226-230
บทที่ 226
“ตบะเช่นเจ้าจะไปแดนเทพสิงเทียนไม่ใช่ว่ารนหาที่ตายหรืออย่างไร”
ยอดแม่ทัพเทพกล่าวหยอกล้อ มู่หรงฉี่ฟังจนต้องกลอกตามองบน
มู่หรงฉี่กล่าวด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด “ตามนี้แหละ!”
ยอดแม่ทัพเทพส่ายหน้าอดหัวเราะไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งอะไร
ความคิดของมู่หรงฉี่ล่องลอยออกไปนอกวังสวรรค์ กลับไปยังเขาเพียรบำเพ็ญเซียน
หลังจากคุ้นชินกับการเพียรบำเพ็ญแล้ว มาถึงวังสวรรค์ เขาก็ยังรู้สึกปรับตัวไม่ได้อยู่บ้าง
……
หลังจากสังหารมหาอริยะเทียนหู และปีศาจสาวหรูเมิ่งแล้ว เวลาก็ผ่านไปยี่สิบปี
โลกเมฆาแดงได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสมบูรณ์
แดนบำเพ็ญพรตมีเซียนอิสระผุดขึ้นมาไม่น้อย ระดับมหายานไม่ใช่ตำนานอีกต่อไป!
สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ได้รับอานิสงส์พลังวิญญาณของเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ตบะของผู้บำเพ็ญทั่วทั้งสำนักก็กำลังยกระดับขึ้นอย่างมั่นคง ก่อนหน้านั้นไม่นานเพิ่งจะดึงดูดแขกระดับมหายานมาท่านหนึ่ง
แม้หานเจวี๋ยจะติดต่อกับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์น้อยลงเรื่อยๆ แต่แดนบำเพ็ญพรตก็ไม่มีใครกล้ายุแหย่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
จวนเซียนสวรรค์ก็ได้สร้างสัมพันธ์อันดีกับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เอื้อประโยชน์ต่อกันและกัน
แต่ว่าตรงตีนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนยังคงมีศิษย์มาคุกเข่าคารวะ
แม้ว่าอัตราความเป็นไปได้ที่หานเจวี๋ยจะถูกใจนั้นมีน้อยมาก แต่คนจำนวนมากก็ยังอยากลองดู
วันนี้ หานเจวี๋ยเพิ่งสาปแช่งศัตรูเสร็จ เขามาคอยสังเกตอยู่หน้าวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
ลี่เหยายังคงไปๆ มาๆ ท่ามกลางห้วงอากาศว่างเปล่า บรรดาสวรรค์และโลกนับหมื่นที่ไร้ขอบเขต อยากจะหาโลกเมฆาแดงให้พบนั้นยากมาก
หานเจวี๋ยสร้างการติดต่อกับนาง ทำให้นางสัมผัสทิศทางได้ ส่วนรายละเอียดที่เป็นรูปธรรมจะอยู่ที่ใดนั้น ยังต้องรอนางเข้าใกล้ถึงจะรู้ได้
หานเจวี๋ยคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง
ไกลมาก
ไกลจนกระทั่งเซียนทองวัฏจักรยังคำนวณไม่ได้ว่าไกลเพียงใด
ผ่านไปหลายปีเช่นนี้ ตบะของลี่เหยายังคงเพิ่มขึ้นตลอด ยามนี้อยู่ที่ระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ระยะปลายแล้ว
ไม่เลวเลย
หานเจวี๋ยพอใจในคุณสมบัติของลี่เหยามาก หากสามารถเข้าร่วมสำนักซ่อนเร้นได้ ก็สามารถช่วยเพิ่มพลังการต่อสู้โดยเฉลี่ยของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนได้
อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยปากถามขึ้น “นายท่าน เมื่อใดจะรับศิษย์ใหม่หรือ”
นางยังคิดจะรับศิษย์หญิงสักคนอยู่ตลอดเวลา
หานเจวี๋ยกล่าว “ยังไม่ถึงเวลา”
ช่วงนี้เขายังไม่พบกับผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด
ช่างน่าแปลกเสียจริง
ตอนนี้ขอบเขตของระบบสามารถตรวจสอบครอบคลุมไปถึงทั่วโลกเมฆาแดงแล้ว เหตุใดในโลกมนุษย์ถึงไม่มี
หรือในขณะที่เขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เกณฑ์ของผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดก็สูงขึ้นด้วย
มีความเป็นไปได้มาก
ในขณะนี้ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดอย่างหยางเทียนตงไม่คู่ควรแก่การกล่าวถึงเลยแม้แต่น้อย
หากคำนวณเหมือนเมื่อก่อนจริงๆ หานเจวี๋ยคงได้รับการแจ้งเตือนบ่อยๆ
นึกถึงหยางเทียนตง หานเจวี๋ยไม่รู้ว่าช่วงนี้เจ้าเด็กนั่นเป็นอย่างไรบ้าง
“ตั้งแต่ฟางเหลียง มู่หรงฉี่สำเร็จมรรคาขึ้นสู่สวรรค์ ใต้ต้นฝูซังก็เงียบเหงาไม่น้อย เฮ่าเอ๋อร์ก็ไม่ได้ร่าเริงเหมือนแต่ก่อนแล้ว” อู้เต้าเจี้ยนทอดถอนใจกล่าว
ถูหลิงเอ๋อร์ก็ออกไปฝึกประสบการณ์เป็นอาจิณ ส่งผลให้อู้เต้าเจี้ยนต้องเฝ้ามองดูการเสี่ยงภัยของลี่เหยาเพื่อเพิ่มความอภิรมย์
แต่ส่วนใหญ่ลี่เหยาจะมุมานะฝึกฝนหรือไม่ก็รีบเดินทาง ช่วงเวลาที่น่าสนใจน้อยเกินไป
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างสงบ “นี่ก็คือความอ้างว้างบนเส้นทางการบำเพ็ญตบะ หากไม่อาจระงับความรู้สึกอ้างว้างได้ เจ้าจะเหนือกว่าฝูงชนได้อย่างไร”
อู้เต้าเจี้ยนทำปากยื่นกล่าว “ข้าไม่ได้อยากเหนือกว่าฝูงชนสักหน่อย ติดตามนายท่านก็พอแล้ว”
“เจ้าไม่อยาก แต่ข้าอยาก หากพลังมรรคของเจ้าไม่เพียงพอ เจ้าจะตามข้าไม่ทัน และไม่อาจหลุดพ้นจากวัฏสงสารได้ ก็เหมือนกับเจ้าสำนักคนก่อนของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์”
วาจาของหานเจวี๋ยทำให้อู้เต้าเจี้ยนขมวดคิ้วขึ้นมา
นี่ก็จริง
ไม่รู้เพราะเหตุใด อู้เต้าเจี้ยนถึงรับรู้ถึงความโดดเดี่ยวจากน้ำเสียงของหานเจวี๋ย
เมื่อคิดดูอย่างละเอียด นางก็ไม่เข้าใจหานเจวี๋ยจริงๆ
ไม่รู้ว่าหานเจวี๋ยมาจากที่ใด ไม่รู้ว่าในใจเขาคิดสิ่งใดอยู่ ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงหมกมุ่นอยู่กับความเป็นอมตะ
อารมณ์ของหานเจวี๋ยหม่นหมองลงอยู่บ้างจริงๆ ดูเหมือนว่าช่วงนี้รูปประจำตัวในค่าความสัมพันธ์จะลดลง รายละเอียดจะเป็นใครนั้นเขาก็จำไม่ได้แน่ชัด
ในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์มีคนรู้จักไม่กี่คนแล้ว
ยอดเขาหยกวิเวกในตอนนั้น นอกจากเซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ สรรพสิ่งยังเหมือนเดิม แต่คนได้เปลี่ยนไปเสียนานแล้ว
แม้ว่าเซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์จะยังมีชีวิตอยู่ แต่หานเจวี๋ยรู้สึกว่าความรู้สึกที่มีต่อพวกนางก็จืดจางลง
สิ่งเดียวที่หานเจวี๋ยยังหลงใหลอยู่คือความเป็นอมตะ
‘บางทีนี่อาจจะเป็นมหามรรคไร้ใจ?’ หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ
ไม่มีผู้ทรงพลังท่านใดสามารถทำให้ผู้คนที่อยู่รอบตัวบรรลุมรรคขึ้นสวรรค์ได้ทั้งหมด
ประสบกับการเวียนว่ายตายเกิดเป็นสภาวะปกของโลกีย์วิสัย
คิดเสร็จหานเจวี๋ยก็ส่ายหน้ายิ้ม และหมุนตัวกลับไปฝึกฝนบนเตียงไม้
อู้เต้าเจี้ยนนิ่งเงียบ นางก็กลับไปนั่งบนเบาะและเริ่มฝึกฝนบ้างเช่นกัน
นางรับรู้ถึงอะไรบางอย่าง แต่ยากจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้
นางรู้ดีว่ามีแค่การฝึกฝน ฝึกฝนต่อไปถึงจะเข้าใจจิตใจของผู้เป็นนาย
……
เจ็ดปีต่อมา
สิงหงเสวียนกลับมา สิ่งแรกที่นางทำคือมาหาหานเจวี๋ย
หลังจากอู้เต้าเจี้ยนออกไปจากถ้ำแล้ว นางก็เริ่มเล่าประสบการณ์ในหลายปีมานี้ด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว
หานเจวี๋ยมองดูนางและอดใจลอยไม่ได้
ผ่านไปนานหลายปีเพียงนี้ ดูเหมือนสิงหงเสวียนจะไม่เปลี่ยนไปเลย
บางทีอาจจะเปลี่ยนไปแล้วเพียงแต่ท่าทีที่มีต่อเขาไม่ได้เปลี่ยน
ฟังอยู่ดีๆ หานเจวี๋ยก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างอดไม่ได้
ผ่านไปหลายชั่วยามสิงหงเสวียนถึงเล่าจบ นางรู้สึกคอแห้งเล็กน้อย
