306-310
บทที่ 306
“แต่…”
เงาดำหันกลับมา ทำเอาหานมิ่งเงยหน้าขึ้น ทอดมองเขาอย่างวาดหวัง
“นิกายฉ่านกำลังจะจัดงานชุมนุมคุณสมบัติเซียนที่คุนหลุน ภูตเซียนอายุต่ำกว่าหนึ่งล้านปีล้วนสามารถเข้าร่วมได้ เจ้าลองไปดูสิ จะได้รับโชคใดก็ขึ้นอยู่กับเจ้าทั้งสิ้น หลังจากจบงานชุมนุมใหญ่แล้วเจ้าต้องกลับมา ไม่เช่นนั้นหลังจากนี้เจ้าข้าศิษย์อาจารย์ตัดขาดไม่เกี่ยวข้องกันอีก”
เมื่อหานมิ่งได้ยินเช่นนี้ ก็ประหลาดใจเป็นอย่างมาก รีบร้อนคารวะขอบคุณเป็นพัลวัน
เขาอยู่ที่นี่มาสามพันกว่าปีแล้ว ตั้งแต่ที่จำความได้ก็อยู่ที่นี่ไม่เคยไปที่ใด แม้กระทั่งพ่อแม่ของเขาก็ยังไม่เคยพบด้วยซ้ำ
เขารอคอยโอกาสที่จะได้ออกไปข้างนอกมาโดยตลอด!
“ข้าจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังเป็นอันขาด!”
หานมิ่งรับปาก น้ำเสียงตื่นเต้นยิ่งนัก
เงาดำพยักหน้าเล็กน้อย ร่างกายเคลื่อนไหว ตั้งท่าจะจากไป
หานมิ่งรีบเอ่ยถามขึ้นทันควัน “พี่ชายข้าจะไปหรือไม่”
เงาดำพูดอย่างมีเลศนัย “เขาไม่ไปหรอก เจ้าอย่าเอาแต่คิดถึงเขา ระยะห่างระหว่างพวกเจ้ามากเกินไปนัก แม้ตอนนี้เจ้าอยากจะยอมรับเขาเป็นพี่ชาย แต่เขาก็คงไม่ยอมรับเจ้า เขาไม่รู้แม้กระทั่งว่าเจ้ามีตัวตนอยู่ด้วยซ้ำ พวกเจ้าล้วนเป็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง แต่อย่างน้อยเจ้าก็ยังมีอาจารย์คอยดูแล ส่วนเขาอยู่คนเดียวมาโดยตลอด ในใจของเขาไม่ยอมรับความรักฉันท์ครอบครัวตั้งนานแล้ว สิ่งที่เจ้าควรทำคือการตั้งใจบำเพ็ญตบะให้ดี พยายามเทียมเคียงเขาให้ได้สักวันหนึ่ง”
วาจาสิ้นสุดลง เงาดำก็หายไปจากลานแสดงยุทธ์
หานมิ่งขมวดคิ้ว สองมือกำเป็นหมัดแน่น
……
สิบปีต่อมา
หลังจากหานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญตบะเสร็จแล้ว ก็นำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่งศัตรู ขณะเดียวกันก็ตรวจสอบกล่องจดหมายไปด้วย
[จี้เซียนเสินสหายของท่านออกจากยมโลก]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากศิษย์นิกายเจี๋ย] x59308
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด] x243376
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านเข้าสู่แดนลึกลับนิกายเจี๋ย]
[มารสวรรค์เบิกฟ้าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูของท่าน]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักพรรดิปีศาจศัตรูของท่าน]
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านก่อร่างสร้างกายเนื้อใหม่ รู้แจ้งมรรคาสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มพูน]
…
วังสวรรค์เริ่มสู้กับวังปีศาจอีกแล้ว!
ช่างไม่เลิกไม่ราจริงๆ
ในบรรดาศิษย์ของสำนักซ่อนเร้น มีเพียงฟางเหลียงที่ยังคงพเนจรอยู่ในวังสวรรค์ ตอนนี้หานเจวี๋ยเองก็ไม่สะดวกที่จะเรียกฟางเหลียงกลับมา เห็นได้ชัดว่าเขาก็ต้องการละทิ้งวังสวรรค์เช่นเดียวกัน
หานเจวี๋ยเลื่อนมองลงมาด้านล่าง แต่ไม่เห็นเหตุการณ์สำคัญใดๆ ในตอนนี้
มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตอาจคงดำเนินต่อไปนานนับหมื่นปี ภายในเวลาหลายร้อยปีวังสวรรค์และวังปีศาจยากจะเข้าสู่ระยะต่อสู้จนล้มตายกันหมด
กองกำลังของแต่ละฝ่ายกำลังก่อสงสครามเพื่อสนับสนุนสงคราม อ้างชื่อของสงครามเพื่อกลืนกองกำลังขนาดเล็กอื่นๆ อย่างบ้าคลั่ง
เช่นเดียวกับวังปีศาจ ที่ล้วนบุกมาถึงยมโลกแล้ว
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังอ่านจดหมาย ทันใดนั้นเองเสียงตะโกนเดือดดาลก็ดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาดกลางแดดจัด มาแบบไม่ทันตั้งตัว
“ข้าคือแม่ทัพเทพสวรรค์แห่งวังสวรรค์ หมายช่วงชิงสมญานามเทพสงครามคนแรกของแดนเซียน ข้าจะเฝ้าพิทักษ์ในแม่น้ำสวรรค์ ไม่ว่าผู้ใดที่ไม่ยอมรับล้วนมาท้าประลองกับข้าได้ หากเอาชนะข้าได้จะได้รับพลังวเวท ของวิเศษและมหาดวงชะตามรรคาสวรรค์ของข้าไปชั่วชีวิต!”
“ตามมรรคาสวรรค์ หากภายในพันปีนี้ไม่มีผู้ใดสามารถเอาชนะข้าได้ ข้าก็จะเป็นเทพสงครามที่แข็งแกร่งที่สุด!”
เสียงนี้เผด็จการอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ทำเอาผู้คนตกตะลึงเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งหานเจวี๋ยเองก็ยังตกใจ
เสียงชวนสยองดังก้องกังวานยิ่งนัก!
หานเจวี๋ยเงยหน้าขึ้นในทันที สายตามองทะลุเกาะสำนักซ่อนเร้น ทอดมองท้องฟ้าของยมโลก
เขามองเห็นอะไร
เขากลับเห็นว่าท้องนภาถูกหอกขนาดใหญ่เล่มหนึ่งแทงทะลุ ต่อหน้าหอกเล่มนี้ ทุกสรรพสิ่งในยมโลกล้วนเล็กจ้อยลงถนัดตา
มันใหญ่โตกว่าสิ่งใดที่หานเจวี๋ยเคยพบเห็น!
ลำพังเพียงปลายหอกก็ใหญ่ยักษ์เช่นนี้แล้ว แล้วหอกวิเศษทั้งเล่มนั้นจะน่ากลัวเพียงใดกัน
หานเจวี๋ยตกใจ บรรดาศิษย์ในสำนักซ่อนเร้นทั้งหมดก็ล้วนตกใจไม่ต่างกัน
“นั่นคืออะไร”
“นั่นมันอาวุธเทพของแม่ทัพเทพสวรรค์!”
“แม่ทัพเทพสวรรค์อวดดียิ่งนัก!”
“เขาก็มีคุณสมบัติที่จะอวดดีจริงๆ นั่นละ คราวนี้แดนเซียนก็ครึกครื้นแล้ว”
“นี่เขาเสียสติไปแล้วหรือ คิดจะสร้างศัตรูให้วังสวรรค์หรืออย่างไร”
“ไม่ใช่ ตอนนี้เป็นช่วงเวลาแห่งมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต มรรคาสวรรค์จะถูกอัญเชิญ เขาพูดเองว่าให้ดำเนินตามมรรคาสวรรค์ หากไม่มีใครเอาชนะเขาได้ในพันปี เขาจะได้รับดวงชะตาเทพสงคราม ปวงสวรรค์หมื่นโลกา ไม่ว่าดวงชะตา หรือสิ่งมีชีวิตใดที่เรียกตัวเองว่าเทพสงคราม หรือจะเป็นสมญานามเทพสงครามล้วนต้องตกเป็นของเขาทั้งหมด!”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลเองก็เข้าร่วมวงสนทนาของบรรดาศิษย์ วิเคราะห์สาเหตุว่าเหตุใดแม่ทัพเทพสวรรค์ถึงทำเช่นนี้
ทุกคนอดมองไปทางมู่หรงฉี่ไม่ได้
มู่หรงฉี่เองก็ได้ชื่อว่าเป็นเทพสงคราม
การที่แม่ทัพเทพสวรรค์ทำเช่นนี้ก็เป็นภัยคุกคามต่อเขาอย่างไม่ต้องสงสัย
มู่หรงฉี่ยิ้มออกมาอย่างจนใจพร้อมกล่าวว่า “อย่ามองข้า อย่างมากข้าก็แค่ละทิ้งดวงชะตาเทพสงคราม คิดเสียว่าชีวิตนี้ของข้ายังไม่ถือว่าเป็นเทพสงคราม จึ๊ๆ ที่แม่ทัพเทพสวรรค์ทำเช่นนี้ก็คงจงใจมุ่งเป้าไปที่วังเทพ เทพสงครามของวังเทพนั้นมีมากที่สุดแล้ว”
ซูฉีเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “วังสวรรค์กับวังเทพไม่ได้เป็นพันธมิตรกันหรือ”
หลังจากกลับมาพร้อมกับมู่หรงฉี่ เขาล้วนใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปิดด่าน มีน้อยครั้งที่จะถูกทำให้ตกใจเหมือนอย่างวันนี้
“ความสัมพันธ์ระหว่างสี่ขุมอำนาจในแดนเซียนนั้นมักเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เชื่อถือไม่ได้หรอก” จอมปีศาจคุกรัตติกาลส่ายหน้ากล่าว
ลี่เหยาเอ่ยถามด้วยความสงสัย “แม่ทัพเทพสวรรค์เดิมพันดวงชะตาเทพสงคราม เช่นนั้นเป็นไปได้หรือไม่ที่ยังจะเดิมพันดวงชะตาอื่นๆ ด้วย อย่างเช่นเดิมพันเซียน คำว่าเซียนคำนี้ก็สามารถช่วงชิงดวงชะตาของสรรพสิ่งทั้งหมดในแดนเซียนได้หรือไม่”
ทุกคนมองมาที่นาง ยามปกติหญิงสาวผู้นี้จะสงบเสงี่ยมเจียมตัวยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าจะใจกล้าเพียงนี้
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกลอกตาไปมา พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ใครจะกล้า แม้แต่จักรพรรดิสวรรค์ จักรพรรดิปีศาจเองก็ยังไม่กล้า ใครที่กล้าทำเช่นนั้นก็เท่ากับรนหาที่ตายให้ตัวเองแล้ว”
ลี่เหยายิ้มออกมาอย่างเก้อเขิน เป็นเช่นนั้นจริงๆ นางคิดง่ายดายเกินไป
ต้วนหงเฉินยืนอยู่ข้างหลัง ลูบปลายคางครุ่นคิด
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยเองก็แอบได้ยินคำอธิบายของจอมปีศาจคุกรัตติกาล เขาแอบร้อนรนขึ้นมา
วังสวรรค์กำลังรนหาที่ตายนี่!
