256-260
บทที่ 256
สิบสองปีต่อมา
หวงจุนเทียนบินขึ้นสู่สวรรค์ด้วยตบะระดับเซียนอิสระ หลังจากขึ้นสวรรค์แล้วผ่านพิธีล้างบาปมรรคาสวรรค์ เลื่อนขั้นเป็นเซียนพิภพไท่อี่ทันที
การฝ่าด่านเคราะห์ขึ้นสู่สวรรค์ยังคงมีประโยชน์มาก
หลังจากหานเจวี๋ยรู้จากค่าความสัมพันธ์ว่าตบะของหวงจุนเทียนถูกยกระดับ ก็อดจินตนาการไปไกลไม่ได้ หากเขาขึ้นสวรรค์ในตอนนี้ ตบะจะเพิ่มขึ้นในฉับพลันหรือไม่
เมื่อครุ่นคิดดูอีกที มันไม่ถูกต้อง
เขาเคยไปแดนเซียนมาแล้ว และก็ไม่ใช่เพียงครั้งเดียว ตอนนี้หากฝ่าด่านเคราะห์อีกคาดว่าคงไม่มีผลอะไร
อีกอย่างคาดว่าด่านเคราะห์ของจักรพรรดิเซียนคงน่ากลัวยิ่งนัก ก่อนหน้านี้ที่เขาไม่ฝ่าด่านเคราะห์ ก็เพราะมีอาณาเขตเต๋าของระบบตัดขาดให้ เขาไม่อยากเสี่ยงอันตราย
หลังจากจัดการพุทธะพิชิตชัยแล้ว หานเจวี๋ยเอ้อระเหยลอยชายอีกครั้ง
เขาเริ่มจัดสรรเวลาไปบ่มเพาะบรรดาศิษย์ของสำนักซ่อนเร้นให้มากขึ้น
ผ่านวิวัฒนาการมาหลายปีเช่นนี้ พลังโดยรวมของโลกเขย่าพิภพแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว จำนวนของผู้บำเพ็ญระดับมหายานเพิ่มขึ้นหลายเท่า ระดับเซียนอิสระเริ่มปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกไม่นาน บางทีขีดจำกัดของโลกเขย่าพิภพอาจจะยกระดับขึ้นไปถึงระดับเซียนพิภพ หรือแม้กระทั่งอาจจะสูงกว่านั้น
มรรคาสวรรค์ยิ่งสูง ตบะที่สามารถรับน้ำหนักได้ก็ยิ่งสูงตามไปด้วย
พลังวิญญาณและไอเซียนบนเขาบำเพ็ญเซียนได้มาถึงระดับที่เข้มข้นอย่างถึงขีดสุด ตอนนี้สิงหงเสวียน เซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ล้วนไม่ออกไปหาประสบการณ์อีก หมกหมุ่นอยู่กับการฝึกฝน
วันนี้ หานเจวี๋ยเรียกลี่เหยาให้เข้ามาในถ้ำตามลำพัง อู้เต้าเจี้ยนกลับรออยู่ด้านนอก
ลี่เหยาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ด้วยไม่รู้ว่าหานเจวี๋ยจะให้นางทำอะไร
หานเจวี๋ยให้นางนั่งลง อดขันไม่ได้เมื่อเห็นนางแสร้งทำเป็นสงบ
ระแวดระวังเกินไปแล้ว!
หานเจวี๋ยยิ้มกล่าว “ไม่ต้องตื่นเต้น ข้าไม่ได้จะกินเจ้าเสียหน่อย เพียงเป็นกังวลเรื่องการบำเพ็ญตบะของเจ้า มีข้อสงสัยอันใดสามารถพูดออกมาได้ทุกเมื่อ หลังจากนี้ข้ายังต้องสอนผู้อื่นอีก”
ลี่เหยาเข้าใจขึ้นมาในทันที ในใจรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
‘ถุย! เหตุใดตนถึงคิดกับผู้อาวุโสเช่นนั้นได้
ต้องโทษไก่คุกรัตติกาลที่มักจะพูดเสมอๆ ว่าหานเจวี๋ยมีสตรีมากมาย ข้าก็ว่าแล้วเชียว อยู่มาตั้งนานเพียงนี้ก็ไม่เห็นผู้อาวุโสจะมีความชอบทางด้านนั้นเลย ที่แท้ไก่ก็หลอกคนเสียได้’
ลี่เหยาเริ่มพูดถึงปัญหาในการฝึกบำเพ็ญของตนเองในช่วงนี้ออกมา หานเจวี๋ยก็ตอบข้อสงสัยทันที
หลังจากบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนแล้ว สามารถเข้าใจหมื่นเวทในโลกมนุษย์อย่างทะลุปรุโปร่ง ในสายตาของหานเจวี๋ยระดับของลี่เหยามันง่ายดายถึงเพียงนั้น
หนึ่งเดือนต่อมา
หานเจวี๋ยถามลี่เหยาว่าอยากเรียนรู้พลังวิเศษใด ลี่เหยาอยากเรียนพลังวิเศษในการเคลื่อนย้ายหรือพลังวิเศษในการทะลุมิติ
‘เฉื่อยชาเสียจริง’
หานเจวี๋ยค่อนแคะในใจ จากนั้นก็ถ่ายทอดเมฆตีลังกาให้แก่ลี่เหยา
หลังจากหลี่เหยาแล้วก็เป็นถูหลิงเอ๋อร์ หานเจวี๋ยถ่ายทอดสามเศียรหกกรและคำฟ้าเสมือนพสุธาให้กับนาง
ถูหลิงเอ๋อร์มีใจคิดเล็กคิดน้อยมากเกินไป ถ่ายทอดพลังก็ถ่ายทอดพลังสิ ยังเข้าใกล้เขาไม่หยุด ก่อนจากไปยังมีท่าทีอาลัยอาวรณ์อีกด้วย
เวลาผ่านไปชั่วพริบตา
ยี่สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
บรรดาศิษย์สำนักซ่อนเร้นล้วนอยู่เหนือระดับมหายาน รวมไปถึงโจวหมิงเยวี่ยด้วย
ระดับของสิงหงเสวียน เซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ก้าวไปพร้อมๆ กัน ล้วนบรรลุถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์แล้ว
หานเจวี๋ยแอบรู้สึกเสียใจ
ดูท่าแม่นางทั้งสามสามารถฝึกบำเพ็ญต่อไปได้จริงๆ
เขายังคิดอยากให้แม่นางทั้งสามละสังขารไปเกิดใหม่เพื่อฟื้นคืนคุณสมบัติใหม่อยู่เลย แต่ดูท่าจะเป็นไปไม่ได้แล้ว
เขาไม่อยากตาย คนอื่นๆ ก็ไม่อยากตายเช่นกัน
หลังจากที่ทุกคนบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนได้รับการสอนทีละคนแล้ว หานเจวี๋ยก็เริ่มฝึกบำเพ็ญ น่าเสียดายที่ระดับความเร็วในการเพิ่มขึ้นของตบะนั้นไม่มาก
ที่จักรพรรดิเซียนฝึกบำเพ็ญคือจิตใจ คือมหามรรค แม้ว่าไอเซียนจะมีผล แต่ยังไม่มีผลอย่างสมบูรณ์เหมือนแต่ก่อน
เพียงแค่สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างมั่นคง หานเจวี๋ยก็พอใจแล้ว
วันนี้หานเจวี๋ยออกจากสภาวะฝึกบำเพ็ญ หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู ขณะเดียวก็ตรวจสอบจดหมายไปด้วย
[พุทธาเทพฟ้าพิโรธศัตรูของท่านจิตมารเกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องด้วยการสาปแช่งของท่าน ปรารถนาจะยึดร่าง]
[เจียงอี้สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านกลืนกินวิญญาณเทพภูต วิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากแม่ทัพและทหารสวรรค์] x450321
[โม่จู๋สหายของท่านพบกับแดนผาสุกสวรรค์ ดวงชะตาเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย ดวงชะตาของวังเทพไม่ได้รับผลกระทบ]
[จั้งกูซิงสหายของท่านทะลวงขีดความสามารถสูงสุด มรรคกระบี่เพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[หวงจุนเทียนสหายของท่านกราบตัวเข้าร่วมนิกายเจี๋ย]
……
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
หวงจุนเทียนเข้าร่วมนิกายเจี๋ยเร็วเพียงนี้เชียวหรือ
เพิ่งจะยี่สิบปีเองนะ!
