291-295
บทที่ 291
‘บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์?’
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ‘อะไรกัน’
เหตุใดอยู่ๆ ถึงเกลียดชังเขาขึ้นมา
หานเจวี๋ยรีบนำค่าความสัมพันธ์มาตรวจดู ไม่นานก็หาบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เจอ
[บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์: ไม่ทราบตบะ สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าของมรรคาสวรรค์ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต เปลี่ยนแปลงมาจากบรรดาศพของบรรพชนมาร ได้รับมหาดวงชะตามรรคาสวรรค์ เนื่องจากหลิวเป้ยใช้อำนาจครอบครองกายเนื้อพุทธะพิชิตชัย จึงเกิดความเกลียดชังต่อท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]
คิ้วหานเจวี๋ยขมวดมุ่นกว่าเดิม คิดไม่ถึงว่าจะถูกบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์พบแล้ว
‘เช่นนี้จะทำอย่างไรดี เพิ่มเข้าไปในรายชื่อสาปแช่งด้วยดีหรือไม่’
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจว่าจะสาปแช่งในอีกสิบปีให้หลัง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์คิดเชื่อมโยงมาถึงตัวเขา
ยมโลกมีกลุ่มอิทธิพลของสำนักพุทธ จะต้องระมัดระวังให้มาก
หานเจวี๋ยหลับตาฝึกบำเพ็ญต่อ
ผ่านไปห้าสิบเจ็ดปีเต็มๆ ในที่สุดหลิวเป้ยก็ยึดกายเนื้อของพุทธะพิชิตชัยได้สำเร็จ แต่เขาไม่อาจสำแดงพลังแท้จริงทั้งหมดของพุทธะพิชิตชัยได้อย่างสิ้นเชิง หานเจวี๋ยให้เขากลับไปพิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่ ขณะเดียวกันก็ปรับตัวกับพลังกายเนื้อของพุทธะพิชิตชัยไปด้วย
หานเจวี๋ยไม่กังวลว่าบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์จะบุกมาถึงแม่น้ำมรรคกระบี่ ตอนนี้แดนเซียนวุ่นวายโกลาหลมาก ไหนเลยสำนักพุทธจะมีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้
ต่อให้จะมาจริง หลิวเป้ยก็สามารถหนีได้
ต่อให้จะหนีไม่พ้น หานเจวี๋ยก็จะช่วงชิงแก้แค้นให้เขาในภายหลัง
แค่กๆ พูดเช่นนี้ดูเหมือนจะแล้งน้ำใจ
หลังจากหลิวเป้ยไปแล้ว หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา และเริ่มสาปแช่งบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์
ของวิเศษในการสาปแช่งไม่ใช่ของที่พบเจอได้ยากในปวงสวรรค์หมื่นโลกา คุณสมบัติเฉพาะที่แข็งแกร่งที่สุดของหนังสือแห่งความโชคร้ายก็คือคนอื่นไม่อาจคำนวณถึงตัวการที่แท้จริงได้
เพียงแค่ทำให้บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถูกคำสาปรุมเร้าจิตใจ ก็ไม่มีเวลามาเก็บกายเนื้อของพุทธะพิชิตแล้ว
หานเจวี๋ยอดอุทานไม่ได้ว่าหนังสือแห่งความโชคร้ายเป็นสมบัติที่ดีจริงๆ
หินวิญญาณมรรคาสวรรค์มากมายเช่นนั้นไม่ได้ใช้สูญเปล่า หากใช้กับของวิเศษอื่นๆ ล่ะก็ ไหนเลยจะลอยนวลอย่างทุกวันนี้ได้
หานเจวี๋ยนับถือลู่ทางความคิดของตนเองแล้ว
นี่ถึงเป็นการสังหารศัตรูพันลี้ มาตรการป้องกันล่วงหน้า!
หานเจวี๋ยสาปแช่งไปพลางตรวจสอบจดหมายไปพลาง
[หวงจุนเทียนสหายของท่านได้รับยอดวิชานิกายเจี๋ย พลังมรรคเพิ่มพูน]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เต้าคงสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เสวียนเอ้าศัตรูคู่อาฆาตของท่าน]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านหลงเข้าไปในแดนต้องห้ามอันธการ]
[ตี้หงเย่สหายของท่านเผชิญกับการขับไล่ของกาลเวลา]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด] x14,021
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด] x89,743
……
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว หวงจุนเทียนได้รับยอดวิชานิกายเจี๋ย ‘ได้ขึ้นตำแหน่งแล้วหรือ ใช้ได้นี่!
หลี่เต้าคงกับหลี่เสวียนเอ้าพี่น้องคู่นี้เป็นคู่หูสังหารหรือ
เจ้าเด็กฟางเหลียงหน้าเหม็นสร้างเรื่องอะไรอีก
แม่นางของข้าทำไมไม่ตั้งใจฝึกบำเพ็ญ เริ่มเข้าสู่โลกีย์วิสัยแล้วหรือ’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เขาได้กลิ่นของวิกฤติกาล
มรรคาสวรรค์เริ่มลงมือกับเขาแล้ว ศิษย์ ศิษย์หลาน คู่บำเพ็ญเพียร และสหายของเขาเข้าสู่โลกีย์วิสัย แล้วดึงเขาเข้าสู่โลกีย์วิสัยในภายหลังหรือ
เป็นไปไม่ได้!
หานเจวี๋ยแอบตื่นตัวเงียบๆ ในใจ
ยังต้องคว้าเวลาเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแกร่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องในภายหลังที่ว่า แม้แต่กำลังในการปกป้องคนรอบข้างยังทำไม่ได้!
ดวงตาหานเจวี๋ยฉายแววเด็ดเดี่ยว
……
แดนเซียน เกาะเซียนแห่งหนึ่ง
ศิษย์นิกายเจี๋ยหลายสิบคนยืนอยู่บนยอดเขา เบิกตามองไปยังสุดขอบทะเล
กระเรียนขาวตัวหนังบินแฉลบมา บนหลังกระเรียนขาวมีร่างหนึ่งยืนอยู่ คือหวงจุนเทียนนั่นเอง
มองเห็นกระเรียนขาวบินเข้ามา บรรดาศิษย์ก็พากันคุกเข่าลง
“คารวะผู้สูงศักดิ์!”
ศิษย์นิกายเจี๋ยหลายสิบคนตะโกนออกมาพร้อมกัน น้ำเสียงดังก้องสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทั้งเกาะเซียน
นกกระเรียนร่อนลงบนขอบหน้าผา หวงจุนเทียนกระโดดลงตาม
“ตั้งแต่วันนี้ไป หวงจุนเทียนก็คือเจ้าเกาะของเกาะปูทองคำ ศิษย์ทั้งหมดต้องฟังคำสั่งเขา หากมีผู้ขัดขืนจะถูกขับไล่ออกจากนิกายเจี๋ย”
กระเรียนขาวค่อยๆ อ้าปากพูด น้ำเสียงไม่เป็นที่สงสัยใดๆ
เกิดเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว
บรรดาศิษย์เกรียวกราว พวกเขาล้วนรู้จักหวงจุนเทียน หวงจุนเทียนเข้านิกายช้ากว่าพวกเขา นับว่าเป็นศิษย์น้องพวกเขา ตอนนี้กลับแซงหน้าพวกเขาไปเป็นเจ้าเกาะแล้วหรือ
เป็นไปได้อย่างไร
พูดมั่วหรือเปล่า
“ผู้สูงศักดิ์ เขาเป็นแค่เซียนสวรรค์ไท่อี่นะ!” ศิษย์คนหนึ่งกล่าวอย่างอดไม่ได้
กระเรียนขาวแค่นเสียงฮึ “ข้าจะอบรมเขาด้วยตนเอง นี่คือความต้องการของรองเจ้านิกาย หวังว่าเกาะเซียนนิกายเจี๋ยจะดำเนินการตามแนวคิดเลี่ยงโลกีย์วิสัยของเจ้านิกายให้บรรลุผลสำเร็จ เรื่องนี้ไม่ต้องหารือกันแล้ว วันหน้าใครกล้าไม่เคารพหวงจุนเทียน ตาย”
พอคำว่าตายดังออกมา อุณหภูมิในโลกาสวรรค์ก็ลดลงฉับพลัน ศิษย์นิกายเจี๋ยทั้งหมดเสียวสันหลังวาบ ไม่กล้าโต้แย้ง
หวงจุนเทียนตาเป็นประกาย รู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
ครั้งนี้สามารถฝึกบำเพ็ญได้อย่างสบายใจแล้ว
เขาจะต้องตั้งใจฝึกบำเพ็ญ ไม่อาจทำให้การรอคอยของผู้อาวุโสท่านนั้นผิดหวังได้
พอหวงจุนเทียนนึกถึงหานเจวี๋ย อารมณ์ต่อสู้ก็ฮึกเหิมเต็มเปี่ยม
……
สี่ปีต่อมา
สิงหงเสวียนมาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย อู้เต้าเจี้ยนถูกไล่ออกมาจากถ้ำเทวาด้วยความรู้สึกกล้ำกลืนความไม่เป็นธรรม
“เจ้าคิดดีแล้วจริงหรือ” หานเจวี๋ยขมวดคิ้วถาม
สิงหงเสวียนพยักหน้า สูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรักษาอาการสงบไว้และกล่าวว่า “หากกลับชาติไปเกิดใหม่ ท่านจะทอดทิ้งข้าหรือไม่”
นางตัดสินใจกลับชาติไปเกิดให้มีคุณสมบัติที่ดี!