หอกแทงทะลุหัวนก มิน่าเล่าถึงได้พ่ายแพ้ในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต!
จักรพรรดิสวรรค์เอ๋ย ข้าควรจะช่วยท่านอย่างไรดี
หานเจวี๋ยจำต้องล้วงป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา ติดต่อกับตี้ไท่ไป๋
เพียงไม่นาน พลังจิตก็เชื่อมต่อกัน
“เจ้าก็มาถามเรื่องแม่ทัพเทพสวรรค์ด้วยหรือ” ตี้ไท่ไป๋เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าจะมีคนมาหาเขามากกว่าหนึ่งคนสินะ
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ใช่แล้ว เช่นนี้จะไม่อวดดีเกินไปหน่อยหรือ”
“วางใจเถิด วังสวรรค์และสำนักพุทธเป็นพันธมิตรกันโดยสมบูรณ์แล้ว ร่วมมือกันทำรายนามสถาปนาเทพ ก่อนหน้านี้วังปีศาจจะโจมตีวังสวรรค์ ในฐานะพันธมิตรวังเทพกลับละเลยไม่สนใจ พอดีจึงได้ยืมพวกเขามาประเดิมดาบเสียก่อน แล้วค่อยสู้กับวังปีศาจ”
“สำนักพุทธจะเชื่อหรือ”
“บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์มุ่งหน้ามาหารือกับฝ่าบาทด้วยตนเอง เรื่องนี้ได้ประกาศไปยังแดนเซียนแล้ว หากสำนักพุทธตระบัดสัตย์ ใครยังจะกล้าเชื่อสำนักพุทธอีก”
“เอาเถิด”
คิ้วของหานเจวี๋ยยิ่งขมวดมุ่นมากขึ้น
หลังจากวางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง เขาก็รู้สึกไม่สบายใจ
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์รู้จักเล่นจริงๆ
คราวนี้หานเจวี๋ยเริ่มลังเล ไม่รู้ว่าควรจะสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ต่อไปหรือไม่
หากเขาสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จนตาย สำนักพุทธอยู่ในความสับสนวุ่นวาย วังสวรรค์จะพลอยเดือดร้อนไปด้วยหรือไม่
‘แปลก เหตุใดบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถึงกล้าเป็นพันธมิตรกับวังสวรรค์สวรรค์โดยไม่สนใจสิ่งใดเพียงนี้
ช้าก่อน!
หรือเป็นเพราะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่ได้สาปแช่งวังสวรรค์ ดังนั้นบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จึงทำเช่นนี้?
ใช่แล้ว ข้าเกือบลืมข้อนี้ไปเสียสนิท
หากมีคนคลำหาเบาะแสนี้ของวังสวรรค์จนพบหานเจวี๋ยเข้า เช่นนั้นจะทำอย่างไร’
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาทันที เริ่มสาปแช่งจักรพรรดิสวรรค์
เขาเพียงแค่แสร้งทำสักหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นศัตรูกับจักรพรรดิสวรรค์จริงๆ
สาปแช่งแค่วันเดียวแล้วกัน แสดงละครสักหน่อย ไม่ให้เอาเป็นเยี่ยงอย่าง
หานเจวี๋ยลอบขอโทษอย่างเงียบๆ
ฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์ อย่าได้ตกใจไปเลย ข้าเพียงเล่นละครเท่านั้น จะไม่สาปแช่งท่านจนเกิดปัญหาเด็ดขาด
…
วังสวรรค์
เหล่าเทพเซียนมารวมตัวกันที่พระราชวังเทียมเมฆา
จู่ๆ จักรพรรดิสวรรค์ก็พลันคิ้วขมวด เคลื่อนย้ายลมปราณต่อต้านพลังลึกลับของคำสาปแช่ง
ตี้ไท่ไป๋สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของเขา จึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ฝ่าบาท ทรงเป็นอะไรไปหรือพ่ะย่ะค่ะ”
เหล่าเทพเซียนที่กำลังปรึกษาหารือกันต่างก็มองมาที่จักรพรรดิสวรรค์เป็นตาเดียว
ความโกรธฉายชัดในแววตาของจักรพรรดิสวรรค์ เขากล่าวเสียงขรึมว่า “มีคนกำลังสาปแช่งเรา เราคำนวณเห็นหนังสือเล่มหนึ่ง คาดว่าเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!”
บทที่ 307
ฮือฮา…
กลุ่มเทพเซียนในพระราชวังเทียมเมฆาส่งเสียงฮือฮา ทุกคนล้วนตกตะลึง
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจ้องเล่นงานวังสวรรค์แล้วหรือ
ฉับพลันนั้นมีเซียนเมธีผู้หนึ่งกระโดดออกมา ทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า “ข้าว่าแม่ทัพเทพสวรรค์ทำเช่นนั้นโอ้อวดเกินไป คราวนี้ดีนัก ไปยั่วโมโหเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเข้า ต่อไปพวกเราต้องถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่!”
ทันทีที่เอ่ยเช่นนี้ออกมา ก็มีเซียนเมธีคนอื่นๆ พูดประณามแม่ทัพเทพสวรรค์
ฝ่ายแม่ทัพสวรรค์ก็เข้าร่วมสงครามปากครั้งนี้ด้วย
“พอได้แล้ว!”
จักรพรรดิสวรรค์พลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงน่าเกรงขาม สยบเหล่าเทพทันที
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการคนเดียวก็ทำให้พวกเจ้าตกใจกลัวจนเป็นเช่นนี้ได้แล้ว? ในความคิดของเรา เจ้าแดนต้องห้ามอันธการต้องไม่แข็งแกร่งเป็นแน่ ไม่เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเลย พลังคำสาปแช่งของเขายังไม่สามารถคุกคามเราได้!”
จักรพรรดิสวรรค์แค่นเสียงเย็นชาพลางทอดมองเหล่าเทพเซียน เขาโกรธจัดมานานแล้ว
ปกครองประชาราษฎร์พวกเขานับว่ามีฝีมือ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม พวกเขาจะขัดแย้งกันเองได้ง่ายอยู่เสมอ
จะเหมือนวังเทพกับวังปีศาจเสียที่ไหน มีแต่พวกกระหายสงครามทั้งนั้น
“เรื่องแม่ทัพเทพสวรรค์ตัดสินแล้ว ต่อไปคุนหลุนจะจัดงานชุมนุมคุณสมบัติเซียนขึ้น สิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่มีอายุต่ำกว่าหนึ่งล้านปีเข้าร่วมได้ พวกเจ้าสามารถส่งศิษย์และลูกหลานไปร่วมงาน เพื่อสร้างเกียรติให้แก่วังสวรรค์”
จักรพรรดิสวรรค์สั่งการ หัวข้อสนทนาเปลี่ยนไป พระราชวังเทียมเมฆาเกิดเสียงดังเซ็งแซ่อีกครั้ง
ฉากนี้ทำให้จักรพรรดิสวรรค์ทอดถอนใจอยู่ในใจ
หนึ่งชั่วยามต่อมา
เหล่าเทพเซียนแยกย้ายกันไป ในท้องพระโรงเหลือเพียงตี้ไท่ไป๋เท่านั้น
จักรพรรดิสวรรค์ถามขึ้น “สถานการณ์ของหานเจวี๋ยเป็นอย่างไรบ้าง ก่อนหน้านี้เขาติดต่อหาเจ้าหรือ”
ตี้ไท่ไป๋ยิ้มกล่าวว่า “น่าจะไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ เขาดูเป็นห่วงวังสวรรค์มาก”
“หึ เราไม่ได้ดูแลเขาเสียเปล่าจริงๆ เด็กคนนี้ไม่รู้ว่าพักนี้ไปซ่อนอยู่ที่ไหน เราคำนวณไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ที่ใด”
“ฝ่าบาทอย่ากังวลไป ยมโลกเดิมก็อยู่นอกเหนือทั้งห้าธาตุ ส่วนใหญ่เป็นสถานที่ที่เทพผีคาดเดาไม่ได้ เขาอาจจะซ่อนตัวอยู่ ดูจากนิสัยของเขา คงไม่ยอมให้ตัวเองตกอยู่ในอันตรายแน่”
“นั่นก็จริง”
เมื่อพูดถึงหานเจวี๋ย จักรพรรดิสวรรค์อดแย้มยิ้มไม่ได้
จวบจนถึงทุกวันนี้ กลุ่มอิทธิพลอื่นก็ยังไม่รู้ว่าวังสวรรค์ยังซุกซ่อนสุดยอดบุตรแห่งสวรรค์เช่นนี้ไว้คนหนึ่ง
รอให้หานเจวี๋ยเติบโตขึ้นแล้วจะมีลักษณะเช่นไรกัน?
