276-280
บทที่ 276
“พิสูจน์สิ”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ เหตุผลที่เขาปล่อยให้พุทธะอาภรณ์ขาวเข้ามานั้นก็เพราะสัมผัสได้ว่าพุทธะอาภรณ์ขาวกำลังจะก้าวสู่ระดับจักรพรรดิแล้ว เช่นนั้นจึงอยากใช้จอมปีศาจคุกรัตติกาลมาข่มขวัญพุทธะอาภรณ์ขาวให้ตื่นตระหนก
พุทธะอาภรณ์ขาวกล่าวว่า “ช่วงเวลานี้ข้าต้องมุ่งหน้าไปห้วงอากาศว่างเปล่า เพื่อเลี่ยงไม่ให้เดือดร้อนถึงโลกมนุษย์ แต่ข้ากลัวว่า…”
หานเจวี๋ยเอ่ยขัดขึ้นว่า “เจ้าพยายามพิสูจน์จักรพรรดิให้เต็มที่เถิด ขอเพียงอยู่ไม่ห่างจากโลกเขย่าพิภพ ข้าก็สามารถดูแลเจ้าได้!”
พุทธะอาภรณ์ขาวรู้สึกประหลาดใจขึ้นมาทันที รีบโขกศีรษะขอบคุณหานเจวี๋ยเป็นพัลวัน
“หลังจากนี้เจ้าก็ถือว่าเป็นศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นแล้ว เป็นอย่างไร” หานเจวี๋ยจ้องมองพุทธะอาภรณ์ขาวพลางเอ่ยถาม
พุทธะอาภรณ์ขาวรีบรับปากทันที “นับจากนี้ไป ข้าก็คือศิษย์ของสำนักซ่อนเร้น สำนักพุทธนิกายฉ่านอะไรนั่น หากล่วงเกินผู้อาวุโส ล้วนเป็นศัตรูของข้าทั้งสิ้น!”
หานเจวี๋ยยกยิ้มอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็โบกมือเป็นการบอกให้เขาออกไปได้
รอให้พุทธะอาภรณ์ขาวพิสูจน์จักรพรรดิสำเร็จแล้ว สำนักซ่อนเร้นก็จะมีจักรพรรดิเซียนถึงสองคน!
ในแดนเซียน ก็ยังถือว่าเป็นอิทธิพลใหญ่ฝ่ายหนึ่ง
หานเจวี๋ยเริ่มตรวจดูผู้แข็งแกร่งที่อยู่ระแวกใกล้เคียงโลกเขย่าพิภพ โชคดีที่ที่ไม่มีศัตรูที่แข็งแกร่ง
ในเมื่อไม่มีศัตรูแข็งแกร่ง เช่นนั้นเขาก็สามารถฝึกบำเพ็ญได้อย่างสบายใจ
พุทธะอาภรณ์ขาวมุ่งหน้าสู่ห้วงอากาศว่างเปล่า เริ่มเข้าฌาน เขาไม่ได้ฝ่าด่านเคราะห์ในทันที หากแต่ต้องเตรียมตัวสักระยะหนึ่ง
หลายเดือนต่อมา
ตี้ไท่ไป๋ติดต่อหานเจวี๋ยผ่านป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยเชื่อมต่อพลังจิต ทว่ายังไม่ทันเอ่ยปาก ตี้ไท่ไป๋ก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! เผ่าเทพอีกาทองกลับสนับสนุนวังปีศาจ เริ่มกวาดล้างโลกมนุษย์ที่อยู่ภายใต้วังสวรรค์ มีโลกมนุษย์หลายสิบแห่งที่ถูกเผ่าเทพอีกาทองทำลายล้างไปแล้ว เจ้าต้องระวังหน่อย หากไม่ไหวจริงๆ เจ้าสามารถมาที่วังสวรรค์ได้!”
เผ่าเทพอีกาทอง?
หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “วังปีศาจรวมกับเผ่าเทพอีกาทองก็สามารถกวาดล้างปวงสวรรค์หมื่นโลกาได้หรือ”
ตี้ไท่ไป๋กล่าวอย่างจนปัญญาว่า “แดนเซียนมีเผ่าพันธุ์มากมายที่เป็นของเผ่าปีศาจ พวกปีศาจประหลาดก็มีจำนวนมากกว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ คิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิปีศาจจะลอบร่วมมือกับหลายเผ่าพันธุ์มากมายเพียงนั้น ดูท่าคงแอบวางแผนชั่วไว้เสียนานแล้ว!”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เผ่าเทพอีกาทองก็แข็งแกร่งมากทีเดียว!
ยามที่เกิดศึกใหญ่ของพวกวังเทพก่อนหน้านี้ จะแข็งแกร่งเพียงใดกัน
หานเจวี๋ยอดที่จะนึกถึงแม่ของอีกาทองสองตัวนั้นและตี้หงเย่ขึ้นมาไม่ได้
ก็ไม่รู้ว่าพอจะหลีกเลี่ยงเผ่าเทพอีกาทองโดยอาศัยความสัมพันธ์นี้ได้หรือไม่
“ขอบคุณผู้อาวุโสมากที่กล่าวเตือนข้า แต่ข้าต้องอยู่ปกป้องโลกเขย่าพิภพ!”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง การไปวังสวรรค์นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ตลอดชีวิตนี้ล้วนเป็นไปไม่ได้
การสร้างปัญหาในวังสวรรค์เป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง มีแต่ผีสางเท่านั้นที่รู้ว่ามีผู้ที่อยากได้ความสำเร็จนี้มากมายเพียงใด การอยู่ในวังสวรรค์นั้นเป็นอันตรายจริงๆ
“เช่นนั้นเจ้าต้องระวังให้มาก ฝ่าบาทออกจากวังสวรรค์ไปได้ระยะหนึ่งแล้ว ไม่รู้ว่าจะกลับมาเมื่อใด เฮ้อ เท่านี้ก่อนแล้วกัน!”
ตี้ไท่ไป๋รีบตัดการติดต่อพลังจิตอย่างรวดเร็ว
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินว่าจักรพรรดิสวรรค์จากไป ก็อดที่จะกังวลไม่ได้
คงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรอกกระมัง?
เขารีบเรียกดูกล่องจดหมายเพื่อตรวจสอบในทันที
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากตี้หงเย่สหายของท่าน]
[ไท่ซู่เทียนสหายของท่านมาถึงเขาเทพปู้โจว]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากแม่ทัพสวรรค์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีได้หลี่เสวียนเอ้าศัตรูของท่านช่วยชีวิตไว้]
[ผานซินสหายของท่านถูกผู้ทรงพลังโยนลงสู่แดนชำระบาปไร้ขอบเขต]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านออกจากแดนเซียน]
[ซูฉีศิษย์ของท่านออกจากแดนเซียน]
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง] x7
…
จักรพรรดิสวรรค์ถูกโจมตีจริงๆ ด้วย!
ยอดแม่ทัพเทพก็ยังถูกโจมตีจากตี้หงเย่ เหตุใดถึงรู้สึกว่าวังปีศาจกำลังพุ่งเป้ามาที่วังสวรรค์เล่า
วังเทพกับสำนักพุทธยังคงไร้ความเคลื่อนไหว?
หานเจวี๋ยเลื่อนสายตาอ่านลงมา หลังจากเห็นว่าจักรพรรดิเทพกระบี่เผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังของเผ่าปีศาจ ก็พลันเบาใจลงทันที
ในเมื่อวังเทพเองก็ถูกโจมตีไม่ต่างกัน เช่นนั้นก็ยังดี
หานเจวี๋ยกลัวว่าหมื่นโลกาจะปิดล้อมโจมตีวังสวรรค์ หากเป็นเช่นนั้นล่ะก็ วังสวรรค์ต้องไม่สามารถต้านทานได้แน่
อันตรายเกินไปแล้ว!
นี่ก็คือมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตหรือ
หากเขาเป็นต้าหลัว ก็คงไม่ต้องกังวลใจมากมายเพียงนี้
ยังอ่อนแอเกินไป
หานเจวี๋ยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ไม่คิดให้มากความอีก บำเพ็ญตบะต่อไป
…
แปดปีต่อมา พุทธะอาภรณ์ขาวเริ่มฝ่าด่านเคราะห์
เคราะห์ของจักรพรรดิเซียนนั้นน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกเขย่าพิภพก็ล้วนสามารถสัมผัสได้
อาณาเขตที่เมฆสายฟ้าเคราะห์จักรพรรดิปกคลุมนั้นใหญ่กว่าโลกเขย่าพิภพนัก โชคดีที่อานุภาพสวรรค์เพียงแค่ทำให้สรรพสิ่งทั้งหมดไม่สงบสุข ทว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของสรรพสิ่งเหล่านั้น
หานเจวี๋ยมองไปยังห้วงอากาศว่างเปล่า ลอบตกตะลึงกับตัวเอง
นี่ก็คือเคราะห์สวรรค์ของระดับจักรพรรดิหรือ?
น่ากลัวเกินไปแล้วกระมัง!
สัมผัสได้ว่าจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏทั่วไปก็ยังยากที่จะรับได้!
ดูท่าพุทธะอาภรณ์ขาวคงต้องทนทุกข์เสียแล้ว
หานเจวี๋ยลอบคิดอย่างเงียบๆ อานุภาพของเคราะห์จักรพรรดินั้นยิ่งใหญ่เกินไป และไม่รู้ว่าจะดึงดูดผู้ทรงพลังมาหรือไม่
ได้แต่ภาวนาว่าศัตรูของพุทธะอาภรณ์ขาวจะมีไม่มากนัก
ครึ่งปีต่อมา
เคราะห์จักรพรรดิยังคงดำเนินต่อไป
เงาร่างสองสายบินออกมาจากจุดสิ้นสุดของห้วงอากาศว่างเปล่า เขาก็คือมู่หรงฉี่และซูฉีนั่นเอง
ทั้งสองลงมายังโลกมนุษย์เหมือนกัน พบกันระหว่างทาง จึงเดินทางกลับมาด้วยกัน
“ข้างหน้ามีคนฝ่าด่านเคราะห์!”
