296-300

บทที่ 296
ได้ฟังคำพูดของจี้เซียนเสิน หานเจวี๋ยก็ต่อต้านและปฏิเสธโดยสัญชาตญาณ

‘ยังบอกว่าเจ้าไม่ใช่ผู้ฝ่าเคราะห์อีก!

ข้าหวังดีช่วยเจ้าไว้ เจ้ายังจะลากข้าร่วมเคราะห์ด้วยหรือ’

หานเจวี๋ยค่อนแคะอยู่ในใจ

[ตรวจสอบพบว่าผู้ฝ่าเคราะห์เชิญท่านเข้าร่วมเคราะห์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ตกลง ช่วงชิงดวงชะตาที่ยิ่งใหญ่กับผู้ฝ่าเคราะห์ จะได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]

[สอง ปฏิเสธ ห่างไกลมหาเคราะห์ ถ่อมตนฝึกฝน จะได้รับโอกาสในการยกระดับระบบ]

หานเจวี๋ยมองเห็นอักขระสามแถวปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาเลือกตัวเลือกที่สองในทันที

[เริ่มต้นการยกระดับระบบ]

ในที่สุดก็ได้โอกาสในการยกระดับระบบหนึ่งครั้ง!

น่ายินดีเสียจริง

หานเจวี๋ยมีความสุข เขามองไปทางจี้เซียนเสินแล้วส่ายหน้ากล่าว “นิสัยของข้าเจ้ายังไม่รู้อีกหรือ ข้ารักตัวกลัวตาย ช่างเถิดๆ”

จี้เซียนเสินเผยแววตาผิดหวังออกมา

หากมีหานเจวี๋ยคอยช่วยเหลือ เขาก็ยิ่งมีความมั่นใจมากขึ้น

‘ช้าก่อน!

เหตุใดข้าถึงคิดเช่นนี้ได้

ข้าต้องแซงหน้าเฉาเชานะ!’

แววตาของจี้เซียนเสินกลับมาแน่วแน่อีกครั้ง

ทั้งสองไม่พูดอะไรมากอีก

หลายชั่วยามผ่านไป หลังจากกายเนื้อของจี้เซียนเสินฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติ หานเจวี๋ยก็จากไปอย่างรวดเร็ว

เงาวิญญาณสายนั้นลอยขึ้นไปบนเหนือศีรษะจี้เซียนเสินอีกครั้ง เขาถอดทอนใจกล่าว “ชีวิตคนเรายากที่จะพบสหายที่จริงใจ คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะมีเพื่อนที่จริงใจระดับนี้ ช่างทำให้ข้ามองด้วยสายตาที่ทึ่งยิ่งนัก”

จี้เซียนเสินอดนึกถึงยามที่รู้จักกับหานเจวี๋ยในโลกมนุษย์ไม่ได้ เขาส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา

……

หานเจวี๋ยเคลื่อนย้ายอย่างบ้าคลั่งในยมโลก หลังจากเคลื่อนย้ายไปหลายหมื่นครั้ง เขาถึงกระโดดกลับไปภายในเกาะสำนักซ่อนเร้น

เมื่อกลับไปถึงใต้ต้นฝูซัง หานเจวี๋ยลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง

ครั้งนี้คงไม่มีคนสามารถตามเขาทันกระมัง!

“อาจารย์ เหตุใดท่านถึงกลับมาจากด้านนอกเล่า” ถูหลิงเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยความอยากรู้

หานเจวี๋ยกล่าว “ด้านนอกลมแรง ข้าไปหยุดลมมา”

ถูหลิงเอ๋อร์อดมองท้องฟ้าที่ขมุกขมัวไม่ได้ ‘มีลมด้วยหรือ’

หานเจวี๋ยเริ่มสังเกตดูต้นฝูซัง

ดูเหมือนสติปัญญาภายในต้นจะเติบโตขึ้นอยู่บ้าง ครั้งนี้มันไม่ต่อต้านหานเจวี๋ยอีก แม้กระทั่งยามที่เผชิญหน้ากับพลังจิตของหานเจวี๋ย ยังดูสนิทกันมากขึ้นเล็กน้อย

หานเจวี๋ยใช้พลังจิตของตนเองบำรุงเลี้ยงดูมัน แต่เขาไม่คิดจะฝืนดึงต้นกล้าให้โต ให้มันเติบโตอย่างอิสระ

“อาจารย์ มู่หรงฉี่รังแกพวกเรา!”

จู่ๆ หานซานก็วิ่งเข้ามาพูด ส่วนพี่น้องน้ำเต้าคนอื่นๆ ก็โกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง

แม้ลำดับศักดิ์ของพวกเขาจะสูงกว่ามู่หรงฉี่ แต่กลับสู้มู่หรงฉี่ไม่ได้

มู่หรงฉี่ปล่อยมือกล่าวว่า “เพียงแลกมือศึกษากันเท่านั้น อย่าใส่ร้ายข้าสิ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าพวกเจ้าเคยเอาชนะสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นได้หรืออย่างไร”

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นพยายามพยักหน้าน้ำตาตกใน

กลับถูกเด็กรุ่นหลังบีบคั้นโจมตี จนความหยิ่งในเกียรติของมันใกล้จะพังทลายลงแล้ว

โจวหมิงเยวี่ยลุกขึ้นตามมาแล้วกล่าวว่า “อาจารย์ลุงมู่หรงฉี่ ไม่สู้ว่าท่านกับข้ามาแลกมือศึกษากันเถิด!”

มู่หรงฉี่มองไปทางโจวหมิงเยวี่ย และพยักหน้าเล็กน้อย

ช่วงนี้สายเลือดของโจวหมิงเยวี่ยเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง สายเลือดเทพปีศาจในอดีตชาติอาจจะฟื้นคืนขึ้นมา พลังต่อสู้และตบะของเขาเพิ่มขึ้นพรวดพราดมาโดยตลอด

ที่ทำให้เขาจิตใจว้าวุ่นก็คือไม่ว่าจะเพียรบำเพ็ญเพียงใด ก็ไม่อาจแซงฉู่ซื่อเหรินอาจารย์ของเขาได้

ฉู่ซื่อเหรินปากบอกว่าไม่อยากฝึกบำเพ็ญ แต่กลับกดเขาให้อยู่ต่ำกว่าหนึ่งระดับใหญ่ตลอด ทำให้เขาอยากกระอักเลือดออกมายิ่งนัก

“พวกเจ้าก็แลกมือศึกษากันตามสบาย แต่อย่าได้ลงมือรุนแรงนัก คนร่วมสำนักทำร้ายกันถือว่าผิดกฎสำนัก”

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่อินังขังขอบ เดิมทีการเพียรบำเพ็ญในเกาะก็จืดชืดอยู่แล้ว สามารถแลกมือศึกษากันได้ก็เป็นเรื่องดี

แต่พื้นที่เกาะของสำนักซ่อนเร้นมีจำกัด บรรดาศิษย์ไม่อาจกระทำการด้วยพลังทั้งหมด มิเช่นนั้นอาจจะสั่นสะเทือนผนึกควบคุมและปรโลกได้

หลังจากบำรุงต้นฝูซังไปชั่วเวลาหนึ่งก้านธูป หานเจวี๋ยก็กลับไปฝึกบำเพ็ญในถ้ำเทวาฟ้าประทานต่อ

เขานั่งเปิดดูค่าความสัมพันธ์อยู่บนเตียงไม้ หลังจากแน่ใจว่ารูปประจำตัวของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตไม่อยู่แล้วถึงวางใจลง

ในที่สุดศัตรูตัวฉกาจผู้นี้ก็ตายเสียที และไม่มีความเกลียดชังอันใหม่ปรากฏขึ้นมา

พลังวิเศษแห่งกรรมช่างร้ายกาจจริงๆ สามารถปฏิเสธขั้นตอนการกระทำซ้ำซ้อนได้

หานเจวี๋ยคิดอยู่เช่นนี้

หลายเดือนต่อมา

หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกฝนอยู่ได้รับการเรียกหาจากพุทธะอาภรณ์ขาว

เขาอดที่จะนำจิตของตนเองเข้าไปสำรวจในโลกเขย่าพิภพไม่ได้ และหาพุทธะอาภรณ์ขาวพบ

พุทธะอาภรณ์ขาวอยู่ในอารามเต๋า หานเจวี๋ยปรากฏตัวเป็นเงาแสงลอยอยู่ตรงหน้าเขา

“เจ้าสำนัก ข้าอยากเรียกเหล่าผู้บำเพ็ญของโลกเขย่าพิภพที่ขึ้นสวรรค์กลับมา” พุทธะอาภรณ์ขาวคารวะก่อนกล่าว

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วถาม “เช่นนั้นต้องเรียกคนกลับมาเท่าใดกัน ไม่ได้ การเคลื่อนไหวใหญ่เกินไป”

พุทธะอาภรณ์ขาวถามด้วยความประหลาดใจ “นานเพียงนี้แล้ว หรือว่าจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตยังไล่สังหารพวกเราอยู่”

หานเจวี๋ยนิ่งอึ้ง

ใช่สิ

จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตตายแล้ว ตอนนี้เขากำลังกลัวอะไรกัน

แม้จักรพรรดิปีศาจ บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จะเกลียดชังเขา แต่ก็ไม่มีเวลามาสนใจเขา

เหตุผลที่ย้ายโลกเขย่าพิภพเข้ามา ไม่ใช่เพราะจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตไล่ล่าเขาไม่ปล่อยหรอกหรือ

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เจ้าสามารถเรียกคนกลับมาได้เท่าไร”

พุทธะอาภรณ์ขาวตอบ “อย่างน้อยพันคนกระมัง ยามนี้แดนเซียนวุ่นวายโกลาหล เดิมทีผู้บำเพ็ญเหล่านั้นก็ไม่สงบสุขอยู่แล้ว ได้ยินมาว่าดวงชะตาของโลกมนุษย์ยกระดับขึ้น สามารถหลบหลีกได้ ต่างก็อยากกลับมา เพียงแต่โลกเขย่าพิภพถูกพลังเวทของท่านปิดกั้นไว้ พวกเขาไม่อาจใช้พลังวิเศษตามหาพบได้”

หานเจวี๋ยนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว “เจ้าให้พวกเขากลับไปยังห้วงอากาศว่างเปล่าที่โลกเขย่าพิภพอยู่ในตอนนั้น อีกห้าสิบปีให้หลังข้าจะไปรับพวกเขา”

“ขอบคุณท่านเจ้าสำนัก!”