นางดิ้นรนมาร้อยปีแล้ว ในที่สุดก็ตัดสินใจได้ เพียงเพราะศิษย์สำนักซ่อนเร้นฝึกบำเพ็ญเร็วเกินไปจริงๆ มองมาที่นางหากไม่ประสบกับโชควาสนามาไม่น้อย เกรงว่า…
หานเจวี๋ยกล่าว “ข้าได้ประทับตราไว้ในร่างของเจ้าแล้ว ไม่ว่าจะเวียนวนกี่ภพชาติ ข้าก็หาเจ้าพบ”
สิงหงเสวียนถามต่อ “กลับชาติไปเกิดใหม่แล้ว ข้าจะยังเป็นข้าหรือไม่”
“ข้าให้เจ้านำความทรงจำไปกลับเกิดใหม่ด้วยได้”
“เช่นนั้นก็ดี”
หานเจวี๋ยมองสิงหงเสวียน ในใจปลงอนิจจังไปร้อยแปดพันเก้า
มองกลับไปตอนที่ทั้งสองรู้จักกันในตอนแรก ทุกอย่างราวกับฝันหนึ่งตื่น
ตอนที่เขาเพิ่งเหยียบเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรก็พบกับสิงหงเสวียน คิดไม่ถึงว่าจะสามพันกว่าปีแล้ว ทั้งสองมีความสัมพันธ์ฉันท์สามีภรรยา กลายเป็นคู่บำเพ็ญเพียร
สิงหงเสวียนพลันแนบชิดเข้ามากล่าวด้วยรอยยิ้มพราย “ก่อนกลับชาติไปเกิดให้ข้าผ่อนคลายอารมณ์สักหน่อย”
“เจ้าอยากผ่อนคลายอย่างไร”
“ท่านอย่าขยับ อย่าใช้แรงขัดขืนข้า อืม นอนลง”
“ช้าหน่อย…”
“รู้แล้ว…”
……
หลายเดือนต่อมา หานเจวี๋ยพาวิญญาณของสิงหงเสวียนมาตรงหน้าสะพานอนิจจัง
เขาดึงวิญญาณของสิงหงเสวียนออกมาโดยตรง ทำให้สิงหงเสวียนตายไม่ทรมานเลยแม้แต่น้อย
ตรงหน้าสะพานอนิจจังยังคงมีวิญญาณต่อแถวยาวเหยียด วิญญาณทั้งหมดล้วนใจลอยไร้ความรู้สึก ไม่มีอารมณ์โกรธแม้แต่น้อย
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงให้ยายเมิ่ง ทั้งสองมาพบกันไกลๆ
หานเจวี๋ยบอกจุดประสงค์ที่มา
ยายเมิ่งขมวดคิ้วกล่าว “นี่มันฝืนวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด”
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
‘หืม? ตอนนี้มาพูดเรื่องกฎกับข้าหรือ’
“ถูหลิงเอ๋อร์ก็ไม่…” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่เกรงใจ
ยายเมิ่งรีบพูดตัดบท “นี่ไม่ใช่ปัญหา!”
หานเจวี๋ยพยักหน้าพอใจ และกล่าว “ไม่ต้องป้อนน้ำแกงยายเมิ่งให้นาง ให้นางไปเกิดในครรภ์ที่ดี นางกับถูหลิงเอ๋อร์ล้วนเป็นคนสำนักซ่อนเร้นของข้า คุณสมบัติของนางยิ่งดี ในอนาคตถูหลิงเอ๋อร์ก็จะได้รับการปกป้องที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
ยายเมิ่งหมดคำพูด นางได้แต่ตอบรับอย่างไม่มีทางเลี่ยง
“ข้าจะส่งนางไปเกิดก่อน เจ้ารอข้าสักครู่” ยายเมิ่งถอนหายใจกล่าว
หานเจวี๋ยรีบปล่อยวิญญาณของสิงหงเสวียนออกมา ให้ยายเมิ่งนำไปที่สะพานอนิจจัง
สิงหงเสวียนหันมองหานเจวี๋ยด้วยความอาลัยอาวรณ์
แม้นางจะเชื่อมั่นหานเจวี๋ยมาก แต่นางไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องการเกิดใหม่มาก่อน ในใจยังคงรู้สึกหวาดกลัวอยู่
หานเจวี๋ยใช้สายตามองนางจากไปไกลๆ
“นี่คือข้อดีของการบำเพ็ญเพียร วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิดไม่สิ้นหวังอีกต่อไปแล้ว” ในใจหานเจวี๋ยซาบซึ้งแจ่มแจ้ง แววตาเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม
ผ่านไปราวๆ ครึ่งชั่วยาม
ยายเมิ่งกลับมา
นางกล่าวออกมาก่อน “ข้าให้นางไปเกิดในราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ที่บำเพ็ญเพียรในแดนเซียน คุณสมบัติเลิศล้ำ มีโอกาสพิสูจน์ได้จักรพรรดิเซียน”
หานเจวี๋ยถามด้วยความประหลาดใจ “คุณสมบัติร้ายกาจเช่นนี้ ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ไม่สังเกตเห็นว่านางมีสถานะกลับชาติมาเกิดใหม่หรือ”
บทที่ 292
“ข้าเล่นลูกไม้ไปจำนวนหนึ่ง อีกอย่างราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่นับว่าแข็งแกร่งมากนัก ยากที่จะสังเกตเห็น แม้จะสังเกตเห็นในภายหลัง หลังจากนางผู้นี้ปรากฏพรสวรรค์ออกมา พวกเขาก็ไม่ถือสา เพียงแต่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด อดีตชาติก็เปรียบเสมือนเมฆที่ลอยกลางอากาศ” ยายเมิ่งตอบ
หานเจวี๋ยเอ่ยถามอย่างระแวดระวัง “ลูกไม้อะไร”
เขารีบตรวจดูค่าความสัมพันธ์ทันที รูปประจำตัวของสิงหงเสวียนยังอยู่ เพียงแต่ตรงแถบสถานะไม่มีคำอธิบายประกอบ แต่มีคำว่า ‘อยู่ระหว่างกลับชาติมาเกิด’ เพิ่มขึ้นมา
รูปประจำตัวยังอยู่ แสดงว่าสิงหงเสวียนยังจำเขาได้
ยายเมิ่งกลอกตากล่าวว่า “เจ้าเห็นว่าคนแก่อย่างข้าไม่มีความจริงใจหรืออย่างไร ข้าสมควรที่จะผิดใจกับเจ้าเพียงเพราะสตรีนางหนึ่งหรือ เจ้ายังตัดใจให้นางไปเกิดใหม่ได้ นางสามารถกลายเป็นเบี้ยที่จะใช้ข่มขู่เจ้าได้หรือ”
หานเจวี๋ยรู้สึกถูกล่วงเกิน
‘เหตุใดถึงได้รู้สึกเหมือนถูกด่านะ’
“เรื่องเช่นนี้พอจะอนุโลมให้ได้แค่ครั้งนี้ครั้งเดียว มิเช่นนั้นท่านพญายมจะบันดาลโทสะได้” ยายเมิ่งกล่าวอย่างจริงจัง
หานเจวี๋ยพยักหน้า ในใจยิ่งอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับพญายมมากขึ้น
เหตุใดถึงรู้สึกว่าพญายมคือการดำรงอยู่ที่แข็งแกร่งที่สุดในยมโลกนะ
ยายเมิ่งกล่าวต่อ “เผ่าของข้าเข้าฝันหลิงเอ๋อร์ใช่หรือไม่ อยากให้นางเข้าสู่โลกีย์วิสัยหรือ”
หานเจวี๋ยถามด้วยความประหลาดใจ “ไม่ใช่ความประสงค์ของท่านหรือ”
ยายเมิ่งส่ายหน้ากล่าวว่า “อย่าให้หลิงเอ๋อร์ออกจากโลกเด็ดขาด มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตในครั้งนี้ใหญ่กว่าก่อนหน้านี้นัก เผ่าจอมเวทไม่อาจออกหน้าในมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้ได้ มิเช่นนั้นรากฐานจะถูกทำลายจนหมดสิ้น”
‘ใหญ่กว่าก่อนหน้านี้?’
