241-245
บทที่ 241
เมื่อกลับมาถึงถ้ำเทวาฟ้าประทานแล้ว หานเจวี๋ยถอนหายใจยาว
ไปแดนเซียนครั้งที่สองก็ยังอกสั่นขวัญแขวนอยู่ดี
ยังดีที่ศัตรูไม่แข็งแกร่ง
เจ้าพวกนี้เพิ่งจะขึ้นสวรรค์มาได้ไม่นาน กลับกล้ายั่วโทสะระดับเซียนทองไท่อี่เสียได้!
อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความสงสัยว่า “นายท่าน เมื่อครู่ท่านไปไหนมาหรือ”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางได้เห็นคลื่นวนสีดำ
คราวที่แล้วคือตอนไปช่วยลี่เหยา
แล้วครั้งนี้เล่า
หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้ปิดบัง เล่าเรื่องที่ฟางเหลียงและมู่หรงฉี่พบเจอให้ฟัง
“แดนเซียนก็อันตรายเช่นนี้ พี่น้องคู่นี้ขึ้นไปได้ไม่นานก็เกือบเอาชีวิตไปทิ้งแล้ว เจ้ายังอยากขึ้นสวรรค์อยู่อีกหรือไม่”
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างเคร่งขรึม อู้เต้าเจี้ยนส่ายหัวถี่รัว
นางพูดอย่างจริงจังว่า “ข้าไม่เคยคิดที่จะขึ้นสวรรค์เลย ข้าเพียงอยากอยู่เคียงข้างนายท่าน ตอนนี้ก็ดีมากแล้ว ฝึกฝนอยู่ตลอด บางครั้งที่ผ่อนคลายก็ไปพูดคุยกับพวกเขาได้”
ข้อดีที่สุดของการอยู่บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็คือไม่มีแรงกดดัน
นางชอบสภาพแวดล้อมการดำรงชีวิตที่กดดันเช่นนี้
นางมีความทรงจำของอดีตชาติ
ความทรงจำในชีวิตก่อนที่จำได้มากที่สุดคือพายุฝนโหมกระหน่ำ ความวิตกหวาดกลัว
นางเป็นแค่หญ้าต้นหนึ่ง ไม่มีใครสนใจ สัตว์ป่าและผู้คนที่ผ่านไปมาล้วนเหยียบย่ำนางได้ หาได้สนใจว่านางจะเป็นตายร้ายดีเช่นไร
ดังนั้นเมื่อตระหนักรู้ในชีวิตนี้ นางจึงซาบซึ้งบุญคุณของหานเจวี๋ยมาก ถึงขั้นไม่สามารถแยกจากได้
เพียงแต่หานเจวี๋ยไม่รับรู้ความในใจของนาง เขาจึงมักเตือนนางตลอด ต้องการจะล้างสมองนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความพึงพอใจ “ฝึกฝนต่อไปเถอะ”
อู้เต้าเจี้ยนพยักหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่งถึงจะกล่าว “นายท่าน พักนี้เฮ่าเอ๋อร์กับลี่เหยาทะเลาะกันแล้ว พรสวรรค์ของลี่เหยาแข็งแกร่งเกินไป ไก่คุกรัตติกาลก็คอยสร้างความบาดหมาง ใช้ลี่เหยาเพื่อกำราบเฮ่าเอ๋อร์ตลอด”
แม้ว่าหลงเฮ่าจะมีพรสวรรค์ยอดเยี่ยม แต่ถึงอย่างไรเขาก็ยังเด็ก ไม่เคยผ่านลมฝน ไม่เหมือนลี่เหยาที่พรสวรรค์แกร่งกล้าในบรรดาบุตรแห่งฟ้าดิน ทั้งยังผ่านการฝึกฝนมาอย่างหนัก ระหว่างทางมาโลกเขย่าพิภพก็ยังได้รับโอกาสวาสนามามากมาย
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ออกไปเรียกไก่คุกรัตติกาลเข้ามา”
อู้เต้าเจี้ยนลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก ไก่คุกรัตติกาลก็เข้ามาอย่างกระสับกระส่าย
มันไม่เคยเปลี่ยนรูปร่าง ยังรักษาลักษณะท่าทางของไก่ไว้
สีหน้าหานเจวี๋ยไร้ซึ่งอารมณ์
เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป ไก่คุกรัตติกาลก็ถูกหานเจวี๋ยโยนออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ทุกคนหันไปมอง จากนั้นพากันหัวเราะคิกคัก
เห็นเพียงขนไก่บนตัวไก่คุกรัตติกาลถูกถอนออกมาหมด ภายใต้การควบคุมพลังเวทของหานเจวี๋ย ในหลายวันนี้ขนไก่จะไม่สามารถงอกได้
“ฮึ อย่ายุแยงความสัมพันธ์ของสหายร่วมสำนัก ไม่เช่นนั้น…”
เสียงของหานเจวี๋ยดังออกมา
หลงเฮ่ากระอักกระอ่วน รู้สึกว่าอาจารย์กำลังพูดถึงตน
ลี่เหยาเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้ ใบหน้าแดงเล็กน้อย นางแอบด่าหานเจวี๋ยว่าทำเกินไป แต่ว่าภายในใจก็พึงพอใจกับการตัดสินใจของหานเจวี๋ยมาก ส่วนเรื่องการยุยงของไก่คุกรัตติกาล นางก็หงุดหงิดด้วยเช่นกัน
นางเพียงอยากฝึกฝนอย่างราบรื่น ไม่อยากความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาแทรก และไม่ต้องการจะทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น
ไก่คุกรัตติกาลไม่กล้าโผล่หน้าไปพบผู้คนแล้ว น่าอับอายเหลือเกิน!
มันซ่อนตัวอยู่บนต้นฝูซัง ใช้ใบไม้อำพรางตัวไว้
…..
ณ ป่าเขาแห่งหนึ่ง
มู่หรงฉี่ โจวฝาน โม่ฟู่โฉว และฟางเหลียงกำลังฝึกบำเพ็ญ พยัคฆ์กระดูกปีศาจเฝ้ายามอยู่ไม่ไกล กู้ซินนั่งก้มศีรษะลงต่ำอยู่ข้างฟางเหลียง
ฟางเหลียงลืมตาขึ้นมา ถอนหายใจพูดว่า “เจ้าไปเสียเถอะ อย่ามัวตามข้าเลย ทั้งชีวิตนี้ข้าจะไม่แต่งงานอีก ในใจข้ามีเพียงมหามรรคเท่านั้น”
ในช่วงที่อยู่บนโลกมนุษย์เขาถูกผู้หญิงทำร้ายจิตใจ จึงหวาดกลัวเสียแล้ว
กู้ซินกำแขนเสื้อตัวเองแน่นพลางพึมพำว่า “ข้าไม่รู้ว่าจะไปที่ใด…”
มู่หรงฉี่พูด “โลกนี้กว้างใหญ่นัก อยากจะไปที่ใดก็ย่อมได้นี่? บิดาของเจ้าถูกสหายข้าสังหาร ต่อให้เจ้ากับศิษย์น้องของข้าอยู่ด้วยกันก็จะมีแต่ความคับแค้นใจ”
เขาดูแคลนกู้ซินมาก
หญิงโง่คนหนึ่งเกือบจะฆ่าคนรักของตน อายุก็ปูนนี้แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้ถูกผิด
ในความเห็นของเขา กู้ซินคงหวาดกลัว หลบหนีจากความเป็นจริง ไม่กล้าต่อต้านบิดา ทำได้เพียงโอบกอดความคิดเพ้อฝันรอให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นเท่านั้น
โจวฝานเดาะลิ้นอย่างประหลาดใจ
ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ เขาก็นึกถึงตัวเองในอดีตขึ้นมา
เพียงแต่เขาไม่ได้เด็ดเดี่ยวและเป็นอิสระขนาดฟางเหลียง
เมื่อหวนนึกถึงคนในอดีตเหล่านั้น โจวฝานทอดถอนใจอยู่ข้างในใจ
กู้ซินเม้มริมฝีปากแน่น ภายในใจทุกข์ทรมานเกินบรรยาย
ฟางเหลียงถอนหายใจบอก “ช่างเถอะ พานางกลับไปวังสวรรค์ก็แล้วกัน อย่างน้อยก็มีที่พักชั่วคราว”
มู่หรงฉี่พ่นลมหายใจ แต่ไม่ได้โต้แย้งต่อ
ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของฟางเหลียง
“หลังจากกลับไปก็ตั้งใจฝึกฝนเสีย มีตบะเพียงเท่านี้ก็ยังออกมาก่อเรื่องวุ่นวาย ถ้าไม่ใช่เพราะอาจารย์ปู่ เจ้าคงตายไปแล้ว!” มู่หรงฉี่กล่าวอย่างเคร่งขรึม
เขาเป็นศิษย์พี่ กอปรกับมีความทรงจำในอดีตชาติ จึงย่อมปฏิบัติต่อท่าทีของฟางเหลียงราวกับอีกฝ่ายเป็นศิษย์น้องของตน
เขาเป็นห่วงฟางเหลียงจริงๆ
ฟางเหลียงพูดอย่างเก้อเขินว่า “ความจริงแล้วเป็นความผิดของข้า ซ้ำยังต้องรบกวนอาจารย์ปู่ด้วย”
เขามีสีหน้าละอายแก่ใจ เมื่อเขารู้สึกตัวและได้ยินว่าหานเจวี๋ยลงมือ เขาก็ตกใจมาก ตามมาด้วยความรู้สึกอับอายขายหน้า
สุดท้าย เขาก็ยังสร้างปัญหาให้อาจารย์ปู่จนได้
อีกทั้งเขาไม่เคยตอบแทนบุญคุณหานเจวี๋ยเลย
มู่หรงฉี่มองไปที่พวกโม่ฟู่โฉวสองคนแล้วถามว่า “แล้วพวกเจ้าล่ะ”
ตอนที่อยู่บนโลกมนุษย์คนทั้งสี่ก็รู้จักมักคุ้นกัน เคยประลองแลกเปลี่ยนฝีมือ เคยทะเลาะวิวาทกัน แน่นอนว่าอดีตเหล่านั้นล้วนเป็นเรื่องสนุกไปแล้วในเวลานี้
การได้เจอคนรู้จักเก่าในวังสวรรค์ ให้ความรู้สึกเหมือนได้เจอสหายเก่าในต่างแดน
“เดินทางต่อไปทั่วหล้า สร้างชื่อเกรียงไกรให้ตัวเอง!” โจวฝานยิ้มเอ่ยด้วยท่าทางคึกคักฮึกเหิม
โม่ฟู่โฉวส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม
มู่หรงฉี่ก็เช่นกัน
คนเช่นนี้เขาพบเจอมาไม่น้อย
สิ่งที่แดนเซียนไม่เคยขาดที่สุดก็คือคนที่มีจิตใจฮึกเหิมเช่นนี้
บุตรแห่งสวรรค์ทุกคนล้วนผงาดขึ้นมาจากการเหยียบย่ำคนประเภทนี้นับไม่ถ้วน
…..
