261-265
บทที่ 261
สิบวันต่อมา
มหาจักรพรรดิอมตะที่เดิมทีมีสภาพอ่อนแออยู่แล้วก็ถูกหานเจวี๋ยสาปแช่งจนตาย
[มหาจักรพรรดิอมตะศัตรูคู่อาฆาตของท่าน เศษเสี้ยววิญญาณสลายเพราะการสาปแช่งของท่าน กายและวิญญาณดับสูญ]
รูปประจำตัวในค่าความสัมพันธ์ก็ไม่มีแล้ว
หานเจวี๋ยถอนหายใจยาวๆ หนึ่งเฮือก
เฮ้อ
สาปแช่งศัตรูตายแค่สี่คน เขาก็เสียอายุขัยไปแสนปีแล้ว
นี่ใครจะแบกรับได้
หานเจวี๋ยเจ็บปวดใจมาก แต่ยังคงสาปแช่งต่อ
ต่อไปคือเสียงหลงฝัว
ตบะเซียนทองไท่อี่ เกลียดชังระดับสี่ดาว จำเป็นต้องตาย
ครึ่งเดือนต่อมา
[เสียงหลงฝัวศัตรูคู่อาฆาตของท่านจิตพุทธะแตกสลาย ธาตุไฟเข้าแทรกเพราะการสาปแช่งของท่าน โชคดีได้บรรพชนพุทธปกป้องวิญญาณไว้]
‘แม่ม! มีพี่ใหญ่มากวนอีกแล้ว!’
หานเจวี๋ยกัดฟันยืนหยัด
ดีที่บรรพชนพุทธท่านนี้ไม่ได้โหดเหี้ยมเหมือนกันจักรพรรดิปีศาจ
ผ่านไปอีกราวๆ สิบวัน
[เสียงหลงฝัวศัตรูคู่อาฆาตของท่าน กลายเป็นมารชั่วร้ายเพราะการสาปแช่งของท่าน พุทธะกับมารปะทะกันจนแตกดับด้วยตนเอง ร่างและวิญญาณสลาย]
ไม่มีรูปประจำตัวของศัตรูอีกคนแล้ว!
หานเจวี๋ยรู้สึกชื่นมื่น
เขามองดูศัตรูที่เหลือ หากสาปแช่งจนตายหมด วังสวรรค์จะไม่ประสบความสูญเสียอย่างหนักหรือ
ช่างเถอะ
ความเกลียดชังระดับหนึ่งถึงสองดาวไม่สาปแช่งแล้ว ฝ่ายตรงข้ามแค่ไม่พอใจเขา ใช่ว่าจะอยากสังหารเขา
แต่ความเกลียดชังระดับสามดาวต้องสาปแช่งให้ตาย นี่คือลางบอกเหตุของศัตรูคู่อาฆาต
หานเจวี๋ยคัดเลือกอยู่ครู่หนึ่งก็สาปแช่งต่อ
ถึงอย่างไรเสียเทพเซียนเหล่านี้ก็ไม่แข็งแกร่ง ตายไม่กี่คนไม่เป็นไร
ล้วนเป็นความเกลียดชังที่สะสมจากการต่อต้านแม่ทัพและทหารสวรรค์เมื่อพันกว่าปีก่อน ผ่านไปนานขนาดนี้ระดับความเกลียดชังส่วนมากก็ลดลงแล้ว แต่ยังมีคนไม่กลัวตายไม่กี่คนที่ยังคงดื้อรั้นอยู่ ช่างโหดเหี้ยมจริงๆ
…….
แดนเซียน สำนักพุทธ
บรรพชนมรรคาสวรรค์นั่งตัวตรงอยู่บนบงกชทอง ตรงหน้ามีพระพุทธองค์ พระโพธิสัตว์ และพระอรหันต์ล้อมรอบอยู่นับไม่ถ้วน
แม้ว่าแสงพุทธะจะเจิดจรัส แต่บรรยากาศอึดอัดอย่างหาที่เปรียบมิได้
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ค่อยๆ เอ่ยปากกล่าว “ตั้งแต่พุทธะพิชิตชัยแตกดับ พุทธะฟ้าพิโรธกับเสียงหลงฝัวในสำนักพุทธก็แตกดับติดต่อกัน ข้าคำนวณดูแล้วมีคนใช้ยอดสมบัติสาปแช่ง พวกเรามีความเห็นว่าอย่างไร”
จักรพรรดิเซียนสององค์ เซียนทองไท่อี่หนึ่งองค์!
อยู่ๆ ก็แตกดับไป!
สำหรับสำนักพุทธแล้ว นับว่าเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่!
พระพุทธองค์รูปร่างอวบอ้วนองค์หนึ่งเอ่ยปากกล่าว “นี่มีคนกำลังยั่วยุสำนักพุทธอยู่ แม้กระทั่งจะเปิดศึก ไม่อาจอดกลั้นได้!”
พอคำพูดนี้ออกมาพุทธะทั้งหมดก็เกิดโทสะ
“อมิตาพุทธ พุทธะเรามีเมตตาธรรม เราไม่ไปยุแหย่คนอื่น คนอื่นก็มายุแหย่เรา!”
“น่าสะอิดสะเอียนเกินไปแล้ว นี่คือการตบหน้าทั่วทั้งสำนักพุทธ!”
“หรือจะเป็นการกระทำของวังสวรรค์”
“เป็นไปไม่ได้ จักรพรรดิสวรรค์ไม่ใช้วิธีการแบบนั้น หากจะมุ่งเป้ามาที่พวกเราจริงๆ เกรงว่าแม่ทัพทหารสวรรค์ใกล้จะสังหารเข้ามาแล้ว”
“ข้าคิดว่าเป็นวังเทพ วังเทพลึกลับไม่อาจคาดเดาได้ ซ่อนผู้ทรงพลังไว้เท่าใดพวกเราก็ไม่รู้แน่ชัด อย่างน้อยวังสวรรค์ก็ไม่มีผู้ที่มีพลังการสาปแช่งแข็งแกร่งเช่นนี้”
บรรดาพุทธะวิพากษ์วิจารณ์กัน พระโพธิสัตว์ พระอรหันต์ และบรรดาฑูตต่างก็มองหน้ากระซิบกระซาบกัน
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ค่อยๆ ลืมตากล่าว “ข้าคำนวณพบว่าของวิเศษชิ้นนั้นคือหนังสือเล่มหนึ่ง”
หนึ่งสือเล่มหนึ่ง?
บรรดาพุทธะยิ่งงงงวยกว่าเดิม
“ขอบเขตนี้มันกว้างเกินไป มีของล้ำค่ามากเกินไปในโลกที่ใช้ของที่มีลักษณะเป็นหนังสือมาเป็นของวิเศษ ที่มีชื่อเสียงที่สุดคือสมุดความเป็นความตายของยมโลก หนังสือเซียนพิภพของแดนเซียน” มีพุทธะองค์หนึ่งส่ายหน้ากล่าว
และก็มีพุทธะกำลังซักถามข้อสงสัยอยู่ “ในเมื่อเป็นการสาปแช่ง ฝ่ายตรงข้ามจะทิ้งช่องโหว่ไว้ได้อย่างไร หนังสือเล่มนี้จะชักนำในทางที่ไม่ถูกต้องหรือไม่”
คำพูดของเขาชักนำให้พระพุทธองค์พยักหน้าเห็นด้วยจำนวนไม่น้อย
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็จมดิ่งอยู่ในความครุ่นคิด
ฝ่ายตรงข้ามเป็นใครนั้น เขาคำนวณไม่ได้เลย
ความสามารถในการซ่อนยอดสมบัติเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก
หรือว่าจะจงใจทำ คิดจะชักนำภัยพิบัติสู่ฝั่งบูรพาหรือ
บรรพชนพุทธขมวดคิ้ว ยิ่งคิดยิ่งไม่สบายใจ ถึงอย่างไรมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตก็กำลังจะมาถึง เขาไม่อยากให้สำนักพุทธกลายเป็นกลุ่มอิทธิพลแรกที่เข้าในไปมหาเคราะห์
บรรดาพุทธะยังคงวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ ไม่ว่าจะวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไร ก็นึกไม่ออกว่ามือสังหารคือใคร
เป้าหมายของหานเจวี๋ยนั้นเล็กเกินไปจริงๆ แม้แต่บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็ไม่ได้สนใจหานเจวี๋ย แม้กระทั่งยังไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ของหานเจวี๋ย
ในความเห็นของเขา ที่บรรพชนพุทธภควัตกับโสมวิญญาณบรรพกาลอยู่ในโลกเขย่าพิภพ จะต้องเป็นแผนการร้ายของจักรพรรดิสวรรค์ ก่อนหน้านั้นโลกเขย่าพิภพยังมีจอมเทพอู่เต๋อและมหาจักรพรรดิเหยียนจวินอยู่ด้วย ซึ่งเพียงพอที่จะแอบซ่อนหานเจวี๋ย
เสียงหลงฝัวกับพุทธาเทพฟ้าพิโรธก็ไม่ได้เปิดเผยการดำรงอยู่ของหานเจวี๋ย เพราะหานเจวี๋ยอ่อนแอเกินไป แม้พวกเขาอยากจะสังหารหานเจวี๋ย แต่ก็ไม่เห็นหานเจวี๋ยอยู่ในสายตา
ที่หานเจวี๋ยไม่ตาย นั่นเป็นเพราะจักรพรรดิสวรรค์สนับสนุนอยู่!
