เราจะไม่ฆ่าเขาก็ได้ แต่เขาต้องชดใช้ที่ลอบสังหารเรา เราจะให้เขาอยู่เคียงข้างข้าพันปี หลังจากพันปีแล้วจะคืนให้วังเทพโดยไร้รอยขีดข่วน เราจะไม่ใช้กลอุบายใดๆ ล้างสมองเขา ต่อให้คุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลทรยศพวกเจ้า พวกเจ้าก็ไม่ยอมถอดใจแน่นอน ข้อนี้เราเข้าใจ”
เจ้าแห่งวังเทพตอบด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นก็ขอบคุณฝ่าบาทมาก!”
เจ้าแห่งขุมอำนาจทั้งสองมองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม ก่อนเริ่มชนจอกกันและกัน
……
สถานการณ์ในแดนเซียนเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกชั่วขณะ เมื่อมีการแทรกแซงของเผ่าพันธุ์บรรพกาลที่สำคัญแต่ละเผ่า ก็ไม่ใช่สถานการณ์ที่เจ้าผู้ปกครองทั้งสี่ฝ่ายต่อสู้กันเองอีกต่อไป
แต่ว่าทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ย
เขากำลังฝึกบำเพ็ญสุดกำลัง
นับตั้งแต่ที่รู้ว่าตี้ไท่ไป๋เป็นจักรพรรดิเซียนวัฏจักร หานเจวี๋ยก็ตระหนักได้ว่าเขาไม่อาจดูแต่ระดับความประทับใจได้
ระดับความประทับใจยังคลุมเครือเกินไป ระบบไม่สามารถแนะนำตัวตนของคนบางคนได้หมดภายในสองสามบรรทัด
ผู้ทรงพลังในแดนเซียนมักจะมีร่างแยกมากมาย เป็นผลให้ร่างแยกก็มีตัวตนที่แยกเป็นเอกเทศด้วย
สี่สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยเข้าใกล้จักรพรรดิเซียนห้าวัฏมากขึ้นอีกก้าว
ในวันนี้ ตี้ไท่ไป๋เป็นฝ่ายติดต่อมาหาก่อนด้วยเป็นห่วงเรื่องตบะของเขา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก ก่อนหน้านี้ตี้ไท่ไป๋มักจะถามไถ่เกี่ยวกับการฝึกบำเพ็ญของเขา เมื่อก่อนเขาไม่ได้คิดมาก คิดว่าตี้ไท่ไป๋แค่กังวลล้วนๆ ตอนนี้ดูไปแล้วบางทีอาจจะมีเหตุผลอื่นแฝงอีกชั้น
หานเจวี๋ยกล่าวตอบว่า “เป็นเช่นเคย ราบรื่นแต่ไม่ถือว่าเร็วนัก”
ตี้ไท่ไป๋หัวเราะก่อนบอก “หากเจ้ายังไม่ถือว่าเร็วมาก ปวงสวรรค์หมื่นโลกาก็ไม่มีใครกล้าพูดว่าตัวเองบำเพ็ญตบะได้เร็วแล้ว”
“พักนี้สถานการณ์ในวังสวรรค์เป็นอย่างไรบ้าง”
“ยังดีกระมัง หลักๆ คือรูปแบบโครงสร้างของแดนเซียนกำลังเปลี่ยนไป…”
ตี้ไท่ไป๋เริ่มเล่าความเคลื่อนไหวของแดนเซียนให้หานเจวี๋ยฟัง
ทั้งเผ่าเทพอีกาทอง เผ่ามังกรแท้ เผ่าวิหคชาด เผ่ากิเลน เผ่าศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล ยิ่งนานยิ่งมีเผ่าพันธุ์ทรงพลังถือกำเนิดขึ้น ทำให้ทั่วทุกแห่งหนในแดนเซียนเกิดการต่อสู้กัน
ไม่เพียงแค่นั้น นอกจากเผ่ามนุษย์เริ่มรวมตัวกันแล้ว ราชวงศ์ใหญ่ๆ ก็ผนึกกำลังเตรียมรวบรวมเป็นเผ่ามนุษย์ เริ่มเปิดศึกกับหมื่นเผ่าพันธุ์ในปวงสวรรค์ ช่วงชิงดวงชะตายิ่งใหญ่ ต้องการเป็นเจ้าเหนือหัวของแดนเซียนหลังจุดสิ้นสุดของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต
แดนเซียนที่เผ่ามนุษย์เป็นใหญ่!
เล่ห์กลนี้น่าเย้ายวนใจมาก ทำให้เผ่ามนุษย์รวมตัวเป็นหนึ่งได้ง่ายดายนัก
ขณะที่หานเจวี๋ยฟังคำพูดของตี้ไท่ไป๋ ในใจก็ครุ่นคิดตาม
เหตุใดคนผู้นี้จึงมาบอกสถานการณ์ทั่วไปของฟ้าดินกับเขา
กำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่
เพราะอยากหลอกล่อให้เขาเข้าสู่เคราะห์หรือ
เมื่อพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เขานับว่าเป็นผู้สืบทอดของจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเท่านั้น จักรพรรดิเซียนวัฏจักรยังไม่มีเหตุผลที่จะทำร้ายเขาในตอนนี้ ตี้ไท่ไป๋ยิ่งไม่มีเข้าไปใหญ่
“บางทีข้าอาจจะคิดมากเกินไป อย่างไรข้าก็ไม่อาจเข้าสู่เคราะห์เด็ดขาด”
หานเจวี๋ยคิดเช่นนั้น
จู่ๆ ตี้ไท่ไป๋ก็ยิ้มและกล่าวว่า “จริงสิ ฝ่าบาทหลงเฮ่าแสดงฝีมือโดดเด่นที่สุดในงานชุมนุมคุณสมบัติเซียน เขาได้รับคำชื่นชมจากรองเจ้านิกายฉ่าน ดวงชะตาก็พุ่งสูงขึ้นอยู่ตลอด คาดว่าแม้แต่ตบะของเขาก็เป็นเช่นนี้ด้วย เจ้าสอนลูกศิษย์ได้ดีนัก”
ทันทีที่หานเจวี๋ยได้ยิน ก็อดเรียกค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจดูไม่ได้
ไม่ดูก็ไม่รู้ แต่พอดูถึงกับสะดุ้งโหยง
เจ้าเด็กนี่ถึงกับอยู่ระดับเซียนทองไท่อี่ระยะต้นแล้ว!
พรสวรรค์ช่างน่ากลัวจริงๆ
บุตรจักรพรรดิสวรรค์บวกกับดวงวิญญาณของเฮ่าเทียน เกรงว่าไม่ด้อยไปกว่าคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลเลย
หานเจวี๋ยยิ้มพูดว่า “เพราะสายเลือดของฝ่าบาทดีต่างหาก”
“เอาละ เจ้าฝึกบำเพ็ญต่อเถอะ แล้วข้าจะมาหาเจ้าภายหลัง”
ตี้ไท่ไป๋ยิ้ม จากนั้นก็จบการสนทนา
หลังจากวางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง หานเจวี๋ยก็ส่ายหัว
เขาต้องรีบทำเวลาฝึกบำเพ็ญ
นับตั้งแต่มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตเริ่มต้นขึ้น ตบะของสหายในแดนเซียนของเขาล้วนพัฒนาขึ้น
เขาเคยได้ยินมาว่าเหตุที่มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตทำให้ผู้คนบ้าคลั่ง นอกเหนือจากการช่วงชิงโชคชะตาแล้ว ไอเซียนในแดนเซียนก็ยังจะพุ่งสูงขึ้น ยังผลให้ตบะของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก้าวหน้าเร็วกว่าเดิม วิญญาณเซียนที่บรรลุถึงขีดสูงสุดพวกนั้นมีหรือจะนั่งดูศัตรูแข็งแกร่งขึ้น ดังนั้นจึงเข่นฆ่ากันอเนจอนาถมากกว่าเดิม
…….
ภายใต้ท้องฟ้าเมฆาม่วง ภายในลานบ้านแห่งหนึ่ง
หลงเฮ่า หลงซั่น ฟางเหลียง โจวฝาน โม่ฟู่โฉว หานมิ่ง และคนอื่นๆ อีกหลายสิบคนมารวมตัวกัน
“ยินดีด้วยที่ท่านได้รับคำชื่นชมจากรองเจ้านิกายฉ่าน” โม่ฟู่โฉวยกแก้วขึ้นพลางกล่าวด้วยยิ้ม
คนอื่นๆ พากันยกจอกสุราขึ้นมา ล้วนมองไปทางหลงเฮ่าอย่างกระตือรือร้น
ในงานชุมนุมคุณสมบัติเซียนครั้งนี้ หลงเฮ่าทำผลงานได้ดีที่สุด ความสามารถและคุณสมบัติของเขาทำให้คนยอมรับจากใจจริง แม้แต่โจวฝานก็ยอมรับด้วยเช่นกัน
หานมิ่งมองหลงเฮ่าอย่างสับสน หลังจากได้รู้จักกับพวกฟางเหลียง เขาก็รู้บางอย่างเกี่ยวกับหานเจวี๋ย บุตรแห่งฟ้าดินตรงหน้าคนนี้คือลูกศิษย์ของหานเจวี๋ย
ในงานชุมนุมคุณสมบัติเซียนคราวนี้ หลงเฮ่าเรียกได้ว่าทำเอาผู้คนตกใจ!
