216-220
บทที่ 216
หานเจวี๋ยเร่งฝีเท้ามานั่งยองลงตรงหน้ามู่หรงฉี่ เขาใช้พลังจิตตรวจสอบกายเนื้อของมู่หรงฉี่ก่อนเป็นสิ่งแรก
ไม่ได้รับบาดเจ็บ
เช่นนั้นจิตดั้งเดิมก็เกิดปัญหาแล้ว!
เขาส่งพลังจิตเข้าไปในสมองของมู่หรงฉี่ ไม่นานนักเขาก็สอดส่องเห็นภาพที่น่าตกตะลึงภาพหนึ่ง
ฝนเลือดตกติดต่อกันหลายวัน ฟ้าดินมืดสลัว ร่างที่น่าสะพรึงกลัวหลายสิบร่างโรมรันกันกลางอากาศสูงลิ่ว กลิ่นอายที่น่ากลัวทำให้แผ่นดินใหญ่ถล่มทลายไม่หยุดหย่อน สายฟ้าที่นับจำนวนไม่หวาดไม่ไหวเชื่อมประสานฟ้าและดิน ดุจดั่งผืนฟ้าโกลาหลในยุคแรกเริ่ม ทั้งน่าพรั่นพรึงและสยดสยอง
หานเจวี๋ยมองเห็นร่างที่แผ่แสงเทพร่างหนึ่งในนั้น พลานุภาพแข็งแกร่งที่สุด
มือของเขากำทวนแสงสองเล่ม เท้าเหยียบเพลิงปฐพี รอบกายห้อมล้อมด้วยอัสนีสวรรค์ เหนือศีรษะมีกระถางสำริดใหญ่ใบหนึ่ง กำลังดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินทั้งแปดทิศ ก่อให้เกิดพายุคลั่งทำลายล้าง
เทพสงคราม!
แวบแรกที่หานเจวี๋ยมองเห็นเขา ก็นึกถึงคำนี้ทันที
ไม่ว่าศัตรูหลายสิบคนรอบด้านจะล้อมโจมตีอย่างบ้าคลั่งเพียงใด เขายังคงแกร่งกล้าไม่หวั่นไหว อานุภาพสยบศัตรูทั้งปวง
“ด้วยบัญชาแห่งข้า จงฟังมรรคาสวรรค์ ต่อสู้สังหารศัตรู!”
เสียงที่เผด็จการดังขึ้นตามมา สั่นสะท้านจิตใจผู้คน เสมือนเป็นเทพโบราณที่มาจากสายธารประวัติศาสตร์ยุคเริ่มแรก
ชั่วอึดใจเดียว อัสนีนับไม่ถ้วนก็ฟาดเปรี้ยงลงมา ส่องประกายฟ้าดิน แสงจ้าตาจนพลังจิตของหานเจวี๋ยถูกตัดขาด จิตรับรู้กลับคืนสู่โลกความจริงอีกครั้ง
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว จมอยู่ในภวังค์ความคิด
“อาจารย์ อาการของเขาเป็นอย่างไรบ้าง” ถูหลิงเอ๋อร์เอ่ยถาม คนอื่นๆ ก็มองมาที่หานเจวี๋ยอย่างตึงเครียดเช่นเดียวกัน
แม้แต่หลงเฮ่าก็ยังประหม่ามาก มู่หรงฉี่ถูกคอกับเขายิ่งนัก ตั้งแต่ฟางเหลียงจากไป ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนก็พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ถึงแม้จะห่างลำดับอาวุโส แต่มีความรู้สึกฉันพี่น้องที่ดีต่อกัน
สวินฉางอันที่อยู่ข้างกันพลันพูดขึ้นว่า “เขาอาจปลุกความทรงจำของอดีตชาติขึ้นมา มันกำลังผสานรวมเข้าด้วยกัน”
ความรู้สึกเช่นนี้เขาคุ้นเคยเหลือเกิน! เพียงแต่เขาไม่ได้ทุกข์ทรมานมากขนาดมู่หรงฉี่
“หือ? มู่หรงฉี่มีอดีตชาติด้วยหรือ” ราชามังกรสามหัวถามด้วยความประหลาดใจ
ไก่คุกรัตติกาลร้องขึ้นว่า “มิน่าเล่า! ข้ารู้สึกเสมอเลยว่าพรสวรรค์ของเจ้านี่ไร้เหตุผลสิ้นดี! ไม่ว่าท่านไก่จะไล่ตามแค่ไหนก็ตามไม่ทัน!”
ที่แท้มู่หรงฉี่ก็มีภูมิหลังที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ตอนนี้เขายังไม่เป็นอะไร รอให้เขาหายเองแล้วกัน”
คนที่เหลือเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ สงสัยกันว่าอดีตชาติของมู่หรงฉี่จะเป็นสถานะอะไร
ตำนานเรื่องเซียนกลับชาติมาเกิดมีอยู่ไม่น้อยในโลกมนุษย์
หานเจวี๋ยไม่ได้กลับไปที่ถ้ำเทวาเช่นกัน แต่นั่งอยู่ตรงหน้ามู่หรงฉี่และเฝ้ารออย่างอดทน
ผ่านไปสี่วันเต็มกว่ามู่หรงฉี่จะดีขึ้น
เมื่อเขาลืมตาขึ้นมา สิ่งแรกที่มองเห็นคือหานเจวี๋ย
เขามีสีหน้าสับสน ค่อยๆ เปิดปากเอ่ยว่า “อาจารย์ปู่… ”
หานเจวี๋ยพูด “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ที่นี่จะเป็นบ้านของเจ้าตลอดไป อยู่ที่นี่เจ้าไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น อยากพูดอะไรก็พูด และไม่จำเป็นต้องกังวลว่าข้าจะทนได้หรือไม่ อันที่จริงทุกอย่างเกี่ยวกับเจ้า ข้าเข้าใจหมดแล้ว”
ม่านตาของมู่หรงฉี่สั่นระริก สภาพจิตใจยิ่งซับซ้อนมากขึ้น
หานเจวี๋ยพูดติดตลกว่า “เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาจารย์ของเจ้ามีที่มาอย่างไร เขาเป็นโสมวิญญาณบรรพกาลของสำนักพุทธ เคยถูกพุทธาเทพสาปแช่ง ต้องประสบเคราะห์รักระหว่างกลับชาติมาเกิด ลำบากลำเค็ญจนไม่อาจบรรยายได้”
คำพูดดังกล่าวทำให้คนอื่นๆ อดเหลือบตามองไม่ได้
สวินฉางอันมีตัวตนนี้อยู่ด้วยหรือ
มิน่าเล่าเขาถึงได้หลงใหลเชี่ยนเอ๋อร์เหมือนคนบ้า
สวินฉางอันมีสีหน้าท่าทางเยือกเย็น สงบนิ่งไม่สะทกสะท้าน
ไก่คุกรัตติกาลดีใจ ตะโกนขึ้นว่า “ดูท่าทางข้าจะเป็นหงส์เพลิงจริงๆ! นายท่านไม่ได้โกหกข้า!”
ในเมื่อมู่หรงฉี่และสวินฉางอันต่างมีภูมิหลังยิ่งใหญ่ เช่นนั้นมันก็ต้องมีเหมือนกัน!
คนที่เหลือก็จินตนาการไปเรื่อยอย่างอดไม่ได้
มีใครบ้างไม่คาดหวังให้ตัวเองมีสถานะในอดีตชาติที่โดดเด่น?
มู่หรงฉี่เอ่ยปาก “อาจารย์ปู่ ในเมื่อท่านรู้ เหตุใดถึงยังรับข้าไว้อีก”
เขาไม่ได้ผ่าเผยฮึกเหิมเช่นเดิมอีกแล้ว ทั้งตัวดูห่อเหี่ยวมากอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ใช่ว่าเจ้าคุกเข่าเพื่อคารวะข้าตั้งนานหลายปีหรือ”
หานเจวี๋ยถามยิ้มๆ สีหน้าท่าทางสบายๆ
มู่หรงฉี่ตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกล่าวพลางยิ้มขมขื่น “เป็นข้าที่ทำให้อาจารย์ปู่พลอยเดือดร้อนไปด้วย”
หานเจวี๋ยแค่นเสียง “สิ่งที่ข้าพูดเมื่อครู่เจ้าฟังไม่เข้าใจหรือ ถ้าเจ้ายอมรับอาจารย์ปู่อย่างข้าคนนี้หนึ่งวัน ข้าก็จะปกป้องเจ้าหนึ่งวัน ต่อให้เป็นวังเทพข้าก็ไม่กลัว แค่ตั้งใจฝึกบำเพ็ญอยู่ที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน รอให้เจ้ามีทุนในการแก้แค้นก่อนค่อยบุกสังหารกลับไป”
“แต่ว่า…”
“แต่อะไร เจ้าคิดว่าข้าเหมือนมดปลวกตัวหนึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าวังเทพหรือ”
“ข้า…”
“ฝึกบำเพ็ญอย่างสงบใจเถอะ ถ้าวังเทพพบเจ้าเข้า ป่านนี้คงมานานแล้ว”
มู่หรงฉี่นิ่งเงียบไป
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างมีเลศนัย “เจ้าอาจเคยเก่งกาจมากในอดีตชาติ แต่อยู่ที่นี่ ตัวตนในชาติก่อนของเจ้าไม่ถือว่าโดดเด่น ยังมีคนที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าเจ้า”
มู่หรงฉี่อึ้งค้าง อดมองไปยังคนอื่นๆ ไม่ได้
คนที่เหลือก็มองหน้าสบตากัน
ไก่คุกรัตติกาลพูดอย่างลำพองใจว่า “นั่นเป็นเรื่องปกติ ท่านไก่เป็นถึงหงส์เพลิง ต้นกำเนิดของหงส์เพลิงคืออะไร พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่”
หลงเฮ่าเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “ศิษย์หลาน เจ้ากลัวอะไร วังเทพแข็งแกร่งมากนักหรือ ข้าคือโอรสจักรพรรดิสวรรค์! รอให้ข้าผงาดขึ้นมาก่อน…อย่างไรภายหน้าก็จะช่วยเจ้าล้างแค้น!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มู่หรงฉี่เผยรอยยิ้ม พูดอย่างทะนงตนว่า “ข้าไม่ได้กลัววังเทพเสียหน่อย ข้าแค่กลัวว่าพวกเจ้าจะเดือดร้อนไปด้วย ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้าลงมือหรอก วันหน้าข้าจะฉายเดี่ยวบุกสังหารวังเทพ ให้จักรพรรดิเซียนวังเทพดับสูญทั้งหมด!”