ชั่วพริบตาเดียว เวลาผ่านไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
กายดาราอนธการไม่ต่างไปจากมหามรรคเวียนว่ายตายเกิด ไพศาลและลึกซึ้ง ให้ความรู้สึกเหมือนสามารถตระหนักรู้ได้ไม่รู้จบ
แม้ว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แต่เขารู้สึกเสมอว่าตนยังห่างไกลจากจักรพรรดิเซียนอยู่มาก
จากระดับเซียนทองไปถึงระดับจักรพรรดิเซียนไม่ใช่กระบวนการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ
ไม่ว่าพลังเวทจะแกร่งขึ้นอย่างไร แก่นแท้ของกายเนื้อและจิตวิญญาณก็ต้องแปรเปลี่ยนด้วยถึงจะได้
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่งศัตรู พร้อมทั้งตรวจดูจดหมาย ผ่อนคลายจิตใจไปด้วย
[จี้เซียนเสินสหายของท่านดับดิ้น ดวงวิญญาณตกสู่ยมโลก]
[ตี้ไท่ไป๋สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง]
[ตี้ไท่ไป๋สหายของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านช่วยชีวิตไว้]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านได้รับยอดสมบัตินิกายเจี๋ย]
[หานปาศิษย์ของท่านรู้แจ้งมรรคาสวรรค์และบรรลุพลังวิเศษในขณะฝึกบำเพ็ญ]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านพบโอกาสวาสนาในยมโลก ได้ฝึกฝนพลังวิเศษ]
[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านได้รับดวงชะตามรรคาสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มพูน]
[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์] x16824
……..
พายุก่อตัวขึ้นอีกครั้ง!
เทพเซียนของวังสวรรค์จำนวนไม่น้อยเริ่มพบเจอกับความยากลำบาก
ทว่าเมื่อก่อนก็เคยมีมาแล้ว หานเจวี๋ยจึงไม่ได้กังวลมาก
แต่สถานการณ์ล่าสุดของซูฉีทำให้เขากังวลยิ่งนัก
เจ้าเด็กคนนี้ไม่เคยใช้วิชาอัญเชิญเทพเลย หรือว่ากลัวเขาจะสู้ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวงไม่ไหว?
เมื่อพิจารณาความเป็นไปของจดหมาย ดูเหมือนว่าซูฉีจะหนีออกมาจากราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวงและกำลังถูกตามล่า
หานเจวี๋ยตัดสินใจแน่วแน่ หากศิษย์และศิษย์หลานที่เหลืออยู่ไม่บรรลุถึงระดับเซียนทองไทอี่ เขาจะไม่ให้ขึ้นไปสวรรค์เด็ดขาด
หลีกเลี่ยงไม่ให้เขาต้องวิ่งวุ่นดับไฟไปทั่ว ไม่ช้าก็เร็วต้องพังไม่เป็นท่า
ช่วยสักครั้งสองครั้งไม่เป็นไร แต่หากช่วยมากเกินไปก็ขัดกับมรรคจิตของเขา
หานเจวี๋ยคิดอยู่เงียบๆ
ตอนนี้เอง มีเสียงหนึ่งส่งเข้ามาในหูของหานเจวี๋ย
“สหายเต๋าซุนเฉวียน ออกมาพบกันสักหน่อยเป็นไร”
พุทธะอาภรณ์ขาว!
หานเจวี๋ยส่งเสียงตอบไปว่า “รอก่อน ข้ายังมีเรื่องต้องสะสาง”
“ได้”
พุทธะอาภรณ์ขาวขาวตอบรับ
จากนั้นก็รอไปอีกครึ่งปี
บทที่ 242
พุทธะอาภรณ์ขาวใกล้จะระเบิดอารมณ์เต็มที
บัดซบ!
คิดไม่ถึงว่าจะให้ข้ารอถึงครึ่งปี!
บรรพชนพุทธทั้งหลายยังไม่กล้าวางมาดกับเขาเช่นนี้เลย!
พุทธะอาภรณ์ขาวทำได้เพียงใช้คัมภีร์พุทธสงบจิตใจ
ในที่สุด หานเจวี๋ยก็ปรากฏตัวต่อหน้าเขาและถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”
พุทธะอาภรณ์ขาวกำลังนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ เขาหรี่ตาถาม “สหายเต๋าซุนเฉวียนยุ่งเรื่องอะไรอยู่หรือ”
“ความลับสวรรค์ไม่อาจแพร่งพรายได้”
“…”
เมื่อมองไปยังหานเจวี๋ย พุทธะอาภรณ์ขาวจะโมโหอย่างไรก็ไม่กล้าระเบิดโทสะออกมา
หนึ่งคือไม่สามารถเอาชนะได้ สองคือเหนือศีรษะของหานเจวี๋ยมีจักรพรรดิสวรรค์อยู่
พุทธะอาภรณ์ขาวพูดอย่างช่วยไม่ได้ว่า “ระยะนี้โลกมนุษย์สงบสุข บุตรแห่งสวรรค์มากมายผงาดโดดเด่น แต่อัตราการขึ้นสู่สวรรค์ยังสูงเกินไป ข้าต้องการให้พวกเขาอยู่บนโลกมนุษย์ต่อ แต่ก็บีบบังคับไม่ได้อีก…”
หานเจวี๋ยถาม “เหตุใดถึงต้องอยู่ที่โลกมนุษย์ต่อ”
“ยิ่งมียอดผู้บำเพ็ญในโลกมนุษย์มากเท่าใด ดวงชะตาโลกมนุษย์ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง จากนั้นเมื่อพลังวิญญาณฟ้าดินได้รับอานิสงส์ ทั้งโลกแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ดวงชะตาของเจ้ากับข้าก็จะแกร่งขึ้นไปอีก”
พุทธะอาภรณ์ขาวถือว่าตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังความเห็นแก่ตัวของตน
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เช่นนี้ไม่ดีกระมัง”
นี่ไม่ใช่การทำลายทางหนีทีไล่ของวังสวรรค์หรอกหรือ
วังสวรรค์กำหนดให้โลกมนุษย์ส่งผู้มีพรสวรรค์ไปให้ไม่ขาดไม่ใช่หรือ
“จะไม่ดีได้อย่างไร โลกมนุษย์ที่ทรงพลังเหล่านั้นแทบจะเทียบกับสามโลกได้แล้ว นั่นก็เพราะพวกเขารั้งให้เหล่าบุตรแห่งสวรรค์อยู่ต่อ
เจ้าไม่ต้องกังวลเรื่องวังสวรรค์ ผู้ที่สำเร็จมรรคผลขึ้นสวรรค์ส่วนใหญ่ก็ไปเป็นทหารสวรรค์ แม้แต่การเข้าร่วมวังสวรรค์ยังเป็นเรื่องยากเลย วังสวรรค์เพียงปกครองโลกมนุษย์ หาใช่พึ่งพาโลกมนุษย์”
พุทธะอาภรณ์ขาวพูดมีนัยแฝงลึกซึ้ง ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกว่ามีเหตุผล
เขาเผลอใช้ความคิดสมัยใหม่ไปพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างวังสวรรค์และโลกมนุษย์โดยจิตใต้สำนึก
วังสวรรค์ต้องการโชคชะตา ทว่าไม่ได้พึ่งพาโชคชะตาของมนุษย์
มีได้ แต่ไม่ใช่ว่าจำเป็นต้องมี
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ทำเถิด ข้ายังต้องฝึกบำเพ็ญอีก เรื่องพวกนี้มอบให้เจ้าจัดการไป ข้าแบ่งดวงชะตาของโลกเขย่าพิภพให้เจ้าร่วมใช้ได้ ขอเพียงเจ้าไม่เป็นศัตรูกับข้า ข้าก็ยินดีที่เจ้ามาปกป้องโลกเขย่าพิภพด้วยซ้ำ”
[ความประทับใจที่พุทธะอาภรณ์ขาวมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจขณะนี้คือ 3.5 ดาว]
เมื่อเห็นข้อความแจ้งเตือนบรรทัดนี้เบื้องหน้า หานเจวี๋ยพึงพอใจมาก
พุทธะอาภรณ์ขาวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดี ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นเทพบนโลกมนุษย์ ข้าต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าด้วย”
หานเจวี๋ยถาม “เมื่อใดจะได้พิสูจน์จักรพรรดิ”
พุทธะอาภรณ์ขาวอึ้งงัน ไม่คิดว่าจู่ๆ หานเจวี๋ยจะถามคำถามนี้ เขายิ้มฝาดพลางตอบ “ข้าจะรู้ได้อย่างไร ข้าเตรียมการมาหลายสิบล้านปีแล้วเพื่อการพิสูจน์จักรพรรดิ เฮ้อ!”