พลังอยู่เหนือคนรุ่นหลังทั้งปวงสวรรค์ กลายเป็นบุตรแห่งสวรรค์แห่งยุคที่ทุกคนยอมรับ บารมีสะเทือนไปทั้งแปดทิศ!
สามารถฟูมฟักศิษย์ระดับนี้ออกมาได้ หานเจวี๋ยจะแข็งแกร่งแค่ไหนกัน
ดูเหมือนอาจารย์ของเขาจะไม่ได้โกหกเขา ช่องว่างระหว่างหานเจวี๋ยกับเขาช่างยากเกินจะจินตนาการจริงๆ
หลงเฮ่าหัวเราะลั่น “ภายหน้าหากทุกท่านต้องการเข้าร่วมวังสวรรค์ ก็มาหาข้าได้ตลอดเวลาเลย ข้าจะแนะนำให้เป็นการส่วนตัว!”
เขาดูมีชีวิตชีวาร่าเริงอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีท่าทีจะถ่อมตัวเลยแม้สักนิด
หลังออกจากสำนักซ่อนเร้น ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้ว่าพรสวรรค์ของตนน่ากลัวเพียงใด
ถึงขั้นใช้คำว่าไร้ศัตรูมาอธิบายได้!
โลกภายนอกไม่ได้อันตรายอย่างที่อาจารย์บอกขนาดนั้น!
แน่นอน ในขณะเดียวกันหลงเฮ่าก็ตระหนักว่าสำนักซ่อนเร้นเป็นกลุ่มอิทธิพลที่มีศักยภาพสูงขนาดไหน
ตอนฝึกบำเพ็ญในสำนักซ่อนเร้นเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดัน แต่เมื่อออกจากสำนักซ่อนเร้นกลับผงาดขึ้นมา เพียงพอจะอธิบายปัญหาได้
เมื่อได้ยินคำพูดของหลงเฮ่า ทุกคนก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น ยังคงชมเชยหลงเฮ่าต่อ
ที่ลานบ้านข้างๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งกำลังฉลองอยู่เช่นกัน คนเหล่านี้ล้วนเป็นศิษย์ของนิกายเจี๋ย หวงจุนเทียนก็เป็นหนึ่งในนั้น
ครั้นได้ยินเสียงหัวเราะลั่นของพวกหลงเฮ่า สภาพจิตใจของบรรดาศิษย์นิกายเจี๋ยก็ซับซ้อนอย่างมาก
งานชุมนุมคุณสมบัติเซียนครั้งนี้ พวกเขาได้รับประโยชน์มามากมาย แต่เมื่อเทียบกับหลงเฮ่าแล้ว พวกเขาก็เหมือนดวงดาวที่อยู่ข้างดวงจันทร์สว่าง ประกายแสงริบหรี่
‘ก่อนหน้านี้เหมือนจะเคยเห็นหลงเฮ่า เขาอยู่ใต้ต้นไม้เทพต้นนั้น ไม่คิดเลยว่าบุตรแห่งสวรรค์ผู้อยู่เหนือคนรุ่นเยาว์ในปวงสวรรค์จะเป็นศิษย์ของนายท่าน’
หวงจุนเทียนคิดเงียบๆ
เขาเคยเป็นผู้อาวุโสในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ เคยพบกับฟางเหลียง หลังจากเข้าเขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็เคยได้พบกับหลงเฮ่า แต่เขากับหลงเฮ่าไม่เคยพูดคุยกันเลย
เขาทำตัวไม่โดดเด่นอยู่เสมอ เพราะกลัวว่าจะถูกฟางเหลียงและคนอื่นๆ ค้นพบ เลี่ยงไม่ให้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง
ผลงานของพวกหลงเฮ่าทำให้หวงจุนเทียนยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นอีกว่า ต้องติดตามหานเจวี๋ยจึงจะมีอนาคตสดใส
ในบรรดาศิษย์ที่นิกายเจี๋ย ตัวตนของหวงจุนเทียนไม่โดดเด่น พูดจาน้อยครั้ง
เขาเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ตลอด
ในบรรดาศิษย์เหล่านี้ซ่อนคนรุ่นหลังที่เป็นผู้ทรงพลังของนิกายเจี๋ยไว้จำนวนหนึ่ง ควรค่าจะผูกสัมพันธ์ด้วย มีส่วนช่วยให้เขาก้าวหน้าขึ้นได้
กระเรียนขาวบังคับให้เขามาที่งานชุมนุมคุณสมบัติเซียน ทำให้เขาตระหนักรู้ว่าตำแหน่งเจ้าเกาะนั้นยังไม่เพียงพอ
เขาต้องปีนให้สูงขึ้นไปอีก!
บทที่ 312
งานชุมนุมคุณสมบัติเซียนเป็นที่ตื่นตาตื่นใจมากจนสามารถจารึกลงในตำราประวัติศาสตร์ได้ นี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่
หานเจวี๋ยไม่ได้เข้าร่วมงานเลี้ยงเอิกเกริกครั้งนี้ และเขาก็ไม่สนใจด้วย
ชีวิตของเขามีแต่ฝึกบำเพ็ญ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ห้าสิบปีต่อมา
ตบะของหานเจวี๋ยพัฒนาขึ้นอย่างมั่นคงเรื่อยมา จักรพรรดิเซียนห้าวัฏอยู่ไม่ไกลอีกต่อไป
การแข่งขันภายในรอบใหม่ของสำนักซ่อนเร้นสิ้นสุดลงแล้ว หานเจวี๋ย จอมปีศาจคุกรัตติกาล พุทธะอาภรณ์ขาว และต้วนหงเฉินไม่ได้เข้าร่วมด้วย อันดับหนึ่งคือถูหลิงเอ๋อร์ เจดีย์บรรพชนจอมเวทแกร่งเกินไป ศิษย์คนอื่นไม่สามารถทำลายผนึกป้องกันของมันได้เลย
อันดับรองลงมาเป็นมู่หรงฉี่ แล้วค่อยเป็นลี่เหยา
อันดับของคนอื่นหานเจวี๋ยไม่สนใจ เขาจะจำแค่สามอันดับแรกเท่านั้น
สิ่งที่ควรค่าให้กล่าวถึงคือ อันดับของฉู่ซื่อเหรินกำลังสูงขึ้นอย่างเงียบๆ
ในที่สุดเจ้านี่ก็ถูกกระตุ้นมรรคจิต ไม่ได้ซังกะตายอีกต่อไป และเริ่มฝึกฝนพลังวิเศษแล้วเช่นกัน
ทุกคนต่างยินดีกับเรื่องนี้มาก เช่นนี้ก็ไม่กลัวจะถูกฉู่ซื่อเหรินทำให้วุ่นวายใจแล้ว
โจวหมิงเยวี่ยเป็นคนเดียวที่รู้สึกเศร้าใจ ต่อไปจะถูกอาจารย์กดดันจนน่าอนาถกว่าเดิม
ในวันนี้ หานเจวี๋ยหยุดฝึกบำเพ็ญ หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มทำภารกิจประจำวัน
เขาสาปแช่งศัตรูไปพลาง ตรวจดูจดหมายไปพลาง
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายเจี๋ย] x1342
[หลงเฮ่าศิษย์ของท่านรู้แจ้งมหามรรค พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังวังเทพ] x18
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่ได้รับการช่วยเหลือจากผู้ทรงพลัง]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญนิกายเจี๋ย] x47
[หานมิ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากคำสาปลึกลับ]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านหยั่งรู้แก่นแท้ของฟ้าดิน รู้แจ้งพลังวิเศษ โชคชะตาเพิ่มพูน]
……
นิกายเจี๋ยเริ่มเคลื่อนไหวแล้วหรือ
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
เขาไม่ค่อยประทับใจนิกายเจี๋ยมากนัก ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้ก็เคยถูกศิษย์นิกายเจี๋ยโจมตีมาก่อน
‘ก็ไม่รู้ว่าหวงจุนเทียนอยู่กับนิกายเจี๋ยจะเป็นอย่างไรบ้าง’ หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เขายังคงเหนื่อยใจกับหวงจุนเทียน หวงจุนเทียนแข็งแกร่งมากในโลกมนุษย์ แต่เมื่ออยู่ในแดนเซียนก็ไม่แน่
เซวียนฉิงจวินก็อยู่ที่นิกายเจี๋ยเช่นกัน แต่ดูเหมือนนางจะทำได้ดี ไม่ค่อยถูกโจมตี และมุ่งจิตใจฝึกบำเพ็ญเสมอ
หานเจวี๋ยอ่านจดหมายต่อไป อย่างมากที่สุดเขาก็สบถในใจสองสามคำ เนื้อหาของจดหมายไม่ได้ส่งผลต่อชีวิตของเขา