ดูท่าธรณีประตูของนิกายเจี๋ยจะไม่ได้สูงอย่างที่หานเจวี๋ยจินตนาการไว้
ก็จริง อย่างไรเสียนิกายเจี๋ยก็เป็นนิกายที่ถูกมรรคาสวรรค์ทอดทิ้ง ข้อบัญญัติของตนเองก็ไม่แบ่งชนชั้น
หานเจวี๋ยไม่ได้เริ่มรอคอยการแสดงพลังของหวงจุนเทียน
เขารู้จักหวงจุนเทียนดี แม้เจ้าหมอนี่จะเชี่ยวชาญด้านการชิงอำนาจ แต่ก็ขี้ขลาดมากจริงๆ ค่อนข้างระแวดระวัง หากไม่จำเป็น ก็จะไม่แก่งแย่งชิงดี
ที่หวงจุนเทียนต่อสู้ภายในชิงตำแหน่งเจ้านิกายสองครั้งก่อนหน้านี้ก็เป็นเพราะกลัวว่าคนอื่นจะก่อเรื่อง ดังนั้นจึงผนึกตัวเองเป็นหนึ่ง หลังจากนั้นค่อยพาทั่วทั้งนิกายฝึกบำเพ็ญเหมือนเต่าหดหัวในกระดอง
ที่หานเจวี๋ยมีนั้นคือเวลาในการรอคอย
หลายเดือนต่อมา หานเจวี๋ยสาปแช่งเสร็จสิ้น เขานำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาเพื่อตรวจสอบป้ายศิลามรรคาสวรรค์
จิ๊ โลกเขย่าพิภพเข้าสู่อันดับที่หนึ่งร้อยกว่าแล้ว
ลำบากวังสวรรค์กับพุทธะอาภรณ์ขาวจริงๆ
หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้ม เขาเข้าใจดีว่าเหตุใดจักรพรรดิสวรรค์ถึงยกระดับโลกเขย่าพิภพให้สูงขึ้น ก็เพราะต้องการดึงดูดให้ศัตรูมาโจมตี และอาศัยหานเจวี๋ยสังหารศัตรู
เขากลับไม่ได้คัดค้าน แม้จะไม่สอดคล้องกับรูปแบบพฤติกรรมของเขา แต่เขาที่ได้รับผลประโยชน์มากมายเพียงนั้น ก็ควรที่จะต้องออกแรงเพื่อวังสวรรค์บ้าง
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ หานเจวี๋ยก็ที่จะอดตรวจสอบบริเวณรอบๆ โลกเขย่าพิภพไม่ได้
[วิญญูเซียนกงเฉิน: ระดับเซียนทองไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ ปรมาจารย์สูงสุดของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวง]
ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวง?
แววตาหานเจวี๋ยวาบประกายเย็นชา
เรื่องที่ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวงจับตัวซูฉีไปเขายังจำได้ดี
คิดไม่ถึงว่าราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวงจะกล้ามาที่โลกเขย่าพิภพ!
รนหาที่ตาย!
ขณะเดียวกัน
ส่วนลึกของห้วงอากาศว่างเปล่า
วิญญูเซียนเฉินกงมองโลกเขย่าพิภพจากที่ไกลๆ ด้วยสีหน้าลังเล
เขาสวมชุดนักพรตเต๋าสีเทา สีหน้าราวกับหยก ผมถูกรวบอยู่ภายใต้มงกุฎ เต็มไปด้วยมาดของตระกูลเซียน
‘อันดับของโลกใบนี้เลื่อนขึ้นอย่างรวดเร็วภายใต้วังสวรรค์ หากราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวงสามารถเทศนาธรรมในโลกใบนี้ และดึงดูดผู้ที่บรรลุมรรคขึ้นสวรรค์ได้ จะต้องเพิ่มความแข็งแกร่งในอนาคตได้อย่างแน่นอน’ วิญญูเซียนกงเฉินคิดอย่างเงียบๆ
แต่เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพุทธะอาภรณ์ขาว
ที่นี่ซ่อนเซียนทองไท่อี่ไว้องค์หนึ่ง อีกทั้งไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย
จัดการยากเสียแล้ว
ไม่อาจมาแบบแข็งกร้าวได้
วิญญูเซียนกงเฉินถ่ายทอดเสียงให้กับพุทธะอาภรณ์ขาวทันที
เพียงไม่นานพุทธะอาภรณ์ขาวก็ปรากฏตัวตรงหน้า และสังเกตเขาด้วยท่าทีระแวดระวัง
สีหน้าวิญญูเซียนกงเฉินแปรเปลี่ยนในทันที รีบกุมมือคารวะกล่าวว่า “ที่แท้ก็เป็นผู้อาวุโสพุทธะอาภรณ์ขาว เหตุใดท่านถึงอยู่ที่นี่”
ก่อนหน้านั้นเขาสัมผัสได้เพียงกลิ่นอายของพุทธะอาภรณ์ขาว พลังจิตไม่กล้าสอดแนมส่งเดช
“เจ้าคือ?” พุทธะอาภรณ์ขาวขมวดคิ้วถาม
ในช่วงเวลาอันยาวนาน เขาพบเจอผู้คนมามากมาย ไม่อาจใส่ใจได้หมดทุกคน
วิญญูเซียนกงเฉินตอบ “ข้าน้อยคือวิญญูเซียนกงเฉินจากราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวง เคยมีวาสนาพบเจอท่านหนึ่งคราในงานเซียนสวรรค์เหมันต์”
เป็นวาสนาในการพานพบหนึ่งคราจริงๆ พวกเขาไม่เคยแม้แต่พูดคุยกันเลย
พุทธะอาภรณ์ขาวในขณะนั้นราวกับดวงเดือนที่ถูกห้อมล้อมด้วยดวงดารา เขาได้แต่มองดูด้วยความอิจฉา ไม่มีแม้แต่ความกล้าในการเข้าไปทักทาย
“อ้อ เจ้ามาทำอะไรที่นี่เล่า” พุทธะอาภรณ์ขาวถามด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
ที่จริงเขาก็คาดเดาได้แล้ว เพียงแต่ไม่อยากผูกพยาบาทโดยง่าย
อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็นเซียนทองไท่อี่องค์หนึ่ง!
วิญญูเซียนกงเฉินไม่พูดอ้อมค้อม เขาบอกถึงความตั้งใจของตัวเองออกไปทันที
พุทธะอาภรณ์ขาวไม่ได้ปฏิเสธในทันที ความจริงนี่ก็เป็นเรื่องที่ดี สามารถทำให้โลกเขย่าพิภพมีคนสนับสนุนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง
กำลังวังชาหลักของวังสวรรค์จะอยู่บนแดนเซียน ความจริงแล้วใส่ใจโลกมนุษย์ไม่ค่อยมาก ดังนั้นจึงไม่อาจหวังพึ่งวังสวรรค์ได้ตลอด
และในตอนนั้นเอง สีหน้าของพุทธะอาภรณ์ขาวก็เปลี่ยนไป
เขาเงยหน้ามองวิญญูเซียนกงเฉิน เอ่ยถามด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “เจ้ารู้จักซูฉีหรือไม่”
บทที่ 257
“ซูฉีหรือ”
วิญญูเซียนกงเฉินขมวดคิ้วกล่าว “ดาวตัวซวยของวังสวรรค์? รู้จักสิ ก่อนหน้านั้นยังเคยถูกพวกข้าจับเลย อยากจะชิงคุณสมบัติเทพของเขา ไม่ใช่ว่าวังสวรรค์ไม่ต้องการเขาหรอกหรือ”
สีหน้าพุทธะอาภรณ์ขาวดูแปลกๆ กว่าเดิม
เขาถอนหายใจทีหนึ่ง
วิญญูเซียนกงเฉินยิ่งงงงวยมากขึ้น
เขาเคยตรวจสอบมาก่อน แดนเซียนไม่อาจหลบเลี่ยงดาวตัวซวยได้ เขาจับซูฉีไปก็ไม่ล่วงเกินผู้อื่น
ขณะนั้นเอง!
พุทธะอาภรณ์ขาวโบกมือในฉับพลัน ฝ่ามือขวาปล่อยตราประทับพุทธะออกมา วิญญูเซียนกงเฉินตกใจจนต้องหลบหลีกทันที
“ผู้อาวุโส ท่าน!”
วิญญูเซียนกงเฉินตะโกนด้วยความตกใจและโมโห พุทธะอาภรณ์ขาวขี้เกียจอธิบาย ยังคงลงมือต่อ
ศึกใหญ่ปะทุขึ้นมา!
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยชมการต่อสู้อย่างออกอรรถรส
ถึงอย่างไรพุทธะอาภรณ์ขาวก็ใกล้จะพิสูจน์มรรคแล้ว พลังแท้จริงย่อมแข็งแกร่งมาก สามารถบดสังหารวิญญูเซียนกงเฉินได้อย่างเด็ดขาด
หานเจวี๋ยออกคำสั่งจะต้องสังหารคนผู้นี้ หากปล่อยให้หนีไปได้ พุทธะอาภรณ์ขาวก็อย่าหวังจะอยู่ในโลกเขย่าพิภพเลย
เป็นการยากที่หานเจวี๋ยจะให้พุทธะอาภรณ์ขาวลงมือ พุทธะอาภรณ์ขาวย่อมไม่ใจอ่อน
เขาคิดจะแสดงฝีมือต่อหน้าหานเจวี๋ยพอดี
การต่อสู้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาครึ่งวัน แม้ผู้บำเพ็ญในโลกเขย่าพิภพจะมองไม่เห็นศึกใหญ่บนห้วงอากาศว่างเปล่า แต่กลับรู้สึกหวาดผวาแปลกๆ ยังคิดว่าตนเองเกิดปัญหาในการบำเพ็ญตบะอยู่เลย
สุดท้ายวิญญูเซียนกงเฉินยังคงต้องแตกดับ แม้แต่วิญญาณก็สลาย พุทธะอาภรณ์ขาวไม่อยากทิ้งภัยพิบัติไว้ในภายหลัง จะฆ่าก็ต้องฆ่าให้สิ้นซาก!
หลังจากเสร็จเรื่อง พุทธะอาภรณ์ขาวก็ไม่ได้มาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย เขารู้ว่าหานเจวี๋ยเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างแล้ว ดังนั้นจึงกลับไปฝึกบำเพ็ญที่อารามเต๋า
หานเจวี๋ยทอดถอนใจกล่าว “มีผู้ช่วยมันดีจริงๆ”
อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความสงสัย “ท่านพูดถึงผู้ใด”
“ตั้งใจฝึกฝน ภายหน้าหากมีคนบุกรุกโลกเขย่าพิภพ เจ้าจะได้ช่วยเหลือได้ ไม่ใช่เป็นแจกันปักดอกไม้ตรงหน้าข้า”
“ข้าเป็นหญ้า ทำไมถึงเป็นดอกไม้ล่ะ”
“ความหมายพอๆ กัน”
“เมื่อครู่มีคนบุกรุกโลกเขย่าพิภพหรือ”
“อืม”
“ใครอ่ะ”
อู้เต้าเจี้ยนซักถามด้วยความอยากรู้
จากนั้น
จากนั้นนางก็ถูกไล่ออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน
คนอื่นๆ เห็นนางถูกไล่ออกมาก็อดสงสัยไม่ได้ หรือว่านายท่านจะทะลวงอีกแล้ว
อู้เต้าเจี้ยนกระอักกระอ่วน แสร้งเดินไปหาที่นั่งฝึกฝนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
…….