หานเจวี๋ยมองสำรวจเขาอย่างถี่ถ้วน รู้สึกว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก
ไม่ได้เปลี่ยนเป็นคนแปลกหน้าโดยสมบูรณ์ บางทีมู่หรงฉี่อาจแค่ได้รับความทรงจำมา นิสัยยังคงเป็นนิสัยในชาตินี้
“อาจารย์ปู่ ความสัมพันธ์ของท่านกับวังสวรรค์เป็นอย่างไรกันแน่” มู่หรงฉี่ถามขึ้นมาทันใด
หานเจวี๋ยกล่าวตอบ “ภายหน้าเจ้าอยากไปวังสวรรค์ก็ย่อมได้ ข้าสามารถคุยให้เจ้าได้”
มู่หรงฉี่เข้าใจความหมายเบื้องหลังคำพูดนี้
จากนั้นหานเจวี๋ยลุกขึ้นมา และกลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
คนทั้งหลายล้อมวงรอบๆ มู่หรงฉี่และเริ่มถามคำถามต่างๆ นานา ซึ่งทั้งหมดล้วนเกี่ยวกับอดีตของเขา
ทว่ามู่หรงฉี่ไม่ได้เปิดเผย เช่นเดียวกับสวินฉางอันที่ไม่ได้กล่าวถึงอดีตชาติของตน
……
อู้เต้าเจี้ยนตามหานเจวี๋ยเข้าไปในถ้ำเทวา ก่อนเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ “นายท่าน เขามีสถานะอะไรกันแน่ ท่านบอกข้าหน่อยปะไร ข้าจะไม่แพร่งพรายออกไปเด็ดขาด”
หานเจวี๋ยนั่งลงบนตั่ง บอกเรื่องราวของมู่หรงฉี่ที่เขาเข้าใจให้อู้เต้าเจี้ยนฟัง
หลังจากอู้เต้าเจี้ยนได้ยินก็อดตะลึงตาค้างไม่ได้
นางไม่คิดว่าสถานะตัวตนของมู่หรงฉี่จะยิ่งใหญ่ขนาดนี้
น่าตกใจเกินไปแล้วกระมัง!
หานเจวี๋ยพูดอย่างจริงจัง “เรื่องนี้ห้ามเปิดเผยให้ใครรู้ รวมถึงศิษย์สำนักซ่อนเร้นด้วย”
อู้เต้าเจี้ยนพยักหน้าแรงๆ นางเองก็เข้าใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น
[จักรพรรดินีปีศาจชิงชิวเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว]
จู่ๆ ก็มีตัวอักษรแถวหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าหานเจวี๋ย เขาขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้ รีบตรวจดูค่าความสัมพันธ์ทันที
[จักรพรรดินีปีศาจชิงชิว: ระดับเซียนทองไท่อี่ระยะปลาย หนึ่งในจักรพรรดินีปีศาจแห่งวังปีศาจ มารดาบังเกิดเกล้าของรัชทายาทเทียนเจ๋อ ด้วยทราบว่าท่านสังหารรัชทายาทเทียนเจ๋อ จึงเกิดความเคียดแค้นต่อท่าน ไม่ตายไม่ยอมเลิกรา ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว]
คิ้วของหานเจวี๋ยขมวดแน่นกว่าเดิม ผู้ที่ควรมาก็มาแล้ว
เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาทันใด จากนั้นเริ่มสาปแช่งจักรพรรดินีปีศาจชิงชิว
หลังจากสาปแช่งเป็นเวลาห้าวัน เขาก็สาปแช่งต่อ ถือโอกาสสาปแช่งศัตรูคนอื่นๆ ไปในตัวด้วย
‘พวกเจ้าน่ะ หากจะโทษก็โทษจักรพรรดินีปีศาจชิงชิวแล้วกัน!’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
หลายเดือนต่อมา หานเจวี๋ยยังไม่ทันสาปแช่งเสร็จสิ้น ในป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ก็มีระลอกคลื่นพลังจิตของตี้ไท่ไป๋ลอยออกมา
หานเจวี๋ยเริ่มเชื่อมต่อกับเขา
“ต่อไปอย่าออกจากอาณาเขตของวังสวรรค์” ตี้ไท่ไป๋กล่าวน้ำเสียงเคร่งขรึม
หานเจวี๋ยตอบรับไป
ล้อเล่นน่า เดิมเขาก็ไม่คิดจะออกไปอยู่แล้ว
ตี้ไท่ไป๋ถามว่า “เจ้าไม่สงสัยหรือว่าทำไม”
“ยังต้องถามอีกหรือ ต้องเป็นเพราะรัชทายาทเทียนเจ๋ออยู่แล้ว”
หานเจวี่ยพูดอย่างจนปัญญา คิดว่าตี้ไท่ไป๋สติเลอะเลือนไปแล้วหรือไม่
ตี้ไท่ไป๋ถอนหายใจ “ไม่ใช่แค่นั้น เกิดเรื่องที่น่ากลัวยิ่งกว่าขึ้นแล้ว”
บทที่ 217
“เป็นอะไรไป วังสวรรค์กำลังจะล่มสลายหรือ”
หานเจวี๋ยเอ่ยถามอย่างประหม่า เพียงเพราะเขาฆ่าบุตรจักรพรรดิปีศาจเนี่ยนะ
ตี้ไท่ไป๋กล่าวว่า “นั่นจะเป็นไปได้อย่างไร!”
หานเจวี๋ยรอให้เขาพูดต่อไป
ทว่า จู่ๆ เจ้าหมอนี่ก็เงียบไป
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
‘ตี้ไท่ไป๋เป็นอะไรไป
ตัดการเชื่อมต่อแล้ว?