ตี้ไท่ไป๋เอ่ยอย่างวิตก “ฝ่าบาท ตอนนี้พวกเราห่างเหินจากหานเจวี๋ยมากขึ้นเรื่อยๆ วันหน้าเมื่อเขาเติบโตขึ้น ยังจะเชื่อฟังคำสั่งของวังสวรรค์อยู่หรือไม่ ข้ารู้มาว่าเขาก่อตั้งสำนักซ่อนเร้นขึ้น จะเกิดความมักใหญ่ใฝ่สูงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวยิ้มๆ ว่า “วางใจเถอะ ถ้าเขามักใหญ่ใฝ่สูงก็คงไม่ตั้งชื่อสำนักว่าซ่อนเร้นหรอก เจ้าเด็กคนนี้กลัวความวุ่นวาย เราเคยถามมู่หรงฉี่และฟางเหลียงแล้ว เขาเคร่งครัดกับลูกศิษย์น้อยมาก มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว นั่นก็คืออย่าออกไปสร้างปัญหา ความทะเยอะทะยานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเด็กคนนี้คือการมีชีวิตอยู่ตลอดไป รอให้เขาโตขึ้นอย่างแท้จริงแล้วคงไม่ลืมความเมตตากรุณาที่วังสวรรค์มีต่อเขา วังสวรรค์ยิ่งแข็งแกร่ง เขายิ่งฝึกบำเพ็ญได้สะดวกสบายขึ้น ทักษะการสังหารศัตรูของเจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งมากทีเดียว”
ตี้ไท่ไป๋อดพยักหน้าไม่ได้
“ก่อนหน้านี้จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตตายในยมโลก จะเกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ยหรือไม่” ตี้ไท่ไป๋ถาม
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวตอบ “เราขอให้หลี่เต้าคงช่วยลงมือหลังจากรู้เรื่องนี้ บางทีหลี่เต้าคงอาจสังหารจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตก็ได้ แต่ว่าเรื่องนี้อย่าเพิ่งแพร่งพรายออกไป เลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็น”
หลี่เต้าคง!
ตี้ไท่ไป๋แอบตกใจ รีบรับปากแล้วเปลี่ยนเรื่องคุยทันที
……
หลังจากสาปแช่งจักรพรรดิสวรรค์ไปหนึ่งวัน หานเจวี๋ยก็วางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง
เขาก็กลัวว่าจะสาปแช่งจักรพรรดิสวรรค์จนเกิดเรื่องเหมือนกัน
เขาเรียกมู่หรงฉี่เข้ามาหา ล้างสมองไปหนหนึ่ง หวังว่ามู่หรงฉี่จะไม่ไปท้าสู้กับแม่ทัพเทพสวรรค์
มู่หรงฉี่ไม่ใช่ตัวเองในชาติก่อนอีกแล้ว เขาสัญญาด้วยรอยยิ้มว่า “วางใจเถิด อาจารย์ปู่ อยู่ที่เกาะสำนักซ่อนเร้นก็ดียิ่งแล้ว สามารถใช้แบบจำลองการทดสอบต่อสู้ได้ ส่วนชื่อเสียงจอมปลอมของเทพสงคราม มหาเคราะห์ครั้งหน้าข้าค่อยต่อสู้เพื่อแย่งชิงมา!”
น้ำเสียงของเขาเปี่ยมด้วยความมั่นใจ
ตอนนี้เขาอาจยังไม่เก่งกาจพอที่จะช่วงชิงดวงชะตายิ่งใหญ่ แต่ตราบใดที่เขารอดชีวิตจนถึงมหาเคราะห์ครั้งต่อไป เขาต้องเป็นผู้ทรงพลังเปี่ยมอำนาจในฟ้าดิน พลิกมือเรียกเมฆคว่ำมือเรียกฝนได้แน่
หานเจวี๋ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจและกล่าวว่า “เวลานี้ฟางเหลียงกับหลงเฮ่ายังอยู่นอกสำนักซ่อนเร้น จะมากไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว หากเจ้าพบคนที่คิดจะออกไปข้างนอกก็ช่วยเตือนให้ที คนที่อาจารย์ปู่เชื่อใจมากที่สุดก็คือเจ้า เพราะเจ้าแน่วแน่มั่นคง”
“ศิษย์จะไม่มีวันทำให้อาจารย์ปู่ผิดหวังเด็ดขาด!”
มู่หรงฉี่อารมณ์ดีมากตอนที่ออกไป ไม่นึกว่าอาจารย์ปู่จะให้ความสำคัญกับเขามากขนาดนี้
หานเจวี๋ยไม่ได้พูดโกหก ในหมู่ศิษย์ทั้งหลาย เขาชอบมู่หรงฉี่มากที่สุด
มู่หรงฉี่มีบุคลิกของแม่ทัพ รอจนหานเจวี๋ยหลุดพ้นเหนือทุกสิ่งแล้ว มู่หรงฉี่ก็สามารถรับตำแหน่งสำคัญของสำนักซ่อนเร้นได้
หลังจากนั้นหานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
การประกาศสงครามของแม่ทัพเทพสวรรค์ต้องทำให้มหาเคราะห์ปั่นป่วนวุ่นวายยิ่งขึ้นแน่ เขาต้องเร่งทำเวลาให้ตนแข็งแกร่งขึ้น
เขามีลางสังหรณ์ว่าวันใดวันหนึ่งมหาเคราะห์จะคุกคามมาถึงเขา อยากจะหลบก็หลบไม่พ้น
สิ่งที่หานเจวี๋ยต้องทำคือสั่งสมความแข็งแกร่ง ต่อต้านศัตรูทรงพลังที่มาโจมตี!
……
กาลเวลาผ่านไปเหมือนแค่พริบตา วสันต์จากลาสารทฤดูมาเยือน ครั้นไปแล้วก็ไม่หวนกลับ
สามสิบปีผ่านไปรวดเร็วนัก แดนมนุษย์ของโลกเขย่าพิภพกลายเป็นอีกทิวทัศน์หนึ่งไปแล้ว
หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง เริ่มนับนิ้วคำนวณเรื่องหยางเทียนตง
หยางเทียนตงกลับชาติเกิดใหม่หลายครั้ง ชาติแรกมีคุณสมบัติไม่เลว แต่น่าเสียดายที่นิสัยบ้าระห่ำเกินไป เพิ่งโตเป็นหนุ่มก็ถูกเล่นงานจนตาย
หลังจากนั้นยายเมิ่งไม่ได้ดูแลเป็นพิเศษ ส่งผลให้การกลับชาติเกิดของเขาธรรมดาสามัญเสมอมา
ในชาตินี้ หยางเทียนตงกลายเป็นแม่ทัพหนุ่มแห่งราชวงศ์ในโลกมนุษย์ เขามีคุณงามความดีทางทหารมากมาย แต่จนปัญญาที่ความชอบเกินหน้าเจ้านาย จึงถูกฮ่องเต้ลอบวางอุบาย หาข้ออ้างยัดโทษประหารทั้งตระกูล เขาถูกขังในคุกหลวงรอวันถูกตัดหัว
หานเจวี๋ยไม่ได้เจ็บปวดใจ นี่ล้วนเป็นชีวิต
บางสิ่งก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ต่อให้กลับชาติมาเกิดใหม่
ความมักใหญ่ใฝ่สูงของหยางเทียนตงหยั่งรากลึกในจิตวิญญาณ ไม่ว่าจะเกิดใหม่อีกกี่ครั้งก็เปลี่ยนแปลงได้ยาก
หานเจวี๋ยไม่ได้เข้าไปแทรกแซง ตายก็ตาย ไปเกิดใหม่อีกก็พอ
รอหลังจากหยางเทียนตงรู้แจ้งอย่างแท้จริงเมื่อใด หานเจวี๋ยจะพาเขากลับมาเอง
ความเป็นความตายของโลกมนุษย์ในมุมมองของหานเจวี๋ยก็คือประสบการณ์อย่างหนึ่ง ความเจ็บปวดของหยางเทียนตงเป็นเรื่องเพียงชั่วขณะเท่านั้น ทอดสายตามองไปยังมหามรรคา ยังไม่ควรค่าให้กล่าวถึงเลย
หานเจวี๋ยหลับตาลง ฝึกบำเพ็ญต่อไป
สี่ปีต่อมา
แม่น้ำปรโลกเกิดคลื่นลมปั่นป่วนอีกครั้ง คราวนี้ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นได้ยินเสียงคร่ำครวญเป็นระลอก
ต้วนหงเฉินขมวดคิ้วพูดว่า “ไม่ได้การแล้ว อย่าบอกนะว่าแดนชำระบาปเก้าขุมกำลังจะเปิด!”