……
เวลาผ่านไปอีกครึ่งปี
นอกจากจักรพรรดิปีศาจแล้ว ศัตรูที่มีความเกลียดชังระดับสามดาวขึ้นไปล้วนถูกหานเจวี๋ยสาปแช่งตายไปจนหมด
เขาสูญเสียอายุขัยไปทั้งหมดหนึ่งล้านปี ยังห่างจากร้อยล้านมาก
หานเจวี๋ยสบายใจแล้ว
ท้องฟ้าไม่เคยเป็นสีฟ้าเช่นนี้มาก่อน อากาศก็ไม่เคยเย็นสบายสดชื่นเช่นนี้มาก่อน
“นายท่าน ดูท่านจะดีใจมาก ก่อนหน้านั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่” อู้เต้าเจี้ยนถามอย่างอดไม่ได้
ก่อนหน้านั้นเห็นหานเจวี๋ยมีเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด เกือบทำให้นางตกใจตาย
หานเจวี๋ยกล่าวสีหน้าเฉียบขาด “เรื่องนี้ก็ทำเป็นไม่เห็นก็แล้วกัน ห้ามบอกคนอื่นเด็ดขาด รวมถึงบรรดาศิษย์และศิษย์หลานของข้าด้วย หากเจ้ากล้าพูดออกไปล่ะก็ เจ้ากับข้าล้วนต้องตาย”
ได้ยินเช่นนี้อู้เต้าเจี้ยนก็หน้าซีดเผือด
‘หนักหนาเช่นนี้เชียวหรือ’
นางรีบกล่าวรับรอง “ข้าลืมเรื่องนี้ไปแล้ว!”
หานเจวี๋ยพยักหน้าและกล่าวด้วยคำที่แฝงความหมายลึกซึ้ง “ใกล้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้ว พอถึงเวลานั้นพวกเราอยากหลบฝึกบำเพ็ญก็ไม่มีที่ให้หลบ รีบคว้าเวลาฝึกบำเพ็ญเถอะ อย่าได้เอาแต่จับตามองข้า”
อู้เต้าเจี้ยนหน้าแดง นางเคอะเขินมาก
อีกด้านหนึ่ง
ภายในอารามเต๋า
พุทธะอาภรณ์ขาวมองดูท้องนภานอกประตูและกล่าวพึมพำ “เหตุใดถึงยังไม่มา”
องค์ชายสิบสามเคยทิ้งคำพูดโหดเหี้ยมเอาไว้ จะต้องให้เขาจ่ายค่าตอบแทน
สุดท้ายรอมาหลายปี องค์ชายสิบสามก็ไม่มา
‘หรือว่าวังสวรรค์จะลงมือแล้ว’
พุทธะอาภรณ์ขาวถอนหายใจทีหนึ่ง ขณะที่กำลังจะฝึกฝน เงาแสงลำหนึ่งก็ปรากฏตรงหน้า
คือบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์นั่นเอง!
พุทธะอาภรณ์ขาวตกใจเกือบฉี่เล็ด
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์กล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “วางใจเถอะ ข้าแตะต้องเจ้าไม่ได้ เพียงแค่อยากถามเจ้าสักเรื่อง”
พุทธะอาภรณ์ขาวแสร้งทำเป็นไม่หวั่นไหว “เรื่องใด”
“พุทธะพิชิตชัยตายในมือผู้ใด” บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถาม
พุทธะอาภรณ์ขาวได้ยินก็รู้ว่าบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์มาหาหานเจวี๋ย
เขาเอ่ยปากกล่าว “ตายในเงื้อมมือของจักรพรรดิเซียนนิกายเจวี๋ย”
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ขมวดคิ้วถาม “เป็นไปได้อย่างไร เหตุใดนิกายเจี๋ยต้องลงมือ”
“จักรพรรดิเซียนนิกายเจี๋ยหยิ่งผยอง ต้องการกายเนื้อของพุทธะพิชิตชัยเพื่อคืนชีพผู้ทรงพลังบรรพกาลอีกครั้ง” พุทธะอาภรณ์ขาวกล่าวโดยไม่ได้เตรียม
แต่ก่อนเขาคือศิษย์นิกายฉ่าน ไม่ถูกคอกับนิกายเจี๋ยเป็นอย่างมาก
ท่ามกลางมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตในตอนนั้น สามนิกายสำนักเต๋าต่อสู้กันภายใน ทั้งสามนิกายประสบความพินาศไปด้วยกัน จนกระทั่งวันนี้ยังคงเป็นศัตรูคู่อาฆาตอยู่
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์นิ่งเงียบ
จากนั้นไม่นาน เงาแสงของเขาก็หายไปเลย
พุทธะอาภรณ์ขาวโล่งใจไปเปราะหนึ่ง และแอบชื่นชมหานเจวี๋ยอยู่ในใจ
‘ร้ายกาจจริงๆ นี่!
สังหารพุทธะพิชิตชัยแล้วบรรพชนพุทธมรรคายังคำนวณไม่พบเขา’
พุทธะอาภรณ์ขาวตัดสินใจแน่วแน่ จะต้องเกาะขาหานเจวี๋ยให้แน่นๆ
ใต้หล้ากว้างใหญ่ แต่ในขณะนี้เขาทำได้เพียงอยู่ที่นี่เท่านั้น อีกอย่างเขายังต้องอาศัยโลกเขย่าพิภพพิสูจน์จักรพรรดิ
วังสวรรค์
อุทธยานหลวง
จักรพรรดิสวรรค์กำลังทอดพระเนตรม้วนหนังสืออยู่ในศาลา และเงาร่างของบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ก็ปรากฏขึ้นมา
“พุทธะพิชิตชัยไม่ได้ตายในเงื้อมมือของวังสวรรค์หรือ” บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถาม
จักรพรรดิสวรรค์ชำเลืองพระเนตรดูทีหนึ่ง และตรัสออกมา “ข้ากลับอยากให้เป็นเช่นนั้น เขาสังหารเทพเซียนวังสวรรค์ของข้าไปมากมาย”
หานเจวี๋ยเป็นไพ่ตายของจักรพรรดิสวรรค์ ไม่อาจเปิดเผยได้เด็ดขาด
แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถึงถามเช่นนี้ จักรพรรดิสวรรค์ยังคงอยากช่วยให้หานเจวี๋ยหลุดพ้น ดังนั้นจึงตรัสขึ้นมา “ขณะที่พุทธะพิชิตชัยเข้าใกล้โลกเขย่าพิภพนั้น ถูกผู้ทรงพลังลึกลับสังหาร ที่มาของคนผู้นี้แม้แต่ข้ายังคำนวณไม่ได้”
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ขมวดคิ้ว
‘หรือจะเป็นนิกายเจี๋ย
นับดูแล้วสำนักพุทธกับนิกายเจี๋ยมีความแค้นต่อกันจริงๆ ศิษย์สำนักพุทธจำนวนไม่น้อยล้วนมาจากนิกายเจี๋ย
บทที่ 262
หานเจวี๋ยไม่รู้ว่าบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์กำลังตามหามือสังหารที่สังหารพุทธะพิชิตชัยอยู่ เขากำลังฝึกบำเพ็ญอย่างสบายอกสบายใจ
หลังจากเหลือแค่จักรพรรดิปีศาจที่เป็นศัตรู หานเจวี๋ยรู้สึกกดดันน้อยลง
เป้าหมายต่อไปคือพุ่งเข้าสู่จักรพรรดิเซียนสองวัฏจักรอย่างสุดตัว
แม้ว่าระดับจักรพรรดิจะฝึกบำเพ็ญยาก แต่เขาไม่อาจอยู่หยุดอยู่ที่จักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏจักรได้ตลอด
ยิ่งยากลำบากยิ่งต้องคว้าทุกวันเวลาไว้ให้ดี
เวลาค่อยๆ ผ่านไปอย่างช้าๆ
เวลาแต่ละปีผ่านพ้นไป
เผ่ามังกรแท้ไม่ได้มาโลกเขย่าพิภพอีก แม้แต่ต้นฝูซังก็ไม่สั่นไหว ราวกับว่าวิกฤตได้คลี่คลายแล้ว
ดูท่าในเผ่ามังกรแท้คงมีแต่องค์ชายสิบสามที่สนใจโลกเขย่าพิภพ
ชั่วแวบเดียว เวลาก็ผ่านไปยี่สิบปี
ตบะของหานเจวี๋ยถูกยกระดับอย่างมั่นคง แต่ยังคงอยู่ห่างจากจักรพรรดิเซียนสองวัฏจักรมาก
วันนี้ ดวงชะตาโลกเขย่าพิภพเลื่อนขึ้นอีกครั้ง เพดานระดับในโลกมนุษย์เลื่อนขึ้นถึงระดับเซียนพิภพ
มีแค่ผู้ที่อยู่เหนือกว่าระดับเซียนพิภพเท่านั้น ถึงจะถูกขับไล่ออกจากมรรคาสวรรค์ของโลกเขย่าพิภพ
พลังวิญญาณฟ้าดินก็เพิ่มขึ้นทวี ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าล้วนรับรู้ได้ ชั่วเวลาหนึ่งคำเล่าลือก็เริ่มแพร่กระจายออกไป
ไม่จำเป็นต้องขึ้นสวรรค์ โลกมนุษย์ก็คือแดนเซียน!