พุทธะอาภรณ์ขาวกล่าวด้วยความตื่นเต้นดีใจ

จากนั้นเขาเริ่มรายงานสถานการณ์การพัฒนาของโลกเขย่าพิภพในช่วงนี้

นอกจากเพดานการบำเพ็ญเพียรจะยกระดับขึ้นอย่างต่อเนื่องแล้ว จำนวนเวไนยสัตว์ก็เพิ่มมากขึ้น เผ่าปีศาจกับมนุษย์ต่างไม่รบกวนซึ่งกันและกัน ทั้งหมดล้วนจมดิ่งอยู่ในการบำเพ็ญอย่างบ้าคลั่ง

สิ่งเดียวที่พุทธะอาภรณ์ขาวบ่นอยู่บ้างคือโลกเขย่าพิภพนั้นเล็กเกินไปแล้ว

หลังจากที่ทั้งสองสนทนากันเสร็จ หานเจวี๋ยก็เพ่งสมาธิไปในโลกอนธการ

เขาดึงปราณอนธการไปที่โลกเขย่าพิภพ ปั้นน้ำเป็นตัว สร้างพื้นดินขึ้นมาเพื่อขยายโลกเขย่าพิภพ

ระหว่างขั้นตอนนี้จะเชื่องช้า หานเจวี๋ยต้องฝึกบำเพ็ญไปพลางขยายไปพลาง

สำหรับจักรพรรดิเซียนแล้ว การใช้หนึ่งจิตสองพลังเป็นเรื่องง่ายดาย

เวลาล่วงเลยผ่านไปเรื่อยๆ

เวลาในการยกระดับระบบก็นานกว่าเมื่อก่อน

พริบตาเดียว เวลาสิบปีก็ผ่านพ้นไป

ระบบยังคงยกระดับไม่สำเร็จ

หานเจวี๋ยไล่อู้เต้าเจี้ยนออกไป จากนั้นจึงนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรูของตน

เขาสาปแช่งไปพลางตรวจสอบจดหมายไปพลาง

[หลี่เต้าคงสหายของท่านย่างกรายเข้าสู่แม่น้ำโชคชะตา]

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านตกอยู่ในสภาพที่ไร้ทางรอด รู้แจ้งพลังวิเศษระดับเทพ]

[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านได้รับการชี้แนะจากเซียนทองไท่อี่ พลังมรรคเพิ่มพูน]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีของปีศาจประหลาด] x349232

[เจียงอี้สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เสวียนเอ้าศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[โจวฝานสหายของท่านกลืนกินกิเลน สายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง]

[ยายเมิ่งสหายของท่านเผชิญกับคำสาปลึกลับ]

……

การรบกันเป็นพัลวันยังคงอยู่ แต่สงบกว่าที่ผ่านมามาก

ดูท่ามหาเคราะห์ก็ไม่ได้รบกันดุเดือดตลอดเวลา

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่ายายเมิ่งถูกสาปแช่งแล้ว

ใจเขาพลันกระตุก

แย่แล้ว!

หรือจะมีคนคิดอาศัยชื่อของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการกระทำการชั่วร้าย

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เพียงแค่สาปแช่งศัตรูแล้วโยนความผิดให้เจ้าแดนต้องห้ามอันธการก็สำเร็จได้โดยง่าย

‘ช้าก่อน! ไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้าคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ต่อให้จะถูกใส่ร้ายแล้วอย่างไร’

หายเจวี๋ยเลิกคิ้วคิด

เขาเคยคำนวณมาแล้ว ชื่อของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่ได้ก่อให้เกิดผลกรรม ถึงอย่างไรหนังสือแห่งความโชคร้ายก็สามารถกำบังความสัมพันธ์ผลกรรมได้

ช่างเถิด

พวกเขาจะทำอย่างไรก็ช่าง หลังจากมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตจบสิ้น แปดถึงเก้าในสิบส่วนล้วนต้องตาย

เป้าหมายของเขาคือการมีชีวิตรอดจากมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตนี้!

[หานมิ่งเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]

บทที่ 297
หานมิ่ง? ใครกัน หานเจวี๋ยอดตกตะลึงไม่ได้เมื่อเห็นข้อความที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า

เขารีบเรียกดูค่าความสัมพันธ์เพื่อค้นหาภาพประจำตัวของหานมิ่งทันที

[หานมิ่ง: ระดับเซียนลึกล้ำไท่อี่ระยะปลาย ทายาทจักรพรรดิเซียน หานเจวี๋ยพี่ชายของเขาถูกจักรพรรดิเซียนวัฏจักรคัดเลือกจนเปลี่ยนชะตากลายเป็นทายาทของจักรพรรดิเซียนวัฏจักร ด้วยเหตุนี้จักรพรรดิเซียนวัฏจักรจึงต้องตาเขา และได้กลับชาติมาเกิดใหม่ จากมนุษย์ปุถุชนกลายเป็นมนุษย์เซียน เนื่องจากรับรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนมีล้วนเป็นเพราะหานเจวี๋ยพี่ชายของตน จึงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]

‘นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน น้องชายของข้า?’ หานเจวี๋ยตะลึงงัน

ดวงชะตาทายาทจักรพรรดิเซียนที่ระบบสุ่มให้ที่แท้ก็มีที่มาเช่นนี้ ปล่อยให้จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเลือกตนโดยที่ไม่เคยเห็นหน้า แบบนี้ก็เจ๋งเกินไปหน่อย

หานเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกขอบคุณจักรพรรดิเซียนวัฏจักรแม้แต่น้อย แต่กลับรู้กสึกขอบคุณระบบมากกว่า

ส่วนน้องชายผู้นั้น หานเจวี๋ยยิ่งไม่คิดจะแยแส

พ่อแม่ทิ้งเขาไปตั้งแต่ยังเล็ก สาเหตุที่จักรพรรดิเซียนวัฏจักรเลือกหานมิ่งคงเป็นเพราะเห็นว่าหานเจวี๋ยกำลังรุ่งโรจน์ จึงต้องการหาเบี้ยอีกตัวมาต่อกรกับหานเจวี๋ย

‘คิดจะเอาน้องชายหน้าโง่มาขู่เข็ญข้าหรือ ไม่มีทาง!’

หานเจวี๋ยยิ้มเหยียดหยัน คร้านจะใส่ใจหานมิ่ง

หานมิ่งยังเป็นเพียงเซียนลึกล้ำไท่อี่ ไม่สามารถคุกคามเขาได้

อย่าว่าแต่หานมิ่งเลย แม้แต่จักรพรรดิเซียนวัฏจักรก็ไม่อยู่ในสายตาของหานเจวี๋ยด้วยซ้ำ อย่างไรเสียเขาก็เป็นจักรพรรดิเซียนเช่นกัน

ตอนนี้เขายิ่งกำลังฝึกฝนมหามรรควัฏจักรอนธการที่แข็งแกร่งยิ่งว่าวิชาวัฏจักรหกวิถี

หลังจากสาปแช่งศัตรูจนครบแล้ว หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ลุกขึ้น กลับฝึกบำเพ็ญต่อ

แม้จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตศัตรูของเขาจะตายไปแล้ว แต่เขาก็ยังต้องพยายามเพื่อที่จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นต่อไป

เป้าหมายของเขาคือจักรพรรดิเซียนสี่วัฏ!


ในห้วงอากาศว่างเปล่าอันเวิ้งว้าง มีดวงอาทิตย์อยู่ดวงหนึ่ง

เปลวเพลิงลุกโชนไปทั่วพื้นผิวของดาวเคราะห์ ดูราวกับแดนชำระบาป ท่ามกลางสถานที่แห่งหนึ่งบนดาวนั้นมีพระราชวังขนาดใหญ่ตั้งตระหง่าน เบื้องหน้าทางเข้าของพระราชวังมีอีกาทองยักษ์สามขาสองตัวเกาะอยู่

ภายในท้องพระโรงลุกโชนด้วยเพลิงแท้สุริยะไปทั่วทุกหนแห่งไม่ต่างกัน แต่เครื่องใช้ของตกแต่งทั้งหลายกลับไม่ถูกเปลวเพลิงนั้นเผาไหม้

เงาร่างแต่ละสายยืนอยู่ในท้องพระโรง เจียงอี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

ผู้ที่นั่งหัวแถวมีร่างกายกำยำ มีหัวเป็นนกและร่างเป็นมนุษย์ สวมชุดคลุมสีแดงชาด แผ่รังสีอันน่าสะพรึงกลัว

นั่นก็คือหัวหน้าเผ่าเทพอีกาทอง ตี้หล่านเทียน!

“จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตตายแล้ว ช่วงที่ผ่านมานี้เขากำลังไล่สังหารใครอยู่” ตี้หล่านเทียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

เจียงอี้เอ่ยขึ้นก่อนเป็นคนแรก “เขากำลังตามไล่สังหารสหายคนหนึ่งของข้า ทว่าสหายผู้นี้ตบะอ่อนแอ ยังไม่บรรลุเป็นจักรพรรดิเซียน จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตคงจะถูกสังหารโดยฝีมือของผู้ทรงพลังท่านอื่นมากกว่า”

คนอื่นๆ พยักหน้าคล้อยตามกันไป

ก่อนหน้านี้ที่เจียงอี้ถูกจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตสังหาร นำความโกลาหลมาสู่ภายในเผ่าอย่างยิ่ง พวกเขาล้วนแต่เป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่ควรค่าแก่การปลูกฝังของเผ่าเทพอีกาทอง ไม่ว่าจะสูญเสียผู้ใดไปย่อมเป็นที่น่าเสียดายทั้งสิ้น

ตี้หล่านเทียนหรี่ตาลงและเอ่ยขึ้นว่า “จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตตายในยมโลกหรือ”

ชายชราท่านหนึ่งพยักหน้าและตอบว่า “ใช่แล้ว ข้าเคยถามพญายมก่อนหน้านี้ แต่ท่านพญายมกำลังปิดด่านฝึกฝน จึงกล่าวว่าไม่ทราบ ก่อนหน้านี้พระกษิติครรภ์ก็ถูกโจมตีจากปรมาจารย์มาร จึงไม่มีเวลาสนใจจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต”

คนอื่นเริ่มคาดเดากันไปต่างๆ นานา

เจียงอี้อารมณ์เสียเมื่อได้ยินดังนั้น จึงเอ่ยว่า “ตายแล้วก็ตายไป ท่านหัวหน้าเผ่า ขอเพียงท่านให้เวลาข้า การอยู่เหนือจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตผู้ยิ่งใหญ่หาใช่เรื่องยาก ข้าจะนำความรุ่งเรืองมาให้สู่เผ่าเทพอีกาทองของเรา!”

ตี้หล่านเทียนหรี่ตาลงจ้องมองเขา เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “มหาเคราะห์ครั้งนี้ เจ้ามีแผนจะทำเช่นไร จะหลีกหนี หรือจะเข้าร่วม”

“แน่นอนว่าต้องเข้าร่วม!”

“เจ้าไม่กลัวตายเลยหรือ”

“เหตุผลที่บุตรแห่งสวรรค์ยังเป็นบุตรแห่งสวรรค์ นั่นก็เพราะว่ายังมีชีวิตอยู่ หากข้าตายไป นั่นก็หมายความว่าข้าไม่ใช่ชะตาสวรรค์แห่งเผ่าเทพอีกาทอง!”

เจียงอี้เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ ทันทีที่จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตถึงแก่ความตาย เขาก็กลายเป็นบุตรแห่งสวรรค์แห่งเผ่าเทพอีกาทองที่แข็งแกร่งที่สุด ที่ไม่มีใครเทียบเคียงได้

ตี้หล่านเทียนคลี่ยิ้มออกมา เป็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความนัยลึกล้ำ

“ในเมื่อเจ้ากล่าวเช่นนั้น ข้าก็จะมอบหมายภารกิจให้กับเจ้าหนึ่งอย่าง จงมุ่งหน้าไปยังยมโลก ตามหาเจดีย์บรรพชนจอมเวทให้พบ! และทำลายมันเสีย!” ตี้หล่านเทียนกล่าว

เมื่อฟังจบ เจียงอี้ก็ตอบรับอย่างไม่ลังเล

ส่วนคนอื่นๆ พลันฮือฮาออกมา

เจดีย์บรรพชนจอมเวท!

พวกเขาอดคิดถึงความชิงชังอันยาวนานระหว่างเผ่าจอมเวทและเผ่าเทพอีกาทองไม่ได้

……

คืนวันผันผ่าน เพียงพริบตา เวลาก็ผ่านไปสามสิบปี

ตบะของหานเจวี๋ยก้าวหน้าอีกครั้ง ความเร็วของกายดาราอนธการในการดูดซับแรงกรรมจากบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรเพิ่มขึ้นไม่หยุด ดูเหมือนว่าจักรพรรดิเซียนสี่วัฏจะอยู่อีกไม่ไกล

ทุกๆ สิบปี หานเจวี๋ยจะใช้เวลาหนึ่งเดือนมาดูแลเหล่าศัตรูคู่อาฆาตของตน ทว่ามีเพียงตบะของจอมปีศาจอินทรีทองเท่านั้นที่ถดถอยลงเรื่อยๆ ส่วนจักรพรรดิปีศาจ บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ และหลี่เสวียนเอ้าล้วนสาปแช่งได้ยากเย็นนัก

หานเจวี๋ยไม่ได้รีบร้อน ใช้ชีวิตไปแบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา และเริ่มสาปแช่งศัตรูอีกครั้ง

เขาสาปแช่งไปพลางอ่านจดหมายไปพลาง

ดูเหมือนว่าวังสวรรค์จะมีเรื่องกับวังปีศาจอีกแล้ว เกิดการโจมตีและบาดเจ็บมากมาย

โอกาสวาสนาของสิงหงเสวียนเองกลับมีไม่น้อย ดูท่าสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ของเหยี่ยวทองนั้นจะไม่ธรรมดาทีเดียว

อีกทั้งยังไม่รู้ว่าช่วงนี้นางเป็นอย่างไรบ้าง ด้วยระยะทางที่ห่างไกล ทำให้หานเจวี๋ยไม่มีทางรับรู้สถานการณ์ความเป็นไปของนางได้เลย

หลายวันต่อมา หานเจวี๋ยยังคงสาปแช่งศัตรูอยู่

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น และเลือกที่จะตรวจสอบดู นานแล้วที่ไม่ได้เห็นผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด น่าจะหลายร้อยปีแล้วกระมัง

ปัจจุบันนี้ สิ่งมีชีวิตในโลกเขย่าพิภพไม่สามารถให้กำเนิดผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดที่ผ่านการรับรองจากระบบได้อี

ธรณีประตูของผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดเองก็สูงขึ้นตามตบะที่เพิ่มพูนของหานเจวี๋ย

[ต้วนหงเฉิน: จักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏ ถือกำเนิดขึ้นเพื่อฝ่าเคราะห์ เทพบรรพกาลกลับชาติมาเกิด เคยเข้าร่วมมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตและถึงแก่ความตาย เสี้ยววิญญาณของเขาถูกสะกดไว้ในยมโลกพร้อมกับแรงกรรมโลกาสวรรค์ ผ่านการวิวัฒนาการนับครั้งไม่ถ้วน กายเนื้อก่อกำเนิดจากแรงกรรม สติปัญญาเกิดจากเสี้ยววิญญาณ สามารถแข็งแกร่งขึ้นด้วยการดูดซับแรงกรรม แต่เขาไม่สามารถย่อยสลายแรงกรรมได้]

หือ? ถือกำเนิดขึ้นเพื่อฝ่าเคราะห์?

ผู้ฝ่าเคราะห์ไม่ใช่จี้เซียนเสินหรอกหรือ หรือว่าผู้ฝ่าเคราะห์จะไม่ได้มีเพียงคนเดียว?

หานเจวี๋ยรีบค้นหาต้วนหงเฉินในทันที เจ้าหมอนี่กลับอยู่ในปรโลก และกำลังค่อยๆ ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำทะเล

เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน หานเจวี๋ยยังได้ลองทำแบบจำลองการทดสอบกับต้วนหงเฉินก่อน

อันตรายนัก!

สังหารในเสี้ยววินาที!

เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกังวล

หานเจวี๋ยไม่ได้ไปหาต้วนหงเฉิน ดาวหายนะเช่นนี้อยู่ห่างให้ไกลจะดีกว่า เพื่อเลี่ยงไม่ให้ถูกลากไปสู่มหาเคราะห์ด้วย

…….

ใจกลางแม่น้ำปรโลกอันมืดสลัว ดวงตาคู่หนึ่งเบิกโพลงขึ้น ดวงตาคู่นี้สว่างสุกใสราวกับสามารถขับไล่สิ่งโสมมใดๆ ในโลกออกไปได้ทั้งหมด

“ในที่สุด ข้าก็ตื่นได้เสียที”

เสียงเอ่ยพึมพำสายหนึ่งดังขึ้น เขาพลันพุ่งทะยานออกมาจากแม่น้ำปรโลก สายน้ำจากปรโลกใต้ธรณีพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า

จากนั้นเรือนร่างของต้วนหงเฉินก็เผยออกมา ร่างกายของเขาเปลือยเปล่า รูปร่างสมบูรณ์แบบ กล้ามเนื้อเป็นลอนชัด ผมสีขาวปลิวไสวไปตามสายลม

เขายกมือข้างขวาขึ้น น้ำจากปรโลกใต้ธรณีเบื้องล่างก็พวยพุ่งตามมา ห่อหุ้มร่างเปลือยเปล่าของเขา กลั่นตัวเป็นเสื้อรัดรูปสีเหลือง มงกุฎลักษณะคล้ายกับเขามังกรปรากฏขึ้นบนศีรษะ ดูดุร้ายน่าเกรงขาม

ต้วนหงเฉินบิดเอวเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงกางแขนทั้งสองข้างออก ใบหน้าหล่อเหลาคมคายของเขาก็ปรากฏรอยยิ้มชั่วร้ายออกมา “เฮ่าเทียน ข้าฟื้นคืนชีพแล้ว ข้าก็นำหน้าเจ้าไปช่วงชิงมรรคาสวรรค์ก่อนก้าวหนึ่งแล้วกัน!”