“อยากสำเร็จมรรคาขึ้นสู่สวรรค์โดยเร็วเสียจริง ของล้ำค่าบนโลกมนุษย์ไม่อยู่ในสายตาท่านแล้ว น่าเสียดายตบะของข้าไม่พอยังต้องรออีกหลายพันปีถึงขึ้นสวรรค์ได้กระมัง” สิงหงเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หานเจวี๋ยยิ้มกล่าว “ข้าไม่ได้ให้เจ้ามอบของล้ำค่าให้ทุกครั้งเสียหน่อย”
แต่ก่อนต้องการ ทั้งยังรอคอย
ตอนนี้นึกดูแล้วหานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนเองน่าขันอยู่บ้าง
สิงหงเสวียนต้องการพบเขาด้วยความดีใจเป็นล้นพ้น ทว่าเขากลับคิดถึงแต่ของล้ำค่า
“การบำเพ็ญตบะในช่วงนี้ไม่มีข้อสงสัยหรือ” หานเจวี๋ยถาม
ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดสิงหงเสวียนมักจะรู้สึกว่าวันนี้หานเจวี๋ยอ่อนโยนเป็นพิเศษ
อ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน
รอยยิ้มของสิงหงเสวียนสดใสมากกว่าเดิม นางเริ่มขยับเสื้อผ้าของหานเจวี๋ย และกล่าวด้วยรอยยิ้ม “มี แต่ว่าไม่รีบ มาเริ่มกันก่อนเถิด…”
“เจ้า…”
“อย่าพูดมาก เร็ว…”
……
หลังจากนอนกลิ้งไปมาอยู่หลายเดือน หานเจวี๋ยก็เริ่มชี้แนะการฝึกฝนให้สิงหงเสวียน และถือโอกาสถ่ายทอดพลังวิเศษให้นาง
เวลาสองปีผ่านไปในพริบตา
สิงหงเสวียนจากไปด้วยความพึงพอใจ
อู้เต้าเจี้ยนมองดูเงาหลังของนางด้วยสีหน้าไม่พอใจ ขณะที่นางเดินเข้ามาในถ้ำเทวาฟ้าประทานและกำลังจะสอบถาม หานเจวี๋ยกลับเข้าฌานแล้ว จึงได้แต่ล้มเลิกความตั้งใจ
……
ภายในห้องโถงสว่างไสวแห่งหนึ่ง ซูฉีกับคนนับร้อยที่สวมชุดเหมือนกันกำลังคุกเข่าคารวะอยู่บนพื้น
ซูฉีตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
วังเทพคือกลุ่มอิทธิพลใหญ่ขั้นสุดบนพิภพเซียน ระดับเดียวกับวังสวรรค์ เขาหวงแหนโอกาสในการเข้าวังเทพมาก
เงาร่างหนึ่งพลันปรากฏตัวตรงหน้าศิษย์ทั้งหมด
คนผู้นี้สวมชุดสีดำทั้งตัว สีหน้าเคร่งขรึม มีกระบี่สะพายอยู่บนเอวหนึ่งเล่ม
เขาก็คือจักรพรรดิเทพกระบี่
จักรพรรดิเทพกระบี่กวาดสายตามองดูผู้คนในท้องพระโรง ทันใดนั้นสายตาของเขาก็หยุดลงบนร่างของซูฉี
เขาขมวดคิ้วและนับนิ้วคำนวณ
“หืม?”
‘ความโชคร้ายรุนแรงยิ่งนัก เจ้านี่มีที่มาอย่างไร ไม่คาดคิดว่าจะมีผลกรรมศิษย์อาจารย์กับเจ้าเด็กนั่น…’
จักรพรรดิเทพกระบี่คิดและสงสัยอยู่ในใจ
ความโชคร้ายของซูฉีทำให้เขาอยากจะขับไล่ตามสัญชาตญาณ แต่ซูฉีมีความสัมพันธ์กับหานเจวี๋ย พอเขาคิดๆ ดูแล้วก็ตัดสินใจปิดตาข้างหนึ่ง
“แม้ว่าพวกท่านจะผ่านการทดสอบเข้าวังแล้ว แต่หากจะยืนมั่นในวังเทพยังห่างไกลอีกมาก ภายในพันปีหากพวกท่านไม่อาจสำเร็จเซียนแท้ได้ จะต้องออกไปทั้งหมด”
จักรพรรดิเทพกระบี่เอ่ยปากกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ได้ยินเช่นนี้บรรดาศิษย์ก็พากันตอบรับ พวกเขาไม่ได้กลัวแต่กลับเต็มไปด้วยความมั่นใจ
ผู้ที่สามารถเข้าวังเทพได้ ไม่มีผู้ใดเลยที่จะไม่ใช่ผู้มีพรสวรรค์อันโดดเด่น บางคนเป็นถึงอันดับหนึ่งในใต้หล้าของโลกบางแห่ง
จักรพรรดิเทพกระบี่กำลังจะจากไป แต่พลันรับรู้อะไรขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาหม่นหมองลงในพริบตา และก่นด่าออกมาเบาๆ “ไม่จบไม่สิ้น! เคราะห์ร้ายจริงๆ!”
เขาหายไปจากที่เดิมในทันที
บทที่ 227
ตั้งแต่ซูฉีเข้าร่วมกับวังเทพ หานเจวี๋ยก็คอยดูการแสดงออกของเขา
ทว่าวังเทพไม่ใช่หมู่เกาะเซียนมังกร ซูฉีอยากจะอาศัยโชคร้ายทำลายสังหารวังเทพก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระทั่งพูดได้ว่าเป็นไปไม่ได้
หากซูฉีทำลายได้แม้กระทั่งวังเทพ เช่นนั้นคงไม่ใช่ดาวตัวซวยแล้ว
นั่นคือมหาเคราะห์ไร้ขอบเขต สามารถทำให้มรรคาสวรรค์ล้มล้างชะตากรรมที่ถูกลิขิตไว้ได้!
วันเวลาผันผ่านไปอย่างต่อเนื่อง
หานเจวี๋ยอายุใกล้จะสองพันปี ตบะก็พัฒนาไปสู่ระดับเซียนทองวัฏจักรระยะปลาย
สามสิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกฝนอยู่ก็ถูกอู้เต้าเจี้ยนเรียกให้ตื่นขึ้น
“นายท่าน มีสหายเก่าสองท่านมาเยี่ยม”
หานเจวี๋ยลืมตา กวาดพลังจิตออกไป พบว่าโม่จู๋และโม่ฟู่โฉวกลับมาแล้ว
ยามนี้ทั้งสองมีตบะอยู่ในระดับมหายาน
ผู้บำเพ็ญระดับมหายานที่มีอายุประมาณสองพันปี ก็นับว่าเป็นบุตรแห่งสวรรค์เช่นกัน
หานเจวี๋ยกล่าว “ให้พวกเขาเข้ามาเถอะ เจ้าไปรอด้านนอก”
อู้เต้าเจี้ยนพยักหน้า จากนั้นก็ออกไปต้อนรับ
ไม่นานโม่ฟู่โฉวและโม่จู๋ก็เข้ามาในถ้ำเทวา
โม่จู๋ไม่ได้มาเป็นครั้งแรก แต่ยังมีความรู้สึกว่าสรรพสิ่งยังเหมือนเดิมแต่คนเปลี่ยนไป
นางมองหานเจวี๋ยด้วยแววตาซับซ้อน
โม่ฟู่โฉวยิ้มกล่าวขึ้นก่อน “สหายหาน ไม่เจอกันนาน”
ได้พบเจอหานเจวี๋ยอีกครั้ง ในใจของโม่ฟู่โฉวรู้สึกปลงอนิจจังไปร้อยแปดพันเก้า
หานเจวี๋ยพยักหน้าลงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เป็นการยากมากที่พวกเจ้าจะยอมกลับมา มีเรื่องอันใดหรือ”
โม่ฟู่โฉวกล่าว “พวกเราพี่น้องเตรียมที่จะขึ้นสวรรค์แล้ว คนตระกูลโม่หวังให้พวกเราไปยังสวรรค์เบื้องบนเพื่อหาผู้อาวุโสในแต่ละยุคที่สำเร็จมรรคาขึ้นสววรรค์ไป ชื่อเสียงของตระกูลโม่ในโลกมนุษย์เหม็นโฉ่ไปหมดแล้ว ไม่อาจยืนมั่นได้”
ตั้งแต่วังสวรรค์มาโจมตี ฝ่ายมารในโลกเมฆาแดงก็ถูกผู้คนโจมตี จำนวนของผู้บำเพ็ญสายมารลดลงเป็นอย่างมาก ต่างไม่กล้าออกมาเดินในใต้หล้าอย่างเปิดเผย
เมื่อรู้ว่าทั้งสองจะขึ้นสวรรค์ หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้แปลกใจมากนัก
ทั้งสามเริ่มพูดคุยถึงเรื่องที่ผ่านมา และประสบการณ์ในหลายปีมานี้
หานเจวี๋ยมุมานะฝึกฝนมาโดยตลอด ดังนั้นจึงไม่มีอะไรน่าพูด ส่วนมากจะฟังเสียมากกว่า
ผ่านไปหลายชั่วยาม โม่ฟู่โฉวจากไป ปล่อยให้โม่จู๋อยู่กับหานเจวี๋ยตามลำพัง
“ที่จริงข้าไม่อยากขึ้นสวรรค์ แต่ตระกูลต้องการให้ข้ากับพี่ใหญ่ช่วยส่งเสริมให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น เขาคนเดียวยากที่จะยืนมั่นได้” โม่จู๋ทอดถอนใจกล่าว
นางสืบทอดมรดกของโม่โยวหลิงและประมุขตระกูลแต่ละยุคในอดีต โม่ฟู่โฉวก็ได้รับมรดกของเผ่ามาร ผู้สืบทอดตระกูลโม่ที่แท้จริงก็คือนาง
หานเจวี๋ยกล่าว “ตระกูลโม่สำคัญกับเจ้าถึงเพียงนั้นเชียวหรือ”
โม่จู๋กล่าว “ข้าแบกรับความเกลียดชังมาแต่เด็กจนยึดติดไปแล้ว ก็เหมือนกับที่ท่านอยากจะเป็นอมตะ”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ
นี่ก็คือเหตุผลที่เขาไม่ใช้อำนาจห้ามปรามโม่จู๋
ใช่ว่าบุรุษจะมีชีวิตอยู่เพื่อสตรีทั้งหมด สตรีเองก็เช่นกัน
หานเจวี๋ยไม่อาจเป็นเช่นในนิยาย ที่ให้สตรีทั้งหลายติดอยู่ข้างกายตัวเองทุกวัน ทุกทิวาราตรี พันปีหมื่นปี
ความรู้สึกและความรักไม่ใช่การแสวงหาชั่วนิจนิรันดร์ของมนุษย์ ไม่ว่าจะบุรุษหรือสตรี
โดยเฉพาะผู้บำเพ็ญพรต หากผู้บำเพ็ญพรตมีชีวิตอยู่เพื่อความรักเพียงอย่างเดียว แล้วจะฝึกฝนไปเพื่อเหตุใด
“แดนเซียนอันตรายยิ่งนัก เมื่อถึงเวลาต้องระวังให้มาก” หานเจวี๋ยกำชับ
โม่จู๋พยักหน้า แก้มของนางแดงขึ้นในฉับพลัน ก่อนจะก้มหน้าลงไป
ในใจของหานเจวี๋ยรู้อย่างชัดเจน แต่ปากถามออกไปด้วยความฉงน “เป็นอะไรหรือ”
“ข้า…ก่อนไปข้าไม่อยากทิ้งความเสียใจเอาไว้”
“เสียใจอะไร”
“ท่านยังจะถามอีก!”