คำเล่าลือนี้แพร่กระจายมากขึ้นเรื่อยๆ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งในโลกมนุษย์ต่างก็เห็นด้วย ในเวลาเพียงไม่กี่ร้อยปี พลังวิญญาณฟ้าดินเพิ่มขึ้นอยู่ตลอด
ที่ผู้บำเพ็ญขึ้นสวรรค์ ไม่ใช่เพราะว่าโลกมนุษย์ไม่อาจทำให้พวกเขาก้าวสูงได้อีกขั้นหรอกหรือ
ผู้ที่อยู่เบื้องหลังคำเล่าลือเหล่านี้ก็คือพุทธะอาภรณ์ขาว
เพื่อเลื่อนขั้นพลังแท้จริงของโลกเขย่าพิภพ สามารถพูดได้ว่าพุทธะอาภรณ์ขาวใช้ความพยายามเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่พลังฟ้าดินถูกยกระดับขึ้น หานเจวี๋ยเริ่มอนุญาตให้บรรดาศิษย์ที่ยังไม่บรรลุระดับเซียนสวรรค์ออกไปฝึกประสบการณ์ได้
โดยเฉพาะพี่น้องหานทั้งแปด จะได้ออกไปเพิ่มความรอบรู้ไปด้วย
ชั่วเวลาหนึ่ง เขาเพียรบำเพ็ญเซียนเงียบเหงาไปไม่น้อย
หานเจวี๋ยกำลังฝึกฝนวิชาชุบร่างวัฏจักรดาราอยู่ในถ้ำเทวา
แม้จะบรรลุระดับจักรพรรดิเซียน กายดาราอนธการของเขายังคงสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้ต่อเนื่อง
[ตรวจสอบพบว่าแดนสวรรค์เปิดศึกกับวังปีศาจ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง รีบขึ้นสวรรค์ เข้าร่วมแดนสวรรค์รุดหน้าไปช่วงชิงมหาดวงชะตา จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
[ยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว อยู่ห่างจากผิดถูก ฝึกฝนอย่างสงบเสงี่ยม จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
หานเจวี๋ยอึ้งไปทันที แดนสวรรค์เปิดศึกกับวังปีศาจหรือ
แต่ก่อนล้วนเป็นคนอื่นที่มายุแหย่แดนสวรรค์ ครั้งนี้…
จักรพรรดิสวรรค์ลำพองตัวแล้วนี่!
ดูรางวัลของระบบนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าคิดจะดึงดูดให้หานเจวี๋ยเข้าร่วมศึก
หรือนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต
ไม่ได้!
ข้าเข้าร่วมเคราะห์ไม่ได้!
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบๆ ได้รับชิ้นส่วนมหามรรคอีกชิ้น
จนถึงขณะนี้เขาสะสมชิ้นส่วนมหามรรคได้ทั้งหมดเก้าชิ้น!
รวมชิ้นส่วนมหามรรคทั้งเก้าเข้าด้วยกัน จะได้รับการสนองตอบของมหามรรค ซาบซึ้งมรรควิถีสูงสุด!
หานเจวี๋ยรอเวลานี้มานานแล้ว!
เดิมทีเขาคิดว่าต้องรอสามพันปีเต็มๆ ถึงจะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคชิ้นที่เก้า คิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิสวรรค์จะทำให้เขาตกใจระคนดีใจ
ระดับความประทับใจของหานเจวี๋ยที่มีต่อจักรพรรดิสวรรค์เพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 9 ดาว
หานเจวี๋ยปรับอารมณ์และไล่อู้เต้าเจี้ยนออกไป จากนั้นนำชิ้นส่วนมหามรรคทั้งเก้าชิ้นออกมา
ชิ้นส่วนมหามรรคดูคล้ายชิ้นส่วนของเข็มทิศ สีสันแตกต่างกัน ดูๆ แล้วไม่กลมกลืนกันมาก ไม่เหมือนกับมาจากสิ่งของเดียวกัน
หานเจวี๋ยใช้พลังเวทประกอบชิ้นส่วนมหามรรคทั้งเก้าอย่างระมัดระวัง
พริบตานั้น มีแสงสว่างจ้าส่องประกายในถ้ำเทวา
หานเจวี๋ยรับรู้ถึงกลิ่นไอน่ากลัวอย่างถึงขีดสุด!
ไม่เคยรับรู้ถึงกลิ่นไอน่ากลัวระดับนี้มาก่อน!
ตรงหน้ากลิ่นไอนี้ ราวกับจักรพรรดิเซียนหนึ่งวัฏจักรอย่างเขาจะกลายเป็นเถ้าธุลีได้ตลอดเวลา
‘นี่คือกลิ่นไอมหามรรคหรือ’
หานเจวี๋ยตื่นตระหนกตกใจมาก มหามรรคเวียนว่ายตายเกิดของเขาไม่ได้ร้ายกาจเช่นนี้หรือ
แสงเจิดจ้าตรงหน้าพรั่งพรูเข้าไปในร่างเขา ดวงตาทั้งสองปิดลง
ลำแสงสลายไป ชิ้นส่วนมหามรรคทั้งเก้าหายไปแล้ว
นอกถ้ำเทวา
ลี่เหยา หลงเฮ่า อู้เต้าเจี้ยน ไก่คุกรัตติกาล สวินฉางอัน ฉู่ซื่อเหริน และราชามังกรสามหัวที่ฝึกบำเพ็ญอยู่ใต้ฝูซังอดเหลือบตามองไม่ได้
นอกจากพวกเขาแล้ว คนอื่นล้วนออกไปฝึกประสบการณ์
สวินฉางอันเกิดสีหน้าประทับใจ และกล่าวพึมพำ “กลิ่นไอนี้…”
แต่ก่อนเขาเคยรับรู้ถึงกลิ่นไอนี้!
รับรู้มาจากร่างของบรรพชนพุทธ!
ฉู่ซื่อเหรินใจเต้นเร็วกว่าเดิม ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด พอรับรู้ได้ถึงกลิ่นไอที่ออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทานก็อดใจลอยไม่ได้
ท่ามกลางความมืดมิด เขามองเห็นภาพแตกเป็นเสี่ยงๆ ทั้งแปลกหน้าและคุ้นเคย
“ไม่ใช่หรอกมั้ง นายท่านจะทะลวงอีกแล้วหรือ” ราชามังกรสามหัวกล่าวอย่างตกตะลึง
‘นี่เพิ่งผ่านไปนานเท่าใดกัน’
ไม่มีคนตอบคำพูดของเขา ทุกคนล้วนเห็นเป็นเรื่องปกติแล้ว
ฉู่ซื่อเหรินค่อยๆ หลับตาลง
ฉวินฉางอานปราดตามองเขาทีหนึ่ง ดวงตาแฝงความหมายลึกซึ้ง
……
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยมาถึงมิติลึกลับที่มีหมอกสีม่วงตลบอบอวล นอกจากหมอกสีม่วงแล้วไม่มีสิ่งใดอีก
เขาสติล่องลอย จนกระทั่งได้สติขึ้นมา
หานเจวี๋ยหยุดลงและคิดด้วยความงุนงง “ที่นี่คือ…ไม่ใช่ว่าข้ากำลังประกอบชิ้นส่วนมหามรรคอยู่หรือ”
‘เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่’
หานเจวี๋ยสังเกตดูรอบๆ อย่างละเอียด
‘เอ๊ะ?’
หมอกสีม่วงเหล่านี้ไม่ใช่ปราณฮุ่นตุ้นในร่างเขาหรอกหรือ
เหตุใดถึงมีมากเช่นนี้
หรือว่าจิตรับรู้ของเขาอยู่ในร่างของตนเอง
แต่เหตุใดถึงไม่มีดวงดารานับล้านๆ ดวง
หานเจวี๋ยงุนงงยิ่งกว่าเดิม และเริ่มเดินเตร่ไปรอบด้าน
แต่ทว่ามิติแห่งนี้ไร้ซึ่งขอบเขต ต่อให้เขาจะระเบิดความเร็วของจักรพรรดิเซียนออกมา ก็หาจุดสิ้นสุดไม่พบ แม้กระทั่งไม่อาจออกไปจากมิติแห่งนี้
หานเจวี๋ยลนลานเล็กน้อยแล้ว หรือเขาถูกผู้ทรงพลังโจมตี และวิญญาณถูกขังอยู่ในนี้
เป็นเวลาเนิ่นนาน
หลังจากหานเจวี๋ยรู้แน่ชัดว่าตนเองไม่อาจหนีออกไปได้แล้ว เขาก็ละทิ้งความพยายาม
เขาเริ่มนั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญ
“หืม?”
หานเจวี๋ยรู้สึกตกใจระคนดีใจเมื่อค้นพบว่าความเร็วของตบะเหนือกว่าแต่ก่อนมาก
‘เดี๋ยวก่อน!’
ที่แท้เขาไม่ได้ถูกกักขัง หรือว่านี่คือขั้นตอนของการประกอบชิ้นส่วนมหามรรค
มรรควิถีสูงสุดไม่สามารถสืบทอดได้โดยตรง แต่ต้องให้ตัวเองสร้างขึ้นหรือ
หลังจากหานเจวี๋ยคิดทะลุปรุโปร่งแล้ว ก็เริ่มทำความเข้าใจวิชาวัฏจักรหกวิถี
ที่เขาสามารถฝึกฝนมาถึงวันนี้ได้ อาศัยวิชาวัฏจักรหกวิถีเป็นหลัก หากเขาอยากสร้างวิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ได้แต่ใช้วิชาวัฏจักรหกวิถีเป็นพื้นฐานเท่านั้น
จู่ๆ หานเจวี๋ยก็เกิดความคิดอาจหาญขึ้นมา
หากผสานวิชาวัฏจักรหกวิถีกับวิชาชุบร่างวัฏจักรดารา…
วิชาวัฏจักรหกวิถีเน้นหนักกฎเกณฑ์ทั่วทุกด้าน วิชาชุบร่างวัฏจักรดาราก็เป็นวิชาที่ใช้พลังพิสูจน์มรรค ยกระดับกายเนื้ออย่างร้ายกาจ
ตู๊ม…
หมอกสีม่วงรอบด้านทะลักเข้าร่างหานเจวี๋ยอย่างบ้าคลั่ง จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยตามเข้าไปอยู่ในสถานะที่ล้ำลึกอย่างหาที่เปรียบมิได้
ชั่วพริบตาที่ไม่สามารถเข้าใจได้ในก่อนหน้านั้น ราวกับท้องฟ้าที่ถูกดึงเมฆหมอกออกไป ทุกอย่างกระจ่างแล้ว
ความคิดนับไม่ถ้วนก่อตัวขึ้นในสมองหานเจวี๋ย ราวกับจักรวาลระเบิดออกมาครั้งใหญ่ เต๋าก่อกำเนิดหนึ่ง หนึ่งก่อกำเนิดสอง สองก่อกำเนิดสาม สามก่อกำเนิดสรรพสิ่ง!
