301-305
บทที่ 301
ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด?
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว หรือว่ามีศัตรูทรงพลังมาบุกรุกอีกแล้ว
ทว่าเขาไม่รู้สึกถึงกลิ่นอายพลังของศัตรูที่แข็งแกร่งเลย
เขาเลือกที่จะตรวจสอบในทันที
[ต้นฝูซัง: ระดับเซียนลึกล้ำไท่อี่ระยะต้น ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์บรรพกาล บรรจุกฎเกณฑ์พื้นที่และเวลา หลังจากผ่านการปลูกฝังจักรพรรดิเซียนเป็นเวลาหลายปี ดูดซับจิตวิญญาณโลกาสวรรค์ ปราณหยินหยาง ในที่สุดจิตวิญญาณก็เจริญปัญญา]
ที่แท้ก็เป็นเป็นต้นฝูซังนี่เอง!
หานเจวี๋ยตกใจ คิดว่าจะมีศัตรูมาบุกโจมตี
สามารถกลายเป็นผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดในระหว่างการตั้งค่าระบบได้ จะกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คืออย่างน้อยต้นฝูซังก็มีคุณสมบัติของจักรพรรดิเซียน!
เขารีบไปยังด้านหน้าของต้นฝูซังทันที เจ้าใหญ่ เจ้ารองและไก่คุกรัตติกาลที่ยังคงบำเพ็ญตบะบนต้นไม้กลับไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของต้นฝูซังด้วยซ้ำ
หานเจวี๋ยส่งพลังจิตเข้าไปสำรวจภายในต้นฝูซังและสื่อสารกับต้นฝูซัง
ต้นฝูซังรู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธหานเจวี๋ย
อย่างไรเสียก็เป็นต้นไม้เทพบรรพกาลที่ทรงพลัง ในกระบวนการของการบำรุงฟูมฟักปัญญาทางจิตวิญญาณ ต้นไม้ได้เข้าใจภาษาของสรรพสิ่ง และสามารถสื่อสารกับผู้คนได้
หลังจากสื่อสารกันพักหนึ่ง ต้นฝูซังก็จดจำหานเจวี๋ยเป็นเจ้าของ และไม่ได้ขัดขวางใดๆ
ต้นฝูซังไม่สามารถแปลงกายได้ในทันที มันจำเป็นต้องบรรลุขอบเขตพลังที่สูงมากกว่านี้ถึงจะสามารถแปลงกายได้
“เอาล่ะ เจ้ากล่าวทักทายทุกคนสิ”
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็พลันยิ้มเอ่ยขึ้นมา ทำให้ทุกคนพลันตื่นตกใจ
ใคร?
บรรดาศิษย์ทั้งหลายสับสนงุนงง มองไปรอบๆ ด้วยความแปลกใจ
เห็นเพียงต้นฝูซังที่เริ่มสั่นโคลง ส่งเสียงเสียงราวกับเด็กทารกออกมา “สวัสดีทุกคน ข้าคือต้นฝูซัง ภายหน้าโปรดดูแลและชี้แนะด้วย…ส่วนผู้ที่อยู่บนต้นก็อย่าได้นอนอยู่บนตัวข้าอีกเลย”
ไก่คุกรัตติกาล เจ้าใหญ่และเจ้ารองต่างสะดุ้งตกใจ ค่อยๆ พากันกระโจนออกไปทีละคน
“ต้นฝูซังเกิดสติปัญญาแล้วหรือ” โจวหมิงเยวี่ยอุทานขึ้น
สวินฉางอันนิ่งสงบมาก ราวกับว่าคาดเดาได้ตั้งแต่แรก
คนอื่นๆ ต่างพากันรุมล้อมเข้ามา ไถ่ถามกันชุลมุนวุ่นวาย
หานเจวี๋ยไม่ได้เข้าร่วมอีก แต่กลับไปฝึกบำเพ็ญต่อภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
การที่ต้นฝูซังเกิดปัญญานั้นเป็นเรื่องดี ถึงแม้มันจะยังไม่ได้แปลงกาย แต่อย่างน้อยหลังจากนี้ก็สามารถปกป้องเกาะสำนักซ่อนเร้นได้
ชั่วขณะหนึ่ง เกาะสำนักซ่อนเร้นก็กลับมามีครึกครื้นอีกครั้ง
หลังจากที่หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญเป็นเวลาห้าปี เขาก็กระโจนออกมาจากยมโลก มุ่งหน้าไปรับผู้ทรงพลังเหล่านั้นที่พุทธะอาภรณ์ขาวติดต่อมา
ห้วงอากาศว่างเปล่าที่โลกเขย่าพิภพตั้งอยู่ก่อนหน้านี้ถูกเขาลงตราประทับหกวิถีเอาไว้ ทำให้ง่ายต่อการค้นหาเป็นอย่างมาก
ในห้วงอากาศว่างเปล่า มีผู้ฝึกบำเพ็ญนับพันคนมารวมตัวกัน ทั้งหมดล้วนลงมาจากแดนเซียน พวกเขาแต่ละคนต่างตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
“เหตุใดเทพในโลกมนุษย์ยังไม่มาอีก”
“จิ๊ๆ คิดไม่ถึงว่าจะย้ายโลกาสวรรค์ฝ่ายหนึ่งออกไปจริงๆ”
“เซียนเมฆาแดงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้วหรือ”
“ไม่ใช่เซียนเมฆาแดงหรอก เซียนเมฆาแดงสลายไปนานแล้ว ตอนนี้เป็นเทพในโลกมนุษย์คนใหม่ ลึกลับมากเชียวล่ะ”
“เฮ้อ คิดไม่ถึงเลยว่าคนรุ่นเราจะประสบกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต โชคไม่ดีเลยจริงๆ!”
เหล่าผู้บำเพ็ญพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปมา อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับหานเจวี๋ยเป็นอย่างมาก
ผ่านไปเนิ่นนาน
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ปรากฏกายขึ้น คราแรกกลุ่มคนไม่ได้สนใจในตัวเขา ยังคงคิดว่าเหมือนกันกับพวกเขาทั่วไป
หานเจวี๋ยจำต้องแสดงอานุภาพสง่างามของจักรพรรดิเซียนออกมา กดดันห้วงอากาศว่างเปล่า ทุกคนถึงได้พากันหันหน้ามองมาทางเขา
“มีใครอีกหรือไม่”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม สายตากวาดมองเหล่าผู้บำเพ็ญในที่แห่งนี้
ตบะที่สูงที่สุดเพิ่งจะอยู่แค่เซียนลึกล้ำไท่อี่ ไม่มีแม้กระทั่งเซียนทองไท่อี่สักคน
ในใจของหานเจวี๋ยรู้สึกผิดหวัง แต่เมื่อย้อนคิดดูแล้ว เดิมทีเซียนทองไท่อี่ก็ยากที่จะบรรลุได้ หากอยู่ในวังสวรรค์ล้วนสามารถเรียกตัวกลับมาใช้งานใหม่ได้
ไม่มีใครตอบหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยก็คร้านที่จะรออีกต่อไป เขาโบกแขนเสื้อพาผู้คนกว่าพันคนเข้าสู่โลกเขย่าพิภพทันที โดยที่มีพุทธะอาภรณ์ขาวมารอรับ
เขาหันกายแล้วเดินออกไป
หลังจากออกจากเกาะสำนักซ่อนเร้นแล้ว หานเจวี๋ยก็รู้สึกไม่ปลอดภัยเป็นอย่างมาก คิดอยากจะรีบออกไปให้เร็วสักหน่อย
“ช้าก่อน!”
เสียงที่คุ้นเคยสายหนึ่งดังขึ้น
หานเจวี๋ยหันหน้าไปมอง เห็นเพียงเจียงอี้เท้าเหยียบเพลิงแท้สุริยะเหินเข้ามา
หานเจวี๋ยระแวดระวัง เจียงอี้คงไม่ได้มาเพื่อล้างแค้นจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตหรอกกระมัง
ไม่สิ ทั้งสองคนนี้เดิมทีก็มีความแค้นต่อกัน
หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “เหตุใดสหายเต๋าถึงอยู่ที่นี่”
เจียงอี้พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ไม่ใช่เพราะมาหาเจ้าหรอกหรืออย่างไร ข้าอยากจะบอกเรื่องที่น่ายินดีแก่เจ้าเรื่องหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะไม่อยู่ โชคดีที่มีมนุษย์กลุ่มหนึ่งกำลังรอเจ้าอยู่”
“เรื่องที่น่ายินดีอันใดกัน”
“จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตที่กำลังไล่ล่าสังหารเจ้าตายแล้ว!”
“อะไรนะ จริงหรือ”
หานเจวี๋ยดีใจราวบ้าคลั่ง สีหน้าท่าทางไม่อยากจะเชื่อ
เจียงอี้อารมณ์ดี กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าออกแรงไปไม่น้อยเลยนะ เมื่อรู้ว่าเจ้ากำลังถูกเขาไล่ลังหาร ข้าจึงไปหาเขา แต่เขากลับไม่ไว้หน้า”
‘จากนั้นเจ้าก็เกือบโดนฆ่าตาย?’
หานเจวี๋ยค่อนแคะในใจ แต่ภายนอกกลับเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณสหายเต๋ายิ่งนัก!”
เจียงอี้โบกมือและเอ่ยว่า “ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้ ที่ข้ามาหาเจ้าก็มีอีกเรื่องหนึ่ง พักนี้เจ้าไปซ่อนตัวอยู่ในยมโลกใช่หรือไม่ ข้าต้องไปทำธุระที่ยมโลกพอดี เจ้าพอจะช่วยข้าได้หรือไม่”
“เรื่องอันใด เชิญเอ่ยมาได้เลย!”