โม่จู๋กล่าวด้วยความโกรธเคือง หูของนางแดงไปหมดแล้ว
หานเจวี๋ย “ช่างเถอะ เจ้ามาเถอะ ข้าคล้อยตามเจ้า”
……
หลายเดือนต่อมา โม่จู๋จากไป หลังจากหาโม่ฟู่โฉวที่อยู่ในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์พบแล้ว ทั้งสองก็จากไป
หานเจวี๋ยไม่ได้ไปส่ง พิธีรีตองเพื่อเอาหน้าเหล่านี้ไม่จำเป็น
อู้เต้าเจี้ยนเดินเข้ามาในถ้ำเทวา นางถามปากยื่นว่า “นายท่าน เหตุใดบนตัวแม่นางผู้นั้นถึงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของท่าน ในร่างกายก็มี!”
หานเจวี๋ยเกือบจะตกเตียง
คำถามนี้…
หานเจวี๋ยถลึงตาใส่นางทีหนึ่ง เอ่ยว่า “ทั้งวันเจ้ามัวแต่คิดสิ่งใดอยู่! พวกเรากำลังถกมรรคกันอยู่หรือ ข้าถ่ายทอดพลังภายในให้นาง ใช้พลังเวทกระตุ้นการโคจรพลังวิญญาณของนาง”
“จริงหรือ”
“แน่นอน!”
“เช่นนั้นเหตุใดท่านถึงไม่สอนข้าเช่นนี้บ้าง”
“เจ้าคู่ควรหรือ”
“ฮึ!”
อู้เต้าเจี้ยนนั่งลงไป นางเริ่มงอนตุปัดตุป่อง
หานเจวี๋ยฝึกฝนต่อ คร้านที่จะสนใจนาง
‘เฮ้อ หญ้าต้นนี้โตแล้ว เริ่มมีความคิดเลยเถิดกับข้า ข้าควรทำอย่างไรดี’
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ
‘มอบให้คนอื่นหรือ
ไม่มีทาง!’
แม้จะบำเพ็ญตบะเพื่อเป็นอมตะ แต่ไม่จำเป็นต้องผลักไสสตรีที่มีความประทับใจต่อตนเองออกไป
มีชีวิตใหม่ทั้งทีต้องใช้อย่างสบายใจ
อีกอย่างกฎเกณฑ์บนโลกใบนี้ใช่ว่าจะต้องมีหนึ่งสามีหนึ่งภรรยาเสียหน่อย หยิบยกเอาจักรพรรดิสวรรค์มาพูด พระสนมสามพันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นจริงๆ
ความรู้สึกที่อู้เต้าเจี้ยนมีต่อเขา หานเจวี๋ยชัดเจนเป็นอย่างดี แต่เขาไม่อยากให้ความสัมพันธ์รุดหน้าเร็วเกินไป
แม่สาวคนนี้อ่อนแอเกินไป
ต้องพยายามฝึกฝนให้มาก!
……
สิบปีผ่านไป
หานเจวี๋ยยังคงสาปแช่งศัตรูและตรวจสอบจดหมายเหมือนดังที่ผ่านมา
[จี้เซียนเสินสหายของท่านฝึกกายเทพสังหารสำเร็จ]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x127
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านกับยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านจะเข้าสู่แดนเทพสิงเทียน]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านถูกผู้ทรงพลังจับตัว ถูกบังคับเจิมหน้าผาก]
[เจียงอี้สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนของเผ่ามังกรแท้] x14
[เจียงอี้สหายของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีหลุดพ้นมาได้]
[โจวฝานสหายของท่านเข้าใจพลังวิเศษ ตบะเพิ่มพูน]
[สวินฉางอันศิษย์ของท่านรู้แจ้งฟ้าดิน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
……
การต่อสู้ในช่วงสิบปีมานี้ลดลงไปมาก ดูท่าแดนเซียนจะเข้าสู่ช่วงเวลาสงบศึกแล้ว
เช่นนี้ดีเพียงใด ต่อสู้สังหารกันทั้งวันจะมีความหมายอะไรกัน
เดิมทีการบำเพ็ญตบะก็มีเคราะห์ขัดขวางอยู่แล้ว ยังจะต่อสู้ช่วงชิงกันเองอีก นั่นไม่เท่ากับว่าถูกมรรคาสวรรค์ปลุกปั่นสติปัญญาหรอกหรือ!
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
ขณะนั้นเอง!
[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว รีบเลือกตรวจสอบที่มาในทันที
[พุทธะอาภรณ์ขาว: ระดับเซียนทองไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ ได้รับสืบทอดจากทีปังกรพุทธบรรพกาล พลังวิเศษมากมาย ถูกโปรดเป็นพุทธะโดยบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ ภายนอกดูนอบน้อมต่อสำนักพุทธ ความจริงคือศิษย์นิกายฉ่านสำนักเต๋า ได้รับการปกป้องแบบลับๆ จากเทพสูงสุด ไม่ได้รับผลกระทบจากบรรพชนพุทธ บรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ส่งให้เขามาตามหาบรรพชนพุทธภควัต]
‘ตามหาบรรพชนพุทธภควัตหรือ’
หานเจวี๋ยระแวดระวังขึ้นมา เขารีบจำลองการทดสอบทันที
ผ่านไปสิบอึดใจ เขาลืมตาขึ้น
“เขาใช้ไม้เท้าพุทธอะไรกัน แข็งแกร่งเกินไปหน่อยแล้ว”
หานเจวี๋ยไม่เชื่อในความชั่วร้าย ยังคงจำลองการทดสอบต่อไป
ครั้งนี้เขาระเบิดพลังทั้งหมดในคราวเดียว!
‘อันตรายมาก!
สังหารภายในเสี้ยววินาที!’