สิบล้านปีหรือ
นานขนาดนี้เชียว
หานเจวี๋ยตกใจ นี่ก็เกินเหตุไปหน่อย
ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าระดับจักรพรรดิเซียนอาจบรรลุยากกว่าที่ตัวเองคิดไว้
เจียงอี้ผู้นั้นน่ากลัวจริงๆ บอกจะเหยียบข้ามระดับก็เข้ามาเลย
“แล้วเจ้าเล่า” พุทธะอาภรณ์ขาวถาม
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เช่นกันๆ”
พูดจบเขาก็หายตัวไปจากที่เดิม
พุทธะอาภรณ์ขาวขมวดคิ้ว คำพูดของหานเจวี๋ยเต็มไปด้วยความนัย
อะไรคือเช่นกันๆ
หมายถึงพวกเขากำลังจะบรรลุระดับจักรพรรดิเซียนเหมือนกัน หรือหมายถึงหานเจวี๋ยจะอยู่ได้นานกว่าเขา?
ทุกครั้งที่พบหานเจวี๋ย พุทธะอาภรณ์ขาวจะรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งไป
หานเจวี๋ยอันตรายมาก ไม่สามารถยุแหย่ได้ง่ายๆ!
…..
เมื่อกลับมาถึงเขาเพียรบำเพ็ญเซียน หานเจวี๋ยเรียกทุกคนมารวมกันแล้วเริ่มเทศนาธรรมแก่พวกเขา
นี่เป็นครั้งแรกที่ลี่เหยาได้ฟังหานเจวี๋ยเทศนาธรรม
สำหรับพลังมรรคของหานเจวี๋ย นางใคร่รู้มาโดยตลอด
ผู้อาวุโสแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่
หลังจากตระหนักรู้มหามรรคาเวียนว่ายตายเกิด แก่นมรรคของหานเจวี๋ยก็ลึกซึ้งยิ่งขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยท่วงทำนองแห่งมรรค ทำให้ทุกคนเข้าสู่สภาวะตระหนักในสัจธรรมได้อย่างรวดเร็ว
การเทศนาธรรมครั้งนี้กินเวลาครึ่งปี ทุกคนต่างรู้แจ้งไม่มากก็น้อย
ตำนานเล่าว่า เมื่อนานแสนนานมาแล้วบรรพชนของลัทธิเต๋าเคยแสดงธรรมเป็นเวลา 3,000 ปี ทำให้พลังมรรคของปัญญาชนราว 3,000 คนเพิ่มขึ้นพุ่งพรวด ดีกว่าการฝึกฝนหลายปีมาก
ยิ่งระดับตบะสูง การแสดงธรรมและถกมรรคก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น
เนื่องจากความเข้าใจในมรรคของตนมาถึงขีดจำกัดแล้ว เวลานี้จึงจำเป็นต้องผสมผสานกับการแสดงธรรมของผู้อื่นรวมถึงปรับปรุงเพิ่มเติมด้วย
เมื่อการแสดงธรรมสิ้นสุดลงแล้ว หานเจวี๋ยให้คนทั้งหลายถามคำถาม และตอบคำถามพวกเขาทีละคน
[ความประทับใจที่ลี่เหยามีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจขณะนี้คือ 4.5 ดาว]
ลี่เหยาเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในตัวหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยช่างตรงกับภาพลักษณ์ของผู้บรรลุเต๋าในใจนางยิ่งนัก
ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ปรารถนาสิ่งใด
หานเจวี๋ยมองไปที่พี่น้องน้ำเต้าทั้งแปดตน
นอกจากหานปาแล้ว พี่น้องน้ำเต้าตนอื่นๆ มีนิสัยกระตือรือร้นมาก หานปานั้นขี้อาย เวลาพูดคุยกับคนอื่นจะหน้าแดงง่าย
ผู้ที่สนิทกับหานปาที่สุดก็คือไก่คุกรัตติกาลที่ภายนอกมีนิสัยเปิดเผยมาแต่ไหนแต่ไร
แต่ความจริงแล้วไก่คุกรัตติกาลกลัวการเข้าสังคม ไม่กล้าออกไปข้างนอกเช่นกัน
‘เหตุใดถึงรู้สึกว่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นของข้าล้วนมีข้อบกพร่องกันทั้งนั้น’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ก่อนจะลุกกลับไปที่ถ้ำเทวาเพื่อฝึกบำเพ็ญต่อ
…..
วังสวรรค์ พระราชวังเทียมเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์มองไปที่มู่หรงฉี่ในท้องพระโรงพลางกล่าวว่า “เจ้าคิดดีแล้วใช่ไหม”
มู่หรงฉี่ตอบด้วยแววตามุ่งมั่น “ฝ่าบาท ข้าอาสาไปที่เขตหวงห้ามฮุ่นตุ้น เพื่อกวาดล้างความชั่วร้าย ช่วงชิงดวงชะตามาให้วังสวรรค์ และถือโอกาสฝึกฝนตัวเองไปในตัว”
นับตั้งแต่เขาได้รับการช่วยชีวิตจากหานเจวี๋ย ในใจของเขาก็มีไฟลุกโชน
เขาอยากแข็งแกร่งขึ้นในเร็ววัน จะให้มีครั้งต่อไปไม่ได้!
การปรากฏตัวของหานเจวี๋ยทำให้เขารู้สึกอับอายมาก เขาจะสร้างปัญหาให้กับอาจารย์ปู่อีกไม่ได้
นอกจากมู่หรงฉี่แล้ว ยังมียอดแม่ทัพเทพกับพยัคฆ์กระดูกปีศาจอยู่ด้วย
“เช่นนั้นก็ไปเถอะ!”
จักรพรรดิสวรรค์สะบัดแขนเสื้อ ลมแรงปะทะเข้ามาหามู่หรงฉี่และพยัคฆ์กระดูกปีศาจ รอยแยกมิติเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลังของทั้งคู่ จากนั้นก็ดูดพวกเขาเข้าไป
ยอดแม่ทัพเทพเอ่ยถาม “สถานการณ์ของผู้อาวุโสไท่ไป๋เป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ”
จักรพรรดิสวรรค์ตอบ “จิตวิญญาณไร้กังวล แต่เรื่องนี้ไม่อาจหยุดเพียงเท่านี้ได้ เจ้าจงนำทหารสวรรค์หนึ่งแสนนายไปที่ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ต้าฮวง แล้วเจรจาขอให้พวกเขาเลิกล่าสังหารซูฉีเสีย!”
“รับบัญชา!”
ยอดแม่ทัพเทพหมุนตัวจากไป
คิ้วของจักรพรรดิสวรรค์ขมวดมุ่น เขาถอนหายใจ “นิกายเจี๋ยช่างน่ารำคาญเสียจริง”
…..
ยี่สิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยมีอายุถึง 2,349 ปีแล้ว เขายังคงทำความเข้าใจมหามรรคเวียนว่ายตายเกิด ระดับจักรพรรดิก็ยังไกลเกินเอื้อม
เขาลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่น
“แปลกจริงๆ เห็นได้ชัดว่าแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยมา แต่เหตุใดถึงยังไปไม่ถึงระดับจักรพรรดิ”
หานเจวี๋ยไม่ได้กลัดกลุ้มเรื่องการฝึกบำเพ็ญมานานมากแล้ว
หรือว่าเขาต้องกลับชาติเกิดใหม่เพื่อยกระดับดวงชะตา?