“เจดีย์บรรพชนจอมเวท เผ่าเทพอีกาทองของข้าต้องการหาของสิ่งนี้ หากเจ้าสามารถช่วยข้าหาจนพบ ข้าจะไม่ลืมบุญคุณนี้เลย”
“ข้าไม่รู้จริงๆ”
เจียงอี้ขมวดคิ้วและพูดว่า “เจ้าช่วยข้าตรวจสอบสักหน่อยก็ได้ ข้าไม่อยากไปที่ยมโลกโดยตรง อยากไปท้าทายบุตรแห่งสวรรค์เพื่อชิงโชคชะตา”
“เอาเถิด ข้าจะช่วยเจ้า”
“อือ หลังจากนี้ข้าจะใช้สิ่งนี้ในการติดต่อ”
เจียงอี้นำป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งออกมาให้หานเจวี๋ย บนป้ายคำสั่งถูกวาดด้วยรูปเสมือนของอีกาทองคำ
เรียกว่าป้ายอีกาทองคำไปก่อนชั่วคราวแล้วกัน
หานเจวี๋ยรับไว้และกำลังจะจากไป
“เดี๋ยวก่อน เจ้าช่วยเล่าเรื่องหนึ่งให้ข้าฟังได้หรือไม่” เจียงอี้รั้งหานเจวี๋ยไว้ กล่าวกลั้วหัวเราะ
‘ที่แท้นี่ต่างหากที่เป็นประเด็นหลัก?’
หานเจวี๋ยลอบด่าทอขึ้น จากนั้นไม่นานก็พลันเกิดความคิดที่อาจหาญอย่างหนึ่งขึ้นมา
โอกาสดี!
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “เล่าเรื่องที่นี่คงไม่ดีหรอกกระมัง ข้ากลัวว่าจะถูกคนได้ยินเข้า ก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็นขึ้น”
เจียงอี้เลิกคิ้ว สีหน้าแสดงความยินดี เขาก็อยากจะฟังเรื่องราวที่เป็นความจริง
เขารีบหยิบหยกสมปรารถนาออกมาชิ้นหนึ่ง แล้วโยนมันขึ้นเหนือศีรษะ หยกสมปรารถนาเปล่งประกายลำแสงออกมา ปกคลุมร่างของคนทั้งสอง
หานเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิแล้ว เอ่ยปากเล่าว่า “ตำนานเล่าขานกันว่าผานกู่เปิดฟ้าแล้วแปลงกายเป็นอุทกภัย แต่ด้านนอกของอุทกภัยนั้น ความจริงแล้วยังมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ พวกเขาถูกเรียกว่าเทพมารฟ้าบุพกาล ยามที่อุทกภัยกำลังขยายตัวเป็นวงกว้าง เทพมารฟ้าบุพกาลก็ได้สังเกตการณ์มาโดยตลอด แต่จนปัญญาที่มรรคาสวรรค์ปิดกั้นพวกเขาไว้ภายนอก ทำให้พวกเขาไม่สามารถบุกน้ำที่ทะลักทลายเหล่านั้นได้ พร้อมกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตที่ปะทุขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า อุทกภัยถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดเทพมารฟ้าบุพกาลก็สบโอกาส
หนึ่งในเทพมารพบโอกาสที่จะลอบเข้าไปในอุทกภัยนั้น ครอบครองกายเนื้อของพระพุทธองค์ของนิกายตะวันตกองค์หนึ่ง เขาซ่อนสถานะตัวตนเอาไว้โดยตลอดเพื่อที่จะทำให้ตนเองคุ้นชินกับกายเนื้อของพระพุทธองค์…”
เจียงอี้ขมวดคิ้ว นี่กำลังพูดถึงเรื่องของสำนักพุทธอยู่หรือ
เรื่องของจิตมารสำนักพุทธไม่ใช่ความลับ เพียงแต่แดนเซียนล้วนเชื่อว่าจิตมารนั้นเป็นวิธีเผด็จการที่สำนักพุทธใช้ควบคุมศิษย์ของตน
หรือว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
หานเจวี๋ยยังคงสร้างเรื่องราวต่อไป
“มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตได้ปะทุขึ้น ปวงสวรรค์ก็อยู่ในสงครามโกลาหล สำนักพุทธมักลงมือในยามที่ผู้อื่นเดือดร้อน ดูเหมือนจะทำไปเพื่อความสงบสุขของสรรพสิ่งบนโลก แต่แท้ที่จริงแล้วกลับเป็นการกวนน้ำให้ขุ่น ทำให้เคราะห์หนักยิ่งเกิดความวุ่นวาย”
หานเจวี๋ยยิ่งเล่าก็ยิ่งเข้าถึงอารมณ์ จนแทบจะหยุดไม่ได้
“ในที่สุดสำนักพุทธก็เป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ กลายเป็นผู้ปกครองเผด็จการกอบกู้สรรพสิ่งใต้หล้า ดวงชะตามรรคาสวรรค์ทั้งหมดกลับคืนสู่เทพมารฟ้าบุพกาลผู้นั้น เขาใช้พลังเวทเปิดกำแพงกั้นมรรคาสวรรค์ นำเทพมารฟ้าบุพกาลจำนวนนับไม่ถ้วนเข้าบุกอุทกภัย สรรพชีวิตมอดดับ”
หลังจากหานเจวี๋ยเล่าจบ ก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นี่เป็นเรื่องราวที่สมมติขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริง เจ้าแค่ฟังเอาสนุกก็พอ”
เจียงอี้แค่นเสียงเอ่ยว่า “ไม่สนุกเลย ไม่เห็นเกี่ยวข้องกับเผ่าเทพอีกาทองของข้าตรงไหน”
“เผ่าเทพอีกาทองสงบเสงี่ยมเกินไป เรื่องราวที่เลื่องลือในโลกมนุษย์มีไม่มากนัก”
“เฮอะ”
“เอาเถิด พอเท่านี้แล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน เรื่องนี้เจ้าเพียงแค่ฟัง อย่าได้เอาไปแพร่งพรายเด็ดขาด ป้องกันไม่ให้ผู้ใดกล่าวได้ว่าข้าใส่ความสำนักพุทธ”
“เข้าใจแล้ว”
เจียงอี้โบกมืออย่างเหลืออด หานเจวี๋ยจากไปอย่างรวดเร็ว
หลังจากหานเจวี๋ยจากไปแล้ว สีหน้าของเจียงอี้ก็มืดทะมึนตามมา
บทที่ 302
หลังจากเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างหยินหยางสองโลกหลายแสนครั้ง คราวนี้หานเจวี๋ยเพิ่งกลับมายังยมโลก เข้าสู่เกาะสำนักซ่อนเร้น
‘คงไม่มีผู้ใดเดาได้ว่าข้าอยู่ที่นี่’
หานเจวี๋ยคิดอย่างลำพองใจ
หลังจากรับคนเสร็จก็ควรจะปิดด่านฝึกฝน พุ่งทะยานสู่ระดับจักรพรรดิเซียนสี่วัฏ
ส่วนเรื่องที่เจียงอี้ไหว้วาน เขาก็คร้านเกินกว่าที่จะไปทำ
นี่ก็คิดเพื่อประโยชน์ของเจียงอี้ เจดีย์บรรพชนจอมเวทอะไรนั่นเพียงได้ยินก็ไม่ใช่สถานที่ดีอะไร ประมาณเก้าในสิบส่วนอาจจะนำมาซึ่งการเกิดหายนะนองเลือด ยิ่งอยู่ห่างไกลเท่าไรยิ่งดี
หลายปีต่อมา หานเจวี๋ยล้วนไม่ได้รับการแจ้งเตือนเกี่ยวกับความเกลียดชังใหม่ๆ เลย เขารู้สึกโล่งใจอย่างสิ้นเชิง ดูเหมือนว่าเจียงอี้เองก็ไม่ได้ทรยศเขา
เวลาผ่านไปปีแล้วปีเล่า
ประมาณสามสิบปีต่อมา ในที่สุดหานเจวี๋ยก็มีโอกาสในการทะลวงระดับ
เขาไล่อู้เต้าเจี้ยนออกไป จากนั้นก็เริ่มที่จะทะลวง
…
ยมโลก
ท่ามกลางขุนเขาธาราผืนหนึ่ง ตัวภูเขานั้นสลายตัว ฝุ่นดินลอยคลุ้ง ผืนดินในรัศมีหลายพันลี้ล้วนสั่นสะเทือนไปด้วย
จี้เซียนเสินล่องลอยอยู่ในอากาศ มองดูละอองฝุ่นที่คละคลุ้งไม่ว่างเว้นด้านล่างอย่างประหม่า
เงาร่างวิญญาณนั่งบนไหล่ของเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หากเจดีย์นี้ถูกเจ้ากำราบ เจ้าก็จะมีคุณสมบัติเข้าสู่กองทัพแดนเซียน”
สีหน้าของจี้เซียนเสินฉายแวววาดหวัง
ยามที่ไปวังกษิติครรภ์เพื่อแย่งชิงสมบัติเทพก่อนหน้านี้ก็ล้มเหลวไปที ยามนี้หากล้มเหลวอีก มรรคจิตของเขาก็จะได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง
แม้กระทั่งสมบัติก็ยังแย่งชิงมาไม่ได้ แล้วจะแย่งชิงดวงชะตาที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไร
วัตถุยักษ์ชิ้นหนึ่งค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากฝุ่นธุลีที่พลุ่งพล่าน นี่ก็คือเจดีย์หินที่เรียบง่ายและน่าพิศวง มีกระดูกสีขาวฝังแน่นอยู่บนบานหน้าต่างแต่ละชั้น มีของสรรพสิ่งต่างๆ จากทุกเผ่าพันธุ์ แม้กระทั่งกระดูกของมนุษย์เอง
จี้เซียนเสินรู้สึกสะเทือนอารมณ์ เมื่อมองเห็นเจดีย์นี้ หัวใจของเขาก็เริ่มเต้นรัวเร็วขึ้น
“นี่เป็นของวิเศษชนิดใดกัน ไอชั่วร้ายช่างทรงพลังอะไรเพียงนี้!”