คลื่นของวังสวรรค์ติดขัดขนาดนี้เชียวหรือ’
ผ่านไปสักพัก ตี้ไท่ไป๋ถอนหายใจอีกครั้ง กล่าวว่า “ไม่รู้ทำไมวังเทพถึงเริ่มเปิดศึกกับเผ่าเทพอีกาทอง วังปีศาจและสำนักพุทธเป็นพันธมิตรกันอีกครั้ง วังสวรรค์จะตกอยู่ในสภาวะถูกกระทำ ช่วงระยะเวลาต่อมา วังสวรรค์จะค่อนข้างยุ่งยากอยู่บ้าง แต่ว่าไม่เป็นไร ระดับเช่นนี้ในกาลเวลาเนิ่นนานก็ไม่ใช่ครั้งแรก”
หานเจวี๋ยอดคร่ำครวญถึงวังสวรรค์อย่างเงียบๆ ไม่ได้
ไม่ง่ายเลยกว่าจะทาบทามเส้นสายอย่างวังเทพได้ แต่วังเทพถึงกับปลุกปั่นเผ่าเทพอีกาทอง
บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับวังปีศาจ
แต่ไม่ว่าอย่างไร เรื่องพวกนี้ล้วนไม่ได้อยู่ในการควบคุมของหานเจวี๋ย
“จักรพรรดิปีศาจคงไม่มาหาเรื่องข้าหรอกกระมัง” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม
ตี้ไท่ไป๋กล่าว “บุตรแห่งจักรพรรดิปีศาจมีมากมาย แต่รัชทายาทเทียนเจ๋อไม่โดดเด่น จักรพรรดิปีศาจค่อนข้างไม่พอใจเขา จักรพรรดิปีศาจจะไม่พรวดพราดโผล่มาง่ายๆ วังปีศาจและสำนักพุทธเองก็ไม่มีทางที่จะเชื่อใจกันตลอดไป ขอเพียงเจ้าไม่ออกจากโลกเมฆาแดง ไม่ออกจากอาณาเขตวังสวรรค์ก็พอ”
หานเจวี๋ยอดที่จะค่อนแคะไม่ได้ “นี่เพิ่งผ่านไปไม่กี่ร้อยปี เป็นคนที่สองแล้วที่ต้องการชำระล้างโลกเมฆาแดง วังสวรรค์ไม่มีหน่วยลาดตระเวนใช่หรือไม่”
“มีสิ หลังจากนี้เราจะส่งแม่ทัพสวรรค์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไป”
“มหาจักรพรรดิเหยียนจวินเล่า หาพบหรือยัง”
“หาพบแล้ว กำลังรักษาอาการบาดเจ็บ”
“เช่นนั้นก็ดี”
หานเจวี๋ยไม่ได้ถามให้มากความว่ามหาจักรพรรดิเหยียนจวินเป็นอะไร เขาเป็นเพียงคนเล็กจ้อยไร้ชื่อ ไม่อยากพัวพันมากเกินไป
ตี้ไท่ไป๋ไม่ได้พูดคุยต่อ หลังจากตัดสัญญาณพลังจิต หานเจวี๋ยก็เริ่มเข้าฌานฝึกบำเพ็ญ
ไม่ว่าอย่างไร การพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเองถึงจะสำคัญ
หานเจวี๋ยคิดเช่นนั้น
ในชีวิตมนุษย์ ชีวิตก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตนเช่นนี้แหละ
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนเองเก็บตัวถ่อมตนมากพอแล้ว แต่ก็ยังประสบปัญหาเข้าจนได้
หากเขาสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ ไม่แน่ว่าอาจจะพบกับปัญหามากกว่านี้
ไม่มีผู้ใดสามารถไกลห่างจากทางโลกได้อย่างสิ้นเชิง และยิ่งไม่มีผู้ใดสามารถมีชีวิตที่สงบสุขไปได้ทั้งชาติ
ตั้งมั่นในมรรคจิต!
เพียงฝึกบำเพ็ญตามหนทางที่ผ่านมา!
…
วสันต์ผันผ่านยามสารทมาเยือน
ผ่านไปอีกสี่สิบปี
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงถึงระดับเซียนลึกล้ำวัฏจักรขั้นสมบูรณ์!
ระดับเซียนทองอยู่ตรงหน้าแล้ว!
ในใจหานเจวี๋ยรู้สึกตื่นเต้น
การทะลวงระดับครั้งนี้ เขาก็เฝ้ารอมาเนิ่นนาน นานกว่าการฝ่าด่านครั้งใดๆ
หลังจากทะลวงระดับแล้ว หานเจวี๋ยก็รีบหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาทันที เริ่มต้นเฉลิมฉลอง
ในเวลาเดียวกัน เขาตรวจดูจดหมาย ด้วยอยากรู้สถานการณ์ของเหล่าสหายในหลายปีที่ผ่านมานี้
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าเทพอีกาทอง] x12098
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x167782
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x237644
[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย หมู่เกาะเซียนมังกรเผชิญกับภัยพิบัติหนาวสะท้านที่ยากจะได้พบในรอบหลายหมื่นปี]
[โจวฝานสหายของท่านมุมานะอุตสาหะ มาถึงหมู่เกาะเซียนนัดสหาย]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านหยั่งรู้แก่นแท้ฟ้าดิน ปลุกพลังมหามรรคประจำตัว]
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการล้อมโจมตีจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจ] x15
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านฆ่าสังหารจักรพรรดิเซียน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
…
หานเจวี๋ยไล่อ่านลงมา เห็นว่าแดนบำเพ็ญค่อนข้างสงบสุข ทว่าแดนเซียนนั้นวุ่นวายจริงๆ
‘วังสวรรค์และวังปีศาจเริ่มเปิดศึกทำสงครามกันจริงๆ แล้ว ซ้ำยังเป็นศึกใหญ่!
นี่มันเกิดจริงยิ่งกว่ามหาอริยะผิงเทียนบุกอาละวาดวังสวรรค์ก่อนหน้านี้เสียอีก
ยอดแม่ทัพเทพโหดร้ายเช่นเคย ถูกจักรพรรดิเซียนสิบห้าองค์ล้อมไว้ ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ถึงขั้นยังสามารถโจมตีโต้กลับ’
หานเจวี๋ยสาปแช่งต่อไป หลังจากนั้นหลายเดือน ในที่สุดการสาปแช่งก็จบลง
เขาตั้งมั่นตบะต่อ เตรียมพร้อมการทะลวงระดับ
กล่าวกันว่าเมื่อทะลวงถึงระดับเซียนทองแล้วก็จะสามารถหยั่งรู้ผลกรรม คำนวณโชคชะตาได้ เข้าใกล้สู่ความเป็นอมตะ
หานเจวี๋ยยังคงตั้งตารอคอยระดับเซียนทองมากยิ่งนัก
เมื่อทะลวงถึงระดับเซียนทอง เขาก็อยู่ไม่ไกลจากจักรพรรดิเซียนแล้ว
แน่นอนว่าจักรพรรดิเซียนไม่ใช่เป้าหมายของหานเจวี๋ย
เขาต้องการเหนือกว่าระดับเทพ เหนือกว่าระดับต้าหลัว!
มีเพียงต้องแข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น ถึงจะมีชีวิตต่อไปได้ตลอด
ผ่านไปราวๆ เจ็ดปี
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็เริ่มการทะลวงระดับ
เขาไล่อู้เต้าเจี้ยนออกไป
อู้เต้าเจี้ยนเข้าใจว่าเขากำลังจะทะลวงระดับ จึงไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยแต่อย่างใด
เมื่อเหล่าลูกศิษย์ที่อยู่ใต้ต้นฝูซังเห็นนางออกมา คราแรกพวกเขาไม่ได้สนใจ แต่ยามที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พวกเขาจึงตระหนักได้ว่าหานเจวี๋ยกำลังทะลวงระดับ
มู่หรงฉี่กล่าวอย่างทอดถอนใจ “พรสวรรค์ของอาจารย์ปู่ช่างเหลือเชื่อจริงๆ อดีตชาติและชาตินี้ข้ายังไม่เคยเห็นบุคคลที่มีพรสวรรค์แข็งแกร่งกว่าเขาเลย”
นี่คือความจริง
ภพนี้ยามที่เขามาอยู่กับหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยยังไม่ถึงระดับเซียน
สวินฉางอันกล่าวยิ้มๆ “อันที่จริง ตัวตนของท่านอาจารย์นั้นลึกลับมาโดยตลอด บางทีเขาอาจจะเป็นผู้สูงส่งกลับชาติมาเกิดของแดนเซียนก็ได้”
ไก่คุกรัตติกาลกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ฮ่าๆๆ นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว นายท่านของข้าต้องน่าทึ่งมากอยู่แล้วสิ!”
“ข้ารู้สึกมาตลอดว่านายท่านหาใช่ธรรมดา” เจ้าใหญ่อีกาทองเอ่ยขึ้น
เจ้ารองก็พยักหน้าตามด้วย พวกมันไม่อาจลืมความน่าสะพรึงในตอนแรกที่ถูกหานเจวี๋ยสยบกำราบไว้ได้
ขณะที่ทุกคนพูดคุยกัน หานเจวี๋ยได้เข้าสู่จุดเชื่อมต่อสำคัญของการฝ่าด่านแล้ว
…
พระราชวังเทียมเมฆา เหล่าเทพเซียนรวมตัวกัน
จักรพรรดิสวรรค์ประทับบนที่นั่งบนสุด สีพระพักตร์ไร้ความรู้สึก
บรรยากาศในห้องโถงมาคุ แม้แต่ยอดแม่ทัพเทพก็ยังสีหน้าอึมครึม
“จักรพรรดิเซียนของวังปีศาจผู้นั้น ไม่มีใครฆ่าได้เชียวหรือ” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถาม
เหล่าเทพเซียนมองหน้าสบตากัน เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า
เทพยุทธ์จวี้หลิงเอ่ยอย่างเคร่งขรึม “ฝ่าบาท หรือว่าไม่อาจอัญเชิญเทพเหล่านั้นมาได้”
จักรพรรดิกล่าวอย่างใจเย็น “จักรพรรดิดารายี่สิบสี่คนกำลังเร่งเดินทางกลับมา ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยปราบปรามชายแดนฮุ่นตุ้น จะกลับมาก็ต้องใช้เวลาราวชั่วยาม”
เมื่อเหล่าเทพเซียนได้ยินก็พากันประหลาดใจ
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นข้าจะต่อสู้กับเขาอีกครั้ง แม้ว่าข้าจะฆ่าเขาไม่ได้ แต่เขาก็อย่าคิดจะฆ่าข้าเช่นกัน” ยอดแม่ทัพเทพเอ่ยปากกล่าว
เทพเซียนคนอื่นๆ พากันเอ่ยปากทัดทาน
“ไม่ได้นะ ทันทีที่ท่านลงมือ จักรพรรดิเซียนหลายสิบคนในวังปีศาจจะออกมาจากรัง พวกเขาอยากสังหารท่านใจจะขาด!”