หานเจวี๋ยโล่งใจไปเปราะหนึ่ง ไม่กลัวว่าพุทธะอาภรณ์ขาวจะมาสร้างเรื่องอีก
ขณะเดียวกัน
ท่ามกลางห้วงอากาศว่างเปล่า
จอมเทพอู่เต๋อขัดขวางพุทธะอาภรณ์ขาวไว้ และถามขึ้นว่า “พุทธะอาภรณ์ขาว เจ้ามาด้วยเหตุใด”
“อมิตาพุทธ โลกใบนี้มีวาสนากับข้า ข้ามาเพื่อเผยแผ่วิธีบำเพ็ญตบะวิถีพุทธะ” พุทธะอาภรณ์ขาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าหล่อเหลา ยิ้มอย่างอ่อนโยน
จอมเทพอู่เต๋อขมวดคิ้ว
เขากำลังจะโต้กลับไป จู่ๆ ก็ได้ยินน้ำเสียงหนึ่งจึงเอ่ยปากกล่าวขึ้น “หากเจ้ากล้าสร้างเรื่อง ข้าจะลงมือกับเจ้าทันที”
กล่าวจบก็หมุนตัวหลีกทางให้
พุทธะอาภรณ์ขาวพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็เหาะไปยังโลกเมฆาแดง
จอมเทพอู่เต๋อพรางตัวอยู่ท่ามกลางความมืดมิด และหายไปอย่างไร้ร่องรอย
หุ่นเชิดแห่งสวรรค์ของหานเจี๋ยมองเห็นฉากนี้ ก็แอบก่นด่าอย่างอดไม่ได้
‘เหตุใดถึงปล่อยให้เข้ามา
ไม่ใช่ว่าวังสวรรค์กับสำนักพุทธเป็นศัตรูกันหรือ’
หานเจวี๋ยลังเลว่าจะสังหารพุทธะอาภรณ์ขาวดีหรือไม่
แต่พุทธะอาภรณ์ชาวก็เพียงมาหาบรรพชนพุทธภควัต ไม่ได้มาหาเรื่องเขา หากสังหารพุทธะอาภรณ์ขาวทันที นั่นก็ไม่เท่ากับว่าหาเรื่องให้ตนเองหรอกหรือ
บทที่ 228
พุทธะอาภรณ์ขาวเข้าสู่โลกเมฆาแดง เขาไม่ได้ไปเขาเพียรบำเพ็ญเซียนทันที แต่กลับเดินเตร่ในโลกมนุษย์
ในเมื่อเขาไม่รีบร้อน เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็ไม่รีบร้อนเช่นกัน
อย่างไรเสีย ก็สามารถสังหารเขาได้ภายในเสี้ยววินาที
หานเจวี๋ยฝึกฝนต่อ
พุทธะอาภรณ์ขาวเริ่มส่งเสริมวิถีบำเพ็ญตบะจริงๆ
เพียงแต่ว่า…
ที่เจ้าหมอนี่ส่งเสริมไม่ใช่วิถีพุทธแต่เป็นมรรควิถี
ช่วงเวลาว่างจากการบำเพ็ญตบะ หานเจวี๋ยอาศัยป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์มองดูพฤติการณ์ของเขา จนรู้สึกหมดคำพูดอย่างช่วยไม่ได้
คนทรยศนี่!
โค่นล้มราชวงศ์ชิงกอบกู้ราชวงศ์หมิงอย่างลับๆ หรือ
หายเจวี๋ยรู้สึกว่ามันน่าขันยิ่งนัก
‘หรือเขาไม่อยากตามบรรพชนพุทธภควัตกลับไป ดังนั้นจึงถ่วงเวลาเอาไว้? ถึงอย่างไรเขาก็เป็นไส้ศึกของนิกายฉ่านสำนักเต๋า’
หานเจวี๋ยเข้าใจในฉับพลัน เช่นนี้ก็สามารถเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่งแล้ว
พุทธะอาภรณ์ขาวไม่กลัวจะถูกบรรพชนพุทธมรรคาคำนวณพบหรือ
หานเจวี๋ยคิดไม่ออก ทำได้เพียงคอยสังเกตต่อไป
ชั่วแวบเดียว
ภาพเหตุการณ์ยี่สิบปีก็ผ่านพ้นไป
มรรควิถีของนิกายฉ่านเริ่มแพร่หลายในโลกเมฆาแดง เขตต่างๆ มีสำนักของนิกายฉ่านปรากฏขึ้นจำนวนไม่น้อย แม้จะยังไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในแดนบำเพ็ญพรต แต่หานเจวี๋ยอาศัยป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์จนสามารถมองเห็นการวางหมากของพุทธะอาภรณ์ขาวแล้ว
หานเจวี๋ยกลับไม่ใส่ใจ เดิมทีโลกแห่งการบำเพ็ญตบะก็เปลี่ยนแปลงร้อยแปดพันเก้า มีสำนักของนิกายฉ่านเพิ่มขึ้นมาหนึ่งสำนักแล้วอย่างไร
เพียงแค่ไม่ส่งผลกระทบต่อเขาก็พอแล้ว
วันนี้ พุทธะอาภรณ์ขาวมาถึงด้านหน้าเขาเพียรบำเพ็ญเซียน อยากจะเยี่ยมเยียนคนที่อยู่บนเขา
น่าเสียดาย ไม่ว่าเขาจะตะโกนอย่างไรก็ไม่มีคนตอบรับ
พุทธะอาภรณ์ขาวขมวดคิ้ว
ศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์คนหนึ่งที่คุกเข่าอยู่หน้าแผ่นศิลาเอ่ยปากกล่าวว่า “อย่าตะโกนเลย เขาลูกนี้คือเขาเซียน เจ้าอยากขึ้นก็ขึ้นเลยได้อย่างไร”
ศิษย์คนอื่นๆ ที่คุกเข่าอยู่ก็พากันพูดยั่วเย้าและเหน็บแนม
พุทธะอาภรณ์ขาวส่ายหน้าหลุดยิ้ม มนุษย์ธรรมดากลุ่มหนึ่งช่างน่าขันยิ่งนัก
เขาหายแวบมายังใต้ต้นฝูซังทันที
ผู้คนที่อยู่ใต้ต้นไม้พลันลืมตาขึ้น
หลงเฮ่าลุกพรวดขึ้นมา กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เจ้าคิดจะทำอะไร”
ไก่คุกรัตติกาล ราชามังกรสามหัว ถูหลิงเอ๋อร์ โจวหมิงเยวี่ย สวินฉางอัน ฉู่ซื่อเหรินและอีกาทองสองตัวพากันลืมตาขึ้นมา
พุทธะอาภรณ์ขาวกวาดสายตามองไปหนึ่งรอบ สีหน้าดูตื่นตะลึง
“อีกาทอง…โสมวิญญาณบรรพกาล…บรรพชนพุทธภควัต…กลิ่นอายจักรพรรดิสวรรค์…อีกทั้งเทพปีศาจท่านนั้น…”
พุทธะอาภรณ์ขาวตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก
‘นี่มันสถานที่บ้าบออะไรกันเนี่ย
เหตุใดผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดถึงมารวมตัวกันมากมายเช่นนี้’
โสมวิญญาณบรรพกาลเขารู้จัก แต่ก่อนยังคบค้าสมาคมกันมาก่อน
กลิ่นอายจักรพรรดิสวรรค์บนตัวหลงเฮ่าเข้มข้นเกินไป หน้าตาก็คล้ายจักรพรรดิสวรรค์
พุทธะอาภรณ์ขาวจิตใจหนักอึ้ง
มิน่าเล่าบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์ถึงมอบไม้เท้าพุทธตถาคตให้เขา
“พุทธะอาภรณ์ขาว เจ้ามาด้วยเหตุใด” สวินฉางอันเอ่ยถามหนักแน่น น้ำเสียงเคร่งขรึม
ในสำนักพุทธ เขาเป็นแค่สัตว์เลี้ยง แม้กระทั่งสามารถพูดได้ว่าเป็นข้าทาส แต่ก่อนต้องแหงนหน้ามองพุทธะอาภรณ์ขาว
พุทธะอาภรณ์ขาวยิ้มกล่าว “ข้ามารับบรรพชนพุทธกลับไป”
บรรพชนพุทธ?
สวินฉางอันตกใจจนหน้าเปลี่ยนสีอย่างสิ้นเชิง
คนอื่นๆ ก็ถูกเกทับเช่นกัน
บรรพชนพุทธคือผู้ใด
พวกเขานึกถึงหานเจวี๋ยทันที
หานเจวี๋ยก็ดูลึกลับในสายตาศิษย์และศิษย์หลานอย่างพวกเขามาโดยตลอด
“อาจารย์คือบรรพชนพุทธหรือ เป็นไปได้อย่างไร…”
สวินฉางอันตกใจเข้าแล้ว หากหานเจวี๋ยคือบรรพชนพุทธ นั่นก็ไม่เท่ากับว่าเขาถูกสำนักพุทธหยอกล้อมาโดยตลอดหรือ
ขณะนั้นเอง พุทธะอาภรณ์ขาวมองไปทางฉู่ซื่อเหรินแล้วยิ้มถาม “บรรพชนพุทธ กลับไปหรือไม่”
ควับ…
สายตาของผู้คนทั้งหลายล้วนไปตกอยู่บนตัวฉู่ซื่อเหริน
โจวหมิงเยวี่ยยิ่งมีสีหน้าประหลาดใจขึ้นไปอีก
อาจารย์ของข้าคือบรรพชนพุทธ?
ฉู่ซื่อเหรินนิ่งอึ้ง “ข้าจะเป็นบรรพชนพุทธได้อย่างไร เจ้าอย่าได้ใส่ร้ายข้า!”
หรือว่าพระพุทธองค์ที่เขาพบเจอในความฝันองค์นั้นก็คือบรรพชนพุทธ
“เขาไม่อาจไปกับเจ้าได้ เจ้าไปเสียเถิด” เสียงของหานเจวี๋ยลอยออกมาจากถ้ำเทวา
พุทธะอาภรณ์ขาวอดหันไปมองทางถ้ำเทวาฟ้าประทานไม่ได้ ทว่าพลังจิตของเขาไม่อาจสอดส่องเข้าไปในถ้ำเทวา
อาณาเขตเต๋าสามารถปิดกั้นการสอดแนมของพลังจิตระดับเทพลงมา!