เขาต้องยึดมั่นในความตั้งใจดั้งเดิม เก็บตัวฝึกบำเพ็ญ จนกระทั่งไร้ศัตรู
เขาอายุยังไม่ถึงสี่พันปีก็เป็นจักรพรรดิเซียนสี่วัฏแล้ว ความเร็วเช่นนี้เป็นอันดับหนึ่งในปวงสวรรค์อย่างแน่นอน นี่หมายความว่าเส้นทางที่เดินมาเมื่อครึ่งแรกของชีวิตถูกต้องยิ่งนัก เขาจะต้องคงเส้นคงวาต่อไป
ระหว่างทาง เขาจำไม่ได้ว่าสหายตัวตายมรรคผลสลายไปแล้วกี่คน
เส้นทางการฝึกบำเพ็ญสายนี้เดิมก็มีอุปสรรค ตายระหว่างทางประมาณแปดเก้าในสิบส่วน
สาเหตุหนึ่งที่หานเจวี๋ยชอบอ่านจดหมายคือการเตือนตัวเอง เพราะทุกครั้งที่เขาอ่านจดหมายจะเห็นว่ามีคนกำลังถูกโจมตี
หนึ่งเดือนต่อมา
หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงและเรียกอู้เต้าเจี้ยนเข้ามา
“มรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สามเจ้าฝึกบรรลุแล้วหรือยัง” หานเจวี๋ยถาม
อู้เต้าเจี้ยนพยักหน้า ก่อนจะส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้สึกว่าใช้เป็นแล้ว แต่ก็รู้สึกว่าแค่เกือบ”
มรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สาม กระบี่เบิกบุพกาล
อู้เต้าเจี้ยนสามารถผ่าเปิดภาพลวงตาโลกาสวรรค์ได้ด้วยดาบเดียว แต่ฟ้าดินนี้ไม่แข็งแรงพอ ไม่อาจทำให้ศัตรูจมดิ่งลงไปในนั้นได้
ทุกครั้งที่นางใช้กระบวนท่านี้ในแบบจำลองการทดสอบล้วนเหมือนกับเป็นของปลอม
หานเจวี๋ยตบๆ ผิวเตียงข้างกายแล้วพูดว่า “เจ้ามานี่สิ”
อู้เต้าเจี้ยนเดินเข้าไปอย่างว่าง่าย
ทั้งสองคนนั่งหันหน้าเข้าหากันบนตั่งเตียง
หานเจวี๋ยยกมือขึ้น ยื่นนิ้วชี้แตะลงบนหน้าผากของอู้เต้าเจี้ยน เขาถ่ายทอดความดึกดำบรรพ์ที่ตนจินตนาการไปให้อู้เต้าเจี้ยน
ความรู้ประสบการณ์ของอู้เต้าเจี้ยนน้อยเกินไป จินตนาการมีจำกัด เช่นนี้ก็ช่วยไม่ได้ ไม่มีทางที่หานเจวี๋ยจะปล่อยให้นางออกไปฝึกฝนหาประสบการณ์
บรรดาศิษย์ของหานเจวี๋ยต่างตั้งตารอมหาเคราะห์ครั้งต่อไป
หลังจากผ่านพ้นมหาเคราะห์นี้ไปแล้ว เมื่อมหาเคราะห์ครั้งต่อไปมาถึง สำนักซ่อนเร้นจะต้องเป็นจักรพรรดิเซียนทั้งหมด!
แน่นอนว่าหานเจวี๋ยยังไม่ได้เผยเป้าหมายนี้กับเหล่าศิษย์ของตน เลี่ยงไม่ให้กดดันพวกเขา
……
ภูเขาแม่น้ำทอดยาวเชื่อมกัน ท้องฟ้าสูงลิ่วไร้เมฆ
เงาร่างสองร่างยืนอยู่บนยอดเขา คือหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้านั่นเอง
ฟ้าดินทั้งแปดทิศมีร่างที่น่าสะพรึงกลัวคอยปกป้องอยู่ ทอดสายตามองออกไปก็มีร่างสูงหมื่นจั้งอยู่หลายสิบร่าง ทุกตนมีกลิ่นอายน่ากลัวที่สะเทือนฟ้าดิน ดุจดั่งเปลวไฟพลิ้วไหว
หลี่เต้าคงยกมุมปาก กล่าวยิ้มๆ ว่า “ศิษย์น้อง เจ้ายังยืนหยัดไหวหรือไม่”
เมื่อเทียบกับหลี่เต้าคงที่ดูเหมือนไม่เคยผ่านการต่อสู้มา เสื้อคลุมของหลี่เสวียนเอ้าขาดวิ่น ผมเผ้าก็ยุ่งเหยิงอย่างเห็นได้ชัด
หลี่เสวียนเอ้าแค่นเสียงหยัน “เจ้ายังไม่ล้มลงเลย เหตุใดข้าจะยืนหยัดไม่ไหวกันเล่า”
เขาเตรียมจะบินไปต่อสู้ตรงขอบฟ้า แต่ผลลัพธ์กลับถูกหลี่เต้าคงขวางไว้
หลี่เสวียนเอ้ามองไปทางหลี่เต้าคงอย่างสงสัย
หลี่เต้าคงยิ้มพูดว่า “เจ้าหยุดมือได้แล้ว ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้อยากเห็นความแข็งแกร่งที่แท้จริงของศิษย์พี่อย่างข้าหรอกหรือ”
หลี่เสวียนเอ้าขมวดคิ้ว สีหน้าหงุดหงิด
เขาเข้าใจ ศิษย์พี่ของเขาเริ่มเสแสร้งอีกแล้ว
ชิ้ง…
หลี่เต้าคงชักกระบี่ออกมาจากช่วงเอว แสงกระบี่พลันส่องสะท้อนทั่วฟ้าดิน
เขาถือดาบมือเดียวชี้ไปทางฟ้า สายตามองไปยังปลายดาบ รอยยิ้มของเขาค่อยๆ เย่อหยิ่งจองหองขึ้นมา
“พวกเจ้าดูให้ดี กระบี่แกร่งที่สุดของนิกายเหรินเป็นอย่างไร!
แค่กระบี่เล่มนี้ พวกเจ้าทุกคนล้วนต้องตาย!”
หลี่เต้าคงหัวเราะลั่นอย่างเหิมเกริม เสื้อคลุมปลิวสะบัด พลานุภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งภูเขาเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรง เศษหินจำนวนนับไม่ถ้วนร่วงลงมา
หลี่เสวียนเอ้ามองศิษย์พี่ของตนด้วยความประหลาดใจ ราวกับว่ากำลังคิดอะไรอยู่ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมาก
“อย่าบอกนะว่า… เป็นไปไม่ได้!”
หลี่เสวียนเอ้าเบิกตากว้าง จ้องมองหลี่เต้าคงไม่วางตา เหงื่อซึมบนหน้าผากประหนึ่งฝนตก
…….
ในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นมา อู้เต้าเจี้ยนยังคงอยู่ในโลกบุพกาลที่หานเจวี๋ยสร้างขึ้น
หานเจวี๋ยเงยหน้าขึ้นมองไป สายตาของเขาทะลุผ่านตัวภูเขา มองเห็นท้องฟ้าในยมโลก
เมฆดำบนท้องฟ้าปั่นป่วนรุนแรงเสมือนพายุกำลังจะพัดมา
“นายท่าน แย่แล้ว แม่น้ำมรรคกระบี่กำลังโกลาหล เหมือนว่าจะพังทลายแล้ว!”
เสียงของหลิวเป้ยดังก้องในใจหานเจวี๋ย น้ำเสียงดูร้อนรน
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขารีบถอดจิตดั้งเดิมกระโดดลงไปในแม่น้ำมรรคกระบี่ทันที
แม่น้ำมรรคกระบี่ที่เคยสงบสุขบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ร่างของผู้ฝึกกระบี่ที่สัญจรไปมาก็พร่ามัว กะพริบหายอยู่ร่ำไป
หานเจวี๋ยรู้สึกชัดเจนว่ามีแรงกดดันอันน่าพรั่นพรึงอย่างยิ่งยวดปกคลุมแม่น้ำมรรคกระบี่อยู่
“มีคนใช้พลังวิเศษหรือ”
สีหน้าของหานเจวี๋ยเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาสัมผัสความน่ากลัวของพลังวิเศษมรรคกระบี่นี้ได้ มันแข็งแกร่งกว่าพลังวิเศษทั้งหมดที่เขาเคยพบมา
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ หานเจวี๋ยพลันนึกถึงร่างที่ตนเห็นเดินอยู่ตรงสุดปลายแม่น้ำมรรคกระบี่ตอนที่กำลังฝึกมรรคกระบี่
หานเจวี๋ยกัดฟันพูดว่า “เจ้ากับข้าออกกจากแม่น้ำมรรคกระบี่กันก่อน”
แม่น้ำมรรคกระบี่อาจพังถล่มได้ทุกเมื่อ หากพวกเขาอยู่ที่นี่จะได้รับบาดเจ็บหนักแน่
หลิวเป้ยพยักหน้า คล้ายยกภูเขาออกจากอก
คนทั้งสองหายไปจากแม่น้ำมรรคกระบี่ทันใด
พวกเขามาถึงห้วงอากาศว่างเปล่าผืนหนึ่ง
หลิวเป้ยถามอย่างประหม่าว่า “นายท่าน เมื่อครู่คงไม่ได้มีใครร่ายพลังวิเศษมรรคกระบี่หรอกกระมัง”
หานเจวี๋ยพยักหน้าบอก “น่าจะใช่ ตบะของฝ่ายตรงข้ามสูงจนผิดธรรมดา”
เป็นใครกันแน่
ไม่นึกเลยว่าจะมีตบะเช่นนี้!