จู่ๆ มู่หรงฉี่ก็พูดขึ้น ยกมือขึ้นห้ามซูฉีไว้
ซูฉีหยุดลง ทอดสายตามองไป ปลายทางของห้วงอากาศว่างเปล่าเคราะห์สสวรรค์แผดเสียงคำราม อสนีสีม่วงและสีทองแปลกประหลาดจำนวนนับไม่ถ้วนส่องประกายพริบพราว ตระการตาอย่างถึงที่สุด
“นี่มันขอบเขตพลังใดกัน แรงกดดันนี่…” ซูฉีเอ่ยถามดวงตาเบิกกว้าง
มู่หรงฉี่สีหน้าหนักอึ้ง กล่าวว่า “จักรพรรดิเซียน! คนผู้นี้ก็คือพุทธะอาภรณ์ขาวจากสำนักพุทธ!”
เมื่อซูฉีได้ยินเช่นนี้ ก็ถามอย่างเคร่งเครียดว่า “จักรพรรดิเซียนกำลังฝ่าด่านเคราะห์อย่างไร้ความกลัวเกรงอยู่ที่นี่ เช่นนั้นโลกมนุษย์จะเป็นอย่างไร”
หัวใจของเขาจมลงสู่ก้นบึ้ง
มู่หรงฉี่ก็เริ่มกังวลขึ้นมาแล้วเช่นกัน
ทั้งสองรีบอ้อมไปในทันใด เข้าสู่โลกเขย่าพิภพอย่างรวดเร็ว
เมื่อพบว่าในโลกมนุษย์ไร้ภัยพิบัติ พวกเขาจึงรีบร้อนมุ่งหน้าไปที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน
ด้วยตบะของพวกเขาในยามนี้ เพียงไม่นานก็มาอยู่ใต้ต้นฝูซังแล้ว
“ท่านอาจารย์เล่า ข้าต้องการพบท่านอาจารย์ ด้านนอกมีจักรพรรดิเซียนกำลังฝ่าด่านเคราะห์!”
ซูฉีเอ่ยเสียงร้อนรน กล่าวพลางตั้งท่าจะไปที่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน
มู่หรงฉี่พลันคว้าเขาเอาไว้ ทำให้ซูฉีเอ่ยขึ้นอย่างกรุ่นโกรธ “ขวางข้าด้วยเหตุใดอีก”
มู่หรงฉี่สูดหายใจเข้าลึกๆ กล่าวว่า “น่าจะไม่เป็นไรแล้ว ข้างๆ ก็มีจักรพรรดิเซียนอยู่คนหนึ่ง”
ซูฉีอดหันไปมองไม่ได้ เพียงปราดเดียวก็เห็นจอมปีศาจคุกรัตติกาลที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่
จอมปีศาจคุกรัตติกาลลืมตาขึ้นข้างหนึ่ง กล่าวเย้ยหยันขึ้นว่า “ข้าก็นึกว่าผู้ใด ที่แท้ก็เป็นจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินนี่เอง”
คิดไม่ถึงว่าเป็นเทพสงครามจริงๆ!
ก่อนหน้านี้ได้ยินสวินฉางอันกล่าวโอ้อวดว่าศิษย์ของตนเป็นถึงเทพสงครามกลับชาติมาเกิด เขายังไม่สนใจด้วยซ้ำ เทพสงครามที่แท้จริงล้วนเป็นพวกบุตรแห่งสวรรค์ แล้วจะยอมมาเป็นศิษย์ของเจ้าได้หรือ
ทว่ากลับคิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง!
อีกทั้งเทพสงครามผู้นี้ยังเคยอวดศักดาสั่นสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วแดนเซียนเสียด้วย!
มู่หรงฉี่ขมวดคิ้วเอ่ยถามว่า “เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่”
“เหอะ ข้าเข้าร่วมกับสำนักซ่อนเร้นแล้ว!” จอมปีศาจคุกรัตติกาลกล่าวอย่างลำพอง
ยามที่มู่หรงฉี่แข็งแกร่ง จอมปีศาจคุกรัตติกาลก็ต้องแหงนหน้ามอง
เวลาผ่านไปหลายปีเพียงนี้ มู่หรงฉี่กลับชาติมาเกิดเพื่อบำเพ็ญใหม่อีกครั้ง และเขาก็เป็นจอมปีศาจของวังปีศาจแล้ว
ไม่สิ สถานะของจอมปีศาจของวังปีศาจได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ซูฉีตกตะลึง
จักรพรรดิเซียนเข้าร่วมกับสำนักซ่อนเร้น?
มู่หรงฉี่เอ่ยถามตามมาในทันที “พุทธะอาภรณ์ขาวก็เข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นด้วยหรือ”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลแค่นเสียงคราหนึ่ง และกล่าวว่า “น่าจะใช่กระมัง”
เขารู้สึกดูแคลนพุทธะอาภรณ์ขาวอยู่บ้าง
มู่หรงฉี่และซูฉีตกตะลึง
นี่เพิ่งจะกี่ปีเอง สำนักซ่อนเร้นก็มีจักรพรรดิเซียนถึงสองคนแล้วหรือ
ช้าก่อน!
หานเจวี๋ยเล่าแข็งแกร่งเพียงใด
“พวกเจ้าเข้ามาเถิด”
เสียงของหานเจวี๋ยดังลอยมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ทั้งสองรีบเดินเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หลังจากเข้ามาแล้ว พวกเขารีบคุกเข่าลงคารวะต่อหน้าหานเจวี๋ย
อู้เต้าเจี้ยนมองพวกเขาด้วยความแปลกใจ ไม่ใช่ว่าพวกเขาสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ไปแล้วหรอกหรือ เหตุใดถึงกลับมาอีกเล่า
หานเจวี๋ยเองก็สงสัยเช่นเดียวกัน เอ่ยถามว่า “มหาเคราะห์ก็ใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว?”
มู่หรงฉี่กล่าวทอดถอนใจ “พวกเรายังเป็นห่วงสำนักซ่อนเร้น ไม่คิดว่าเดิมทีสำนักซ่อนเร้นก็ไม่ต้องการให้พวกเราคุ้มครองเลยด้วยซ้ำ”
ซูฉีกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “แต่ข้ากลับไม่ได้คิดเช่นนั้น ที่ข้ากลับมาก็เพื่อขอลี้ภัย”
บทที่ 277
หานเจวี๋ยมองซูฉี ทุกอย่างตกเข้าสู่ในความเงียบ
หลังจากก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิเซียนแล้ว หายเจวี๋ยก็สามารถสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของความโชคร้าย
ความโชคร้ายที่อยู่บนร่างซูฉีนั้นรุนแรงเกินไปจริงๆ!
แข็งแกร่งกว่าสิ่งมีชีวิตใดที่เขาเคยพบเจอมา
ความโชคร้ายแตกต่างจากแรงกรรม ถึงแม้แรงกรรมจะน่าหวาดกลัว แต่ยังห่างไกลจากความโชคร้ายอยู่หลายโข ความโชคร้ายนั้นทำให้คนขนลุกขนพอง
ซูฉีถูกเขามองจนรู้สึกกระดากใจ
หรือว่าท่านอาจารย์จะไม่พอใจเขา?
ก็จริง
อาจารย์ส่งเขาเข้าไปที่วังเทพ ยังไม่ทันที่อาจารย์จะได้ไปเขาก็หนีกลับมาเสียแล้ว
ซูฉีพูดอย่างเคอะเขิน “ท่านอาจารย์ ข้าไร้ความสามารถ ได้โปรดลงโทษข้าเถิด!”
หานเจวี๋ยดึงสติกลับมา เอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ต่อไปพวกเจ้าก็อยู่บำเพ็ญตบะบนเขานี่แหละ มหาเคราะห์ใกล้มาเยือนแล้ว ทุกคนในสำนักซ่อนเร้นควรร่วมใจกันเลี่ยงเคราะห์”
ซูฉีพยักหน้า
มู่หรงฉี่ถามด้วยความสงสัยว่า “อาจารย์ปู่ จอมปีศาจคุกรัตติกาลและพุทธะอาภรณ์ขาวเข้าร่วมกับพวกเราด้วยความจริงใจหรือไม่”
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “นานวันไปเห็นใจคน รอดูก่อนเถิด แต่ในโลกเขย่าพิภพ พวกเขาไม่กล้ามาวุ่นวายหรอก”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มู่หรงฉี่ก็เกิดความเคารพเกรงใจต่อเขา
อาจารย์ปู่แข็งแกร่งเพียงใดกันแน่
จักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ?
ผู้ทรงพลังระดับเทพ?
หรือต้าหลัวในตำนานที่ไม่มีอยู่จริง?