เขาเริ่มสร้างวิชายุทธ์ชนิดหนึ่งขึ้นมาใหม่ทั้งหมด!
……
วังสวรรค์ พระราชวังเทียมเมฆา
บรรดาเทพเซียนกำลังถกกันอยู่ว่าจะโจมตีวังปีศาจอย่างไร จักรพรรดิสวรรค์ทรงสดับอยู่บนบัลลังก์เงียบๆ
ขณะนั้นเอง พระราชวังเทียมเมฆาพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
หมู่เซียนตื่นตะลึง พากันนำของวิเศษออกมาเตรียมพร้อมรับศึก
“เกิดอะไรขึ้น”
“ศัตรูโจมตีหรือ”
“ไม่ได้รับรู้ถึงกลิ่นไอของศัตรูนี่!”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่ศัตรูโจมตี คือดวงชะตา! ดวงชะตาของวังสวรรค์กำลังเพิ่มฉับพลัน!”
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนี้”
บรรดาเทพเซียนฮือฮาและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความตกตะลึง พวกเขาพากันแผ่พลังจิตออกไป
จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้ว พองอนิ้วคำนวณดู สีพระพักตร์ก็เปลี่ยนไปมาก
เขาคำนวณพบว่าดวงชะตาของวังสวรรค์กำลังเพิ่มขึ้นฉับพลันด้วยความเร็วอันน่าหวาดกลัว ไม่เพียงเท่านี้ พลังกฎเกณฑ์บางอย่างที่แข็งแกร่งกว่ามรรคาสวรรค์เยื้องกรายเข้ามาปกคลุมวังสวรรค์ไว้
‘มีคนกำลังพิสูจน์ต้าหลัวหรือ
เป็นไปไม่ได้’
จักรพรรดิสวรรค์เข้าใจวังสวรรค์อย่างหาที่เปรียบมิได้ ไม่มีคนเช่นนี้แน่นอน!
บทที่ 263
“ตรวจสอบดู ข้าอยากรู้ว่าต้นเหตุอยู่ที่ใด!”
จักรพรรดิสวรรค์ตะคอกด้วยพระสุรเสียงเคร่งขรึม ในเมื่อคำนวณไม่ได้ ก็ใช้กำลังคนไปหา!
บรรดาเทพเซียนน้อมรับพระบัญชาในทันที เดิมทีต้องการถกกลยุทธ์ในการยกทัพไปปราบปรามวังปีศาจ ขณะนี้กลับถูกขัดจังหวะแล้ว
บางทีการที่ดวงชะตาเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันอาจไม่ใช่เรื่องดี อาจมีคนกำลังเล่นงานวังสวรรค์อยู่!
มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตใกล้จะมาถึง กลุ่มอิทธิพลที่มีดวงชะตาแข็งแกร่งที่สุดจะต้องเข้าร่วมเคราะห์อย่างแน่นอน
จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา หลังจากกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดเข้าร่วมมหาเคราะห์แล้ว มักจะมีจุดจบน่าเวทนาสุด
นี่คือสาเหตุที่สี่กลุ่มอิทธิพลใหญ่ระดับเจ้าจักรวรรดิรักษาสมดุลมาโดยตลอด
สามารถต่อสู้กันได้ แต่ย่อมไม่อยากเป็นกลุ่มอิทธิพลที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างเด็ดขาด
ที่วังสวรรค์กับวังเทพรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนก็เพราะความคิดเช่นนี้ ทั้งสองต่างก็แข็งแกร่งขึ้นด้วยกัน ไม่มีใครแข็งแกร่งที่สุด
เมื่อมองดูมหาเคราะห์ในอดีต ผู้ที่ได้รับชัยชนะในตอนท้ายล้วนเป็นกลุ่มอิทธิพลที่ไม่เข้าทำเนียบระดับชั้น
ปฐมเคราะห์หลงฮั่น มังกร หงส์ และกิเลนทั้งสามเผ่าต่อสู้กัน สำนักพุทธผุดขึ้นมา
มหาเคราะห์จอมเวทปีศาจ จอมเวทและปีศาจต่อสู้จนตายทั้งสองเผ่า เผ่ามนุษย์ผุดขึ้นมา
มหาเคราะห์ผนึกเทพ สามนิกายสำนักเต๋าต่อสู้กันภายใน สำนักพุทธผุดขึ้นมา
จักรพรรดิสวรรค์พยายามทำให้อารมณ์สงบลง ในใจทรงพิโรธมาก
มหาเคราะห์เพิ่งจะก่อตัวก็มีคนทำร้ายวังสวรรค์แล้วหรือ
……
สำนักพุทธ
บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์พลันลืมตาขึ้นมา เขามองไปตรงขอบฟ้า และขมวดคิ้วกล่าวพึมพำ “ดวงชะตามหามรรค วังสวรรค์คิดจะทำอะไร นี่คือการประกาศศึกหรือ”
เขารีบติดต่อจักรพรรดิปีศาจทันที
อีกด้านหนึ่ง
วังเทพ
ประมุขแห่งวังเทพกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ ขณะเดียวกันก็รับรู้ถึงดวงชะตาของวังสวรรค์ที่เพิ่มขึ้นฉับพลัน
พอเขางอนิ้วคำนวณดู ก็คำนวณไม่เจออะไรเลย
ความคิดแรกของเขาคือมีคนกำลังเล่นงานวังสวรรค์อยู่!
ช่วงหลายปีนี้ วังสวรรค์กับสำนักพุทธ วังปีศาจ และเผ่ามารเกิดศึกกันเป็นนิจ ทุกข์ทรมานจนยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ ดวงชะตาจะเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันได้อย่างไร
“ดูท่ามหาเคราะห์คงจะมาแล้วจริงๆ”
ประมุขแห่งวังเทพกล่าวพึมพำด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
นี่เป็นครั้งแรกที่วังเทพประสบกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต เป็นถึงประมุขแห่งวังเทพย่อมกดดันมาก
ไม่ระวังเพียงเล็กน้อย วังเทพก็ไม่มีอยู่แล้ว!
……
หานเจวี๋ยหยั่งถึงยอดมรรควิถีทำให้แดนเซียนสั่นสะเทือน เหตุการณ์ปรากฏเสมอเหมือนกระแสคลื่นโหมซัดสาด
ตัวเขาเองไม่รู้เรื่องราวใดๆ เลย ยังคงทำความเข้าใจมรรควิถีอยู่
ภายในมิติลึกลับ เขาถูกห้อมล้อมด้วยหมอกสีม่วงจนกลายเป็นไข่สีม่วงขนาดใหญ่ใบหนึ่ง อักขระลึกล้ำลึกลับหมุนวนอยู่รอบๆ ดูจากรูปแบบอักขระเหมือนจะต่างประเภทกันด้วย
เขาหาความรู้สึกเจอแล้ว
วิชายุทธ์ที่แข็งแกร่งและใหม่เอี่ยมกำลังเกิดขึ้นในสมองของเขา ปรับปรุงและเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง
นี่ไม่ใช่วิชายุทธ์แล้ว แต่เป็นมรรควิถี!
วิถีที่สามารถพิสูจน์มรรคได้!
ขณะเดียวกัน
ปรากฏเมฆอัสนีพวยพุ่งบนท้องฟ้าเหนือเขาเพียรบำเพ็ญเซียน อัสนีสีม่วงทอประสานสลับไปมานับไม่ถ้วน
บรรดาศิษย์สำนักซ่อนเร้นแหงนหน้ามองไปด้วยความตกใจ อานุภาพกดดันน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์มองไม่เห็นปรากฏการณ์นี้ ก่อนหน้านั้นหานเจวี๋ยนำฟังก์ชันเขตอาคมของระบบเชื่อมผนึกกับอาณาเขตเต๋า ไม่ว่าภายในจะเกิดอะไรขึ้น มองจากภายนอกเข้ามา เขาเพียรบำเพ็ญเซียนยังคงดูสดใสไม่มีความผิดปกติเลยแม้แต่น้อย กลิ่นไอในเขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็ไม่เล็ดลอดออกไป
ถึงอย่างไรสำนักซ่อนเร้นก็ล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์ มีคนทะลวงตลอดเวลา ย่อมก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวขนาดใหญ่
แต่หากหานเจวี๋ยมองเห็นเมฆอัสนีบนยอดเขาจะต้องตกใจอย่างแน่นอน
แม้แต่หินมรรคาสวรรค์และอาณาเขตเต๋ายังไม่อาจหยุดยั้งเคราะห์สวรรค์ได้หรือ
อย่างที่รู้ว่าก่อนหน้านั้นเขาพิสูจน์จักรพรรดิยังไม่ต้องฝ่าด่านเคราะห์เลย!
อัสนีสีม่วงเส้นหนึ่งผ่าลงมาอย่างบ้าคลั่ง มันร่วงลงบนยอดเขาและผ่าทะลุตัวภูเขาก่อนตกลงบนตัวหานเจวี๋ย
ตัวภูเขาไม่ได้ถูกทำลาย กายเนื้อของหานเจวี๋ยกลับสั่นสะท้าน
นี่ไม่ใช่เคราะห์สวรรค์!
เพราะไม่มีพลังในการทำลาย!
คล้ายพิธีชำระล้างอย่างหนึ่งมากกว่า!