แดนชำระบาปเก้าขุม?
ทุกคนต่างมองมาที่เขา
ต้วนหงเฉินหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะอธิบาย “หลังจากที่ข้าตายในชาติก่อน วิญญาณก็ถูกสะกดอยู่ใต้แม่น้ำปรโลกตามแรงกรรม ใต้แม่น้ำปรโลกมีแดนที่น่าสะพรึงกลัวซ่อนอยู่ นั่นก็คือแดนชำระบาปเก้าขุม ด้านในซุกซ่อนสุดยอดผู้แข็งแกร่งที่ดับดิ้นไปในยุคต่างๆ ไว้ ข้าไม่นับว่าดีเด่อะไรในหมู่พวกเขาด้วยซ้ำ ข้าก็แค่ได้รับการตอบรับจากมรรคาสวรรค์ถึงหนีรอดออกมาได้ น่าแปลก เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากัน”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลถามอย่างระมัดระวัง “ผู้แข็งแกร่งที่สุดในแดนชำระบาปเก้าขุมทรงพลังขนาดไหน”
ต้วนหงเฉินปรายตามองเขาปราดหนึ่ง “ความจริงแล้วข้าก็ไม่แน่ใจ แต่ข้ารู้จักระดับต้าหลัวคนหนึ่ง ต้าหลัวที่ชื่อเสียงสมคำร่ำลือ!”
ต้าหลัว!
ทุกคนตกตะลึง ต้าหลัวในแดนเซียนกลายเป็นตำนานไปแล้ว โดยทั่วไปเหมือนจะไม่มีบุคคลระดับต้าหลัวอยู่เลย
คิดไม่ถึงว่าข้างใต้แม่น้ำปรโลกจะมีต้าหลัวหลบซ่อนอยู่คนหนึ่ง?
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยตรวจหาคนที่แข็งแกร่งที่สุดรอบบริเวณโลกเขย่าพิภพ
[เซวี่ยหมิงเหอ: ไม่ทราบตบะ มหาจักรพรรดิเก้าขุมนรก]
หานเจวี๋ยตกใจ
ไม่ทราบตบะ?
ระดับเซียนหรือว่าต้าหลัวกันแน่
บทที่ 308
การปรากฏตัวของเซวี่ยหมิงเหอทำให้หานเจวี๋ยประหม่ามาก เพราะกลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะบุกมาฆ่าแบบปุบปับ
เขาถ่ายทอดเสียงไปหาทุกคนทันที ให้ทุกคนกลั้นหายใจรวบรวมสมาธิและห้ามส่งเสียง
อันที่จริงเขาทำเช่นนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์ อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นสถานการณ์ภายในได้ รวมถึงพลังจิตและเสียงด้วย แต่การทำเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
ศิษย์ทุกคนรวมทั้งจอมปีศาจคุกรัตติกาลและต้วนหงเฉินตกใจกลัว สามารถทำให้หานเจวี๋ยระมัดระวังตัวเช่นนี้ได้ แสดงว่ามีผู้แข็งแกร่งที่น่าสะพรึงกลัวกำลังมาเยือนจริงๆ!
แม่น้ำปรโลกโหมซัดอย่างต่อเนื่อง ราวกับว่ามีสัตว์ยักษ์อะไรสักอย่างกำลังจะพุ่งผ่านผิวน้ำขึ้นมา
เวลานี้เอง
เสียงแหวกอากาศดังขึ้นมาสายแล้วสายเล่า เงาร่างที่แผ่กลิ่นอายน่ากลัวหลายร่างบินโฉบเข้ามา หนึ่งในนั้นก็มีพระกษิติครรภ์ด้วย
คนที่สะดุดตาที่สุดคือบุรุษในชุดคลุมมังกรสีดำ สวมมงกุฎหรูหราบนศีรษะ หนวดเคราเต็มใบหน้า นัยน์ตาน่าเกรงขาม กลิ่นอายที่แผ่ซ่านออกมากดดันอย่างถึงที่สุด
ครั้นหานเจวี๋ยมองเห็นเขา ก็ตรวจหาคนที่แข็งแกร่งที่สุดรอบๆ อาณาเขตเต๋าใหม่ทันที
[พญายม: ไม่ทราบตบะ เจ้าแห่งเมืองนรก]
ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเปลี่ยนจากเซวี่ยหมิงเหอเป็นพญายม หานเจวี๋ยถอนหายใจโล่งอกเบาๆ
อย่างน้อยพญายมก็เป็นเจ้าแห่งด้านสว่างของยมโลก ค่อนข้างเที่ยงตรง น่าจะไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์โดยไม่มีเหตุผล
ถ้าเซวี่ยหมิงเหอไม่สามารถเอาชนะเขาได้จะต้องหลบหนีเป็นแน่
หานเจวี๋ยเฝ้ารออย่างเงียบๆ
พญายมนำกลุ่มผู้แข็งแกร่งจากยมโลกมาถึงบนแม่น้ำปรโลก มองลงไปที่คลื่นพายุโหมกระหน่ำเบื้องล่าง
“เซวี่ยหมิงเหอ หากเจ้าเล่นไม่ซื่อ อย่าโทษว่าข้าคนนี้ไม่เกรงใจ!”
พญายมกล่าวด้วยน้ำเสียงเจือโทสะ
เพิ่งสิ้นเสียงคลื่นพายุโหมกระหน่ำก็หยุดลง ระหว่างฟ้าดินเต็มไปด้วยพลานุภาพสะกด
หานเจวี๋ยเฝ้ารออย่างหวั่นวิตก
หลังจากนั้นสักครู่ เสียงของเซวี่ยหมิงเหอก็ดังขึ้นว่า “พญายม มหาเคราะห์มาแล้ว หรือว่ายมโลกไม่อยากผงาดขึ้นมา?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ พญายมพูดด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึกว่า “อย่าบอกนะว่าคนน่าเวทนาของแดนชำระบาปเก้าขุมอย่างเจ้าช่วยข้าได้ เจ้าเป็นผู้แพ้ในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตนานแล้ว แค่อยู่รอดไปวันๆ ในขุมนรกเท่านั้นเอง”
เซวี่ยหมิงเหอกล่าวเย้ยหยัน “อย่างน้อยข้าก็กล้าที่จะต่อสู้ แล้วเจ้าล่ะ”
พญายมนิ่งเงียบไป
ซู้ม!
ลำแสงสีเลือดสายหนึ่งพุ่งออกมาจากกลางแม่น้ำปรโลก ชั่วพริบตาก็ลับขอบฟ้าหายไป
พญายมรวมถึงผู้แข็งแกร่งจากยมโลกไล่ตามไปในทันที
แม้แต่ระดับต้าหลัวก็ยังไม่รับรู้ถึงการมีอยู่ของอาณาเขตเต๋า เว้นเสียแต่ว่าเกาะสำนักซ่อนเร้นจะเป็นฝ่ายเผยตัวเอง
หานเจวี๋ยถอนใจด้วยความโล่งอก
ดูเหมือนว่าการยกระดับระบบยังคงสำคัญมาก
ถ้าไม่เคยยกระดับมาก่อน ครั้งนี้จะต้องถูกเจอตัวแน่
หานเจวี๋ยอยู่ในสภาวะตื่นตัว ตรวจสอบผู้แข็งแกร่งที่สุดรอบๆ เกาะสำนักซ่อนเร้นอีกครั้ง
[มังกรเก้าขุมนรก: จักรพรรดิเซียนแปดวัฏ นักโทษของแดนชำระบาปเก้าขุม]
จักรพรรดิเซียนแปดวัฏ!
หานเจวี๋ยตกใจ รีบใช้แบบจำลองการทดสอบอย่างรวดเร็ว
หนึ่งอึดใจต่อมาเขาก็ลืมตาขึ้น
อันตรายนัก
โชคดีที่สามารถปลิดชีพในฉับพลันได้
เขาตรวจหาต่อไป หลังจากยืนยันว่าไม่มีผู้แข็งแกร่งคนอื่นอยู่รอบๆ จึงค่อยวางใจ
‘หวังว่าแมลงตัวนี้จะไม่มาหาเรื่องอีก ไม่อย่างนั้น…’
หานเจวี๋ยครุ่นคิดเงียบๆ ในดวงตาแฝงเจตนาสังหาร
ใต้ต้นฝูซัง
ลี่เหยาถามอย่างหวาดหวั่นว่า “พวกเขาไปแล้วหรือ”
ต้วนหงเฉินพยักหน้า
จอมปีศาจคุกรัตติกาลเพ่งสายตาพลางกล่าวว่า “ยังมีอีกคนอยู่ใต้เกาะของพวกเรานี่เอง แข็งแกร่งมาก แข็งแกร่งกว่าข้ามากเชียวล่ะ!”
เมื่อทุกคนได้ยินก็พากันตื่นตกใจ
ทะเลรอบเกาะสำนักซ่อนเร้นโหมซัดอีกครั้ง เกาะสำนักซ่อนเร้นก็สั่นสะเทือนรุนแรงตามไปด้วย
หานเจวี๋ยถอดพลังจิตไปสอดส่องดูใต้เกาะ ก่อนที่เขาจะเห็นสัตว์มหึมาตัวหนึ่ง
ลำพังแค่ดวงตาก็มีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายสิบลี้ น่ากลัวสุดขีด
มังกรเก้าขุมนรก!