ไม่ได้ การกลับชาติเกิดใหม่อันตรายเกินไป
เขาเข้าสู่โลกโดยตรงเลยไม่ได้หรือ
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
เขารู้สึกว่าลองทำดูได้ ถึงแม้จะไม่ได้ผลก็แค่เสียเวลาหลายสิบปีเท่านั้น อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับชีวิตของตน
หานเจวี๋ยคิดไปพลาง หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่งศัตรูไปพลาง
เพียงชั่วพริบตา เวลาก็ผ่านไปอีกครึ่งปี
หานเจวี๋ยกำลังจะลุกออกไปดูแถวต้นฝูซัง ก็มีเสียงที่ทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยดังขึ้นมา
“ซือหม่าอี้ ออกมาคุยกันสักหน่อย”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
นี่เสียงของเจียงอี้ไม่ใช่หรือ
หานเจวี๋ยรีบตรวจดูบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดโดยรอบโลกเขย่าพิภพทันที
[เจียงอี้: ไม่ทราบตบะ บุตรแห่งสวรรค์เผ่าเทพอีกาทอง]
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไปพบเจียงอี้ที่ห้วงอวกาศ
เจียงอี้ยืนประชันหน้ากับจอมเทพอู่เต๋อ ไม่พบเจอกันมาหลายปี ชัดเจนว่าเขาจิตใจฮึกเหิมห้าวหาญขึ้นมาก
เมื่อจอมเทพอู่เต๋อเห็นหานเจวี๋ยปรากฏกายก็พยักหน้าให้ จากนั้นจึงซ่อนร่างหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เจียงอี้พินิจพิเคราะห์หานเจวี๋ย เดาะลิ้นด้วยความแปลกใจก่อนจะเอ่ย “กลิ่นอายมหามรรค ดูเหมือนว่าท่านเริ่มทะลวงระดับจักรพรรดิแล้วเช่นกัน เหตุใดจึงรู้สึกว่าพรสวรรค์ของท่านแข็งแกร่งกว่าข้า”
เขามองออกว่ากระดูกของหานเจวี๋ยยังเด็กมาก
หานเจวี๋ยส่ายหน้าบอก “จะเทียบกับท่านได้อย่างไรกัน ท่านคืออันดับหนึ่งในสวรรค์ทั้งปวง เยี่ยมยอดหาใครเทียบได้”
เจียงอี้ได้ยินเช่นนี้มุมปากก็ยกขึ้น รู้สึกสุขใจยิ่ง เขายิ้มกล่าวว่า “ครั้งนี้มาพบท่านเพราะมีเรื่องดีๆ!”
บทที่ 243
“มีเรื่องดีๆ?” หานเจวี๋ยถามขึ้น
หรือว่าจะชวนเขาออกไปข้างนอกอีกแล้ว?
หานเจวี๋ยคิดขัดแย้งอยู่ภายในใจ เขาไม่อยากออกไปเสี่ยงอันตราย
เจียงอี้กล่าวด้วยนัยน์ตาเป็นประกายว่า “ช่วงนี้มีตำนานหนึ่งเป็นที่เล่าขานในแดนเซียน ว่ากันว่าสมบัติเทพของสำนักเต๋าตกลงมาจากสวรรค์สามสิบสามชั้นฟ้าและสูญหายไปในโลกมนุษย์ ผู้ใดได้รับสมบัตินี้ไป ผู้นั้นก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ระดับเทพได้!”
ระดับเทพ!
ในแดนเซียนจักรพรรดิสวรรค์เป็นผู้แข็งแกร่งชั้นหนึ่ง แต่ระดับเทพเป็นการดำรงอยู่ที่ไม่สามารถจับต้องได้
เจียงอี้ซึ่งเพิ่งก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิยังเต็มไปด้วยความปรารถนาที่จะไปสู่ระดับที่สูงขึ้น
หานเจวี๋ยพูดติดตลกว่า “สมบัติมีเพียงหนึ่งเดียว พวกเราจะแบ่งมันอย่างไร”
เจียงอี้ส่ายหัวพูด “ผู้ใดบอกว่าสมบัตินี้มีเพียงชิ้นเดียวกัน ต่อให้มีชิ้นเดียวจริง แล้วใครบอกว่าใช้ได้เพียงคนเดียว ท่านช่วยข้าค้นหาสมบัตินี้ แล้วข้าจะช่วยให้ท่านเข้าสู่ระดับจักรพรรดิเป็นอย่างไร ตบะของท่านคงจะไม่คืบหน้าแล้วสินะ มีเพียงข้ามไประดับจักรพรรดิเท่านั้น ท่านจึงจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ได้”
หานเจวี๋ยถามด้วยความสงสัยว่า “เมื่อบรรลุระดับเซียนทองไท่อี่ขั้นไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ ตบะของทุกคนจะไม่แกร่งขึ้นจริงหรือไม่”
ตบะของเขาเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าไม่มีที่สิ้นสุด ก่อนหน้านี้เขาก็รู้สึกว่าแปลก
เจียงอี้กล่าวว่า “เป็นเรื่องปกติ ท่านบรรลุถึงขีดจำกัดของวิญญาณมนุษย์แล้ว ระดับตบะจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร เว้นแต่ว่าท่านจะเป็น…ช่างเถอะ พูดเรื่องพวกนี้กับท่านไปก็ไร้ความหมาย”
“พูดมา เมื่อก่อนท่านเคยเขียนนิยายหรืออย่างไร”
หานเจวี๋ยซักถามอย่างร้อนใจ
พูดมาแค่ครึ่งเดียว จะบ้าตาย!
เจียงอี้ถามด้วยความประหลาดใจ “นิยายคืออะไร”
“นั่นไม่สำคัญ พี่ใหญ่รีบพูดมาเถอะ!”
“เว้นแต่ว่าท่านจะเป็นสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้า ว่ากันว่าก่อนจะเกิดมหาเคราะห์สถาปนาเทพ แดนเซียนกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุด นั่นเป็นช่วงเวลาที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์และไม่มีเทพเซียน หลังจากมหาเคราะห์สถาปนาเทพ สิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้าเกือบจะสูญสิ้น มรรคาสวรรค์ยิ่งสมบูรณ์พร้อม ความยากลำบากของการฝึกบำเพ็ญก็เพิ่มมากขึ้นทุกที
บรรพชนเผ่าเทพอีกาทองของข้าก็คือสิ่งมีชีวิตก่อนกำเนิดฟ้า”
เช่นนี้นี่เอง
ตามตำนานเล่าขานของจีน ยิ่งเก่าแก่ก็ยิ่งยิ่งใหญ่
กายดาราอนธการย่อมต้องร้ายกาจกว่าสิ่งมีชีวิตกำเนิดฟ้าอยู่แล้ว
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การเพิ่มพูนตบะอย่างไม่รู้จบนั้นเป็นเรื่องดี
ยิ่งมีพรสวรรค์สูงมากเท่าไร การสั่งสมที่จำเป็นในทุกขอบเขตพลังก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ต้องเก็บเล็กผสมน้อย!
แต่ไหนแต่ไรพรสวรรค์ก็ไม่ใช่เพียงการฝึกบำเพ็ญอย่างรวดเร็ว!
“รีบบอกข้ามาเร็ว นิยายคือสิ่งใด” เจียงอี้เอ่ยถาม
หานเจวี๋ยตอบกลับว่า “มันก็คือนิทาน”
เจียงอี้ถามอย่างประหลาดใจ “ข้าไม่แต่งนิทาน ในแดนเซียนมีน้อยคนนักที่แต่งนิทาน”
“อืม เช่นนั้นก็หมดเรื่องแล้ว”
“แปลว่าท่านตกลงแล้วใช่หรือไม่”
“ขอบคุณสำหรับความหวังดีของท่าน แต่ขออภัยด้วย ข้าไม่อยากไป”
หานเจวี๋ยบอกด้วยสีหน้าขอโทษ ระดับเทพน่าดึงดูดใจก็จริง แต่เขาไม่ต้องการ
เจียงอี้ขมวดคิ้ว
หานเจวี๋ยปฏิเสธเขาอีกแล้ว!
นี่เป็นการปฏิเสธครั้งที่สองแล้วด้วย!
เขารับไม่ได้!
เขาเป็นถึงบุตรแห่งสวรรค์ผู้ไร้เทียมทานของเผ่าเทพอีกาทอง มีใครหน้าไหนกล้าไม่ไว้หน้าเขาเช่นนี้?
เจียงอี้แค่นเสียงหยัน “ซือหม่าอี้ ท่านสำคัญตัวเองมากไปแล้วกระมัง ข้าปฏิบัติต่อท่านด้วยความจริงใจ แต่ท่านกลับปฏิเสธข้าครั้งแล้วครั้งเล่า หรือว่าท่านกำลังดูถูกข้าอยู่”
หานเจวี๋ยโบกมือกล่าว “จะเป็นไปได้อย่างไร ได้คบหากับท่านนับเป็นโชคดีในสามภพของข้า เพียงแต่ข้านั้นขี้ขลาด รักตัวกลัวตาย และไม่อยากเสี่ยงอันตราย ไม่เช่นนั้นข้าจะหลบซ่อนเป็นเทพในโลกมนุษย์ตัวเล็กๆ อยู่ที่นี่ทำไม ขนาดจักรพรรดิสวรรค์เชิญข้าเข้าร่วมวังสวรรค์ ข้าก็ปฏิเสธไปหลายครั้ง ข้าไม่อยากเสี่ยงอันตรายจริงๆ อยากฝึกบำเพ็ญอย่างสงบเท่านั้น”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจียงอี้ขมวดคิ้วและจับจ้องหานเจวี๋ยอย่างเย็นชา
หานเจวี๋ยประหม่า ‘คนผู้นี้คงไม่คิดจะลงมือหรอกกระมัง ไม่รู้ว่าข้าจะรับมือไหวหรือไม่
หรือจะยอมดี?
ไม่ได้ ขืนยอมชีวิตนี้ก็จบเห่แล้ว หลังจากนั้นคงต้องเป็นหมารับใช้ให้เจียงอี้
และยังมีอื่นๆ อีกมากมาย!