สามารถบีบให้เขาใช้พลังวิเศษได้ คู่ต่อสู้ก็ต้องแข็งแกร่งมากเช่นเดียวกัน
หานเจวี๋ยพลันรู้สึกว่าจักรพรรดิเซียนอ่อนแอเหลือเกิน
ตอนที่เขาปลงอนิจจังอยู่ในใจ จู่ๆ ก็มีอักษรสามบรรทัดปรากฏขึ้นตรงหน้า
บทที่ 313
[ตรวจสอบพบว่าท่านได้พบกับมรรคกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้มรรคาสวรรค์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ทันที ช่วงชิงดวงชะตายิ่งใหญ่ พิสูจน์ว่าท่านต่างหากคือเซียนกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด จะได้รับมรดกพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น ของล้ำค่าในฟ้าดินแบบสุ่มหนึ่งชิ้น]
[สอง เก็บตัวฝึกบำเพ็ญ มองข้ามมรรคกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
เมื่อหานเจวี๋ยเห็นตัวเลือกข้างหน้า ก็เลือกตัวเลือกที่สองโดยไม่ลังเลเลย
ไปต่อกรกับมรรคกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด?
นั่นไม่เท่ากับรนหาที่ตายหรือ
[ท่านเลือกเก็บตัวฝึกบำเพ็ญ ได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับไหมเมฆฟ้าปรารถนา]
[ไหมเมฆฟ้าปรารถนา: สมบัติวิญญาณป้องกันระดับเทพ สร้างขึ้นจากเมฆเทพฟ้าประทานและกุศลมรรคาสวรรค์ สามารถต้านทานการโจมตีทั้งหมดตั้งแต่ระดับเทพลงไป และต้านทานการโจมตีจากระดับเทพทั่วไปได้]
สมบัติวิญญาณป้องกันระดับเทพ!
ไม่เลวทีเดียวๆ!
หานเจวี๋ยยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาไม่ได้นำไหมเมฆฟ้าปรารถนาออกมา ถึงอย่างไรหลิวเป้ยก็ยังอยู่ข้างๆ เขา
คนทั้งสองเริ่มตั้งตาคอย
โชคดีที่อานุภาพมรรคกระบี่ลึกลับเกิดขึ้นได้ไม่นาน เมื่อทุกอย่างสงบลง ทั้งสองคนก็กลับไปยังแม่น้ำมรรคกระบี่
หานเจวี๋ยอึ้งตะลึง
แม่น้ำมรรคกระบี่พังถล่มลงมาแล้ว กลายเป็นเศษเสี้ยวเมฆหลายแผ่น ท่ามกลางมิติลึกลับที่มืดสลัวช่างดูยุ่งเหยิงและน่าปวดใจทว่าก็ยังงดงาม
หลิวเป้ยก็ตกใจเช่นกัน ได้แต่มองไปทางหานเจวี๋ยเท่านั้น
หานเจวี๋ยหยักนิ้วคำนวณ โชคชะตาของเขาไม่ได้เสียหาย
เขารับช่วงต่อปกครองแม่น้ำมรรคกระบี่ หากแม่น้ำมรรคกระบี่ถูกทำลาย โชคของเขาจะได้รับความเสียหายแน่นอน
เขาสังเกตอย่างถี่ถ้วน ไม่นานก็พบว่าแม่น้ำมรรคกระบี่อยู่ในระหว่างซ่อมแซมตัวเอง เศษเมฆค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาหากัน
“ไม่เป็นไร อีกประเดี๋ยวก็ดีขึ้น เจ้าเฝ้าอยู่ที่นี่ต่อไปเถอะ ถ้าเจออันตรายที่ต้านทานไม่ได้ เจ้าสามารถหนีไปได้ทุกเมื่อ” หานเจวี๋ยพูดแล้วหายตัวไป
เมื่อได้รับอนุญาตจากหานเจวี๋ย หลิวเป้ยก็ถอนหายใจโล่งอก
แม้ว่าเขาจะมีกายเนื้อของพุทธะพิชิตชัยแล้ว แต่นิสัยของเขาก็ยังคล้ายกับหานเจวี๋ยมาก กลัวตายเป็นที่สุด
……
จิตดั้งเดิมกลับสู่ร่าง หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าอู้เต้าเจี้ยนยังกำลังตระหนักรู้ฟ้าดินบุพกาล จึงนำไหมเมฆฟ้าปรารถนาออกมา
ไหมเมฆฟ้าปรารถนาเป็นผ้าไหมยาวสีเขียวผืนหนึ่ง บางเท่าปีกจักจั่น ยามโบกสะบัดไม่เกิดลม
หานเจวี๋ยทำให้มันยอมรับตนเป็นนาย จากนั้นจึงเอาพันรอบตัว
ไหมเมฆฟ้าปรารถนาเสมือนมีจิตวิญญาณ ไม่ได้พันมัดหานเจวี๋ยแน่นนัก ครั้นกระพือเบาๆ เมฆทอแสงเรืองรองระลอกหนึ่งก็ลอยขึ้นมาอำพรางร่างของหานเจวี๋ย ทำให้เขาดูลึกลับเกินบรรยาย
หานเจวี๋ยพึงพอใจ สิ่งนี้น่าสนใจมาก สามารถซ่อนโฉมหน้าที่แท้จริงได้ด้วย
ไม่เลวเลย!
เมื่อเห็นว่าอู้เต้าเจี้ยนยังไม่ตื่นจากสมาธิ หานเจวี๋ยก็เข้าสู่สภาวะฝึกบำเพ็ญ ฝึกไปพลางตรวจดูจดหมายไปพลาง
ความเคลื่อนไหวที่เกิดจากผู้ฝึกกระบี่ลึกลับคนนั้นเอิกเกริกเกินไป ก็ไม่รู้ว่าจะสืบรอยจากจดหมายได้หรือไม่
หานเจวี๋ยไล่อ่านลงมา และสะดุดกับจดหมายฉบับหนึ่ง
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน ตัวตายมรรคผลสลาย]
อย่าบอกนะว่าเป็นหลี่เต้าคง?
หลี่เต้าคงเหมือนจะเป็นผู้ฝึกกระบี่
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว หัวใจของเขาเจ็บปวดอยู่บ้าง
เขามีความประทับใจต่อจักรพรรดิเทพกระบี่อยู่มาก เมื่อตอนที่จั้งกูซิงถูกจับตัวไป จักรพรรดิเทพกระบี่เป็นผู้ส่งต่อแม่น้ำมรรคกระบี่ให้กับเขา
ไม่นึกเลยว่าจักรพรรดิเทพกระบี่จะร่วงโรยเช่นนี้
หานเจวี๋ยเรียกค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจดู
ภาพประจำตัวหายไปแล้ว
หานเจวี๋ยตกอยู่ในความเศร้าโศก
สหายบางคนยังไม่ทันได้พบหน้าก็หายไปเสียแล้ว
อารมณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นนานเกินไปนัก ไม่นานหานเจวี๋ยก็ปรับสภาพจิตใจแล้วฝึกบำเพ็ญอย่างจริงจัง
…….
วังเทพ ภายในโถงตำหนักที่มืดสลัว
เจ้าแห่งวังเทพนั่งอยู่บนบัลลังก์สูง มีร่างหลายร้อยร่างยืนอยู่บนตำหนัก บรรยากาศกดดันอย่างมาก
สีหน้าของเจ้าแห่งวังเทพมืดมนหาที่เปรียบไม่ได้
สองมือของเขากำพนักวางแขนไว้แน่น ไอสังหารอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านออกมาจากในร่าง แผ่กระจายเต็มตำหนัก
“ครั้งนี้วังเทพสูญเสียจักรพรรดิเซียนไปเท่าใด” เจ้าแห่งวังเทพถามเสียงเข้ม
ชายในชุดเกราะเงินกล่าวตอบอย่างระมัดระวัง “จักรพรรดิเซียนสิบเก้าคน จักรพรรดิเทพยี่สิบแปดคนที่ติดตามไปด้วยก็ถูกสังหารเช่นกัน โชคดีที่ร่างแยกต้นกำเนิดของพวกเขายังอยู่ในวังเทพ”
ทุกคนในโถงตำหนักพากันหนังตากระตุก
พวกเขาต่างรู้ว่าคนนิกายเหรินสองคนนั้นแข็งแกร่งมาก แต่คิดไม่ถึงว่าจะเหนือธรรมดาขนาดนี้
เจ้าแห่งวังเทพถามด้วยเสียงกรุ่นโกรธ “พวกเขาทั้งหมดตายภายใต้กระบี่ของหลี่เต้าคง?”
“ใช่……”
โครม!
จู่ๆ เจ้าแห่งวังเทพก็ผุดลุกขึ้นมา อานุภาพกดดันอันน่ากลัวระเบิดปะทุ กดดันจนคนหลายร้อยคนพากันคุกเข่าลง
“หลี่เต้าคงตัวดี! นิกายเหรินตัวดี! ดีมาก!