เจ้านี่จ้องเล่นงานเกาะสำนักซ่อนเร้น และกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้อย่างเงียบๆ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขารีบใช้พลังจิตปกคลุมเกาะเล็กของสำนักซ่อนเร้นซึ่งดูเหมือนหินโสโครกแหลมๆ นี้ไว้
เขาใช้พลังจิตผลักเกาะสำนักซ่อนเร้นออกไปอย่างรวดเร็ว
มังกรเก้าขุมนรกไล่ตามมาทันที
ไม่ผิดคาด! เจ้าหมอนี่กำลังจ้องเล่นงานเกาะสำนักซ่อนเร้นจริงๆ
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงไปหา “นี่ท่านกำลังจะทำอะไร”
“จะทำอะไรหรือ แน่นอนว่าจะกินพวกเจ้าน่ะสิ!”
เสียงหัวเราะของมังกรเก้าขุมนรกทั้งเหิมเกริมและโหดเหี้ยม ราวกับว่าจะกินเกาะสำนักซ่อนเร้นได้แน่แล้ว
“เอาจริงหรือ”
“พูดพล่ามไร้สาระ!”
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินก็หายไปจากถ้ำเทวาทันใด
ตูม!
ศิษย์สำนักซ่อนเร้นทั้งหมดได้ยินเสียงระเบิดดังสะเทือนแก้วหู ทั้งเกาะสำนักซ่อนเร้นถูกยกลอยขึ้นไปในอากาศ
ทุกคนตกใจยกใหญ่ นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น
เวลานี้เกาะสำนักซ่อนเร้นร่วงลงบนแม่น้ำปรโลกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็แอบหนีไปด้วยความเร็วสูง ออกห่างไปหลายพันลี้เพียงชั่วอึดใจ
จอมปีศาจคุกรัตติกาลพูดด้วยความประหลาดใจ “กลิ่นอายของเจ้านั่นหายไปแล้ว!”
เสียงของหานเจวี๋ยดังมา “มันตายแล้ว”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลตกตะลึงในใจ
ต้วนหงเฉินก็ตกใจเช่นกัน
ศิษย์คนอื่นๆ กลับถอนหายใจโล่งอก ไม่ได้ตื่นตระหนกกันสักเท่าใด
เมื่ออยู่ต่อหน้าหานเจวี๋ย ไม่ว่าศัตรูคนใดก็ถูกปลิดชีพในฉับพลันได้
เกาะสำนักซ่อนเร้นยังคงเดินหน้าต่อไป
ผ่านไปครึ่งชั่วยามเต็ม หานเจวี๋ยจึงค่อยให้เกาะสำนักซ่อนเร้นหยุดลง
เขาเดินออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทานแล้วกล่าวว่า “หงส์คุกรัตติกาล สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น อีกาทอง ราชามังกรสามหัว มานี่ให้หมด!”
เขามาที่ระหว่างภูเขาและแม่น้ำ โบกมือขวาคราหนึ่งเพื่อปล่อยศพของมังกรเก้าขุมนรกออกมา
มังกรเก้าขุมนรกเป็นมังกรดำ เกล็ดมังกรค่อนข้างยาว ราวกับว่าทั่วร่างกายถูกปกคลุมด้วยหนามแหลม ทั้งดุร้ายและน่ากลัว
ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นต่างบินเข้ามา เมื่อเห็นซากศพขนาดใหญ่ของมังกรเก้าขุมนรกก็อดตะลึงไม่ได้
“นี่คือมังกรอะไรกัน”
“ผู้แข็งแกร่งลึกลับที่จอมปีศาจคุกรัตติกาลเพิ่งพูดถึงหรือ”
“มังกรตัวนี้ดูชั่วร้ายมาก”
“อาจารย์ปู่จะให้พวกเขากินหรือ”
“แน่นอนอยู่แล้ว ไก่คุกรัตติกาลพุ่งเข้าไปเร็วที่สุดเลย!”
ทุกคนต่างพูดชมไม่ขาดปาก ไม่จำเป็นต้องให้หานเจวี๋ยพูดมากความ คนเหล่านั้นที่เขาขานชื่อก็กระโจนไปที่ศพของมังกรเก้าขุมนรกแล้ว จากนั้นก็เริ่มฉีกกินสดๆ
ร่างของมังกรเก้าขุมนรกถูกหานเจวี๋ยย่อขนาดลงแล้ว ไม่เช่นนั้นเกาะสำนักซ่อนเร้นก็ไม่อาจจุมันได้
หานเจวี๋ยมองภาพฉากที่โหดร้ายทารุณเบื้องหน้า แต่ว่าไม่รู้สึกอึดอัดเลยสักนิด ตรงข้ามกลับตั้งตาคอยมาก
กายเนื้อของจักรพรรดิเซียนแปดวัฏจะทำให้เจ้าพวกนี้แข็งแกร่งขึ้นได้หรือไม่
คนอื่นๆ ก็อยากรู้เช่นกัน
ถูหลิงเอ๋อร์มองไปทางอู้เต้าเจี้ยน ทำเสียงจิ๊ๆ อย่างแปลกใจ “เจ้าพวกนี้ดูว่าง่ายในยามปกติ คิดไม่ถึงว่าจะโหดร้ายกันขนาดนี้”
อู้เต้าเจี้ยนพยักหน้า พูดด้วยอาการตกใจกลัวไม่หาย “ใช่น่ะสิ ต่อไปต้องระวังพวกเขาไว้หน่อย”
ไม่นานหลังจากนั้น ราชามังกรสามหัวก็ล้มลงกับพื้น ร่างกายกระตุกเกร็ง มีเลือดออกจากทวารทั้งเจ็ด
เขาแบกรับเลือดเนื้อของจักรพรรดิเซียนแปดวัฏไม่ไหว
หานเจวี๋ยปรากฏตัวข้างๆ ราชามังกรสามหัวทันใด ก่อนจะใช้พลังเวทของตัวเองรักษาให้
สถานการณ์ของคนที่เหลือยังดีอยู่ สายเลือดของพวกเขาล้วนไม่ธรรมดา ไม่ได้อ่อนแอเหมือนอย่างราชามังกรสามหัว
ราชามังกรสามหัวฟื้นจากอาการบาดเจ็บ แล้วจึงกินเนื้อของมังกรเก้าขุมนรกต่อไป
งานเลี้ยงที่แสนตะกละตะกลามนี้กินเวลานานหลายชั่วยาม หงส์คุกรัตติกาลเจ็ดตัว ไก่คุกรัตติกาล สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น เจ้าใหญ่ เจ้ารอง และราชามังกรสามหัวต่างได้รับประโยชน์มากมาย สายเลือดก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
หลังจากหานเจวี๋ยแน่ใจว่าพวกเขาไม่เป็นไร ก็กลับไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทานเพื่อฝึกบำเพ็ญต่อ
‘ยมโลกก็ไม่ค่อยสงบสุขนัก’
หานเจวี๋ยคิดอย่างกลัดกลุ้ม ต้องเลือกสถานที่อื่นอีกหรือไม่
เขาลังเลอยู่นานก็ตัดสินใจปล่อยผ่านไป
หากเปลี่ยนสถานที่อีกก็หาที่ไปไม่ได้ ไม่สู้รออีกสักหน่อยดีกว่า
รอให้ยมโลกโกลาหลจริงๆ ก่อน เขาค่อยเคลื่อนไหวอีกครั้ง
……
โพ้นทะเลแดนเซียน เกาะปูทอง
ภายในอารามเต๋า
หวงจุนเทียนคุกเข่าลงบนพื้น ยกสองมือขึ้นรับม้วนหนังสือที่อยู่ในปากของกระเรียนขาวมา
กระเรียนขาวกล่าวอย่างมีนัยแฝงว่า “งานชุมนุมคุณสมบัติเซียนครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดี เจ้าอย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
ภายนอกหวงจุนเทียนดูตื่นเต้นมาก แต่ในใจกลับขมขื่น
เหตุใดถึงมีเรื่องยุ่งยากอีกแล้ว!
หวงจุนเทียนช้อนสายตามองขึ้นแล้วถามว่า “นิกายเจี๋ยกับนิกายฉ่าน ความสัมพันธ์เป็นอย่างไรหรือ”
กระเรียนขาวเอ่ย “สิ่งที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม งานชุมนุมคุณสมบัติเซียนครั้งนี้เป็นไปได้สูงว่าจะชี้ขาดแนวโน้มของมหาเคราะห์ หากเจ้าคว้าโชคโอกาสดีๆ มาไม่ได้ ตำแหน่งเจ้าเกาะของเจ้าก็ควรเปลี่ยนเช่นกัน ศิษย์หลายคนกำลังไม่พอใจเจ้าอยู่พอดี”
บทที่ 309
“เอาเถอะ ข้าจะทำให้ดีที่สุด”
หวงจุนเทียนรับปาก แม้ว่าในใจจะไม่เต็มใจเลยสักนิด แต่ก็ไม่กล้าขัดความประสงค์ของกระเรียนขาว
กระเรียนขาวพยักหน้าอย่างพึงพอใจและกล่าวว่า ”พยายามให้เต็มที่เถอะ ข้าตั้งความหวังกับเจ้าไว้มาก”
หวงจุนเทียนรีบโค้งคารวะ
หลังจากกระเรียนขาวจากไป หวงจุนเทียนกำม้วนหนังสือในมือแน่น
‘เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ฝึกบำเพ็ญให้หนักเหมือนอย่างคนรุ่นก่อน ไม่ก่อเรื่อง ไม่อวดดี ทั้งที่พวกเจ้าเคยสูญเสียมามากแล้วแท้ๆ สมองมีปัญหาหรือไร’
หวงจุนเทียนบ่นในใจ เพิ่งรับตำแหน่งเจ้าเกาะเพียงไม่กี่ปีก็มีเรื่องเฮงซวยเกิดขึ้นอีกแล้ว
เฮ้อ!