หานเจวี๋ยถามไถ่ทุกข์สารทุกข์สุกดิบของพวกเขาในช่วงนี้พอเป็นพิธี ก่อนจะให้พวกเขาออกไปหาที่ฝึกบำเพ็ญ
ศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นเคยชินกับการฝึกบำเพ็ญที่ใต้ต้นฝูซัง เพราะที่นั่นเป็นจุดที่มีไอเซียนหนานแน่นที่สุด
หลังจากที่ทั้งสองออกไปแล้ว หานเจวี๋ยก็หันไปมองดอกพลับพลึงแดงที่ตั้งอยู่มุมของถ้ำเทวา
ดอกพลับพลึงแดงเป็นดอกไม้ที่ท่านยายเมิ่งให้เขามา เดิมทีมีเพียงดอกเดียว แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมากลับมีดอกพลับพลึงแดงเติบโตขึ้นมาอีกหลายดอก
ดูท่าแล้ว ยังคงจะมีดอกพลับพลึงแดงงอกขึ้นมาอีกมาก
หานเจวี๋ยใช้พลังจิตสังเกตดอกพลับพลึงแดง
พบว่าภายในดอกพลับพลึงแดงนั้นมีพลังของหยินหยางอยู่ สามารถอยู่ได้ทั้งในยมโลกและโลกมนุษย์
อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าสรรพสิ่งบนโลกนั้นไม่สามารถอยู่รอดได้ในยมโลก มีเพียงแต่ภูตผีเท่านั้นที่ทำได้
แต่หานเจวี๋ยเห็นสิ่งมีชีวิตจำนวนหนึ่งในยมโลกจริงๆ
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยคิดว่า หากเขาหลบหนีไปที่เกาะสำนักซ่อนเร้น เหล่าลูกศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นจะทำอย่างไร พวกเขาก็ไม่ใช่จักรพรรดิเซียน ไม่แน่ใจว่าจะสามารถแบกรับพลังวิญญาณของยมโลกได้หรือไม่
บางทีดอกพลับพลึงแดงอาจเป็นวิธีแก้ปัญหา
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
ช้าก่อน แล้วเหตุใดต้องเดาด้วยเล่า?
ถามตรงๆ เลยก็ได้นี่!
หานเจวี๋ยลอบก่นด่าตนเองในใจว่าฝึกบำเพ็ญตบะจนโง่ไปเสียแล้ว จากนั้นก็เรียกจอมปีศาจคุกรัตติกาลให้เข้ามา สอบถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ในทันที
เดิมทีจอมปีศาจคุกรัตติกาลประหม่าเป็นอย่างมาก แต่เมื่อได้ยินว่าเขาเพียงจะสอบถามเรื่องราวก็พลันผ่อนคลายลงไม่น้อย หลังจากที่เขาแสร้งกระแอมไอคราหนึ่งก็เอ่ยขึ้นว่า “ดอกพลับพลึงแดงสามารถทำให้สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในยมโลกได้จริงๆ แต่หลังจากใช้ดอกพลับพลึงแดงไปแล้วก็จะถูกวัฏจักรต่อต้าน ไม่สามารถเกิดใหม่ได้อีก”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้
หานเจวี๋ยยังคงถามต่อไปว่า “ข้าต้องการที่จะเปิดอาณาเขตเต๋าในยมโลก มีวิธีการใดบ้างที่จะทำให้คนเป็นๆ อาศัยอยู่ในยมโลกได้”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกล่าวว่า “เพียงต้องสร้างอาณาเขตเต๋าดีๆ ทำให้ภายในอาณาเขตเต๋าเต็มไปด้วยไอเซียน ตัดขาดไอหยินออกไป”
“เจ้าทำเป็น?”
“เป็น!”
“อืม จากนี้ก็ฝากเจ้าดูแลเรื่องนี้ด้วยแล้วกัน”
“จะไม่มีทางทำให้ผู้อาวุโสผิดหวังแน่!”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลเอ่ยรับปาก หานเจวี๋ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
จากนั้นบรรยากาศก็เงียบสงัดลง
หานเจวี๋ยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก ใช้สายตาส่งสัญญาณให้จอมปีศาจคุกรัตติกาลออกไป
จอมปีศาจคุกรัตติกาลตั้งท่าจะพูดแต่ก็หยุดไว้ กัดฟันกล่าวว่า “ท่านเจ้าสำนัก ข้าต้องการให้เผ่าหงส์คุกรัตติกาลย้ายเข้ามาอยู่ในโลกเขย่าพิภพ ในเผ่านั้นข้าแข็งแกร่งที่สุด ส่วนคนในเผ่าที่เหลือก็มีอายุไม่ถึงล้านปี หลังจากนี้หากท่านต้องการไปที่ยมโลก ก็สามารถพาคนในเผ่าของข้าไปเพื่อคุ้มกันสำนักซ่อนเร้นได้”
หานเจวี๋ยหรี่ตาลงกล่าว “เหตุใด”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลถอนหายใจกล่าว “เดิมทีพวกเรามาจากเผ่าหงส์ แต่เผ่าหงส์ได้ล่มสลายไปแล้ว ข้าหวังว่าเผ่าพันธุ์จะอยู่รอดต่อไปได้ ข้าหักหลังวังปีศาจ จักรพรรดิปีศาจจะต้องไม่ปล่อยคนในเผ่าข้าไปแน่ ข้าหวังว่าจะรับพวกเขาเข้ามาได้ก่อนที่จักรพรรดิปีศาจจะมีเวลามาแก้แค้นเผ่าของเรา”
“เพราะอย่างนั้น เจ้าก็อยากจะออกไปจากโลกเขย่าพิภพหรือ”
“หาไม่ๆ! ข้าสามารถใช้พลังวิเศษทำให้พวกเขารีบเร่งมาได้!”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกล่าวด้วยความจริงใจระคนหวาดกลัว เขายังคงรับปากไม่หยุด ด้วยหวังว่าหานเจวี๋ยจะเชื่อใจเขา
หานเจวี๋ยมองดูระดับความประทับใจของเขา แล้วกล่าวยิ้มๆ ว่า “การปกป้องเผ่าพันธุ์ของตน เป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล ข้าจะขัดขวางได้อย่างไร”
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกล่าวด้วยความยินดี ตามด้วยโขกหัวกล่าวว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสยิ่งนัก!”
[ระดับความประทับใจที่จอมปีศาจคุกรัตติกาลมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ความประทับใจในขณะนี้คือ 5.5 ดาว]
เมื่อเห็นอักขระที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าแถวหนึ่ง หานเจวี๋ยก็ระบายยิ้มออกมา
…
หนึ่งปีต่อมา
พุทธะอาภรณ์ขาวฝ่าด่านเคราะห์ได้สำเร็จ บรรลุเป็นระดับจักพรรดิ ดวงชะตาของโลกเขย่าพิภพเองก็เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย พลังวิญญาณฟ้าดินพุ่งสูงขึ้น พิรุณสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนโปรยปรายลงมาจากท้องนภา ตกลงสู่พื้นผิวโลกและมหาสมุทรแล้วหลอมมลายหายไปทันใด
โชคดีสู่ใต้หล้า!
ดวงชะตาของพุทธะอาภรณ์ขาวได้ผูกติดกับโลกเขย่าพิภพแล้ว เขาบรรลุมรรค โลกมนุษย์ย่อมสุขเป็นธรรมดา
กล่าวได้ว่าคนเดียวบรรลุมรรค ไก่สุนัขพลอยได้ขึ้นสวรรค์
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่นั้นอดที่จะลืมตาขึ้นไม่ได้ หยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา
ป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ร้อนลวก สั่นสะท้านไม่หยุด
มาอีกแล้ว!
หานเจวี๋ยวางป้ายคำสั่งไว้ด้านข้าง แล้วฝึกบำเพ็ญต่อไป
ห้าปีต่อมา
ดวงชะตาของโลกมนุษย์ไม่ได้เพิ่มขึ้นอีก มรรคาสวรรค์เกิดการเปลี่ยนแปลง เพดานของอาณาเขตโลกมนุษย์ได้ถูกยกขึ้นสู่ระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ ซึ่งห่างจากระดับเซียนแท้ไท่อี่ไม่ไกล
หานเจวี๋ยอดที่จะตกใจไม่ได้
จักรพรรดิเซียนองค์หนึ่งสามารถทำให้โลกมนุษย์พัฒนาได้ถึงขนาดนี้!
“ผู้อาวุโส ข้าพิสูจน์จักรพรรดิสำเร็จแล้ว!”
เสียงของพุทธะอาภรณ์ขาวลอยเข้าสู่โสตประสาทของหานเจวี๋ย น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง กระโดดเข้าไปยังห้วงอากาศว่างเปล่า ปรากฏตัวต่อหน้าพุทธะอาภรณ์ขาว
“ในเมื่อฝ่าทะลวง เช่นนั้นอยากจะลองทดสอบความแข็งแกร่งของตัวเองหรือไม่” หานเจวี๋ยเอ่ยถามยิ้มๆ
พุทธะอาภรณ์ขาวได้ยินก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างอดไม่ได้ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ดียิ่งนัก!”
หานเจวี๋ยหยิบกระบี่พิพากษาอนธการออกมา รอให้พุทธะอาภรณ์ขาวเคลื่อนไหวออกกระบวนท่า
ห้าอึดใจต่อมา
พุทธะอาภรณ์ขาวร้องอุทานว่า “ผู้อาวุโส! ข้ายอมแพ้! ข้ายอมแพ้!”
เมื่อทอดสายตามองไปรอบๆ เงาดาบจำนวนนับไม่ถ้วนลอยเวียนวนอยู่ทั่วห้วงอากาศว่างเปล่า ทั้งหมดล้วนพุ่งเป้ามาทางเขา จิตสังหารที่น่าหวาดกลัวเล็งเป้าหมายมาที่เขาจนเหงื่อกาฬแตกพลั่ก
แม้จะเป็นจักรพรรดิเซียน แต่เขาก็ยังได้กลิ่นอายแห่งความตาย
ความแตกต่างระหว่างทั้งสองคนห่างชั้นกันเกินไป!