หานเจวี๋ยตกใจเข้าแล้ว
เหตุใดข้าเพิ่งมา ปวงสวรรค์ก็เผชิญกับมหาเคราะห์ที่ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์มาก่อนเล่า
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วถาม “เป็นเพราะกลุ่มอิทธิพลเจ้าจักรวรรดิทั้งสี่ฝ่ายต่อสู้กันหรือ”
“ไม่ใช่เพียงเท่านี้ ยังมีการดำรงอยู่ที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าควบคุมทุกสิ่ง ตามที่ข้าเข้าใจ นอกจากปวงสวรรค์แล้วยังมีเจ้าแดนต้องห้ามอันธการที่กำลังวางแผนมหาเคราะห์อยู่ วังปีศาจ วังเทพ วังสวรรค์ และสำนักพุทธก็อยู่ในแผนร้ายของเขา แม้กลุ่มอิทธิพลเจ้าจักรวรรดิทั้งสี่ฝ่ายจะรู้เรื่องนี้ แต่ก็ไม่อาจขจัดความเกลียดชังซึ่งกันและกันได้ วิธีการนี้น่าหวาดกลัวจริงๆ” ยายเมิ่งทอดถอนใจกล่าว
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการ?
ฟังดูแล้วคล้ายนักแสดงตัวร้ายมาก
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ที่ท่านเรียกให้ข้ารอท่าน ก็เพื่อจะบอกว่าอย่าปล่อยให้ถูหลิงเอ๋อร์ออกไปอย่างนั้นหรือ”
ยายเมิ่งพยักหน้า
หานเจวี๋ยหมดคำพูด
เรื่องแค่นี้เมื่อครู่บอกตรงๆ ก็ได้ ต้องให้ข้ารอเจ้าด้วย!
“จริงสิ สำหรับเรื่องผู้ฝ่าเคราะห์นั้นเจ้ารู้หรือไม่” หานเจวี๋ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนาถาม
จักรพรรดิสวรรค์บอกว่าผู้ฝ่าเคราะห์อยู่ในยมโลก เขาย่อมไม่อาจไม่สนใจได้
อย่าได้หาเรื่องเข้าบ้านเข้าสักวัน!
ยายเมิ่งหรี่ตากล่าวว่า “คนผู้นั้นถูกกำราบแล้ว รายละเอียดนั้นเจ้าไม่ต้องถามมาก มิเช่นนั้นแปดเปื้อนผลกรรมแล้วจะไม่ดี”
ถูกกำราบแล้วหรือ ง่ายดายเพียงนี้เชียว?
หานเจวี๋ยรู้สึกว่ามีเลศนัย กลุ่มอิทธิพลอย่างยมโลกจะมั่นใจตนเองไปหน่อยหรือไม่
ทั้งสองพูดคุยกันอีกสักพักก็แยกย้าย
……
แดนเซียน ปัจฉิมสวรรค์
ภายในวัดเสียงอัสนี พระพุทธองค์ พระโพธิสัตว์จำนวนนับไม่ถ้วนชุมนุมอยู่ในวิหารวัดขนาดใหญ่และโอ่อ่า
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เปล่งแสงพุทธะสว่างรุ่งโรจน์ คล้ายกับมีพระเป็นร้อยๆ ล้านรูปกำลังสวดมนต์ เสียงพุทธะดังก้องในวิหารไม่ขาดสาย
“เกี่ยวกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ ตรวจสอบพบเบาะแสหรือไม่” บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์กล่าวขึ้นอย่างช้าๆ
พุทธะชรารูปหนึ่งเอ่ยปากว่า “อมิตาพุทธ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการปรากฏตัวกะทันหันเกินไป เบาะแสเดียวที่มีก็คือ เขาใช้หนังสือลึกลับเล่มหนึ่งสาปแช่งกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ในแดนเซียน มีความเป็นไปได้มากที่เขาจะเกี่ยวข้องกับเผ่ามาร”
เผ่ามาร!
พุทธาเทพพากันกระซิบกระซาบด้วยความตกใจ
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์กล่าวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “มีหลักฐานหรือไม่”
พุทธะชราส่ายศีรษะ
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์กล่าวต่อว่า “เผ่ามารก็ตกต่ำไม่เป็นชิ้นเป็นอัน สำนักพุทธก็ควบคุมจิตมาร ดังนั้นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการไม่อาจมาจากเผ่ามารได้ ข้ากลับคิดว่าเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิปีศาจ จักรพรรดิปีศาจบ้าคลั่งเช่นนี้ รบเดี่ยวกับสามกลุ่มอิทธิพลใหญ่ นอกจากเผ่าบรรพกาลเหล่านั้นแล้ว เกรงว่ายังมีกำลังที่ใหญ่ยิ่งกว่า”
คำพูดของเขาทำให้พุทธาเทพและพระโพธิสัตว์อดที่จะพยักหน้าไม่ได้
ตั้งแต่ตำนานของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการถูกเล่าลือในแดนเซียน วังปีศาจก็ไม่ได้หยุดการโจมตี แต่กลับเริ่มกลืนกินอาณาจักรต่างๆ ในแดนเซียนอย่างกำเริบเสิบสาน
“มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตเพิ่งจะเปิดตัวขึ้น จะต้องระมัดระวังให้ดี มีความเป็นไปได้มากว่าวังปีศาจอาจจะไม่ใช่ภัยพิบัติที่ถูกลิขิตไว้อย่างแท้จริง”
“ว่ากันว่า เจ้าแดนต้องห้ามอันธการมีร่างแปลงนับหมื่นนับพัน เดินทางไปมาระหว่างสวรรค์และโลก”
“อมิตาพุทธ สำนักพุทธพึงจะออกหน้าเพื่อเวไนยสัตว์ กำจัดเจ้าแดนต้องห้ามอันธการและวังปีศาจ”
“เจ้าแดนต้องห้ามอันธการชอบสาปแช่งศัตรู ถือเป็นเรื่องชั่วร้ายเสียจริง!”
“พุทธะเรามีเมตตาธรรม เคยมีคนถูกเจ้าแดนต้องห้ามอันธการสาปแช่งหรือไม่”
ขณะที่ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของบรรดาพุทธะอยู่นั้น บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์พลันขมวดคิ้ว
เขาถูกสาปแช่งแล้ว
เขานับนิ้วคำนวณดู คำนวณพบแค่หนังสือเล่มหนึ่ง แต่มองไม่เห็นร่างที่แท้จริงของผู้ที่ใช้หนังสือเล่มนั้น
หนังสือเล่มนี้เหมือนกับที่สาปแช่งพุทธาเทพฟ้าพิโรธไม่มีผิด จักต้องเป็นการลงมือของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการอย่างแน่นอน!
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิม คิดไม่ถึงว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะสาปแช่งเขาโดยตรง
แต่ว่าพลังสาปแช่งนี้ทำร้ายเขาไม่ได้ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการอ่อนแอเช่นนี้เชียวหรือ
ไม่ถูกต้อง!
เจ้าแดนต้องห้ามอันธการต้องการก่อกวนมรรคจิตของเขา!
หรือว่าจักรพรรดิปีศาจก็ถูกสาปแช่งจนบ้าคลั่งเช่นนี้
มีความเป็นไปได้มาก!
หากสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจตาย เจ้าแดนต้องห้ามอันธการจะต้องแบกรับแรงกรรมมหาศาล แต่หากก่อกวนจนจักรพรรดิปีศาจโหมพัดกระหน่ำไปทั่วปวงสวรรค์ นั่นก็ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการแล้ว
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์หรี่ตาลง ท่ามกลางความมืดมิด ราวกับว่าเขามองเห็นเงาร่างหนึ่ง
เงาร่างนั้นยืนอยู่บนจุดสูงสุดของการบำเพ็ญเพียร ก้มมองปวงสวรรค์หมื่นโลกา มือชั่วร้ายคู่นั้นปรารถนาจะควบคุมมรรคาสวรรค์
ความรู้สึกไม่สบายใจอย่างแปลกๆ ลุกลามในใจบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์
ศัตรูตัวฉกาจไม่น่ากลัว ที่น่ากลัวคือไม่รู้ว่าศัตรูตัวฉกาจคือผู้ใด
……
เจ็ดปีหลังจากที่สิงหงเสวียนไปเกิดใหม่
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่นั้น พลันมีอักขระปรากฏขึ้นตรงหน้าสามแถว
[ตรวจสอบพบว่าปวงสวรรค์หมื่นโลกามอบชื่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการให้กับท่าน ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ขึ้นสวรรค์ทันที อาศัยสถานะเจ้าแดนต้องห้ามอันธการช่วงชิงดวงชะตายิ่งใหญ่ จะได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น ของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่มหนึ่งชิ้น ยกระดับระบบหนึ่งครั้ง]
[สอง เก็บตัวฝึกฝนเงียบๆ อยู่ห่างจากแดนเซียน ไม่เข้าร่วมมหาเคราะห์ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
หานเจวี๋ยมองดูแล้ว ใบหน้าก็เต็มไปด้วยคำถาม
‘เรื่องบ้าอะไรกัน! เจ้าแห่งแดนต้องห้ามอันธการก็คือข้า?’