หวงจุนเทียนจมดิ่งอยู่ในความกังวลอันไม่รู้จบ
……
ยี่สิบปีผ่านไปนับตั้งแต่ถูกมังกรเก้าขุมนรกโจมตี
ตบะของหานเจวี๋ยก้าวหน้าขึ้นอีก เมื่อเขายิ่งแข็งแกร่งขึ้น ความเร็วที่กายดาราอนธการจะกลืนกินแรงกรรมของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรก็ยิ่งสูงขึ้น นอกจากนี้บุปผาเทพปู้โจวยังให้กำเนิดปราณฟ้าประทาน ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญของเขาเรียกได้ว่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตามการคาดเดาของหานเจวี๋ย คิดว่าอีกสองสามร้อยปีก็จะสามารถทะลวงไปถึงจักรพรรดิเซียนห้าวัฏได้ ความเร็วในการทะลวงระดับถือว่าคงที่
เมื่อมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้สิ้นสุดลง การบรรลุระดับเซียนจะต้องมั่นคงแน่ ส่วนระดับที่สูงกว่านั้นยังต้องพยายามให้หนักขึ้นอีก
แน่นอน ทั้งหมดนี้ต้องอยู่บนพื้นฐานของการมีชีวิตอยู่
หานเจวี๋ยให้อู้เต้าเจี้ยนออกไป จากนั้นจึงหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ ขณะเดียวกันก็ตรวจดูกล่องจดหมาย
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจ] x187
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังเผ่าปีศาจ] x6
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด] x376921
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากคำสาปแช่งลึกลับ]
[จั้งกูซิงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากคำสาปแช่งลึกลับ]
[ตี้หงเย่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากคำสาปแช่งลึกลับ]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเข้าสู่คุนหลุน]
[โจวฝานสหายของท่านเข้าสู่คุนหลุน]
……
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
สหายหลายคนของเขาถูกโจมตีจากคำสาปแช่งลึกลับ และยังมีสหายหลายคนเข้าสู่คุนหลุน
สถานการณ์นี้ค่อนข้างไม่ชอบมาพากล
มีคนใส่ความว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก่อเรื่องดังคาดไว้
เช่นนั้นเกิดอะไรขึ้นกับคุนหลุนอีก
ในช่วงมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต เหตุใดผู้คนจำนวนมากจึงมุ่งหน้าไปที่คุนหลุน หนำซ้ำทั้งหมดเป็นคนที่ตบะธรรมดาทั่วไป
ดูเหมือนกำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
หานเจวี๋ยลอบระแวดระวังตัว
หนึ่งเดือนต่อมา เขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงแล้วฝึกบำเพ็ญต่อ
กลุ่มอิทธิพลที่นับวันยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏตัวและเข้าแทรกแซงในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต นอกจากหานเจวี๋ยจะเก็บตัวเงียบแล้ว ยังต้องทำเวลาเพื่อให้แข็งแกร่งขึ้นด้วย
[หานมิ่งเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
หานเจวี๋ยเพิ่งเริ่มฝึกบำเพ็ญก็เห็นข้อความแจ้งเตือนนี้
เขาอดอึ้งตะลึงไม่ได้
ทำไมจู่ๆ เจ้าเด็กนี่ถึงได้เกิดความประทับใจต่อเขากันล่ะ
หานเจวี๋ยก็ไม่ได้คิดมาก เขาไม่อยากยอมรับน้องชายคนนี้เลยสักนิด เหตุผลที่ไม่สาปแช่งหานมิ่งก็เพราะกลัวว่าจะถูกจักรพรรดิเซียนวัฏจักรพบตัวเข้า
……
ท้องฟ้าครามปุยเมฆขาว กระเรียนเซียนเรียงแถว มีวิหคเซียน สัตว์พาหนะ และของวิเศษบินได้นานาชนิดบินผ่านเป็นครั้งคราว
ท่ามกลางป่าเขามีศาลาหินหลังหนึ่ง
ภายในศาลามีชายสามคน ซึ่งก็คือฟางเหลียง โจวฝาน และโม่ฟู่โฉว
ทั้งสามคนนั่งดื่มสุรารอบโต๊ะหิน เริ่มเล่าถึงอดีต แต่ละคนมีหลากหลายอารมณ์
“งานชุมนุมคุณสมบัติเซียนครั้งนี้พวกเรามาร่วมมือกันได้ อย่างไรเสียรากฐานของพวกเราก็ตื้นเขินเกินไป” โจวฝานเสนอแนะ
ฟางเหลียงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “คราวก่อนพวกเจ้ามาช่วยข้า น้ำใจนี้ข้ายังไม่ได้ตอบแทนเลย ย่อมต้องร่วมมือด้วยอยู่แล้ว”
โม่ฟู่โฉวส่ายหัวแล้วกล่าวยิ้มๆ “เจ้าอย่าคิดอย่างนั้นเลย อันที่จริงพวกเราไม่ได้ช่วยอะไรสักนิด พูดแล้วก็ละอาย”
ฟางเหลียงเอ่ย “จริงสิ กฎเกณฑ์ของงานชุมนุมคุณสมบัติเซียนครั้งนี้ พวกเจ้ารู้หรือไม่”
โจวฝานและโม่ฟู่โฉวต่างส่ายหน้า
ขณะที่ทั้งสามคนกำลังคุยกัน เหล่าผู้บำเพ็ญตนยังคงบินอยู่เหนือป่าเขาไม่ขาดสาย เป้าหมายล้วนเป็นคุนหลุน
คุนหลุนอยู่ห่างจากพวกเขาไม่ไกลนัก แต่พวกเขาไม่ได้รีบร้อนมุ่งหน้าไป
โจวฝานกล่าวด้วยสีหน้าคาดหวังรอคอย “ว่ากันว่างานชุมนุมคุณสมบัติเซียนมีวิธีการพิสูจน์จักรพรรดิ ก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่”
โม่ฟู่โฉวกล่าวยิ้มๆ “ข้าอยากเข้าร่วมนิกายฉ่านมากกว่า หลบไปให้พ้นจากมหาเคราะห์ครั้งนี้”
ฟางเหลียงระบายยิ้ม สายตาของเขาเหลือบมองไปยังถนนภูเขาที่อยู่ไม่ไกล มีชายชุดดำคนหนึ่งกำลังก้าวเข้ามาอย่างเนิบนาบ
รูม่านตาของฟางเหลียงขยายออก สีหน้าตกตะลึง
โจวฝานสังเกตเห็นสีหน้าของเขาก็อดมองตามไม่ได้ และอึ้งไปเช่นเดียวกัน
โม่ฟู่โฉวมองตามสายตาพวกเขาไป จากนั้นถามด้วยความประหลาดใจว่า “สหายหาน?”
ชายชุดดำที่เดินมาเหมือนได้ยินคำพูดของโม่ฟู่โฉว หันหน้ามามองพวกเขาทันใด
โจวฝานส่ายหน้าหัวเราะ “จำคนผิดแล้ว หานเจวี๋ยดูดีกว่าเขาเยอะ”
ฟางเหลียงพยักหน้าเห็นด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จู่ๆ ชายชุดดำก็หายวับมาที่ศาลา เขาถามเสียงเข้มว่า “คนที่พวกเจ้ากำลังพูดถึงชื่อว่าหานเจวี๋ยใช่หรือไม่”
คนทั้งสามตกใจและมองเขาอย่างระวังตัว
ฟางเหลียงชักดาบออกมาทันควัน ถามเสียงหนักว่า “ท่านเป็นใคร”
ชายชุดดำพูดเสียงเย็นชา “ข้าน้อยนามหานมิ่ง”
หานมิ่ง?
ทั้งสามคนอึ้งงันอีกครั้ง ชื่อนี้คล้ายกับชื่อของหานเจวี๋ยเกินไปแล้ว และทั้งสองคนก็หน้าตาคล้ายกันด้วย
หรือว่า…
“เฮอะ หานเจวี๋ยมาแล้วหรือ” หานมิ่งแค่นเสียงหยันก่อนจะเอ่ยถาม ดวงตาของเขาวาบแววเฝ้ารอเสี้ยวหนึ่ง
ฟางเหลียงกล่าวว่า “อาจารย์ปู่ยังไม่ขึ้นสู่สวรรค์ ต่อให้ขึ้นสวรรค์กก็คงไม่มางานเลี้ยงเอิกเกริกเช่นนี้”
ยังไม่ขึ้นสู่สวรรค์?