ที่พุทธะอาภรณ์ขาวสามารถเข้ามาได้ เป็นเพราะเดิมทีหานเจวี๋ยไม่ได้เปิดค่ายกลป้องกันของอาณาเขตเต๋า เนื่องจากเหล่าศิษย์มักจะออกไปข้างนอกอยู่เสมอ
“ท่านเป็นใคร คงไม่ใช่เซียนบนโลกมนุษย์ทั่วไปหรอกนะ”
พุทธะอาภรณ์ขาวถามด้วยรอยยิ้ม ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
เสียงของหานเจวี๋ยลอยออกมา “หากไม่ใช่เพราะว่าเจ้าไม่ได้จริงใจต่อสำนักพุทธจริงๆ ข้าไม่ปล่อยเจ้าเข้ามาในโลกมนุษย์หรอก แม้กระทั่งยังสามารถสังหารเจ้าได้ด้วย”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น สีหน้าของพุทธะอาภรณ์ขาวก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
วาจานี้หมายความว่าอย่างไร
พุทธะอาภรณ์ขาวแสร้งทำเป็นไม่สะทกสะท้าน กล่าวด้วยรอยยิ้ม “อมิตาพุทธ เหตุใดข้าจะไม่จริงใจต่อสำนักพุทธเล่า”
“เจ้าอยากให้ข้าเปิดโปงจริงๆ หรือ จำไว้ให้ดี เหนือคนยังมียอดคน เหนือฟ้ายังมีฟ้า”
ขณะนี้พุทธะอาภรณ์ขาวไม่อาจสงบลงได้อีก ไม่กล้าซักถามสิ่งใดต่อ
เขาถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ท่านเป็นใครกันแน่”
“แดนเทพตงอู๋ ซุนเฉวียน”
พุทธะอาภรณ์ขาวขมวดคิ้วแน่น
แดนเทพตงอู๋คือที่ใดกัน
สามารถเรียกตนเองว่าแดนเทพได้ จะต้องยิ่งใหญ่มาก!
“หลังจากชั่วเวลาสามอึดใจ หากเจ้าไม่จากไปก็อย่าได้ออกไปอีกเลย” เสียงของหานเจวี๋ยดังตามมา
จิตของพุทธะอาภรณ์ขาวรับรู้ได้ถึงอันตราย เขาตกใจจนรีบหายไปจากที่เดิม
คนอื่นๆ ต่างมองหน้าสบตากัน
โจวหมิงเยวี่ยซุบซิบด้วยความประหลาดใจ “อาจารย์ไม่ได้ชื่อ…”
ไก่คุกรัตติกาลถลึงตาใส่เขาทีหนึ่งและด่าว่า “หุบปาก! เจ้าจะเข้าใจอะไร! นายท่านทำเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น”
โจวหมิงเยวี่ยเข้าใจในทันใด
……
ณ สุดขอบฟ้า
พุทธะอาภรณ์ขาวปรากฏตัวในป่า เขาหอบหายใจเป็นการใหญ่
“ความรู้สึกเมื่อครู่นี้…ฝ่ายตรงข้ามเป็นจักรพรรดิเซียน?”
พุทธะอาภรณ์ขาวเหงื่อเย็นเยียบไหลทั่วร่าง ยามที่จิตกระบี่หวนคืนของหานเจวี๋ยเพ่งเล็งเขาอยู่นั้น เขาก็รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตาย
“ซุนเฉวียน แดนเทพตงอู๋…บรรดาสวรรค์หมื่นโลกาช่างเป็นเสือซุ่มมังกรซ่อนจริงๆ”
พุทธะอาภรณ์ขาวทอดถอนใจกล่าว เขาไม่ได้เกิดความเกลียดชังในตัวหานเจวี๋ย เห็นได้ชัดว่าหานเจวี๋ยไม่อยากสร้างปัญหาจึงไม่ได้ลงมือ
ตัวเขาเองก็ไม่อยากเชิญบรรพชนพุทธภควัตกลับไป ก็แค่ทำเอาหน้าเท่านั้น
ตอนนี้ก็ดีแล้ว ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชิญ แต่เชิญไม่ได้ต่างหาก
พุทธะอาภรณ์ขาวเกิดความสนใจในตัวซุนเฉวียน
ที่แท้วังสวรรค์ผูกมิตรกับกลุ่มอิทธิพลมากน้อยเพียงใดกันแน่
‘ช่างเถิด หลบฝึกฝนอยู่ที่นี่แล้วกัน สำเร็จจักรพรรดิเซียนก่อนค่อยว่ากัน โชคดีที่จักรพรรดิสวรรค์รู้สถานะของข้า’
พุทธะอาภรณ์ขาวคิดเงียบๆ จากนั้นก็เดินไปทิศทางบางแห่ง
……
[พุทธะอาภรณ์ขาวเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]
เมื่อหานเจวี๋ยมองเห็นอักขระแถวหนึ่งตรงหน้า เครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ๆ ก็ผุดขึ้นในสมอง
‘ช้าก่อน!
ที่แท้ก็เป็นทหารร่วมรบหรอกหรือ
มิน่าเล่าจอมเทพอู่เต๋อถึงปล่อยให้พุทธะอาภรณ์ขาวเข้ามา
วังสวรรค์กับนิกายฉ่านเจริญสันถวไมตรีกันหรืออย่างไร’
หานเจวี๋ยอยากนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาถาม แต่กลัวว่าหากรู้มากเกินไปจะไม่ส่งผลดีต่อตัวเอง
“ไม่ผิด นิกายฉ่านสำนักเต๋าผูกมิตรกับข้า สถานะของพุทธะอาภรณ์ขาวข้ารู้มานานแล้ว แต่เรื่องนี้อย่าได้แพร่งพรายออกไป และอย่าบอกไท่ไป๋ ส่วนพุทธะอาภรณ์ขาวก็ให้เขาอยู่ในโลกเมฆาแดงไป เขายังสามารถช่วยเหลือเจ้าได้”
เสียงของจักรพรรดิสวรรค์ดังเข้าหูหานเจวี๋ย เป็นอย่างที่หานเจวี๋ยคาดเดาเอาไว้
หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วพยักหน้าลง
นับว่าเป็นการตอบรับจักรพรรดิสวรรค์แล้ว
‘จึ๊ๆ
เจ้าพ่อพวกนี้ก็รู้จักเล่นกันจริงๆ ปิดบังแม้กระทั่งคนสนิท วังสวรรค์มีไส้ศึกของกลุ่มอิทธิพลอื่น สำนักเต๋าก็มีไส้ศึกของวังสวรรค์หรือ’
อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความสงสัย “นายท่าน ฉู่ซื่อเหรินคือบรรพชนพุทธจริงๆ หรือเจ้าคะ”
นางจำได้ หานเจวี๋ยเคยบอกว่ามู่หรงฉี่ไม่ใช่ผู้ที่มีภูมิหลังอดีตชาติที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
หานเจวี๋ยหลับตากล่าว “ที่ไม่ควรถามก็อย่าถาม ตั้งใจฝึกฝนเถิด หวังว่าจะมีสักวันที่เจ้าสามารถช่วยข้าต่อต้านผู้ที่มารุกรานได้”
อู้เต้าเจี้ยนได้ยินก็อดละอายใจไม่ได้ และไม่กล้าถามอะไรให้มากอีก
นับแต่นี้เป็นต้นไป พุทธะอาภรณ์ขาวท่องไปในโลกมนุษย์ต่อเนื่อง เผยแผ่วิถีแห่งนิกาย
หานเจวี๋ยยังคงจับตาดูอยู่ เพื่อไม่ให้พุทธะอาภรณ์ขาวสร้างเรื่อง
สามสิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยรับรู้อะไรบางอย่างได้ เขาลืมตาในทันทีและนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา
ป้ายมรรคาสวรรค์ร้อนผ่าวและสั่นสะท้านไม่หยุด
บทที่ 229
“เกิดอะไรขึ้น”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น เขาส่งพลังจิตเข้าไปในป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์
โชคดีที่ระดับพลังของเขาสูง ความร้อนแค่นี้ยังไม่ส่งผลกระทบต่อเขา
ไม่นานพลังจิตของหานเจวี๋ยก็มาถึงหน้าป้ายศิลามรรคาสวรรค์
เขาตรวจดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตกใจจนแทบมึนงง
อันดับที่เจ็ดร้อยหกสิบสาม!
อันดับยังเลื่อนขึ้นอย่างต่อเนื่อง!