ปฏิกิริยาแรกของหานเจวี๋ยก็คือตนเองถูกใส่ร้าย
ปฏิกิริยาต่อมาก็คือตนเองถูกเปิดโปงเข้าแล้ว
ทว่าพอครุ่นคิดดูอีกที ก็ไม่มีการแจ้งเตือนระดับความเกลียดชังจำนวนมาก ที่เกิดความเกลียดชังเขาในช่วงนี้ก็มีเพียงบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์เท่านั้น
‘เหตุใดข้าถึงกลายเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการได้’
หานเจวี๋ยคิดไม่ออก หรือมีผู้ทรงพลังคำนวณได้ว่าเขาเป็นผู้ที่ทะลุมิติมา
เขาเลือกตัวเลือกที่สองในทันที
ตอนนี้ชิ้นส่วนมหามรรคยังไม่มีประโยชน์ ต้องสะสมเอาไว้ก่อน ตอนนี้สะสมได้สองชิ้น
หินวิญญาณมรรคาสวรรค์สามารถยกระดับของวิเศษได้ นับว่าเป็นของดี ไม่ได้ปรากฏมานานแล้ว
สิ่งแรกที่หานเจวี๋ยเลือกก็คือหนังสือแห่งความโชคร้าย
หนังสือแห่งความโชคร้ายเป็นยอดสมบัติมรรคจักรพรรดิ ตอนนี้ไม่นับว่าทรงพลังแล้ว ต้องยกระดับ
ส่วนของวิเศษอื่นๆ นั้นไม่รีบร้อน ถึงอย่างไรเขาก็ต่อสู้กับคนอื่นน้อยอยู่แล้ว
หานเจวี๋ยรีบนำหนังสือแห่งความโชคร้ายกับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ออกมา และเริ่มผสานทั้งสองอย่างเข้าด้วยกันเพื่อยกระดับ
หลายวันต่อมา
[หนังสือแห่งความโชคร้ายยกระดับจากยอดสมบัติมรรคจักรพรรดิเป็นสมบัติวิญญาณระดับเทพ]
หานเจวี๋ยมองเห็นการแจ้งเตือนนี้ ก็อดยิ้มอย่างพอใจไม่ได้
เขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง นำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาเพื่อติดต่อกับตี้ไท่ไป๋
เพียงไม่นานพลังจิตก็เชื่อมต่อกัน
“ผู้อาวุโส สถานะของเจ้าแดนต้องห้ามอันธการนั้น วังสวรรค์รู้จักหรือไม่” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม
ตี้ไท่ไป๋ถามกลับด้วยความประหลาดใจ “เจ้าก็เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเจ้าแดนต้องห้ามอันธการด้วยหรือ นั่นคือการดำรงอยู่ที่ลึกลับไม่อาจทราบได้ อาศัยของวิเศษสาปแช่งที่ลึกลับยากจะคาดเดาวางแผนประทุษร้ายปวงสวรรค์ ไม่มีผู้ใดล่วงรู้สถานะที่แท้จริงของเขา เพราะอย่างนั้นจึงถูกขนานถามว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ เทพเซียนของวังสวรรค์เองก็กำลังตรวจสอบเขาอยู่ ว่ากันว่าเขาอาจเป็นการดำรงอยู่ที่ควบคุมมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต”
บทที่ 293
ข้าควบคุมมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตหรือ ใครกำลังใส่ร้ายข้าอยู่กัน
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว แพะรับบาปนี้หนักเกินไป เขาไม่อาจรับได้
“ใครเป็นคนพูดเรื่องเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ” หายเจวี๋ยถาม
ตี้ไท่ไป๋ตอบ “เป็นใครไม่รู้แน่ชัด แต่ว่ากันว่ากลุ่มอิทธิพลใหญ่ต่างๆ ล้วนถูกหนังสือวิเศษที่ลึกลับเล่มหนึ่งสาปแช่ง นานวันเข้า ทุกคนต่างก็รู้ว่าหลังฉากนั้นมีผู้ทรงพลังวางอุบายอยู่ เช่นนั้นถึงได้เรียกเขาว่าเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ แต่เจ้าไม่ต้องกังวล เจ้าแดนต้องห้ามอันธการนั้นสาปแช่งแค่กลุ่มอิทธิพลใหญ่”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ
ตี้ไท่ไป๋มีธุระ จึงตัดการเชื่อมต่อพลังจิตอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยยังตกอยู่ในสภาพมึนงง
เหตุใดเขาถึงกลายเป็นเจ้าแดนต้องห้ามอันธการได้ เหตุใดถึงกลายเป็นมือมืดที่ผลักดันมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต
ฟ้าเห็นยังต้องสงสาร เห็นชัดๆ ว่าเขาหวาดกลัวการเปิดตัวของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตที่สุด!
สมควรตาย!
นี่ก็คือผลกรรม นี่ก็คือลิขิตฟ้าหรือ
หานเจวี๋ยมองไปทางอู้เต้าเจี้ยน อู้เต้าเจี้ยนกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ ไม่ได้ยินการสนทนาทางจิตระหว่างหานเจวี๋ยกับตี้ไท่ไป๋
แต่ว่าเขายังคงไม่วางใจ
เขากล่าวว่า “เจ้ามานี่หน่อย”
อู้เต้าเจี้ยนลืมตาลุกขึ้นเดินมาตรงหน้าหานเจวี๋ยโดยที่ไม่ต้องคิด
หานเจวี๋ยดึงมือนางขึ้นมา ใบหน้าสวยของนางพลันแดงก่ำในพริบตา
นายท่านจูงมือข้าแล้ว!
สมองของอู้เต้าเจี้ยนว่างเปล่า รู้สึกวิงเวียนศีรษะเล็กน้อย
หานเจวี๋ยเอ่ยปาก “ข้าจะลบความทรงจำบางส่วนของเจ้าออกไป ได้หรือไม่”
อู้เต้าเจี้ยนได้ยินก็ตกใจทันที ถามอย่างกังวลว่า “ความทรงจำอันใดหรือ”
“แค่ความทรงจำบางส่วนเท่านั้น เจ้าจะไม่ลืมข้า และก็ไม่ลืมคนอื่นด้วย”
“เช่นนั้น…ก็ได้…”
เมื่อเผชิญหน้ากับหานเจวี๋ย อู้เต้าเจี้ยนไม่อาจปฏิเสธได้
แม้นางจะงุนงง แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรให้มากความ
หานเจวี๋ยรีบแสดงพลังดูดวิญญาณหกสายทันที เตรียมลบหนังสือแห่งความโชคร้ายในความทรงจำของอู้เต้าเจี้ยนออกไปทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคนอื่นค้นพบ
ตอนนี้เขาคือเจ้าแดนต้องห้ามอันธการ สถานะอ่อนไหวยิ่งนัก จะให้คนอื่นรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าในมือของเขามีหนังสือแห่งความโชคร้ายอยู่
หลังจากนี้เวลาสาปแช่งคนยังต้องไล่อู้เต้าเจี้ยนออกไปด้วย
ครึ่งชั่วยามผ่านไป
หานเจวี๋ยคลายมือลง อู้เต้าเจี้ยนลืมตาขึ้น
อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านลบความทรงจำส่วนหนึ่งของข้าไปแล้วหรือ”
เหตุใดนางถึงไม่รู้สึกว่าความทรงจำอะไรหายไปเลยเล่า
ถึงอย่างไรหานเจวี๋ยก็สาปแช่งเพียงแค่สิบปีครั้งเท่านั้น หนังสือแห่งความโชคร้ายไม่ได้มีความสำคัญอะไรในความทรงจำของนาง
“อืม เจ้าไปฝึกบำเพ็ญก่อนเถอะ” หานเจวี๋ยพยักหน้ากล่าว
อู้เต้าเจี้ยนได้แต่ระงับความสงสัยและหมุนกายกลับไปฝึกบำเพ็ญ
หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งที ปรับสภาพจิตใจแล้วฝึกบำเพ็ญต่อ
‘ต่อไปยามจะสาปแช่งศัตรูต้องระมัดระวังให้มากขึ้น’
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ
ตอนนี้ยังดีที่ศัตรูมีเพียงไม่กี่คน หากมีเพิ่มขึ้นมาอีก และหากคนเหล่านี้ปรึกษาเชื่อมโยงกัน ไม่แน่อาจจะอนุมานได้ว่าเขาคือมือสังหารหลังฉาก
ถุย!
อะไรที่เรียกว่ามือสังหารหลังฉาก
หานเจวี๋ยไม่อยากคิดให้มากอีก จึงเปิดอ่านจดหมาย
[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านกลับชาติไปเกิดสำเร็จ ได้รับดวงชะตาแต่กำเนิด–สายเลือดศักดิ์สิทธิ์เหยี่ยวทอง]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง จิตใจได้รับบาดเจ็บ มรรคจิตถูกยั่วยุ]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากศิษย์นิกายเจี๋ย] x16
[หลี่เต้าคงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง]
[โจวฝานสหายของท่านได้สืบทอดมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต]
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านได้สืบทอดมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านได้สืบทอดปรมาจารย์มาร พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน ดูดซับแรงกรรมยมโลก]
[เจียงอี้สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหลี่เสวียนเอ้าศัตรูคู่อาฆาตของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
……
เห็นว่าสิงหงเสวียนได้รับดวงชะตาแต่กำเนิด หานเจวี๋ยก็วางใจทันที
ชาตินี้คงจะฝึกบำเพ็ญได้เร็วนัก ไม่แน่ว่าไม่กี่ร้อยปีก็สามารถเหนือกว่าการเพียรบำเพ็ญในอดีตชาติแล้ว
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นสถานการณ์อันน่าอนาถของจี้เซียนเสิน เจ้าหมอนี่เป็นอะไรกันแน่
เหตุใดถึงได้สมคบคิดกับปรมาจารย์มาร
หรือว่าเขาก็คือผู้ฝ่าเคราะห์ที่จักรพรรดิสวรรค์กับยายเมิ่งพูดถึงคนนั้น
มีความเป็นไปได้จริงๆ!