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่ใต้ต้นฝูซัง จอมปีศาจคุกรัตติกาลเผยรอยยิ้มดูแคลนออกมา บ่นพึมพำว่า “แค่จักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏจักรก็กล้ารับกระบวนท่านี้หรือ”
ความแข็งแกร่งของหานเจวี๋ย เขาประจักษ์ชัดแก่สายตา
เมื่อเผชิญหน้ากับหานเจวี๋ย เขาไม่มีเรี่ยวแรงต่อสู้ได้อย่างสมบูรณ์
เขาถึงขั้นสงสัยเสียด้วยซ้ำว่าในตอนแรกหานเจวี๋ยเพียงแค่หยอกล้อเขาหรือไม่ เพราะหากอยากจะฆ่าเขาจริงๆ เกรงว่าเพียงความคิดเดียวก็สามารถทำให้ร่างกายและวิญญาณของเขาดับสลายได้แล้ว
จอมปีศาจคุกรัตติกาลคิดในทางกลับกัน หากเขาอยากจะฆ่าใครสักกคน แม้ว่าอีกฝ่ายจะร้องขอความเมตตา แต่ก็ไม่อาจรามือ
ยามที่จอมปีศาจคุกรัตติกาลกำลังทอดถอนใจอยู่นั้น หานเจวี๋ยก็ปรากฏกายที่ใต้ต้นฝูซัง ตามมาด้วยพุทธะอาภรณ์ขาว
“ท่านผู้นี้คือพุทธะอาภรณ์ขาว เพิ่งจะพิสูจน์จักรพรรดิเซียน หลังจากนี้ก็จะเป็นคนของสำนักซ่อนเร้นเช่นกัน เขาและจอมปีศาจคุกรัตติกาลเทียบเท่ากับศิษย์รุ่นที่สองของสำนักซ่อนเร้น”
หานเจวี๋ยกล่าวแนะนำ ศิษย์รุ่นที่สองที่ว่านั้นความจริงแล้วก็ต่ำกว่าเขาหนึ่งรุ่น
อย่างไรเสียก็เป็นถึงจักรพรรดิเซียน หานเจวี๋ยคงไม่อาจให้พวกเขาไปเป็นศิษย์ของสวินฉางอันกับซูฉีได้
ทุกคนพากันทยอยลุกขึ้น รู้สึกประหม่าอยู่บ้าง
นี่ก็เป็นถึงจักรพรรดิเซียนเชียวนะ!
พุทธะอาภรณ์ขาวยิ้มและกล่าวว่า “หลังจากนี้โลกเขย่าพิภพจะมีข้าเป็นผู้พิทักษ์ หากผู้ร่วมสำนักทุกท่านมีข้อกังขาในด้านการฝึกบำเพ็ญใด สามารถมาหาข้าได้”
เขาไม่ได้วางมาดสูงส่งนัก ถึงอย่างไรศิษย์ส่วนใหญ่บนเขาลูกนี้ก็มีคุณสมบัติของจักรพรรดิเซียน
โดยเฉพาะฉู่ซื่อเหริน
บรรพชนพุทธภควัตกลับชาติมาเกิด
บรรพชนพุทธก็เป็นผู้ทรงพลังที่อยู่เหนือระดับจักรพรรดิ!
คนอื่นๆ ตีวงล้อมเข้ามา
มู่หรงฉี่แอบเอ่ยในใจ ‘หลังจากพิสูจน์จักรพรรดิแล้วเจ้าหมอนี่ก็ยังไม่ยอมจากไป ที่แท้อาจารย์ปู่แข็งแกร่งเพียงใดกันแน่’
เขายิ่งเกิดความสงสัยในสถานะตัวตนของหานเจวี๋ยมากขึ้นไปอีก
หานเจวี๋ยจะต้องเป็นผู้ทรงพลังที่อาศัยอยู่มานานจนเหลือคณา เพียงแต่ซ่อนตัวอยู่ในโลกมนุษย์เพื่อบำเพ็ญตละเท่านั้น!
และในเวลานี้เอง!
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็ได้แผ่ปกคลุมไปทั่วโลกมนุษย์
“เหอะ กลิ่นอายจักรพรรดิเซียน มิน่าเล่าดวงชะตาของโลกใบนี้ถึงเพิ่มขึ้นรวดเร็วปานนี้ พอดีเลย ข้าก็กำลังหิวโหย จะกลืนโลกทั้งใบของเจ้าให้สิ้นซาก!”
……………………………………………….
บทที่ 278
เสียงหัวเราะเย็นที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ทุกคนในโลกเขย่าพิภพตื่นตกใจ
หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบศัตรูที่อยู่ใกล้โลกเขย่าพิภพทันที
[จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต: จักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ บุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานแห่งเผ่าเทพอีกาทอง]
จักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ!
หานเจวี๋ยตกตะลึง
เขาเพิ่งเป็นเพียงจักรพรรดิเซียนสองวัฏ แล้วจะเอาชนะจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏได้อย่างไร
จอมปีศาจคุกรัตติกาลใจกระตุก กัดฟันกล่าวว่า “คาดไม่ถึงว่าจะเป็นจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต ก่อนที่เจียงอี้จะถือกำเนิดขึ้น เจ้าหมอนี่ก็เป็นบุตรสวรรค์อันดับหนึ่งของเผ่าเทพอีกาทอง กล่าวกันว่าสามารถก้าวข้ามระดับเทพได้ทุกเมื่อ!”
หานเจวี๋ยหายตัวไปจากที่เดิม มุ่งหน้าสู่ห้วงอากาศว่างเปล่า
มีอาภรณ์มหามรรคบัญชาสวรรค์อยู่ เขาก็ไม่กลัวว่าจะถูกจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตปลิดชีพฉับพลัน
เมื่อมาถึงห้วงอากาศว่างเปล่า หานเจวี๋ยเหลือบสายตามองไป เห็นเงาน่าสะพรึงสายหนึ่งครอบครองทั่วทั้งห้วงอากาศว่างเปล่า ลำพังแค่ดวงตาที่บ้าคลั่งและชั่วร้ายนั้นก็ใหญ่มหึมากว่าโลกเขย่าพิภพแล้ว
เมื่อเห็นหานเจวี๋ยปรากฏตัว จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตก็อดปรายตามองเขาไม่ได้ กล่าวเย้ยหยันขึ้นว่า “เจ้าก็คือเทพในโลกมนุษย์แห่งนี้หรือ คิดไม่ถึงว่าจะสามารถปราบกำราบจอมปีศาจคุกรัตติกาลและพุทธะอาภรณ์ขาวได้ ดูท่าความสามารถของเจ้าคงไม่อ่อนด้อย ให้โอกาสเจ้าหนึ่งครา คุกเข่าลงเสีย ข้าผู้นี้อาจไว้ชีวิตเจ้าสักครั้ง”
โอหังยิ่งนัก!
หานเจวี๋ยตะคอกขึ้นในทันที “ข้ามีฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์คุ้มครอง มีหรือจะยอมคุกเข่าให้เจ้า”
“เจ้าจะแข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิสวรรค์หรือ แน่นอนว่าย่อมเป็นไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าก็คงจะเป็น…”
“จักรพรรดิสวรรค์!”
“จักรพรรดิสวรรค์!”
“จักรพรรดิสวรรค์!”
หานเจวี๋ยเรียกจักรพรรดิสวรรค์สามครั้งติดต่อกัน
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตยังคิดว่าเขากำลังเยาะเย้ยตน พลันรู้สึกโกรธขึ้นมาในทันที ฝ่ามือขนาดใหญ่ออกมาจากเงาดำไร้ขอบเขต ตบไปทางหานเจวี๋ย
ฟ้าดินโลกเขย่าพิภพดูเล็กจ้อยราวกับก้อนหินเมื่ออยู่ต่อหน้าฝ่ามือยักษ์นี้ หานเจวี๋ยไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด หยิบกระบี่พิพากษาอนธการออกมา เงื้อกระบี่ฟันเข้าไปหนึ่งฉับ
หนึ่งกระบี่เทียมฟ้า!
ปราณกระบี่แตกระเบิด!
ปราณกระบี่สีดำสายหนึ่งดูราวกับรอยหมึกพู่กันที่กวัดแกว่งกระทบกับฝ่ามือยักษ์อย่างจัง ชั่ววินาทีนั้น ห้วงอากาศว่างเปล่าพลันบิดเบี้ยว ไอปีศาจแผ่ซ่านกระจายคละคลุ้ง ม้วนทะลักกลายเป็นไอหมอก
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
แกร่งนัก!
มรรคกระบี่เทียมฟ้าของเขากลับไม่สามารถทำลายฝ่ามือนี้ได้!
จักรพรรดิเซียนสองวัฏสู้กับกับจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏ ยังคงยากเกินไป
“ปราณกระบี่ของเจ้าบรรลุถึงระดับจักรพรรดิเซียนหกวัฏแล้ว แต่ความแข็งแกร่งแค่นี้ คิดอยากเป็นคู่แข่งกับข้าก็ฝันเฟื่องเกินไปนัก เจ้าก็จงเข้าสู่ท้องของข้าไปพร้อมกับโลกใบนี้เสียเถิด!”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตกล่าวพร้อมหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง ทันทีที่วาจาสิ้นสุดลง เพลิงแท้สุริยะที่ร้อนระอุก็ลุกโชนอย่างรวดเร็ว กวาดม้วนทั่วทั้งห้วงอากาศว่างเปล่า อีกาทองสามขาที่น่าหวาดกลัวตัวหนึ่งพลันปรากฏกาย
ดวงตาของอีกาทองสามขาคู่นี้เต็มไปด้วยแววบ้าคลั่ง เขาอ้าปากกว้างอย่างดุดัน เพลิงแท้สุริยะโหมปะทุร่วงลงมาเสมือนกระแสน้ำทะลัก หากหานเจวี๋ยเบี่ยงหลบ โลกเขย่าพิภพจะกลายเป็นเถ้าถ่านทันที
‘ลงมือโหดเหี้ยมยิ่งนัก!’
หานเจวี๋ยลอบสบถในใจ มือซ้ายของเขาฟาดขึ้นไปอย่างจัง พลังเวททั่วทั้งร่างไหลหลั่งออกมา ควบแน่นเป็นฝ่ามือสีทองแข็งแรงข้างหนึ่ง ยกขึ้นอย่างสั่นเทา
ฝ่ามือตถาคตมหาสุริยะ!