“นั่นสิ วังปีศาจก็เห็นท่านเป็นหนามยอกอก!”
“ยอดแม่ทัพเทพท่านเพิ่งสู้ศึกใหญ่มา ไม่อาจกระทำการส่งเดช”
“วังสวรรค์ไม่สามารถสูญเสียยอดแม่ทัพเทพได้!”
ฟังคำของเหล่าเทพเซียน ยอดแม่ทัพเทพขมวดคิ้ว
หลักการเขาล้วนเข้าใจ แต่ตอนนี้วังสวรรค์ต้องการสักคนออกไปต้าน ไม่อย่างนั้นวังสวรรค์จะเสียหน้ายับเยิน
จี้เซียนเสินยืนอยู่ที่ปลายแถวสุดของแม่ทัพสวรรค์ ในใจเขาเลือดร้อนเดือดพล่าน อยากลุกขึ้นยืนเป็นอย่างมาก แต่จนใจที่ตบะของเขาอ่อนแอเกินไป
หากเขาแข็งแกร่งพอ นี่ก็คือโอกาสที่ทำให้เขาจะมีชื่อเสียงได้
จักรพรรดิสวรรค์เหลือบพระเนตรมองตี้ไท่ไป๋ กล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็ไปเชิญรัชทายาทเถิด”
รัชทายาท!
เหล่าเทพเซียนต่างฮือฮา!
ยอดแม่ทัพเทพหรี่ตาลง ตี้ไท่ไป๋โล่งเหมือนยกภูเขาออกจากอก
ตี้ไท่ไป๋ยิ้มกล่าวยิ้มๆ ว่า “รัชทายาทรอมานานแล้ว รอเพียงให้ฝ่าบาทเอ่ยปาก”
เซียนเฒ่าคนหนึ่งรีบร้อนถามขึ้นว่า “รัชทายาทไม่ได้อยู่ที่คุนหลุนหรือ”
“ยามที่เรากลับมาจากคุนหลุนก็พาเขากลับมาด้วย ยามนี้เขาอยู่ระดับจักรพรรดิน่าจะไร้คู่ต่อสู้” จักรพรรดิกล่าวอย่างใจเย็น
เหล่าเทพเซียนยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นไปอีก
บุตรแห่งจักรพรรดิสวรรค์มีมากมาย แต่มีคนหนึ่งที่เป็นตำนานของวังสวรรค์ ก่อนที่ยอดแม่ทัพเทพผงาดง้ำก็เป็นหน้าเป็นตาของวังสวรรค์
จี้เซียนเสินแอบสงสัยว่ารัชทายาทผู้นั้นแข็งแกร่งเพียงใดกัน ถึงกับทำให้เหล่าเทพเซียนตื่นเต้นขนาดนี้
…
สิบปีต่อมา
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงระดับสำเร็จ!
ระดับเซียนทองวัฏจักรระยะต้น!
เพิ่งทะลวง พลังเวทของหานเจวี๋ยก็เริ่มพุ่งทะยาน จิตวิญญาณของเขายิ่งเพิ่มระดับขึ้น จิตรับรู้กระโจนออกจากห้าธาตุ มายังพื้นที่ห้วงอากาศที่ขมุกขมัวแถบหนึ่ง
บทที่ 218
“ที่นี่คือ……”
หานเจวี๋ยมองไปรอบๆ ด้วยความสงสัย เขาส่งพลังจิตออกไป และราวกับจะมีพลังลึกลับซ่อนอยู่ในหมอกมืดสลัว
ในความมืด หานเจวี๋ยมองเห็นแม่น้ำสายหนึ่ง
แม่น้ำใหญ่ที่ควบแน่นหมื่นโลกาทั่วหล้า มองไม่เห็นแหล่งกำเนิด มองไม่เห็นปลายทาง
ภายในแม่น้ำใหญ่สายนี้ หานเจวี๋ยมองเห็นสรรพชีวิตจำนวนมาก มองเห็นความผันผวนของชีวิต แม้กระทั่งมองเห็นอดีตที่ผ่านมาของตนเอง รวมถึงภาพฉากส่วนหนึ่งที่ไม่คุ้นเคย บางทีอาจจะเป็นอนาคต
ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในสมองของหานเจวี๋ย
หรือนี่ก็คือแม่น้ำโชคชะตา
หานเจวี๋ยเหินไปทางแม่น้ำโชคชะตา ตอนที่เขาต้องการเห็นอนาคตของตัวเอง เขาในอนาคตที่อยู่ในแม่น้ำโชคชะตาก็พลันหันหน้ามามองเขาทันที
หานเจวี๋ยรู้สึกราวกับกำลังส่องกระจก
“อย่าก้าวก่ายอนาคต การเปลี่ยนแปลงผลกรรมเป็นตัวแปรที่ใหญ่ที่สุด”
หานเจวี๋ยที่อยู่ในแม่น้ำโชคชะตากล่าวประโยคนี้กับเขา
หานเจวี๋ยรีบถอนสายตากลับมาทันที ไม่สอดส่ายแอบมองอนาคตอีก
เขาหันกลับไปมองข้างหลัง เห็นแม่น้ำอีกสายหนึ่ง แม่น้ำสายนี้ลึกลับทว่างดงาม ราวภาพฝันดุจจินตนาการ
ทันใดนั้น ลำแสงเจิดจ้าสายหนึ่งก็พลันม้วนตลบเข้ามาอย่างรวดเร็ว แม้จะเป็นหานเจวี๋ยผู้ที่บรรลุระดับเซียนทองวัฏจักรก็ยังตอบสนองไม่ทัน
จิตดั้งเดิมของหานเจวี๋ยถูกโจมตี เวลาชั่วพริบตา เขาสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลและแข็งแกร่งที่เจาะเข้าไปในร่างกาย
พลังนี้แตกต่างจากพลังเวท สูงล้ำสุดหยั่งยิ่งกว่า
เพียงไม่นานหานเจวี๋ยก็เข้าสู่สภาวะลึกลับและซ่อนเร้น
รู้แจ้งฉับพลัน!
จิตดั้งเดิมของเขาเปล่งประกายแสงออกมา เป็นลำแสงที่มีสีเข้มที่เกือบจะดำมืด ดูราวกับความมืดที่อยู่รายล้อม แต่ดูไม่เข้าพวกอย่างเห็นได้ชัด
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ได้สติขึ้นมา เขาเชี่ยวชาญพลังบางอย่างแล้ว
[ยินดีด้วยท่านหยั่งรู้มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด]
[เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่ท่านหยั่งรู้มหามรรค ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
[สอง ได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกแรกเงียบๆ จากนั้นจึงเริ่มรู้แจ้งมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดอย่างถ้วนถี่
เขาคาดเดาว่าสาเหตุที่เขาสามารถรู้แจ้งมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดได้นั้นมีความเกี่ยวข้องกับวิชาวัฏจักรหกวิถีที่ฝึกบำเพ็ญมาโดยตลอด
พลังของมหามรรคแกร่งเกินกว่าพลังเวทมากโข!
หานเจวี๋ยไม่สามารถเข้าใจพลังนี้ได้ทั้งหมด เขาเพียงแค่ได้รับสืบทอดมาเท่านั้น
“เจ้าถึงกับรู้แจ้งมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดในระดับเซียนทองแล้ว เจ้าหนู ที่เจ้ากำลังฝึกนั้นคือวิชายุทธ์ของข้า!”
เสียงเรียบเย็นสายหนึ่งดังลอยเข้ามา ทำเอาหานเจวี๋ยตกใจขวัญสะท้าน
เขาหันหน้าไปมอง แต่กลับไม่เห็นเงาร่างใด
หานเจวี๋ยรู้สึกกังวล ไม่รู้ว่าควรจะออกจากที่นี่และกลับสู่กายเนื้อได้อย่างไร
‘หรือว่าดวงชะตาของทายาทของจักรพรรดิเซียนจะเป็นเรื่องจริง’
สีหน้าของหานเจวี๋ยแปลกประหลาด ในใจรู้สึกสับสนอยู่บ้าง
เหตุใดระบบถึงกำหนดตัวตนให้กับเขา
หานเจวี๋ยเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “ผู้อาวุโส?”