ข้ากลัวเสียที่ไหน
ข้ามีจักรพรรดิสวรรค์คุ้มหัวอยู่!
นี่คือถิ่นของวังสวรรค์!’
ความคิดมากมายแวบเข้ามาในหัวของหานเจวี๋ย ความมั่นใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“ปฏิเสธข้านั้นย่อมได้ ถ้าอย่างนั้นท่านก็เล่านิทานให้ข้าฟังเถอะ หากทำให้ข้าพอใจได้ ข้าก็จะไป ข้าได้ยินมาว่าโลกมนุษย์มีนักเล่าเรื่องมากมาย เล่าเรื่องของเทพเซียน” เจียงอี้พลันแย้มยิ้ม
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เล่าเรื่อง?
เช่นนั้นก็ได้ อย่างน้อยก็หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง
หานเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิทันที เจียงอี้นั่งลงตาม
หลังลังเลอยู่พักหนึ่ง หานเจวี๋ยก็ตัดสินใจเล่าเรื่องของอีกาทอง
“ตำนานเล่าว่า เมื่อฟ้าดินเปิดออกครั้งแรก สรรพสิ่งโกลาหล สิ่งมีชีวิตสับสนวุ่นวาย อีกาทองสองตัวถือกำเนิดบนดวงอาทิตย์อันไกลโพ้น ตัวหนึ่งชื่อตงหวงไท่อี อีกตัวชื่อตี้จวิน…”
หานเจวี๋ยเริ่มเล่าเรื่อง เรื่องนี้เป็นนิยายยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่เขาเคยอ่านเมื่อชาติที่แล้ว
ใบหน้าของเจียงอี้ไร้อารมณ์ หานเจวี๋ยไม่สังเกตเห็นว่ามือทั้งสองข้างในแขนเสื้อของอีกฝ่ายกำลังสั่น
“ยุคนั้นเรียกว่ายุคดึกดำบรรพ์ หลังจากที่ตบะของตงหวงไท่อีและตี้จวินสมบูรณ์พวกมันก็ไปจากดวงอาทิตย์ มาที่ดินแดนยุคดึกดำบรรพ์ พวกมันรวมสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยพลังอันแข็งแกร่ง และขนานนามว่าเผ่าปีศาจ”
หานเจวี๋ยยิ่งพูดยิ่งออกรส ไม่กลัวว่าจะล่วงเกินใครเข้า ถึงแม้ตงหวงไท่อีกับตี้จวินจะมีอยู่จริง แต่พวกมันก็จากไปแล้ว
แม้แต่เฮ่าเทียนกับสิบสองบรรพชนจอมเวทก็ไม่มีเหลือ แล้วจักรพรรดิเผ่าปีศาจสองตนนี้จะยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร
ก่อนหน้านี้เขาเคยถามตี้ไท่ไป๋ว่ารู้จักยุคดึกดำบรรพ์หรือไม่ ตี้ไท่ไป๋ตอบว่าไม่รู้
บางทีประวัติศาสตร์แดนเซียนกับตำนานจีนอาจคล้ายคลึงกันบ้าง แต่ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว
ไม่นานเจียงอี้ก็ฟังอย่างจดจ่อ
หานเจวี๋ยยิ่งเล่ายิ่งตื่นเต้น อย่างไรเสียเขาก็คุยโวเรื่องความยอดเยี่ยมของตงหวงไท่อีและตี้จวิน
เขาไม่ได้กล่าวถึงวังสวรรค์เพื่อหลีกเลี่ยงจุดน่าสงสัย
ในตำนานนั้น ผู้สถาปนาวังสวรรค์คือตี้จวินและตงหวงไท่อี หลังจบศึกระหว่างจอมเวทกับปีศาจ พวกมันและสิบสองบรรพชนจอมเวทต่างตายตกไปพร้อมกัน บรรพชนเต๋าได้จัดระเบียบวังสวรรค์ใหม่ จากนั้นแต่งตั้งเฮ่าเทียนขึ้นเป็นจักรพรรดิสวรรค์ ซึ่งต่อมาก็คือมหาจักรพรรดิหยก (เง็กเซียนฮ่องเต้)
แน่นอน นั่นเป็นเพียงตำนานยุคดึกดำบรรพ์เท่านั้น ย่อมไม่เกี่ยวข้องอะไรกับโลกนี้
หลังจากผ่านไปนานหลายชั่วยาม หานเจวี๋ยก็เล่าจบ
เจียงอี้ทอดถอนใจเอ่ย “เป็นจักรพรรดิปีศาจกับจอมราชาปีศาจที่เยี่ยมนัก! กล้าต่อกรกับสวรรค์ กล้าต่อกรกับเหล่าอริยะ แม้นตัวตายก็สู้สุดชีวิต!”
หานเจวี๋ยกล่าว “พวกมันนับเป็นวีรบุรุษก็จริง แต่ละเมิดมรรคาสวรรค์ ก่อให้เกิดการฆ่าล้างสังหารครั้งใหญ่ ไร้กำลังจะกลับสู่สรวงสวรรค์”
ถ้อยคำเหล่านี้พูดเพื่อประจบเอาใจอริยบุคคลในที่ลับ
อริยะอยู่เหนือสุด บางทีอาจไม่สนใจโลกมนุษย์ด้วยซ้ำ ทว่าหานเจวี๋ยกลัวจะเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น
เจียงอี้พยักหน้า ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนเหี้ยมโหดอะไร
หานเจวี๋ยถามขึ้นว่า “พอใจหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เจียงอี้พูดอย่างมีนัยแฝงว่า “ข้าพอใจ ซือหม่าอี้ ท่านไม่ธรรมดาเลย ไม่แปลกใจที่จักรพรรดิสวรรค์ปกป้องท่านถึงเพียงนั้น”
เขาหยัดตัวยืนขึ้นและมองไปที่หานเจวี๋ย
“พรสวรรค์ของท่านไม่เลว แต่มีนิสัยขี้ขลาดหวาดกลัว ยากจะบรรลุการใหญ่ หลบซ่อนไม่นานได้ ทว่ามิอาจซ่อนไปตลอดชีวิต ต้องมีสักวันหนึ่งที่ท่านจำต้องออกไปสู่ทางโลก ถึงเวลานั้น บางทีคนที่ท่านผลักไสอาจจะเริ่มจับจ้องท่าน ส่วนข้าอาจลืมท่านไปแล้วก็ได้
ข้าจะเป็นตงหวงไท่อีในเรื่องเล่าของท่าน ส่วนท่าน…ในภายหน้าจะไม่มีใครรู้จัก”
ทิ้งประโยคนี้ไว้แล้ว เจียงอี้ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
หานเจวี๋ยแอบก่นด่า
‘ไอ้เจ้านี่มันตอแหลจริงๆ
เจ้าเป็นตงหวงไท่อีแล้วอย่างไร
เจ้าก็ตายได้หรอก!
แม้ข้าไร้ชื่อ แต่ข้ามีชีวิตรอดอยู่ได้!’
ในยุคดึกดำบรรพ์ บรรพชนเต๋าหงจวินเก็บตัวฝึกฝนมาโดยตลอด รอดชีวิตจากปฐมเคราะห์หลงฮั่น เมื่อเข้าสู่ทางโลกก็กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุคดึกดำบรรพ์
นั่นคือเป้าหมายของหานเจวี๋ย
เขาไม่ต้องการชื่อเสียง ก็เพราะต้องการมีชีวิตรอดมากกว่าเท่านั้น
เมื่อเขาแข็งแกร่งที่สุดแล้ว เขาก็จะลือชื่อด้วยเช่นกัน!
หานเจวี๋ยไม่ได้คิดอะไรต่อ กลับไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ในเวลานั้นเอง จอมเทพอู่เต๋อปรากฏกายขึ้นอย่างช้าๆ
“เรื่องเล่านับว่ายอดเยี่ยม แต่เหตุใดจึงบอกว่าเป็นวังปีศาจ ไม่มีเรื่องวังสวรรค์ของข้าเลยหรือ เจ้าเด็กนี่รู้น้อยเสียจริง!” จอมเทพอู่เต๋อพึมพำกับตัวเอง
บทที่ 244
หลังจากกลับถึงถ้ำเทวา หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบเข้าต่อสู้กับเจียงอี้ในตอนนี้ทันที
ผลคือถูกสังหารในพริบตา
หานเจวี๋ยรู้สึกหดหู่
นี่สินะจักรพรรดิเซียน
จะยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!
ตอนที่มู่หรงฉี่สู้กับจักรพรรดิเซียนมากมายเพียงลำพัง เขาช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
หานเจวี๋ยเรียกกำลังใจกลับมา ก่อนจะทำความเข้าใจมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดต่อ
ต่อจากนี้ยึดเจียงอี้เป็นมาตรฐานก็แล้วกัน
เมื่อหานเจวี๋ยมีเป้าหมายแล้วก็มีความมุ่งมั่นต่อสู้ เมื่อฝึกแล้วยิ่งกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น
…..
พระราชวังเทียมเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์นั่งอยู่บนบัลลังก์ กำชับว่า “ยอดแม่ทัพเทพ ไปให้บทเรียนแก่เจียงอี้สักหน่อยเถิด คิดเสียว่าแลกเปลี่ยนฝีมือกัน”
ยอดแม่ทัพเทพในท้องพระโรงน้อมรับคำสั่งและหมุนตัวจากไปทันที
จักรพรรดิสวรรค์มองไปยังอีกผู้หนึ่งภายในตำหนัก
รัชทายาทวังสวรรค์
หลงจวิน!