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตเดือดคลั่งถึงเพียงนี้ ต้องเคยสังหารศัตรูมาไม่น้อยเป็นแน่ ถึงสามารถสร้างจิตใจที่ไม่เห็นผู้ใดในสายตาเช่นนี้ได้ หรือกล่าวคือแรงกรรมของเขานั้นล้นฟ้ามหึมา!
แรงกรรมของศัตรูยิ่งมากเท่าไร ผลของฝ่ามือตถาคตมหาสุริยะก็ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่านั้น!
ฝ่ามือตถาคตมหาสุริยะปะทะเข้ากับเพลิงแท้สุริยะพลุ่งพล่าน สังหารมันในทันที กระแทกเข้ากับจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตที่อานุภาพไม่อาจต้านทาน
“ฝ่ามือตถาคตมหาสุริยะ! เจ้าเป็นคนของสำนักพุทธหรือ”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตตะโกนขึ้นด้วยความประหลาดใจ ไอสังหารพุ่งทะยาน
“ข้าก็เกลียดสำนักพุทธที่สุด! จงไปตายเสีย!”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตคำรามออกมาด้วยโทสะ ทันใดนั้นก็อ้าปากที่แปดเปื้อนไปด้วยโลหิตกลืนกินฟ้าดิน
หานเจวี๋ยโบกกระบี่อย่างรวดเร็ว ปราณกระบี่ปะทะเข้าที่ปากของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตจนสลายหายไปในทันใด
แย่แล้ว!
ต้านไม่อยู่!
เจ้าหมอนี่จะกลืนโลกเขย่าพิภพไปในคำเดียวจริงๆ!
ในชั่วพริบตานี้เอง ความคิดมากมายแวบเข้ามาในสมองของหานเจวี๋ย
หนี?
หากเขาหนี ทุกคนในโลกเขย่าพิภพและสำนักซ่อนเร้นต้องตายเรียบเป็นแน่!
แต่หากเขาไม่หนี ก็จะต้องถูกกลืนกินไปพร้อมกับโลกเขย่าพิภพ
ทันใดนั้นก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าของหานเจวี๋ย เงาหลังกำยำ แผ่ซ่านอานุภาพทรงพลังยิ่งยวดออกมา
จักรพรรดิสวรรค์!
จักรพรรดิสวรรค์ยกมือขึ้นชี้คราหนึ่ง มังกรทองตัวหนึ่งพุ่งทะยานออกมา เจาะทะลุคอของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตด้วยความเร็วที่หานเจวี๋ยตามไม่ทัน
“จักรพรรดิสวรรค์!”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตตะลึงงัน เพลิงแท้สุริยะน่าสะพรึงกลัวก็หดตัวลงและรวมตัวเป็นเงาร่างคนสายหนึ่ง
จักรพรรดิสวรรค์แค่นเสียงเย็น ตะโกนขึ้นว่า “ไปให้พ้น!”
ใบหน้าหล่อเหลาของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตนั้นบิดเบี้ยวถึงขีดสุด กัดฟันกล่าวว่า “จักรพรรดิสวรรค์ เจ้ากลับมาที่นี่ด้วยตนเอง หรือเจ้าเด็กนี่เป็นบุตรของเจ้า?”
หานเจวี๋ยลอบสบถ จะสู้ก็สู้ เหตุใดต้องด่าด้วย?
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “สามอึดใจให้หลัง หากเจ้าไม่ไป ก็ตายเสีย!”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตสีหน้ามืดครึ้ม รีบถอยหนีไปอย่างเร็วไว ทิ้งไว้เพียงคำพูดประโยคหนึ่ง “ดีนัก ข้าจะจับตาดูโลกใบนี้ไว้ รอกระทั่งจักรพรรดิปีศาจบุกสังหารมาที่สวรรค์เก้าชั้น ข้าต้องมากินเขาแน่! เมื่อถึงคราวนั้นก็คอยดูเถิดว่าจักรพรรดิสวรรค์อย่างเจ้ายังจะมาช่วยได้หรือไม่!”
[จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
หานเจวี๋ยเห็นข้อความแจ้งเตือนนี้แล้วก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
หลังจากผ่านไปสามอึดใจ กลิ่นอายของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตก็หายไปในทันที
จักรพรรดิสวรรค์หันหน้าเหลือบมองหานเจวี๋ยจากหางตา กล่าวว่า “ไปจากโลกเขย่าพิภพเสียเถิด”
เมื่อวาจาสิ้นสุดลง จักรพรรดิสวรรค์ก็กลายเป็นควันสีคราม จางหายไปไม่เห็นอีก
หานเจวี๋ยประหลาดใจ หรือว่าผู้ที่มานั้นไม่ใช่ร่างที่แท้จริงของจักรพรรดิสวรรค์?
หัวใจของเขาจมลงสู่ก้นบึ้ง
ฟังจากคำพูดของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตแล้ว วังสวรรค์กำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่
หานเจวี๋ยหันกายกลับมายังใต้ต้นฝูซัง
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกล่าวทอดถอนใจว่า “ท่านเจ้าสำนัก ที่แท้ท่านกับจักรพรรดิสวรรค์เกี่ยวข้องกันอย่างไร”
หลงเฮ่าเบิกตากว้าง เอ่ยถามด้วยความตกตะลึง “เมื่อครู่เสด็จพ่อมาหรือ”
หานเจวี๋ยนั่งลงด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ เอ่ยว่า “วิกฤตใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลกเขย่าพิภพใกล้มาเยือนแล้ว ทุกคนเตรียมตัวให้พร้อม”
ทุกคนสีหน้าหนักอึ้ง เมื่อครู่อานุภาพของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตช่างน่ากลัวจริงๆ ทำให้พวกเขาเสมือนเผชิญกับฟ้าถล่ม
“จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตมีที่มาอย่างไร”
“เจ้าใหญ่ เจ้ารู้จักหรือ”
“ไม่รู้จัก กระทั่งเผ่าเทพพวกเรายังไม่เคยไปเลย”
“ทำเช่นไรดี พวกเราต้องหนีหรือไม่”
“เผ่าเทพอีกาทองเคยเป็นราชวงศ์ของเผ่าปีศาจ อานุภาพในยามนี้ก็แข็งแกร่งอย่างมาก”
ทุกคนพากันวิพากษ์วิจารณ์
แม้แต่จอมปีศาจคุกรัตติกาลเองก็ยังขมวดคิ้ว
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตแข็งแกร่งยิ่งนัก เบื้องหลังยังมีเผ่าเทพอีกาทองอีก หาใช่สิ่งที่โลกมนุษย์แห่งเดียวจะสามารถต้านทานได้
หานเจวี๋ยยังจมอยู่ในภวังค์ความคิด
พุทธะอาภรณ์ขาวกล่าวว่า “หากสามารถซ่อนโลกเขย่าพิภพ และแยกมันออกจากป้ายศิลามรรคาสวรรค์ได้ บางทีอาจจะสามารถหลบหนีการไล่ล่าสังหารของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตได้”
ซ่อนเอาไว้…
จะซ่อนอย่างไร
หานเจวี๋ยราวกับจะคิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
คนอื่นก็เริ่มปรึกษาหารือกันขึ้นมา
…
พระราชวังเทียมเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์ประทับอยู่บนบัลลังก์สูง
“รายงาน เทพยักษ์เจวี๋ยเฟิงเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าเทพอีกาทอง ได้รับบาดเจ็บสาหัส!”
“รายงาน มีปีศาจประหลาดจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ด้านนอกประตูสวรรค์อุดร!”
“รายงาน วัดเสียงอสนีของสำนักพุทธเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าพญาอินทรี!”
“รายงาน วังเทพตอบกลับ กล่าวว่าพวกเขาถูกเผ่าวิหคชาดปิดล้อม!”
ทหารสวรรค์คนแล้วคนเล่าเหาะทยานเข้ามาในตำหนัก รายงานข่าวร้ายติดต่อกันทีละคน
เหล่าทวยเทพสีหน้ามืดครึ้ม
แม่ทัพสวรรค์ถึงขั้นพร้อมรบอยู่ด้านนอก เหลือเพียงเซียนเมธีเท่านั้นที่เฝ้าอยู่ในวังสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์มีสีหน้าไร้ความรู้สึก นิ้วชี้ขวาแตะเคาะบนพนักวางแขน
ตี้ไท่ไป๋ตั้งท่าจะพูดแต่ก็หยุดไป
เดิมทีคิดว่าการเอาชนะวังปีศาจจะเป็นเรื่องที่แน่นอนเป็นอย่างมาก แต่คิดไม่ถึงว่าวังปีศาจจะถึงกับระเบิดพลังอันน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ออกมา
เผ่าพันธุ์บรรพกาลจำนวนมากสนับสนุนวังปีศาจ ในนั้นความโกรธเกรี้ยวของจักรพรรดิปีศาจมุ่งเน้นมาที่วังสวรรค์เป็นหลัก สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติ ขวัญกำลังใจของวังสวรรค์ก็ลดลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
บทที่ 279
หลังจากไม่มีทหารสวรรค์มารายงานข่าวอีกต่อไป ไม่นานพระราชวังลอยฟ้าก็ตกอยู่ท่ามกลางความโกลาหล
มีเทพเซียนบางคนวางแผนบางอย่าง เทพเซียนบางคนถอนหายใจ และเทพเซียนบางคนสาปแช่งด้วยความโกรธ พวกเขาในขณะนี้สูญเสียความเคร่งขรึมและความสงบนิ่งของเทพเซียนไปแล้ว
“เฮอะ!”
จู่ๆ จักรพรรดิสวรรค์ก็แค่นเสียงเย็นออกมา ราวกับค้อนหนักอึ้งกระทบหัวใจของเทพเซียนทั้งหมด
เหล่าเทพเซียนทั้งหมดพากันเงียบปาก ไม่กล้าพูดอะไรอีก
ในวังสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์มีอานุภาพยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง!