หานเจวี๋ยทอดถอนใจ
ความประทับใจที่เขามีต่อจี้เซียนเสินนั้นไม่เลว แม้ว่าคนผู้นี้จะหยิ่งผยอง แต่ก็นับว่าน่าสนใจ ยามนี้เมื่อเดินบนเส้นทางที่ผิดศีลธรรม ทำให้เขาอดทอดถอนใจไม่หยุด
หากได้เจอกันในภายภาคหน้า ควรจะรั้งเขาไว้สักหน่อย หวังว่าเขาจะกลับจากทางที่หลงผิดได้
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ
แน่นอนว่าเขาทำได้แค่เกลี้ยกล่อม หากจี้เซียนเสินยืนกรานที่จะเป็นปฏิปักษ์กับอาณาประชาราษฎร์ หานเจวี๋ยก็ได้แต่หลบไปให้ไกลๆ แล้ว
……
วังกษิติครรภ์
วิญญาณชั่วร้ายที่น่าสะพรึงกลัวกำเริบในตำหนักใหญ่ จี้เซียนเสินผมยาวเป็นกระเซิง ดวงตาทั้งคู่เป็นสีแดงเลือด และลมวนที่น่าสะพรึงกลัวหมุนรอบกายเขา
พระกษิติครรภ์จ้องมองจี้เซียนเสินด้วยสีหน้ามืดครึ้ม และกล่าวเสียงขรึมว่า “ปรมาจารย์มาร! เจ้าคิดจะทำสิ่งใดกันแน่”
จี้เซียนเสินกดสายตามองเขา และกล่าวด้วยรอยยิ้มดุร้าย “พระกษิติครรภ์ เจ้านี่ไม่ใช่ผู้ฝ่าเคราะห์ แต่กลับถูกพวกเจ้าบีบจนกลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์ นี่คือเมตตาธรรมและสัจจะของสำนักพุทธ มหากุศลของสำนักพุธหรือ”
พระกษิติครรภ์ขมวดคิ้ว
“เจ้านี่เกิดมาพร้อมกับจิตใจที่ไร้คู่ต่อสู้ คือเทพสูงสุดที่ฟ้ากำหนด หากปราศจากการแทรกแซงจากเจ้า เขาจะผงาดในมหาเคราะห์นี้ กลายเป็นเทพแท้จริงที่บงการกฎสวรรค์ของปวงสวรรค์ ภายใต้การนำของเขา อาณาประชาราษฎร์จะเดินไปสู่ความสงบสุข เดินไปสู่ยุคที่เจริญรุ่งเรือง น่าเสียดาย ยามนี้จิตใจไร้คู่ต่อสู้ที่บริสุทธิ์ดวงนั้นถูกความอาฆาตแค้น จิตสังหาร และความโกรธแค้นเข้าครอบงำแล้ว เจ้าจะแบกรับกรรมใหญ่ รับแรงกรรมมหาเคราะห์!” น้ำเสียงแหบแห้งของจี้เซียนเสินเต็มไปการเหน็บแนม
สีหน้าของพระกษิติครรภ์ดูย่ำแย่มากขึ้นเรื่อยๆ เขารีบนับนิ้วคำนวณในทันที
หลังจากผ่านไปหลายอึดใจ สีหน้าเขาเปลี่ยนไปมาก
เป็นไปได้อย่างไร!
“เหตุใดก่อนหน้านั้นถึงคำนวณไม่พบ” พระกษิติครรภ์ร่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวขีดสุด
ที่ปรมาจารย์มารพูดเป็นความจริง!
จี้เซียนเสินพลันหันกายพุ่งออกไปนอกวังกษิติครรภ์
ครั้งนี้พระกษิติครรภ์ไม่ได้ขัดขวาง ทั้งร่างของเขาพลันร่วงลงไปนั่งกับพื้นราวกับดินเลนที่แหลกสลาย
รอกระทั่งจี้เซียนเสินหายไปแล้ว มือขวาของเขาก็ยกขึ้นอย่างสั่นเทิ้ม เริ่มสำแดงวิชาออกมา
ไม่นาน เงาแสงลำหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
คือบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์นั่นเอง!
พระกษิติครรภ์เล่าเรื่องจี้เซียนเสินด้วยสีหน้าเศร้าสลด
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ขมวดคิ้ว
พระกษิติครรภ์ถามด้วยความเจ็บปวด “บรรพชนพุทธ ท่านบอกว่าเขาเป็นผู้ฝ่าเคราะห์ไม่ใช่หรอกหรือ”
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์แค่นเสียงเย็นกล่าวว่า “เจ้ากำลังโทษข้าอยู่หรือ ไม่ใช่เจ้าหรอกหรืออย่างไรที่ไม่มีความสามารถในการอนุมานชะตากรรมของเขา หากข้าอยู่ที่นี่จะต้องคำนวณได้ทะลุปรุโปร่งแน่”
พระกษิติครรภ์ส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มขมขื่น
ครั้งนี้ก็ดีนัก จี้เซียนเสินถูกบีบจนเป็นบ้า พอเขาคลั่งขึ้นมา การสังหารล้างบางที่เขาสร้างขึ้นจะต้องมีแรงกรรมส่วนหนึ่งตกอยู่บนตัวเขา
หากจี้เซียนเสินเป็นคนธรรมดายังพอว่า แต่เขาเป็นเทพที่มรรคาสวรรค์ยอมรับ เท่ากับว่าพระกษิติครรภ์ลอบกัดมรรคาสวรรค์ ย่อมถูกมรรคาสวรรค์พุ่งเป้า
ทำลายกฎ จะต้องถูกกฎลงโทษ!
“บางทีนี่ก็คือมูลเหตุที่ก่อให้เกิดผู้ฝ่าเคราะห์ ไม้กลายเป็นเรือไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียใจที่กระทำผิด เรื่องนี้รีบรายงานกับท่านพญายม ข้าเองก็จะบอกเรื่องนี้ให้กับกลุ่มอิทธิพลอื่น”
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านี้ก่อนจะหายไป
พระกษิติครรภ์หายใจเข้าลึกๆ เพียงครั้ง ก่อนค่อยๆ ลุกขึ้นมา
แววตาของเขาเลื่อนลอย
“ข้าผิดไปแล้วจริงๆ หรือ”
……
สิบปีต่อมา
ตบะของหานเจวี๋ยเพิ่มพูนขึ้นไม่น้อย แต่ว่ายังห่างจากการทะลวงระดับจักรพรรดิเซียนสี่วัฏอีกไกล ระดับจักรพรรดิไม่ได้ฝึกบำเพ็ญอย่างง่ายดายเช่นนั้น
ยอดแม่ทัพเทพมีพรสวรรค์ระดับใด กี่ล้านปีแล้ว ยังเป็นจักรพรรดิเซียนอยู่เลย
หานเจวี๋ยให้อู้เต้าเจี้ยนออกไป เขากลับนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งเพียงลำพัง
นี่เป็นการสาปแช่งครั้งแรกหลังจากหนังสือแห่งความโชคร้ายถูกยกระดับ
สมบัติวิญญาณระดับเทพ จะสามารถสาปแช่งจักรพรรดิเซียนให้ตายได้หรือไม่
เป้าหมายแรกของหานเจวี๋ยย่อมเป็นจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต
‘ฮึ อย่างน้อยก็ต้องสาปแช่งเจ้าให้เป็นบ้า!’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ เขารีบส่งพลังเวทลงไปในหนังสือแห่งความโชคร้าย หนังสือแห่งความโชคร้ายเปล่งแสงสีดำแปลกประหลาดตามมา สาดสะท้อนอยู่บนใบหน้าของหานเจวี๋ย ใบหน้าหล่อเหลาจนกระทั่งเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบของเขาดูมืดมนและชั่วร้ายขึ้นมา
บทที่ 294
เขตแดนปรโลก จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตที่สวมชุดสีแดงทั้งร่างกำลังนั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญอยู่ตรงริมชายฝั่ง
จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้นมา หัวคิ้วขมวดมุ่น
“สมควรตาย! เจ้าบ้านั่นสาปแช่งข้าอีกแล้ว!”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตเกือบตายเพราะความโกรธ
เขาตามฆ่าหานเจวี๋ยมาหลายปีเช่นนี้ แต่กลับยังคงหาตัวหานเจวี๋ยไม่พบ
เขาเคยคิดจะล้มเลิก แต่หานเจวี๋ยกลับสาปแช่งเขาอยู่ตลอดเวลา ไหนเลยเขาจะทนรับได้
จะต้องสังหารเจ้าหมอนั่นให้ได้!