พระราชวังเทียมเมฆา บรรดาเทพเซียนมารวมตัวกัน
เงาร่างที่ดูอันธพาลร่างหนึ่งยืนอยู่บนตำหนักกล่าวอย่างทระนงองอาจ “ฝ่าบาท ในเมื่อแม่ทัพมหาเทพบาดเจ็บ เช่นนั้นก็จะได้พักผ่อนพอดี หลังจากนี้ให้ข้าบัญชาการแม่ทัพสวรรค์และทหารสวรรค์เถิด!”
บรรดาเทพเซียนพากันกระซิบกระซาบ ไม่มีใครกล้าก้าวออกมาโต้แย้ง
เพียงเพราะว่าคนผู้นี้มีชื่อเสียงมาก
วังสวรรค์มีสามยอดแม่ทัพเทพ แม่ทัพมหาเทพ แม่ทัพเทพยุทธ์ แม่ทัพเทพสวรรค์
ท่านนี้ก็คือแม่ทัพเทพยุทธ์!
แม่ทัพเทพยุทธ์สำเร็จมรรคหลายล้านปี กลายเป็นจักรพรรดิเซียนนานแล้ว พลังแท้จริงลึกล้ำไม่อาจคาดเดาได้ ก่อนหน้านั้นปราบปรามอยู่ที่ดินแดนขั้วอุดรของแดนเซียน กลับมาวังสวรรค์น้อยมาก
จักรพรรดิเซียนยิ้มกล่าว “ในเมื่อดินแดนขั้วอุดรรักษาไว้ไม่ได้แล้ว เจ้าก็อยู่ที่วังสวรรค์เถอะ”
ได้ยินเช่นนี้รอยยิ้มของแม่ทัพเทพยุทธ์ก็ชะงักงันทันที
เขาค่อนข้างกระอักกระอ่วน ลักษณะที่ทรงพลังดูอ่อนลงเล็กน้อย
รัชทายาทหลงจวินที่ยืนอยู่ตรงหน้าถามด้วยความสงสัย “แม่ทัพเทพยุทธ์ เหตุใดถึงรักษาดินแดนขั้วอุดรไว้ไม่ได้”
แม่ทัพเทพยุทธ์กระแอมไอกล่าว “พญาอินทรีบรรพกาลฟื้นแล้ว เขารวบรวมเผ่าปีศาจในดินแดนขั้วอุดรเป็นหนึ่งเดียวแล้ว”
เทพเซียนวิพากษ์วิจารณ์กันเกรียวกราว
หลงจวินขมวดคิ้ว
ตี้ไท่ไป๋มองไปทางจักรพรรดิสวรรค์และกล่าว “ฝ่าบาท ช่วงนี้เผ่าปีศาจฟื้นคืนชีพการดำรงอยู่ในสมัยบรรพกาลมาไม่น้อยจริงๆ เกรงว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แม้ว่าวังปีศาจจะพ่ายแพ้ไปไม่นาน แต่ไม่อาจไม่ป้องกันได้”
กรณีพิพาทและการช่วงชิงระหว่างวังสวรรค์กับวังปีศาจดำเนินมายาวนานนับไม่ถ้วน ยาวนานจนเทพเซียนหลายๆ องค์ไม่ได้อยู่นานขนาดนั้น
ไม่รู้ว่าการต่อสู้ไม่หยุดนี้ จะยาวนานอีกแค่ไหน
“ข้าเข้าใจ นี่ก็เป็นสาเหตุที่ข้าเรียกแม่ทัพเทพทั้งสองกลับมา แม่ทัพเทพสวรรค์ก็ใกล้กลับมาแล้ว เขาย่างเข้าสู่ระดับเทพแล้ว”
จักรพรรดิสวรรค์ตรัสอย่างไม่สนใจใยดี
ระดับเทพ!
บรรดาเทพเซียนมีสีหน้าประทับใจ แม่ทัพเทพยุทธ์แอบกำมือแน่น
ในบรรดาสามยอดแม่ทัพเทพ แม่ทัพเทพสวรรค์เก่าแก่มากที่สุด ไม่ได้ปรากฏตัวมาห้าล้านปีแล้ว แม้แต่แม่ทัพมหาเทพก็ไม่เคยพบเจอแม่ทัพเทพสวรรค์มาก่อน
แม่ทัพเทพยุทธ์เคยเห็นแม่ทัพเทพสวรรค์แค่ครั้งเดียว ครั้งนั้นเขาเสนอท้าสู้จนพ่ายแพ้อย่างน่าอนาถ หากไม่ใช่ว่าจักรพรรดิสวรรค์ห้ามปรามไว้ เกรงว่าร่างและวิญญาณของเขาคงแตกดับไปนานแล้ว
ทุกครั้งที่คิดถึงเรื่องนี้ แม่ทัพเทพยุทธ์ก็ไม่พอใจมาก
หากไม่อาจทำให้แม่ทัพเทพสวรรค์พ่ายแพ้ได้ เขาก็ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในพระทัยของจักรพรรดิสวรรค์
มองมาทางแม่ทัพมหาเทพ คุณสมบัติเลิศล้ำ ช้าเร็วก็ต้องแซงเขาได้ แม้กระทั่งยังมีโอกาสที่จะแซงแม่ทัพเทพสวรรค์ด้วย จะไม่ให้เขากระวนกระวายใจได้อย่างไร
“มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตย่างกรายมาถึง มีความเป็นไปได้ว่าผู้ที่ตกอยู่ในเคราะห์ครั้งนี้จะเป็นพวกเราวังสวรรค์และวังปีศาจ หวังว่าบรรดาทวยเทพทั้งหลายจะเตรียมตัวให้ดี วังสวรรค์ก้าวผ่านมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมาหลายครั้ง ครั้งนี้ก็จะก้าวผ่านไปได้เช่นกัน!”
จักรพรรดิสวรรค์กวาดสายตามองบรรดาทวยเทพ และตรัสออกมาทีละคำๆ
เทพเซียนทั้งหมดต่างก็ตกใจ บรรยากาศดูอึดอัดขึ้นมาทันที
มหาเคราะห์ไร้ขอบเขต!
เป็นตัวแทนของการทำลายล้าง เป็นตัวแทนของความสิ้นหวัง!
เทพบรรพกาลที่เคยผ่านมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมาก่อน ไม่มีผู้ใดเลยที่จะไม่หวาดกลัว
เซียนอาวุโสกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “หรือนี่จะเป็นสาเหตุที่สำนักเต๋ากำลังเคลื่อนไหวจะก่อการร้าย มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตที่พูดถึงเป็นเพียงความรุ่งเรืองที่มาถึงขีดสุดแล้วจะต้องเสื่อมโทรม ก็แค่กฎสมดุลของมรรคาสวรรค์เท่านั้น พวกเราอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็ต้องเตรียมตัวให้ดีไม่อาจประมาทได้”
ตี้ไท่ไป๋ถาม “เซียนอาวุโสหนานจี๋ ท่านคำนวณอะไรได้หรือ”
บรรดาทวยเทพล้วนมองไปทางเซียนอาวุโสหนานจี๋ รวมถึงจักรพรรดิสวรรค์ด้วย
“ข้ามองเห็นเทพเซียนกลายเป็นพิรุณโลหิต ผืนน้ำเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตาเต็มไปด้วยปีศาจประหลาด พุทธะกับมารช่วงชิงกัน มหามรรคตกต่ำ” น้ำเสียงของเซียนอาวุโสหนานจี๋เต็มไปด้วยความรู้สึกของคนที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ราวกับว่าเคยประสบกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตที่ยังมาไม่ถึง
จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้ว “สามารถคำนวณถึงผู้ฝ่าเคราะห์ได้หรือไม่”
เซียนอาวุโสหนานจี๋กล่าว “ไม่อยู่ในวังสวรรค์ ไม่อยู่ในวังปีศาจ และไม่อยู่ในวังเทพ สำนักพุทธด้วย ส่วนเขาจะเป็นใครนั้น ตอนนี้หม่อมฉันยังคำนวณไม่ได้ คำนวณได้แค่ว่าเขามาจากโลกมนุษย์ มีใจสูงศักดิ์ดวงหนึ่ง”
‘มาจากโลกมนุษย์?’
เทพเซียนทั้งหมดจมดิ่งในความครุ่นคิด
จักรพรรดิสวรรค์อดนึกถึงหานเจวี๋ยไม่ได้
‘แต่ว่าหานเจวี๋ยมีใจสูงศักดิ์หรือ เจ้าเด็กนี่อย่าได้หวาดกลัวเกินไป!’
……
เวลาสามสิบปีแว๊บผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ในถ้ำเทวา จู่ๆ อักขระแถวหนึ่งก็เด้งขึ้นตรงหน้า
[ตรวจสอบพบว่าดวงชะตามหาเคราะห์ไร้ขอบเขตได้ก่อขึ้นแล้ว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง รีบขึ้นสวรรค์ช่วงชิงดวงชะตาเตรียมพร้อมสำหรับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต จะได้รับสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
[สอง ฝึกฝนต่อ ห่างไกลจากการช่วงชิงดวงชะตา รักษาเจตนาเดิมไว้ จะได้รับชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
‘หืม?’
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
‘มหาเคราะห์ไร้ขอบเขต?’