หานมิ่งขมวดคิ้วถามด้วยเสียงขรึม “ตอนนี้ตบะเขาระดับไหนแล้ว เหตุใดถึงยังไม่ขึ้นสู่สวรรค์”
โจวฝานไม่พอใจน้ำเสียงของเขา แค่นเสียงหยันแล้วจึงตอบ “เจ้าเป็นใครกันแน่ สืบข่าวตบะของสหายหานของข้าไปทำไม”
หานมิ่งกลับเมินเขา จ้องไปทางฟางเหลียงพลางถามว่า “เจ้าเป็นศิษย์หลานของเขาหรือ พวกเจ้าเป็นคนสำนักไหน”
ฟางเหลียงไม่ได้ตอบคำถาม
หัวคิ้วของหานมิ่งขมวดมุ่นมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะกำลังจะพูด ทันใดนั้นก็มีเสียงระฆังแจ้งเตือนดังกระหึ่มไปทั่วฟ้าดิน
“งานชุมนุมคุณสมบัติเซียนกำลังจะเริ่มขึ้น ผู้มาก่อนได้เลือกตำแหน่งที่นั่งก่อน”
ฟางเหลียง โจวฝาน และโม่ฟู่โฉวรีบไปจากศาลาหินทันทีเมื่อได้ยิน
หานมิ่งหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย จากนั้นก็รีบร้อนไล่ตามไป
ไม่เพียงแต่พวกเขาเท่านั้น บรรดาเซียนจากทั่วทุกสารทิศซึ่งกำลังเดินทางอย่างเอ้อระเหยต่างก็เริ่มห้อวิ่งกันสุดกำลังด้วย
……
กาลเวลาผ่านไปแสนไวว่อง
ผ่านไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง จากนั้นหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาติดต่อกับตี้ไท่ไป๋
“ลูกศิษย์ของข้าหลงเฮ่า ศิษย์หลานของข้าฟางเหลียง พักนี้กำลังทำอะไรอยู่หรือ” หานเจวี๋ยชิงถามก่อน
ก่อนหน้านี้เขาเห็นว่าทั้งสองคนเผชิญกับการโจมตีรูปแบบต่างๆ มีทั้งปีศาจประหลาด ผู้บำเพ็ญ ไปจนถึงสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ ดูเหมือนว่าทั้งคู่จะอยู่ด้วยกันและยังเผชิญกับอันตรายอย่างเดียวกัน
ตี้ไท่ไป๋กล่าวยิ้มๆ ว่า “พวกเขาไปงานชุมนุมคุณสมบัติเซียน งานชุมนุมคุณสมบัติเซียนเป็นงานใหญ่ที่นิกายฉ่านจัดขึ้นที่คุนหลุน วางใจเถอะ นั่นเป็นโอกาสวาสนาอย่างหนึ่ง พวกเขาไม่เป็นอะไรหรอก มีแต่จะแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น”
งานชุมนุมคุณสมบัติเซียน?
มิน่าเล่าพักนี้สหายหลายคนถึงเข้าไปที่คุนหลุน
หานเจวี๋ยถามด้วยความสงสัยใคร่รู้ “นิกายฉ่านคิดจะทำอะไร ตอนนี้ไม่ใช่ว่ามีมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตหรอกหรือ”
ตี้ไท่ไป๋เอ่ยตอบ “นิกายฉ่านต้องการผูกสัมพันธ์อันดีกระมัง ไม่ว่าใครจะชนะหรือแพ้ล้วนต้องติดหนี้กรรมนิกายฉ่าน ถึงอย่างไรคนรุ่นเยาว์ของแต่ละกลุ่มอิทธิพลก็ต้องเคยได้รับโอกาสวาสนาของนิกายฉ่านมา”
เป็นเช่นนี้นี่เอง
หานเจวี๋ยก็ไม่รู้ว่าควรจะตัดสินวิธีการเช่นนี้อย่างไร
“จริงสิ เจ้าไม่ได้อยู่ที่ยมโลกหรือ พักนี้ระวังตัวไว้หน่อย พญายมประกาศแยกตัวเป็นอิสระและขีดเส้นแบ่งชัดเจนกับวังสวรรค์ หากถูกเขาหมายหัว ห้ามแจ้งสถานะวังสวรรค์ของเจ้าไปเชียว มิฉะนั้นเจ้าจะสร้างความเคียดแค้นมากกว่าเดิม” ตี้ไท่ไป๋กล่าวเตือน
หานเจวี๋ยไม่แปลกใจกับเรื่องนี้เลย
พญายมแข็งแกร่งมาก มีพลังจะแยกตัวเป็นไทอย่างแท้จริง
ตี้ไท่ไป๋ทอดถอนใจกล่าว “มหาเคราะห์ครั้งนี้วุ่นวายเหลือเกิน เผ่าพันธุ์บรรพกาลที่สำคัญพร้อมใจปรากฏตัว สถานการณ์ไม่ชัดเจน ตอนนี้ยังมองไม่ออกว่าใครจะหัวเราะไปจนถึงตอนสุดท้าย โดยเฉพาะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ พลานุภาพของเขายิ่งใหญ่เกินไป มีเผ่าพันธุ์และกลุ่มอิทธิพลในแดนเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ประกาศตัวว่าอยู่ใต้อำนาจของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ”
บทที่ 310
หือ?
หานเจวี๋ยอึ้งงัน มีเครื่องหมายคำถามผุดเต็มหัว
เรื่องบ้าอะไรกัน!
ข้ามีผู้ใต้บัญชามากมายขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อใดเล่า
หานเจวี๋ยเริ่มโมโหแล้ว
มีคนสร้างเรื่องในนามเขาอยู่สินะ!
จิตใต้สำนึกหานเจวี๋ยอยากถามว่าเป็นกลุ่มอิทธิพลใด จะได้เตรียมตัวสาปแช่งทีละฝ่าย
แต่คิดดูแล้วไม่ถูกต้อง ถ้าถามเช่นนี้ล่ะก็ เห็นได้ชัดว่าเขาใส่ใจเรื่องเจ้าแดนต้องห้ามอันธการมาก และมีแนวโน้มที่จะเปิดเผยตัวตนออกไป
นอกจากนี้ เดิมทีเขาก็ไม่ได้สนใจฐานะตัวตนของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการด้วย!
‘บัดซบ ข้าชักจะปวดหัวแล้ว ไม่ได้ เป็นแบบนี้ไม่ได้’
หานเจวี๋ยแอบระวังตัว จากนั้นก็พูดกับป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ “เจ้าแดนต้องห้ามอันธการเป็นใครจากไหนกันแน่ เป็นต้าหลัวในตำนานหรือ”
ตี้ไท่ไป๋ตอบว่า “เป็นไปได้สูงว่าจะเป็นต้าหลัว แม้แต่ฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์กับบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็ยังถูกเขาสาป ยังไม่อาจหาเบาะแสเกี่ยวกับเขาได้เลย”
เช่นนั้นก็ดีแล้ว!
ในเมื่อพวกท่านคิดว่าเป็นต้าหลัว เช่นนั้นก็ต้องไม่สงสัยในตัวข้าแน่นอน!
หานเจวี๋ยรู้สึกพึงพอใจ
ทั้งสองคนคุยกันอยู่พักหนึ่ง หานเจวี๋ยก็วางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง
ไม่ว่าอย่างไรหานเจวี๋ยก็ยังไม่สบายใจเล็กน้อย
แม้ว่าเขาจะบอกตัวเองอยู่เสมอว่าตนถูกเข้าใจผิดเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ และมีคนสวมรอยเขา เขาก็ยังไม่สบายใจอย่างมาก
ไม่ได้!
หานเจวี๋ยตัดสินใจใช้งานความสามารถวิวัฒนาการ
‘ข้าอยากรู้ว่าใครสวมรอยเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ!’ หานเจวี๋ยคิดในใจ
[จำเป็นต้องหักอายุขัยแปดสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
แค่แปดสิบล้านเองหรือห
หานเจวี๋ยยิ้มอย่างดูถูกและลอบสบถ “เจ้าบ้าเอ๊ย เจ้ากล้าดีอย่างไรมาเล่นกับข้า มาดูกันว่าข้าจะหาตัวเจ้าเจอหรือไม่!”
หานเจวี๋ยเลือกดำเนินการต่อโดยตรง
ต่อจากนั้นเขาก็รู้สึกว่าฟ้าหมุน
ในไม่ช้า เมื่อเขาลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองอยู่เหนือผืนฟ้าแถบหนึ่ง เบื้องหน้าเป็นอุทยานหลวงที่งดงามแห่งหนึ่ง
ภายในอุทยานมีศาลาหินหนึ่งหลัง
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกว่า “พักนี้ชื่อเสียงของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการขจรไกล เราตัดสินใจว่าจะยืมชื่อของเขาดึงเผ่าพันธุ์บรรพกาลบางส่วนมาเข้าพวก ทำให้สถานการณ์ของมหาเคราะห์วุ่นวาย ให้วังปีศาจไม่กล้ากำแหงเหิมเกริม เรื่องนี้มอบหมายให้เจ้าไปทำแล้วกัน”
เบื้องหน้าจักรพรรดิสวรรค์มีชายชุดคลุมดำคนหนึ่งยืนอยู่ กายเนื้อเหมือนควัน เห็นใบหน้าที่แท้จริงไม่ชัดเจน
ชายชุดดำประสานหมัดตอบรับ
หานเจวี๋ย “…”
ภาพโดยรอบพลอยแตกเป็นเสี่ยง
ครั้นหานเจวี๋ยกลับมาที่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน เขากุมหน้าอกของตัวเอง
‘โอ้โห จักรพรรดิสวรรค์เล่นข้าแล้ว!’