ข้าโกรธจริงๆ แล้ว สั่งการลงไปยังจักรพรรดิเทพทั้งหมดในวังเทพ ผู้ใดสังหารหลี่เต้าคงสำเร็จจะได้เป็นรองเจ้าวังเทพ ข้าอยากให้สังหารหลี่เต้าคงโดยไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใด! ให้เหล่าจักรพรรดิเทพไปพร้อมกัน!”
เจ้าแห่งวังเทพแทบจะตะโกนแล้ว และก็ไม่มีใครกล้าโต้แย้ง
วังเทพไม่ได้สูญเสียครั้งใหญ่เช่นนี้มาเป็นเวลานานนัก!
…….
วังปีศาจ
เมื่อจักรพรรดิปีศาจที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ในตำหนักได้ยินรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชา สีหน้าของเขาก็แปลกไป
“หลี่เต้าคงร้ายกาจขนาดนี้เชียว มิน่านิกายเหรินถึงกล้าเข้าสู่เคราะห์ คราวนี้วุ่นแล้ว วังเทพคงไม่ได้เกลียดชังเราหรอกกระมัง” จักรพรรดิปีศาจพึมพำกับตัวเอง
เขาสาบานว่าเขาไม่ได้คิดจะวางหลุมพรางวังเทพจริงๆ
ถ้าวังปีศาจสูญเสียมากขนาดนี้บ้าง เขาต้องบ้าคลั่งอย่างแน่นอน
ปีศาจน้อยในตำหนักพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ว่ากันว่าหลี่เต้าคงใช้กระบี่เพียงเล่มเดียวสังหารผู้แข็งแกร่งของวังเทพหลายสิบคน การต่อสู้นี้จะลุกลามไปทั่วแดนเซียนในไม่ช้า”
จักรพรรดิปีศาจหรี่ตาลง พูดกับตัวเองว่า “กระบี่เดียว เจ้านี่กลัวว่าคงเป็นระดับครึ่งต้าหลัวแล้ว”
จู่ๆ เขาก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา
นอกจากวังเทพ สำนักพุทธ และวังสวรรค์ ตอนนี้เขายังต้องเผชิญหน้ากับนิกายเหริน เผ่าพันธุ์บรรพกาล และเผ่ามนุษย์อีก
สำนักเต๋าอีกสองสำนักก็ตั้งท่าพร้อมสู้ทุกเมื่อ
สถานการณ์ของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้ซับซ้อนกว่าที่เคยเป็นมา
จักรพรรดิปีศาจลอบด่า
เจ้าพวกนี้นัดกันต่อสู้ช่วงชิงโชคชะตาพร้อมกันหรือ
ในมหาเคราะห์ครั้งก่อน แต่ละคนซื่อตรงปานเต่า เหตุใดครั้งนี้ถึงโผล่หัวมาได้
“ต้องเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการที่สมควรตายนั่นแน่ๆ ต้องเป็นมันที่คอยปลุกปั่นแน่!”
เมื่อจักรพรรดิปีศาจนึกถึงเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ตาสองข้างก็แทบลุกเป็นไฟ
……
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ในถ้ำเทวาอดลืมตาขึ้นไม่ได้ ไม่รู้เพราะเหตุใดเขามักรู้สึกว่ามีคนกำลังด่าเขาอยู่
อู้เต้าเจี้ยนออกจากถ้ำเทวาไปแล้ว เตรียมพร้อมแลกเปลี่ยนเรียนรู้มรรคกระบี่กับศิษย์คนอื่นๆ
หานเจวี๋ยกำลังจะฝึกบำเพ็ญต่อ จู่ๆ ป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ก็ร้อนระอุขึ้นมา
เขาเชื่อมต่อพลังจิต
“หลี่เต้าคงสำเร็จเป็นเซียนกระบี่อันดับหนึ่งในแดนเซียนแล้ว ฝ่าบาทให้ข้ามาบอกเจ้า หลังจากเจ้ารู้เรื่องนี้แล้วยังจะกราบหลี่เต้าคงเป็นอาจารย์หรือไม่ ฝ่าบาทช่วยเจ้าพูดได้” ตี้ไท่ไป๋ยิ้มกล่าว น้ำเสียงตื่นเต้นเล็กน้อย
ช่างรู้จักเสแสร้งจริง!
ทำตัวเสียเหมือนสุนัขรับใช้ของจักรพรรดิสวรรค์
หานเจวี๋ยถามด้วยความสงสัย “ก่อนหน้านี้หลี่เต้าคงต่อสู้อยู่กับใครหรือ อานุภาพกระบี่นั้นถึงขั้นกระทบไปถึงแม่น้ำมรรคกระบี่”
ตี้ไท่ไป๋ตอบว่า “วังเทพ เขาฆ่าจักรพรรดิเซียนและระดับเทพไปหลายสิบคนด้วยกระบี่เล่มเดียว”
เมื่อได้ยิน หานเจวี๋ยหนังตากระตุกอย่างแรง
‘สุดยอดขนาดนี้เลยหรือ
ข้าอยากกราบเป็นอาจารย์!’
หานเจวี๋ยเกือบหลุดปากออกมาแล้ว
จากนั้นเขาก็ระมัดระวังตัวขึ้น
ตอนนี้เป็นช่วงมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต หลี่เต้าคงอวดดีเช่นนี้ ก็ไม่แน่ว่าจะรอดชีวิตจากมหาเคราะห์ไปได้
หานเจวี๋ยปฏิเสธอย่างสุภาพ “ตอนนี้พลังมรรคข้ายังไม่มากพอ กราบผู้อาวุโสหลี่เป็นอาจารย์เกรงว่าจะทำให้วังสวรรค์ขายหน้า ข้าจะบำเพ็ญต่ออีกสักหน่อย”
“เจ้าเด็กคนนี้ อย่าบอกนะว่ายังกลัวอยู่อีกว่าติดตามหลี่เต้าคงแล้วจะตาย”
“พี่ใหญ่ พวกเราล้วนเป็นคนกันเอง ท่านคิดว่าจะไม่เป็นอย่างนั้นเลยหรือ”
“นั่นก็ใช่…”
“ผู้อาวุโสหลี่รอดชีวิตน่ะไม่มีปัญหา แต่ข้ากลัวว่าจะถูกศัตรูของเขาหมายหัว ไม่เพียงเท่านั้น ข้าจะต้องเป็นตัวถ่วงของผู้อาวุโสหลี่อย่างแน่นอน เช่นนี้ไม่ดีเลย เสียแรงที่ผู้อาวุโสหลี่ชื่นชมข้า ทั้งยังช่วยขอบพระทัยความหวังดีของฝ่าบาทแทนข้าด้วย”
“ได้”
การสนทนาระหว่างทั้งสองคนสั้นมาก
หานเจวี๋ยวางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลงพลางขมวดคิ้วมุ่น
เขาถอนหายใจเบาๆ รู้สึกเสียใจเล็กน้อย
ถ้าตอนนี้ไม่ได้มีมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต เช่นนั้นเขาก็ยังสามารถกราบอาจารย์ได้!
ในเวลานี้ เบื้องหน้าหานเจวี๋ยมีตัวอักษรประโยคหนึ่งเด้งขึ้นมา
[ความประทับใจที่หลี่เต้าคงมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]
บทที่ 314
หือ?
เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย
เหตุใดหลี่เต้าคงถึงเกิดความประทับใจต่อเขาเพิ่มขึ้น
หานเจวี๋ยตกตะลึงอยู่พักหนึ่ง แต่จากนั้นก็คิดขึ้นมาได้
เจ้าหมอนี่อยู่ข้างๆ ตี้ไท่ไป๋!
โชคดีที่หานเจวี๋ยระมัดระวังมากพอ ถือโอกาสเลียแข้งเสียขาหลี่เต้าคง ถ้าพูดความจริงเกรงว่าอาจจะทำให้หลี่เต้าคงขุ่นเคืองได้
“มารดามันเถอะ เส้นทางการฝึกบำเพ็ญนี้ลึกล้ำเกินไปแล้วกระมัง ถ้าไม่ทันระวังอาจล่วงเกินผู้ทรงพลังเข้า จักรพรรดิเซียนวัฏจักรไม่เตือนข้าเสียด้วย อย่าบอกนะว่าอยากวางหลุมพรางเล่นงานข้า?”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วมุ่น
เมื่อลองคิดดีๆ ถ้าเขาเป็นตี้ไท่ไป๋ เขาก็คงไม่สะดวกพูดตรงๆ ว่าหลี่เต้าคงอยู่ข้างๆ นี่เอง
เฮ้อ โชคดีนัก
ในใจหานเจวี๋ยเกิดความรู้สึกไม่ชอบใจอย่างสุดซึ้ง
ถ้าเขาแกร่งพอ ไหนเลยจะต้องไว้หน้าหลี่เต้าคง
เร่งทำเวลาฝึกบำเพ็ญแล้วกัน ทะลวงสู่จักรพรรดิเซียนห้าวัฏก่อน!