เขายิ้มด้วยความมั่นใจที่ไม่อาจหาใดเปรียบ

ขณะที่กำลังจะออกไป จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงหันกลับไปมองโดยไม่รู้ตัว

ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่แนวปะการังเล็กๆ บนพื้นผิวของทะเลปรโลกที่อยู่ไกลๆ

“เอ๋?”

ใบหน้าของต้วนหงเฉินเผยแววประหลาดใจ เขากล่าวพึมพำขึ้น “เทพแห่งความโชคร้าย เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร”

คิดแล้วต้วนหงเฉินก็เหาะไปทางเกาะสำนักซ่อนเร้นทันที

เพิ่งฟื้นคืนชีพก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความโชคร้าย เขาจึงอดยิ้มออกมาไม่ได้

ช่างเป็นการเริ่มต้นที่โชคดีเสียนี่กระไร!

บทที่ 298
“หือ?”

เมื่อสัมผัสได้ว่าต้วนหงเฉินกำลังมุ่งหน้าเข้ามาใกล้เกาะสำนักซ่อนเร้น หานเจวี๋ยก็อดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้

เจ้าหมอนี่คิดจะทำอะไร มาหาเรื่องกันหรือ

ต้วนหงเฉินเหาะมาถึงเหนือเกาะสำนักซ่อนเร้นอย่างรวดเร็ว กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่เจอกันนาน คิดไม่ถึงว่าเพิ่งฟื้นขึ้นมาก็ได้พบกับเจ้าเสียแล้ว เจ้ามันโชคร้ายจริงๆ”

เสียงของเขาดังเข้ามาในเกาะสำนักซ่อนเร้น ทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง นี่เขากำลังพูดถึงใครกัน

ซูฉีที่กำลังปิดด่านฝึกฝนอยู่ในถ้ำเทวาลืมตาโพลง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เพียงแค่ได้ยินเสียงของต้วนหงเฉิน ซูฉีก็รู้สึกร้อนรนใจขึ้นมา ราวกับได้พบศัตรูที่ฟ้าลิขิต

เกิดอะไรขึ้น

ซูฉีลอบรู้สึกสับสน

ตอนนี้เอง ผนึกควบคุมของเกาะสำนักซ่อนเร้นก็เปิดออก หลังจากนั้นต้วนหงเฉินก็โฉบเข้ามาภายในเกาะทันที

ต้วนหงเฉินกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไร เงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขา ซึ่งนั่นก็คือหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ใต้เท้ามีธุระอันใดหรือ”

ต้วนหงเฉินมองประเมินหานเจวี๋ย เพิ่งตบะเซียนแท้ไท่อี่เองนี่?

เขาหัวเราะออกมาน้อยๆ “ข้ามาตามหาอีกคนหนึ่ง ส่งตัวเขามาให้ข้าเสีย แล้วข้าจะไม่ทำลายเกาะของเจ้า”

“อ้อ? ท่านจะมาจับคนหรือ”

“จะกล่าวเช่นนั้นก็ได้”

ต้วนหงเฉินก็ไม่คิดระวังตัว เขาเพิ่งใช้พลังจิตสำรวจไป มีแต่พวกอ่อนหัดทั้งนั้น

แม้แต่จอมปีศาจคุกรัตติกาลที่ปลอมแปลงตบะเหมือนกับหานเจวี๋ยก็ยังถูกมองข้าม

ความแตกต่างระหว่างจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏและจักรพรรดิเซียนห้าวัฏยังห่างไกลกันมากโข

เหล่าศิษย์ทุกรายในเขาเพียรบำเพ็ญเซียนต่างจ้องมองต้วนหงเฉินด้วยความประหลาดใจ

บนยอดเขาลูกหนึ่ง จอมปีศาจคุกรัตติกาลที่กำลังเข้าฌานอยู่เผยรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้า

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความตื่นตระหนกว่า “พวกเขาล้วนแต่เป็นศิษย์ของข้า การที่ท่านทำเช่นนี้เห็นทีจะไม่เหมาะสมกระมัง”

ต้วนหงเฉินโบกมือแล้วกล่าว “ไม่ต้องพูดมาก ข้าไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายพวกเจ้า เว้นแต่คนผู้นั้น…”

หานเจวี๋ยลงมือทันที กระบี่พิพากษาอนธการปรากฏขึ้นในมือของเขาตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจทราบได้ เขายกกระบี่ขึ้นและฟันในฉับเดียว

ยอดปราณกระบี่!

ต้วนหงเฉินไม่ทันได้ตอบโต้ ปราณกระบี่ก็แทงทะลุกายเนื้อ และสังหารร่างของเขาในทันที ปราณกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนพันรัดจิตวิญญาณของเขาไว้

จากนั้นหานเจวี๋ยก็สำแดงพลังดูดวิญญาณหกสายออกมา ดูดกลืนวิญญาณของเขาเข้าไปในโลกอนธการของตนเอง

เกาะสำนักซ่อนเร้นกลับสู่ความสงบดังเดิม

การต่อสู้นี้จบเร็วเกินไปแล้ว!

เร็วเสียจนทุกคนมองตามไม่ทัน แม้แต่จอมปีศาจคุกรัตติกาลก็เช่นกัน

“แข็งแกร่งนัก…นับวันเขาก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ…”

จอมปีศาจคุกรัตติกาลจ้องมองหานเจวี๋ยด้วยความยำเกรง

เขามีลางสังหรณ์ว่าหานเจวี๋ยจะไปได้ไกลในมหาเคราะห์ครั้งนี้ เมื่อใดที่มหาเคราะห์ผ่านพ้นไปแล้ว หานเจวี๋ยจะกลายเป็นหนึ่งในผู้ทรงพลังที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกาสวรรค์

ศิษย์คนอื่นๆ ต่างเห็นจนชินตา ส่วนใหญ่การที่หานเจวี๋ยลงมือสังหารศัตรูให้ตกตายในไม่กี่วินาทีเป็นเรื่องปกติ ก็มีแต่คราวของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตเท่านั้นที่ผิดคาดไป

หานเจวี๋ยหันหลังกลับเข้าไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทาน

เหล่าศิษย์ต่างพูดคุยถกเถียงกันไปต่างๆ นานา แต่ไม่ได้ก่อให้เกิดบรรยากาศโกลาหลแต่อย่างใด

ภายในโลกอนธการ

จิตวิญญาณของต้วนหงเฉินถูกกักขังด้วยมหามรรคเวียนว่ายตายเกิด ทำให้ขยับเขยื้อนไม่ได้ เขามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดผวา แรงกรรมที่อยู่ภายในตัวของเขาถูกสูบออกมาจากร่าง ทั้งหมดพุ่งไปในทิศทางเดียว

เขามองตามทิศทางที่แรงกรรมไหลไป เห็นดาวเคราะห์ดำทะมึนดวงหนึ่ง สายตาของเขามองทะลุดาวเคราะห์ดวงนั้นไป จนเห็นเข้ากับดอกบัวสีดำดอกหนึ่ง

“บัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร! เป็นไปได้อย่างไรกัน!”

ต้วนหงเฉินทั้งตกใจและหวาดกลัวจนตัวสั่น

เขารีบส่งเสียงร้อง “สหายเต๋า! ข้าผิดไปแล้ว! ไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด! ได้โปรดปล่อยข้าไป!”

[ต้วนหงเฉินเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]

เมื่อเห็นข้อความดังกล่าวปรากฏขึ้นตรงหน้า เขาก็อดแค่นเสียงเย็นชาออกมาไม่ได้

สะกดเอาไว้ช่วงหนึ่งก่อนก็แล้วกัน

เขายังไม่อยากสังหารต้วนหงเฉินในตอนนี้ เพียงเพราะเจ้าหมอนี่เป็นผู้ฝ่าเคราะห์ เขาสามารถรู้สึกได้ถึงแรงกรรมอันน่าสะพรึงกลัวที่มาจากภายในตัวของต้วนหงเฉินได้อย่างชัดเจน ทันทีที่ลงมือสังหารอีกฝ่าย แรงกรรมอันใหญ่หลวงนี้จะส่งต่อมาสู่ตัวเขาทั้งหมด

ยิ่งแรงกรรมมีมากเท่าไร ก็จะถูกสาปแช่งง่ายขึ้นเท่านั้น

เคราะห์สวรรค์ที่พบเจอขณะฝ่าด่านเคราะห์ครั้งนั้นรุนแรงยิ่งกว่า เดินอยู่ดีๆ อาจจะถูกฟ้าผ่าได้

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ยิ่งมีแรงกรรมมาก โชคร้ายก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น!

หานเจวี๋ยไม่อยากโชคร้าย

อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่า “นายท่าน ชายหนุ่มเมื่อครู่นี้มาตามหาผู้ใดหรือเจ้าคะ”

หานเจวี๋ยส่ายหน้าแล้วกล่าว “ใครจะไปรู้เล่า”

คงจะมาตามหาซูฉีกระมัง!