จากนิยายที่เขาอ่านในชาติที่แล้ว มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตที่พูดถึงก็คือเวไนยสัตว์ในมรรคาสวรรค์พัฒนามาสู่จุดสูงสุด จนกระทั่งคุกคามถึงตัวมรรคาสวรรค์ มรรคาสวรรค์เลยจำต้องทำลายทุกสิ่งแล้วพัฒนาใหม่
กฎเกณฑ์ชนิดนี้ปรากฏให้เห็นอยู่ตลอดเวลา ขุนนางผลงานเหนือกว่าจักรพรรดิ จักรพรรดิเลยต้องกำจัด
ตั๊กแตนและกบวัวมากเกินไป คนเลยต้องกำจัด
แม้แต่หนังยอดมนุษย์ในชาติก่อน เจ้าจักรวรรดิบางคนก็ดำเนินตามกฎเกณฑ์นี้
ความรุ่งเรืองที่มาถึงขีดสุดแล้วจะต้องเสื่อมโทรม วัฏจักรก็คือการหมุนเวียน ความสมดุลคือกฎเกณฑ์ที่ดีที่สุด
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองทันที
หากตบะระดับเขาเข้าร่วมมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต ไม่เท่ากับว่าถูกบีบบังคับให้ตายหรอกหรือ
“ข้าจะซวยไปหน่อยไหม เพิ่งมีชีวิตแค่สองพันกว่าปีก็เผชิญกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตแล้ว?” หานเจวี๋ยคิดด้วยสีหน้าขมขื่น
‘ไม่ได้! ต้องถามสักหน่อย!’
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะนำป้ายมรรคาสวรรค์ออกมานั้น ก็มีเสียงดังขึ้นในใจของเขา
“นายท่าน แม่น้ำมรรคกระบี่เกิดปัญหาแล้ว มีคนเข้ายึดครองไม่ยอมจากไป
น้ำเสียงของหลิวเป้ยเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจเป็นอย่างยิ่ง
บทที่ 258
มีคนมาหาเรื่องแม่น้ำมรรคกระบี่อีกแล้วหรือ”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว พลันรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องที่ยากลำบากเรื่องหนึ่ง
เขานำจิตดั้งเดิมกระโจนเข้าไปในแม่น้ำมรรคกระบี่ และมาถึงตรงหน้าหลิวเป้ยโดยตรง
พอเห็นหานเจวี๋ย หลิวเป้ยก็โล่งใจไปเปราะหนึ่ง
เขาชี้นิ้วไปยังทิศทางบางแห่ง
หานเจวี๋ยหันไปมองเห็นเงาหลังอัปลักษณเงาหนึ่ง
คนผู้นั้นหันหลังให้พวกเขา ไหล่ขวาสั่นไหว ดูเหมือนว่ามือขวากำลังคลำหาอะไรบางอย่างตรงหน้า
ร่างของเขาผอมกะหร่องก่อง
สมองหานเจวี๋ยสร้างภาพขึ้นมาทันที
เขารีบเอ่ยปากกล่าว “ท่านมีเจตนาใด”
คนผู้นั้นไม่หันตัวมา และไม่ได้ตอบเขาด้วย
หานเจวี๋ยถามน้ำเสียงหนักแน่น “หากท่านไม่พูด ข้าคงต้องเสนอเรื่องนี้ให้กับฝ่าบาทแล้ว!”
เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ใช่โลกเขย่าพิภพ หานเจวี๋ยไม่อาจตรวจสอบตบะของฝ่ายตรงข้ามได้
เพื่อความปลอดภัยจึงหงายไพ่ใบที่แข็งแกร่งที่สุด
แต่ทว่า
ฝ่ายตรงข้ามยังคงไม่สะทกสะท้าน
‘ยโสโอหังเช่นนี้เชียว’
หานเจวี๋ยโมโหแล้ว เตรียมใช้พลังแม่น้ำมรรคกระบี่ขับไล่ฝ่ายตรงข้าม
โครมคราม
แม่น้ำมรรคากระบี่เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เงาร่างที่กำลังเดินไปข้างหน้าอยู่หายไปทั้งหมด
ขณะนี้เอง เงาร่างผ่ายผอมก็หยุดการกระทำแปลกๆ ในฉับพลัน
เขาหันมากล่าว “ผู้เยาว์ เหตุใดต้องหุนหันพลันแล่นเช่นนี้ด้วย ข้าเพียงแค่อยากหลบอยู่ที่นี่ระยะหนึ่งเท่านั้น”
หานเจวี๋ยถาม “กล่าวอีกนัยหนึ่งท่านอาจนำภัยพิบัติมาสู่พวกเรามากขึ้น?”
“คำพูดของเจ้าช่าง…อืม มันก็สามารถพูดเช่นนี้ได้”
“เช่นนั้นข้าเชิญท่านจากไปได้หรือไม่ ผู้อาวุโส!”
“เซียนลึกล้ำไท่อี่ก็กล้าหุนหันพลันแล่นเช่นนี้เชียวหรือ”
“เป็นท่านที่เลยขอบเขตเกินไป!”
“เจ้ารู้หรือไม่ข้าเป็นใคร”
“ทำไมล่ะ ท่านเป็นพระบิดาราชันสวรรค์หรือ”
“พระบิดาราชันสวรรค์คือใคร”
“พ่อของจักรพรรดิสวรรค์”
“เช่นนั้นข้าเก่งกาจยิ่งกว่า!”
หานเจวี๋ยได้ยินก็ใจร่วงตุ๊บ
‘คงไม่ใช่จริงๆ หรอกนะ’
‘เจ้าหมอนี่คงไม่ใช่ผู้ทรงพลังจริงๆ หรอกนะ’
หานเจวี๋ยใช้พลังจิตตรวจสอบ แต่กลับจับอะไรไม่ได้เลย ราวกับว่าไม่มีคนผู้นี้อยู่
ตอนนี้หานเจวี๋ยตึงเครียดกว่าเดิม
หากไม่ไหวจริงๆ ก็พาหลิวเป้ยหนีเถอะ!
แม้จะเป็นมรดกของพี่ใหญ่ แต่ก็ไม่ต้องพิทักษ์จนตัวตาย
พอนึกถึงจุดนี้หานเจวี๋ยก็มีความคิดจะถอย
“ได้ นับว่าท่านเจ๋ง ยอมให้ท่านแล้ว!”
หานเจวี๋ยทำเสียงฮึดฮัด จากนั้นก็มองไปทางหลิวเป้ยกล่าว “พวกเราไปกันเถอะ!”
หลิ่วเป้ยอึ้ง ‘ไปเช่นนี้เลยหรือ’
‘ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องอกสั่นขวัญแขวนอยู่ทั้งวัน’
“ช้าก่อน!”
เงาร่างผ่ายผอมรีบเรียกหานเจวี๋ยไว้ และกล่าวด้วยท่าทีไม่ดี “เหตุใดผู้เยาว์อย่างเจ้าถึงไม่มีความหยิ่งในศักดิ์ศรีเช่นนี้”
หานเจวี๋ยกล่าว “ท่านเก่งกาจขนาดนั้น ข้าสู้ท่านได้หรือ”
“แม้ว่าจะสู้ไม่ได้จริงๆ เจ้าไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไร”
“ช่างเถอะ อันตรายเกินไป”
“เจ้าเด็กอย่างเจ้านี่…”
เงาร่างผ่ายผอมหมดคำพูด นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบกับเรื่องประหลาดเช่นนี้
คนขี้ขลาดมีเยอะมาก แต่ไม่มีใครมีเหตุผลที่จะพูดได้เต็มปากเต็มคำอย่างหานเจวี๋ย อีกทั้งเขาไม่ได้เปิดเผยกลิ่นไอเลยแม้แต่น้อย
‘เจ้าหมอนี่…’
‘น่าสนใจเล็กน้อย!’
[ผานซินเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
หานเจวี๋ยมองเห็นอักขระตรงหน้าก็รีบนำค่าความสัมพันธ์มาตรวจสอบข้อมูลของผานซิน
[ผานซิน: ตบะไม่ทราบ หนึ่งในสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกในการเบิกฟ้า ผ่านมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมาหลายครั้ง เล่นอยู่ในโลกมนุษย์ เหตุเพราะกลัวถูกเจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณค้นพบ จึงตั้งใจแฝงเข้ามาในแม่น้ำมรรคกระบี่ เพราะท่านมีจิตใจดีงาม จึงเกิดความสนใจในตัวท่านเล็กน้อย ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1ดาว]
‘เจ๋งขนาดนี้เชียว
หนึ่งในสิ่งมีชีวิตกลุ่มแรกในการเบิกฟ้า!
จักรพรรดิสวรรค์ยังไม่มีสถานะนี้เลย!
ที่สำคัญคือเจ้าหมอนี่แซ่ผาน!’
หานเจวี๋ยอดนึกถึงผานกู่ไม่ได้ หรือจะเป็นลูกหลานของผานกู่
หานเจวี๋ยผุดความคิดในใจติดๆ กันอยู่ครู่หนึ่ง และรู้สึกตึงเครียดกว่าเดิม
ตบะไม่ทราบ แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามเหนือกว่าจักรพรรดิเซียน เผชิญหน้ากับการดำรงอยู่ระดับนี้ เขาควรทำอย่างไร
“ผู้อาวุโส แม้น้ำนี้มอบให้ท่าน ข้าเองก็จะไม่เปิดเผยการดำรงอยู่ของท่านด้วย!”
“ตามนี้แหละ ลาก่อน!”
หานเจวี๋ยรีบกล่าว จากนั้นก็ยกมือกดไหล่หลิวเป้ย เตรียมพาหลิวเป้ยหนี
“ช้าก่อน! ข้าไม่อยากได้แม่น้ำมรรคกระบี่ของเจ้าสักหน่อย ข้าไม่อาจสืบทอดกรรมใหญ่ได้!”