ในเวลาเดียวกัน
วังสวรรค์ พระราชวังเทียมเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์นั่งอยู่บนบัลลังก์ ในห้องตำหนักมีคนสามคนคือตี้ไท่ไป๋ หลี่เต้าคง และหลี่เสวียนเอ้า
หลี่เสวียนเอ้าพูดเหมือนยิ้มเหมือนไม่ยิ้ม “ไม่นึกว่าจะมีคนรุ่นหลังกล้าปฏิเสธเจ้า แต่ข้าแตกต่างออกไป ไม่ว่าข้าจะถูกชะตาใครก็ล้วนไม่ถูกปฏิเสธ”
หลี่เต้าคงเหลือบตามองเขาปราดหนึ่ง กล่าวว่า “สายตาเจ้าไม่ดี คนที่หามามีแต่พรสวรรค์ธรรมดา”
“เจ้า!”
“ศิษย์คนนั้นที่เจ้าเพิ่งรับเข้ามาใหม่ชื่ออะไรนะ หวงจี๋เฮ่า? ธรรมดาเกินไปแล้ว เมื่อเทียบกับเด็กคนนี้ก็เหมือนเทียบผืนดาวกับดวงจันทร์กระจ่าง เทียบมดกับมังกรเขียว”
“เป็นไปไม่ได้ เจ้าคุยโวกระมัง หวงจี๋เฮ่าเกิดมาพร้อมกับจิตกระบี่ ทั้งยังมีความอุตสาหะ ช้าเร็วก็จะเติบโตขึ้น”
“ศิษย์น้องหนอศิษย์น้อง วิสัยทัศน์ของเจ้ายังเหมือนกับตบะของเจ้าไม่มีผิด”
“หลี่เต้าคง! เจ้าทำเกินไปแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าสองพี่น้องกำลังจะก่อเรื่อง จักรพรรดิสวรรค์จึงจำต้องพูดขึ้นมา “เจ้าสองคนมาจากสำนักเดียวกัน ไยต้องปะทะคารมกันด้วย”
หลี่เสวียนเอ้าแค่นเสียงหยัน จากนั้นหันศีรษะหนี
หลี่เต้าคงมองไปยังจักรพรรดิสวรรค์และถามด้วยรอยยิ้มว่า “ฝ่าบาท ตอนนี้วังเทพต้องเกลียดชังข้ามากแน่ ท่านอยากจะรับพวกเราศิษย์พี่ศิษย์น้องไว้จริงๆ หรือ”
จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มกล่าวว่า “แต่เดิมวังสวรรค์ได้รับการสนับสนุนจากสำนักเต๋า เจ้ากับเราถือว่ามีต้นกำเนิดเดียวกัน เดิมก็ควรมีศัตรูคนเดียวกัน ส่วนวังเทพ พวกเขาผงาดขึ้นมาแค่เวลาหนึ่งมหาเคราะห์เท่านั้น ยังไม่เพียงพอจะเป็นภัยคุกคาม”
หลี่เต้าคงถามต่อว่า “พวกเราศิษย์พี่น้องจะต่อสู้ช่วงชิงโชคชะตา สามารถช่วยให้วังสวรรค์หัวเราะในตอนสุดท้ายได้ แต่โชคชะตามรรคกระบี่ พวกเราจะครอบครองไว้เอง นอกจากนี้ทรัพยากรทั้งหมดที่พวกเราต้องการ หวังว่าฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์จะยอมอนุญาต แน่นอน ศัตรูแกร่งที่วังสวรรค์ต้องกำจัด พวกเราจะออกมือแน่”
ตี้ไท่ไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย
จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มตอบ “ตกลง”
หลี่เต้าคงหัวเราะตาม
หลี่เสวียนเอ้าเบ้ปาก ลอบพูดว่า “แผนสกปรก”
……
เวลาช่างยาวนาน สำหรับหานเจวี๋ยแล้วหลายทศวรรษก็เหมือนหนึ่งวัน
เจ็ดสิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยอยู่ใกล้ระดับจักรพรรดิเซียนห้าวัฏแล้ว อย่างมากที่สุดสิบปีก็จะทะลวงระดับได้
แต่เขายังไม่ลืมภารกิจประจำวันที่ต้องทำหนึ่งครั้งในรอบสิบปี
หลังจากให้อู้เต้าเจี้ยนออกไป เขาก็หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์
“ประตูเมืองนรกเปิดกว้าง หากเหล่าวิญญาณในยมโลกต้องการช่วงชิงโชคชะตามรรคาสวรรค์ ทุกตนสามารถเข้ามาในเมืองนรกของข้าได้ หนึ่งสายเลือดรุ่งเรือง หนึ่งสายเลือดสูญสิ้น หากข้าได้เป็นจักรพรรดิสวรรค์ พวกเจ้าทุกตนจะเป็นเทพเซียน!”
ฉับพลันนั้นเสียงเผด็จการเสียงหนึ่งดังก้องไปทั่วยมโลก
หานเจวี๋ยจำเสียงนี้ได้ เสียงของพญายม
จิ๊ๆ ช่างกล้าเสียนี่กระไร!
ถึงกับอยากเป็นจักรพรรดิสวรรค์!
หานเจวี๋ยตัดสินใจรายงานเรื่องเขา
หนึ่งเดือนต่อมา เมื่อการสาปแช่งสิ้นสุดลง หานเจวี๋ยนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาติดต่อตี้ไท่ไป๋ ให้ตี้ไท่ไป๋บอกต่อกับจักรพรรดิสวรรค์
ถ้าตี้ไท่ไป๋ปกปิดไว้ เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร เดิมจักรพรรดิสวรรค์ก็มองว่ายมโลกเป็นศัตรูอยู่แล้ว
เรื่องเหล่านี้สามารถใช้พิจารณาได้พอดี ต่อไปเมื่ออยู่ต่อหน้าจักรพรรดิสวรรค์ก็ถามตี้ไท่ไป๋ได้ว่าปิดบังไว้หรือไม่
หากตี้ไท่ไป๋ปิดบัง หานเจวี๋ยจะเปิดเผยว่าอีกฝ่ายเป็นจักรพรรดิเซียนวัฏจักร
ถ้าตี้ไท่ไป๋ไม่ปิดบัง แสดงว่าตัวจักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็น่าจะเป็นคนของจักรพรรดิสวรรค์ เขาไม่สามารถรายงานได้ตรงๆ เพราะอาจจะทำให้เกิดความสงสัยได้
แม้ว่าจักรพรรดิสวรรค์จะปฏิบัติต่อหานเจวี๋ยเป็นอย่างดี แต่หานเจวี๋ยก็ไม่อาจเชื่อใจได้อย่างสมบูรณ์
เรื่องทั้งหมดคำนึงถึงแต่คำว่าผลประโยชน์
ถ้าหานเจวี๋ยเป็นภัยต่อวังสวรรค์หรือจักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์ก็จะไม่เมตตาปรานี
ต่อให้มองทุกสิ่งออก หากหานเจวี๋ยไร้คู่ต่อกรได้ย่อมไม่ปฏิบัติต่อวังสวรรค์อย่างอยุติธรรมแน่
ไม่ว่าอย่างไรวังสวรรค์ก็ทุ่มเทลงทุนให้เขาจริงๆ โดยเฉพาะจักรพรรดิสวรรค์
หลังจากรายงานเรื่องพญายมแล้ว หานเจวี๋ยก็วางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลงแล้วฝึกบำเพ็ญต่อไป
……
สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็วนัก
ในที่สุด หานเจวี๋ยก็ทะลวงถึงจักรพรรดิเซียนห้าวัฏ จิตวิญญาณยกระดับเปลี่ยนสภาพ เหนือกว่าความแข็งแกร่งก่อนหน้านี้ของเขามาก พลังเวทยิ่งโหมซัดไปมาไม่หยุด เกือบไปถึงระดับที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขาทำให้ตบะเสถียรไปพลาง เรียกหน้าต่างค่าสถานะออกมาตรวจดูไปพลาง
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 3855/745,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: เซียน (กายดาราอนธการ)]
[ตบะ: จักรพรรดิเซียนห้าวัฏ]
……
อายุขัยเจ็ดร้อยสี่สิบห้าล้านล้านปี!
จะสุดยอดเกินไปแล้ว!
หานเจวี๋ยรู้สึกภาคภูมิใจมาก เบิกบานใจแทบตาย
ทุ่มอายุขัยไปมากขนาดนั้น อายุขัยของเขาก็ยังคงเพิ่มขึ้นพุ่งพรวดตลอด
อายุขัยในตอนนี้คู่ควรกับตัวตนของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!
รอจนหานเจวี๋ยบรรลุระดับเซียน เช่นนั้นอายุขัยจะเกินจริงขนาดไหน?
ขอเพียงเขาไม่ถูกใครฆ่า เขาก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ตลอดไป!
จะเข้าสู่เคราะห์ไม่ได้!
เรื่องที่สำคัญต้องใคร่ครวญเงียบๆ ทุกวัน
หานเจวี๋ยใช้เวลาอีกสามปีถึงจะทำให้ตบะมั่นคงโดยสมบูรณ์ได้
หนึ่งปีถัดมา เขาตระหนักรู้มรรคกระบี่ ยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ไปจนถึงขีดสูงสุด
ทว่าในแบบจำลองการทดสอบ เขายังคงไม่คืบหน้า
นอกจากจักรพรรดิสวรรค์ก็ปลิดชีพทุกคนในพริบตาได้
หากต่อกรกับจักรพรรดิสวรรค์ก็หนีไม่พ้นจุดจบที่ถูกปลิดชีพในฉับพลัน เว้นแต่จะหลบหลีกไปรอบๆ ด้วยกำลังทั้งหมดตั้งแต่เริ่ม
ช้าก่อน!