จี้เซียนเสินลอบตกใจ จ้องมองไปที่เจดีย์หินลึกลับด้วยสายตาลุกวาว
และในเวลานั้นเอง ความกดดันที่น่าหวาดกลัวหอบหนึ่งก็ร่วงลงมา
“หึ คิดอยากชิงสมบัติของเผ่าจอมเวทของข้า เด็กน้อย เจ้ากำลังรนหาที่ตาย!”
เสียงแค่นเย็นเยียบสายหนึ่งดังขึ้น อุณหภูมิระหว่างโลกาสวรรค์ลดลงในฉับพลัน
จี้เซียนเสินรีบพุ่งไปทางเจดีย์หินลึกลับทันที เตรียมพร้อมที่จะแย่งชิงเจดีย์นี้ก่อน
ตู้ม!
เวิ้งฟ้าทะเลเมฆโหมทะลัก ฝ่ามือยักษ์อันน่าสะพรึงกลัวข้างหนึ่งฟาดลงมาราวกับท้องนภาพังทลาย เบื้องหน้าฝ่ามือยักษ์นี้ ทุกสิ่งดูเล็กจ้อยลงถนัดตา
……
เวลาผ่านไปสามปี ในที่สุดหานเจวี๋ยก็บุกทะลวงได้สำเร็จ ภายในอาณาเขตเต๋าเขาไม่จำเป็นต้องข้ามเคราะห์
จักรพรรดิเซียนสี่วัฏ!
วิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง พลังเวทก็พุ่งทะยานขึ้น!
กล่าวได้เพียงคำเดียวว่า เจ๋ง!
หานเจวี๋ยเริ่มทำให้ตบะมั่นคง ในเวลาเดียวกันก็ตรวจสอบหน้าต่างค่าสถานะของตนเองไปด้วย
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 3,538 / 304,999,999,999,999]
[เผ่าพันธุ์: มนุษย์เซียน (กายดาราอนธการ)]
[ตบะ: จักรพรรดิเซียนสี่วัฏ]
[วิชายุทธ์: มหามรรควัฏจักรอนธการ วิชาชุบร่างวัฏจักรดารา]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด]
[วิชาเวท: ดรรชนีกระบี่เทพ…]
…
อายุขัยสามร้อยล้านล้านปี!
ยังมีผู้ใดอีก!
หานเจวี๋ยลำพองใจ
การบรรลุจักรพรรดิเซียนสี่วัฏไม่ได้น่ารู้สึกยินดีปรีดาเท่ากับการที่อายุขัยของเขาพุ่งทะยานขึ้น
หานเจวี๋ยสาปแช่งศัตรูไปมากมายเพียงนั้น ผลาญอายุขัยไปมากมายเพียงนั้น แต่ผลลัพธ์กลับได้อายุขัยที่พุ่งทะยานขึ้น
ความรู้สึกเช่นนี้…
ในใจของหานเจวี๋ยอดผุดความคิดหนึ่งขึ้นมาไม่ได้ อันที่จริงหากใช้สุรุ่ยสุร่ายสักหน่อยก็คงไม่เป็นไร?
‘อายุขัยสามร้อยล้านล้านปี หากข้าเอาออกมาใช้เล่นสักหมื่นล้านปี จะเป็นอย่างไร
สูญเสียมากมายหรือ
เพิ่งสูญเสียไปแค่หนึ่งในหมื่นส่วนเท่านั้น…’
หานเจวี๋ยตัดสินใจที่จะฟุ่มเฟือยสักหน่อย
สองปีต่อมา
ตบะของหานเจวี๋ยตั้งมั่นบนจักรพรรดิเซียนสี่วัฏอย่างสมบูรณ์ เขาเตรียมที่จะหยั่งรู้มรรคกระบี่ก่อน หลังจากยกระดับมรรคกระบี่แต่ละอย่างของตนจนครบขีดจำกัดแล้ว ค่อยเริ่มใช้ชีวิตเที่ยวเล่น
และในตอนนี้เอง
เสียงของอู้เต้าเจี้ยนก็ดังลอยเข้ามา “นายท่าน เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!”
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยิน ก็อดที่จะส่งพลังจิตออกไปตรวจดูไม่ได้
ไม่มีศัตรูที่แข็งแกร่งเข้ามาบุกรุก
หรือว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับเหล่าศิษย์
เพียงไม่นาน หานเจวี๋ยก็ตรวจจับได้ถึงความผิดปกติของถูหลิงเอ๋อร์ นางขดกายอยู่บนพื้น ร่างสั่นสะท้าน สีหน้าเจ็บปวดทรมานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
หานเจวี๋ยรีบวาบกายมาหยุดอยู่ตรงหน้าถูหลิงเอ๋อร์ทันที เขาย่อตัวนั่งลงเพื่อตรวจร่างกายให้นาง
มีพลังลึกลับหอบหนึ่งกำลังกระตุ้นเลือดของถูหลิงเอ๋อร์
หรือจะเป็นสายเลือด
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เขาใช้พลังเวทช่วยรักษาให้กับถูหลิงเอ๋อร์ แต่กลับไม่ได้ผลแม้แต่น้อย
“เจดีย์…เจดีย์บรรพชน…เจดีย์บรรพชนจอมเวท…”
ถูหลิงเอ๋อร์กล่าวเสียงสั่น นางหมดสติไปแล้ว เสียงก็งึมงำฟังไม่ชัด
ทว่าหานเจวี๋ยกลับได้ยินอย่างชัดเจน เจดีย์บรรพชนจอมเวทที่เจียงอี้กำลังตามหาอยู่?
เขาขมวดคิ้วแน่น
และในตอนนี้เอง
เริ่มมีเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดของถูหลิงเอ๋อร์ ทำให้เหล่าศิษย์ต่างพากันตื่นตระหนก
“จะทำอย่างไรดี อาจารย์ปู่!”
“เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่”
“เป็นเพราะต่อสู้มากเกินไปหรือ”
“มีบางอย่างผิดปกติ สายเลือดของนางเกิดการเปลี่ยนแปลง”
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้ได้ พวกเราควรทำอย่างไรดี”
ทุกคนพากันพูดไปต่างๆ นานา ทุกคนอยู่ด้วยกันมานาน ย่อมไม่อยากให้เกิดเรื่องใดกับคนร่วมสำนัก
หานเจวี๋ยกล่าวเสียงขรึมว่า “พวกเจ้ามาเฝ้าที่นี่ไว้ ข้าจะออกไปข้างนอกสักหน่อย!”
เมื่อวาจาสิ้นสุด หานเจวี๋ยก็กระโจนออกจากเกาะสำนักซ่อนเร้น
เขามุ่งหน้าเหาะไปทางสะพานอนิจจัง เรื่องนี้หากถามท่านยายเมิ่งบางทีอาจจะมีวิธีแก้ปัญหา
ยังบินไปได้ไม่ทันไร จู่ๆ หานเจวี๋ยก็พลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันกว้างใหญ่หอบหนึ่ง
คล้ายกับกลิ่นอายของถูหลิงเอ๋อร์ยิ่งนัก ทว่ามันแข็งแรงและเก่าแก่ยิ่งกว่า
หรืออาจจะเป็น…
สีหน้าของหานเจวี๋ยแปรเปลี่ยนเล็กน้อย รีบเปลี่ยนทิศทางในทันที
…
บนที่ดินรกร้างว่างเปล่า รอยแยกบนพื้นดินพาดขวางแตกระแหง ฝุ่นควันลอยคละคลุ้ง อสนีสีดำแปลกประหลาดนับไม่ถ้วนลอยปะปนอยู่ในอากาศ
จี้เซียนเสินกำลังนอนอยู่บนพื้น สีหน้าแสดงถึงความโกรธจัด
เมื่อมองตามสายตาของเขาไป บนท้องนภามีบุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่งกำลังลอยอยู่ เขากำลังถือเจดีย์หินขนาดใหญ่ยักษ์อย่างหาที่เปรียบไม่ได้ด้วยมือข้างเดียว
บุรุษร่างใหญ่ผู้นี้มีใบหน้าที่ดุร้าย ร่างกายกำยำดุจหมีป่า มีมังกรพันเกี่ยวอยู่รอบเอว ที่เท้าเหยียบอยู่บนล้อเพลิง
“เผ่าจอมเวทสมควรตาย!”
เสียงคำรามสายหนึ่งดังลอยเข้ามา เปลวไฟโหมลุกขึ้น ส่องสว่างวาบโลกาสวรรค์
เห็นเพียงเจียงอี้ที่สังหารมาพร้อมกับเพลิงแท้สุริยะทั่วฟ้า เส้นผมของเขายุ่งเหยิง ในดวงคู่นั้นเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ
บนผืนดินนั้นยังมีคนอื่นๆ อยู่ด้วย แต่ละคนล้วนแผ่กลิ่นอายอันธพาลออกมา และคนที่อ่อนแอที่สุดนั้นก็อยู่ในระดับเซียนลึกล้ำไท่อี่
จี้เซียนเสินกัดฟันกล่าวว่า “แย่งมาไม่ได้!”
เงาร่างวิญญาณปรากฏขึ้นบนไหล่ของเขา เอ่ยเสียงขรึมว่า “แย่งไม่ได้ก็ต้องแย่ง เจดีย์บรรพชนจอมเวทเป็นยอดสมบัติ หากเจ้าแย่งมาได้ ถึงจะมีคุณสมบัติที่จะเข้าสู่เคราะห์ ไม่เช่นนั้นเข้าไปแล้วก็ต้องระเบิดเป็นผุยผงอยู่ดี!”
สีหน้าของจี้เซียนเสินมืดครึ้มจนแทบจะกลั่นออกมาเป็นน้ำ
“เจ้ายังกล้าที่จะแย่งชิงยอดสมบัติเผ่าจอมเวทของข้า! ไม่เจียมพลังตัวเองจริงๆ!”