ผานซินรีบตะโกนออกมา พลังลึกลับบางอย่างคุมขังแม่น้ำมรรคกระบี่ไว้ ทำให้หานเจวี๋ยไม่อาจกระโดดออกไปได้
‘แย่แล้ว
วันนี้ต้องพังพินาจแล้วหรือ’
จิตใจหานเจวี๋ยดำดิ่งสู่ก้นเหว
“เจ้าเด็กน้อย อย่ากลัว ข้าเป็นผู้อาวุโสเก่าแก่ จะทำให้ผู้เยาว์ลำบากใจได้อย่างไร แม่น้ำนี้ยังคงเป็นของเจ้า ข้าแค่ยืมอยู่สักระยะหนึ่งเท่านั้น ข้าเองก็จะไม่เอาเปรียบเจ้า ข้าสามารถถ่ายทอดพลังวิเศษให้เจ้าได้ เจ้าว่าอย่างไร”
ผานซินกล่าวน้ำเสียงฮึดฮัด ในใจเขารู้สึกว่านับวันผู้เยาว์ในแดนเซียนก็ยิ่งใช้การไม่ได้ แย่ลงในทุกๆ ยุค
หานเจวี๋ยได้ยินก็ได้แต่ถอนหายใจกล่าว “เอาเถอะ”
ผานซินหายวับมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
เขายกมือขวาขึ้น ยื่นนิ้วออกมาสามนิ้วกล่าว “ข้ามีพลังวิเศษสามอย่าง เจ้าเลือกมาหนึ่งอย่าง”
“หนึ่ง พลังวิเศษแห่งเผด็จการ สังหารศัตรูในชั่วอึดใจ!”
“สอง พลังวิเศษแห่งกรรม สังหารศัตรูไม่แปดเปื้อนกรรม สามารถฝ่ามหาเคราะห์ไร้ขอบเขตได้!”
“พลังวิเศษแห่งท่าร่าง ขณะที่ต่อสู้สามารถหลบการโจมตีของศัตรูแข็งแกร่งได้อย่างง่ายดาย และสามารถทะลุไปมาหมื่นโลกาได้!”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่ลังเล “ข้าเลือกอย่างที่สาม!”
ผานซินอึ้ง และกล่าวขึ้นมา “พลังวิเศษอย่างแรกแข็งแกร่งที่สุด เจ้าไม่เรียนหรือ พลังวิเศษอย่างที่สองมีประโยชน์ใช้สอยมาก”
หานเจวี๋ยส่ายหน้า “ไม่ล่ะ ข้าเลือกอันที่สาม ครั้งหน้าจะได้หลบหนีได้สะดวก”
‘เจ้าเด็กนี่…’
ผานซินนิ่งเงียบ
[ระดับความประทับใจที่ผานซินมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]
พอมองเห็นอักขระที่ปรากฏตรงหน้า หานเจวี๋ยก็เลิกคิ้ว
‘หรือจะเป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน
มีความเป็นไปได้มาก!’
หากเจ้าหมอนี่ไม่ขี้ขลาด คงไม่หลบมาต่อล้อต่อเถียงกับผู้เยาว์อย่างเขาอยู่ที่นี่
ผานซินยกมือเอานิ้วแตะหน้าผากหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยไม่ทันได้ตอบสนอง จิตรับรู้ก็ถูกโจมตีทันที ความทรงจำขนาดใหญ่ทะลักเข้าไปในสมองของเขา
พลังวิเศษ เงาเทพต้าเหยี่ยน!
……
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยถึงฟื้นขึ้นมาในที่สุด
หลิวเป้ยนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านข้าง ผานซินกลับมาที่เดิม ไม่รู้เขากำลังทำอะไรอยู่ เงาหลังยังคงอัปลักษณ์เช่นนั้น
หานเจวี๋ยจัดระเบียบความทรงจำพลังวิเศษของเงาเทพต้าเหยี่ยนอยู่ครู่หนึ่ง
เขาเผยสีหน้าตกใจระคนดีใจ
เขากำลังขาดพลังวิเศษประเภทนี้พอดี!
ในการต่อสู้สามารถเปลี่ยนแปลงความเร็วและการตอบสนอง สามารถแยกเป็นเงาเทพทำให้คู่ต่อสู้สับสน ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถทะลุไปมาในหมื่นโลกาฟ้าดินได้โดยตรง มันทรงพลังมาก
หานเจวี๋ยกำชับหลิวเป้ยสองสามประโยค จากนั้นก็กลับถ้ำเทวาฟ้าประทาน
เขามีคุณสมบัติท่าร่างขั้นสุดยอด จะต้องเชี่ยวชาญเงาเทพต้าเหยี่ยนได้แน่ แต่ไม่อยากพัวพันกับผานซินมากเกินไป
หากเขาแสดงออกมาดีเกินไป ผานซินอยากจะรับเขาเป็นศิษย์ล่ะจะทำอย่างไร
ผานซินเก่งกาจก็จริง แต่มีศัตรูตัวฉกาจนี่!
เจ้าแห่งมหาเคราะห์โบราณอะไรนั่นฟังดูแล้วแข็งแกร่งอย่างไร้เหตุผล จักต้องแกร่งกว่าจักรพรรดิสวรรค์อย่างแน่นอน!
หานเจวี๋ยไม่อยากเสี่ยงอันตราย
หานเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง และรีบทำความเข้าใจเงาเทพต้าเหยี่ยนทันที
หลายวันต่อมา
หานเจวี๋ยฝึกฝนเงาเทพต้าเหยี่ยนจนเชี่ยวชาญ
เขารีบสำแดงพลังวิเศษนี้ เงาร่างสองเงาพุ่งออกจากร่าง รูปร่างลักษณะเหมือนกับเขาไม่มีผิด และยังเปล่งแสงสีม่วงออกมา
หานเจวี๋ยสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง คิดไม่ถึงว่ากลิ่นไอก็เหมือนกับเขาไม่มีผิด
หรือว่าเงาเทพต้าเหยี่ยนนี้ยังสามารถช่วยเขาต่อสู้ได้ด้วย
หานเจวี๋ยเก็บเงาเทพต้าเหยี่ยนทั้งสองเข้าไป จากนั้นเริ่มจำลองการทดสอบ
เลือกท้าสู้จักรพรรดิสวรรค์โดยตรง!
ผ่านไปสองอึดใจ หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น
‘สมควรตาย’
คู่ต่อสู้แข็งแกร่งเกินไป ที่เขามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นอีกหนึ่งวินาที เป็นเพราะจักรพรรดิสวรรค์ทำลายเงาเทพก่อนแล้วค่อยสังหารเขา
เขาลองหนีดูก็ไม่ได้ผล
หานเจวี๋ยจำต้องเปลี่ยนคู่ต่อสู้เป็นเจียงอี้ จนเขารู้สึกสบายขึ้นทันที
เขาอาศัยเงาเทพต้าเหยี่ยนยั่วเย้าเจียงอี้ เจียงอี้พยายามต่อสู้ด้วยพลังทั้งหมดก็ไม่สามารถแตะต้องชายเสื้อของร่างจริงของเขาได้
บทที่ 259
หลังจากเล่นแบบจำลองการทดสอบอยู่หนึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยก็ช่ำชองการใช้เงาเทพต้าเหยี่ยน
เขาพอใจพลังวิเศษนี้มาก ตอนนี้เขาสามารถสำแดงเงาเทพต้าเหยี่ยนออกมาพร้อมกันได้เก้าเงา เงาเทพต้าเหยี่ยนแต่ละเงาล้วนระเบิดพลังแท้จริงอันแข็งแกร่งได้เหมือนกับร่างจริงไม่มีผิด ช่างน่าหวาดกลัวยิ่งนัก!
ข้อเสียก็คือใช้พลังเวทมากเกินไป แม้จะสามารถพูดได้ว่าพลังเวทของจักรพรรดิเซียนไม่มีที่สิ้นสุด แต่ปริมาณในการฟื้นฟูก็มีข้อจำกัด เมื่อพลังเวทปล่อยออกไปมากกว่าปริมาณในการฟื้นฟู จะกลายเป็นการแบกรับน้ำหนักจนกระทั่งติดลบ
ข้อเสียนี้ไม่นับประสาอะไร หานเจวี๋ยสามารถโจมตีศัตรูให้พ่ายแพ้ในระยะเวลาสั้นๆ ได้ หากฝ่ายตรงข้ามเหนือกว่าตนเอง ก็หนีเอาชีวิตรอดไปเลยไม่จำเป็นต้องต่อสู้
หานเจวี๋ยอารมณ์ดีไม่น้อย จึงนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเฉลิมฉลอง
หลายเดือนต่อมา
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังจะฝึกบำเพ็ญ พลันนึกถึงเรื่องของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต เขาเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว
เดี๋ยวก่อน!
ผานซินผ่านมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมาหลายครั้ง หากถามเขาจะต้องได้คำตอบที่แม่นยำยิ่งกว่าแน่นอน
พอคิดเสร็จ จิตดั้งเดิมของหานเจวี๋ยก็กระโจนเข้าไปในแม่น้ำมรรคกระบี่
เขามาถึงด้านหลังผานซินอย่างรวดเร็ว และถามอย่างนอบน้อม “ผู้อาวุโส ข้าสามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตกับท่านหน่อยได้หรือไม่”
ผานซินหันมาถาม “เจ้าอยากถามอะไร”
“มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตจะมาแล้วใช่หรือไม่ อีกนานแค่ไหน จะเกิดขึ้นต่อเนื่องนานเท่าใด”
“จิ๊ๆ เจ้าไม่ธรรมดาเลย คิดไม่ถึงว่าจะสังเกตเห็นดวงชะตามหาเคราะห์ ไม่ผิด มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งต่อไปกำลังจะมา มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตแตกต่างจากเคราะห์อื่นๆ อาจใช้เวลาหลายหมื่นปีในการก่อตัว และอาจเกิดขึ้นยาวนานหลายหมื่นปี ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตที่เร็วที่สุดกินเวลาไปทั้งหมดเกือบหมื่นปี ตอนนี้เป็นแค่การก่อตัว หากอยากจะเริ่มต้นต้องรอผู้ฝ่าเคราะห์ผุดขึ้นมา”
“ผู้ฝ่าเคราะห์?”