นี่มันเกิดอะไรขึ้น
หานเจวี๋ยรีบสังเกตดูโลกเมฆาแดงทันที จำนวนผู้บำเพ็ญระดับรวมกายาและระดับฝ่าด่านเคราะห์ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันในช่วงหลายปีมานี้ ทั้งยังมีระดับมหายานปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผ่านไปไม่นาน หานเจวี๋ยก็จับตำแหน่งของพุทธะอาภรณ์ขาวได้
เจ้าหมอนี่กำลังเทศนาธรรมต่อผู้บำเพ็ญหลายพันคนบนเขาสูงลูกหนึ่ง ในผู้บำเพ็ญเหล่านี้ด้อยสุดก็คือระดับรวมกายา มีคนทะลวงอย่างไม่ขาดสาย
ไม่เพียงเท่านี้ แต่ยังมีผู้บำเพ็ญมาฟังอย่างต่อเนื่อง
มิน่าเล่าดวงชะตาของโลกเมฆาแดงถึงได้เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันเช่นนี้
ขณะที่ดวงชะตาของโลกเมฆาแดงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หานเจวี๋ยก็สามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจนว่าดวงชะตาของตนเองก็ทวีขึ้นด้วย
ตี้ไท่ไป๋เคยกล่าวไว้ อยากจะทะลวงจักรพรรดิเซียนจำเป็นต้องใช้ดวงชะตาที่แข็งแกร่งมาก
นี่ก็ไม่ใช่ว่าดวงชะตามาแล้วหรือ
หานเจวี๋ยรับรู้ถึงความทุกข์ของความสุข
ด้านหนึ่งเขากลัวโลกเมฆาแดงจะถูกคนจับจ้อง แต่อีกด้านก็อยากเสพสุขกับดวงชะตาที่เพิ่มอย่างฉับพลัน
‘ช่างเถอะ ช่างเถอะ
ฝึกฝนก่อนแล้วค่อยว่ากัน’
หานเจวี๋ยวางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง และเริ่มฝึกฝนต่อ
เขาเข้าใกล้ระดับเซียนทองวัฏจักรระยะปลายมากขึ้นทุกที หลังจากบรรลุระยะปลายแล้วก็ยิ่งเข้าใกล้ขั้นสมบูรณ์มากกว่าเดิม
บรรลุระดับเซียนทองขั้นสมบูรณ์แล้ว เช่นนั้นจักรพรรดิเซียนจะยังห่างไกลอีกหรือ
บรรลุจักรพรรดิเซียนก็เข้าใกล้ระดับเทพแล้วมิใช่หรือ
บรรลุระดับเทพแล้ว ต้าหลัวยังเป็นฝันอยู่อีกหรือ
หานเจวี๋ยสร้างแนวคิดการทำงานให้ตัวเอง ยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น
อารมณ์แห่งการต่อสู้ฮึกเหิม
ขณะที่หานเจวี๋ยยังบำเพ็ญตบะอยู่นั้น พลังวิญญาณฟ้าดินก็เพิ่มขึ้นตามดวงชะตามรรคาสวรรค์ที่เพิ่มขึ้น
สรรพชีวิตครึกครื้น!
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ดวงชะตาฟ้าดินเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้ทรงพลังในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นประกาศว่านี่คือพระมหากรุณาธิคุณของมรรคาสวรรค์
ยุคเจริญรุ่งเรืองที่ไม่เคยมีมาก่อนเข้ามาเยือน
ดูเหมือนว่าทุกๆ สองสามปีจะมีบุตรแห่งสวรรค์ปรากฏออกมาหนึ่งท่าน ซึ่งต่างก็มีบุคลิกลักษณะอันมีเสน่ห์แตกต่างกันไป
ฝ่ายมารเสื่อมถอย โลกแห่งการบำเพ็ญตบะต้อนรับการมาเยือนของยุคที่แข่งขันด้วยแสนยานุภาพ ไม่มีการต่อสู้ทางศีลธรรมและสัจธรรม มีแต่แข็งแกร่งและอ่อนแอเท่านั้น!
สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์กลับตรงกันข้าม ค่อนข้างสงบและไม่มีสำนักใดกล้ายุแหย่
เนื่องจากพุทธะอาภรณ์ขาวแสดงธรรมเทศนาในใต้หล้า จึงมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก มนุษย์ปุถุชนสร้างวัดและรูปปั้นเทวะของพุทธะอาภรณ์ขาวจำนวนไม่น้อย
ผ่านการเสวยสุขจากควันไฟในโลกมนุษย์ ดวงชะตาของพุทธะอาภรณ์ขาวก็เพิ่มขึ้นตลอดเวลา
…..
ยี่สิบแปดปีผ่านไป
อักขระสามแถวปรากฏขึ้นตรงหน้าขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกฝน
[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุสองพันปีบริบูรณ์ ชีวิตก้าวเข้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ขึ้นสวรรค์ทันที ชื่อเสียงสะเทือนไปทั่วแดนเซียน จะได้รับหินมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[สอง ยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว ยืดหยัดความตั้งใจเดิม จะได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
หานเจวี๋ยลืมตาด้วยความสงสัย
ชิ้นส่วนมหามรรคคือสิ่งใด
เขาเลือกยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วคราวทันที
[ท่านเลือกยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว ท่านได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ชิ้นส่วนมหามรรคหนึ่งชิ้น]
[ยินดีด้วยท่านได้รับพลังวิเศษ–แสงเทพเบญจธาตุ]
[แสงเทพเบญจธาตุ: พลังวิเศษบรรพกาล พลังโจมตีแข็งแกร่งมาก สามารถแย่งชิงของวิเศษของศัตรูได้ ใช้อำนาจบีบบังคับทำลายค่ายกลได้]
[ยินดีด้วยท่านได้รับชิ้นส่วนมหามรรค]
[ชิ้นส่วนมหามรรค: รวบรวมชิ้นส่วนมหามรรคเก้าชิ้น จะได้รับการสนองตอบจากมหามรรค ได้รับยอดมรรควิถี]
ยอดมรรควิถี?
ฟังดูยอดเยี่ยมมาก แต่ตอนนี้ต้องไม่มีประโยชน์อะไรอย่างแน่นอน
สมกับเป็นระบบที่ใช้เกมเป็นต้นแบบจริงๆ มีกลอุบายอยู่บ้าง
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ จากนั้นเลือกสืบทอดแสงเทพเบญจธาตุ
แสงเทพเบญจธาตุไม่ใช่พลังวิเศษมรรคกระบี่ หานเจวี๋ยใช้เวลาหลายวันถึงฝึกอย่างเชี่ยวชาญ
พลังวิเศษนี้แข็งแกร่งจริงๆ!
หานเจวี๋ยเปิดแบบจำลองการทดสอบ เขาใช้แสงเทพเบญจธาตุสู้กับพุทธะอาภรณ์ขาว
แม้ไม่สามารถสังหารได้ภายในเสี้ยววินาที แต่อาศัยเพียงพลังวิเศษนี้ ก็สามารถสังหารพุทธะอาภรณ์ขาวได้อย่างง่ายดาย
แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
หานเจวี๋ยตื่นเต้นมาก
เขาชอบพลังวิเศษที่มุทะลุดุดันเช่นนี้
แม้ว่าคุณสมบัติมรรคกระบี่ของเขาจะโดดเด่น แต่ใช่ว่าเขาจะรักกระบี่อย่างลึกซึ้ง
คุณสมบัติของเขาคือสุ่มออกมา ไม่ใช่สิ่งที่อยากได้ตั้งแต่เกิด
เพื่อเฉลิมฉลองที่ได้รับพลังวิเศษนี้ หานเจวี๋ยจึงนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู
เขาอ่านจดหมายหนึ่งรอบ ไม่ค้นพบว่าเกิดเรื่องราวใหญ่โตอะไร
หลังจากโม่จู๋และโม่ฟู่โฉวขึ้นสวรรค์แล้วก็ราบรื่นเป็นอย่างมาก ไม่เผชิญกับการโจมตีใดๆ
……
ใต้ทะเลเมฆา บนยอดเขาโดดเดี่ยวลูกหนึ่งที่แขวนอยู่บนท้องนภา
มีสิ่งก่อสร้างขนาดยักษ์หลังหนึ่งอยู่บนยอดเขา ไม่มีจุดสูงสุดของท้องนภา กำแพงล้อมรอบเป็นวงกลมราวกับลานประลองสัตว์ ทั้งสี่ด้านมีรูปสลักหินขนาดยักษ์ที่ดูดุร้ายตั้งอยู่
บนลานมีแท่นศิลาก้อนใหญ่ตั้งอยู่หนึ่งแท่น บุรุษเรือนร่างเปลือยเปล่าถูกมัดอยู่บนแท่นศิลา เขาก็คือฟางเหลียง
ฟางเหลียงผมยาวเป็นกระเซิง ฟกช้ำดำเขียวไปทั่วทั้งตัว
ผู้บำเพ็ญแต่ละคนยืนอยู่บนแท่นอัฒจันทร์ตรงขอบลาน แต่ละคนมีสีหน้าตื่นเต้นและแหงนหน้ารอคอย
บนกำแพงสูงทางด้านตะวันออกมีหออยู่หลังหนึ่ง ชายวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าหรูหรานั่งอยู่หน้ารั้ว ดวงตาคมกริบ
“ก็ไม่รู้ว่าเขาจะสำเร็จหรือไม่”
ดรุณีน้อยชุดเหลืองที่อยู่ข้างชายวัยกลางคนพูดพึมพำกับตัวเอง สายตาที่มองไปทางฟางเหลียงเต็มไปด้วยความกังวล
ชายวัยกลางคนกล่าวน้ำเสียงเยือกเย็น “เขาคือคนที่บรรพบุรุษเลือก ย่อมไม่อาจล้มเหลวได้ แต่อยากจะให้เขาโอนอ่อนสวามิภักดิ์พวกเรา ยังต้องลงแรงอีกมาก ซินเอ๋อร์เจ้ายอมแต่งกับเขาหรือไม่”
ได้ยินเช่นนี้ใบหน้างดงามของดรุณีน้อยในชุดสีเหลืองก็แดงก่ำ นางพยักหน้าอย่างขวยเขิน
ชายวัยกลางคนใบหน้าไร้ความรู้สึก เขามองไปทางฟางเหลียงที่อยู่ข้างล่างอีกครั้ง
“เจ้าเด็กนี่มีที่มาอย่างไรกันแน่ คาดไม่ถึงว่าจะทนต่อพลังเทพของบรรพบุรุษได้”
ชายวัยกลางคนลอบตกใจ สายตาที่มองฟางเหลียงเต็มไปด้วยความอิจฉา
แม้จะอิจฉาแต่เขาก็รู้ว่าต่อไปต้องเอาใจฟางเหลียง
ฟางเหลียงเป็นความหวังในการฟื้นฟูเผ่าพันธุ์ของพวกเขาขึ้นมาใหม่!