ภายใต้การอัดเข้าไปของอัสนีสีม่วงแต่ละสาย กายเนื้อของหานเจวี๋ยเปล่งแสงออกมา ดูคล้ายกับดวงดาวรูปมนุษย์ดวงหนึ่ง
กายเนื้อของหานเจวี๋ยกำลังชุบหลอม แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อไก่คุกรัตติกาล อู้เต้าเจี้ยน ฉวินฉางอันและคนอื่นๆ ค้นพบว่าอัสนีสีม่วงไม่ได้ทำลายเขาเพียรบำเพ็ญเซียนนั้น ก็วางใจขึ้นมา
พวกเขายืนยันว่าหานเจวี๋ยจะต้องฝึกฝนพลังวิเศษอย่างแน่นอน!
พลังวิเศษชนิดหนึ่งที่ทั้งลึกลับและแข็งแกร่ง!
……
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ฟื้นขึ้นมา
อักขระลึกลับ และหมอกสีม่วงรอบตัวล้วนถูกเขาดูดเข้าไปในร่างทั้งหมด
หานเจวี๋ยลืมตาทั้งคู่ ลูกตาดำกลายเป็นสีม่วง
“วิชานี้ชื่อว่ามหามรรควัฏจักรอนธการ!”
หานเจวี๋ยพูดพึมพำกับตัวเอง พอน้ำเสียงสิ้นสุดลง ไอสีม่วงบริเวณรอบๆ ก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง
ตบะของเขาเริ่มเพิ่มขึ้นฉับพลัน
[ยินดีด้วยท่านสร้างวิชายุทธ์ระดับมหามรรคสำเร็จ ได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[ยินดีด้วยท่านได้รับกระบี่ดึกดำบรรพ์โลกาสวรรค์]
[กระบี่ดึกดำบรรพ์โลกาสวรรค์: สมบัติวิญญาณระดับเทพ สมบัติแห่งการฟันสังหาร อานุภาพไร้ขีดจำกัด แรงกรรมยิ่งแข็งแกร่ง พลังในการทำลายสังหารก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไปด้วย]
‘วิชายุทธ์ระดับมหามรรค!’
หานเจวี๋ยดีใจมาก ครั้งนี้การบำเพ็ญในภายหน้าก็จะราบรื่นแล้ว
เขาไม่ได้นำกระบี่ดึกดำบรรพ์โลกาสวรรค์ออกมาทันที แต่กลับทำความเข้าใจต่อ
แม้เขาจะหยั่งรู้มหามรรควัฏจักรอนธการ แต่ใช่ว่าจะเชี่ยวชาญอย่างสิ้นเชิง แม้กระทั่งยังไม่รู้ว่ามรรคนี้สามารถฝึกฝนได้ถึงระดับใด
หวนนึกถึงการทำความเข้าใจในก่อนหน้า หานเจวี๋ยรู้สึกราวกับฝันไปหนึ่งตื่น หลังจากฟื้นขึ้นมาแล้วความฝันก็เลือนราง
ผ่านการสร้างสรรค์ในรอบนี้ ในที่สุดหานเจวี๋ยก็เข้าใจว่าปราณในร่างของเขาไม่ใช่ปราณฮุ่นตุ้น แต่เป็นปราณอนธการที่อยู่ระดับที่สูงกว่า
กายดาราอนธการสามารถสร้างปราณอนธการได้อย่างต่อเนื่อง ปราณอนธการสูงกว่ามรรคาสวรรค์ ไม่ถูกมรรคาสวรรค์ควบคุม
เป็นเวลาเนิ่นนาน
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับเข้ากายเนื้อ
เขาลืมตาขึ้น ค้นพบว่าภายในถ้ำเทวาระเกะระกะไปหมด เขาไม่ได้คิดอะไรมาก และเริ่มสัมผัสถึงกายเนื้อ
‘เอ๊ะ!’
พลังเวทของเขาแข็งแกร่งไม่น้อยกว่าสิบเท่า อยู่ห่างจากจักรพรรดิเซียนสองวัฏจักรไม่มาก!
จักรพรรดิเซียนเก้าวัฏจักร นอกจากสะสมความแข็งแกร่งของพลังเวทในแต่ละขั้นแล้ว ยังต้องให้วิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลงด้วย
เกิดเปลี่ยนแปลงเก้าครั้งก็คือจักรพรรดิเซียนเก้าวัฏจักร!
เมื่อวิญญาณบรรลุถึงระดับสมบูรณ์แบบแล้ว ก็สามารถทะลวงระดับเทพได้!
ระดับจักรพรรดิฝึกบำเพ็ญวิญญาณ ระดับเทพฝึกบำเพ็ญมรรคจิต!
มรรคจิตใช่ว่าทำให้มั่นคงก็เพียงพอแล้ว ยังต้องทำการฝึกบำเพ็ญ ระดับเทพยังสามารถใช้มรรคจิตปราบปรามเวไนยสัตว์ได้
หานเจวี๋ยพอใจขั้นสุด
สมกับเป็นชิ้นส่วนมหามรรคเก้าชิ้น คลื่นนี้ก่อตัวขึ้นแล้ว!
หานเจวี๋ยโบกมือขวาทำให้ทุกอย่างในถ้ำเทวากลับมาเป็นปกติ
“ออกมาพบกันหน่อย”
น้ำเสียงคุ้นเคยลอยเข้ามา คือจักรพรรดิสวรรค์นั่นเอง
หานเจวี๋ยงุนงง ‘เหตุใดจักรพรรดิสวรรค์ถึงมา’
เขารีบหายวับไปจากถ้ำเทวา และไปยังป่าเล็กๆ ที่คุ้นเคยแห่งนั้น
หานเจวี๋ยเพิ่งจะปรากฏตัวก็รับรู้ถึงสายพระเนตรของจักรพรรดิสวรรค์ที่เต็มไปด้วยการกดขี่
จักรพรรดิสวรรค์ทอดพระเนตรหานเจวี๋ยอย่างละเอียดถี่ถ้วนพร้อมกับตรัสขึ้นมา “ดวงชะตายิ่งใหญ่มาก เป็นเจ้าจริงๆ ด้วย!”
หานเจวี๋ยอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็รับรู้ดวงชะตาของตนเอง
‘เอ๊ะ! แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมากจริงๆ!’
ดวงชะตาที่กล่าวถึงไร้รูปไร้สี ต้องใช้วิธีการพิเศษถึงรับรู้ได้ แต่จักรพรรดิเซียนสามารถใช้พลังวิเศษตรวจสอบได้
หานเจวี๋ยในขณะนี้ราวกับพระอาทิตย์ดวงหนึ่งที่ส่องแสงเจิดจ้า
‘พลังสะท้อนของวิชายุทธ์ระดับมหามรรคน่ากลัวเช่นนี้เชียวหรือ
แย่แล้ว!’
คราวนี้ไม่อาจถูไถเอาตัวรอดไปวันๆ แล้ว
หานเจวี๋ยไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้าจักรพรรดิสวรรค์อย่างไร
“บอกข้ามาตามตรง ก่อนหน้านั้นเจ้าทำอะไรมา” จักรพรรดิสวรรค์จ้องหานเจวี๋ยด้วยดวงพระเนตรที่แวววาว
ใจของเขาเต้นจนเกือบจะหลุดออกมาแล้ว
เดิมทีคิดว่าวังสวรรค์จะเผชิญกับวิกฤติครั้งใหญ่ คิดไม่ถึง……
จะเป็นโชควาสนาที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน!
สามารถชักนำมหามรรคมาได้ หานเจวี๋ยจะต้องได้รับโชคยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน!
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างระมัดระวัง “ก็คือรู้แจ้ง…อยู่ครู่หนึ่ง”
พระพักตร์ของจักรพรรดิดูไร้ความรู้สึก แต่พระทัยกลับสั่นไหว
‘รู้แจ้งอยู่ครู่หนึ่ง? เด็กอย่างเจ้าปั่นจนโกลาหลอลหม่านไปหมดแล้ว! ไม่ได้! คุณสมบัติอย่างหานเจวี๋ยนี้หากเผยแพร่ออกไป สำนักพุทธ วังปีศาจ วังเทพ หรือแม้แต่สำนักเต๋าจะต้องพยายามสังหารเขาอย่างสุดชีวิต’
พระทัยของจักรพรรดิสวรรค์เริ่มร้อนระอุ
บางทีหานเจวี๋ยอาจจะสามารถพิสูจน์ต้าหลัวได้!
กี่ปีแล้ว!
แดนเซียนไม่มีต้าหลัวถือกำเนิดนานแล้ว นานจนเวไนยสัตว์คิดว่าจักรพรรดิเซียนคือจุดสูงสุดของการฝึกบำเพ็ญ!
บทที่ 264
มองเห็นจักรพรรดิสวรรค์แย้มแย้มในฉับพลัน หานเจวี๋ยก็เป็นกังวล
การแสดงออกที่ปลิ้นปล้อนมาก!
หรือว่าจักรพรรดิสวรรค์เริ่มวางแผนให้เขาทำงานให้
หานเจวี๋ยแอบถอนหายใจ
จักรพรรดิสวรรค์ทอดมองหานเจวี๋ยด้วยดวงตาแวววาว และถามขึ้นมา “ความจงรักภักดีที่เจ้ามีต่อวังสวรรค์ยังอยู่หรือไม่”
“วังสวรรค์คือบ้านของกระหม่อม หากกระหม่อมไม่มีศัตรูในหมื่นพิภพ จะต้องส่งวังสวรรค์ให้ถึงจุดสูงสุดอย่างแน่นอน!”