เทพแห่งความโชคร้าย…

หานเจวี๋ยยังไม่อยากเปิดเผยตัวตนของซูฉีในตอนนี้ จึงปล่อยเลยตามเลยไป


ในลานบ้านแห่งหนึ่ง หญิงสาวกระโปรงเขียวผู้งามชดช้อยราวกับนางสวรรค์นางหนึ่งกำลังนั่งสมาธิเพื่อฝึกบำเพ็ญ

นางก็คือสิงหงเสวียนผู้กลับชาติมาเกิดใหม่

สิงหงเสวียนค่อยๆ ลืมตาคู่สวยขึ้นช้าๆ ทอดสายตามองไปยังขอบฟ้า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

“กำลังคิดอะไรอยู่หรือ”

เสียงหนึ่งลอยแว่วเข้ามา เห็นเพียงแม่ชีเต๋านางหนึ่งเดินเข้ามาในลานบ้าน

สิงหงเสวียนรีบลุกขึ้นยืนคารวะในทันที ก่อนจะกล่าวว่า “อาจารย์ ศิษย์ไม่ได้คิดสิ่งใดเลยเจ้าค่ะ”

แม่ชีเต๋าสาวเท้าเข้าไปตรงหน้านางก่อนจะนั่งลงและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “กับอาจารย์ยังไม่เล่าความในใจออกมาอีกหรือ หรือจะเกี่ยวข้องกับชีวิตในภพก่อนของเจ้า?

อาจารย์รู้อยู่แล้วว่าเจ้ายังคงหลงเหลือความทรงจำในอดีตชาติ หรือจะเป็นความอาฆาตแค้นกันหนอ อาจารย์จะบอกให้เจ้าฟังประโยคหนึ่ง คุณความแค้นในอดีตชาติก็เปรียบเสมือนหมอกควันที่ลอยผ่านไป อย่าได้ยึดติดกับมันอีก ไม่เช่นนั้นเจ้าจะเหนื่อยเสียเอง”

สิงหงเสวียนส่ายหน้าและกล่าวยิ้มๆ “ไม่ใช่คุณความแค้นอะไรหรอกเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่คิดถึงสามีของข้าเท่านั้น”

สามี?

แม่ชีเต๋าขมวดคิ้ว

เมื่อได้เห็นสีหน้าของนาง สิงหงเสวียนก็อดประหลาดใจไม่ได้

หรือสำนักของท่านอาจารย์ไม่อนุญาตให้ศิษย์หาคู่บำเพ็ญเพียร?

แม่ชีเต๋ากล่าวว่า “ศิษย์เอ๋ย มหาเคราะห์มาถึงแล้ว ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้าแขวนอยู่บนเส้นด้าย อาจารย์อยู่กับเจ้าได้ไม่นาน คุณสมบัติของเจ้านั้นยอดเยี่ยม อย่าได้หมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์เลย เข้าใจหรือไม่”

สิงหงเสวียนรับคำอย่างว่าง่าย “ศิษย์เข้าใจเจ้าค่ะ”

ทว่าในใจของนางหาได้เชื่อฟังไม่

‘คุณสมบัติอย่างข้าก็นับว่าเยี่ยมยอดหรือ คุณสมบัติของท่านพี่ต่างหากถึงจะเป็นอันดับหนึ่งในปวงสวรรค์! มีเพียงเกาะขาท่านพี่ไว้แน่นๆ ถึงจะได้ครอบครองมหามรรค!’

“จริงสิ อาจารย์ ท่านมาจากสำนักบำเพ็ญเพียรใดหรือเจ้าคะ” สิงหงเสวียนเปลี่ยนเรื่องสนทนา

แม่ชีเต๋ายิ้มและกล่าวว่า “อาจารย์ไม่ได้มาจากสำนักบำเพ็ญเพียรใด แต่มาจากสำนักดวงชะตา นิกายฉ่าน”

นิกายฉ่าน?

สิงหงเสวียนราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง

แม่ชีเต๋าเหลือบสายตาขึ้นมองไปบนท้องฟ้า ก่อนจะกล่าวกับตนเองว่า “มหาเคราะห์มาถึงแล้ว ไม่รู้ว่าผู้ใดจะเป็นผู้นำใต้หล้าตั้งแต่นี้ไป และสรรพชีวิตเช่นพวกเรา จะเหลือชีวิตรอดอีกสักกี่คน”

สิงหงเสวียนอดสงสัยเกี่ยวกับมหาเคราะห์ไม่ได้

“อาจารย์ เมื่อไรข้าจะได้ท่องสองโลกหยินหยางเสียทีละเจ้าคะ”

“ท่องสองโลกหยินหยางหรือ เช่นนั้นก็ต้องไปถึงระดับเซียนล้ำลึกไท่อี่เสียก่อนถึงจะคลายกังวล”

“คุณสมบัติเช่นข้าต้องใช้เวลาอีกนานเพียงใดกัน”

“อย่างเร็วหน่อยก็สามพันปีกระมัง”

“อ้อ”


ยี่สิบปีต่อมา ในที่สุดระบบก็ยกระดับสำเร็จลุล่วง

[การยกระดับระบบเสร็จสมบูรณ์]

[อาณาเขตเต๋าได้รับการยกระดับ ค่ายกลยกระดับสู่ระดับจักรพรรดิ เพิ่มมิติค่ายกล สามารถขยายขอบเขตมิติภายในอาณาเขตเต๋าให้ใหญ่ขึ้นได้]

[ไอเซียนของอาณาเขตเต๋าเพิ่มขึ้นสิบเท่า ปราณฟ้าประทานเพิ่มขึ้นสองเท่า]

[อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นการสอดแนมพลังจิตของต้าหลัว]

[แบบจำลองการทดสอบจะสามารถเปิดใช้งานได้ สิทธิ์ของผู้เข้าใช้งานจะถูกกำหนดโดยเจ้าของระบบ สามารถยกเลิกสิทธิ์ได้ตลอดเวลา]

[ระบบเพิ่มความสามารถวิวัฒนาการ สามารถไขความลับกลไกสวรรค์ทั้งปวงได้ ด้วยการหักจำนวนอายุขัย]

หานเจวี๋ยอดที่จะแปลกใจไม่ได้ มิน่าเล่าถึงได้ใช้เวลานานเพียงนี้

นอกจากการยกระดับแล้ว ความสามารถของแบบจำลองการทดสอบและความสามารถวิวัฒนาการที่เพิ่มมาใหม่ยังประเมินค่าไม่ได้

การเปิดความสามารถแบบจำลองการทดสอบจะทำให้เหล่าศิษย์ได้เพิ่มประสบการณ์ในการต่อสู้ให้กับตนเอง อย่างไรเสียเมื่อตบะสูงเกินไป จึงไม่สะดวกที่จะต่อสู้กันบนเกาะ

สิ่งที่หานเจวี๋ยรู้สึกสนใจมากที่สุดเห็นจะเป็นความสามารถวิวัฒนาการ

วิวัฒนาการกลไกสวรรค์! ก็คือการสอดแนมอนาคตสินะ?

จักรพรรดิเซียนส่วนมากล้วนทำได้ทั้งนั้น ทว่าสามารถอนุมานได้เพียงสิ่งมีชีวิตที่ระดับต่ำกว่าตนเอง

ยามนี้มหาเคราะห์เปิดฉากขึ้นแล้ว กลไกสวรรค์ถูกปกปิด และไม่สามารถคาดเดาได้อีกต่อไป

เป็นไปได้หรือไม่ว่าระบบสามารถสรุปกลไกสวรรค์ของมหาเคราะห์ได้แล้ว

หานเจวี๋ยตัดสินใจที่จะลองดู

‘ข้าอยากรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดในมหาเคราะห์ครั้งนี้’ หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ

ทันใดนั้นเบื้องหน้าของเขาก็ปรากฏอักขระขึ้นมาแถวหนึ่ง

[ต้องหักอายุขัยหนึ่งพันล้านปี จะดำเนินการต่อหรือไม่]

บทที่ 299
อายุขัยหนึ่งพันล้านปี?

นี่มันกับดักยักษ์!

จิตใต้สำนึกของหานเจวี๋ยอยากจะปฏิเสธ แต่เขายังคงลังเลใจ

แม้ว่าเขาจะมีอายุขัยหนึ่งล้านล้านปี ผลาญไปแค่หนึ่งพันล้านปีไม่นับว่าเสียหายอะไรนัก แต่เขาก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี

เขากลัวว่าตนเองจะเสพติด

คำสาปแช่งเริ่มผลาญอายุขัยแล้ว ยิ่งเพิ่มความสามารถวิวัฒนาการเข้าไปอีก ต่อไปจะไม่สูบอายุขัยจนตนเองถึงแก่ความตายเลยหรือ

แต่การเสียอายุขัยเพียงหนึ่งในแสนเพื่อได้เข้าใจแนวโน้มของมรรคาสวรรค์ ก็ไม่เลวเหมือนกัน!

หากเป็นจักรพรรดิสวรรค์ เขาก็สามารถที่จะสบายใจได้

หากว่าเป็นศัตรู เขายังจะได้เตรียมตัวแต่เนิ่นๆ

‘แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ครั้งต่อไปหากต้องผลาญอายุขัยถึงหนึ่งพันล้านปีอีก จะเลิกใช้เด็ดขาด!’

หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบงัน จากนั้นจึงเลือกดำเนินการด้วยสีหน้ากล้ำกลืน

ทันใดนั้นเอง จิตรับรู้ของเขาก็เริ่มเกิดความปั่นป่วน ทรมานเป็นอย่างมาก

ความสามารถวิวัฒนาการไม่เพียงแต่บอกผลลัพธ์ง่ายๆ เพียงเท่านั้น แต่ยังแสดงภาพเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้นในปัจจุบันให้เห็นอีกด้วย

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไร ในที่สุดหานเจวี๋ยก็พลันได้สติขึ้นมา

เขาพบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางพื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง โลกาสวรรค์มืดครึ้ม ดวงอาทิตย์และจันทราไร้แสงสาดส่อง รอบด้านมีเพียงซากศพกลาดเกลื่อนนับไม่ถ้วน เลือดสีดำหลั่งไหลมารวมกันเป็นทะเลสาบโลหิต เจิ่งนองไปทั่วแผ่นดิน

เงียบสงัด!

ว่างเปล่า!

หานเจวี๋ยหันไปมองรอบๆ กาย ดวงตาเห็นเพียงภาพแห่งความสิ้นหวัง

นี่ก็คือโลกาสวรรค์ภายหลังจากมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตอย่างนั้นหรือ

ยามนี้หานเจวี๋ยถึงได้รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต

หือ?

หานเจวี๋ยพลันขมวดคิ้ว สุดปลายสายตาที่ทอดมองออกไป เห็นเงาร่างสูงใหญ่กำลังยืนตระหง่านดุจดั่งขุนเขาอยู่บนผืนดินกว้างใหญ่ไพศาล แขนของร่างนี้ถูกตัดขาดทั้งสองข้าง ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ดวงหน้าฉายแววสยดสยอง ดวงตาของเขาไร้แวว หลงเหลือเพียงเปลือกนอก จิตวิญญาณถูกทำลายจนสิ้นซาก

จักรพรรดิสวรรค์!

หานเจวี๋ยราวกับถูกสายฟ้าฟาด จักรพรรดิสวรรค์แพ้พ่ายอย่างนั้นหรือ

แย่แล้ว หากจักรพรรดิสวรรค์เป็นผู้ปราชัย!

เช่นนั้นใครกันเป็นผู้ชนะ

ในตอนนี้เอง ลำแสงสีทองก็ส่องทะลุลงมาผ่านม่านเมฆ สาดกระทบสู่ผืนดินใหญ่ ปัดเป่าความมืดมิดในโลกาสวรรค์จนมลายสาบสูญ

“อมิตาภพุทธ!”

สุรเสียงอันกึกก้องดังขึ้น พระพุทธรูปทองคำขนาดมหึมาเทียบเท่าภูเขาศักดิ์สิทธิ์ลูกหนึ่งลอยลงมาจากฟากฟ้า

“ข้าคือบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ นำสำนักพุทธมาชำระล้างมหาเคราะห์ ปัดเป่าแรงกรรมในโลกาสวรรค์ นำแสงสว่างและความหวังมาสู่สรรพสัตว์ทั้งปวง”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

สำนักพุทธชนะหรือ?

อีกทั้งยังเป็นบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์อีกด้วย!

หานเจวี๋ยลืมไม่ลงว่าบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์นั้นมีความเกลียดชังในตัวเขาระดับสี่ดาว

แย่แล้ว!

ศัตรูกลับเป็นฝ่ายชนะจริงๆ ด้วย!

หานเจวี๋ยสังหารพุทธะพิชิตชัย และชิงตัวพุทธะอาภรณ์ขาวไป ความเกลียดชังนี้เห็นทีคงไม่อาจหาหนทางแก้ไขได้ นี่ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังทอดถอนใจนั้น เขาพลันสังเกตเห็นแสงสีทองของร่างบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ค่อยๆ จางหายไป กลายเป็นพระพุทธรูปสีดำองค์หนึ่ง พร้อมกับแสงแวววาวของโลหะที่สะท้อนบนผิวกายของเขา

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ที่สง่างามและศักดิ์สิทธิ์ก่อนหน้านี้ กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายน่าสะพรึงกลัว ใบหน้าไร้ความรู้สึกของเขาฉายแววเหี้ยมโหด เผยรอยยิ้มอันน่าสยดสยองออกมา

ปีกสีดำทะมึนกลางแผ่นหลังของเขาสยายกว้างบดบังท้องนภาและดวงตะวัน

โลกาสวรรค์ตกอยู่ในความมืดมิดอีกครา!

“อนิจจา แสงสว่างและความหวังช่างแสนสั้น ความมืดมิดที่แท้จริงเริ่มต้นขึ้นแล้ว!”

น้ำเสียงที่เปี่ยมด้วยความบ้าคลั่งของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ดังขึ้นอีกครั้ง

ตู้ม!

ภาพเบื้องหน้าของหานเจวี๋ยแหลกสลายราวกับกระจกที่แตกออกเป็นเสี่ยงๆ เขาตื่นขึ้น จิตรับรู้กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง

เขาสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่ เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มหน้าผาก

“นายท่าน เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ” อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถามด้วยความเป็นกังวล

หานเจวี๋ยเรียกคืนสติกลับมา ก่อนจะกล่าวว่า “ไม่มีอะไร เจ้าออกไปก่อนเถิด”

อู้เต้าเจี้ยนนิ่งตะลึง นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะจากไป

กระทั่งในถ้ำเทวาฟ้าประทานเหลือเพียงหานเจวี๋ยคนเดียว เขาจึงหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา ใส่พลังเวทเข้าไปในหนังสือ ทันใดนั้นเอง หน้าปกหนังสือก็ส่องแสงสีดำทะมึนสาดกระทบใบหน้าของเขา

‘มารดามันเถอะ! สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นศัตรูที่หัวเราะทีหลังตามคาด!’

ความคิดของหานเจวี๋ยแทบจะปะทุออกมา

ไม่มีทาง!

เขาต้องเปลี่ยนแปลงกลไกสวรรค์!

‘บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ เพื่อสรรพสัตว์ทั้งปวง ดวงชะตาของเจ้าข้าจะเปลี่ยนแปลงมันเอง!’

หานเจวี๋ยกัดฟันกรอดขณะครุ่นคิด เมื่อนึกถึงภาพที่เพิ่งเห็นมาเมื่อครู่นี้ ในใจของเขาก็ลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ

เขาล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์แล้ว ที่แท้เจ้าหมอนี่ก็คือปรมาจารย์มารแปลงกาย!

เผ่ามารส่งไส้ศึกเข้าไปในสำนักพุทธ!

หานเจวี๋ยเริ่มสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ จากนี้เป็นต้นไป เขาจะสาปแช่งศัตรูคนอื่นห้าวัน แต่สำหรับบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ เขาจะสาปแช่งสิบวัน!

เขาไม่ได้ทำเพื่อตนเอง แต่เขาทำเพื่อสรรพสัตว์ในปวงสวรรค์ทั้งปวง!

ในวินาทีนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของภารกิจอันยิ่งใหญ่ที่ตกมาสู่ตัวเขา

เขาไม่อาจปล่อยให้บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์สมปรารถนาได้!

……

ปัจฉิมสวรรค์ วัดเสียงอัสนี

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ที่กำลังฝึกบำเพ็ญลืมตาขึ้น คิ้วขมวดแน่น

“เอาอีกแล้ว เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เจ้าคิดจะทำการใดกันแน่”

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ครุ่นคิดด้วยความรำคาญใจ การปรากฏตัวของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการทำให้เขาอยู่ไม่เป็นสุข

แผนการเดิมของเขาคือพุ่งเป้าไปยังวังปีศาจ วังเทพ วังสวรรค์ ปล่อยให้พวกเขาฆ่าสังหารกันเอง ทว่าตอนนี้มีเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเพิ่มขึ้นมา ทำให้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป

ผู้ทรงพลังมากมายต่างคิดว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการมีส่วนเกี่ยวข้องกับเผ่ามาร แต่เขารู้ดีว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่นิดเดียว!

คาดไม่ถึงว่าในปวงสวรรค์ยังมีกลุ่มอิทธิพลอันลึกลับและทะเยอทะยานซ่อนตัวอยู่!

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ทอดถอนใจ รู้สึกว่าความเข้าใจที่ตนเองมีต่อปวงสวรรค์หมื่นโลกายังคงตื้นเขิน

ก็จริง

หลังจากกลุ่มต้าหลัวบรรพกาลเหล่านั้นถอนตัวออกไป การปรากฏกายของแดนต้องห้ามอนธการ และเขตห้วงห้ามฮุ่นตุ้นก็ทำให้มรรคาสวรรค์ทวีความสับสนวุ่นวายมากขึ้นไปอีก

“ไม่ได้ มัวแต่นั่งรอความตายอย่างนี้ไม่ได้”

บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์พรวดพราดออกไปในทันที


บนเกาะสำนักซ่อนเร้น เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างมารวมตัวกันที่ใต้ต้นฝูซัง รวมถึงเผ่าหงส์คุกรัตติกาล เซียนซีเสวียน และฉางเยวี่ยเอ๋อร์

พวกเขากำลังรอคอยการมาถึงของหานเจวี๋ย

พวกเขาต่างส่งเสียงกระซิบกระซาบด้วยความสงสัยว่าเหตุใดหานเจวี๋ยถึงเรียกพวกเขามารวมตัวกัน

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ออกมาจากถ้ำเทวา

เมื่อเห็นเขาออกมา ทุกคนล้วนอยู่ในอาการสงบเสงี่ยม

หานเจวี๋ยก้าวมาหยุดอยู่เบื้องหน้าของทุกคนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่งว่า “สำนักซ่อนเร้นมีแนวคิดในการฝึกบำเพ็ญอย่างถ่อมตนมาโดยตลอด ทว่าตอนนี้มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตกำลังจะมาถึง การฝึกบำเพ็ญเพียงอย่างเดียวไม่อาจเพิ่มพูนความแข็งแกร่งได้”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้