สีหน้าของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาเริ่มกระตุ้นพลังเวทต่อต้านพลังสาปแช่งลึกลับนั่น
‘เกิดอะไรขึ้น เหตุใดพลังสาปแช่งของมันถึงแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดนี้ หรือว่ามันจะทะลวงระดับแล้ว’
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตคิดด้วยความไม่สบายใจ ในใจรู้สึกถึงอันตราย
ไม่ได้!
จะต้องรีบหาเจ้าบ้านั่นให้พบ มิเช่นนั้นเขาจะต้องน่าสังเวชใจในภายหลัง
หนึ่งเดือนต่อมา
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตพลันกระอักเลือดออกมา สีหน้าหม่นหมอง รีบร้อนกดพลังเวทที่พลุ่งพล่านภายในร่างเอาไว้
อีกด้านหนึ่ง
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น จ้องมองหนังสือแห่งความโชคร้ายในมือและลอบตกใจ
หลังจากหนังสือแห่งความโชคร้ายยกระดับเป็นสมบัติวิญญาณระดับเทพแล้วก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น พลังเวทที่สามารถรับได้ก็เพิ่มขึ้นมาก ก่อนหน้านี้สูญเสียอายุขัยสิบล้านปีในการสาปแช่งยังต้องใช้เวลาหลายเดือน ตอนนี้ใช้เวลาแค่หนึ่งเดือนเท่านั้น นี่เขายังใช้อย่างระมัดระวัง หากใช้ด้วยพลังทั้งหมดจะลดเวลาให้สั้นลงอีกมาก
หลังจากพลังสาปแช่งของหนังสือแห่งความโชคร้ายแข็งแกร่งขึ้นแล้ว แม้จะหานเจวี๋ยจะต้องแบกรับมากขึ้น แต่ตอนนี้ยังไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรต่อวิญญาณ และไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับกายเนื้อของเขาอย่างยาวนาน นี่ก็เป็นเรื่องที่ดี
ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยยังกังวลว่าหนังสือแห่งความโชคร้ายจะกลายเป็นดาบสองคมเสียอีก
ตอนนี้ดูท่าแล้วเพียงแค่ไม่ใช้มากเกินไป หนังสือแห่งความโชคร้ายจะไม่แว้งกัดเขา
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง และยังคงสาปแช่งต่อไป แม้จะสูญเสียอายุขัยสิบล้านปีไปแล้ว ทว่าตั้งแต่ที่เขาทะลวงถึงระดับจักรพรรดิเซียนสามวัฏ อายุขัยของเขาก็เกินหนึ่งร้อยล้านล้านปีไปแล้ว พูดอีกแบบก็คือเขาสาปแช่งศัตรูไปไม่น้อย แต่อายุขัยกลับเพิ่มขึ้นมาก
ผ่านไปอีกประมาณสองเดือน
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็มองเห็นจดหมายฉบับหนึ่ง
[จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตศัตรูคู่อาฆาตของท่านพลังมรรคถดถอยเนื่องจากการสาปแช่งของท่าน ขอบเขตพลังลดลงไปที่จักรพรรดิเซียนแปดวัฏ]
หานเจวี๋ยโล่งใจไปเปราะหนึ่ง เขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง และเช็ดคราบเลือดบนใบหน้า
สูญเสียอายุขัยไปทั้งหมดเจ็ดสิบล้านปีแต่ก็คุ้ม!
หานเจวี๋ยสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจ จอมปีศาจอินทรีทอง บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ และหลี่เสวียนเอ้าต่อ สาปแช่งคนละห้าวัน ไม่มาก เพียงก่อกวนจิตใจก็พอแล้ว
หลังจากสาปแช่งเสร็จเขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง เริ่มแยกเสี้ยววิญญาณดวงหนึ่งออกไปจากสำนักซ่อนเร้นอย่างรวดเร็ว
เขาต้องการหาจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต!
ในเมื่อจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตก้าวร่วงไปที่ระดับจักรพรรดิเซียนแปดวัฏแล้ว เช่นนั้นก็สามารถสังหารเขาได้แล้ว!
ไม่เคยมีใครดึงดันไล่สังหารหานเจวี๋ยเช่นนี้มาก่อน หานเจวี๋ยย่อมไม่ปล่อยเขาไปอย่างแน่นอน!
……
บนผาขาดแห่งหนึ่ง
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตขมวดคิ้วแน่น สายตาจ้องมองเงาร่างที่เข้าฌานอยู่ใต้ผาขาดอย่างไม่วางตา
คนผู้นั้นก็คือจี้เซียนเสิน!
ขณะนี้จี้เซียนเสินร่างกายสั่นเทิ้ม ศีรษะก็สั่นไหวไม่หยุด ใบหน้าเปลี่ยนแปลงไปมา ประเดี๋ยวหม่นหมองประเดี๋ยวแจ่มใส ราวกับถูกธาตุไฟเข้าแทรกอย่างไรอย่างนั้น
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตผ่านมาที่นี่โดยบังเอิญ พบว่ากลิ่นอายของจี้เซียนเสินนั้นผิดปกติ จึงหยุดมองดู
เมื่อเขานับนิ้วคำนวณ สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
‘เจ้าหมอนี่กลับมีความสัมพันธ์ทางผลกรรมกับหานเจวี๋ย!’
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตเผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาในทันที เขายกฝ่ามือฟาดออกไป พลังกดดันอันน่าหวาดกลัวพุ่งลงจากฟ้า กดทับจนจี้เซียนเสินหมอบลงไปในทันที
จี้เซียนเสินตื่นตกใจ เหลือบสายตามองไปทางจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต และกล่าวด้วยโทสะว่า “ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไร”
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหนีออกจากวังกษิติครรภ์มาได้ จี้เซียนเสินกำลังคิดจะตั้งใจฝึกบำเพ็ญสักช่วงเวลาหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าจะถูกคนโจมตีเข้าอีก
‘ถือดีอะไรกัน!’
เพลิงโทสะลุกไหม้ในใจจี้เซียนเสิน เขายอมรับว่าไม่เคยทำเรื่องผิดมนุษยธรรมมาก่อน และก็ไม่เคยล่วงเกินผู้ใดด้วย แล้วอาศัยสิ่งใดถึงมักจะมีผู้ที่มาหาเรื่องเขา
“เจ้ารู้จักเขาหรือไม่”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตยกมือขึ้น อาศัยพลังเวทของตัวเองสร้างภาพจำลองหานเจวี๋ยขึ้นมา
เมื่อจี้เซียนเสินเห็นหานเจวี๋ยก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้ ถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ “ท่านหาเขาอยู่หรือ”
“ใช่ ข้าจะฆ่าเขา บอกข้ามาเขาหลบอยู่ส่วนไหนของยมโลก”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตกดสายตาจ้องมองจี้เซียนเสินและเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเฉยเมย
จี้เซียนเสินโกรธเดือดดาล หานเจวี๋ยเป็นหนึ่งในสหายของเขาที่มีไม่มากนัก ไหนเลยเขาจะยอมให้คนอื่นไล่ฆ่าสหายของเขาได้
จี้เซียนเสินพลันพุ่งทะยานขึ้นไปทันที แขนทั้งสองกางออก อัสนีสีดำนับไม่ถ้วนประสานสลับกันไปมารอบตัวเขา เขาดูคล้ายกับเทพอัสนีที่มาจากบรรพกาล ยโสโอหังอย่างยิ่ง ดุดันอย่างถึงขีดสุด
จี้เซียนเสินกวาดมือไปทางจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตอย่างไม่พูดพร่ำทำเพลง
ตู้ม!
เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นจากฟากฟ้า อานุภาพประดุจอัสนีบาตรฟาดเปรี้ยงๆ ลงมาในฉับพลัน ราวกับฟ้าถล่มสังหารไปทางจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตยิ้มเหยียดหยาม ยกมือขวาขยี้ผ่านอากาศจนอัสนีจำนวนมากสลายไป
“เป็นแค่เซียนทองไท่อี่ก็กล้าสู้กับข้าอย่างนั้นหรือ”
เสียงหัวเราะของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตหยิ่งทระนงถึงเพียงนั้น เต็มไปด้วยการเหยียดหยาม
“ดีเลย ลงมือประหารเจ้าก่อน ให้เจ้าได้สัมผัสจุดจบของการล่วงเกินข้า!”
รอยยิ้มของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตเปลี่ยนเป็นดุร้าย เมื่อนึกถึงว่าหานเจวี๋ยแอบสาปแช่งตนเอง ไฟโทสะก็ลุกโหมกระหน่ำ ไม่อาจยับยั้งได้
จี้เซียนเสินสีหน้าเยือกเย็น เขาพุ่งเข้าไปสังหารจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตในทันที
ศึกใหญ่ก็ระเบิดขึ้นด้วยประการฉะนี้!