“อืม มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตแต่ละครั้งล้วนจะมีผู้ฝ่าเคราะห์ เขาจะเป็นผู้จุดชนวนของมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต พอถึงเวลาจะตลบอบอวลไปด้วยกรรมฟ้าดิน เวไนยสัตว์จะเกิดจิตมาร จมดิ่งอยู่ในการรบกันเป็นพัลวันไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งมรรคาสวรรค์คิดว่าสมดุลแล้ว มหาเคราะห์ถึงจะสลายไป
หานเจวี๋ยราวกับกำลังคิดอะไรอยู่
‘มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตก็คือระบบคัดออกหรือ’
ชนะเกมส์?
เมื่อเหลือปริมาณถึงจำนวนหนึ่งแล้ว มหาเคราะห์ก็จะสลาย?’
เช่นนั้นวิธีทำลายมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตที่ดีที่สุดไม่ใช่การเอาตัวรอดหรือ’
‘ทั้งยังไม่ต้องช่วงชิงอันดับหนึ่งด้วย’
หานเจวี๋ยถาม “ผู้อาวุโสเคยฝ่ามหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมาก่อนหรือ”
ผานซินได้ยินก็เชิดจมูกโด่งด้วยความทระนงองอาจ
“ย่อมเป็นเช่นนั้น ข้าฝ่ามหาเคราะห์ไร้ขอบเขตมามาก ผู้ที่สามารถชิงสุดยอดดวงชะตาในมหาเคราะห์ได้ จะกลายเป็นมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต และเจ้าแห่งความไร้ขอบเขต ดวงชะตาทอดยาวต่อเนื่อง ฝ่าหมื่นเคราะห์ไม่ตาย”
คำพูดของผานซินทำให้หานเจวี๋ยอดนึกถึงจักรพรรดิสวรรค์ และจักรพรรดิปีศาจไม่ได้ พวกเขาล้วนเป็นมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต
ที่แท้มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขตก็มีความหมายเช่นนี้
ผานซินยิ้มกล่าว “เจ้าเด็กน้อย หากเจ้าสามารถผ่านมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งนี้ไปได้ เห็นแก่วาสนาที่พบกันหนึ่งครา ข้าจะรับเจ้าเป็นศิษย์”
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วถาม “หากฝ่ามหาเคราะห์ไร้ขอบเขตไปได้หนึ่งครั้ง ก็สามารถหลบมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตครั้งต่อไปได้ใช่หรือไม่”
ผานซินกล่าวอย่างไม่สนใจใยดี “ไม่แน่นอน มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตอาจจะดูที่ผลกรรม เจ้าผลกรรมนี้มันพูดยาก ยกตัวอย่างเช่นเจ้าอยากหลบเคราะห์ แต่คู่บำเพ็ญเพียรหรือศิษย์ของเจ้าถูกคนสังหารท่ามกลางมหาเคราะห์ เจ้าจะล้างแค้นหรือไม่ หากเจ้าอยากล้างแค้น เจ้าก็ตกเข้าไปในเคราะห์แล้ว ไม่อาจหลุดพ้นได้”
“คนหนึ่งคนอยากจะหลบผลกรรมได้อย่างสมบูรณ์นั้นมันยากมาก ต่อให้เจ้าจะอดใจไม่ลงมือช่วยเหลือได้ บรรดาผู้ร่วมสำนัก สหาย และญาติก็จะเกลียดชังเจ้า หลังจากมหาเคราะห์สิ้นสุดแล้ว พวกเจ้าแตกคอกันจนกลายเป็นศัตรู และเป็นการฝังต้นเหตุของมหาเคราะห์ครั้งต่อไป”
“ยิ่งไปกว่านั้น เดิมทีมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตก็เป็นมหาโชค สังหารศัตรูช่วงชิงดวงชะตา ในมหาเคราะห์สามารถข้ามขีดจำกัดอย่างต่อเนื่อง ระดับเซียนจำนวนมากจนกระทั่งระดับต้าหลัว เดิมทีก็ไม่ได้มีพรสวรรค์สูงขนาดนั้น อาศัยโชคมหาเคราะห์ไร้ขอบเขตช่วงชิงโชคและดวงชะตา”
“ด้วยตบะของเจ้า ไม่อยากจะเข้าร่วมเคราะห์ก็ยังยาก เพราะเจ้าหาสถานที่ที่สามารถหลบเคราะห์ได้อย่างสมบูรณ์ไม่ได้”
พูดถึงตอนท้าย น้ำเสียงของผานซินเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
หานเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกว่าถูกล่วงเกิน แต่กลับคารวะขอบคุณ และจากไปโดยเร็ว
ผานซินแปลกใจ ดูเหมือนเจ้าเด็กนี่จะจริงจังมาก
‘ช่างเถอะ’
‘ขี้เกียจไปสนใจเขา’
ไหล่ขวาของผานซินเริ่มขยับตัว และสั่นรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ
……
สิบปีผ่านไป
หานเจวี๋ยออกจากสถานะการบำเพ็ญตบะอีกครั้ง จากนั้นเริ่มสาปแช่งศัตรู
เมื่อรู้ว่ามหาเคราะห์ไร้ขอบเขตใกล้เข้ามาแล้ว หานเจวี๋ยหวังจะสาปแช่งศัตรูทั้งหมดให้ตาย
เช่นนี้พอถึงเวลานั้นแล้ว เขาสามารถหลบเคราะห์ได้อย่างสบายใจ
นอกจากนี้ เขาก็มีข้อกำหนดที่เข้มงวดสำหรับการบำเพ็ญตบะของบรรดาศิษย์ แต่ละคนจะต้องบรรลุหนึ่งเป้าหมายภายในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หากล้มเหลวก็จะถูกเขาลงโทษอย่างเข้มงวด
หานเจวี๋ยไม่อยากให้พอถึงเวลาที่มหาเคราะห์มาถึง ศิษย์แต่ละคนเหล่านี้ล้วนอ่อนแอรอคอยการช่วยเหลือจากเขา
ชั่วระยะเวลาหนึ่ง บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็เกิดภาพของการมุมานะฝึกฝน แม้แต่ฉู่ซื่อเหรินก็ไม่กล้าเอ้อระเหยลอยชาย
วันนี้ หานเจวี๋ยยังคงสาปแช่งศัตรูอยู่ พลันรับรู้ได้ถึงกลิ่นไอน่าหวาดกลัวบางอย่าง
รอยแยกสีดำเส้นหนึ่งปรากฏตรงขอบฟ้า ไอดำเป็นสายๆ ทะลักออกมา หานเจวี๋ยสัมผัสอยู่ครู่หนึ่ง ก็รู้ว่ามีหลายสิบกลิ่นไอ
แข็งแกร่งสุดบรรลุถึงระดับเซียนทองไท่อี่ อ่อนแอสุดก็มีตบะระดับเซียนแท้ไท่อี่
หานเจวี๋ยรีบติดต่อเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอย่างพุทธะอาภรณ์ขาวทันที ให้เขาไปต้านทานสักหน่อย
พุทธะอาภรณ์ขาวรีบไปทันที
หานเจวี๋ยสาปแช่งศัตรูต่อ
เมื่อประสบกับปัญหาไม่อาจลนลานได้ โดยเฉพาะเรื่องการสาปแช่งศัตรูไม่อาจถูกขัดจังหวะได้ พอถูกขัดจังหวะหานเจวี๋ยก็จะอารมณ์ไม่ดี
นอกถ้ำ
ต้นฝูซังสั่นไหวอย่างรุนแรงอีกครั้ง ทำให้ไก่คุกรัตติกาล เจ้าใหญ่ และเจ้ารองไม่อาจอยู่บนกิ่งไม้ได้อย่างสบายใจ
หลงเฮ่าสัมผัสอะไรบางอย่างได้ เขาลุกขึ้นมองไปทางขอบฟ้าทันที
“เป็นอะไรหรือ” หานอีถามด้วยความสงสัย
หลงเฮ่าแววตาเคร่งขรึม และกล่าวพึมพำ “ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นไอของเผ่ามังกร”
เดิมทีเขาก็มีสายเลือดมังกรแท้อยู่ด้วย ดังนั้นความรู้สึกสัมผัสจึงรุนแรงมาก
สวินฉางอานก็มองไปที่ไกลๆ และกล่าวพึมพำ “ความยุ่งยากของโลกเขย่าพิภพกำลังจะมาแล้ว”
เขาไม่ลนลาน ถึงอย่างไรก็ยังมีอาจารย์อยู่
……
วังสวรรค์ ภายในตำหนักที่กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง
ฟางเหลียงนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าหม้อสามขาใบใหญ่ น้ำโอสถเดือดปุดๆ ร้อนจนตัวเขาแดงไปทั้งตัว
มู่หรงฉี่ยืนอยู่ข้างหม้อสามขาขนาดใหญ่ และเพ่งมองเขาอยู่
“ศิษย์พี่ ข้าไม่เป็นไร เจ้ากลับไปเถอะ ไม่ต้องดูแลข้าตลอด” ฟางเหลียงลืมตาฝืนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
มู่หรงฉี่ส่ายหน้ากล่าว “โอสถนี้แฝงไปด้วยโลหิตบริสุทธิ์ของเทพปีศาจ รุนแรงอย่างหาที่เปรียบมิได้ ไม่อาจสะเพร่าได้ เจ้าไม่ต้องสนใจข้า”
ฟางเหลียงได้แต่ปล่อยเลยตามเลยอย่างไม่มีทางเลี่ยง เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาถาม “ช่วงนี้ฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์คัดเลือกแม้ทัพเทพ เจ้าเข้าร่วมหรือไม่”
แม่ทัพเทพ นั่นคือการดำรงอยู่ที่ไม่อาจเอื้อม!