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนแดนชำระบาปเก้าขุมถูกเปิด เซวี่ยหมิงเหอปรากฏตัว พญายมก็มาด้วยเช่นกัน เขาเคยตรวจดูตบะของทั้งสองคนแล้ว
เกือบลืมไปเลย
จัดเตรียมแบบจำลองการทดสอบ!
ยามต่อสู้กับเซวี่ยหมิงเหอ หานเจวี๋ยยืนหยัดเป็นเวลาห้านาที แต่ก็ยังแพ้อยู่ดี
เวลาสู้กับพญายม หานเจวี๋ยต้านทานอยู่สามนาที ก่อนจะถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม
หานเจวี๋ยเกือบจะปิดกั้นตัวเองแล้ว
เขาแทบจะหลีกเลี่ยงการปะทะกับสองคนนี้มาโดยตลอด
ความภาคภูมิใจในใจหานเจวี๋ยมลายหายไปทันที
‘เฮ้อ สาปแช่งจักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์สักหน่อยแล้วกัน ไม่อย่างนั้นสภาพจิตใจของข้าจะเสียสมดุลและฝึกบำเพ็ญลำบาก’
หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้ จากนั้นจึงหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา
ในระหว่างที่เขาทะลวงระดับ อู้เต้าเจี้ยนจะอยู่นอกถ้ำเทวาตลอด ดังนั้นเขาจึงสามารถสาปแช่งอย่างวางใจและกล้าหาญ
“คนเดียวหนึ่งพันล้านปี ข้าไม่เชื่อหรอกกว่าจะสาปแช่งจนบังเกิดผลไม่ได้”
หานเจวี๋ยสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก่อน
อย่างไรเสียเจ้าหมอนี่ก็จะสังหารจักรพรรดิสวรรค์ ต้องจัดการให้เรียบร้อยก่อน
หานเจวี๋ยสาปแช่งไปพลาง จับจ้องหน้าต่างคุณสมบัติของตนไปพลาง
หลังจากผ่านไปห้าวัน ตัวเลขอายุขัยของเขาก็เริ่มเพิ่มขึ้น
หนึ่งพันปี!
หนึ่งแสนปี!
หนึ่งล้านปี!
สิบล้านปี!
หนึ่งร้อยล้านปี!
หนึ่งพันล้านปี!
หานเจวี๋ยหยุดทันที ทันเวลาพอดิบพอดี เพิ่งหักอายุขัยไปหนึ่งพันล้านปี
ปฏิกิริยาตอบสนองของจักรพรรดิเซียนยอดเยี่ยมมาก
หานเจวี๋ยเช็ดคราบเลือดทั่วหน้าพลางเรียกจดหมายออกมาตรวจดู ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์
[บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่แค้นของท่านจิตมารปั่นป่วนเพราะคำสาปแช่งของท่าน มรรคาพุทธอ่อนแอลง ยากจะควบคุมตัวเอง]
หานเจวี๋ยตกตะลึง
นี่หมายความว่าอะไร มรรคาพุทธอ่อนแอหมายถึงตบะมรรคาพุทธของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์หรือว่าพลังวิเศษ
ยากจะควบคุมตัวเองอะไรกัน
หานเจวี๋ยไม่เข้าใจ แต่ในเมื่อบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถูกสาปแช่งจนเกิดเรื่อง เขาก็ยังมีความสุขมาก
รายต่อไปคือเจ้าจักรพรรดิปีศาจ!
บทที่ 315
แดนเซียน ปัจฉิมสวรรค์
ภายในถ้ำเทวาอันมืดมิด บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์นั่งสมาธิบนเบาะรองนั่ง สีหน้าของเขาวูบไหว ช่วงหว่างคิ้วผุดเผยไอชั่วร้ายที่แปลกประหลาดพิศวง ลักษณะท่าทางของทั้งตัวคนแปลกพิกลถึงขีดสุด
จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งคู่ดูราวปีศาจร้าย มืดทะมึนน่าสะพรึงกลัว
“สมควรตาย จิตมารเสียการควบคุม นี่ควรทำอย่างไรดี”
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ขมวดคิ้ว ในใจเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!
เขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าตนไปล่วงเกินเจ้าแดนต้องห้ามอันธการตรงที่ใด
เมื่อเอ่ยถึงความขัดแย้ง สำนักพุทธก็หาได้แข็งแกร่งเท่าวังสวรรค์และวังปีศาจ หรือแม้กระทั่งไม่ได้เหิมเกริมเหมือนอย่างเผ่าเทพอีกาทองด้วยซ้ำ
นอกจากนี้! สำนักพุทธ็ไม่ได้มีบรรพชนพุทธเพียงเขาคนเดียว!
เหตุใดเจ้าแดนต้องห้ามอันธการถึงเอาแต่จับจ้องและสาปแช่งเขาไม่เลิกรา
หรือว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเคยถูกเขาล่วงเกิน?
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน จำนวนคนมีมากเกินไป เดิมทีเขาก็ไม่สามารถยืนยันได้เลย
จิตมารเสียการควบคุม บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ไม่กล้าเผชิญหน้ากับสำนักพุทธอีก หากเรื่องที่ว่าเขาเป็นมารแพร่ออกไป สำนักพุทธจะกลายเป็นเป้าของการวิพากษ์วิจารณ์ของสาธารณชนในแดนเซียนแน่
มีแต่ต้องทนเท่านั้น!
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถอนหายใจ เริ่มกดสยบจิตมาร
…
วังปีศาจ ภายในตำหนักจักรพรรดิปีศาจ
จักรพรรดิปีศาจกำลังพูดคุยกับวีรบุรุษผู้หนึ่ง วีรบุรุษผู้นี้สวมชุดเกราะสีดำทรงพลัง ร่างกายกำยำ ผมดำปลิวสะบัด ดูราวกับมังกรดำตัวหนึ่งที่กำลังขดตัวอยู่เหนือศีรษะ
วีรบุรุษผู้นี้ก็คือบุตรแห่งจักรพรรดิปีศาจ นามว่าซวีหวง
“เสด็จพ่อ วางใจเถิด ข้าปิดด่านมาห้าล้านปีแล้ว ถึงเวลาแสดงความสามารถแล้ว” ซวีหวงกล่าวอย่างมั่นใจ
จักรพรรดิปีศาจยิ้มและกล่าวว่า “ในบรรดาบุตรของเรา เจ้าเป็นผู้ที่พากเพียรที่สุด ปิดด่านมาห้าล้านปี เจตจำนงค์เช่นนี้ไม่มีมนุษย์หรือมารใดจะเทียบได้”
ซวีหวงยิ้มขึ้นมาในทันที
ในสายตาของเขาเต็มไปด้วยความตั้งตาคอย
ความสามารถของเขาโดดเด่น ปิดด่านมาห้าล้านปี ตบะเทียมฟ้า เขารู้สึกว่าตนเองเป็นระดับผู้ทรงพลังแล้ว สามารถช่วงชิงโชคชะตาที่ยิ่งใหญ่ได้
ซวีหวงถามด้วยรอยยิ้ม “เสด็จพ่อ มีผู้ใดที่ท่านต้องการให้ข้าเล่นงานโดยเฉพาะหรือไม่”
จักรพรรดิปีศาจกำลังจะเอ่ยตอบ ทว่าสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปในทันใด
พลังแห่งคำสาป!
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการนี่มัน!
จักรพรรดิปีศาจจำต้องใช้พลังเวทของเขาระงับพลังแห่งคำสาปนี้
ซวีหวงสังเกตเห็นถึงความผิดปกติของเขา จึงเอ่ยถามด้วยความเป็นกังวล “เสด็จพ่อ ท่านเป็นอะไรไปหรือพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิปีศาจเองก็ไม่ได้ปิดบัง กล่าวเสียงขรึมว่า “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งเราอีกแล้ว!”
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!
ซวีหวงขมวดคิ้ว หลังจากปิดด่านเขาได้รู้จักชื่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจากปากของปีศาจประหลาดที่คอยรับใช้เขา
ปวงสวรรค์ยามนี้ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคือสิ่งมีชีวิตที่ลึกลับและน่าสะพรึงที่สุด เขาลอบบงการมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตในเงามืด ใช้พลังคำสาปเย้าแหย่ขุมอำนาจใหญ่ทุกแห่ง วิธีการเช่นนี้เรียกได้ว่าไม่เคยมีมาก่อน
ในอดีตก็เคยมีผู้ทรงพลังที่บำเพ็ญมรรคแห่งคำสาป แต่ไม่เคยมีผู้ใดใช้คำสาปเรียกลมเรียกฝน ก่อความโกลาหลเหมือนอย่างเจ้าแดนต้องห้ามอันธการมาก่อน
“เสด็จพ่อ ข้าจะต้องตามหาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการและล้างแค้นแทนท่านให้จงได้!”