……
เหนือแดนปรโลก เสี้ยววิญญาณของหานเจวี๋ยเดินไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย
“แปลกนัก เหตุใดช่วงนี้เจ้าอีกาเหม็นนั่นถึงไม่แผดเสียงร้องคำรามอีก”
หานเจวี๋ยแปลกใจ ก่อนหน้านี้เขามักจะได้ยินเสียงร้องคำรามของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตอยู่ตลอด ทว่าช่วงนี้กลับไม่ได้ยิน
‘หรือเจ้าหมอนี่จะพบเจอเรื่องอะไรเข้า’
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น เขาพลันรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของการสู้รบที่ทรงอานุภาพ
ดวงตาเขาเป็นประกาย
‘จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต!
ในที่สุดก็หาเจ้าพบแล้ว!
ต่อไปข้าจะทำให้เจ้ารู้ว่าอะไรคือความโหดเหี้ยมที่แท้จริง!’
หานเจวี๋ยรีบติดต่อร่างจริง เพื่อให้ร่างจริงรีบมาโดยไว
ส่วนเขากลับเดินหน้าไปดูว่าเป็นผู้ใดกันแน่ที่ต่อสู้กับจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต
พื้นดินด้านหน้าระเกะระกะไปทั้งแถบ หมอกครึ้มวนเป็นเกลียว ดูคล้ายควันปืนหมุนเป็นเกลียวลอยวนขึ้นไป พื้นดินแตกแยก เกิดรอยร้าวนับไม่ถ้วน กลายเป็นหุบเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง บนท้องฟ้าก็มีเปลวเพลิงลุกไหม้คุโชน
กลางอากาศ
มือข้างหนึ่งของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตจับศีรษะของจี้เซียนเสินไว้ และยกเขาค้างไว้กลางอากาศก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม “พลังของปรมาจารย์มาร มิน่าเล่าเจ้าถึงกล้าลงมือกับข้า แต่น่าเสียดาย ร่างกายของเจ้านี้อ่อนแอเกินไป ปรมาจารย์มารก็ช่วยเจ้าไม่ได้!”
จี้เซียนเสินที่เลือดเต็มกายกัดฟันกรอด จ้องมองจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตด้วยความโมโห ยามนี้เขาไม่มีแม้แต่แรงที่จะขยับเขยื้อน
พลังห่างชั้นเกินไปนัก
ห่างชั้นเสียจนความมั่นใจของจี้เซียนเสินถูกเหยียบย่ำแหลกสลาย
ควันดำสายหนึ่งพุ่งขึ้นจากศีรษะของจี้เซียนเสิน รวมตัวกันเป็นเงาร่างวิญญาณสายหนึ่ง ก่อนกล่าวออกมาว่า “เผ่าเทพอีกาทอง ท่านจะเป็นศัตรูกับเผ่ามารจริงๆ หรือ”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตยิ้มกล่าวเหยียดหยาม “เผ่ามารนับเป็นสิ่งใดกัน ก็แค่หนูข้างถนนเท่านั้น! บอกข้ามา เจ้าสุนัขนั่นอยู่ที่ใดกันแน่”
จี้เซียนเสินยกมือขวาขึ้นอย่างยากลำบาก คิดอยากจะสะบัดฝ่ามือตบหน้าจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต เมื่อจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตเผยแววตาเยือกเย็น เพลิงแท้สุริยะก็ลุกไหม้ที่แขนขวาของจี้เซียนเสินทันที
“อ๊ากกกกกก…”
ความเจ็บปวดลึกถึงวิญญาณทำให้จี้เซียนเสินแผดร้องออกมาอย่างน่าอนาถ น่าเวทนาอย่างถึงขีดสุด
บทที่ 295
มองเห็นจี้เซียนเสินเจ็บปวดอย่างถึงขีดสุด จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตก็เผยสีหน้ามีความสุขออกมา
“น่าเสียดาย หากเจ้าเป็นเจ้าสุนัขตัวนั้น ข้าจะยิ่งมีความสุขมากกว่านี้!”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตกล่าวยั่วเย้าด้วยรอยยิ้ม
เงาร่างวิญญาณกล่าวอย่างเดือดดาล “เผ่าเทพอีกาทอง พวกเจ้าจะต้องชดใช้!”
มือซ้ายของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตกวาดเพียงครั้งเดียว ก็ขับไล่เงาร่างวิญญาณนั้นออกไปในทันที
เขาเตรียมที่จะดึงวิญญาณของจี้เซียนเสินออกมา เพื่อเรียกความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ย
เขาก็ไม่เชื่อว่าจะหาหานเจวี๋ยไม่พบ!
เมื่อนึกถึงว่าตนเองถูกเจ้าสุนัขนั่นสาปแช่งจนพลังลดไปหนึ่งระดับใหญ่ ดวงตาของเขาก็แดงก่ำขึ้นมา
ขณะนั้นเอง กลิ่นอายที่คุ้นเคยสายหนึ่งเข้ามาใกล้
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตหันหน้าไปมอง เห็นเพียงเสี้ยววิญญาณของหานเจวี๋ยที่บินลอยเข้ามา
เขาเผยรอยยิ้มดีใจออกมาในทันที จากนั้นรอยยิ้มก็แปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็น
ในที่สุดก็พบแล้ว!
หานเจวี๋ยเอ่ยปากขึ้นมาก่อนว่า “เจ้าอีกาเหม็น ปล่อยเขาเสีย พุ่งเป้ามาที่ข้า”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตบีบเค้นศีรษะของจี้เซียนเสินจนระเบิดออก เลือดเนื้อกระเด็นกระจัดกระจายไปทั่ว ในมือยังจับวิญญาณของจี้เซียนเสินไว้อยู่
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “หากเจ้าฆ่าเขา ร่างจริงของข้าจะไม่มาอีก เจ้าก็จงหาต่อไปเถิด!”
ได้ยินเช่นนี้ จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาปล่อยวิญญาณของจี้เซียนเสินออก
หานเจวี๋ยกวักมือดูดวิญญาณของจี้เซินเสินเข้ามาในมือ
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตมองจ้องหานเจวี๋ย และถามขึ้นว่า “ในที่สุดเจ้าก็อดที่จะปรากฏตัวไม่ได้แล้วหรือ”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างสงบ “ไม่ใช่ว่าเจ้าตามหาข้ามาโดยตลอดหรืออย่างไร”
วิญญาณของจี้เซียนเสินอ่อนแรงอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เขามองไปทางหานเจวี๋ยอย่างยากลำบาก และกล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรง “รีบไป…เจ้าไม่ใช่…”
หานเจวี๋ยกล่าวเบาๆ “ไม่ต้องพูด พักผ่อนก่อน ให้ข้าจัดการเขาเอง”
จี้เซียนเสินนิ่งอึ้งไป มองเห็นหานเจวี๋ยที่สงบเช่นนี้ ความตื่นตระหนกในใจก็สงบลงอย่าน่าประหลาด
‘จริงสิ เจ้าหมอนี่ขี้ขลาดตาขาวถึงเพียงนี้ หากไม่มีความมั่นใจไหนเลยจะกล้าปรากฏกาย เพียงแต่…’
จี้เซียนเสินมองไปทางจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตอย่างอดไม่ได้ เห็นเพียงใบหน้าเจ้าหมอนั่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มดูแคลน ไม่เก็บพวกเขามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
ความโกรธคุกรุ่นขึ้นในใจของจี้เซียนเสินทันที ความโกรธแค้นปกคลุมหัวใจ ที่เขาโกรธที่สุดไม่ใช่จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต แต่กลับเป็นตัวเอง
เขาอ่อนเกินไป!
เขาอ่อนแอเกินไป!
คาดไม่ถึงว่าเขาจะหวาดกลัวฝ่ายตรงข้าม!
“เหตุใดเด็กเช่นเจ้าถึงไม่หลบอยู่ในที่มืดแล้วสาปแช่งข้าต่อเล่า” จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตถามด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
หานเจวี๋ยลอบตกใจ เจ้าหมอนี่รู้ได้อย่างไรกัน
ไม่ถูกสิ!