“เทพสวรรค์จะกลับมาเร็วๆ นี้ พวกเจ้าประคองไปอีกสักระยะ ตอนนี้วังปีศาจคงกระวนกระวายใจมากกว่าพวกเรา วังสวรรค์แพ้ไม่ได้ และวังปีศาจก็แพ้ไม่ได้เช่นกัน แทนที่จะมานึกเสียใจ ไม่สู้คิดว่าจะฆ่าศัตรูอย่างไรดีกว่า!”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวอย่างไม่ยี่หระ
การต่อสู้ของกองกำลังหลักทั้งสี่ในอดีตล้วนดำเนินต่อไป แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน จักรพรรดิปีศาจบ้าคลั่งไปแล้ว หากวังสวรรค์พ่ายแพ้ จักรพรรดิปีศาจจะล้างวังสวรรค์ด้วยเลือดอย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เป็นมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตระยะต้น!
ตี้ไท่ไป๋ถามว่า “แล้วโลกมนุษย์จะทำอย่างไร?”
“เปิดใช้งานกระดานแต่งตั้งเทพ ประกาศต่อปวงสวรรค์ และบอกมนุษย์ว่าถ้าพวกเขาสามารถบุกฝ่าจากโลกมนุษย์สู่วังสวรรค์ได้ จะสามารถเป็นเทพเซียน โลกมนุษย์สามารถต่อสู้ได้อย่างอิสระ นอกจากนี้ หลอมรวมศิลามรรคาสวรรค์ของวังสวรรค์กับมรรคาสวรรค์หลัก”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวสั่งการ สีหน้าเคร่งขรึม
เหล่าทวยเทพต่างพากันฮือฮา
นี่จักรพรรดิสวรรค์คิดจะสู้แบบไม่สนใจทุกสิ่งอย่างแล้ว!
…
เหนือโลกเขย่าพิภพ ห้วงอากาศว่างเปล่า
หานเจวี๋ยมองลงไปที่โลกเขย่าพิภพ ยกแขนสองข้างขึ้น กางพลังเวทของตนออก หมายจะปิดครอบโลกเขย่าพิภพทั้งหมด
หลังจากปิดครอบแล้ว เขาอยากดูดซับโลกเขย่าพิภพทั้งหมดเข้าสู่โลกอนธการของตน
อย่างไรก็ตาม มีพลังลึกลับวูบหนึ่งที่แยกมันออก ทำให้เขาไม่สามารถลากโลกเขย่าพิภพเข้าสู่โลกอนธการของตน หรือแม้กระทั่งไม่สามารถทำให้โลกเขย่าพิภพเคลื่อนย้ายได้
มรรคาสวรรค์!
หานเจวี๋ยเก็บพลังเวทกลับมา ถอนหายใจ
ไม่ได้จริงๆ ด้วย
หากทำได้จริงๆ คงไม่มีโลกมนุษย์ถูกทำลายมากมายขนาดนั้นหรอก
หานเจวี๋ยจมสู่ภวังค์ยุ่งเหยิงอีกครั้ง แล้วควรทำอย่างไร?
สละโลกเขย่าพิภพ?
ไม่ได้!
กลับไปสาปแช่งอีกสักเที่ยว
หานเจวี๋ยหันตัวกลับมาที่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน
เขามีอายุขัยมากกว่าเจ็ดสิบล้านล้าน สามารถลองสาปแช่งจักรพรรดิเทพอีกาทองด้วยพละกำลังทั้งหมดของเขาได้
อย่างน้อยก็ทำให้เจ้าหมอนี่ไม่สามารถมาทำอะไรเขาในช่วงเวลาสั้นๆ ได้!
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาและเริ่มสาปแช่ง
สิบวันต่อมา ดวงตาสองข้างของหานเจวี๋ยเริ่มหลั่งเลือด
หนึ่งเดือนต่อมา
ทั่วหน้าของหานเจวี๋ยเต็มไปด้วยเลือด แต่เขาก็ยังไม่เห็นข่าวที่จักรพรรดิเทพอีกาทองถูกสาปสำเร็จแจ้งเตือนขึ้นมาเลย
แม่งเอ๊ย!
โหดขนาดนี้เลย?
หานเจวี๋ยไม่เคยเชื่อในความชั่วร้าย และยังคงสาปแช่งต่อไป
เขาต้องสาปแช่งให้เกิดผลลัพธ์สักอย่างให้จงได้
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน
มือสองข้างของหานเจวี๋ยเริ่มแตก เลือดสดไหลซิบ เขาสูญเสียอายุขัยไป สิบล้านปีแล้ว
ในที่สุด!
[จักรพรรดิเทพอีกาทองศัตรูของท่านมรรคจิตได้รับความเสียหายเพราะคำสาปของท่าน แต่โชคดีที่มีกลิ่นอายซ่อมแซม]
หานเจวี๋ยเบิกตากว้าง อยากกระอักเลือด
กลิ่นอายคือของเฮงซวยอะไร?
หานเจวี๋ยวางหนังสือเรื่องโชคร้ายลง เช็ดคราบเลือดทั่วหน้า สภาพจิตใจหดหู่สุดขีด
เขาหยิบคำสั่งป้ายมรรคาสวรรค์ออกมา ซักถามตี้ไท่ไป๋
“กลิ่นอาย? มันเป็นกลิ่นอายในตำนาน ว่ากันว่าเป็นพลังเหนือธรรมชาติที่สร้างขึ้นโดยผู้เป็นอริยะ ในโ,กนี้มีเพียงจักรพรรดิเทพอีกาทองเท่านั้นที่เข้าใจพลังเหนือธรรมชาตินี้ได้ ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัดนัก” ตี้ไท่ไป๋ตอบกลับ
เขากล่าวเกลี้ยกล่อมตาม “เจ้าอยากพุ่งเป้าเล่นงานจักรพรรดิเทพอีกาทองสินะ ขอแนะนำให้เจ้ายอมแพ้ซะ เขาเกือบจะไร้ศัตรูทัดเทียมในหมู่จักรพรรดิเซียน และอาจก้าวเข้าสู่ระดับเทพได้ตลอดเวลา ปัจจุบันวังสวรรค์เข้าขั้นวิกฤต เทพเซียนเตรียมพร้อมสละโลกมนุษย์แล้ว”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ลางสังหรณ์ไม่ค่อยดี
แหล่งหนุนหลังกำลังจะล้ม?
หานเจวี๋ยถามว่า “วังสวรรค์สามารถต้านได้หรือไม่?”
ตี้ไท่ไป๋กล่าวยิ้มๆ ว่า “วางใจเถอะ วังสวรรค์รอดพ้นมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมากี่ครั้งแล้ว ตอนนี้ก็แค่อันตรายมาก ไม่สามารถดูแลโลกมนุษย์ได้ก็เท่านั้น หากโลกมนุษย์ดับไป ก็สร้างขึ้นมาใหม่ได้ ”
หานเจวี๋ยฟังจนรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูก
ไม่รู้ว่าเศร้าใจเพราะวังสวรรค์ หรือเศร้าใจเพราะโลกมนุษย์กันแน่
หลังจากตัดการเชื่อมต่อ หานเจวี๋ยก็เรียกจอมปีศาจคุกรัตติกาลเข้ามา
เขาใช้จิตจิตดั้งเดิมนำจอมปีศาจคุกรัตติกาลมุ่งหน้าไปยังยมโลก เข้าสู่เกาะสำนักซ่อนเร้นอย่างรวดเร็ว
“เจ้าสร้างค่ายกลก่อน หลังจากค่ายกลเสร็จก็บอกร่างแยกของข้า”
หานเจวี๋ยชี้ไปที่หุ่นเชิดสวรรค์พลางเอ่ยกล่าว
จอมปีศาจคุกรัตติกาลรับคำสั่ง จิตดั้งเดิมของหานเจวี๋ยก็กระโดดกลับไปยังโลกมนุษย์ตาม
หานเจวี๋ยลืมตา ทอดถอนใจเฮือกยาว
เขาได้เตรียมพร้อมสำหรับสิ่งเลวร้ายที่สุดแล้ว ถ้าเขาไม่สามารถปกป้องโลกเขย่าพิภพได้ เขาจะปกป้องสำนักซ่อนเร้น
ไม่ว่าอย่างไร เขาไม่สามารถเสี่ยงชีวิตเพื่อโลกเขย่าพิภพได้
อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถามด้วยสีหน้ากังวล “นายท่าน พวกเราต้องหนีแล้วหรือ?”
นางเคยได้ยินคนอื่นพูดถึงจักรพรรดิเทพอีกาทอง นั่นเป็นผู้แข็งแกร่งที่ไม่มีใครเทียบได้ของเผ่าเทพอีกาทอง บีบบังคับจนจักรพรรดิสวรรค์ต้องลงมือเอง
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เดาได้ถูกต้อง ก่อนหน้านี้เจ้ามักคิดว่าข้าโกหกเจ้าแต่ตอนนี้ศัตรูที่ทรงพลังโผล่มาแล้ว”
อู้เต้าเจี้ยนพูดอย่างจริงจัง “ไม่ว่านายท่านไปไหน ข้าล้วนยินดีติดตามไปด้วย ไม่ว่าต้องทนทุกข์ทรมานแค่ไหนก็ไม่เป็นไร”
หานเจวี๋ยยิ้มอย่างจนปัญญา
ลองนับดูแล้ว จักรพรรดิเทพอีกาทองยังเป็นศัตรูคนแรกที่ทำให้เขาอยากหนีไปจริงๆ
ศัตรูที่ทรงพลังก่อนหน้านี้ถูกเขปลิดชีพฉับพลัน หรือไม่ก็ยังไม่ทันบุกเข้ามาก็ถูกเขาฆ่าก่อนหมดแล้ว
“หมื่นโลกฟังบัญชา วันนี้วังสวรรค์จะเปิดกระดานแต่งตั้งเทพ หากสิ่งมีชีวิตทั้งหมดสามารถเข้าถึงสวรรค์ทั้งเก้า หาประตูสวรรค์หลักเหนือใต้ออกตกสี่ประตูได้ ล้วนจะได้แต่งตั้งเทพ นับจากวันนี้เป็นต้นไป โลกมนุษย์นับพันหมื่นล้วนสามารถต่อสู้ได้ เทพเซียนจะไม่ปกครองดูแลโลกมนุษย์!”