บุรุษร่างใหญ่ที่กำลังถือเจดีย์บรรพชนจอมเวทอยู่นั้นคำรามออกมาอย่างเกรี้ยวกราด เสียงของเขาสั่นสะเทือนจนแผ่นดินผืนใหญ่สั่นโคลง กลิ่นอายของเขาระเบิดปะทุ ทะลุทะลวงทะเลเมฆ ราวกับจะเจาะรูขนาดใหญ่บนท้องนภา
เมื่อเผชิญหน้ากับเจียงอี้ที่บุกอาดๆ เข้ามา มือขวาของเขาก็กำเป็นหมัดแน่น ซัดกระแทกออกไปเต็มแรง
เพียงหมัดเดียวที่ซัดออกไป โลกาสวรรค์หยุดชะงักในทันที!
เจียงอี้หน้าเปลี่ยนสียกใหญ่ ยังไม่ทันได้ตอบสนอง เขาก็กระอักโลหิตซ่านกระเซ็น ร่างลอยปลิวออกไปอย่างรวดเร็ว กระแทกกับพื้นที่ข้างหลังเขาแล้วตกลงไปในห้วงอากาศว่างเปล่า
ไกลออกไป หานเจวี๋ยที่เห็นฉากนี้กับตาลอบตกใจกับตัวเอง
นี่ก็คือผู้แข็งแกร่งของเผ่าจอมเวทหรือ
ช่างเป็นหมัดที่น่ากลัวยิ่งนัก!
สายตาของหานเจวี๋ยตกอยู่ที่เจดีย์บรรพชนจอมเวทในมือของบุรุษร่างใหญ่
ถูหลิงเอ๋อร์โหยหาเจดีย์นี้ เป็นไปได้หรือไม่ว่าเมื่อได้เจดีย์นี้มาแล้ว ถูหลิงเอ๋อร์จะสามารถสงบลงได้?
เช่นนั้นก็แย่งมาเลยก็แล้วกัน
ต้องรีบแย่งชิงให้เร็วหน่อย ห้ามเปิดเผยตัวตน
หานเจวี๋ยเปรียบเทียบตบะของตนเองกับกับบุรุษร่างใหญ่อยู่ครู่หนึ่ง คิดว่าน่าจะพอปลิดชีพในฉับพลันได้
เมื่อเทียบกับจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต เจ้าหมอนี่ยังอ่อนแอกว่าหน่อย
อย่างไรก็ตามบุรุษร่างใหญ่เป็นคนของเผ่าจอมเวท หานเจวี๋ยไม่จำเป็นต้องสังหาร ถึงอย่างไรเขากับเผ่าจอมเวทเมื่อนับดูแล้วก็ถือว่าเป็นพันธมิตรต่อกันอยู่
บทที่ 303
หลังจากที่เจียงอี้ถูกไล่ออกมา การต่อสู้ก็ยังไม่สิ้นสุดลง หากแต่ยิ่งน่าตื่นเต้นมากกว่าเดิม
เหล่าผู้แข็งแกร่งจากทุกสารทิศทยอยกันลงมือทีละคน รวมไปถึงจี้เซียนเสินด้วย แต่ละคนต่างพากันล้อมโจมตีบุรุษร่างใหญ่ของเผ่าจอมเวท
มือซ้ายของบุรุษร่างใหญ่ของเผ่าจอมเวทถือเจดีย์บรรพชนจอมเวทเอาไว้ ต่อสู้ด้วยหมัดขวาข้างเดียว มาเท่าไร เขาก็ต่อยออกไปเท่านั้น
อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเขาจะยั้งแรงไว้ แม้จะเป็นเซียนลึกล้ำไท่อี่ แต่เขาก็ไม่ได้ต่อยอีกฝ่ายจนตาย
หานเจวี๋ยสบโอกาส แปลงกายให้เหมือนกับรูปร่างหน้าตาของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต บุกเข้าไปสังหารบุรุษร่างใหญ่ของเผ่าจอมเวททันที
ภายใต้การปกปิดของระบบ กลิ่นอายพลังของเขายังคงเป็นเซียนแท้ไท่อี่อยู่ตลอด บุรุษร่างใหญ่ของเผ่าจอมเวทก็ไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตา
เมื่อเผชิญหน้ากับหานเจวี๋ย บุรุษร่างใหญ่เผ่าจอมเวทซัดหมัดต่อยออกไป
ทว่า!
หานเจวี๋ยพลันหายตัวไปในทันที วาบไปปรากฏที่ข้างกายของบุรุษร่างใหญ่เผ่าจอมเวท และฟันกระบี่ออกไป
ยอดปราณกระบี่!
ปราณกระบี่กระแทกเข้ากับบุรุษร่างใหญ่เผ่าจอมเวทจนกระอักเลือดลอยกระเด็นออกไปในทันที หานเจวี๋ยตวัดแขนเสื้อนำเจดีย์บรรพชนจอมเวทออกไป จากนั้นค่อยใช้พลังวิเศษทยานออกจากยมโลก
เมื่อบุรุษร่างใหญ่ของเผ่าจอมเวททรงตัวได้มั่น ก็พลันเบิกตากว้าง โกรธจัดจนไม่อาจระบาย
หานเจวี๋ยออมมือแล้ว ไม่เช่นนั้นคงได้ปลิดชีพเขาในฉับพลัน
บุรุษร่างใหญ่เผ่าจอมเวทคำรามออกมาอย่างเดือดดาล โกรธเคืองเป็นอย่างมาก
จี้เซียนเสินตกตะลึง กล่าวพึมพำว่า “เจดีย์บรรพชนจอมเวทถูกแย่งไป?”
ช้าก่อน!
เมื่อครู่คนผู้นั้นก็ไม่ใช่จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตหรอกหรือ
แต่เจ้าหมอนั่นตายไปแล้วไม่ใช่หรืออย่างไร
แต่จี้เซียนเสินเห็นกับตาตัวเองว่าจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตถูกหานเจวี๋ยปลิดชีพในฉับพลัน แล้วเหตุใดถึงปรากฏกายได้อีก
หรือว่าเป็นพี่น้องท้องเดียวกันกับเขา?
…
หานเจวี๋ยเคลื่อนกายไปมาในห้วงอากาศว่างเปล่าเป็นเวลาหลายสิบครั้งเต็มๆ ก่อนที่เขาจะกระโดดเข้าสู่ยมโลกในทันที หลบหนีเข้าไปในเกาะสำนักซ่อนเร้น
กระบวนการนี้ฟังดูซับซ้อน แต่ความเป็นจริงแล้วใช้เวลาเพียงไม่กี่อึดใจเท่านั้น
เมื่อกลับมายังเกาะสำนักซ่อนเร้น มีอาณาเขตเต๋าที่ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ผู้ทรงพลังของเผ่าจอมเวทคงจะคำนวณไม่พบเจดีย์บรรพชนจอมเวท
อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นพลังจิตของต้าหลัวได้ เผ่าจอมเวทโดดเดี่ยวเพียงลำพัง จะมีการดำรงอยู่ของต้าหลัวอีกได้อย่างไรกัน
หานเจวี๋ยมาถึงเบื้องหน้าของถูหลิงเอ๋อร์ นำเจดีย์บรรพชนจอมเวทออกมา
ทันใดนั้น เจดีย์บรรพชนจอมเวทก็เปล่งประกายแสงออกมา สาดลงบนร่างของถูหลิงเอ๋อร์ ถูหลิงเอ๋อร์ที่กำลังนอนขุดคู้อยู่ก็หยุดลง หลังจากนั้นก็เหินทะยานขึ้น ถูกดูดเข้าไปภายในตัวเจดีย์บรรพชนจอมเวททันที
ผู้คนต่างประหลาดใจ
จอมปีศาจคุกรัตติกาลประชิดเข้าใกล้ เอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “หรือนี่ก็คือเจดีย์บรรพชนจอมเวทยอดสมบัติของเผ่าจอมเวทในตำนาน?”
หานเจวี๋ยเหลือบมองเขาแล้วถามว่า “เจ้ารู้จักที่มาของเจดีย์บรรพชนจอมเวท?”
“อือ ก่อนหน้าที่มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนั้นจะสิ้นสุดลง บรรพชนจอมเวทร่วงโรยทั้งหมด บรรพชนจอมเวทรุ่นหลังที่กลายเป็นวิญญาณกลับชาติมาเกิดได้ส่งคนในเผ่าทั้งหมดเข้าไปในเจดีย์บรรพชนจอมเวท เดิมทีต้องการปกป้องพวกพ้อง แต่มรรคาสวรรค์ไม่อนุญาต ใช้อานุภาพแห่งแรงกุศลไร้ขอบเขตปราบเจดีย์บรรพชนจอมเวท ในเวลานั้นเผ่าจอมเวทล้วนมีแรงกรรมอยู่เต็มตัวไปหมด เมื่อเผชิญหน้ากับแรงกุศลของมรรคาสวรรค์ก็ถูกชำระล้างในทันที ล้วนตัวตายมรรคผลสลายไปทั้งหมด และเจดีย์บรรพชนจอมเวทเองก็กลายเป็นยอดสมบัติแรงกุศลในเวลาต่อมา”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกล่าวอย่างทอดถอน สำหรับเขาตำนานเล่าขานนี้ก็เก่าแก่มากอย่างไร้ที่เปรียบ นานแสนนานจนกระทั่งเขาเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจดีย์นี้ควรจะเป็นสุสานของเผ่าจอมเวท เหตุใดถึงกลายเป็นยอดสมบัติของเผ่าจอมเวทได้”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลตอบว่า “แม้เผ่าจอมเวทจะตายในเจดีย์บรรพชนจอมเวท แต่เผ่าจอมเวทสามารถพึ่งพาเจดีย์บรรพชนจอมเวทเพื่อยกระดับสายเลือดของจอมเวท แม้กระทั่งย้อนไปถึงบรรพบุรุษ เผ่าจอมเวทที่เหลือรอดต่อมาจนถึงปัจจุบันล้วนแต่เป็นเลือดผสมระหว่างเผ่าจอมเวทในสมัยโบราณกับเผ่ามนุษย์ ไม่ใช่สายเลือดบริสุทธิ์”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
หานเจวี๋ยยิ่งสับสนมากกว่าเดิม
สมบัติเช่นนี้ เผ่าจอมเวทปล่อยมันออกมาได้อย่างไรกัน
หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น
หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบกล่องจดหมายในทันที
เป็นไปตามคาด เขาพบจดหมายฉบับหนึ่ง
[ยายเมิ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่ได้ผู้ทรงพลังจากยมโลกช่วยเหลือไว้]
ท่านยายเมิ่งได้รับบาดเจ็บอีกแล้ว!