“ฮึ! ก็แค่ตอนนี้ไม่ได้ใช่ไหม”
“แค่กๆ ที่ไหนกัน ตอนนี้กระหม่อมอ่อนแอเกินไป คุณูปการที่สามารถทำให้วังสวรรค์ได้ เทพเซียนองค์อื่นๆ ก็สามารถทำได้ ข้าหวังว่าจะเป็นเสาค้ำยันของวังสวรรค์”
“ฮึ ตั้งแต่วันนี้ไปหากมีจักรพรรดิโจมตีโลกเขย่าพิภพ ข้าจะไม่ยื่นมือเข้ามา แต่หากเหนือกว่าระดับจักรพรรดิ ข้าก็จะไม่ให้เจ้าตายเช่นกัน”
จักรพรรดิสวรรค์แค่นเสียงขึ้นจมูก มีท่าทีราวกับข้ามองเจ้าทะลุปรุโปร่งตั้งนานแล้ว
หานเจวี๋ยรีบพยักหน้า และได้แต่ตอบรับ
จักรพรรดิสวรรค์สังเกตดูหานเจวี๋ยพลางกล่าวออกมา “บางทีเจ้าสามารถบรรลุถึงระดับต้าหลัวได้”
‘ต้าหลัว!’
หานเจวี๋ยใจเย็นสะท้าน ‘เป้าหมายเล็กๆ ของข้าถูกค้นพบแล้วหรือ’
เขาถามด้วยความอยากรู้ “ต้าหลัวในแดนเซียนมีเยอะหรือไม่”
จักรพรรดิสวรรค์ตอบ “น้อย ตั้งแต่มหาเคราะห์ครั้งก่อนสิ้นสุดลง ก็ไม่มีต้าหลัวถือกำเนิดขึ้นมาใหม่อีกเลย บางทีอาจปรากฏในมหาเคราะห์ครั้งต่อไป บุตรแห่งสวรรค์ยอดเยี่ยมที่สุดในยุคของนิกายเหรินสองท่านเข้าใกล้ต้าหลัวแล้ว ส่วนเจ้าล่ะก็ หลังจากมหาเคราะห์ในครั้งหน้าสิ้นสุดลงคงจะพิสูจน์ต้าหลัวได้แล้ว ข้าจะพยายามปกป้องเจ้าให้ฝ่ามหาเคราะห์อย่างปลอดภัย”
แม้วังสวรรค์จะหวาดกลัวมหาเคราะห์ แต่ไม่เคยสิ้นหวังมาก่อน
พวกเขาฝ่ามหาเคราะห์มาหลายครั้งแล้ว!
‘นิกายเหริน?’
หานเจวี๋ยกระพริบตาปริบๆ และถามด้วยความอยากรู้ “นิกายเหรินใช่นิกายที่แข็งแกร่งที่สุดในนิกายทั้งสามของสำนักเต๋าหรือไม่”
จักรพรรดิสวรรค์ส่ายพระพักตร์ตอบ “พูดถึงอิทธิพลนับว่าอ่อนแอที่สุด ตั้งแต่มหาเคราะห์ผนึกเทพสิ้นสุดลง ศิษย์แต่ละรุ่นของนิกายเหรินจะบ่มเพาะแค่สองท่านเท่านั้น เพียงแค่มีศิษย์คนใดคนหนึ่งตาย ศิษย์อีกคนก็ต้องตายด้วย แต่หลังจากศิษย์รุ่นหนึ่งแตกดับไปหมดแล้ว ถึงจะบ่มเพาะรุ่นถัดไป พูดถึงพรสวรรค์ศิษย์นิกายเหรินมีสติปัญญาสูงสุด”
‘หืม? เป็นตายร่วมกัน? ในนิกายคงสภาพศิษย์สองคนตลอดหรือ นี่มันกฎอะไรกัน’
หานเจวี๋ยตกใจเข้าแล้ว
‘เส้นทางอัจฉริยะนี้จะแคบไปหน่อยไหม ไม่กลัวนิกายจะดับสูญหรือ’
“ใช่แล้วบาท พระองค์รู้จักผานซินหรือไม่” หานเจวี๋ยถามด้วยความอยากได้รู้
จักรพรรดิสวรรค์ได้ยินก็ขมวดคิ้วทันที แล้วกล่าวด้วยพระสุรเสียงเคร่งขรึม “เข้ารู้ชื่อนี้มาจากที่ใด”
หานเจวี๋ยไม่ได้ปิดบัง เขาพูดเรื่องที่พบเจอกับผานซินออกมา
จักรพรรดิสวรรค์พระพักตร์เคร่งขรึม “อย่าได้คบค้าสมาคมกับคนผู้นี้ลึกซึ้งเกินไป หากล่วงเกินเขา ข้าก็ไม่อาจปกป้องเจ้าได้ อีกอย่างเขาถูกผู้ทรงพลังที่น่าหวาดอย่างถึงขีดสุดจับตามองอยู่ ยากที่จะปกป้องตัวเองได้ คบกับเขาไม่อาจมีจุดจบที่ดี”
หานเจวี๋ยถามด้วยความแปลกใจ “หรือว่าในโลกยังมีระดับขั้นที่แข็งแกร่งกว่าพระองค์ จักรพรรดิปีศาจ และบรรพชนพุทธอีกหรือ”
“ฮึ รอเจ้าย่างเข้าสู่ระดับเทพเจ้าก็จะเข้าใจ!”
“เช่นนั้นฝ่าบาทคือระดับเทพหรือ”
“ระดับเทพ? เหอะๆ”
จักรพรรดิสวรรค์ส่ายพระพักตร์และอดแย้มพระสรวลไม่ได้ จากนั้นก็หายไปจากที่เดิม
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
‘เสียงเหอะๆ นี้… หรือว่าจักรพรรดิสวรรค์คือต้าหลัว’
หานเจวี๋ยแอบตกใจ ไม่สามารถล่วงเกินจักรพรรดิสวรรค์ได้จริงๆ
ประเดี๋ยวเดียวหานเจวี๋ยกลับมาฝึกบำเพ็ญต่อในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
การทำความเข้าใจยอดมรรควิถีในก่อนหน้าใช้เวลาเกือบสามปี เขาต้องฝึกบำเพ็ญต่อ
ช่วงชิงเวลาในการทะลวงจักรพรรดิเซียนสองวัฏจักรในเร็ววัน!
……
ในพระราชวังที่มืดมิดแห่งหนึ่ง ซูฉีกำลังนั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญอยู่
ตั้งแต่หลบหนีจากการล่าสังหารของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวงแล้ว เขาก็ปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่วังเทพตลอด และไม่คบค้าสมาคมกับผู้คนด้วย
เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏตัวตรงหน้าซูฉี คือจักรพรรดิเทพกระบี่นั่นเอง
จักรพรรดิเทพกระบี่กล่าวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “ซูฉี ต่อไปเจ้าจะต้องไปทำภารกิจ”
มองเห็นซูฉีเขาก็ปวดหัว
ขณะที่ตบะของซูฉีสูงขึ้นเรื่อยๆ ดวงชะตาแห่งความโชคร้ายของเจ้าหมอนี่ก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เซียนทองไท่อี่ยังไม่แน่ว่าจะสามารถต้านทานดวงชะตาโชคร้ายของเจ้าหมอนี่ได้
รอเจ้าหมอนี่บรรลุเซียนทองไท่อี่ บางทีแม้แต่จักรพรรดิเซียนก็เกิดหายนะได้
นิกายเจี๋ยช่างน่าขยะแขยงเสียจริง มักจะบ่มเพาะหายนะ!
ซูฉีลืมตาถามด้วยความสงสัย “ภารกิจอันใด”
“สังหารเทพปีศาจ เจ้ากล้าหรือไม่”
จักรพรรดิเทพกระบี่ก้มหน้ามองซูฉีจากที่สูง จงใจยั่วยุเขา
ซูฉีกล่าว “ข้าไม่กล้า”
จักรพรรดิเทพกระบี่นิ่งเงียบ
ซูฉีแอบก่นด่า ‘คิดว่าข้าโง่หรือ สังหารเทพปีศาจ? อีกทั้งอาจารย์ไม่ได้แอบปกป้องข้าอยู่ ข้าไปไม่เท่ากับว่าไปตายหรือ อย่างไรเสียอาจารย์ก็ให้ข้าอยู่ในวังเทพ ข้าไม่ไปไหนทั้งนั้น!’
ตั้งแต่ถูกราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวงคุมขัง เขาก็เข้าใจความตั้งใจดีของหานเจวี๋ยในที่สุด
ขณะที่ยังไม่มีตบะที่แข็งแกร่งอย่างสิ้นเชิง ไม่อาจเตร็ดเตร่ไปทั่วได้จริงๆ!
“ไปเถอะ หากกลัวเทพปีศาจ เช่นนั้นก็ไปสังหารราชาปีศาจ” จักรพรรดิเทพกระบี่ระงับความโกรธแล้วกล่าวออกมา
ซูฉีส่ายหน้ากล่าว “ไม่ไป อันตรายเกินไป ข้าอยากตั้งใจฝึกฝน วังเทพมีน้ำใจกว้างต่อศิษย์มากมิใช่หรือ ไม่ต้องทำภารกิจ เว้นแต่จะฝึกบำเพ็ญสำเร็จแล้ว”
แม้ว่าบุตรแห่งสวรรค์ของวังเทพมีมากมาย แต่ก็เป็นเพราะกฎเกณฑ์ของวังเทพ นอกเสียจากวังเทพจะจัดการแล้ว บรรดาศิษย์ต้องฝึกบำเพ็ญสำเร็จถึงจะออกไปทำภารกิจเองได้
ก่อนหน้าซูฉีถูกจักรพรรดิเทพกระบี่ส่งออกไปทำภารกิจแล้วครั้งหนึ่ง เขาคิดว่าการปฏิเสธในครั้งนี้ก็สมเหตุสมผลอยู่
ต่อให้เขาจะเป็นศิษย์ที่จักรพรรดิเทพกระบี่รับมา แต่ก็ไม่อาจใช้อำนาจขับไล่ศิษย์ได้
จักรพรรดิเทพกระบี่ขมวดคิ้ว
เขาหมุนตัวจากไปโดยไม่ได้พูดอะไรมาก
ซูฉีโล่งใจไปเปราะหนึ่ง และฝึกฝนต่อ
“ข้าใกล้จะบรรลุระดับเซียนแท้ไท่อี่แล้ว หากอาจารย์รู้ต้องดีใจแน่นอน ศิษย์ในสำนักคงไม่มีใครตามข้าทัน” ซูฉีคิดด้วยความภาคภูมิใจ
จู่ๆ เขาก็คิดถึงเขาเพียรบำเพ็ญเซียนมาก
รอเขาสำเร็จเซียนทองแล้วค่อยกลับไป พอถึงตอนนั้นอาจารย์จะต้องประหลาดใจแน่นอน ต่อไปหน้าตาของเขาบำเพ็ญเซียนเขาจะเป็นคนรักษาไว้เอง!