“อ๊าก อ๊าก อ๊าก…”
ฟางเหลียงที่ถูกมัดอยู่บนแท่นศิลาส่งเสียงคำรามแหลมและเศร้ากำสรดในฉับพลัน ราวกับสัตว์ร้ายในบุพกาล ผู้คนบนแท่นอัฒจันทร์ตกใจจนตัวสั่น
ฟางเหลียงเงยหน้าขึ้นในทันที ดวงตาทั้งคู่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย ดวงตาแนวตั้งดวงหนึ่งปรากฏบนหน้าผากอย่างไม่คาดคิด ด้านในเป็นลูกตาดำคู่แปลกประหลาด
……
เป็นเวลาสิบปีแล้วที่เขาได้รับแสงเทพเบญจธาตุ
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกฝนอยู่พลันรับรู้ถึงคลื่นพลังจิตของตี้ไท่ไป๋ที่ส่งออกมาจากป้ายมรรคาสวรรค์
เขานำป้ายมรรคาสวรรค์ออกมาทันที
“ฟางเหลียงศิษย์หลานของเจ้าหายตัวไปแล้ว” ตี้ไท่ไป๋เอ่ยปากกล่าว
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วถาม “ถูกวังปีศาจจับตัวไปหรือ”
ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านั้นฟางเหลียงได้รับถ่ายพลังจากผู้ทรงพลังหรอกหรืออย่างไร
เขาคิดว่ามีผู้ทรงพลังในวังสวรรค์ถูกใจฟางเหลียงเข้าเสียอีก
“ไม่ใช่ เขาออกไปฝึกประสบการณ์ข้างนอก จากไปหลายสิบปีแล้ว เลยขอบเขตเวลาที่เขาเคยรับรองไว้ ข้าให้เนตรหมื่นลี้และกรรณลมกรดไปสืบข่าว ก็หาร่องรอยของเขาไม่พบ” ตี้ไท่ไป๋กล่าวอย่างจนใจ
ศิษย์หลานของหานเจวี๋ยล้วนอดห่วงได้
มู่หรงฉี่ก็เช่นกัน เพิ่งเข้าร่วมวังสวรรค์ก็ลากยอดแม่ทัพเทพไปด้วยกันแล้ว
หานเจวี๋ยถาม “ฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์ก็หาไม่เจอหรือ”
“ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ นอกเสียจากจะอยู่ในขอบเขตดวงชะตาของวังสวรรค์”
“เอาเถอะ ข้ารู้แล้ว ขอบคุณท่านที่เป็นห่วง”
“เขาคือบุตรแห่งดวงชะตา มาถึงแดนเซียนแล้วดวงชะตาก็ไม่ด้อยลง บางทีคนดีต่างก็มีฟ้าดินคุ้มครอง”
“อืม”
หลังจากสิ้นสุดการติดต่อแล้ว หานเจวี๋ยเริ่มตรวจดูค่าความสัมพันธ์
รูปประจำตัวของฟางเหลียงยังคงอยู่
เขาตรวจอ่านจดหมายต่อ ไม่นานก็พบข่าวของฟางเหลียง
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านสืบทอดเนตรปีศาจฝันเฟื่อง เข้าสู่ระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่สำเร็จ]
‘เซียนสวรรค์ไท่อี่หรือ
จึ๊ๆ พุ่งทะยานเร็วดีนี่!’
หานเจวี๋ยวางใจในทันที ดูท่าฟางเหลียงจะไม่เป็นอะไรทั้งยังได้รับโอกาสวาสนาครั้งใหญ่ด้วย
ต่อให้จะกังวลไปก็ไม่มีประโยชน์ เขาไม่อาจไปหาฟางเหลียงที่แดนเซียนได้
พอถึงช่วงวิกฤตจวนตัวจริงๆ ฟางเหลียงก็ยังสามารถใช้วิชาอัญเชิญเทพเรียกเขาไปช่วยได้
บทที่ 230
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไปอย่างช้าๆ กาลเวลาราวกับม้าขาวลอดช่องว่าง ไปแล้วไม่หวนกลับ
เพียงแวบเดียวภาพเหตุการณ์ร้อยปีก็ผ่านไป
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงถึงระดับเซียนทองวัฏจักรระยะปลายแล้ว!
พลังเวทเพิ่มพูน พลังจิตถูกยกระดับ!
หานเจวี๋ยเข้าใจฟ้าดินอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น
แม้จะเป็นโลกมนุษย์ก็มีพลังที่จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็นอีกจำนวนมาก
อาทิเช่นดวงชะตา ผลกรรม และชะตาชีวิต
เมื่อเทียบกับสิ่งเหล่านี้แล้ว พลังแห่งกฎเบญจธาตุจัดอยู่ในสัจธรรมระดับล่าง
หลังจากทะลวงแล้ว หานเจวี๋ยก็ยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ของตนเอง ใช้เวลาอีกเกือบครึ่งปี
เขาเริ่มจำลองการทดสอบ
สู้กับเจียงอี้ สังหารภายในเสี้ยววินาที
สู้กับพุทธะอาภรณ์ขาว สังหารภายในเสี้ยววินาที
สู้กับจักรพรรดิสวรรค์ ถูกสังหารภายในเสี้ยววินาที
ศัตรูคนอื่นๆ ที่เคยพบเจอล้วนสังหารได้ภายในเสี้ยววินาที!
ดี!
ช่วงนี้ยังไม่พบเจอกับศัตรูที่มีกำลังพอฟัดพอเหวี่ยงกัน
จากนั้นหานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู และถือโอกาสตรวจสอบจดหมายไปด้วย
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x14002
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านได้รับอาวุธเทพของเทพสงคราม ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านถวายตัวเข้าร่วมราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ดวงชะตา ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าอสูร ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[หลงซั่นสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพปีศาจ ตกเข้าสู่แดนต้องห้ามอันธการ]
[เซียนเมฆาแดงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพปีศาจ ตัวตายมรรคผลสลาย]
……
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เซียนเมฆาแดงกลับตายลงแล้ว
เซียนเมฆาแดงมีบุญคุณในการประคับประคองหานเจวี๋ย ก่อนที่วังสวรรค์จะชำระล้างโลกมนุษย์ เขาได้แจ้งข่าวให้หลายครั้ง แม้กระทั่งยังยินดีดึงหานเจวี๋ยมาเป็นพวก แม้จะไม่ได้ช่วยเหลืออย่างแท้จริง แต่น้ำใจยังคงอยู่
หานเจวี๋ยจดจำเรื่องนี้ไว้ จะต้องแก้แค้นให้กับเซียนเมฆาแดง
หลายเดือนต่อมา การสาปแช่งเสร็จสิ้น หานเจวี๋ยนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาติดต่อกับตี้ไท่ไป๋ สอบถามว่าใครเป็นผู้สังหารเซียนเมฆาแดง
“ราชามังกรโฉดของวังปีศาจ ไม่ใช่แค่เซียนเมฆาแดงที่ตาย แต่องค์ชายหลงซั่นก็ไม่ทราบว่าอยู่ที่ใด วังปีศาจอันน่าสมควรตาย ไม่ยอมสงบสักที!”
ตี้ไท่ไป๋ตอบและกัดฟันกรอดๆ เขาเกือบจะหัวระเบิดเพราะเรื่องนี้แล้ว
เบื้องบนต้องรับมือกับความโกรธของจักรพรรดิสวรรค์ เบื้องล่างต้องปราบปรามศัตรูที่บรรดาเทพวังสวรรค์เกลียดชังและเคียดแค้นเช่นกัน
ราชามังกรโฉด?
หานเจวี๋ยจดจำชื่อนี้ไว้
“ช่วงนี้วังสวรรค์วุ่นวายอีกแล้วหรือ” หานเจวี๋ยถาม
ตี้ไท่ไป๋กล่าว “ไม่ถึงกับขนาดนั้น มักจะมีการกระทบกระทั่งกัน”
หานเจวี๋ยได้ยินก็วางใจในทันที
วังสวรรค์ไม่วุ่นวายเขาก็สามารถฝึกฝนได้อย่างสบายใจ
“ภายในวังสวรรค์จัดการเสร็จสิ้นแล้วหรือ” หานเจวี๋ยถามขึ้นอย่างสงสัย
เขาสังเกตเห็นว่าในค่าความสัมพันธ์มีรูปประจำตัวของเทพเซียนบางส่วนหายไป เพราะไม่ได้กดติดตามเป็นพิเศษ จึงไม่ปรากฏในจดหมาย
“พอประมาณแล้ว ฝ่าบาทดำเนินการรวดเร็วและเฉียบขาด ตอนนี้วังสวรรค์ควบแน่นเป็นเหล็กแผ่นหนึ่ง ฝ่าบาทยังเตรียมทำแผนการใหญ่สถาปนาเทพ เลือกเทพเซียนจากบรรดาสวรรค์หมื่นโลกา” ตี้ไท่ไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม
พูดถึงเรื่องนี้เขาก็ตื่นเต้นมาก
วังสวรรค์กำลังจะผงาด!
แผนการใหญ่สถาปนาเทพ?