ครั้งนี้ถูกโจมตีจากจักรพรรดิเซียน ดูท่าวังปีศาจกำลังจับตาดูเผ่าจอมเวทอยู่
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
คนอื่นๆ กำลังล้อมรอบเจดีย์บรรพชนจอมเวท พากันชี้มือชี้ไม้พยักพเยิด
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง
เสียงของถูหลิงเอ๋อร์ลอยออกมาจากด้านในเจดีย์บรรพชนจอมเวท “อาจารย์ ข้าไม่เป็นไร สมบัติชิ้นนี้ยอมรับข้าเป็นเจ้าของแล้ว ข้า…ละอายใจต่อท่าน…รอกระทั่งข้าออกมาแล้ว ท่านก็รับกลับไปเถิดเจ้าค่ะ”
หานเจวี๋ยยิ้มและเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร สมบัตินี้เป็นของพวกเจ้าเผ่าจอมเวท มันเป็นของเจ้า”
เขาก็ไม่คิดอยากได้สมบัติชิ้นนี้ เลี่ยงไม่ให้พัวพันกับผลกรรมใหญ่หลวง
“เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายสู่ภายนอก เข้าใจหรือไม่” หานเจวี๋ยกล่าวกำชับ
โจวหมิงเยวี่ยแบมือกล่าว “พวกเราก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกอยู่แล้ว คิดอยากแพร่งพรายก็ไร้โอกาส”
ผัวะ!
ฉู่ซื่อเหรินตบเข้าที่ศีรษะของเขาทีหนึ่ง แทบทำให้เขาหน้าคะมำไปกับพื้น
“เอ่ยวาจาเช่นนี้กับอาจารย์ปู่ได้อย่างไร!” ฉู่ซื่อเหรินถลึงตาเอ่ย
โจวหมิงเยวี่ยรีบร้อนหันไปขออภัยหานเจวี๋ย จากนั้นก็มองไปทางฉู่ซื่อเหรินอย่างแค้นเคือง
‘เจ้าอาจารย์เส็งเคร็งนี่จะมือไวไปหน่อยแล้ว เห็นชัดๆ ว่าเฝ้ารอโอกาสเช่นนี้มาโดยตลอด!’
หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา จากนั้นก็หันกายกลับไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทาน
นี่เป็นเพียงความสนุกเล็กๆ น้อยๆ หานเจวี๋ยก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจอะไร
เขายกระดับมรรคกระบี่ของตนเองต่อไป หลังจากนั้นครึ่งปี เขาจะกลับไปที่แม่น้ำมรรคกระบี่เพื่อยกระดับมรรคกระบี่ทั้งหมดจนถึงระดับเทพ บรรลุสู่ขีดสูงสุด
หานเจวี๋ยเริ่มทำแบบจำลองการทดสอบ
ต่อสู้กับจุดสูงสุดของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต ปลิดชีพในฉับพลัน!
ต่อสู้กับจักรพรรดิสวรรค์ ประคองได้เป็นเวลาสามอึดใจ
ต่อสู้กับพุทธะพิชิตชัย ปลิดชีพในฉับพลัน!
ต่อสู้กับจอมปีศาจคุกรัตติกาล ปลิดชีพในฉับพลัน!
ศัตรูคนอื่นๆ ล้วนถูกปลิดชีพในฉับพลันตามๆ กัน!
ในใจของหานเจวี๋ยพลันรู้สึกซึมทื่อขึ้นมาในทันใด
เป็นการยากที่จะได้พบกับการต่อสู้อันดุเดือด จู่ๆ เขาก็พลันคิดถึงจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตขึ้นมาอยู่บ้าง
‘แค่คิดเท่านั้น แต่อย่าให้มีศัตรูเช่นนั้นโผล่ขึ้นมาอีกเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นคงต้องได้หนีอีกรอบแน่’
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์
อายุขัยของเขาขึ้นไปถึงสามร้อยล้านล้านปี สามารถเอาพวกเศษออกมาเล่นสนุกได้
เศษที่ว่านั้นก็คือห้าล้านล้านปี
ห้าล้านล้านปีมากเกินไป หานเจวี๋ยทำใจไม่ได้
เอาออกมาเล่นแค่หมื่นล้านปีแล้วกัน
ไม่เสียหายมากนัก
เขาทะลวงระดับอย่างยากลำบาก อีกทั้งยังช่วยศิษย์แย่งชิงยอดสมบัติมาได้ นำอายุขัยหมื่นล้านปีออกมาฉลองหน่อยจะเป็นไรไป
ยิ่งหานเจวี๋ยครุ่นคิดมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าควรจะเป็นเช่นนี้มากขึ้นเท่านั้น
เขาเพิ่งจะอายุสามพันกว่าปีเท่านั้น หากอยู่ในแดนเซียนยังนับว่าเป็นเด็กหนุ่มเสียด้วยซ้ำ
คนหนุ่มสาวจะต้องมีความกระตือรือร้น และต้องคึกคะนอง
หลังจากนั้นห้าวัน หานเจวี๋ยก็เริ่มผลาญอายุขัย เขาเพิ่มพลังเวทให้มากขึ้นอีก
เขาสาปแช่งไปพลางเรียกดูหน้าต่างค่าสถานะ เมื่อเห็นอายุขัยที่ลดลง ก็รู้สึกจนใจอย่างเลี่ยงไม่ได้
……
วังสวรรค์ ภายในสวนพฤกษศาสตร์
จักรพรรดิสวรรค์และบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์กำลังสนทนาหารือกันอยู่ ในเวลานั้นเอง สีหน้าของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
สมควรตาย!
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการกลับมาอีกแล้ว!
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์รีบเคลื่อนย้ายลมปราณ ระงับพลังแห่งคำสาปนี้ในทันที
จักรพรรดิสวรรค์ถามด้วยความประหลาดใจ “บรรพชนพุทธ เจ้าเป็นอะไรไป”
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ฝืนยิ้มและกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ศิษย์สำนักพุทธกำลังประสบปัญหา ขอข้าเวลาคิดสักหน่อย ท่านรอสักครู่”
จักรพรรดิพยักหน้า จากนั้นก็ก้มหน้าก้มตาดื่มสุราของตนเอง
ตามเวลาที่ผ่านพ้นไป สีหน้าของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็ยิ่งดูทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ
‘แย่แล้ว! เจ้าแดนต้องห้ามอันธการแผลงฤทธิ์แล้ว!’
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ลอบสบถ เขาถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการปั่นประสาทจริงๆ ด้วย
ก่อนหน้านี้เขาเคยเย้ยหยันจักรพรรดิปีศาจว่ามรรคจิตไม่มั่นคง ทว่าตอนนี้ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดจักรพรรดิปีศาจถึงได้บ้าคลั่งเพียงนั้น
ที่แท้พลังแห่งคำสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็รุนแรงมาก ก่อนหน้านี้ก็เป็นเพียงการหยั่งเชิงเท่านั้น
เกิดอะไรขึ้นกันแน่
ถึงกลับทำให้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งเขาถึงเพียงนี้?
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ไม่เข้าใจ
เขาเหลือบสายตามองไปที่จักรพรรดิสวรรค์ ถามว่า “จริงสิ ฝ่าบาท ท่านก็ไม่เคยถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งมาก่อนเลยหรือ”
จักรพรรดิสวรรค์วางจอกสุราลง เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มขมขื่น “เหตุใดจะไม่เคย ตอนนี้เราก็ไม่กล้าฝึกบำเพ็ญด้วยซ้ำ”
‘อ้อ? เจ้าหมอนี่ก็ถูกสาปอีกแล้วหรือ
มิน่าเล่าสีหน้าถึงได้ย่ำแย่เพียงนี้’
จักรพรรดิสวรรค์ลอบคิดกับตัวเอง
ความจริงแล้วเขาก็ไม่เคยถูกสาปแช่งมาก่อน แต่หากเขาพูดออกไป นั่นก็ชัดเจนว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการมาจากวังสวรรค์ ง่ายต่อการตกเป็นเรื่องวิพากษ์วิจารณ์ของกลุ่มคนนัก
บทที่ 304
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการกำลังสาปแช่งเจ้า?” จักรพรรดิสวรรค์ไต่ถาม
เห็นสีหน้าของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ทรมานเพียงนี้ เขาก็รู้สึกใจอ่อนอยู่บ้าง
ขนาดบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ยังถูกสาปแช่งรุนแรงเพียงนี้ รอกระทั่งเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งเขา เขาก็จะไม่รู้สึกทรมานมากเช่นกันหรือ
จักรพรรดิสวรรค์ลอบสวดภาวนากับตนเอง หวังไม่ให้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจับจ้องมาที่เขา
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เป็นเช่นนั้นจริงๆ พลังแห่งคำสาปแช่งของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการนั้นไม่นับว่ารุนแรงนัก แต่กลับสามารถรบกวนจิตใจและส่งผลต่อมรรคจิตได้ เจ้าหมอนี่จะสาปข้าทุกๆ สิบปี น่ารำคาญยิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว”
จักรพรรดิสวรรค์นิ่งเงียบ
แม้แต่บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ยังเป็นถึงเพียงนี้ มิน่าเล่าจักรพรรดิปีศาจถึงได้บ้าคลั่ง
“ฝ่าบาท เกี่ยวกับเรื่องรายนามสถาปนาเทพ ท่านคิดเห็นเช่นไรหรือ” บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ฝืนข่มความทรมานก่อนเอ่ยถาม
จักรพรรดิสวรรค์ยกจอกสุราขึ้นอีกครั้ง กล่าวอย่างสบายๆ ว่า “หากรับผิดชอบเรื่องรายนามสถาปนาเทพร่วมกับสำนักพุทธ ในมหาเคราะห์ครั้งนี้ สำนักพุทธจะไม่ทรยศต่อวังสวรรค์แน่หรือ”
“ไม่ทรยศเด็ดขาด”
“ในมหาเคราะห์ วังสวรรค์หรือสำนักพุทธจะเป็นผู้นำเล่า”
“สำนักพุทธยินดีที่จะช่วยเหลือวังสวรรค์ เมื่อมหาเคราะห์ผ่านพ้น จะแบ่งพื้นที่ในแดนเซียนกับวังสวรรค์เท่าๆ กัน ส่วนโลกาสวรรค์ ทั้งหมดนั้นล้วนควบคุมโดยวังสวรรค์”
“ตกลง เราก็ไม่เกรงใจแล้ว!”
จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มแล้วยกจอกสุราขึ้น
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็ยกจอกสุราของตนขึ้นตาม ผู้นำแห่งขุมอำนาจทั้งสองต่างสบสายตายิ้มให้แก่กัน บรรลุข้อตกลง
…
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยยังคงสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ ทำให้อายุขัยลดลงอย่างบ้าคลั่ง
หนึ่งหมื่นปี!
หนึ่งแสนปี!
หนึ่งล้านปี!
สิบล้านปี!
ร้อยล้านปี!
หานเจวี๋ยเริ่มมีเลือดออกจากทวารทั้งเจ็ด เขาเรียกดูหน้าต่างค่าสถานะและกล่องจดหมายในเวลาเดียวกัน ติดตามไปพร้อมๆ กัน
[ตี้ไท่ไป๋สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด]
[ตี้ไท่ไป๋สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด]
…
ภายใต้สถานการณ์ตามเวลาจริง จดหมายทั้งหมดเป็นจดหมายที่เผชิญกับการโจมตี รวมเข้าด้วยกันเป็นรูปแบบ x และตัวเลขอย่างต่อเนื่อง
สมกับเป็นบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์!
หัวโจกอยู่ตัวแล้ว ยังไม่เกิดผลในการสาปแช่ง
หานเจวี๋ยยังคงสาปแช่งต่อไป
เขาตัดสินใจที่จะนำอายุขัยออกมาเล่นอีกหมื่นล้านปี อย่างน้อยบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็ได้รับเกียรติจากอายุขัยสองพันล้านปีของเขา
เวลาล่วงเลยผ่านไป
ใบหน้าของหานเจวี๋ยค่อยๆ เต็มไปด้วยเลือด โชคดีที่อู้เต้าเจี้ยนอยู่ข้างนอก ไม่อย่างนั้นนางคงจะตะโกนกรีดร้องออกไปแน่
สามวันต่อมา
อายุขัยของหานเจวี๋ยลดลงไปทั้งหมดสองพันล้านปี แต่ทว่าก็ยังไม่มีจดหมายจากบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยจวนจะปิดตัวเองแล้ว
เจ้าหมอนี่ก็โหดเกินไปแล้วกระมัง!
หานเจวี๋ยรู้สึกหดหู่ใจ ทำได้เพียงพักผ่อนอยู่หลายวัน ก่อนจะสาปแช่งศัตรูอีกคนหนึ่งอีกครั้ง
จอมปีศาจอินทรีทอง!
หานเจวี๋ยใช้อายุขัยไปเพียงร้อยล้านปีเท่านั้น ภาพประจำตัวของจอมปีศาจอินทรีทองก็หายไป
[จอมปีศาจอินทรีทองศัตรูคู่อาฆาตของท่านวิญญาณแตกกระจาย ตัวตายมรรคผลสลาย เนื่องด้วยคำสาปแช่งของท่าน]
ถัดมาคือจักรพรรดิปีศาจ!
หานเจวี๋ยใช้อายุขัยไปสองพันล้านปีเช่นเดียวกัน แต่จักรพรรดิปีศาจก็เหมือนกับบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ ไม่มีจดหมายปรากฏขึ้น
จักรพรรดิปีศาจแข็งแกร่งขึ้นแล้วหรือ
มีของอยู่บ้างนี่นา
หานเจวี๋ยเช็ดเลือดบนใบหน้า และพักผ่อนอีกครั้งเป็นเวลาสองสามวัน
เป้าหมายสุดท้าย
หลี่เสวียนเอ้า!
หานเจวี๋ยไม่เชื่อแล้ว หลี่เสวียนเอ้าจะแข็งแกร่งเทียบเท่ากับจักรพรรดิปีศาจและบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เชียวหรือ
ข้าจะเอาอายุขัยอีกสองพันล้านปีมาเล่นอีก!
หลังจากหานเจวี๋ยปรับสภาพจนเข้าที่แล้ว ก็สาปแช่งต่อไป
ยามที่อายุขัยของเขาลดลงถึงหนึ่งพันห้าร้อยล้านปี หานเจวี๋ยก็เห็นจดหมายฉบับหนึ่ง
[หลี่เสวียนเอ้าศัตรูของท่านเกิดมารในใจเนื่องด้วยคำสาปแช่งของท่าน]
หานเจวี๋ยหยุดชะงักทันที
แค่เกิดมารในใจก็พอแล้ว สาปแช่งต่อไปอีกก็ไม่มีประโยชน์
ก็เหมือนกับการรับประกันในเกม
เมื่อแตะถึงจุดป้องกันก็ควรจะหยุดลง หลังจากนั้นยังคงเพิ่มความน่าจะเป็นต่อไปในอนาคต สาปแช่งทุกๆ สิบปี พันปีต่อมาค่อยเรียกคลื่นลูกใหญ่
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
เขาเริ่มเดินลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บ ปรับสภาพให้เข้าที่
…….
แดนเซียน ในป่าเขาผืนหนึ่ง
หลี่เสวียนเอ้ากำลังเข้าฌานใต้ต้นไม้ สองมือเคลื่อนย้ายลมปราณ มีไอชั่วร้ายรายล้อมรอบกายสายแล้วสายเล่า
สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม หัวคิ้วขมวดมุ่น
ไม่ไกลออกไป หวงจี๋เฮ่าที่กำลังหยั่งรู้เข้าใจกระบี่ลืมตาขึ้น มองไปทางหลี่เสวียนเอ้าด้วยความประหลาดใจ
‘อาจารย์เป็นอะไรไป’ ในใจหวงจี๋เฮ่ารู้สึกสงสัย
ตั้งแต่เขากราบไหว้หลี่เสวียนเอ้าเป็นอาจารย์ ชีวิตของเขาก็เกิดการเปลี่ยนแปลงที่พลิกฟ้าสะเทือนดิน
ภายใต้การชี้นำของหลี่เสวียนเอ้า มรรคกระบี่ของเขาก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ
ในหัวใจเขา หลี่เสวียนเอ้าก็เป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในปวงสวรรค์
เซียนกระบี่ที่ทรงพลังเช่นนี้ เหตุใดถึงเกิดอาการผิดปกติเช่นนี้ได้ หรือว่าบำเพ็ญตบะจนธาตุไฟเข้าแทรก?
และในตอนนั้นเอง
หลี่เสวียนเอ้าก็พลันลืมตาขึ้น ดวงตากลับเป็นสีแดงก่ำ มีลวดลายเส้นสีเงินแปลกประหลาดปรากฏขึ้นบนหน้าผากของเขา
เมื่อหวงจี๋เฮ่าสบสายตากับหลี่เสวียนเอ้า ในใจก็พลันกระตุก
เขามองเห็นจิตสังหาร!
‘อาจารย์คิดอยากจะฆ่าข้า? ไม่สิ! ไม่ได้พุ่งเป้ามาที่ข้า!’
หลี่เสวียนเอ้าพึมพำกับตัวเอง “หลี่เต้าคง ข้าจะต้องเอาชนะเจ้าให้ได้”
หลี่เต้าคง?
หวงจี๋เฮ่าอดที่จะนึกถึงอาจารย์ลุงที่ขี้เล่นไม่สนใจโลกคนนั้นขึ้นมาไม่ได้
ก่อนหน้านี้หลี่เต้าคงยังเคยสอนบทเรียนให้กับเขา จนเกือบจะทำลายมรรคจิตของเขาป่นปี้ แข็งแกร่งเกินไปแล้ว
ความแข็งแกร่งของหลี่เต้าคงและหลี่เสวียนเอ้าน่าจะพอๆ กัน อย่างน้อยหวงจี๋เฮ่าก็คิดเช่นนั้น
และเพราะว่าพอๆ กัน เพราะอย่างนั้นหลี่เสวียนเอ้าจึงยากที่จะเอาชนะหลี่เต้าคง
“อาจารย์ ท่านเป็นอะไรไป” หวงจี้เฮ่าเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
ดวงตาของหลี่เสวียนเอ้าพลอยสุกใสเป็นประกายชัดเจน เขาส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้าไม่เป็นไร เจ้าหยั่งรู้กระบี่ต่อไปเถิด หลังจากนี้เจ้ายังต้องพบกับช่วงที่ยากลำบากอีก”
กล่าวจบ เขาก็หลับตาลงอีกครั้ง
สมควรตาย!
ใครกันแน่ที่สาปแช่งข้า
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการหรือ
หลี่เสวียนเอ้าคิดไม่ตก คนที่ตนเองล่วงเกินมีไม่มากนัก
หรือว่าจะเป็นจักรพรรดิสวรรค์?