……
ผ่านไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายมาสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจ
ภารกิจประจำวันเหลือแค่จักรพรรดิปีศาจแล้ว หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตบะของเขายากที่จะสาปแช่งจักรพรรดิปีศาจให้ตายได้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้จักรพรรดิปีศาจกระวนกระวายใจได้
ขณะที่สาปแช่งไปด้วยก็ตรวจสอบจดหมายไปพลาง
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียน] x15
[จอมเทพอู่เต๋อสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพปีศาจ]
[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย วังเทพไม่ได้รับผลกระทบ คุณสมบัติเทพของดาวตัวซวยเริ่มยกระดับ]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพปีศาจ] x239,874
[ไท่ซู่เทียนสหายของท่านถกมรรคกับผู้ทรงพลัง หยั่งถึงมหามรรคแห่งกรรม]
[ตี้หงเย่สหายของท่านไปจากแดนเซียน เข้าสู่แม่น้ำกาลเวลา]
[เจี้ยงอี้สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง กายเนื้อถูกทำลาย โชคดีได้ผู้ทรงพลังช่วยไว้]
[จั้งกูซิงสหายของท่านกลับคืนสู่กายเนื้อ จิตแห่งมรรคกระบี่เลื่อนขั้น]
……
วังสวรรค์กับวังปีศาจจะตีกันจริงๆ แล้ว!
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าจั้งกูซิงได้กายเนื้อของตัวเองมาแล้ว เขารีบตรวจสอบค่าความสัมพันธ์ทันที
‘จั้งกูซิง จักรพรรดิเซียนห้าวัฏจักร! ยอดเยี่ยมเช่นนี้เชียว’
หานเจวี๋ยถูกทำให้ตกใจเข้าแล้ว ก่อนหน้าก็รู้สึกว่าพี่ใหญ่ไม่ธรรมดา ไม่คิดว่าจะแข็งแกร่งอย่างไม่น่าเชื่อ
‘จั้งกูซิงจะผงาดขึ้นมาหรือ ต้องเป็นความดีความชอบของข้าอย่างแน่นอน!’
ก่อนหน้านั้นหานเจวี๋ยไม่ได้สาปแช่งอวี้เทียนเป่าให้ตายโดยตรง แต่สะสมการสาปแช่งในก่อนหน้ามากเกินไป คาดว่าสภาพจิตใจคงพังทลายไปนานแล้ว
เพราะอวี้เทียนเป่าไม่มีความเกลียดชังต่อหานเจวี๋ย ทำให้หานเจวี๋ยเกรงใจไม่กล้าสาปแช่งให้อวี้เทียนเป่าตายโดยตรง
หากอวี้เทียนเป่าอยากสังหารจั้งกูซิง จั้งกูซิงคงตายไปนานแล้ว คาดว่าคงถูกสกัดกั้นในวังเทพ
คนผู้นี้ให้จั้งกูซิงสังหารด้วยตนเองเถอะ!
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ เขาตรวจสอบจดหมายต่อ บรรดาแม่ทัพสวรรค์ของวังสวรรค์ล้วนประสบกับการถูกโจมตี การเคลื่อนไหวยิ่งใหญ่มาก
หานเจวี๋ยรู้สึกถึงวิกฤต ต้องคว้าเวลาทะลวงถึงจักรพรรดิเซียนสองวัฏจักรโดยเร็ว!
ขณะนี้อู้เต้าเจี้ยนเดินเข้ามาจากนอกถ้ำเทวา นางมาตรงหน้าหานเจวี๋ยและกล่าวอย่างระมัดระวัง “นายท่าน สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกลับมาแล้ว”
บทที่ 265
“เจ้าสุนัขเหม็นตัวนี้กลับมาด้วยเหตุใดกัน”
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น กล่าวน้ำเสียงฮึดฮัด ในวาจาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
ศิษย์คนอื่นๆ ล้วนมีที่มาของตนเอง มีเพียงสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเท่านั้นที่หานเจวี๋ยได้มาจากในระบบ
อันที่จริงหานเจวี๋ยสนใจสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมาก แต่จนใจที่เจ้าหมอนี่เหลงระเริงเกินไป
ออกไปแต่ละครั้งล้วนโดนตี เมื่อโดนตีก็ยังไม่ยอมกลับมา
“ดวงตาของมันถูกควักไปแล้ว…” อู้เต้าเจี้ยนกล่าวอย่างระมัดระวัง
ได้ยินเช่นนี้ หานเจวี๋ยก็ขมวดคิ้ว
เขารีบปล่อยพลังจิตกวาดออกไปด้านนอกทันที ตอนนี้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกำลังถูกคนในสำนักซ่อนเร้นล้อมรอบ
มันหมอบอยู่บนพื้น ลมหายใจรวยริน ผอมเหลือแต่กระดูก ไม่มีท่าทีหยิ่งยโสเหมือนเมื่อก่อนเลย ดูเศร้าสลดเป็นอย่างมาก
ไก่คุกรัตติกาลโกรธมาก
“เจ้าสุนัขเหม็น ใครกันที่ทรมานเจ้าจนมีสภาพเช่นนี้” ไก่คุกรัตติกาลก่นด่า
แม้จะด่า แต่เห็นได้ชัดว่ามันเป็นห่วงสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมาก
อย่างไรเสียมันก็คนที่ฟักสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นออกมา นั่นก็เท่ากับว่าเป็นลูกของมันด้วย
สุนัขสวรรค์ทอดถอนใจกล่าว “อย่าถามเลย…ข้าจะไม่ออกไปอีกแล้ว…”
คนอื่นๆ พากันขมวดคิ้ว
หลงเฮ่าถามเสียงขรึม “เป็นผู้ใด บอกข้ามา ข้าจะไปแก้แค้นให้เจ้า!”
เขามักจะพูดอยู่ตลอดว่าจะปกป้องสำนักซ่อนเร้น โตมาถึงเพียงนี้ นี่ก็เป็นครั้งแรกที่เห็นสหายในสำนักมีสภาพน่าสังเวชเช่นนี้
“ช่างเถอะ…ไม่ต้องแล้วจริงๆ…” สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นส่ายหน้า เห็นได้ชัดว่าตกใจจนกลัวมาก
คนกลุ่มนั้นสงสัยเป็นอย่างมาก ที่แท้แล้วสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไปเจออะไรมากันแน่ เหตุใดถึงได้หวาดกลัวเช่นนี้
ก่อนหน้านี้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็มีท่าทางวางมาดหยิ่งยโสเป็นที่สุด
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกวาดสายตามองดูรอบๆ คราหนึ่ง พลันถามขึ้นว่า “หยางเทียนตงเล่า ออกไปฝึกประสบการณ์อีกแล้วหรือ”
คนกลุ่มนั้นยกมือ บ่งบอกว่าตนเองก็ไม่รู้
“หยางเทียนตงไปเกิดใหม่หลายร้อยปีแล้ว”
น้ำเสียงของหานเจวี๋ยพลันดังเข้ามา
ผู้คนทั้งหมดนิ่งอึ้งไปทันที
หยางเทียนตงตายแล้วหรือ
พวกเขาตกใจกันหมด ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยก็ไม่เคยพูดถึงมาก่อน
มิน่าเล่าเขาถึงไม่ได้กลับมา
“สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเข้ามา ส่วนคนอื่นๆ ฝึกบำเพ็ญต่อ” เสียงของหานเจวี๋ยลอยเข้ามาอีกครั้ง
จากนั้นอู้เต้าเจี้ยนก็เดินออกมาจากถ้ำเทวา
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไม่สบายใจเป็นอย่างมาก แต่ยังคงเดินไปถ้ำเทวาฟ้าประทานอย่างระมัดระวัง
แม้จะไม่มีดวงตาแล้ว แต่พลังจิตของมันยังอยู่
หลังจากที่สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเข้าไปในถ้ำเทวาแล้ว คนอื่นๆ ก็อารมณ์เดือดพล่านด้วยความโมโห
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นถูกควักลูกตาทั้งสองข้าง หยางเทียนตงแตกดับ!
ข้างนอกก็อันตรายเช่นนี้เชียวหรือ
……
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นหมอบอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ย มันไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมา ลำตัวสั่นสะท้าน
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เขาจับได้ว่าในเบ้าตาของสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมีพลังลึกลับบางอย่าง ที่ทำให้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไม่อาจที่จะงอกดวงตาคู่ใหม่ขึ้นมาได้
“ใครเป็นคนทำร้ายเจ้า”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม หากสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไม่ได้ยุแหย่ฝ่ายตรงข้าม เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็ต้องรักษาความยุติธรรม
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นลังเล กังวลใจว่าจะสร้างปัญหาให้กับหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยถาม “อีกฝ่ายเป็นจักรพรรดิเซียน เจ้าก็กลัวว่าข้าสู้ไม่ได้หรือ”
ก่อนหน้านี้เห็นได้ชัดว่าสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นถูกผู้ทรงพลังจับตัวไป เช่นนั้นก็แสดงว่าอีกฝ่ายเป็นจักรพรรดิเซียน!