หานเจวี๋ยรู้สึกถึงกลิ่นอายของนิยายเรื่องห้องสิน[1]
“โลกเมฆาแดงก็เข้าร่วมด้วยหรือ” หานเจวี๋ยถาม
“ไม่ผิด เจ้าก็เตรียมการไว้สักหน่อย บ่มเพาะบุตรแห่งสวรรค์จำนวนหนึ่ง อันดับของโลกเมฆาแดงในขณะนี้ไม่เลวเลย”
“ช่างเถอะ ข้ากลัวความยุ่งยาก หากพวกเขามีวาสนาอาศัยตัวเองก็ทำได้อยู่แล้ว”
“เอาเถิด”
ตี้ไท่ไป๋ตอบรับไปทีหนึ่ง ทั้งสองไม่พูดอะไรมากอีก และสิ้นสุดการสนทนาลง
หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งราชามังกรโฉด
อีกด้านหนึ่ง
ภายในพระราชวังเทียมเมฆา
ตี้ไท่ไป๋มองไปยังจักรพรรดิสวรรค์ที่อยู่เบื้องสูง ข้างพระวรกายของจักรพรรดิสวรรค์ยังมีบุรุษรูปงามชุดม่วงที่สง่าผ่าเผยและวีรอาจหาญยืนอยู่ท่านหนึ่ง
“ฝ่าบาท เขาไม่ชอบลาภยศจริงๆ พวกเราช่วยยกระดับโลกเมฆาแดงมากมายเช่นนี้ ทว่าเขายังไม่ยอมทุ่มเท” ตี้ไท่ไป๋กล่าวอย่างจนปัญญา
ที่เปิดเผยแผนการใหญ่สถาปนาเทพก็เป็นเพราะบัญชาจากจักรพรรดิสวรรค์
จักรพรรดิสวรรค์แย้มพระสรวลตรัส “ไม่เป็นไร เขาจะเข้าร่วมแน่นอน”
บุรุษชุดม่วงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เสด็จพ่อ ท่านเมื่อครู่นี้คือบุตรแห่งสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบพันปีของวังสวรรค์หรือพ่ะย่ะค่ะ”
“อืม หากเจ้ามีเวลาก็ไปเยี่ยมเยียนเฮ่าเอ๋อร์สักหน่อย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
บุรุษชุดม่วงตอบรับคราหนึ่ง ดูเหมือนจะไม่ชอบหลงเฮ่าเป็นอย่างมาก
ตี้ไท่ไป๋เอ่ยปากกล่าว “ฝ่าบาท ช่วงนี้กายเนื้อของจอมพลเสินเผิงมีบางอย่างผิดปกติ จำเป็นต้องระมัดระวัง”
“เราทราบแล้ว ดูท่านิกายเจี๋ยจะยังไม่ยอมแพ้จริงๆ”
“มีศิษย์นิกายเจี๋ยปรากฏตัวตามสถานที่ต่างๆ บนแดนเซียนมากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าอีกไม่นานพวกเขาก็จะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่”
“นิกายเจี๋ยเหมือนกับเผ่าจอมเวท ชะตากรรมสิ้นสุดไปแล้ว ไม่อาจสังหารกลับมาได้ ส่งเทพเซียนจำนวนหนึ่งจับตาดูพวกเขาโดยเฉพาะ”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
……
สาปแช่งราชามังกรโฉดทีเดียวสิบวัน อายุขัยของหายเจวี๋ยก็ลดลงหลายร้อยปี นับว่าทุ่มไปมาก
หานเจวี๋ยลอบคิดว่า ‘พี่ใหญ่เซียนเมฆาแดง ข้าพยายามอย่างถึงที่สุดแล้ว ต่อไปจะจับจ้องศัตรูของท่าน หากมีโอกาสพบเจอจะต้องสังหารเขาอย่างแน่นอน!’
การตายของเซียนเมฆาแดง เขาเพียงรู้สึกปลงอยู่บ้าง ไม่ได้เสียใจแต่อย่างใด
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเซียนเมฆาแดงไม่ได้ลึกซึ้งมากพอ หลังจากเซียนเมฆาแดงเลื่อนขั้นขึ้นไปแล้ว ทั้งสองก็ไม่ได้คบค้าสมาคมกันอีก
หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง เขามองไปทางอู้เต้าเจี้ยนและเอ่ยว่า “มรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สองฝึกสำเร็จแล้วหรือยัง”
อู้เต้าเจี้ยนพนักหน้า ดูเหมือนจะเรียบสงบแต่ดวงตากลับยิ้มหยี
“มานี่ ข้าจะถ่ายทอดขั้นที่สามให้เจ้า” หานเจวี๋ยตบเตียงไม้ข้างตัวกล่าว
อู้เต้าเจี้ยนรีบเดินเข้าไปในทันที
หลายวันต่อมา
อู้เต้าเจี้ยนเริ่มรู้แจ้งมรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สาม
หานเจวี๋ยมาที่ริมวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ลี่เหยายังอยู่ห่างจากโลกเมฆาแดงไกลโข แต่นางมาถึงแดนเซียนแล้ว
หลังจากมาถึงแดนเซียน นางหาสถานที่แห่งหนึ่งซ่อนตัวฝึกฝน แต่ไม่นานก็เผชิญกับการบุกรุกของราชาปีศาจ หลังจากสังหารราชาปีศาจแล้ว ถูกเทพปีศาจที่อยู่เบื้องบนของราชาปีศาจตามล่า ต้องระหกระเหินด้วยชีวิตที่ลำบากใจยากแค้นอีกครั้ง
สิ่งที่ลี่เหยาเผชิญทำให้หานเจวี๋ยดีอกดีใจกว่าเดิม
สรรพชีวิตบนแดนเซียนดุร้ายกว่าโลกมนุษย์มาก คำพูดไม่ถูกใจเพียงประโยคเดียวก็โจมตีสังหารได้ ตามล่าจนสุดหล้าฟ้าเขียว ไม่เหมาะสมกับการฝึกฝนเลย
หานเจวี๋ยใช้พลังจิตถ่ายทอดเสียงให้กับนาง และสอบถามขึ้นว่า “ยังสบายดีอยู่หรือไม่”
ไม่ได้ยินเสียงของหานเจวี๋ยนานแล้ว ตอนนี้ลี่เหยากลับรันทดใจอยู่บ้าง
นางระงับความตื่นเต้นกล่าวว่า “ผู้อาวุโส ข้ายังสบายดี”
หลังจากผ่านความทุกข์ทรมานด้วยความยากลำบากร้อยแปดพันเก้า โลกเมฆาแดงก็เป็นความหวังเดียวในใจนาง
สถานที่ที่อยู่ห่างจากความขัดแย้ง สามารถฝึกฝนได้อย่างสงบ สถานที่เช่นนั้นคือแดนสุขาวดีที่นางใฝ่หา
หานเจวี๋ยกล่าว “เจ้าสามารถเข้าร่วมกับวังสวรรค์ หาวิธีพบเจอกับตี้ไท่ไป๋ ให้เขาส่งเจ้ามาโลกเมฆาแดง เจ้าบอกเขาว่าข้าเป็นคนเชิญเจ้ามา”
ลี่เหยาวิ่งไปทั่วทุกที่เช่นนี้ มันช้าไปจริงๆ
ลี่เหยาเอ่ยถาม “นามของผู้อาวุโสคือ?”
“หานเจวี๋ย”
“ขอบคุณผู้อาวุโสมาก ข้าจะต้องเข้าร่วมวังสวรรค์โดยเร็ว”
เมื่อทราบว่าหานเจวี๋ยมีความสัมพันธ์กับวังสวรรค์ ลี่เหยาก็มั่นใจยิ่งกว่าเดิมว่าหานเจวี๋ยไม่หลอกนาง
ในโลกมนุษย์ เทพเซียนยังคงน่าไว้ใจมาก
หานเจวี๋ยก็ไม่ได้พูดอะไรมาก เขาตัดขาดการติดต่อของพลังจิตแล้วกลับไปฝึกฝนบนเตียงอีกครั้ง
……
เจ็ดปีต่อมา
พุทธะอาภรณ์ขาวมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาไม่ได้ดึงดันบุกรุกเข้ามา แต่กลับถ่ายทอดเสียงให้กับหานเจวี๋ยอยู่บนเมฆา
“สหายเต๋าซุนเฉวียน ออกมาคุยกันหน่อยได้หรือไม่” น้ำเสียงพุทธะอาภรณ์ขาวแฝงไปด้วยความเคารพนอบน้อม
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงตอบ “มีเรื่องใด”
“เกี่ยวกับแผนการใหญ่สถาปนาเทพ ข้าได้คัดเลือกบุตรแห่งสวรรค์มาหนึ่งร้อยท่าน คุ้มค่าต่อการบ่มเพาะ ท่านสามารถมาดูได้”
ได้ยินเช่นนี้หานเจวี๋ยก็รู้สึกปวดไข่
จะต้องเป็นการจัดการของจักรพรรดิสวรรค์อย่างแน่นอน!
หากบรรพชนพุทธมรรคาสวรรค์รู้ว่าลูกน้องที่ส่งออกไปทำงานให้กับศัตรู คาดว่าคงต้องกระอักเลือดเป็นแน่!
……………………………………….
[1] ห้องสิน (สำเนียงฮกเกี้ยน) หรือ เฟิงเฉิน (สำเนียงจีนกลาง) แปลว่า สถาปนาเทวดา เป็นนิยายจีนซึ่งประพันธ์ขึ้นในช่วงราชวงศ์หมิง เนื้อหาใช้ภาษาชาวบ้าน มีทั้งหมดหนึ่งร้อยตอน จัดพิมพ์ครั้งแรกราวทศวรรษที่ 1550 และจัดอยู่ในประเภทนิยายภูตผีปีศาจ