เสียงดังกึกก้องสายหนึ่งสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่โลกเขย่าพิภพแต่ยังรวมถึงโลกมนุษย์อื่นๆ ด้วย
หานเจวี๋ยตกตะลึง
บอกว่ายอมแพ้ก็จะให้ยอมแพ้?
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าวังสวรรค์นั้นค่อนข้างไร้ปรานี แต่พอคิดดูแล้ว บางทีนี่อาจเป็นสเรื่องดีก็ได้
อย่างน้อยวังปีศาจจะได้รู้ว่าโลกมนุษย์ไม่มีผลกับวังสวรรค์ การทำลายโลกมนุษย์เพื่อคุกคามสวรรค์นั้นไม่มีประโยชน์
นี่เป็นเพียงด้านดีเท่านั้น ด้านที่โหดร้ายคือต้องมีโลกมนุษย์เผชิญกับการถูกสัตว์อสูรกลืนกิน
“ช้าก่อน!”
ดูเหมือนว่าหานเจวี๋ยจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง สีหน้าเปลี่ยนไป ก่อนหายเข้าไปในถ้ำเทวา
เขามาถึงห้วงอากาศว่างเปล่า ใช้พลังเวทแห่งตนห่อหุ้มโลกเขย่าพิภพเอาไว้
โลกเขย่าพิภพขนาดมหึมาเริ่มเคลื่อนไหว!
มรรคาสวรรค์ที่กำบังโลกเขย่าพิภพถึงกับหายไปแล้ว!
อย่าบอกนะว่าเกี่ยวข้องกับการที่วังสวรรค์ละทิ้งโลกมนุษย์?
ยอดเยี่ยม!
หานเจวี๋ยคิดได้อย่างรู้สึกประหลาดใจ
…
เหนือเมฆฝนฟ้าคะนองไร้สิ้นสุด มีวังเทพสูงหมื่นจั้งแห่งหนึ่ง วังเทพนี้ไม่มียอด อีกาทองสามขาตัวใหญ่ตัวหนึ่งนอนขดอยู่บนตำหนัก เพลิงแท้ไท่หยางลุกโชนแผดเผา เสมือนดวงอาทิตย์ที่ถูกคุมขัง
เป็นจักรพรรดิเทพอีกาทองนั่นเอง
ไอปีศาจกลุ่มหนึ่งพุ่งทะลุเมฆฝนฟ้าคะนอง บินมาหยุดข้างหน้าเขา กลายเป็นใบหน้าใหญ่ยักษ์ ใบหน้าของจักรพรรดิปีศาจนั่นเอง
“วังสวรรค์ยอมสละโลกมนุษย์แล้ว เจ้าสามารถผนวกโลกเขย่าพิภพ ต่อได้เลย!”
จักรพรรดิปีศาจกล่าวสั่งการ น้ำเสียงเจือไอสังหาร
จักรพรรดิเทพอีกาทองลืมตาขึ้นและกล่าวว่า “ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าบอก ปราชญ์ผู้นี้ก็จะไปอยู่แล้ว แต่ว่าทำไมเจ้าถึงเกลียดโลกมนุษย์ใบนั้นมากเพียงนี้”
จักรพรรดิปีศาจตอบว่า “ลูกชายของข้าตายในโลกแห่งนี้ ข้าไม่สามารถปล่อยโลกใบนี้ได้ อีกอย่างโลกนี้ยังมีบุตรจักรพรรดิสวรรค์ ก็แม้แต่จอมปีศาจคุกรัตติกาลก็ยังทรยศข้า ดังนั้นโลกนี้จึงต้องถูกทำลาย!”
จักรพรรดิเทพอีกาทองแค่นเสียงกล่าว “วางใจเถอะ เดี๋ยวปราชญ์ผู้นี้จะกลับไปในไม่ช้า ตอนนั้นปราชญ์ผู้นี้ยังจะทำให้เด็กนั่นร้องไห้ร้องขอความเมตตาด้วย!”
เมื่อนึกถึงหานเจวี๋ยเชิญจักรพรรดิสวรรค์มาช่วยเหลือ เขาก็กัดฟันกรอด
แล้วยังมีเชื้อโจรสองคนนั้นก็อยู่ที่นั่นด้วย!
ทุกคนล้วนต้องตายตกตามกัน!
“เช่นนั้นก็ดี หลังจากเคราะห์หนักนี้สิ้นสุดลง ข้าจะให้ที่ในซิเซียวแก่เจ้า!”
จักรพรรดิปีศาจทิ้งท้ายคำพูดเหล่านี้แล้วหายตัวไป
ดวงตาของจักรพรรดิเทพอีกาทองทอประกายวาบ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
บทที่ 280
ท่ามกลางห้วงอากาศว่างเปล่า เบื้องหน้าหานเจวี๋ยไม่มีสิ่งใด โลกเขย่าพิภพก็ไม่มีอยู่อีกต่อไป เพระถูกเขารับเข้าสู่โลกอนธการแล้ว
หานเจวี๋ยระบายยิ้ม
คราวนี้สามารถเผ่นหนีได้แล้ว!
เมื่อคิดถึงว่าเขาเสียอายุขัยหลายพันหมื่นปีไปกับจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต เขาก็ไม่ชอบใจเป็นอย่างมาก
รอให้เขาไปถึงเกาะสำนักซ่อนเร้นก่อน จะต้องคอยสาปแช่งจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตแน่นอน
เจ้านกเส็งเคร็ง อย่าคิดว่าจะอยู่สงบสุขอีกเลย!
หานเจวี๋ยลอบสบถด่า จากนั้นก็นั่งสมาธิบำเพ็ญตบะ
เหตุที่เขาไม่ไปยมโลกในทันที ก็เพราะรอเผ่าหงส์คุกรัตติกาล
จอมปีศาจคุกรัตติกาลกระจายข่าวไปยังเผ่าของตนแล้ว แต่หนทางยังอีกยาวไกล
ในห้วงอวกาศไม่มีไอเซียน ไม่มีพลังวิญญาณ สิ่งมีชีวิตธรรมดาไม่สามารถฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่ได้
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญได้ก็เพราะโลกเขย่าพิภพอยู่ในส่วนลึกวิญญาณของเขา เขาสามารถดูดซับไอเซียนของโลกเขย่าพิภพได้โดยตรง
เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่า
สี่ปีต่อมา
ในที่สุดเผ่าหงส์คุกรัตติกาลก็มาถึง
มีหงส์คุกรัตติกาลทั้งหมดเจ็ดตัว ตัวที่แข็งแกร่งที่สุดคือระดับเซียนทองไท่อี่ อีกหกตัวเป็นเซียนแท้ไท่อี่
หลังจากเห็นหานเจวี๋ยพวกเขาก็ประหม่ายิ่งนัก และกำลังจะทำความเคารพ
“ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว ไปกันก่อน!”
หานเจวี๋ยสะบัดแขนเสื้อ ใช้พลังวิเศษภูษาเอกภพหอบเอาหงส์คุกรัตติกาลทั้งเจ็ดตัวเข้าไปในแขนเสื้อ จากนั้นกระโดดตามเข้าไปในยมโลก ค้นหาตราประทับหกวิถี ไม่นานก็หาเกาะสำนักซ่อนเร้นพบ
เมื่อเข้าไปในเกาะ จอมปีศาจคุกรัตติกาลเข้ามาต้อนรับทันที
“เจ้าสำนัก…”
เขายังพูดไม่ทันจบ หานเจวี๋ยก็โบกมือปล่อยหงส์คุกรัตติกาลเจ็ดตัวออกมา
คนตระกูลเดียวกันได้พบหน้า เรียกได้ว่าน้ำตาคลอเบ้า
หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจพวกเขา ปลีกตัวเดินออกมาคนเดียว
เขาเดินไปพลาง ถามในใจไปพลางว่า ‘ถ้าข้าย้ายเขาเพียรบำเพ็ญเซียนออกมา อาณาเขตเต๋าจะปกคลุมทั้งเกาะได้หรือไม่’
อาณาเขตเต๋าไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ มันถูกผูกติดไว้กับเขาเพียรบำเพ็ญเซียนแล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าจะขยายอาณาเขตได้หรือไม่
[ได้]
คำคำนี้ปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย ทำให้เขาพึงพอใจในทันที
เขาสำรวจเกาะสำนักซ่อนเร้นก่อนเป็นสิ่งแรก ที่นี่ยังคงรกร้างอยู่มาก แต่ไม่มีไอหยิน คิดว่าอาจจะเกี่ยวข้องกับค่ายกลที่จอมปีศาจคุกรัตติกาลวางไว้
เวลาหนึ่งก้านธูปต่อมา หานเจวี๋ยย้ายเขาเพียรบำเพ็ญเซียนออกมาวางไว้ท่ามกลางกลุ่มภูเขา
เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นใต้ต้นฝูซังรู้สึกเพียงว่าท้องฟ้าพลันมืดลง จากนั้นภูเขาก็สั่นสะเทือนอยู่ครู่หนึ่ง
ตอนที่พวกเขามองเห็นหานเจวี๋ยกับจอมปีศาจคุกรัตติกาล ต่างก็พากันบินลงจากภูเขามาเดินเล่นทั่วทิศ
“ที่นี่คือยมโลกหรือ”
“มืดมิดไร้แสงตะวันจริงๆ ด้วย!”