ตอนนี้แดนสวรรค์มีแค่สามยอดแม่ทัพเทพเท่านั้น!
ตบะของมู่หรงฉี่ยกระดับขึ้นเร็วยิ่งนัก ขณะนี้บรรลุถึงระดับเซียนลึกล้ำไท่อี่แล้ว คุณสมบัติเช่นนี้มีสิทธิ์ที่จะกลายเป็นแม่ทัพเทพในกรณีพิเศษได้ ประกอบกับสถานะในอดีตชาติของเขา ไม่มีเทพเซียนกล้าโต้แย้ง
อย่ามองที่ว่าตบะของมู่หรงฉี่นั้นไม่นับว่าเลิศล้ำ เดินไปที่ไหนล้วนมีเทพเซียนทักทาย ก่อนหน้านั้นไม่นานแม่ทัพเทพยุทธ์ยังเรียกเขาไปคุยเรื่องในอดีตอยู่เลย
มู่หรงฉี่ยิ้มกล่าว “ฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์เรียกข้าไปคุยแล้ว ข้าจะเข้าร่วม และก็นับว่าช่วยวางรากฐานที่มั่นให้กับอาจารย์ปู่ อาจารย์ปู่กลัวความยุ่งยากที่สุด หากวันหน้าท่านขึ้นสวรรค์ พวกเราก็ต้องช่วยท่านต่อต้านความยุ่งยาก”
ได้ยินเช่นนี้ฟางเหลียงผงกศีรษะเผยสีหน้าคิดถึง และถามขึ้นมา “ใช่สิ เจ้าว่าตอนนี้อาจารย์ปู่มีตบะระดับใด”
หลังจากมาวังสวรรค์แล้ว เนื่องด้วยสติปัญญาและสถานะ ทำให้เขาเข้าใจแดนเซียน และรอบรู้มากขึ้น
มู่หรงฉี่กล่าว “อาจารย์ปู่ลึกลับมาโดยตลอด ข้าสงสัยว่าเดิมทีท่านก็คือผู้ทรงพลังบรรพกาลแล้ว เพียงแค่หลบอยู่ในโลกมนุษย์มาโดยตลอด เจ้าเคยเห็นอาจารย์ปู่ไร้พลังหรือจนมุมมาก่อนหรือ ศัตรูใดๆ ล้วนเป็นศัตรูที่ท่านสามารถกำราบได้ภายในกระบวนท่าเดียว”
บทที่ 260
“ข้าก็คิดเช่นนั้น คุณสมบัติของข้าแข็งแกร่งจนเลยขอบเขตไปมากแล้ว แต่อาจารย์ปู่ยังคงทำให้พวกเรารู้สึกถึงความลึกล้ำจนยากจะคาดเดาได้ ที่สำคัญที่สุดก็คืออาจารย์ปู่ก็ไม่ออกไปฝึกประสบการณ์ด้วย ปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่ทุกวัน”
ฟางเหลียงทอดถอนใจกล่าว สีหน้าเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง
ที่เขามีวันนี้ได้ล้วนเป็นเพราะหานเจวี๋ยฝืนลิขิตฟ้าพลิกชะตาให้เขา
เทพเซียนบอกว่าเขาคือบุตรแห่งโลกา เขากลับรู้ตัวว่าตนเองธรรมดามาก บุตรแห่งโลกาที่พูดถึงก็เป็นดวงชะตาที่อาจารย์ปู่ช่วยเขาช่วงชิงมา
ในใจของเขา หานเจวี๋ยเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดตลอดกาลสำหรับเขา
มู่หรงฉี่กล่าวหยอกล้อ “ไม่แน่อาจารย์ปู่อาจจะจะเป็นบรรพชนเต๋าที่แปลงร่างมาก็ได้ มีแต่ผู้ทรงพลังเลิศล้ำแห่งยุคเท่านั้นที่จำเป็นต้องปิดด่านฝึกบำเพ็ญตลอด เพราะพวกเราปิดด่านครั้งหนึ่งใช้เวลาหลายหมื่นปี หากคิดเช่นนี้ล่ะก็ ที่จริงแล้วอาจารย์ปู่ของพวกเราไม่นับว่ามุมานะฝึกบำเพ็ญ แม้กระทั่งยังไม่เริ่มปิดด่าน”
ฟางเหลียงคิดว่ามีเหตุผล และอดพยักหน้าไม่ได้
แน่นอน เขาแค่คิดว่าหานเจวี๋ยเป็นผู้ทรงพลังเลิศล้ำแห่งยุค แต่ไม่คิดว่าเป็นบรรพชนเต๋า บรรพชนเต๋าคือตำนานของการดำรงอยู่อันเพ้อฝัน อาจจะไม่มีอยู่จริงๆ
ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองไม่มีคำพูดก็หาคำพูดมาพูดคุยกันเล่น
อีกด้านหนึ่ง
ในอุทยานหลวง
ตี้ไท่ไป๋มาถึงตรงหน้าจักรพรรดิสวรรค์ และแสดงความเคารพก่อนกล่าว “ฝ่าบาท ช่วงนี้เผ่ามังกรแท้กำลังก่อหวอดที่จะก่อการร้าย แม้กระทั่งมีรัชทายาทไปโลกเขย่าพิภพด้วย ด้วยนิสัยของเจ้าเด็กหานเจวี๋ยนั่น อาจจะ…”
แม้หานเจวี๋ยจะขี้ขลาดตาขาว แต่ก็เพราะเจ้าหมอนี่ขี้ขลาดตาขาวเกินไป จึงมักคิดที่จะกำจัดภัยพิบัติที่จะตามมาภายหลังให้สิ้นซาก
ทั้งหวาดกลัวทั้งเหี้ยมโหด!
จักรพรรดิสวรรค์ตรัสด้วยดวงพระเนตรที่เป็นประกาย “อย่าสนใจพวกเขา”
“ถ้าหากว่า…”
“หานเจวี๋ยเป็นคนของแดนสวรรค์ เผ่ามังกรแท้เพียงแค่มีสายสัมพันธ์ทางเครือญาติกับข้าเท่านั้น อะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญเจ้าคงรู้ดี ตอนนี้ข้าสังกัดแดนสวรรค์มิใช่เผ่ามังกรแท้”
“กระหม่อมรับทราบ!”
“ต่อไปรายงานสถานการณ์ของโลกเขย่าพิภพให้ข้าได้ตลอดเวลา”
“น้อมรับพระบัญชา!”
ตี้ไท่ไป๋จากไปอย่างรวดเร็ว
จักรพรรดิสวรรค์วางจอกสุราลง และตรัสด้วยพระสุรเสียงฮึดฮัด “เผ่ามังกร ดูท่าพวกเจ้ายังไม่ลืมความทะเยอทะยานในอดีต ในเมื่อพวกเจ้าไม่ยอมสนับสนุนข้า ก็อย่าโทษว่าข้าใจคอโหดเหี้ยมเลย!”
……
พุทธะอาภรณ์ขาวต่อสู้กับเผ่ามังกรต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ในที่สุดพุทธะอาภรณ์ขาวและเซียนทองไท่อี่ที่เป็นแกนนำของเผ่ามังกรในครั้งนี้ ก็บอบช้ำด้วยกันทั้งสองฝ่าย เผ่ามังกรถอนทัพ พุทธะอาภรณ์ขาวรีบมาหาหานเจวี๋ย
ทั้งสองพบกันในหมู่บ้านเล็กๆ
พุทธะอาภรณ์ขาวกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น “ผู้อาวุโส ที่มาในครั้งนี้คือองค์ชายสิบสามของเผ่ามังกรแท้ คนผู้นี้ก็เป็นบุตรแห่งสวรรค์ หากมาอีกในครั้งหน้าข้าไม่อาจต้านทานได้”
หานเจวี๋ยถาม “เหตุใดพวกเขาถึงมา”
“อยากครอบครองโลกเขย่าพิภพ ขณะนี้ดวงชะตาของโลกเขย่าพิภพเข้มแข็งเกรียงไกรมาก อีกไม่นานระดับสูงสุดในโลกมนุษย์ จะยกระดับถึงระดับเซียนพิภพ”
“ไม่เป็นไร มาครั้งหน้าข้าจะสังหารเขา”
“ตกลง ผู้อาวุโส”
พุทธะอาภรณ์ขาวโล่งใจไปเปราะหนึ่ง เพียงแค่หานเจวี๋ยยอมลงมือก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
หานเจวี๋ยถามกล่าวด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง “เจ้าจะกลับสำนักพุทธเมื่อใดหรือกลับนิกายฉ่านตอนไหน”
พุทธะอาภรณ์ขาวกล่าวโดยไม่ต้องคิด “สำนักพุทธจะต้องกลับไปไม่ได้อย่างแน่นอน บรรพชนพุทธได้ส่งคนมาล่าสังหารข้าแล้ว ส่วนนิกายฉ่านนั้นมันผ่านไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าพระผู้เป็นเจ้าไม่อยากช่วงชิงอำนาจ ต่อไปข้าจะอยู่ในโลกเขย่าพิภพ”
เขาได้สติกลับมาและนึกอะไรขึ้นมาได้จึงรีบคุกเข่าตรงหน้าหานเจวี๋ยทันที
“ผู้อาวุโส! โปรดรับข้าไว้ ข้ายอมอุทิศตนรับใช้ท่าน!”