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์และจักรพรรดิปีศาจยังไม่รู้ว่าเป็นเขา แล้วจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตรู้ได้อย่างไร
หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความตกตะลึง “เจ้าก็ถูกสาปแช่งหรือ”
เขาเผยรอยยิ้มออกมาและกล่าวยั่วเย้า “เช่นนั้นข้าก็สบายใจ ที่แท้ไม่ใช่ข้าคนเดียวที่ถูกสาปแช่ง”
ได้ยินเช่นนี้ จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตก็ขมวดคิ้วถาม “ไม่ใช่เจ้า เจ้าก็ถูกสาปแช่งหรือ”
หานเจวี๋ยยักไหล่กล่าว “เจ้าไม่เคยได้ยินชื่อเจ้าแดนต้องห้ามอันธการหรือ เจ้าแดนต้องห้ามอันธการลอบสาปแช่งกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ในปวงสวรรค์หมื่นโลกาอยู่ในที่มืด เจ้ากับข้าล้วนเป็นจักรพรรดิเซียน อาจถูกจับจ้องแล้วก็ได้กระมัง”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตขมวดคิ้วมุ่นยิ่งกว่าเดิม
“ก็จริง เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า จะอาศัยเหตุผลอันใดมาสาปแช่งข้าจนพลังลดไปหนึ่งระดับใหญ่ๆ ได้” จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตคิดอย่างเงียบๆ
เขาเป็นเพียงจักรพรรดิเซียน แม้แต่หนังสือแห่งความโชคร้ายยังคำนวณไม่พบ ย่อมคำนวณไม่ถึงหานเจวี๋ย เขาก็เพียงแค่คาดเดาเท่านั้น
ยามนี้ดูแล้ว เหมือนว่าไม่ใช่หานเจวี๋ยที่สาปแช่งเขา
‘เจ้าแดนต้องห้ามอันธการที่น่าขยะแขยงนั่น ข้าจดจำเจ้าไว้แล้ว!’
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตคิดเงียบๆ สายตาของเขายังคงจ้องนิ่งไปทางหานเจวี๋ย
ตอนนี้อย่าเพิ่งไปสนใจเจ้าแดนต้องห้ามอันธการเลย ภารกิจเร่งด่วนในตอนนี้คือสังหารเจ้าสุนัขนี่เสีย!
ไม่นาน เงาร่างหนึ่งก็พุ่งมาจากขอบฟ้า
นั่นก็คือร่างจริงของหานเจวี๋ย
ในมือของหานเจวี๋ยถือกระบี่พิพากษาอนธการเหินมาตรงหน้าเสี้ยววิญญาณ เขาดูดซับวิญญาณเข้าไป จากนั้นเดินผ่านอากาศก้าวเข้ามาหาจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตอย่างช้าๆ
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ที่จริงแล้วข้ากับเจ้าเดิมทีก็ไม่ได้มีความอาฆาตแค้นอันใดต่อกัน เหตุใดเจ้าจึงไล่ล่าข้าไม่เลิก”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตมองหานเจวี๋ยอย่างเหยียดหยาม เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เจ้ากลัวหรือ”
“กลัวมากจริงๆ ไม่ทราบว่าจะสามารถ…”
“ไม่ได้! ข้าจะต้องฆ่า…”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตตะคอกอย่างรุนแรง แต่เขายังพูดไม่ทันจบหานเจวี๋ยก็ลงมือในฉับพลัน
หานเจวี๋ยฟันออกไปหนึ่งกระบี่ ฟ้าดินในยมโลกก็ปรากฏแถบแพรขาวขึ้นมาหนึ่งเส้น แฉลบผ่านจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต และผ่าทะเลหมอกกลางท้องฟ้าออกเป็นสองส่วน
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตเบิกตาโพลง กายเนื้อสั่นสะท้าน
ปราณกระบี่นี้!
พริบตานั้น กายเนื้อของเขาระเบิดในฉับพลัน ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนประดุจดังดาบวายุทำลายวิญญาณของเขา
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตรีบสำแดงวิชาต้านทานในทันที แต่เพิ่งประสบกับคำสาปไม่นาน เดิมทีก็ตกอยู่ในสภาพบาดเจ็บอยู่แล้ว ไม่มีพลังต่อต้านปราณกระบี่ของหานเจวี๋ยเลยแม้แต่น้อย
ยอดปราณกระบี่!
นี่ก็คือพลังวิเศษใหม่ของหานเจวี๋ย!
อาศัยความเร็วขีดสุดนำปราณกระบี่โจมตีเข้าไปในร่างของศัตรู แล้วอาศัยมหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่คุมขังศัตรูเอาไว้ อาศัยพลังระเบิดปราณกระบี่ของไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิบีบอัดให้อยู่ในขอบเขตเล็กๆ และทำลายศัตรูอย่างบ้าคลั่ง
“แย่แล้ว! แบกรับไม่ไหว!”
สีหน้าของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตแปรเปลี่ยนอย่างมากมาย ความหวาดกลัวที่ไม่เคยมีมาก่อนครอบคลุมจิตใจของเขา
ไม่นะ…
วิญญาณเทพของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตถูกยอดปราณกระบี่ทำลายล้างในทันที!
ระหว่างขั้นตอนนี้ ความจริงแล้วใช้เวลาไม่ถึงครึ่งอึดใจเท่านั้น จี้เซียนเสินยังไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้น กายและวิญญาณของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตก็สลายไปแล้ว
หานเจวี๋ยถอนหายใจยาวออกมาคราหนึ่ง
หากจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตยังมีตบะจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏอยู่ ยอดปราณกระบี่ของหานเจวี๋ยต้องใช้เวลาอีกสักพักถึงสังหารเขาได้อย่างเด็ดขาด
โชคดีที่พลังของเจ้าหมอนี่เพิ่งลดไปหนึ่งระดับ ไม่เพียงแค่ตบะถดถอยเท่านั้น พลังเวทยังเหือดแห้งอยู่บ้าง
ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตไม่มีสิทธิ์ที่จะมารับมือกับพลังวิเศษระดับเทพของหานเจวี๋ยได้เลย
ไม่เพียงเท่านี้ ยอดปราณกระบี่เองยังเป็นพลังวิเศษแห่งกรรม ฟันสังหารจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตแล้ว เผ่าอีกาทองก็คำนวณไม่ได้ว่ามือสังหารเป็นผู้ใด
หานเจวี๋ยรีบพาจี้เซียนเสินหนีหายไปจากขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
……
ขอบเขตบริเวณรอบๆ ปรโลก
หานเจวี๋ยวางจี้เซียนเสินลง ใช้พลังเวทของตนเองช่วยเขาปั้นกายเนื้อขึ้นมาใหม่
จี้เซียนเสินยังตกอยู่ในสภาพล่องลอย
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตที่เหมือนจะไร้คู่ต่อกรถูกเฉาเชาสังหารภายในเสี้ยววินาทีหรือ เป็นไปได้อย่างไรกัน!
จี้เซียนเสินรู้สึกว่าทั้งหมดนี้ราวกับฝันตื่นหนึ่ง
หานเจวี๋ยเอ่ยปากถามว่า “เหตุใดเจ้าถึงไม่อยู่ในวังสวรรค์ดีๆ”
จี้เซียนเสินได้สติกลับมา กล่าวอย่างขมขื่นว่า “ข้าอยากจะแสวงหาพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เฮ้อ!”
เสียงถอนหายใจนี้แฝงไปด้วยความไม่ยินยอมและเสียใจอย่างไร้ที่สิ้นสุด
หานเจวี๋ยหมดวาจาจะโต้ตอบ
ได้แต่กล่าวว่าจี้เซียนเสินโชคไม่ดี
“หลังจากนี้เจ้ามีแผนอย่างไร” หานเจวี๋ยถาม
เขาอยากรับจี้เซียนเสินเข้าสำนักซ่อนเร้น แต่เห็นได้ชัดว่าเจ้าหมอนี่ไม่ใช่ผู้ที่มุมานะบำเพ็ญ ไม่แน่ว่าอาจจะเปิดเผยตำแหน่งของเกาะสำนักซ่อนเร้นได้
จี้เซียนเสินกล่าวด้วยแววตาเยือกเย็น “พระกษิติครรภ์ยืนยันหนักแน่นว่าข้าคือผู้ฝ่าเคราะห์ ทรมานข้า หมิ่นประมาทข้า เช่นนั้นข้าก็จะเป็นผู้ฝ่าเคราะห์ ข้าจะเข้าร่วมเคราะห์ ข้าจะช่วงชิงดวงชะตา ข้าจะรวบรวมปวงสวรรค์ให้เป็นหนึ่ง!”
หานเจวี๋ยฟังออกว่าน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยจิตสังหาร หัวใจมุมานะ ดูท่าคงจะเกลี้ยกล่อมเขาได้ยาก
บรรยากาศเงียบสงัดตามลงมา
จี้เซียนเสินหันหน้ามาถามว่า “เฉาเชา ตอนนี้เจ้ามีตบะระดับใดแล้ว จักรพรรดิเซียนหรือ”
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้าเล็กน้อย
จี้เซียนเสินเจ็บปวดใจ
ระยะห่างระหว่างพวกเขาไม่เพียงแต่จะไม่ลดลง แต่กลับเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
เฉาเชาลึกล้ำจนไม่อาจคาดเดาได้จริงๆ!
ไม่ได้!
ข้าไม่อาจจิตใจห่อเหี่ยวได้!
จี้เซียนเสินถามด้วยสายตาแวววาวว่า “ไม่สู้เจ้ากับข้าร่วมมือกันผลักดันแดนเซียน ช่วงชิงดวงชะตา อยู่เหนือเวไนยสัตว์ เช่นนั้นไม่ดีหรอกหรือ”