“เจียงอี้กับเจ้า พรสวรรค์ของผู้ใดสูงส่งกว่ากัน” จักรพรรดิถาม
หลงจวินตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “เทียบกันไม่ได้กระมัง ข้าเป็นระดับจักรพรรดิเร็วกว่าเขา ในตอนนี้เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้า”
จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มอย่างพึงพอใจ
สมกับเป็นลูกชายที่เขาให้ความสำคัญที่สุดจริงๆ!
หลงจวินถามด้วยความสงสัย “เสด็จพ่อ หานเจวี๋ยมีภูมิหลังที่มาอย่างไรกันแน่ เห็นได้ชัดว่าเรื่องที่เขาเล่าคือมหาเคราะห์จอมเวทและปีศาจ เพียงแต่เขาเปลี่ยนชื่อตัวละครเท่านั้น”
จักรพรรดิสวรรค์ยิ้มตอบว่า “ที่มาที่ไปของเขาเราไม่สามารถบอกได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้ก็คือ ที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของเขาในตอนนี้คือวังสวรรค์”
หลงจวินคล้ายกำลังครุ่นคิด
เขาพูดต่อว่า “ได้ยินมาว่าจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินเข้าร่วมวังสวรรค์แล้ว ท่านมอบเขาให้ข้าได้หรือไม่ ข้าจะช่วยเขาฟื้นฟูตบะในชาติที่แล้วโดยเร็วที่สุด”
เมื่อพูดถึงจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจิน ในดวงตาของเขามีประกายประหลาดแวบผ่าน
“ตอนนี้อย่าเพิ่งรบกวนเขาเลย เขากำลังปิดด่านฝึกบำเพ็ญ” จักรพรรดิสวรรค์บอกอย่างไม่ใส่ใจ
หลงจวินเผยสีหน้าผิดหวัง
จักรพรรดิสวรรค์แย้มยิ้มทว่าไม่พูดอะไร
จักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินช่างเป็นไพ่ที่ดีจริงๆ!
เมื่อก่อนหลงจวินไม่ค่อยกลับมาวังสวรรค์ แต่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขากลับมาเพราะจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจิน
‘วังเทพ เราจะครอบครองพวกเจ้าในไม่ช้า!’
ดวงตาของจักรพรรดิสวรรค์วาววับ ความทะเยอทะยานกำลังลุกโชนอยู่ในใจ
…..
ในชั่วพริบตา เวลาห้าสิบปีก็ผ่านไป
ตบะของหานเจวี๋ยยกระดับมั่นคงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
วันนี้เขาท้าประลองกับเจียงอี้ และในที่สุดก็ไม่ถูกสังหารในพริบตา
เขารอดสามกระบวนท่ามาได้!
อย่าดูถูกสามกระบวนท่าเชียว ในแบบจำลองการทดสอบไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ใช้พลังที่มีทั้งหมดเท่านั้น
เขาเผชิญหน้ากับเจียงอี้ที่ทุ่มเต็มกำลังแล้วผ่านสามกระบวนท่ามาได้!
หานเจวี๋ยพอใจกับความก้าวหน้าของตนมาก
บางทีเมื่อเขาบรรลุถึงจุดที่ไม่สามารถพัฒนาได้อีก ก็คงสำเร็จจักรพรรดิเซียนได้!
เจียงอี้มีพรสวรรค์เสียขนาดนั้น หากหานเจวี๋ยที่อยู่ระดับเซียนทองต่อกรกับเจียงอี้ได้ ไม่ว่าเขาจะก้าวเข้าสู่ระดับจักรพรรดิเซียนอย่างไร ก็เป็นจักรพรรดิเซียนที่ทรงพลังที่สุดทั้งนั้น!
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาและเริ่มเฉลิมฉลอง
เขาตรวจดูจดหมาย ไม่รู้ว่าช่วงนี้สหายของเขาเป็นอย่างไรบ้าง
[ซูฉีศิษย์ของท่านถูกผู้ทรงพลังลึกลับลักพาตัว]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านกลายเป็นเทพภูต พลังมรรคเพิ่มขึ้นฉับพลัน]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากทหารสวรรค์แม่ทัพสวรรค์] x190421
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านบรรลุมรรคาสวรรค์ รู้แจ้งวิชายุทธ์]
[เจียงอี้สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากยอดแม่ทัพเทพ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จักรพรรดินีปีศาจชิงชิวศัตรูของท่านอายุขัยลดลงหนึ่งแสนปีเนื่องจากการสาปแช่งของท่าน ทำให้เกิดมารในใจ]
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารแท้] x49
…..
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
เจียงอี้ได้รับบาดเจ็บด้วยฝีมือยอดแม่ทัพเทพ?
เป็นไปได้หรือไม่ว่าฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์ช่วยออกหน้าให้?
หานเจวี๋ยเกิดความประทับใจต่อจักรพรรดิสวรรค์เพิ่มขึ้น ความประทับใจตอนนี้คือ 5 ดาวแล้ว
เขาเปิดดูต่อไปเรื่อยๆ สหายส่วนใหญ่สบายดี ไม่เลวกันทั้งนั้น
เขากดตรวจดูค่าความสัมพันธ์ พบว่ามีภาพประจำตัวลดน้อยลงไปบ้าง เป็นพวกเทพเซียนระดับต่ำของวังสวรรค์และสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
บนเส้นทางการบำเพ็ญเพียรย่อมมีคนตายจากอยู่เสมอ
หานเจวี๋ยเสียใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่เศร้าโศกอาดูร เหล่าคนที่เขาติดตามเป็นพิเศษยังมีชีวิตอยู่
สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงก็คือ ภาพประจำตัวของหยางเทียนตงหายไปนานแล้ว
หลังจากกลับชาติเกิดใหม่ เขาจำอดีตชาติไม่ได้ ความประทับใจที่เขามีต่อหานเจวี๋ยจึงย่อมหายไปด้วย
แต่ว่าหานเจวี๋ยก็สามารถสัมผัสถึงตราประทับหกวิถีในจิตวิญญาณของเขาได้
ภายใต้การจัดแจงของยายเมิ่ง หยางเทียนตงกลับชาติมาเกิดใหม่ในโลกเขย่าพิภพ เกิด ณ จวนเซียนสวรรค์…
คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของโลกมนุษย์นั้น บางครั้งก็ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึงเลย
เพียงยายเมิ่งโบกมือก็ทำให้หยางเทียนตงกลายเป็นบุตรแห่งสวรรค์ในโลกมนุษย์ได้แล้ว
นี่ก็เป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ขึ้นสู่สวรรค์ส่วนใหญ่กลับกลายเป็นคนธรรมดาเมื่อเข้าสู่แดนเซียน
บุตรแห่งสวรรค์ในโลกมนุษย์และบุตรแห่งสวรรค์ในแดนเซียนแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
หลายเดือนต่อมา หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง จากนั้นมาที่เบื้องหน้าวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
นับจากลี่เหยามาถึงเขาเพียรบำเพ็ญเซียน วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าก็ไม่สะท้อนภาพนางออกมาอีก
หานเจวี๋ยเริ่มคาดหวังว่ามันจะสะท้อนภาพบุตรแห่งฟ้าดินออกมาอีกสักคน
“นายท่าน ข้าเรียนมรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สองสำเร็จแล้ว ท่านช่วยสอนขั้นที่สามให้ข้าได้หรือไม่”
จู่ๆ อู้เต้าเจี้ยนก็ถามขึ้นมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความคาดหวัง
หานเจวี๋ยเหลือบมองนางผาดหนึ่ง บัดนี้นางบรรลุระดับมหายานแล้ว อยู่ห่างจากเซียนอิสระเพียงก้าวเดียวเท่านั้น
“รอเจ้ากลายเป็นเซียนอิสระก่อนเถิด” หานเจวี๋ยพึมพำตอบ
อู้เต้าเจี้ยนพยักหน้ารับ
เวลานี้คนที่อ่อนแอที่สุดในสำนักซ่อนเร้นก็อยู่ระดับมหายาน รวมถึงโจวหมิงเยวี่ยและไก่คุกรัตติกาลด้วย
เหตุผลที่ขอบเขตพลังของอู้เต้าเจี้ยนก้าวหน้าช้าก็เพราะนางกำลังฝึกมรรคกระบี่เทียมฟ้า
นางฝึกฝนได้รวดเร็วเพียงนี้ เป็นอานิสงส์จากพลังวิญญาณบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนที่เหนือกว่าที่ใดบนโลก
หากจี้เซียนเสินถือกำเนิดบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนละก็ เกรงว่าเขาจะเข้าสู่ระดับมหายานขั้นสมบูรณ์และขึ้นสู่สวรรค์ได้ภายในเวลาไม่ถึงห้าร้อยปี
ฉู่ซื่อเหรินมักจะแอบอู้ ตบะของเขายังรักษาระดับที่เหนือกว่าโจวหมิงเยวี่ยขั้นหนึ่งไว้ ทำให้โจวหมิงเยวี่ยกลัดกลุ้มใจมาก และมักรู้สึกว่าอีกนิดเดียวก็จะแซงหน้าอาจารย์ได้แล้ว
ส่วนพี่น้องน้ำเต้าทั้งแปดตนเริ่มทะลวงระดับเซียนพิภพกันแล้ว
ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือลี่เหยา รองลงมาคือหลงเฮ่าซึ่งมีตบะระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ระยะกลาง
หานเจวี๋ยพอใจกับความเร็วในการฝึกบำเพ็ญของพวกเขามาก
หานเจวี๋ยกลับมาฝึกบำเพ็ญที่ตั่งไม้อีกครั้ง
…..