ซวีหวงกล่าวอย่างโกรธแค้น ในความเห็นของเขาเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะต้องไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งแน่ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีนี้
จักรพรรดิปีศาจกล่าวว่า “เจ้าถอยออกมาก่อนเถิด ทำความคุ้นเคยกับวังปีศาจในตอนนี้ก่อน แล้วเราจะมอบภารกิจให้เจ้าในภายหลัง”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ซวีหวงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
ทันทีที่เขาจากไป จักรพรรดิปีศาจก็ควบคุมตัวเองไม่ได้อย่างสิ้นเชิง อานุภาพทรงพลังของตนระเบิดปะทุ พลังเวทภายในร่างพลุ่งพล่านเพิ่มทวีขึ้น ต่อต้านการบุกรุกของพลังแห่งคำสาปไม่หยุด
…
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยเลือดออกทวารทั้งเจ็ด ทว่าสายตาของเขากลับสุกใส จ้องมองไปยังหน้าจอแสดงคุณสมบัติที่อยู่เบื้องหน้า
เขากำลังคำนวณอายุขัยที่หายไป
แปดร้อยล้านล้านปี!
ก็ไม่รู้ว่าจะสามารถใช้เวลาพันล้านปีในการสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจจนเกิดเรื่องได้หรือไม่
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม
ยามที่อายุขัยสะสมของหานเจวี๋ยลดลงเหลือหนึ่งพันล้านปี เขาจึงหยุดลงในทันที
อายุขัยของเขายังคงเป็นเจ็ดร้อยสี่สิบห้าล้านล้านปี อายุขัยสองพันล้านปีที่ถลุงไปนั้นยังไม่เท่ากับแม้แต่เศษเสี้ยวของเขา
หานเจวี๋ยยกมือขึ้นปาดหน้า คราบเลือดทั้งหมดล้วนหายไป
เขาเรียกกล่องจดหมายออกมาตรวจดู ด้วยอยากรู้ว่ามีการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับจักรพรรดิปีศาจหรือไม่
แต่ว่า กลับไม่มีเลย
หานเจวี๋ยนิ่งอึ้ง
พักนี้จักรพรรดิปีศาจโหดเหี้ยมมาก ทั้งที่เป็นผู้นำอิทธิพลที่ถูกเขาสาปจนเกิดเรื่องก่อนใครแท้ๆ ทว่ายามนี้สภาพยังแข็งขันกว่าบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เสียอีก
แต่หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ผิดหวัง คิดเสียว่าเป็นการรับรองความน่าจะเป็นเท่านั้น
บางทีในอีกร้อยปีข้างหน้า การสาปแช่งส่งๆ อาจทำให้เขาเกิดเรื่องก็ได้
หายเจวี๋ยเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บ หลังจากนั้นหลายวันสภาพก็กลับคืนมาอย่างเต็มที่
‘ยากที่จะฝ่าทะลวง จะปรับปรุงอีกครั้งหรือไม่’ หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
ลองดูแล้วกัน!
อย่างไรเสียนอกจากการบำเพ็ญตบะ ก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว!
หานเจวี๋ยกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจ ‘ในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้ ใครคือผู้แข็งแกร่งที่สุด’
[จำเป็นต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
แค่นี้ก็ต้องหักถึงพันล้านปีเชียวหรือ
ช่างเถิด!
หานเจวี๋ยคร้านที่จะดำเนินการต่อ อย่างไรเสียคนที่แข็งแกร่งที่สุดก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาอยู่ดี
เขาถ่ายทอดเสียงไปยังอู้เต้าเจี้ยน อนุญาตให้นางเข้ามา จากนั้นเขาก็เริ่มก้มหน้าก้มตาบำเพ็ญตบะของตนเอง
ภายนอกถ้ำเทวา
หลังจากอู้เต้าเจี้ยนได้ยินเสียงของหานเจวี๋ยที่ถ่ายทอดมา ก็หยัดกายลุกขึ้นเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นายท่านฝ่าด่านเสร็จแล้ว ข้าควรเข้าไปได้แล้ว”
เอ่ยจบนางก็หันตัวเดินไปทางถ้ำเทวา
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกล่าวด้วยความชื่นชม “ท่านเจ้าสำนักก็มีพรสวรรค์แข็งแกร่งเกินไปแล้ว สัมผัสได้ว่าทุกๆ สองร้อยปีเขาก็ทะลวงแล้วใช่หรือไม่”
ไก่คุกกรัตติกาลยิ้มอย่างลำพองใจ “นั่นก็ใช่ ในบรรดาโลกาสวรรค์ พรสวรรค์ของนายท่านพวกเรานี่ละที่แข็งแกร่งที่สุด!”
คนอื่นๆ พากันพยักหน้า พรสวรรค์ของพวกเขาต่างแข็งแกร่งมาก แต่ไม่ว่าพวกเขาจะตรากตรำบำเพ็ญตบะหนักเพียงใด ระยะห่างกับหานเจวี๋ยก็ยังไกลกันอยู่ตลอด
“จะว่าไปแล้ว ตัวอย่างที่เหมือนกกับอาจารย์ปู่นี้ ข้านึกถึงอยู่เพียงผู้เดียว” จู่ๆ มู่หรงฉี่ก็พูดขึ้นมา
โจวหมิงเยวี่ยถามอย่างใคร่รู้ “ใครหรือ”
มู่หรงฉี่เอ่ยยิ้มๆ ว่า “ก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเคยพูดถึงแล้ว อาจารย์ปู่นั้นคล้ายกับบรรพชนเต๋ามาก ยามที่บรรพชนเต๋าเลื่องชื่อครั้งแรกก็เป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดภายใต้มรรคาสวรรค์ พิจารณาจากบุคลิกของอาจารย์ปู่ ก็ต้องรอหลังจากไร้ศัตรูเทียมทานแล้วจึงจะลงมาเกิดได้”
ต้วนหงเฉินเมื่อได้ยิน ก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้
อย่าพูดเลย!
เหมือนกันมากจริงๆ!
หลังจากทุกคนคุยกันเรื่องบรรพชนเต๋ามาพักหนึ่ง ก็แยกย้ายกันไปบำเพ็ญตบะต่อ
หัวข้อสนทนาเช่นนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาปรากฏไม่เพียงแค่หนึ่งครั้ง พวกเขาคงไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นแล้ว อย่างมากสุดก็แค่รู้สึกว่าน่าสนใจเท่านั้น
…
แดนเซียน ภายในห้องโถงใหญ่ สิงหงเสวียนที่มีผ้าคลุมหน้านั่งอยู่บนเก้าอี้ ฟังเหล่าผู้อาวุโสในเผ่าพูดคุยเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญล่าสุดในแดนเซียน
“งานชุมนุมคุณสมบัติเซียนสิ้นสุดลงแล้ว มีคนผู้หนึ่งเคลื่อนขวางปรากฏสู่โลก มีศักยภาพแฝงของผู้กล้าไร้เทียมทาน”
“หลงเฮ่ากระมัง ข้าเองก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน แม้แต่รองเจ้านิกายฉ่านก็ยังยกย่องเขาไม่หยุด”
“กล่าวกันว่าหลงเฮ่าดูเหมือนจะเป็นโอรสจักรพรรดิสวรรค์ มีพรสวรรค์เช่นนี้ก็ไม่น่าแปลกใจ”
“เฮ้อ สายเลือดของเทพเซียนนั้นแข็งแกร่งกว่าเผ่ามนุษย์ของเราจริงๆ”
“เผ่ามนุษย์ก็มีผู้ล้าไร้เทียมทาน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับหลงเฮ่าแล้ว ก็ยังห่างไกลกันนัก ได้ยินมาว่าหลงเฮ่าก่อให้เกิดมรรคาสวรรค์ในงานชุมนุมคุณสมบัติเซียน ระดับกการหยั่งรู้เกินจริงอยู่มาก”
เมื่อฟังการอภิปรายของเหล่าผู้อาวุโสในเผ่า สีหน้าสิงหงเสวียนก็ดูแปลกพิกล
หลงเฮ่า?
นั่นก็ไม่ใช่ลูกศิษย์ของท่านพี่หรอกหรือ
เหตุใดถึงออกมาจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเสียแล้วเล่า
สิงหงเสวียนจำไม่ผิดแน่ คนที่ชื่อหลงเฮ่าอาจจะไม่ได้มีเพียงคนเดียว แต่หลงเฮ่าที่มีสถานะเป็นโอรสจักรพรรดิสวรรค์ เช่นนั้นก็มีเพียงคนเดียวแล้ว
เมื่อได้ยินว่าหลงเฮ่ามีชื่อเสียงไปทั่วหล้า ความอิ่มเอมใจที่สิงหงเสวียนสร้างขึ้นก่อนหน้านี้ก็พลันมลายหายไป
คุณสมบัติในชีวิตนี้ของอันที่จริงก็ไม่เลว แต่เมื่อเทียบกับพวกหลงเฮ่า ลี่เหยา ถูหลิงเอ๋อร์และคนอื่นๆ แล้วก็ยังห่างชั้นกันเกินไป
ในเวลานี้ จู่ๆ หัวหน้าเผ่าก็พลันมองมาทางสิงหงเสวียนและเอ่ยว่า “อิงเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้ไม่นานเจ้าเพิ่งไปที่พระราชวังมา พระสนมของจักรพรรดิเคยบอกกับเจ้าหรือไม่ว่าแผนการต่อไปของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์คืออะไร”