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเงยหน้าขึ้นในทันที มันตกตะลึงไม่หยุด
‘นายท่านรู้จักจักรพรรดิเซียนได้อย่างไร’
ในสายตาของสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น แม้หานเจวี๋ยจะเก่งกาจ แต่ก็อยู่ในโลกมนุษย์มาโดยตลอด ไม่มีทางรู้จักระดับเซียน
ตั้งแต่ถูกจับไปแดนเซียน สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นถึงรู้ว่าโลกมนุษย์เล็กจ้อยเพียงใด
นี่ก็คือเหตุผลที่มันไม่กล้าบอกว่าใครเป็นผู้ลงมือ
อีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป
แข็งแกร่งเสียจนมันไม่กล้าอาฆาตแค้น
หานเจวี๋ยแค่นเสียงเย็นออกมา เมื่อมือขวาโบกขึ้น ก็ดึงพลังในเบ้าตาสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นออก และบดขยี้มันจนแหลกสลาย
[หลี่เสวียนเอ้าเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]
หลี่เสวียนเอ้า?
หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบค่าความสัมพันธ์ด้วยความประหลาดใจ
[หลี่เสวียนเอ้า: ไม่ทราบตบะ ศิษย์รองของนิกายเหริน ท่องไปในปวงสวรรค์สะสมดวงชะตา คิดจะนำพานิกายเหรินเข้าสู่ความเจริญรุ่งเรือง เนื่องด้วยท่านกำจัดพลังที่อยู่บนตัวสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น จึงเกิดความสนใจในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]
หืม? เกิดความสนใจแล้วเหตุใดถึงเป็นระดับความเกลียดชัง
หานเจวี๋ยลอบด่า
ก่อนหน้านี้จักรพรรดิสวรรค์เคยพูดถึงศิษย์สองคนของนิกายเหรินอยู่ ใกล้จะพิสูจน์ต้าหลัวแล้ว!
นี่ก็หมายความว่า อย่างด้อยที่สุดหลี่เสวียนเอ้าก็อยู่ระดับเทพ!
จิตใจของหานเจวี๋ยจมดิ่งสู่ก้นเหว
เห็นว่าสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมพูด หานเจวี๋ยจึงเอ่ยปากกล่าวว่า “ออกไปตั้งใจฝึกบำเพ็ญให้ดีเถิด ตั้งแต่วันนี้ไปก็ห้ามออกไปอีก”
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นรู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก มันรีบออกไปจากถ้ำเทวาฟ้าประทานทันที
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ
หลังจากสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกลับมาแล้วนิสัยก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก ไม่หยิ่งผยองอีก แต่กลับกระตือรือร้นที่จะฝึกบำเพ็ญ ไม่กว่าไก่คุกรัตติกาลจะด่ามันอย่างไร มันก็ได้แต่ยิ้มไม่กล้าโต้แย้ง
นี่ก็เป็นนิสัยที่ถูกขัดเกลาจากสังคมจริงๆ
เวลาผ่านไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา และเผยรอยยิ้มแปลกประหลาด
ทนมาสิบปีแล้ว!
จะต้องสาปแช่ง!
หานเจวี๋ยเริ่มสาปแช่งหลี่เสวียนเอ้าแห่งนิกายเหรินทันที
แม้จะไม่อาจสาปแช่งหลี่เสวียนเอ้าจนตาย แต่หานเจวี๋ยก็ต้องการเล่นกับสภาพจิตใจเขา
‘กล้าควักลูกตาสัตว์เลี้ยงเทพของข้า เรื่องนี้ไม่จบแน่ๆ!’
หานเจวี๋ยตัดสินใจว่าหลังจากนี้ทุกปีจะใช้เวลาสาปแช่งห้าวัน เพื่อทำลายมรรคจิตของเจ้าหมอนี่!
เหตุการณ์ดำเนินอยู่เช่นนี้ จนเวลาแต่ละปีผ่านพ้นไป
จนกระทั่งผ่านไปสามสิบปี
หานเจวี๋ยมองเห็นจดหมายฉบับหนึ่ง
[หลี่เสวียนเอ้านิกายเหรินเกิดมารในใจ เนื่องด้วยสาปแช่งของท่าน]
หานเจวี๋ยเป็นสุขจนหุบปากไม่ลง
อารมณ์ดีจริงๆ!
ดีมาก ในเมื่อเกิดมารในใจแล้ว หลังจากนี้ค่อยสาปแช่งเจ้าทุกๆ สิบปีแล้วกัน
หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้ สาปแช่งทุกปี ส่งผลกระทบต่อการฝึกบำเพ็ญของเขา
……
ในป่าเขา
บุรุษชุดขาวคนหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ รูปร่างหน้าตาของเขาดูราวสี่สิบต้นๆ ท่าทางสุขุม ข้างกายมีกระบี่ไม้ลอยอยู่เล่มหนึ่ง
เขาก็คือหลี่เสวียนเอ้านิกายเหรินนั่นเอง
ยามนี้ หลี่เสวียนเอ้าขมวดคิ้วแน่น มีไอชั่วร้ายปรากฏขึ้นตรงหว่างคิ้วของเขา
เขาลืมตาขึ้นในทันที กล่าวน้ำเสียงทุ้มลึกว่า “รังแกกันเกินไปแล้ว! อย่าให้ข้าหาเจ้าพบ!”
การสาปแช่งอันน่าสมควรตายนั่นก่อกวนเขาราวกับฝันร้าย ที่สำคัญคือเขาคำนวณถึงการดำรงอยู่ของอีกฝ่ายไม่ได้
“ศิษย์น้อง ช่วงนี้การฝึกฝนไม่ราบรื่นหรือ”
เสียงหัวเราะอันอบอุ่นดังขึ้นมา
ใบไม้นับไม่ถ้วนร่วงหล่นลง มันหมุนวนตรงหน้าหลี่เสวียนเอ้า และก่อตัวเป็นเงาร่างของคนผู้หนึ่ง
คนผู้นี้สวมชุดนักพรตเต๋าสีคราม สะพายกระบี่บนเอว มีเชือกที่ทำจากหญ้าคาดอยู่บนหน้าผาก ผมดำปลิวสยาย ใบหน้าหล่อเหลาสง่างาม
เมื่อเห็นเขาหลี่เสวียนเอ้าก็อดแค่นเสียงเย็นออกมาไม่ได้ “เจ้ามาด้วยเหตุใด”
คนผู้นี้คือหลี่เต้าคง ศิษย์เอกนิกายเหริน
หลี่เต้าคงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มหาเคราะห์ใกล้จะก่อตัวขึ้นแล้ว ศิษย์พี่กังวลว่าเจ้าคิดจะเข้าสู่โลกีย์วิสัย”
หลี่เสวียนเอ้ากล่าวน้ำเสียงฮึดฮัด “เข้าสู่โลกีย์วิสัยแล้วอย่างไร เจ้ากลัวว่าข้าตายแล้วจะทำให้เจ้าตายด้วยหรือ”
“เจ้าเด็กหน้าเหม็น เหตุใดถึงคิดกับศิษย์พี่เช่นนี้”
“แสร้งเป็นคนดีอะไรกัน คนอื่นไม่รู้จักเจ้า ข้าจะไม่รู้ด้วยหรือ”
หลี่เต้าคงหัวเราะ ไม่พูดอะไรอีก เขาจ้องมองหลี่เสวียนเอ้าพลันหรี่ตากล่าว “เจ้าถูกคนสาปแช่งหรือ”
หลี่เสวียนเอ้าหน้าเขียวคล้ำในพริบตา “เจ้าไม่ต้องยุ่ง!”
หลี่เต้าคงยกมือขวาขึ้น และชี้ผ่านอากาศไปทางหลี่เสวียนเอ้า
หลี่เสวียนเอ้ายกมือต้านทานตามสัญชาตญาณ ทว่ายังคงถูกยิง เสื้อผ้าโบกสะบัด ไอชั่วร้ายระหว่างคิ้วหายไปในพริบตา
“พลังมรรคของเขา…”
หลี่เสวียนเอ้าขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจเป็นอย่างมาก
เขาอยากเหนือกว่าศิษย์พี่มาโดยตลอด แต่ทั้งสองกลับห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ
ทั้งๆ ที่อยู่ระดับเดียวกันแท้ๆ เหตุใดพลังแท้จริงถึงต่างกันมาก
“จักรพรรดิสวรรค์เชิญข้าไปเทศนาธรรมที่วังสวรรค์ ช่วงเวลานี้เจ้าก็อย่าออกไปข้างนอก จะได้ไม่ถูกคนหลอกใช้จนกลายเป็นผู้ฝ่าเคราะห์” หลี่เต้าคงกล่าวเคร่งขรึม
หลี่เสวียนเอ้ากล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “คิดว่าข้าไม่รู้จริงๆ หรือ อีกอย่างแดนเซียนมีกี่คนกันที่เป็นคู่ต่อกรของข้า”
หลี่เต้าคงกล่าว “ไม่ใช่ว่าช่วงนี้เจ้าถูกสาปแช่งหรอกหรืออย่างไร ทั้งยังเกิดมารในใจอีก ดูจากท่าทีของเจ้าแล้ว เห็นได้ชัดว่าแม้กระทั่งอีกฝ่ายเป็นใครก็ยังไม่รู้”
ได้ยินเช่นนี้ หลี่เสวียนเอ้าก็มีสีหน้าอึมครึมราวกับฟ้าครึ้มฝน