หานเจวี๋ยจะไล่พวกเขาออกไปฝึกความแข็งแกร่งหรือ

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจ นับตั้งแต่ถูกหลี่เสวียนอ๋าวควักดวงตาไปสองข้าง มันก็หวาดกลัวโลกภายนอกจับใจ

ไก่คุกรัตติกาลเองก็หวาดกลัวไม่ต่างกัน เดิมทีมันก็ไม่เคยออกไปข้างนอกเลยสักครั้ง

ลี่เหยาขมวดคิ้ว ฝึกบำเพ็ญต่อไปไม่ได้แล้วหรือ

“ข้าจะสร้างมิติพิเศษขึ้นมา พวกเจ้าสามารถนำจิตรับรู้เข้าไปในนั้น และทำการจำลองการต่อสู้ได้ ในระหว่างการจำลองการต่อสู้ ไม่ว่าจะตายสักกี่ครั้งก็ไม่เกิดผลกระทบใดๆ พวกเจ้าจะต่อสู้กันเองก็ได้ หรือจะเลือกต่อสู้กับศัตรูที่ข้าเคยประมือด้วยก็ย่อมได้”

หานเจวี๋ยกล่าวแนะนำต่อไป แบบจำลองการทดสอบมีเขาเป็นเจ้าของ คนอื่นๆ เพียงสามารถเข้าไปใช้งานร่วมด้วยเท่านั้น ไม่อาจเลือกคู่ต่อสู้ที่เคยประสบพบเจอมาในชีวิตของตนได้

พูดจบ ทุกคนก็เกิดอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

หานเจวี๋ยนำพวกเขาเข้าสู่แบบจำลองการทดสอบทันที

“ขอเพียงอยู่ในเกาะแห่งนี้ พวกเจ้าก็สามารถเข้าไปได้ตลอดเวลา”

หานเจวี๋ยกล่าวทิ้งท้ายก่อนจะจากไป

มู่หรงฉี่เอ่ยพึมพำขึ้นว่า “แบบจำลองการทดสอบ? จะเข้าไปอย่างไร”

ทันทีที่เอ่ยจบ ทั้งร่างของเขาก็ตกอยู่ในภวังค์

เช่นเดียวกับคนอื่นๆ เมื่อพวกเขาต้องการทำแบบจำลองการทดสอบ จิตรับรู้ก็จะเข้าไปในมิติทันที

หลังจากเวลาผ่านไปชั่วก้านธูป คนส่วนใหญ่ต่างก็ทำแบบจำลองการทดสอบกันแล้ว

โจวหมิงเยวี่ยเอ่ยด้วยความตื่นเต้นว่า “อาจารย์ปู่ช่างเก่งกาจจริงๆ! พลังวิเศษนี่ยอดเยี่ยมสุดๆ เพิ่มทักษะการต่อสู้ของพวกเราได้อย่างมาก และยังสามารถฝึกใช้พลังวิเศษในระหว่างการต่อสู้ได้ด้วย!”

จอมปีศาจคุกรัตติกาลกล่าวด้วยความหดหู่ “เหตุใดจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตถึงแข็งแกร่งเพียงนี้…”

เขาถูกอัดยับเยิน…

“ไม่คิดว่าอาจารย์ปู่จะเคยประมือกับจักรพรรดิสวรรค์มาก่อน อีกทั้งยังสามารถจำลองพลังของจักรพรรดิสวรรค์ออกมาได้ด้วย ตกลงแล้วท่านแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่” มู่หรงฉี่กล่าวด้วยความตะลึงงัน

หลังจากผ่านการทำแบบจำลองการทดสอบ ทุกคนก็ยิ่งหวาดกลัวหานเจวี๋ยมากขึ้นกว่าเดิม

พวกเขาคิดว่าคู่ต่อสู้ในแบบจำลองการทดสอบทั้งหมดนั้น คือคู่ต่อสู้ที่พ่ายแพ้ให้กับหานเจวี๋ยทั้งหมด รวมถึงจักรพรรดิสวรรค์ด้วย

บทที่ 300
การเปิดใช้แบบจำลองการทดสอบนำความคึกคักมาสู่สำนักซ่อนเร้น ในเดือนแรก เหล่าศิษย์ต่างดื่มด่ำไปกับแบบจำลองการทดสอบ มักแลกเปลี่ยนประการณ์การต่อสู้ระหว่างกันหลายครั้งต่อหลายครั้ง รวมถึงเซียนซีเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์และลี่เหยาเองก็ด้วย

การสังหารศัตรูแต่ไม่สร้างความขุ่นข้องหมองใจแก่ศัตรูเช่นนี้ช่างเป็นอะไรที่น่าพิสมัย

ราวกับคนที่ไม่เคยเล่นเกม เมื่อได้พบกับเกมออนไลน์ ผลลัพธ์คือติดงอมแงม!

หานเจวี๋ยไม่ได้เข้าร่วมด้วย เขาเพียงฝึกบำเพ็ญต่อไป

ระดับความเร็วในการบำเพ็ญของหานเจวี๋ยเพิ่มพูนขึ้นตามไอเซียนและปราณฟ้าประทานของอาณาเขตเต๋าที่ยกระดับขึ้น

บุปผาเทพปู้โจวก็เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน คาดว่าใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบปีก็จะสามารถเจริญเติบโตได้อย่างเต็มที่

เวลาเคลื่อนคล้อยไปแรมปี

สิบปีต่อมา ความนิยมอันร้อนแรงของแบบจำลองการทดสอบค่อยๆ ดับมอดลง ทว่าเหลืออีกสองคนที่ยังสนุกกับการทดสอบ นั่นคือมู่หรงฉี่และถูหลิงเอ๋อร์

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือทักษะการต่อสู้ของเจ้าสองคนนั่นแข็งแแกร่งขึ้นมากจริงๆ

คนอื่นๆ ต่างพากันอิจฉาตาร้อน

หลังจากที่หานเจวี๋ยรู้ว่าพวกเขายังคงแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด

เทพสงครามและมหาเวทล้วนเป็นพวกคลั่งการต่อสู้โดยสัญชาตญาณ!

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์

เขาสาปแช่งไปพลางอ่านจดหมายไปพลาง

[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจ] x39

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านตัวตาย โชคดีที่วิญญาณหลุดรอดมาได้]

[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านบังเอิญได้รับสมบัติลึกลับบรรพกาล ดวงชะตาเพิ่มพูน]

[เจียงอี้สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพภูต]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามาร] x263120

[มารสวรรค์เบิกฟ้าสหายของท่านแทรกซึมเข้าไปในกายของพระพุทธองค์ กลายเป็นจิตมาร]

……

เมื่อเห็นว่ายอดแม่ทัพเทพตายลงแล้ว ในใจของหานเจวี๋ยก็กระตุกวูบเล็กน้อย

เขาอดคิดถึงร่างไร้วิญญาณของจักรพรรดิสวรรค์ที่เคยเห็นในวิวัฒนาการกลไกสวรรค์ก่อนหน้านี้ไม่ได้ วังสวรรค์จะสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้อีกนานเพียงใดกัน

เฮ้อ มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตช่างอันตรายจริงๆ

หานเจวี๋ยทำได้เพียงเตือนตัวเอง ไม่ว่าอย่างไรก็อย่าได้เข้าร่วมเคราะห์เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะต้องทุกข์ทนไม่ต่างอะไรกับวังสวรรค์

สิ่งที่เขาสามารถช่วยเหลือจักรพรรดิสวรรค์ได้ก็คือการสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ให้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เขายังสังเกตเห็นถึงมารสวรรค์เบิกฟ้าที่ไม่ได้เจอกันมานาน ในที่สุดกลายเป็นจิตมารอีกครั้ง ก่อนหน้านี้เจ้าหมอนี่เคยเป็นจิตมารของพุทธะอาภรณ์ขาว หลังจากถูกหานเจวี๋ยพิชิตก็ซ่อนตัวอยู่ในสวรรค์มาโดยตลอด

นี่กลับถือเป็นเรื่องดี ต่อไปในภายภาคหน้าก็จะมีสายลับสอดแนมในสำนักพุทธเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งคน

นิกายเจี๋ยยังคงอยู่

‘เดี๋ยวก่อน! เหตุใดข้าถึงรู้สึกเหมือนเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจริงๆ เล่า

ไม่ใช่แล้ว!

ข้าเพียงแต่ปกป้องตัวเองเท่านั้น ไม่ได้คิดจะต่อสู้เพื่อใต้หล้าเสียหน่อย’

หานเจวี๋ยปลอบใจตนเอง ก่อนที่จะสงบใจลงได้อีกครั้ง

หนึ่งเดือนให้หลัง หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง และเริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ

บุปผาเทพปู้โจวข้างวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าสามารถผลิตปราณฟ้าประทานได้เพียงพอต่อการฝึกบำเพ็ญของหานเจวี๋ยแล้ว อีกทั้งยังมีต้นฝูซัง ดอกพลับพลึงแดงและอาณาเขตเต๋า จึงทำให้เกาะสำนักซ่อนเร้นรุ่มรวยไปด้วยไอเซียน มู่หรงฉี่ยังเคยกล่าวว่า ไอเซียนของวังสวรรค์ยังมีไม่ถึงหนึ่งในห้าของไอเซียนที่นี่

ความเร็วของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรในการแปลงแรงกรรมเพิ่มระดับมากขึ้น และการบำเพ็ญของหานเจวี๋ยก็เรียกได้ว่าเร็วขึ้นเช่นกัน

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ถึงหนึ่งร้อยปี หานเจวี๋ยก็จะสามารถทะลวงระดับจักรพรรดิเซียนสี่วัฏได้แน่!