เขาไม่ได้รับคำตอบกลับมา
ไม่ได้ยินเสียงนั้น
หลังจากนั้นไม่นาน หานเจวี๋ยก็พลันรู้สึกได้ถึงพลังผลักไสที่แข็งแกร่งหอบหนึ่ง ดันเขาออกจากพื้นที่มืดมิดผืนนี้
เมื่อกะพริบตาอีกครั้ง หานเจวี๋ยกลับเข้าสู่กายเนื้อแล้ว
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 1681/12,399,999,999]
[เผ่าพันธุ์: มนุษย์เซียน (กายดาราอนธการ)]
[ตบะ: ระดับเซียนทองวัฏจักรระยะต้น]
[วิชายุทธ์: วิชาวัฏจักรหกวิถี (สามารถสืบทอดได้)]
[มหามรรค: มหามรรคเวียนว่ายตายเกิด]
[วิชาเวท: ดรรชนีกระบี่เทพ ย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้น สามกระบี่แยกเงา (ไร้เทียมทาน) ตราประทับเก้ามังกรขจัดมาร มหาวายุอัสนี วิชาเทพวายุ วิชาเผยโฉม]
[พลังวิเศษ: พลังดูดวิญญาณหกสาย กระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจ ค้ำฟ้าเสมือนพสุธา เมฆตีลังกา (ขั้นไท่อี่) พลังเทพหมื่นกระบี่ คำสาปตถาคต ตราประทับหกวิถี ปราณกระบี่ฟ้าดิน (ไท่อี่) ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ (ไท่อี่) ภูษาเอกภพ ประตูวัฏจักร วิชาอัญเชิญเทพ สามเศียรหกกร มหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่ (กฎกรรม) เนตรเทพสังสารวัฏ ร่างแยกวัฏจักร]
[อาวุธเวท: …]
…
อายุขัยหนึ่งหมื่นสองพันสามร้อยล้านปี!
นี่ยาวนานยิ่งกว่าชีวิตของโลกในอดีตชาติเสียอีก!
หานเจวี๋ยจิตใจเบิกบาน
เขาตั้งมั่นตบะต่อไป
ผ่านไปสามปีเต็มๆ ตบะของเขาจึงมั่นคง เขาเรียกอู้เต้าเจี้ยนเข้ามา จากนั้นจึงหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งศัตรู
หลายเดือนต่อมา หานเจวี๋ยเริ่มพัฒนาพลังวิเศษมรรคกระบี่ของตน และกลับมาที่แม่น้ำมรรคกระบี่อีกครั้ง เขาก็รู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก
สิ่งแรกที่หานเจวี๋ยจะยกระดับคือไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ
เมื่อเดินผ่านหลิวเป้ย หลิวเป้ยก็พยักหน้าให้เขาเล็กน้อย
หานเจวี๋ยเดินต่อไปข้างหน้า คราวนี้ เขาต้องการดูว่าพลังวิเศษของตนเองจะเหนือกว่าไท่อี่ได้หรือไม่!
ระหว่างทางมุ่งไปข้างหน้า หานเจวี๋ยไม่รู้สึกถึงแรงกดดันเลยสักนิด กระทั่งเขาข้ามผ่านขีดจำกัดก่อนหน้านี้ของตนเองก็ยังคงไม่รู้สึกกดดันแต่อย่างใด
หลังจากทะลวงถึงระดับเซียนทอง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเปลี่ยนไปจริงๆ
เงาร่างที่มุ่งหน้าไปตามทางเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดัน แต่ยังสามารถทนไหว เขาจึงเดินหน้าต่อไป
ทันใดนั้นเอง เขาเห็นร่างสีม่วงสายหนึ่ง ไม่รู้ว่าปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไร เดินเคียงไหล่มุ่งหน้าไปกับเขา
ฝีเท้าของเจ้าหมอนี่ยังคงเร่งขึ้น พยายามแซงหน้าหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเร่งฝีเท้าตาม
หลังผ่านไปร้อยก้าว ทั้งคู่ก็ชะลอฝีเท้าลง
“ฮึ!”
เสียงแค่นเย็นเยียบสายหนึ่งดังลอยเข้ามา คาดว่าคงมาจากร่างสีม่วงนั่น
หานเจวี๋ยไม่ตอบสนอง เพ่งสมาธิมุ่งไปข้างหน้า
[เจียงอี้เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
หานเจวี๋ยเพิกเฉยต่อข้อความที่แจ้งเตือนอยู่ตรงหน้า กลับไปค่อยตรวจดู
มุ่งหน้าต่อไป!
ไม่รู้ว่าเขาก้าวไปข้างหน้านานเพียงใดแล้ว รอบกายไม่มีเงาร่างอื่นอีก เบื้องหน้ามีเพียงร่างสีม่วงสายนั้น เจียงอี้
คนชื่อเจียงอี้ผู้นี้มีของอยู่บ้าง กลับเดินได้เร็วกว่าหานเจวี๋ยเสียอีก
หานเจวี๋ยรู้สึกหนักอึ้งในใจ จวนจะเดินไม่ไหว ในความมืดมิด เขารู้สึกว่ามีห่วงที่มองไม่เห็นอยู่บนร่างกายของเขา
เขาจะต้องหลุดพ้น!
หานเจวี๋ยกัดฟันยืนหยัด
จู่ๆ เจียงอี้ก็หยุดลง หันกลับมาและเอ่ยว่า “เบื้องหน้าก็คือระดับจักรพรรดิ ท่านจะไปต่อหรือไม่”
ระดับจักรพรรดิ?
แววดีใจวาบขึ้นในดวงตาของหานเจวี๋ย ในที่สุดก็ใกล้จะถึงแล้ว!
แม้ว่าเขาจะรู้สึกกดดันมาก แต่ก็ยังไม่ถึงจุดสะท้อนกลับ
“ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว!”
หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ น้ำเสียงสบายๆ
เจียงอี้เอ่ยถามว่า “ใต้เท้าเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์จากที่ใด”
หานเจวี๋ยตอบกลับ “วังสวรรค์ ซือหม่าอี้”
เจียงอี้จำชื่อนี้ไว้และไม่กล่าวอะไรอีก
หานเจวี๋ยก้าวย่างแสนลำบาก ร่างกายเริ่มสั่นเทิ้ม
เขาเริ่มทำเค้นพลังสุดแรงเกิด พยายามหลุดพ้นจากพันธนาการบนร่างกาย
ตู้ม!
หานเจวี๋ยรู้สึกเพียงว่าทุกอย่างที่อยู่ข้างหน้าล้วนแตกระเบิด
…
แดนเซียน บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
สายฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนพลันเกี่ยวพันกัน บดบังแสงที่ส่องสว่างบนวังสวรรค์
ภายในพระราชวังเทียมเมฆา จู่ๆ จักรพรรดิสวรรค์ก็ขมวดคิ้วเอ่ยพึมพำ “ระดับจักรพรรดิ?”
เขารีบสังเกตการณ์วังสวรรค์ทันที และพบว่าไม่มีใครกำลังฝ่าด่านเคราะห์
ไม่ใช่การทะลวงขอบเขตพลังหรอกหรือ
หรือจะเป็นพลังวิเศษระดับจักรพรรดิ
จักรพรรดิสวรรค์เริ่มส่งพลังจิตไปยังหมื่นโลกมนุษย์เบื้องล้างวังสวรรค์ ความคิดเดียวกวาดผ่าน สรรพชีวิตทั้งปวงก็อยู่ในสายตา
เพียงไม่นาน สายตาของเขาก็จับจ้องไปยังโลกเมฆาแดง
กลิ่นอายนี้…
หานเจวี๋ย!
“เจ้าหนูนี่ได้หยั่งถึงพลังวิเศษระดับจักรพรรดิแล้ว?” ดวงพระเนตรของจักรพรรดิสวรรค์ฉายแววดีพระทัย
หานเจวี๋ยทำให้เขาประหลาดใจไม่หยุดจริงๆ ทำให้เขาพอใจมากขึ้นเรื่อยๆ
เขาโบกแขนฉลองพระองค์ทันที บดบังกลไกสวรรค์ เลี่ยงไม่ให้ผู้ใดคาดเดาได้ว่าเป็นหานเจวี๋ย ด้วยว่าจะสร้างปัญหาให้หานเจวี๋ย
หลายเดือนต่อมา
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน เบื้องหน้าหานเจวี๋ยปรากฏอักขระขึ้นสามบรรทัด
[ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิพลังวิเศษของท่านพัฒนาถึงระดับจักรพรรดิ]
[เนื่องจากท่านรู้แจ้งพลังวิเศษระดับจักรพรรดิเป็นครั้งแรก ท่านจะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[ยินดีด้วยท่านได้รับยอดสมบัติไท่อี่ชั้นสุดยอด–กระบี่พิฆาตเทพ]
บทที่ 219
[กระบี่พิฆาตเทพ: ยอดสมบัติไท่อี่ชั้นสุดยอด สมบัติแห่งความชั่วร้ายมรรคาสวรรค์ ฆ่าศัตรูโดยไม่สร้างกฎกรรม สามารถดูดซับความโกรธแค้นฟ้าดินเพื่อนำมาใช้เองได้]
หานเจวี๋ยอ่านข้อมูลของกระบี่พิฆาตเทพแล้ว รู้สึกว่าไม่เลว
เขาหยิบกระบี่พิฆาตเทพออกมาทันที เริ่มทำให้มันจดจำเจ้าของ
ใบมีดของกระบี่พิฆาตเทพเป็นสีดำ ดูท่าทางชั่วร้ายอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแกะสลักบนฝักกระบี่ ราวกับว่าปีศาจชั่วกำลังแยกเขี้ยวกางกรงเล็บ
หานเจวี๋ยเก็บกระบี่พิฆาตเทพไว้อย่างดี จากนั้นก็เข้าฌานหยั่งถึงมรรคกระบี่ต่อไป
เขาต้องการเพิ่มระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ทั้งหมดของตนสู่ระดับจักรพรรดิ
เพียงพริบตา เวลาก็ผ่านไปอีกเจ็ดปี
หานเจวี๋ยได้พัฒนาตัวเองครบทุกด้านแล้ว ความแข็งแกร่งของเขายกระดับจนถึงขีดจำกัดของตอนนี้
เขาเริ่มจำลองการทดสอบ
ตี้ไท่ไป๋ ปลิดชีพในฉับพลัน!