วันนี้ นักพรตเต๋าจิ่วติ่งมายังเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ต้องการจะเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย แต่ถูกขวางเอาไว้
“เจ้าสำนักมีเรื่องใด สามารถแจ้งแก่พวกเราได้” สวินฉางอันกล่าว
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งแอบตกใจ
ยามนี้เจ้าเด็กนี่มีตบะระดับใดกัน เหตุใดเขาจึงมองไม่ออก
“สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์กำลังจะจัดงานประชุมใหญ่ถกมรรค ได้เชิญผู้บำเพ็ญของสิบเขตเก้าราชวงศ์มาเข้าร่วมด้วย ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสหานเข้าร่วมได้หรือไม่” นักพรตเต๋าจิ่วติ่งถามอย่างหน้าไม่อาย
สวินฉางอันส่ายหัว ทำให้นักพรตเต๋าจิ่วติ่งใจสะดุดกึก
“เจ้าสำนัก นับจากนี้ไปไม่ต้องนึกถึงอาจารย์ของข้า หากสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์มีปัญหา พวกเราจะลงมือเอง ทว่าท่านอาจารย์จะไม่ออกหน้าอีก เซียนกับมนุษย์นั้นแตกต่างกัน” สวินฉางอันกล่าวอย่างมีนัยแฝง
คำว่าเซียนกับมนุษย์นั้นแตกต่างกดดันจนนักพรตเต๋าจิ่วติ่งแทบจะหายใจไม่ออก
เขาเคยคาดเดาเรื่องนี้ไว้แล้ว ดังนั้นตลอดมาจึงไม่กล้ามารบกวนหานเจวี๋ย
คราวนี้สำนักเป็นฝ่ายขอร้องให้เขามา เขาถึงได้แบกรับแรงกดดันมาหา
“กล่าวคือ บัดนี้ทั้งโลกมนุษย์ในสายตาของเจ้านายข้า สิ่งมีชีวิตทั้งมวลล้วนเท่าเทียมกัน คราวหน้าอย่าประจบประแจงเจ้านายข้าอีก ให้มาประจบพวกเรา!” ไก่คุกรัตติกาลยิ้มเอ่ยด้วยความอวดดี
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งกระอักกระอ่วน รู้สึกลำบากใจอยู่บ้าง
สวินฉางอันมองไปยังโจวหมิงเยวี่ยและกล่าวว่า “ให้หมิงเยวี่ยเป็นตัวแทนสำนักซ่อนเร้นไปถกมรรคก็แล้วกัน”
โจวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วแต่ไม่กล้าปฏิเสธ ถึงอย่างไรสวินฉางอันก็เป็นผู้อาวุโส
สำนักซ่อนเร้น?
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งจับสองคำนี้ได้
ผู้อาวุโสหานตั้งสำนักของตัวเองแล้วหรือ
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งไม่สบายใจเล็กน้อย แต่เมื่อคิดดูอีกที ผู้อาวุโสหานอยู่เหนือปุถุชนไปแล้ว สำนักซ่อนเร้นก็หาใช่สำนักในโลกมนุษย์
ความรู้สึกของเขาเริ่มสับสนซับซ้อน
ในที่สุดก็กลายเป็นเสียงถอนหายใจ
เขาพลันรู้สึกสับสน หากเขาบากบั่นฝึกบำเพ็ญเช่นเดียวกับหานเจวี๋ย ตอนนี้เขาก็จะอยู่เหนือมนุษย์ปุถุชนด้วยหรือไม่
บทที่ 245
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของนักพรตเต๋าจิ่วติ่งจากไป จึงถอนหายใจเล็กน้อย
เขาไม่อาจดึงสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ให้ก้าวหน้าได้ตลอดไป
เขาไม่เคยติดค้างอะไรสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
สำหรับเขาสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ในเวลานี้ไม่ได้คุ้นเคยดังเดิมอีก
ศัตรูในอดีตล้วนจากไป
หลี่ชิงจื่อตายแล้ว นักพรตเต๋าจิ้งซวีดับดิ้นแล้ว
เซียนซีเสวียนก็อยู่ด้านนอกตลอดปี ความสัมพันธ์กับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์จืดจางลงทุกที
สิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็เป็นเช่นนี้
วันเวลาสามารถลบเลือนหลายสิ่งหลายอย่าง รวมทั้งความรู้สึกด้วย
‘นี่คือสิ่งที่ต้องสละบนเส้นทางสู่การมีอายุยืนยาว’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ มรรคจิตยิ่งมั่นคงขึ้นกว่าเดิม
สักวันหนึ่ง บางทีแม้แต่ศิษย์บางคนของสำนักซ่อนเร้นก็จะห่างเหินจากเขามากขึ้นเรื่อยๆ
ต่อให้ไอเซียนของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนหนาแน่นอีกสักเท่าใด ก็ไม่สามารถทำให้คนฝึกบำเพ็ญบรรลุระดับจักรพรรดิได้ทั้งหมด แม้แต่วังสวรรค์ก็มีการสลับเก่าและใหม่
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญ ทำความเข้าใจมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดต่อ
เมื่อความเข้าใจในมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดของเขายิ่งลึกซึ้งขึ้น เขาจะสามารถใช้มหามรรคเวียนว่ายตายเกิดระหว่างการต่อสู้ได้เช่นกัน
สิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยสามารถรับมือเจียงอี้ได้ห้ากระบวนท่า
สามสิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยรับมือได้หนึ่งก้านธูป
ห้าสิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยสามารถต้านได้ครึ่งชั่วยาม แต่ไม่อาจตรึงกำลังจักรพรรดิเซียนได้
เวลาห้าสิบปีเต็ม เขาปิดด่านฝึกบำเพ็ญตลอดและไม่ได้สาปแช่งศัตรู
เขากำลังสุขสมกับความรู้สึกที่ตนแข็งแกร่งขึ้น
ในวันนี้เอง หลิวเป้ยส่งกระแสจิตมาว่า “นายท่าน เจ้านั่นมาแล้ว!”
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น จิตดั้งเดิมดำดิ่งลงสู่แม่น้ำมรรคกระบี่ทันใด
เขามองเห็นจากไกลๆ ว่าหลิวเป้ยถูกเงาร่างสองร่างขวางหน้าอยู่
ภาพนี้ดูคล้ายฉากที่นักเรียนในชีวิตก่อนโดนคนขวางไว้หลังเลิกเรียน…
ทันทีที่เห็นหานเจวี๋ย หลิวเป้ยถอนหายใจโล่งอกก่อนกล่าวว่า “เจ้านายตัวจริงแห่งแม่น้ำมรรคกระบี่มาแล้ว!”
เงาร่างทั้งสองหันมาพร้อมกัน
หานเจวี๋ยมองเห็นใบหน้าที่แท้จริงของพวกเขาได้อย่างชัดเจน คนหนึ่งเป็นหนุ่มรูปงาม ท่าทางสูงศักดิ์ อีกคนเป็นนักพรตเต๋าวัยกลางคน สงบนิ่งเย็นชา
“ไม่ทราบว่าสหายเต๋าทั้งสองคนมีเรื่องอันใด”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม ในขณะเดียวกันก็ควบคุมแม่น้ำมรรคกระบี่เพื่อแยกพวกเขาทั้งสี่คนออกจากเงาร่างที่สัญจรไปมา
มีผู้ฝึกกระบี่นับไม่ถ้วนมาที่แม่น้ำมรรคกระบี่ หากพบว่าพวกเขาทะเลาะวิวาทกันจะส่งผลในแง่ร้าย
นักพรตเต๋าวัยกลางคนเอ่ยว่า “ได้ยินลูกศิษย์ข้าบอกว่าแม่น้ำมรรคกระบี่มีนายคนใหม่ จึงตั้งใจมาผูกสัมพันธ์ด้วย ไม่ทราบว่าท่านมีความสัมพันธ์อย่างไรกับจั้งกูซิง”
หานเจวี๋ยตอบ “นับว่าเป็นสหายกระมัง ถ้าไม่ใช่เพราะหมดหนทาง เขาคงไม่ส่งต่อแม่น้ำมรรคกระบี่ให้ข้า”
นักพรตเต๋าวัยกลางคนพยักหน้าเล็กน้อย บุญคุณความแค้นระหว่างจั้งกูซิงและวังเทพเขาก็เคยได้ยินมา
ชายหนุ่มรูปงามมองพินิจหานเจวี๋ยและยิ้มเอ่ย “ผู้อาวุโส ท่านมีสำนักหรือไม่ หากไม่มี เช่นนั้นก็มาเข้าร่วมนิกายเจี๋ยของเราเถิด”
เหตุผลที่ก่อนหน้านี้เขาคอยตามพัวพันหลิวเป้ย ก็เพราะเขารู้สึกว่าหลิวเป้ยไม่ได้มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่ หากนิกายเจี๋ยได้ควบคุมแม่น้ำมรรคกระบี่ ก็จะสามารถติดต่อกับผู้ฝึกกระบี่ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นมากมาย และดึงดูดผู้ฝึกกระบี่แทนนิกายเจี๋ยได้อย่างต่อเนื่อง
หานเจวี๋ยประเมินสักครู่ นักพรตวัยกลางคนน่าจะมีตบะระดับเซียนทองไท่อี่ ทั้งสองคนไม่มีทางทำให้เขากังวลได้
เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีอะไรต้องกลัวแล้ว
“ข้ามาจากวังสวรรค์” หานเจวี๋ยพูดอย่างตรงไปตรงมา
ทันทีที่เอ่ยออกไป สีหน้าของทั้งสองคนเปลี่ยนไปเล็กน้อย
วังสวรรค์!