หานเจวี๋ยเกือบจะอาเจียนเป็นเลือด
คิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิสวรรค์จะเป็นผู้บงการเบื้องหลัง ที่สำคัญที่สุดคือเขาเสียอายุขัยแปดสิบล้านปีไปเปล่าๆ
จักรพรรดิสวรรค์ดีกับเขาขนาดนั้น เขาย่อมไม่อาจสาปแช่งอีกฝ่ายได้
กระดานหมากรุกแห่งปวงสวรรค์นี้ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะเล่นได้จริงๆ
หานเจวี๋ยโชคดี ดีที่ตนไม่ได้เข้าสู่เคราะห์ ไม่เช่นนั้นอาจถูกลอบสังหารเมื่อไหร่ก็ได้
ก่อนหน้านี้เขายังคิดว่าจักรพรรดิสวรรค์โง่เขลา ถูกบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เล่นงานจนเหมือนกบในกะลา ไม่นึกเลยว่าจักรพรรดิสวรรค์จะมีแผนการของตัวเองเช่นกัน
ถ้าไม่ใช่เพราะมีระบบ หานเจวี๋ยคงคิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิสวรรค์คือผู้สวมรอยเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ
‘ในเมื่อเสียอายุขัยแปดสิบล้านปีแล้ว จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นต่อไปจะสงบจิตใจฝึกบำเพ็ญได้ยาก’
หานเจวี๋ยตัดสินใจทำนายใหม่อีกครั้ง
‘ข้าอยากรู้ว่าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรคือใคร’ หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ในใจ
ในตอนนี้เขายังไม่รู้ที่มาของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร และไม่รู้แน่ชัดถึงจุดประสงค์ของฝ่ายตรงข้าม
[จำเป็นต้องหักอายุขัยห้าสิบล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]
ดำเนินการต่อ!
หานเจวี๋ยเวียนหัวอีกครั้ง
คราวนี้จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยไม่ได้เข้าไปในฉากวิวัฒนาการ ทว่ามีเงาร่างคนผู้หนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัวของเขา
หานเจวี๋ยตกตะลึงอีกครั้ง
ไม่นึกเลยว่าจะเป็น…
ตี้ไท่ไป๋!
หานเจวี๋ยอึ้งไปแล้ว
ถูกต้อง เป็นตี้ไท่ไป๋จริงๆ!
เพียงแต่ตี้ไท่ไป๋ในหัวเขาสวมชุดคลุมสีดำ สีหน้าท่าทางเคร่งขรึม
หานเจวี๋ยรู้สึกสับสน
ตี้ไท่ไป๋ก็คือจักรพรรดิเซียนวัฏจักรหรือ
จักรพรรดิสวรรค์รู้เรื่องนี้หรือไม่
จักรพรรดิสวรรค์ดีกับเขาขนาดนั้น อย่าบอกนะว่าเจรจากับจักรพรรดิเซียนวัฏจักรเรียบร้อยแล้ว?
หรือว่าจักรพรรดิเซียนวัฏจักรมีความทะเยอะทะยานอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นจึงแฝงตัวซุ่มอยู่ข้างกายจักรพรรดิสวรรค์?
มิน่าเล่า แม้ว่าจะเคยโต้ตอบกับจักรพรรดิเซียนวัฏจักร แต่จักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็ไม่เกิดความประทับใจหรือความเกลียดชังต่อเขาเลย ที่แท้เจ้าหมอนี่เป็นสหายของตนมาตลอด
หานเจวี๋ยคิดได้ว่าก่อนหน้านี้ตี้ไท่ไป๋โอ้อวดไว้ว่าเคยตัดขาดจากแม่น้ำโชคชะตาแล้ว ตอนนี้พอลองคิดดู เหตุใดตบะระดับเซียนทองไท่อี่ของตี้ไท่ไป๋ถึงทำได้
สภาพจิตใจของหานเจวี๋ยเรียกได้ว่าสับสนวุ่นวาย
ในที่สุดอารมณ์ทั้งหมดนี้ก็กลายเป็นเสียงถอนหายใจ
‘เฮ้อ! ช่างเถอะๆ ข้าแค่ต้องฝึกบำเพ็ญให้หนักก็พอ ถึงอย่างไรข้าก็ไม่ไปแย่งชิงอะไรอยู่แล้ว ตราบใดที่แผนของคนใหญ่คนโตเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของข้า’
หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้ เขาฟื้นพลังใจและเริ่มฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง
……
สามสิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์อีกครั้ง
เขาตรวจดูกล่องจดหมายต่อ มุ่งความสนใจไปที่สถานการณ์ในแดนเซียน
คล้ายกับก่อนหน้านี้ มีแต่การต่อสู้ต่างๆ นานา หานเจวี๋ยไม่เห็นจดหมายแจ้งเตือนพิเศษใดๆ ในขณะนี้
[ความประทับใจที่หานมิ่งมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]
จู่ๆ ก็มีตัวอักษรแถวหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหานเจวี๋ย ทว่าเขาเมินเฉย
เจ้าน้องบ้าคิดจะเลียแข้งเลียขาข้าหรือ
หานเจวี๋ยไม่สนใจหานมิ่งอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ไม่เคยสุงสิงกัน หนำซ้ำเขายังมีความทรงจำในอดีตชาติอยู่
หลายวันต่อมา หานเจวี๋ยกำลังจะสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจต่อ ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง จึงหยิบป้ายคำสั่งออกมาทันที
ป้ายอีกาทอง
เจียงอี้เรียกหาเขา
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังถอดพลังจิตเข้าไปในป้ายอีกาทอง
“ซือหม่าอี้ ข้าขอให้ท่านตรวจสอบเจดีย์บรรพชนจอมเวท ทำไมท่านถึงไม่ทำ” น้ำเสียงของเจียงอี้ไม่เป็นมิตรอย่างมาก
หานเจวี๋ยตอบว่า “อีกเดี๋ยว ไม่นานก็จะรู้ผลแล้ว”
เจียงอี้โกรธแทบตาย เขาพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจดีย์บรรพชนจอมเวทถูกคนแย่งไปแล้ว!”
“หา?”
หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นตกใจ
เจียงอี้กล่าวต่อว่า “เรื่องนี้ลืมไปเสียเถอะ เผ่าของข้าตัดสินใจจะส่งข้าไปยังแดนเทพหวนปัจฉิม ท่านจะไปกับข้าหรือไม่ จะได้พบต้าหลัวและได้คำชี้แนะจากเขาด้วย”
ได้พบต้าหลัว?
หานเจวี๋ยปฏิเสธทางอ้อม “ช่างเถอะ ข้าไม่อยากรบกวนท่าน ขอบคุณความหวังดีของสหายมาก”
“หือ? ไม่ไว้หน้าเลยหรือ”
“ไม่ใช่ มันไกลเกินไป ข้ากลัวว่าจะเกิดเรื่อง”
“ฮึ ดูอนาคตของท่านสิ ไม่ไปก็ไม่ไป ทำอย่างกับข้าขอร้องอย่างนั้นแหละ!”
“ขออภัยด้วย!”
หานเจวี๋ยถอนหายใจโล่งอก กลัวจริงๆ ว่าเจียงอี้จะยืนกรานให้เขาไปให้ได้
ถึงตอนนั้นหากความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งสองตึงเครียดและกลายเป็นศัตรูกัน เช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องดีสำหรับเจียงอี้
เจียงอี้แค่นเสียงบ่นว่า “เมื่อข้ากลับมาจากแดนเทพหวนปัจฉิม ตอนนั้นข้าจะเป็นผู้แข็งแกร่งไร้เทียมทานที่ชิงดวงชะตายิ่งใหญ่มาได้ ถึงตอนนั้นเด็กน้อยอย่างท่านเห็นข้าก็ต้องคุกเข่า อย่าเสียใจภายหลังแล้วกัน”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้ท่านสมหวังทุกประการ”
หานเจวี๋ยพูดอย่างจริงใจ แต่กลับทำให้เจียงอี้โกรธมาก
เจียงอี้เคยปฏิบัติต่อคนคนหนึ่งแบบนี้ที่ไหนกัน!
เจ้าเด็กคนนี้!
“เช่นนี้ก็แล้วกัน!”
เจียงอี้ตัดขาดการติดต่อไป
หานเจวี๋ยเก็บป้ายอีกาทองทันที มีอาณาเขตเต๋าอยู่ เขาก็ไม่กลัวว่าผู้ทรงพลังของเผ่าเทพอีกาทองจะทำนายหาตัวเขาพบผ่านป้ายอีกาทอง
‘แดนเทพหวนปัจฉิม? ฟังดูแข็งแกร่งมาก รอให้ข้าบรรลุต้าหลัวก่อนอาจจะลองไปดูสักหน่อย’
หานเจวี๋ยคิดในใจเงียบๆ
หากอยู่กับเจียงอี้ต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน จะเลินเล่อไม่ได้ๆ
หานเจวี๋ยสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจต่อ
อีกด้านหนึ่ง
ภายในวังจักรพรรดิปีศาจ
จักรพรรดิปีศาจกำลังสนทนาลับกับเจ้าแห่งวังเทพ ภายในโถงตำหนักมีเพียงพวกเขาสองคน
เมื่อรู้สึกถึงพลังคำสาปแช่งที่มาอย่างกะทันหัน จักรพรรดิปีศาจพลันกัดฟันกรอด
“เกิดอะไรขึ้น เจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งเจ้าอีกแล้วหรือ” เจ้าแห่งวังเทพเอ่ยถามยิ้มๆ
จักรพรรดิปีศาจแค่นเสียงเย็น “เรา บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ และจักรพรรดิสวรรค์ล้วนถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่ง แต่ทำไมเจ้าถึงไม่เป็นไร คงไม่ใช่ว่าเจ้าก็คือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเองหรอกนะ?”
เจ้าแห่งวังเทพโบกมือกล่าวว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร! ข้าถูกสาปแช่งบ่อยกว่าเจ้าอีก ไม่รู้ว่าทำไมเจ้าแดนต้องห้ามอันธการถึงเกลียดชังข้ามาก โชคดีที่พลังวิเศษของข้าแข็งแกร่งพอที่จะต่อต้านคำสาปของเขา”