จักรพรรดิสวรรค์คงไม่ถึงกับใช้วิธีการเลวร้ายเช่นการสาปแช่งเช่นนี้ อีกอย่างจักรพรรดิสวรรค์และหลี่เต้าคงก็รู้จักกันดี หากไม่ชอบเขาก็สามารถให้หลี่เต้าคงสร้างความลำบากให้กับเขาได้
หลี่เสวียนเอ้าเริ่มนับนิ้วคำนวณ ทว่าน่าเสียดายที่เขาไม่สามารถคำนวณอะไรได้เลย
สิ่งที่ทำให้เขารำคาญมากที่สุดคือเขาเกิดมารในใจขึ้นอีกครั้ง
ที่ผ่านมา เขารู้สึกอิจฉาศิษย์พี่ของตนเองเป็นอย่างมาก พลังแห่งคำสาปแช่งก็เพิ่มความอิจฉาริษยาของเขาให้มากขึ้น จนก่อตัวเป็นมารในใจ
มารในใจกำลังล่อลวงเขา ต้องการให้เขาไปสู้เอาเป็นเอาตายกับหลี่เต้าคง
ยิ่งคิดหลี่เสวียนเอ้าก็ยิ่งอารมณ์เสีย เขาพลันรู้สึกไม่สงบใจขึ้นมาอยู่บ้าง
มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้อาจไม่ง่ายดายเพียงนั้น มีกองกำลังที่เกี่ยวข้องมากเกินไป ทั้งยังมีการดำรงอยู่ปริศนาที่ลอบจัดการกับสถานการณ์อยู่ในที่มืด
…
กาลเวลาผ่านพ้น
ตั้งแต่สาปแช่งหลี่เสวียนเอ้าจนเกิดมารในใจ หานเจวี๋ยก็ยังคงฝึกบำเพ็ญต่อไปอย่างจริงจัง
จักรพรรดิเซียนสี่วัฏยังไม่เพียงพอ เขาต้องบรรลุถึงจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏให้ได้ในเร็ววัน
โลกเขย่าพิภพก็พัฒนาอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน หลังจากที่ผู้อาวุโสที่สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์เหล่านั้นกลับสู่โลกมนุษย์ พวกเขาก็พัฒนาสำนักของตนเองอย่างจริงจัง อารยธรรมการฝึกบำเพ็ญของโลกเขย่าพิภพเริ่มเฟื่องฟูขึ้นเรื่อยๆ และดวงชะตาของทั้งโลกก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เพื่อที่จะประจบเอาใจหานเจวี๋ย พุทธะอาภรณ์ขาวได้สร้างรูปปั้นของหานเจวี๋ยขึ้นในทุกแดนของโลกาสวรรค์ เทิดทูนเป็นเทพเซียนในโลกมนุษย์ ดวงชะตาของโลกเขย่าพิภพก็ขึ้นอยู่กับตัวของหานเจวี๋ย ทำให้ดวงชะตาของหานเจวี๋ยเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้สถานการณ์ที่หานเจวี๋ยไม่ได้เข้าสู่เคราะห์
เวลาผ่านไปเพียงพริบตา
เวลาสี่สิบปีผ่านพ้นไป
วันนี้ หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง หยัดกายลุกขึ้นและเดินออกไปนอกถ้ำเทวา
เหล่าศิษย์ต่างกำลังฝึกบำเพ็ญของตัวเอง บางคนก็กำลังทำแบบจำลองการทดสอบ
ถูหลิงเอ๋อร์และลี่เหยานั่งเผชิญหน้ากัน พร้อมกับทำแบบจำลองการทดสอบ นับตั้งแต่ได้รับเจดีย์บรรพชนจอมเวทมา ความแข็งแกร่งของถูหลิงเอ๋อร์ก็พุ่งทะยานขึ้น นอกจากจักรพรรดิเซียนแล้ว ไม่มีผู้ใดสามารถทำลายการป้องกันของเจดีย์บรรพชนจอมเวทได้ ลี่เหยาและมู่หรงฉี่ไม่เชื่อในความชั่วร้าย มักจะไปท้าประลองกับถูหลิงเอ๋อร์อยู่ตลอด
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของหานเจวี๋ย จอมปีศาจคุกรัตติกาลก็พลันปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเขา เอ่ยว่า “เจ้าสำนัก แม่น้ำปรโลกกำลังเกิดการเคลื่อนไหว!”
บทที่ 305
เคลื่อนไหว?
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินก็แผ่พลังจิตออกไปในทันที
เห็นเพียงแม่น้ำปรโลกที่ไม่รู้ว่าคลื่นเริ่มซัดโหมขึ้นตั้งแต่เมื่อใด ไร้ลมพายุ มีเพียงคลื่นขนาดใหญ่ แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขากวาดพลังจิตไปที่ส่วนลึกของปรโลก
แม่น้ำปรโลกนั้นลึกเสียจนไม่เห็นก้นบึ้ง แม้หานเจวี๋ยจะเป็นจักรพรรดิเซียนแล้ว แต่พลังจิตของเขาก็ไม่สามารถเจาะทะลุปรโลกได้
ผ่านไปสักพัก หานเจวี๋ยก็ยังคงจับต้นสายปลายเหตุไม่ได้ จึงอดถามขึ้นไม่ได้ว่า “เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลยิ้มอย่างขมขื่นและกล่าวว่า “ข้าจะรู้ได้อย่างไร ก่อนหน้านี้ข้าก็มาที่ยมโลกแทบนับครั้งได้ อีกทั้งยมโลกนั้นแปลกพิกลยิ่งนัก ข้ารู้สึกว่ายมโลกนั้นอันตรายกว่าแดนเซียนเสียอีก”
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยว่า “เจ้าเฝ้าสังเกตการณ์ให้มากหน่อย หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ”
“เข้าใจแล้ว”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลรับปากเรื่องนี้ แต่เขาไม่ได้จากไปไหน หากแต่หยุดอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ย ตั้งท่าจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไป
หานเจวี๋ยเหลือบมองเขาเล็กน้อยแล้วถามว่า “เป็นอะไรไป มีอะไรก็พูดมา!”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกัดฟันกล่าวว่า “ข้าอยากส่งไก่คุกรัตติกาลออกไป เผ่าหงส์คุกรัตติกาลของพวกเรามีที่ตั้งเผ่า ข้าหวังว่าเขาจะได้รับพิธีชำระล้างจากเผ่า และสามารถแปลงกายเป็นหงส์คุกรัตติกาลได้อย่างสมบูรณ์ ”
เขาเองก็มองออกถึงปัญหาของไก่คุกรัตติกาล เจ้าหมอนี่ถึงกับกลัวโลกภายนอกเป็นอย่างมาก
นี่ก็ไม่ใช่เรื่องดีเลย!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วกล่าวว่า “มหาเคราะห์มาถึงแล้ว หากออกไปจะง่ายต่อการแปดเปื้อนผลกรรม อย่าออกไปเลย รอจนมหาเคราะห์สิ้นสุดลงก่อนค่อยว่ากัน หรือเจ้าอยากให้เผ่าหงส์คุกรัตติกาลติดอยู่ท่ามกลางมหาเคราะห์เล่า? มหาเคราะห์ในครั้งนี้ต่างจากครั้งที่ผ่านๆ มา นี่จะเป็นมหาเคราะห์อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนและเป็นอันตรายถึงขีดสุด”
วาจาของเขากล่าวอย่างหนักแน่น ทำเอาจอมปีศาจคุกรัตติกาลตกใจจนรีบร้อนโบกมือเป็นพัลวัน ไม่กล้าคิดที่จะออกไปอีก
เมื่อลองคิดทบทวนดูแล้วก็จริง นิสัยนั้นจะสำคัญเท่าชีวิตหรือ
จอมปีศาจคุกรัตติกาลลอบด่าทอตัวเองในใจ เกือบติดกับเสียแล้ว
ท่านเจ้าสำนักก็มองทะลุปรุโปร่งเสียจริง
ตนจะออกไปไม่ได้เด็ดขาด!