“แล้วโลกเขย่าพิภพเล่า”
“สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ไม่ได้ออกมาด้วยหรือ”
“จากนี้ไปพวกเราก็เป็นคนของยมโลกแล้ว!”
“ฮ่าๆๆ หากจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตบุกมาอีกครั้งต้องโกรธเจียนตายแน่”
เหล่าศิษย์ตื่นเต้นกันมาก ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขามายังยมโลก
สิงหงเสวียน เซียนซีเสวียน และฉางเยวี่ยเอ๋อร์ที่กำลังปิดด่านฝึกฝนอยู่ก็ออกมาจากถ้ำเทวา ต่างมองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ
หานเจวี๋ยมาเบื้องหน้าต้นฝูซัง ส่งพลังจิตแทรกเข้าไปสังเกตการณ์ภายในต้นไม้
ในไม่ช้า เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าต้นฝูซังสามารถดูดซับพลังปราณในยมโลกแล้วแปลงเป็นไอเซียนได้
สมกับเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ!
คราวนี้หานเจวี๋ยโล่งอกได้อย่างสมบูรณ์ หนีห่างจากมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตได้แล้ว!
หากมีต้นฝูซังอยู่ ก็ไม่ต้องกลัวว่าไอเซียนและพลังวิญญาณของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนจะขาดไปกลางคัน
เขาขยายอาณาเขตเต๋าออกไป ให้ปกคลุมเกาะสำนักซ่อนเร้นทั้งหมด
สิงหงเสวียนบินมาหยุดข้างกายเขา ถามด้วยความสงสัยว่า “ที่นี่คือยมโลกหรือ”
หานเจวี๋ยพยักหน้าและพูดด้วยรอยยิ้ม “ถ้าเจ้าเผชิญกับขีดจำกัดใหญ่ในอนาคต เจ้ากลับชาติเกิดใหม่ก็สะดวก”
สิงหงเสวียน “…”
นางมองหานเจวี๋ยอย่างขุ่นเคือง แค่นเสียงฮึกล่าวว่า “แค่คุณสมบัติดียังไม่พอหรือ พวกเรามนุษย์ปุถุชนผู้ฝึกเซียนก็สามารถไปถึงปลายทางของการบำเพ็ญเพียรได้เช่นกัน!”
“อืม เจ้าตั้งใจเข้า ข้าจะรอ”
“สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เล่า ท่านทอดทิ้งไปแล้วหรือ”
“ไม่ใช่ ทั้งโลกมนุษย์ถูกข้าซ่อนไว้ในส่วนลึกของวิญญาณ”
“นี่…”
สิงหงเสวียนตกใจ นางรู้ว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งมาก แต่การลงมือของหานเจวี๋ยก็ยังเกินความคาดหมายของนางอยู่ดี
ใส่ฟ้าดินไว้ในส่วนลึกของวิญญาณตัวเอง…
จู่ๆ สิงหงเสวียนก็รู้สึกว่าตนต่ำต้อยด้อยค่าอยู่บ้าง
นางอ่อนแอเกินไป
ไม่คู่ควรกับหานเจวี๋ยจริงๆ
ก่อนหน้านี้นางยังมอบสมบัติให้เขาได้ แต่ตอนนี้ทำได้แต่นั่งเสวยสุขกับผลประโยชน์ที่หานเจวี๋ยมอบให้เท่านั้น
เฮ้อ!
สิงหงเสวียนกังวลเรื่องผลได้ผลเสียของตัวเอง
นางเงยหน้าขึ้นมองหานเจวี๋ยแล้วถามว่า “หากกลับชาติเกิดใหม่จะได้คุณสมบัติที่ดีจริงหรือ”
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ไม่แน่เสมอไป บุตรแห่งสวรรค์เดิมทีมีน้อยมาก แต่ว่าพรสวรรค์ที่ดีสามารถพัฒนาได้รวดเร็วยิ่ง”
สิงหงเสวียนนิ่งเงียบ หันหลังกลับไปเพียงลำพัง
หานเจวี๋ยก็ไม่ได้คิดมากความ ในความเห็นของเขาความเป็นความตายของมนุษย์โลกไม่ใช่ความเป็นความตายอีกต่อไป ชีวิตและความตายของเซียนขึ้นอยู่กับจิตวิญญาณ
หากจิตวิญญาณคงอยู่ กายเนื้อจะฟื้นตัวในไม่ช้าก็เร็ว
หากไม่มีจิตวิญญาณ กายเนื้อก็เป็นเพียงเปลือกนอก ก็เหมือนกับพุทธะพิชิตชัย
แน่นอนว่าสิงหงเสวียนจะกลับชาติเกิดใหม่หรือไม่ล้วนไม่สำคัญ อย่างแย่ที่สุดหานเจวี๋ยก็แค่เลี้ยงดูนาง
แม้ว่าเขาจะยังไม่บรรลุถึงขอบเขตพลังที่ไม่ตายไม่แตกดับโดยแท้จริง ทว่าการเลี้ยงดูผู้หญิงคนหนึ่งไม่ยากอะไร ถึงขั้นพูดได้ว่าง่ายยิ่งกว่าง่าย
เซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็มาหาหานเจวี๋ยด้วยเช่นกัน คุยเล่นสองสามประโยคก็ต่างแยกย้ายกันไป
หลังจากได้เห็นความยิ่งใหญ่ของหานเจวี๋ย หญิงทั้งสองคนก็ตื่นตกใจเหมือนกับสิงหงเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ถึงขั้นไม่กล้าแม้แต่จะล้อเล่นกับหานเจวี๋ยแล้ว
หานเจวี๋ยนึกเสียใจกับเรื่องนี้เล็กน้อย แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ใครใช้ให้เขาแกร่งเกินไปเล่า!
การฝึกบำเพ็ญแต่เดิมก็เป็นกระบวนการที่กินเวลายาวนาน เมื่อไม่ได้เจอกันนานแล้วค้นพบว่าตบะของอีกฝ่ายอยู่ไกลเกินกว่าจินตนาการของตน ถ้าเปลี่ยนเป็นหานเจวี๋ย กระบวนความคิดก็จะเปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน
เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน สามารถกระตุ้นให้พวกนางตั้งใจบำเพ็ญตบะได้
หานเจวี๋ยกลับไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทานแล้วเริ่มการฝึกบำเพ็ญ
……
ท่ามกลางห้วงอากาศว่างเปล่า
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตโบยบินอย่างรวดเร็ว บนใบหน้าเผยรอยยิ้มเหี้ยมโหด
เมื่อนึกถึงฉากที่หานเจวี๋ยตัวสั่นเทิ้ม คุกเข่าร้องขอความเมตตาต่อหน้าตน เขาก็เบิกบานใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
คนที่เขาอยากฆ่า ไม่มีใครรอดชีวิตไปได้!
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตเร่งความเร็วทันที
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเขาก็มาถึงห้วงอวกาศที่โลกเขย่าพิภพตั้งอยู่ เขาหยุดลงกะทันหัน หัวคิ้วขมวดมุ่น
หือ?
เหตุใดโลกมนุษย์แถบนี้ถึงหายไปแล้ว
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตยกมือขวาขึ้นโบกครั้งหนึ่ง เบื้องหน้ามีเพลิงแท้สุริยะลุกโหม ก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระจกบานใหญ่อย่างรวดเร็ว
ในกระจกยักษ์ที่ลุกเป็นไฟฉายภาพฉากที่หานเจวี๋ยเก็บโลกเขย่าพิภพเข้าไป
คิ้วของจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตยิ่งขมวดมุ่นกว่าเดิม เขาบ่นพึมพำว่า “เจ้านี่เอาทั้งโลกมนุษย์ไปด้วยแล้ว? สมควรตาย!”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตโกรธจัด พลานุภาพอันน่าพรั่นพรึงสั่นสะเทือนห้วงอากาศว่างเปล่า
“ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปที่ไหน ข้าผู้นี้ก็จะสังหารเจ้าให้จงได้! เจ้ารอข้าก่อนเถอะ เจ้าทำให้ข้าโกรธเคืองแล้ว ข้าจะถลกหนังเลาะกระดูกทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเจ้า แล้วเอาจิตวิญญาณไปหลอมเป็นลูกกลอน ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มรสความเจ็บปวดทรมานที่แม้แต่จักรพรรดิเซียนก็ยังทนแทบไม่ได้!”
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตแผดเสียงตะโกน เสียงทะลวงผ่านสวรรค์ทั้งปวงจนลอยไปถึงหูของหานเจวี๋ยโดยตรง นอกจากเขาก็ไม่มีใครได้ยิน
นี่เป็นพลังวิเศษที่แปลกประหลาดและเผด็จการนัก!
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่อดลืมตาขึ้นมาไม่ได้
โทสะที่ไม่เคยมีมาก่อนบังเกิดขึ้นในใจของเขา
‘ดีมาก! เจ้าก็ทำข้าโกรธสุดขีดเหมือนกัน!’
หานเจวี๋ยไม่เคยมีเจตนาสังหารที่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน
จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตต้องดับสูญ!
หานเจวี๋ยหลับตาและบำเพ็ญตบะต่อไป
เขาในตอนนี้ยังมีพลังไม่มากพอจะสังหารจักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุต แต่ขอเพียงให้เวลาเขา ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องทำได้แน่!
หานเจวี๋ยเริ่มเร่งความเร็วในการดูดซับแรงกรรมของบัวดำล้างโลกสามสิบหกวัฏจักร
จักรพรรดิเซียนสองวัฏยังไม่เพียงพอ เช่นนั้นก็สามวัฏไปเลย!
ถ้าสามวัฏไม่พอก็ต้องสี่วัฏ!
ไม่แน่ว่าหานเจวี๋ยยังไม่ทันลงมือ จักรพรรดิเทพอีกาทองมหาวิมุตก็อาจตายไปแล้ว
แน่นอนว่าในกระบวนการนี้ การสาปแช่งย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้