มหาจักรพรรดิเหยียนจวิน ปลิดชีพในฉับพลัน!
จักรพรรดิสวรรค์ ปลิดชีพในฉับพลัน!
จอมพลเสินเผิง ปลิดชีพในฉับพลัน!
รัชทายาทเทียนเจ๋อ ปลิดชีพในฉับพลัน!
เสียงหลงฝัว ปลิดชีพในฉับพลัน!
หานเจวี๋ยลืมตา กล่าวโดยรวมแล้ว เขายังรู้สึกพอใจมากทีเดียว
ระดับล่างจักรพรรดิเซียนลงไปในตอนนี้ น่าจะไม่มีใครสามารถฆ่าเขาได้!
แต่เมื่อคิดว่าตนได้ล่วงเกินจักรพรรดินีปีศาจแห่งวังปีศาจไป เขาก็ตื่นตัวอีกครั้ง
‘ไม่ได้! หากสู้ไม่ชนะจักรพรรดิเซียน จะถือว่าแข็งแกร่งได้อย่างไร’
หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ และยับยั้งความรู้สึกภาคภูมิใจ
เขาหยิบหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ออกมา เริ่มยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้าย
ไม่เหมาะสมที่จะยกระดับกระบี่พิฆาตเทพ สมบัติที่ดุร้าย ง่ายต่อแว้งกัดเจ้าของ
เพิ่มให้หนังสือแห่งความโชคร้ายนั้นจะดียิ่งนัก ซ้ำยังสามารถต่อสู้กับศัตรูต่อไปได้
หานเจวี๋ยชอบฆ่าศัตรูก่อนที่ศัตรูจะซุ่มโจมตีเข้ามา
ถ้าไม่ออกแรงได้ ก็พยายามที่จะไม่ออกแรง
อู้เต้าเจี้ยนสงสัยในพฤติกรรมของหานเจวี๋ย
‘นั่นไม่ใช่หนังสือธรรมดาเล่มหนึ่งหรอกหรือ
หรือว่านายท่านโกหกนาง’
หานเจวี๋ยไม่สนใจอู้เต้าเจี้ยน เขาใช้เวลาหลายวันกว่าจะยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้ายสำเร็จ
[หนังสือแห่งความโชคร้ายของท่ายกระดับเป็นสมบัติวิญญาณมรรคจักรพรรดิ]
หลังจากหานเจวี๋ยอ่านจบก็ตกตะลึง ดูเหมือนว่ากำไลเบญจธาตุวัชระจะแข็งแกร่งกว่า เพราะมันเป็นยอดสมบัติมรรคจักรพรรดิ
สมบัติวิญญาณมรรคจักรพรรดิ ยอดสมบัติมรรคจักรพรรดิ นี่ก็คือระดับเหนือกว่ายอดสมบัติไท่อี่ชั้นสุดยอด
หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้คิดมาก เริ่มสาปแช่งศัตรู
อายุขัยจะเริ่มลดลงหลังจากสาปแช่งไปห้าวันเช่นเดิม
หานเจวี๋ยตั้งใจจะสาปแช่งศัตรูทุกคนเป็นเวลาห้าวัน โดยที่ตนเองไม่ถูกลดอายุขัย
ในระหว่างการสาปแช่งนั้น หานเจวี๋ยเปิดจดหมายเพื่อตรวจสอบ
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ตี้ไท่ไป๋สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x5631
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x49323
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านกลืนกินวิญญาณมารในยามต่อสู้ สายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากตี้หงเย่สหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จั้งกูซิงสหายของท่านเผชิญกับการซุ่มโจมตีจากจักรพรรดิเซียนวังเทพ]
[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย นักพรตเต๋าตันชิงมรรคจิตแตกสลาย สภาวะจิตไม่แน่ชัด]
…
วังสวรรค์และวังปีศาจยังคงต่อสู้กัน แต่ดูท่าทางแล้ววังสวรรค์เริ่มจะได้เปรียบ และจำนวนครั้งในการถูกโจมตีไม่ได้เกินจริงเหมือนเมื่อก่อน
ตรงกันข้ามวังเทพกลับน่าสังเวช โดยเฉพาะจักรพรรดิเทพกระบี่
ก็ไม่รู้ว่าวังเทพไปล่วงเกินเผ่าเทพอีกาทองอย่างไร
หานเจวี๋ยพลันรู้สึกว่าเผ่าเทพอีกาทองไม่ได้ด้อยกว่าวังเทพ ถึงขั้นที่อาจจะแข็งแกร่งกว่าเล็กน้อย
“นายท่าน ลี่เหยาถูกไล่สังหารอีกแล้ว” อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยขึ้นในทันใด
นางเข้าฌานข้างวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า เมื่อหันหน้าไปก็สามารถมองเห็นผิวน้ำได้
หานเจวี๋ยสาปแช่งไปพลางเอ่ยถามว่า “สถานการณ์เป็นอย่างไร”
อู้เต้าเจี้ยนตอบกลับว่า “พอไหวอยู่กระมัง พวกเขาล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง”
หลังจากผ่านไปนานหลายปีเพียงนี้ ลี่เหยาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยไม่ได้ถามคำถามใดๆ เพิ่มเติม ในเมื่อลี่เหยาไม่เป็นไร เช่นนั้นเขาก็คร้านจะสนใจ
อู้เต้าเจี้ยนกลับมองดูอย่างออกรสออกชาติ
หกเดือนต่อมา หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง ฝึกบำเพ็ญต่อไป
ไม่กี่วันต่อมา จู่ๆ สิงหงเสวียนก็กลับมา
หานเจวี๋ยให้อู้เต้าเจี้ยนออกไป เพื่ออยู่กันตามลำพังกับสิงหงเสวียน
“ท่านพี่ พักนี้ฝึกบำเพ็ญเป็นอย่างไรบ้าง” สิงหงเสวียนนั่งลงข้างๆ หานเจวี๋ยและเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ก็เรื่อยๆ แล้วเจ้าเล่า”
ไม่ได้เจอกันตั้งนานหลายปี หานเจวี๋ยก็ค่อนข้างคิดถึงนางอยู่เช่นกัน
สิงหงเสวียนยิ้มละไมและพูดว่า “ข้าก็ไม่เลวเหมือนกัน ช่างเถิด อย่าพูดพล่ามมากนัก มาเริ่มกันก่อนแล้วกัน!”
หานเจวี๋ย “…”
ทั้งสองเริ่มกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน
หนึ่งเดือนกว่า พวกเขาจึงหยุด
หลังจากสิงหงเสวียนแต่งกายใส่เสื้อผ้าอาภรณ์เรียบร้อย ก็เริ่มพูดถึงประสบการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ถึงจะเสี่ยงอันตราย แต่โดยรวมแล้วก็ถือว่าราบรื่นเรียบร้อยดี
ตบะของสิงหงเสวียนอยู่ในระดับสุญตาแล้ว นางเองก็พอใจกับความก้าวหน้าในตบะของตนมาก
“ท่านพี่ ขอบเขตพลังของท่านสูงกว่าข้ากี่ระดับหรือ” สิงหงเสวียนถามอย่างสงสัยใคร่รู้
หานเจวี๋ยกล่าวพึมพำว่า “ข้าขอนับก่อน แปดหรือเก้าระดับกระมัง”
สิงหงเสวียน “…”
หลายวันต่อมา สิงหงเสวียนก็จากไป
ครั้งนี้สิงหงเสวียนก็มอบสมบัติให้หานเจวี๋ยเช่นกัน แต่น่าเสียดาย หานเจวี๋ยล้วนไม่ชายตามองเสียด้วยซ้ำ ตรงข้ามเขากลับถ่ายทอดพลังวิเศษให้นางแทน
วันเวลากลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
สิ่งที่หานเจวี๋ยวาดหวังไว้มากที่สุดคือกาลเวลาสงบสุข ไร้กังวล และไม่ถูกคนรบกวน
การที่สามารถรับรู้การเติบโตในตบะของตัวเองทุกวัน กลับไม่น่าเบื่อหน่ายนัก
เหล่าศิษย์สำนักซ่อนเร้นเริ่มประคองไม่อยู่
หลังจากที่โจวหมิงเยวี่ยได้รับความยินยอมจากหานเจวี๋ย ก็ลงเขาไปฝึกฝน
ถูหลิงเอ๋อร์ก็เริ่มท่องเดินทางไปทั่วแดน
ใต้ต้นฝูซังเหลือเพียงสวินฉางอัน หลงเฮ่า ราชามังกรสามหัว ไก่คุกรัตติกาล อีกาทองสองตัว ฉู่ซื่อเหรินและมู่หรงฉี่ที่ยังคงฝึกบำเพ็ญอยู่
ราชามังกรสามหัวมองไปทางไก่คุกรัตติกาล เอ่ยถามว่า “ชีวิตนี้เจ้าไม่คิดจะออกไปเที่ยวเล่นบ้างหรือ”
ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยอย่างดูแคลน “ข้างนอกมีอะไรให้น่าไปเที่ยวเล่นนัก!”
“สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็ออกไปแล้ว ด้วยตบะของเจ้า น่าจะไม่มีอันตรายกระมัง”
“ไม่ไป เจ้าหมานั่นเดาว่าคงตายไปแล้ว”
“เจ้ากลัวใช่หรือไม่”
“กลัวอะไร”
“กลัวโลกภายนอกน่ะสิ”
ไก่คุกรัตติกาลถึงกับนิ่งเงียบหลังจากได้ยินเช่นนี้
คนอื่นๆ ก็อดลืมตาขึ้นไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าไก่คุกรัตติกาลที่เวลาปกติมักวอนโดนต่อยจะถึงกับหวาดกลัวโลกภายนอก
หากลองคิดดีๆ ก็จริง มันก็ไม่เคยลงจากเขามาก่อนเลย
ไก่คุกรัตติกาลพูดอย่างอับอายพานโกรธเคือง “ท่านไก่จะกลัวได้อย่างไร! ก็แค่ยังไม่ถึงเวลา!”
น่าเสียดาย ไม่มีใครเชื่อ
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘ไก่คุกรัตติกาลนี่…
กลัวสังคม?
หรือว่าก่อนหน้านี้ตนข่มขวัญมันร้ายแรงเกินไป’
ยามนี้ไก่คุกรัตติกาลอยู่ในระดับรวมกายา ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากระดับฝ่าด่านเคราะห์มากนัก ตบะเช่นนี้เดินเหินในโลกมนุษย์ ยากจะเผชิญกับอันตราย
อย่างไรก็ตามมันได้รับการสืบทอดมากมายจากหานเจวี๋ย สู้กับยอดผู้บำเพ็ญระดับฝ่าด่านเคราะห์ทั่วไปล้วนไม่ใช่ปัญหา
“หลังจากนี้รอให้ถึงระดับมหายานค่อยบีบบังคับให้ออกไปเที่ยวเล่น”
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ
ตอนนี้เขาถือโลกเมฆาแดงเป็นเสมือนบ้าน เดินเล่นรอบบ้านหน่อยก็ไม่เห็นเป็นไร
…
สิบสามปีต่อมา
ตี้ไท่ไป๋มาเยี่ยมเยียน ครั้งนี้เขามาด้วยตนเอง
หานเจวี๋ยจำต้องบอกให้อู้เต้าเจี้ยนออกไปอีกครั้ง เพื่ออยู่กับตี้ไท่ไป๋เพียงลำพัง
ตี้ไท่ไป๋สังเกตเห็นวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้ารวมถึงดอกพลับพลึงแดงที่อยู่ข้างๆ กัน
ดอกพลับพลึงแดงเติบโตขึ้นมาก เริ่มเร่งผลิตไอเซียนแล้ว
‘เจ้าหนูนี่กลับมีสมบัติไม่น้อยเลย’
ตี้ไท่ไป๋คิดเงียบๆ เขาไม่ได้เอ่ยถาม ทุกคนล้วนมีความลับของตน
“วังปีศาจเริ่มล่าถอยแล้ว ตบะของเจ้าเป็นอย่างไร” ตี้ไท่ไป๋เอ่ยถาม
ขอบเขตพลังของหานเจวี๋ยยังคงติดอยู่ในระดับเซียนแท้ ในมุมมองของตี้ไท่ไป๋ เจ้าหมอนี่แล่นแง่ จงใจลดระดับขอบเขตพลัง ไม่ใช่ตบะที่แท้จริง
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างลังเล “ยังพอไหวกระมัง ใกล้ถึงระดับเซียนทองแล้ว”
ตี้ไท่ไป๋กล่าวกล่าวทอดถอนใจ “ความเร็วในการทะลวงของเจ้าเร็วมากจริงๆ อีกไม่นานก็จะสามารถเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ในวังสวรรค์ได้แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หานเจวี๋ยก็ยิ่งสับสนมากขึ้น
บทที่ 220
“ข้าซ่อนตัวฝึกบำเพ็ญอยู่ที่นี่ต่อไปได้หรือไม่ เว้นแต่เพียงวังสวรรค์จะเกิดปัญหา ข้าไม่อยากวุ่นวายเกินไป” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจนใจ
เขาไม่อยากไปวังสวรรค์จริงๆ
ในที่ที่มีผู้คนย่อมมียุทธภพ และในยุทธภพก็มีความซับซ้อนมากความ หานเจวี๋ยไม่อยากสิ้นเปลืองพลังงานในการจัดการมัน
แม้ว่าเขาจะเลือกปลีกตัวอยู่อย่างสันโดษ แต่ก็มีปัญหาอยู่ดี
ใช่ว่าอยู่ห่างไกลจากปัญหาแล้วจะไม่มีปัญหา
ตี้ไท่ไป๋กล่าวอย่างฉงน “เหตุใดเจ้าถึงได้กลัวเพียงนี้ เจ้าไม่อยากประสบความสำเร็จ ไม่อยากมีชื่อเสียงไปชั่วนิรันดร์ ไม่อยากกลายเป็นเทพเซียนที่ที่หมื่นโลกาเคารพยำเกรงหรือ
มีวังสวรรค์และฝ่าบาทคอยสนับสนุนเจ้า ภายในวังสวรรค์ไม่มีใครกล้าหาเรื่องเจ้า เช่นเดียวกับยอดแม่ทัพเทพ”
ไม่พูดถึงยอดแม่ทัพเทพยังพอทำเนา แต่เมื่อพูดถึงยอดแม่ทัพเทพขึ้นมาแล้ว หานเจวี๋ยก็ตื่นตระหนกขึ้นมา
ยอดแม่ทัพเทพก็คือชะตาชีวิตตรากตรำลำเค็ญ
แม้จะผ่าเผยสง่างาม แต่ร่างกายก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส
หานเจวี๋ยไม่อยากเป็นยอดแม่ทัพเทพ
เขาส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่ต้องการชื่อเสียงโชคลาภ แค่เพียงอยากมีชีวิตอยู่ วังสวรรค์มีเมตตาต่อข้า ข้าย่อมต้องชดใช้คืนเป็นธรรมดา หวังเพียงว่าจะได้ชดใช้คืนในยามวิกฤต ข้ายอมเป็นผู้พิทักษ์วังสวรรค์ หาใช่แม่ทัพเทพที่จะขยายอาณาเขตไปทั่ว”
ตี้ไท่ไป๋เผยรอยยิ้มจนใจออกมา
‘เจ้าหนูนี่…
ช่างขี้ขลาดจริงๆ!’
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับบุตรแห่งสวรรค์เช่นนี้
ทอดสายตามองดูหมื่นโลกาทั่วหล้า บุตรแห่งสวรรค์คนไหนมีนิสัยเช่นนี้บ้าง
ตี้ไท่ไป๋ส่ายหน้า กล่าวว่า “หลังจากวังสวรรค์และวังปีศาจสงบศึก วังสวรรค์จะเลือกบุตรแห่งสวรรค์มาสิบคนเพื่อมุ่งหน้าไปศึกษาที่สำนักเต๋า มีนักบรรยายธรรมสูงสุด ฝ่าบาทได้กันให้ที่เจ้าแล้ว เจ้าอยากไปหรือไม่”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว พูดว่า “ช่างเถิด ให้คนอื่นไปเถอะ ข้ามีคุณสมบัติยอดเยี่ยม มอบให้โอกาสผู้อื่น ก็ยังสามารถช่วยวังสวรรค์ในการต่อสู้ครั้งใหญ่ได้เช่นกัน”
“นี่เก็เป็นโอกาสที่หาได้ยากในรอบพันปีเชียวนะ และมีวิชาพิสูจน์มรรคของจักรพรรดิเซียนด้วย”
“สำหรับข้า มีได้ แต่ไม่จำเป็น”
“เอาเถิด!”
ตี้ไท่ไป๋ขมวดคิ้วกล่าว เขารู้สึกว่าหานเจวี๋ยหยิ่งทระนงเกินไป แต่พอคิดดูอีกทีแล้ว คุณลักษณะของหานเจวี่ยก็มีคุณสมบัติที่จะหยิ่งทระนงได้จริงๆ
ตี้ไท่ไป๋กล่าวต่อไปว่า “องค์รัชทายาทกลับมาแล้ว กำลังจะมุ่งหน้าไปเยี่ยมเผ่ามังกรแท้ เจ้าอยากไปหรือไม่ เผ่ามังกรแท้มีอาวุธเทพมากมาย เจ้าสามารถเลือกอาวุธเทพที่ถนัดมือมาได้หนึ่งอย่าง”
“ขอบคุณในความปรารถนาดี ข้ายังไม่ต้องการในตอนนี้”
“…”
ตี้ไท่ไป๋ถือว่าจำนนแล้ว
‘เจ้าหนูนี่ก็แค่ไม่อยากจากโลกมนุษย์ใบนี้ไป!’