เมื่อไม่นานมานี้นิกายเจี๋ยเพิ่งถูกวังสวรรค์บุกโจมตี และพ่ายแพ้ยับเยินทั้งหมด เรื่องนี้สร้างแรงกระทบกระเทือนครั้งใหญ่ให้นิกายเจี๋ย ทำให้หลายคนตระหนักได้ว่ายุคของนิกายเจี๋ยผ่านพ้นไปนานแล้ว
คนทั้งสองตกอยู่ในความเงียบ
หานเจวี๋ยใช้พลังจิตสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างระมัดระวัง เผื่อว่ามีศัตรูซุ่มอยู่ในมุมมืด
“ไปกันเถอะ”
นักพรตวัยกลางคนสะบัดแขนเสื้อ ชายหนุ่มรูปงามต้องการจะพูดอะไรบางอย่างแต่ถูกดึงจากไป
‘ไปแบบนี้เลยเนี่ยนะ’
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
หลิวเป้ยถอนหายใจด้วยความโล่งอก เขากลัวว่าจะเกิดการต่อสู้ขึ้นมาจริงๆ
หานเจวี๋ยรออยู่พักหนึ่ง แต่ก็ไม่เห็นการแจ้งเตือนความเกลียดชัง
หลังจากพูดคุยกับหลิวเป้ยสักสองสามประโยคก็กลับไปที่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ไม่รู้เพราะเหตุใด หานเจวี๋ยถึงรู้สึกวุ่นวายใจนิดๆ
ช่วงนี้นิกายเจี๋ยคึกคักกันเกินไปกระมัง แม้แต่ในแม่น้ำมรรคกระบี่ยังบังเอิญเจอได้
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์มาติดต่อกับตี้ไท่ไป๋
พลังจิตเชื่อมต่ออย่างรวดเร็ว
“ช่วงนี้เป็นเช่นไรบ้าง ผู้อาวุโส?” หานเจวี๋ยถามไถ่อย่างสุภาพ
นับจากที่ตี้ไท่ไป๋ได้รับบาดเจ็บสาหัส พวกเขาก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก
ตี้ไท่ไป๋ยิ้มกล่าวว่า “ดีเลยทีเดียว เจ้าไม่ได้ติดต่อข้าเสียนาน ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นหรือ”
หานเจวี๋ยไม่ได้ปิดบัง เล่าเรื่องที่ประสบพบเจอก่อนหน้านี้ออกมา
“ฮึ ไม่นึกว่านิกายเจี๋ยจะยังไม่ล้มเลิกความคิด ถึงขั้นหมายตาแม่น้ำมรรคกระบี่แล้ว โง่เขลานัก” ตี้ไท่ไป๋แค่นเสียงหยัน ในคำพูดเต็มไปด้วยการดูถูกเหยียดหยาม
เขาพูดให้คลายกังวล “เจ้าไม่ต้องกังวลไป นิกายเจี๋ยแบกรับบาปกรรมและแรงกรรมมหันต์ไว้ หากกล้าลงมือที่แม่น้ำมรรคกระบี่จะได้รับทัณฑ์สวรรค์”
“เป็นบาปกรรมและแรงกรรมมหันต์อะไร”
“เมื่ออดีตพวกเขาปิดฟ้าด้วยมือเดียวในแดนเซียน สอนสั่งผู้คนนับไม่ถ้วน ไม่มีแบ่งแยกชนชั้น ทั้งยังพยายามที่จะควบคุมมวลสวรรค์หมื่นโลกา ก่อให้เกิดสงครามใหญ่ ทำให้เกิดเคราะห์ภัยไม่หวาดไม่ไหว สรรพชีวิตที่ล้มตายจำนวนมากกลายเป็นแรงกรรม ตามทรมานนิกายเจี๋ยไปทุกชาติภพ”
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินหนังศีรษะก็ชาวาบ ทรมานไปทุกภพทุกชาติ ก็เท่ากับสิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนถือหนังสือแห่งความโชคร้ายสาปแช่งนิกายเจี๋ยทุกวัน?
ตี้ไท่ไป๋เอ่ยต่อว่า “ต่อจากนี้ข้าจะกดดันนิกายเจี๋ย เช่นนี้พวกเขาจึงจะสูญเสียครั้งใหญ่และไม่กล้าแก่งแย่งชิงดีกับวังสวรรค์”
เช่นนี้หานเจวี๋ยจึงค่อยโล่งใจเต็มร้อย
ทั้งสองคนคุยกันต่ออีกเล็กน้อย แล้วกล่าวลากันตามมารยาท
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาและเริ่มสาปแช่งศัตรู
…..
สามสิบปีต่อมา
ตบะของหานเจวี๋ยพัฒนาขึ้นไม่น้อย ต่อสู้กับเจียงอี้ก็ถือว่าชนะครึ่งต่อครึ่ง
หานเจวี๋ยมั่นใจได้แล้วว่าเขาจะทะลวงระดับจักรพรรดิเซียนยากเย็นกว่าคนอื่น แต่ขีดจำกัดบนของเขาต้องสูงกว่าแน่นอน
ตอนที่ยังไม่บรรลุระดับจักรพรรดิเซียน เขาก็ต่อสู้กับจักรพรรดิเซียนได้เสมอกันแล้ว
นี่ยังเป็นแค่เจียงอี้ หากเป็นผู้อื่นที่เพิ่งเข้าสู่ระดับจักรพรรดิเซียน ไม่แน่ว่าเขาอาจจะสังหารได้!
ยามนี้หานเจวี๋ยตั้งตารอนักว่าตนเองฝึกบำเพ็ญต่อไปแล้วจะเกิดผลลัพธ์เช่นใด
เป้าหมายเดียวในตอนนี้!
ก่อนจะบรรลุระดับจักรพรรดิต้องมีพลังที่จะสังหารจักรพรรดิเซียนเสียก่อน!
หานเจวี๋ยรู้สึกว่ามีความหวังมาก!
ในเวลานี้เอง จู่ๆ ก็มีตัวอักษรสามบรรทัดปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหานเจวี๋ย
[ตรวจสอบพบการเปลี่ยนแปลงดวงชะตาของวังสวรรค์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ขึ้นสู่สวรรค์ทันที และเข้าร่วมวังสวรรค์ ร่วมแบ่งปันโชค จะได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง และยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[สอง ยังไม่ขึ้นสู่สวรรค์ หลีกเลี่ยงโอกาสวาสนาในครั้งนี้ จะได้รับชิ้นส่วนมรรคาสวรรค์หนึ่งชิ้น]
หานเจวี๋ยไม่พูดมากความ เลือกที่จะไม่ขึ้นสวรรค์เลยทันที และได้รับชิ้นส่วนมรรคาสวรรค์มาสำเร็จ
แม้จะไม่รู้ว่าวังสวรรค์กำลังทำอะไรอยู่ แต่การเข้าร่วมวังสวรรค์จะต้องมีปัญหาไม่หยุดหย่อนแน่นอน
เขาต้องการฝึกบำเพ็ญต่อไป
“วังสวรรค์กำลังเตรียมจะเปิดค่ายกลใหญ่วัฏจักรดารา รวบรวมดวงชะตามรรคาสวรรค์ เพื่อช่วยเหล่าเทพเซียนยกระดับตบะ เจ้าเองก็มาด้วยสิ”
เสียงของจักรพรรดิสวรรค์ดังเข้ามาในหูของหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นพูดข้างในใจว่า “ฝ่าบาท ช่วงนี้ข้าปิดด่านฝึกบำเพ็ญ คงไม่ได้ไปวังสวรรค์ ขอบคุณความกรุณาของท่านมาก”
“การยกระดับดวงชะตาจะช่วยให้เจ้าพบหนทางสู่ระดับจักรพรรดิ”
“ไม่จำเป็นจริงๆ ตบะของข้ายังแข็งแกร่งขึ้นได้อีก”
“ยังแข็งแกร่งขึ้นได้อีก? ช้าก่อน!”
จักรพรรดิสวรรค์ตกใจ น้ำเสียงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน
หานเจวี๋ยสะดุ้งตกใจ
ทำให้ประหม่าทำไมกัน
“ภายในกายเจ้ามีกลิ่นอายฟ้าบุพกาล หรือว่าเจ้ามีคุณสมบัติกายฟ้าบุพกาล เป็นไปได้อย่างไร!” จักรพรรดิสวรรค์อุทาน
นี่เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยได้ยินเขาประหลาดใจมากเช่นนี้
หานเจวี๋ยถามอย่างระมัดระวังว่า “คุณสมบัติกายฟ้าบุพกาลคือสิ่งใด”