หานเจวี๋ยกล่าว “ได้ ตั้งแต่วันนี้ไปเจ้าก็คือคนของสำนักซ่อนเร้นเรา ส่วนตำแหน่งสถานะนั้น ดูการแสดงออกของเจ้าในภายหลัง”
‘สำนักซ่อนเร้น?’
พุทธะอาภรณ์ขาวราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ หรือว่าหานเจวี๋ยยังมีกลุ่มอิทธิพลขนาดใหญ่หนุนหลังอยู่
มิน่าล่ะ!
เขาฮึกเหิมขึ้นมาทันที รีบกล่าวรับรองว่าตนเองจะพยายามอย่างแน่นอน
ทั้งสองพูดจาเป็นพิธีรีตองอยู่สองสามประโยคก็แยกย้ายไป
หานเจวี๋ยกลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
‘เผ่ามังกร!’
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป มหาเคราะห์ไร้ขอบเขตก่อตัวขึ้นมา เขาจำเป็นต้องเข้าร่วมเคราะห์ด้วย ต่อให้เขาไม่อยากจะช่วงชิงกับผู้คน ศัตรูก็จะมาหาเขาถึงที่เอง
รอศัตรูทั้งหมดของเขาสังหารเข้ามา เขาจะต้านทานได้อย่างไร
‘ไม่ได้!
ต้องหาวิธีสาปแช่งเจ้าพวกนี้ให้ตายจนหมดสิ้น’
หานเจวี๋ยเกิดความเหี้ยมโหดในจิตใจ เขาตัดสินใจเล่นใหญ่สักครั้ง
“ข้ามีอายุขัยห้าสิบสี่ล้านล้านปี นำอายุขัยร้อยล้านปีมาเดิมพัน จะทำไมล่ะ”
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ และนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาโดยตรง
สาปแช่งพุทธาเทพฟ้าพิโรธก่อน แล้วค่อยสาปแช่งองค์ชายสิบสามเป็นลำดับที่สอง เช่นนี้แล้วต่อให้เขาจะแตกดับ เผ่ามังกรแท้อาจจะคำนวณไม่ได้ว่าเป็นหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเริ่มส่งพลัง
สิบวันต่อมา เขายังไม่หยุด ยังคงสาปแช่งพุทธาเทพฟ้าพิโรธต่ออย่างบ้าคลั่ง
พุทธาเทพฟ้าพิโรธสร้างเคราะห์รักให้กับสวินฉางอัน ระดับความเกลียดชังทะลุถึง 4.5 ดาว ต้องตายเท่านั้น
สาปแช่งไปหนึ่งเดือนเต็มๆ
อายุขัยของหานเจวี๋ยลดลงพันปีอย่างฮวบฮาบ เขาสังเกตเห็นการแจ้งเตือนของจดหมายฉบับหนึ่ง
[พุทธาเทพฟ้าพิโรธศัตรูคู่อาฆาต เนื่องจากการสาปแช่งของท่าน เขาทำลายจิตมารด้วยตนเอง กายและวิญญาณถูกทำลาย แตกดับอย่างสมบูรณ์]
ไม่ต้องพูดถึงการสาปแช่งในครั้งนี้ ก่อนหน้านั้นหานเจวี๋ยสาปแช่งแค่พุทธาเทพฟ้าพิโรธไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง เขาเกือบจะเป็นบ้าตั้งแต่แรกแล้ว
‘แตกดับ!’
หานเจวี๋ยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ จากนั้นเริ่มสาปแช่งองค์ชายสิบสามเผ่ามังกรแท้
เก้าวันต่อมา
หานเจวี๋ยมองเห็นการแจ้งเตือนขึ้นอีกอัน
[เพราะการสาปแช่งของท่าน องค์ชายสิบสามเผ่ามังกรแท้ธาตุไฟเข้าแทรก กำเริบเสิบสานในเผ่า พบเจอผู้อาวุโสก็สังหาร]
หานเจวี๋ยเป็นสุขขึ้นมา หลังจากยกระดับของระบบแล้ว คาดไม่ถึงว่าจะตรวจสอบพบบุคคลที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับเขาได้ด้วย
นี่กลับเป็นเรื่องที่ดี
หานเจวี๋ยสาปแช่งต่อ
ลำดับต่อไปคือจักรพรรดินีปีศาจชิงชิว บุตรชายของแม่นางนี่ตายไปแล้ว จะต้องคิดถึงเขาอยู่ตลอดเวลา
หนึ่งเดือนต่อมา
[จักรพรรดินีปีศาจชิงชิวศัตรูคู่อาฆาตของท่านธาตุไฟเข้าแทรกเพราะการสาปแช่งของท่าน โชคดีได้จักรพรรดิปีศาจปกป้องวิญญาณไว้]
หานเจวี๋ยเดือดดาล และสาปแช่งต่อ
ผ่านไปอีกหนึ่งเดือน
[จักรพรรดินีปีศาจชิงชิวศัตรูคู่อาฆาตของท่านพลังมรรคลดลงฉับพลันเพราะการสาปแช่งของท่าน โชคดีได้จักรพรรดิปีศาจปกป้องวิญญาณไว้]
‘เอาอีก!’
[จักรพรรดินีปีศาจชิงชิวศัตรูคู่อาฆาตของท่าน เนื่องจากการสาปแช่งของท่าน ทำให้วิญญาณของนางไม่อาจทนไอชั่วร้ายได้ ตัวแตกดับกายสลาย ร่างและวิญญาณถูกทำลาย]
รูปประจำตัวของจักรพรรดิดินีปีศาจชิงชิวไม่มีแล้ว
หานเจวี๋ยเสียอายุขัยไปหลายหมื่นปี ไม่เพียงแต่จะมีเลือดหยดในใจ ดวงตาทั้งสองก็มีเลือดไหล
แต่ว่าเป็นการจ่ายที่คุ้มค่า
เขาไม่ได้สาปแช่งต่อ และวางแผนจะหยุดพักปรับปรุงกำลังสองสามเดือน
……
ภายในตำหนักใหญ่สูงตระหง่าน หญิงรับใช้กลุ่มหนึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นตัวสั่นเทิ้ม
ตรงหน้าพวกนางมีเงาร่างสูงใหญ่ยืนอยู่ ซึ่งก็คือจักรพรรดิปีศาจนั่นเอง
จักรพรรดิปีศาจสูงสิบจั้ง คลุมชุดสีแดงลายมังกร ใบหน้าเคร่งขรึม ด้านข้างของมงกุฎเทพทั้งสองด้านมีเขาอยู่ครู่หนึ่ง ด้านหลังมีพระอาทิตย์เล็กๆ เก้าดวงลอยอยู่ เปล่งประกายเจิดจ้าอย่างหาที่เปรียบมิได้
จักรพรรดิปีศาจมีสีหน้าเย็นชา สายตาเต็มไปด้วยแววสังหาร และกล่าวด้วยเสียงเคร่งขรึม “ข้าออกไปครู่เดียว จักรพรรดินีก็แตกดับเองหรือ ช่วงระหว่างเวลานี้ไม่มีศัตรูแฝงเข้ามาจริงๆ หรือ”
“ไม่มี…สภาพของจักรพรรดินีไม่…”
หญิงรับใช้นางหนึ่งกล่าวด้วยเสียงที่สั่นสะท้าน น้ำเสียงยังไม่สิ้นสุดลง จักรพรรดิปีศาจสะบัดแขนเสื้ออย่างรุนแรง และสังหารหญิงรับใช้เหล่านี้โดยตรง
พวกนางทั้งหมดกลายเป็นเถ้าธุลี โดยไม่ทันได้ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา!
จักรพรรดิปีศาจเปี่ยมไปด้วยไอสังหาร ทำให้ตำหนักใหญ่สั่นสะเทือน
เขางอนิ้วนับคำนวณ คำนวณไม่ได้ว่าใครเป็นคนทำให้จักรพรรดินีชิงชิวตาย
เขาคำนวณได้แค่หนังสือเล่มหนึ่ง
หนังสือลึกลับที่ไม่มีอักขระเลย
‘ยอดสมบัติ!’
มีคนใช้สมบัตินี้สาปแช่งจักรพรรดินีของเขา!
จักรพรรดิปีศาจขมวดคิ้วแน่น เขาไม่อาจคำนวณถึงเจ้าของหนังสือได้
“อย่าให้ข้าหาเจ้าพบ มิเช่นนั้นเจ้าอยากตายก็ตายไม่ได้!”
จักรพรรดิปีศาจตาเป็นประกาย เขาพูดพึมพำ คำพูดเต็มไปด้วยจิตสังหาร
……
หลังจากพักผ่อนไปครึ่งปี หานเจวี๋ยถือหนังสือแห่งความโชคร้ายและนำค่าความสัมพันธ์ออกมา เขาเริ่มคัดกรองศัตรูคนต่อไป
จักรพรรดิปีศาจอยู่เหนือจักรพรรดิเซียน ไม่อาจเสี่ยงสาปแช่งได้ ยากต่อการสาปแช่งให้ตาย ไม่แน่อาจจะถูกค้นพบด้วย
‘เช่นนั้นก็มหาจักรพรรดิอมตะก็แล้วกัน!’
ตอนแรกเจ้าหมอนี่ถูกแม่ทัพมหาเทพสังหาร แต่มีเสี้ยววิญญาณอยู่ส่วนหนึ่ง ไม่รู้ว่าหลบอยู่ที่ไหน
จำต้องรีบสังหารให้สิ้นซาก!