หานเจวี๋ยตั้งตารอคอยให้วันนั้นมาถึง

ต้วนหงเฉินยังคงถูกคุมขังอยู่ในโลกอนธการ เหมือนกับจอมปีศาจคุกรัตติกาลในตอนครานั้นไม่มีผิด เขารู้สึกหวาดกลัวจับใจ กลัวว่าวิญญาณเทพของตนจะถูกบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักรกลืนกินจนหมดสิ้น

หานเจวี๋ยตั้งใจจะกักขังเขาต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าเขาจะตายไปหรือว่ายอมศิโรราบ

ในช่วงมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต การฆ่าสังหารศัตรูเป็นการสืบทอดแรงกรรมของอีกฝ่าย แม้หานเจวี๋ยจะสามารถดูดซับแรงกรรมได้ แต่ก็ต้องใช้เวลา หากเขาสืบทอดแรงกรรมหนักของต้วนหงเฉินมาโดยตรง เช่นนั้นจะต้องนำโชคร้ายมาสู่ตัวเขาอย่างแน่นอน

ทุกครั้งที่นึกถึงต้วนหงเฉิน หานเจวี๋ยก็จะคาดเดาว่าผู้ฝ่าเคราะห์แท้จริงแล้วมีกี่คนกันแน่

……

สามสิบปีต่อมา

การประลองภายในครั้งแรกของสำนักซ่อนเร้นสิ้นสุดลงแล้ว การแข่งขันทั้งหมดจัดขั้นในแบบจำลองการทดสอบ หานเจวี๋ยได้อันดับหนึ่ง จอมปีศาจคุกรัตติกาลได้อันดับสอง และพุทธะอาภรณ์ขาวเป็นอันดับสามอย่างไม่มีข้อกังขา

อันดับที่สี่คือมู่หรงฉี่ เขาสามารถล้มหงส์คุกรัตติกาลระดับเซียนทองไท่อี่ได้ สมแล้วที่เป็นเทพสงคราม

อันดับที่ห้าคือลี่เหยา ระดับเซียนลึกล้ำไท่อี่เต็มขั้นอย่างนางก็สามารถท้าทายระดับเซียนทองไท่อี่ได้เช่นกัน

ตามมาด้วยหงส์คุกรัตติกาลทั้งสองตัว

และตบท้ายด้วยสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นที่อ่อนแอที่สุด

เซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ไม่ได้เข้าร่วม พวกนางได้รับการอนุญาตเป็นกรณีพิเศษจากหานเจวี๋ย อย่างไรเสียพวกนางก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา หากเข้าร่วมก็มีแต่จะนำความอัปยศมาสู่ตนเอง

สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นรู้สึกหงุดหงิด

และคนที่หงุดหงิดไม่ต่างกันคือโจวหมิงเยวี่ย เขาถูกฉู่ซื่อเหรินอาจารย์ของตนหมายหัวเข้าให้แล้ว

ฉู่ซื่อเหรินเอาชนะใครไม่ได้เลย เขาพ่ายแพ้ให้แม้กระทั่งสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น แต่ก็ยังสามารถเอาชนะโจวหมิงเยวี่ยได้ ซ้ำยังเอาชนะได้อย่างราบคาบทีเดียว

คนอื่นๆ ล้วนแต่สังเกตเห็นความผิดปกติระหว่างอาจารย์และศิษย์ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

หลังจากการประลองครั้งนี้เสร็จสิ้นลง บรรดาศิษย์ทั้งหลายก็ฝึกบำเพ็ญกันอย่างเอาเป็นเอาตายมากยิ่งขึ้น ด้วยไม่อยากให้ใครพิชิตตนได้

ในด้านของตบะ หานเจวี๋ยก็เข้าใกล้ระดับจักรพรรดิเซียนสี่วัฏมากขึ้นทุกที

วันนี้เอง

หานเจวี๋ยมาเยือนถ้ำเทวาของเซียนซีเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ตามมาด้วย หานเจวี๋ยเตรียมตัวแสดงโอวาทให้กับทั้งสองคน

“สิงหงเสวียนเล่า? เหตุใดหลายปีที่ผ่านมานี้ถึงไม่พบนางเลย” ฉางเยวี่ยเอ๋อร์เอ่ยถามด้วยความสงสัย

หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด เขาบอกไปตามตรงว่าสิงหงเสวียนกลับชาติไปเกิดใหม่แล้ว

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ตกตะลึง เช่นนี้ก็ได้ด้วยหรือ

เซียนซีเสวียนมองไปทางหานเจวี๋ยด้วยความประหลาดใจ

มือของหานเจวี๋ยเคยสัมผัสวัฏจักรบ้างหรือไม่

หานเจวี๋ยยิ้มแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าเองไม่จำเป็นต้องคิดมาก ฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่อย่างสบายใจเถิด แต่หากพวกเจ้าอยากกลับไปยังโลกเขย่าพิภพ ข้าก็สามารถส่งพวกเจ้ากลับไปได้ ข้าเองก็ไม่ต้องการให้พวกเจ้าฝึกบำเพ็ญจนแข็งแกร่งเพื่อข้า”

นี่เป็นความสัตย์จริง

เขายินดีที่จะเลี้ยงดูหญิงสาวทั้งสองคน หลักๆ ก็เพื่อระลึกถึงอดีต

ได้เห็นพวกนางทั้งสอง หานเจวี๋ยก็ได้หวนคิดถึงตนเองที่แสนอ่อนแอในอดีต คอยเตือนใจตนเองไม่ให้หลงระเริง อย่าได้หยุดฝึกบำเพ็ญ

“เช่นนั้นข้าก็ไม่อยากกลับไปแล้ว ข้าจะอยู่ที่นี่กับศิษย์น้อง ไม่แน่ว่าในภายภาคหน้าอาจจะมีชีวิตเป็นอมตะก็ได้” ฉางเยวี่ยเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ปกตินางมักจะขยันขันแข็งอยู่เสมอ นอกจากฝึกบำเพ็ญแล้ว หานเจวี๋ยยังถ่ายทอดค่ายกลและโอสถนานาชนิดที่ตนเองได้รับมาให้กับนาง เพื่อให้นางไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์เหมาะกับการเป็นอัจฉริยะรอบด้าน หากมุ่งเน้นแต่การฝึกบำเพ็ญเพียงอย่างเดียวยากที่จะประสบความสำเร็จได้

เซียนซีเสวียนกล่าวเสียงแผ่ว “ข้าเองก็จะอยู่ที่นี่เช่นกัน หากวันหน้ามีเรื่องใดที่ต้องการให้พวกเราช่วย จงบอกมาได้เลย อย่าได้นึกถึงมิตรภาพในอดีต และปฏิบัติต่อพวกเราพิเศษกว่าผู้อื่น”

นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหานเจวี๋ย สายตายังคงอ่อนโยนดั่งวันวาน

หานเจวี๋ยยิ้มและกล่าวว่า “ไม่ได้ปฏิบัติเป็นพิเศษอะไรสักหน่อย ปกติศิษย์คนอื่นๆ ก็ไม่ค่อยมีเรื่องอะไรให้ทำอยู่แล้ว”

จากนั้น เขาก็เริ่มแสดงโอวาทให้แก่หญิงสาวทั้งสอง

หญิงสาวทั้งสองล้วนแต่อยู่ในระดับมหายานแล้ว ห่างจากระดับเซียนอิสระแค่เพียงเอื้อม

หลังจากแสดงโอวาทเป็นเวลาครึ่งปี หานเจวี๋ยถึงได้จากไป

หานเจวี๋ยไม่ได้กลับเข้าถ้ำเทวาในทันที แต่กลับเดินสำรวจรอบเกาะสำนักซ่อนเร้นแทน

ตั้งแต่ยกระดับอาณาเขตเต๋า มิติภายในอาณาเขตเต๋าก็ขยายใหญ่ขึ้น รอบเกาะสำนักซ่อนเร้นปรากฏทะเลขึ้นมา ซึ่งเกิดมาจากน้ำพุใต้ธรณี หากเตร็ดเตร่ไปตามพื้นที่ทะเลแถบนี้ก็ยังถือว่าอยู่ในอาณาเขตเต๋า ไม่ได้หลุดออกไปจากเกาะสำนักซ่อนเร้นแต่อย่างใด

เดิมทีเกาะสำนักซ่อนเร้นก็มีขนาดไม่เล็กเป็นทุนเดิม นับตั้งแต่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ ไอเซียนก็ฟุ้งกระจาย ขุนเขาแห้งแล้งบนเกาะก็เริ่มผลิตของล้ำค่าฟ้าดินขึ้น ต้นไม้ใบหญ้าเจริญงอกงามจนแน่นขนัด มีแนวโน้มว่าจะกลายเป็นดินแดนในอุมดมคติ

บรรดาศิษย์สำนักซ่อนเร้นต่างแยกย้ายกระจัดกระจายกันไปทั่วเกาะ หงส์คุกรัตติกาลเจ็ดตัวรวมตัวกันอยู่บนภูเขาลูกหนึ่ง พี่น้องภูตน้ำเต้าทั้งแปดก็ยึดครองพื้นที่บนภูเขาลูกหนึ่งด้วยเช่นกัน

หานเจวี๋ยเดินทอดน่องอย่างสบายอารมณ์ ขณะที่เดินไปเรื่อยๆ ก็พลันมีอักขระแจ้งเตือนปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเขา

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]