การมีชีวิตอยู่ต่อไปเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
หลังจากนั้น หานเจวี๋ยก็ติดตามสภาพการเจริญเติบโตของต้นฝูซังเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปฝึกบำเพ็ญในถ้ำเทวาฟ้าประทานอีกครั้ง
อู้เต้าเจี้ยนเดินตามเข้าไปในถ้ำเทวา นางเอ่ยปากพูดขึ้นว่า “นายท่าน ของวิเศษของหลิงเอ๋อร์แข็งแกร่งเกินไป ท่านมีของวิเศษที่ร้ายกาจพอให้ข้าไปต่อสู้กับนางบ้างหรือไม่เจ้าคะ”
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างใจเย็น “ไม่มีหรอก นั่นเป็นยอดสมบัติของเผ่าจอมเวท เจ้าทำได้เพียงนึกเสียใจที่ไม่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่งเท่านั้นแหละ”
อู้เต้าเจี้ยนบุ้ยปาก
หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ “อย่างไรเจ้าก็ติดตามข้ามาตลอด เหตุใดต้องไปคิดถึงเรื่องการต่อสู้ด้วย รอกระทั่งตบะของเจ้าเพิ่มสูงขึ้น ประสิทธิภาพของของวิเศษก็จะลดน้อยลง”
“จริงหรือ”
อู้เต้าเจี้ยนไม่เชื่อ ค่อนข้างไม่พอใจอยู่บ้าง
ตั้งแต่ถูหลิงเอ๋อร์ได้รับเจดีย์บรรพชนจอมเวท ไม่ต้องกล่าวว่าอานุภาพนั้นยิ่งใหญ่เพียงใด นางกลายเป็นการดำรงอยู่ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาศิษย์ทันที ไม่ว่าใครก็เอาชนะไม่ได้
หานเจวี๋ยกวักมือเรียกและกล่าวว่า “มานี่ ข้าจะสอนเจ้าฝึกมรรคกระบี่เทียมฟ้าด้วยตัวเอง เมื่อเจ้าฝึกจนสำเร็จ ถูหลิงเอ๋อร์ก็จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าอย่างแน่นอน”
อู้เต้าเจี้ยนตื่นเต้นดีใจ รีบเข้าไปหาในทันที
หานเจวี๋ยเริ่มสอนนางตัวต่อตัว ถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเอง
หนึ่งปีต่อมา
อู้เต้าเจี้ยนกลับไปยังเบาะนั่งของตน เริ่มหยั่งรู้มรรคกระบี่เทียมฟ้า
หานเจวี๋ยจึงนำจิตรับรู้เข้าสู่โลกอนธการ
จิตวิญญาณของต้วนหงเฉินอ่อนแอเป็นอย่างมาก หานเจวี๋ยสามารถบดขยี้มันได้เพียงความคิดเดียว
ทว่าจะดีร้ายอย่างไรเจ้าหมอนี่ก็เป็นถึงจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏ หากฆ่าทิ้งก็น่าเสียดาย
หานเจวี๋ยได้ประทับตราประทับหกวิถีเข้าไปในส่วนลึกของวิญญาณต้วนหงเฉินแล้ว หลังจากนี้ก็สามารถควบคุมความเป็นความตายของต้วนหงเฉินได้
“เจ้าอยากมีชีวิตรอดหรือไม่”
เสียงของหานเจวี๋ยดังขึ้นภายในโลกอนธการ เมื่อต้วนหงเฉินที่กำลังจะแหลกสลายได้ยินเช่นนี้ ก็สะดุ้งตื่นในทันที เขารีบตะโกนขึ้นเป็นพัลวัน “ข้าอยาก! ข้าอยาก!”
“ท่านได้โปรดปล่อยข้าไปเถิด!
ขอเพียงไว้ชีวิตข้า ข้าก็สามารถเป็นวัวเป็นม้าให้กับท่านได้!”
หลังจากหานเจวี๋ยได้ยินเช่นนี้ ก็อดถามขึ้นไม่ได้ “เช่นนั้นเจ้าเกลียดข้าหรือไม่”
“ไม่เกลียด ไม่เกลียดแน่นอน!”
“เจ้าไม่จริงใจ เหตุที่ข้ากำราบเจ้า ก็เป็นเพราะเจ้าคิดบังคับแย่งชิงศิษย์ของข้า หากเปลี่ยนเป็นเจ้าบ้าง เจ้าจะปล่อยข้าหรือไม่”
“ข้าไม่ได้เกลียดจริงๆ ข้าผิดไปแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้ว…”
“เฮ้อ!”
หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมา ดูท่านิสัยเช่นมารสวรรค์เบิกฟ้าจะมีน้อยนิดจริงๆ
ต้วนหงเฉินลนลาน เขาประคับประคองได้ไม่นานนัก
ช้าก่อน!
หรืออีกฝ่ายจะสามารถอ่านใจได้?
ต้วนหงเฉินสลัดการพร่ำบ่นในใจของตนทิ้งไปอย่างรวดเร็ว คิดจินตนาการว่าหลังจากผ่านพ้นเคราะห์นี้ไปแล้วชีวิตที่เหลืออยู่ของเขาจะมีความสุขเพียงใด ดังนั้น…
[ต้วนหงเฉินเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]
สามดาว?
ก็พอได้!
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นในทันที โบกมือขวาคราหนึ่ง เคลื่อนย้ายจิตวิญญาณของต้วนหงเฉินออกมา
ต้วนหงเฉินมองเห็นทุกอย่างที่อยู่ตรงหน้า ก็นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
หานเจวี๋ยเอ่ยปากกล่าวว่า “นับจากนี้ไป เจ้าก็ต้องอยู่บนเกาะแห่งนี้ ห้ามออกไปไหน ฟูมฟักดูแลสภาวะจิตใจให้ดี ในใจต้องมีความยำเกรง ไม่อย่างนั้นเจ้าออกไปก็จะตายด้วยน้ำมือของผู้อื่นอยู่ดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ต้วนหงเฉินก็ราวกับเพิ่งตื่นจากความฝัน เขารีบขอบคุณหานเจวี๋ยเป็นพัลวัน
[ความประทับใจที่ต้วนหงเฉินมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]
หานเจวี๋ยรู้สึกพึงพอใจ เช่นนี้ค่อยดีหน่อย
การไว้ชีวิตศัตรูในโลกฝึกบำเพ็ญนั้นเป็นเรื่องยากยิ่งนัก อย่างไรเสียนี่ก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยเสือคืนสู่ป่า และหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งเคราะห์ภัยให้ตัวเอง
เหตุผลที่หานเจวี๋ยกล้าที่จะปล่อยเขาไป ก็เป็นเพราะเขาได้วางตราประทับหกวิถีไว้แล้ว นั่นก็เพียงพอที่จะควบคุมความเป็นความตายของต้วนหงเฉินได้
หานเจวี๋ยโบกมือเล็กน้อย เป็นสัญญาณให้ต้วนหงเฉินออกไป ปล่อยให้ตัวเขาไปทำความรู้จักกับคนอื่นๆ เสียหน่อย
หากต้วนหงเฉินกล้าที่จะสร้างความวุ่นวายอีก หานเจวี๋ยก็สามารถทำลายเขาได้เพียงความคิดเดียว
หลังออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน ต้วนหงเฉินก็รู้สึกกังวลเป็นอย่างมาก เขาไม่ได้เขลา เขารู้ดีว่าที่หานเจวี๋ยกล้าปล่อยเขาออกมา จะต้องมีอะไรบางอย่างแน่ เพราะอย่างนั้นจึงไม่กล้าสร้างความวุ่นวาย
ต้วนหงเฉินถูกกักขังมานานหลายปี ให้เขาไปสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เขาก็กระอักกระอ่วนยิ่งนัก
หานเจวี๋ยยังได้ลากต้วนหงเฉินเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบเช่นกัน จากนั้นก็ถ่ายทอดเสียงไปหาจอมปีศาจคุกรัตติกาล ให้จอมปีศาจคุกรัตติกาลเป็นฝ่ายท้าประลองต้วนหงเฉิน
ในตอนแรก ต้วนหงเฉินรู้สึกประหลาดใจกับแบบจำลองการทดสอบยิ่งนัก เป็นผลให้เขาถูกจอมปีศาจคุกรัตติกาลปลิดชีพฉับพลันในทันที
เขาไม่ยอม ร้องขอให้ประลองอีกครั้ง
แต่ก็ยังคงถูกปลิดชีพในฉับพลันเช่นเดิม
หลังจากท้าประลองไปเกือบร้อยครั้งถ้วน ต้วนหงเฉินก็ปิดตัวเองไป
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าตนเองนั้นน่าขันมากเพียงใด ถึงกับอยากมาแย่งคนที่เกาะแห่งนี้ ไม่ต้องรอให้หานเจวี๋ยลงมือ เพียงเจ้าหงส์เส็งเคร็งตัวเดียวก็เพียงพอที่จะกำราบเขาได้แล้ว
เฮ้อ!
ต้วนหงเฉินหามุมๆ หนึ่ง จากนั้นเริ่มฟื้นฟูกายเนื้อของตน
……
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม ทิวเขาตระหง่านเรียงราย เกาะลอยจำนวนนับไม่ถ้วนตั้งอยู่กลางอากาศ ปรากฏเป็นภาพฉากงดงามตระการตา
บนเกาะลอยหนึ่งในนั้นมีแท่นแสดงยุทธ์ขนาดใหญ่ บนแท่นมีชายผู้หนึ่งกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่
เขาบำเพ็ญตบะกายจิต เงาร่างเหินทะยานไม่หยุด หมัดเท้าดุจสายลม อากาศโดยรอบบิดเบี้ยวตลอดเวลา ราวกับว่าจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ
ใบหน้าของเขาดูคล้ายคลึงกับหานเจวี๋ยยิ่งนัก ทว่าไม่ได้หล่อเหลาเท่าหานเจวี๋ย ร่างกายแข็งแรงกำยำยิ่งกว่า ดูราวกับสัตว์ร้ายในรูปร่างมนุษย์
เขาก็คือหานมิ่ง น้องชายของหานเจวี๋ย
หลังจากฝึกบำเพ็ญไปสักพัก หานมิ่งก็หยุดลง เหงื่อร้อนทั่วร่างก็ระเหยกลายเป็นไอหมอก พัดกระจายออกไป
หานมิ่งหันกลับมา ขณะที่กำลังจะย่างเท้าก้าวเดิน ทันใดนั้นเงาสีดำสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่ขอบแท่นสำแดงยุทธ์ ด้านหลังเป็นจานหมุนสีขาวดำซึ่งดูเหมือนแผนที่เอกอนันต์
ทันทีที่มองเห็นเงาดำ หานมิ่งก็รู้สึกประหลาดใจ รีบร้อนคุกเข่าลงประสานหมัดเอ่ยว่า “อาจารย์ ท่านมาแล้ว! ข้าสามารถออกสู่ไปโลกได้แล้วหรือ”
เงาดำลืมดวงตาคู่ที่เรียบเย็นคู่นั้น เอ่ยว่า “ออกสู่โลก? อาศัยความสามารถเช่นเจ้าน่ะหรือ เมื่อเทียบกับหานเจวี๋ยแล้ว เจ้ายังห่างไกลยิ่งนัก ตอนนี้เพียงแค่นิ้วเดียวเขาก็สามารถบี้เจ้าให้ตายได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หานมิ่งก็ขมวดคิ้วแน่น สายตาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
อาจารย์มักจะยกพี่ชายมาข่มเขาเสมอ ทำให้เขาเกิดความไม่พอใจต่อพี่ชายของตนยิ่งนัก