ทั้งสองคุยกันครู่หนึ่ง ก่อนที่ตี้ไท่ไป๋จะจากไป
หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
‘อย่าหวังจะก่อกวนมรรคจิตข้า!’
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบ ๆ
หลังจากตี้ไท่ไป๋ออกไป อู้เต้าเจี้ยนกลับมาภายในถ้ำเทวา เอ่ยถามอย่างใคร่รู้ว่า “เหตุใดผู้เฒ่าคนนั้นถึงดูโกรธเคืองอยู่บ้างเจ้าคะ”
“ใครจะไปรู้”
หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่สนใจ
อู้เต้าเจี้ยนกล่าว “นายท่าน พอจะสอนมรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สองให้ข้าจนแตกฉานได้หรือไม่ ข้าสู้ไม่ชนะอีกาทอง โมโหยิ่งนัก!”
หานเจวี๋ยกลอกตามองนางคราหนึ่ง เอ่ยว่า “ขอบเขตพลังของเจ้าต่ำแล้ว”
“แต่ว่า…”
“รอให้เจ้าบรรลุระดับมหายานก่อน ข้าจะสอนเจ้าตัวต่อตัวเลย”
“จริงหรือ”
“อืม”
อู้เต้าเจี้ยนเผยรอยยิ้มออกมาในทันที สุขใจเป็นล้นพ้น
หานเจวี๋ยไม่สนใจนางอีก ตั้งสมาธิฝึกบำเพ็ญ
เขาต้องทะลวงจักรพรรดิเซียนในเร็ววัน
เช่นนี้ถึงจะมีพลังคุ้มครองตนเอง
…
วังสวรรค์ ลานภายในศาลาหินแห่งหนึ่ง
จักรพรรดิสวรรค์กำลังดื่มชา เอ่ยถามอย่างไม่ยี่หระว่า “เขาพูดเช่นนั้นจริงๆ หรือ”
ตี้ไท่ไป๋โค้งกายอยู่ด้านข้าง กล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ใช่พ่ะย่ะค่ะ เขาเพียงอยากฝึกบำเพ็ญอย่างสงบๆ อยู่ในโลกมนุษย์”
ได้ยินเช่นนี้ จักรพรรดิสวรรค์ก็ส่ายหัวหลุดหัวเราะออกมา กล่าวว่า “เขาเป็นเซียนทองแล้ว”
“หา? เป็นไปได้อย่างไร!”
“วาจาของเรายังจะเป็นเท็จได้หรือ”
“เอ่อ…”
ตี้ไท่ไป๋ตกตะลึง ขณะเดียวกันก็เริ่มครุ่นคิดสะระตะ
หานเจวี๋ยปิดบังตบะ ซ้ำยังปฏิเสธที่จะขึ้นวังสวรรค์ หรือว่าจะมีความลับอื่นอีก
จักรพรรดิสวรรค์กล่าวว่า “อย่าคิดมากไปเลย อุปนิสัยของเจ้านี่ระแวดระวังเกินไปจริงๆ เป็นเช่นนี้ก็ดี ยามนี้วังสวรรค์ไม่ขาดเซียนทองไท่อี่ สิ่งที่ขาดคือจักรพรรดิเซียน จักรพรรดิเซียนที่ไร้เทียมทาน ยิ่งขาดแคลนระดับเทพ!”
ตี้ไท่ไป๋พยักหน้า พยายามสงบสติอารมณ์
“ฟางเหลียงเป็นอย่างไรบ้าง” จักรพรรดิยังคงถามต่อไป
“ฟางเหลียงไม่เสียทีที่เป็นบุตรแห่งฟ้าดิน อัตราการเติบโตรวดเร็วยิ่งนัก ถึงขั้นเร็วกว่าบุตรแห่งฟ้าดินคนอื่นๆ สามารถเข้าร่วมกองทัพสดับเต๋าของสำนักเต๋าในครั้งนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ดูเหมือนว่าดวงชะตาของหานเจวี๋ยจะไม่เลว สามารถเผื่อแผ่ประโยชน์ให้แก่เหล่าศิษย์ได้”
“ศิษย์คนอื่นๆ ของสำนักซ่อนเร้นในเขาเพียรบำเพ็ญเซียนล้วนไม่เลว หานเจวี๋ยช่างเลือกศิษย์ได้ดีจริงๆ”
“ดวงชะตายิ่งใหญ่ล้วนดึงดูดซึ่งกันและกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีบุตรแห่งสวรรค์เหยียบบนตำแหน่งของกันและกันได้มากเพียงนี้”
“ก็จริง”
จักรพรรดิสวรรค์ไม่กล่าวอะไรให้มากความอีก โบกพระหัตถ์เบาๆ เป็นสัญญาณให้ตี้ไท่ไป๋ถอยออกไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง จักรพรรดิสวรรค์เคาะโต๊ะเบาๆ
พื้นที่ข้างๆ เริ่มผันผวนเหมือนระลอกคลื่นบนผิวน้ำ
…
เวลาโลกมนุษย์ผ่านไปยี่สิบเจ็ดปีแล้ว
หานเจวี๋ยได้เรียนรู้บทเซียนทองของวิชาวัฏจักรหกวิถีจนแตกฉาน แต่ไม่ได้เข้าใจถึงพลังวิเศษใหม่ ทว่าสามารถควบคุมมหามรรคเวียนว่ายตายเกิดได้ดีขึ้นอยู่บ้าง
วิชาวัฏจักรหกวิถีเป็นวิชายุทธ์จักรพรรดิเซียน ฝึกบำเพ็ญถึงจักรพรรดิเซียนไม่ใช่ปัญหา เพียงแต่จำเป็นต้องหาวิชายุทธ์ที่สูงยิ่งขึ้น
สำหรับหานเจวี๋ยแล้ว จักรพรรดิเซียนยังห่างไกลอยู่มาก ดังนั้นไม่จำเป็นต้องพิจารณาเหตุผลวิชายุทธ์ในตอนนี้
จากความเข้าใจของเขา จักรพรรดิเซียนในแดนเซียนก็น่าจะสามารถเป็นผู้แข็งแกร่งระดับแนวหน้าได้แล้ว
วันนี้
เบื้องหน้าหานเจวี๋ยปรากฏอักขระแถวหนึ่งขึ้นมา
[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]
หัวใจของหานเจวี๋ยพลันกระตุก หรือว่าจะเป็นศัตรูอีก
เขารีบตรวจดูทันที
[เจียงอี้: ระดับเซียนทองไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ กระดูกฮุ่นตุ้นโดยกำเนิด ถูกขนานนามว่าเป็นเทพมารฟ้าบุพกาลกลับชาติมาเกิด บุตรแห่งสวรรค์ไร้เทียมทานของเผ่าเทพอีกาทอง นับตั้งแต่ถือกำเนิด ก็ไร้ศัตรูในขอบเขตพลังเดียวกัน ยังไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้ เนื่องด้วยทราบว่าท่านเป็นคนของวังสวรรค์ จึงมาหาท่านโดยเฉพาะ]
หืม?
นี่ก็คือเจียงอี้คนที่พบกันในแม่น้ำมรรคกระบี่ไม่ใช่หรือ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เจ้าหมอนี่หาเขาเจอได้อย่างไร
ระดับความประทับใจเพิ่งจะ 1 ดาวเอง!
หานเจวี๋ยตรวจสอบตำแหน่งของเจียงอี้ทันที พบว่าเจียงอี้หยุดอยู่ในห้วงอากาศว่างเปล่าของโลกเมฆาแดง ราวกับกำลังรอการปรากฏตัวของเขา
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบ เพื่อลองดูว่าจะสามารถเอาชนะเจ้าหมอนี่ได้หรือไม่
หลังจากเวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น สีหน้าค่อนข้างเคร่งขรึม
เขากลับไม่สามารถสังหารเจียงอี้ได้เลย!
ทั้งสองต่อสู้เสมอกัน!
หานเจวี๋ยตกใจ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต่อสู้กับคนในขอบเขตพลังเดียวกันแล้วเสมอ
‘เจ้าหมอนี่มีของอยู่บ้างนี่!’
หานเจวี๋ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง แต่ก็ยังไปพบเจียงอี้ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เจียงอี้ก่อปัญหา
มาถึงห้วงอากาศว่างเปล่า เมื่อมองเห็นหานเจวี๋ย บนใบหน้าเคร่งขรึมของเจียงอี้ก็ปรากฏรอยยิ้มบางขึ้น
เขาสวมเสื้อคลุมสีทอง บนเสื้อคลุมสีทองลุกโชนด้วยเพลิงแท้สุริยะ ผมสีขาวทั่วศีรษะปลิวไสวเล็กน้อย
“ซือหม่าอี้ คิดไม่ถึงว่าท่านจะเลี้ยงดูคนของเผ่าเทพอีกาทองของพวกเราไว้” เจียงอี้เอ่ยปากกล่าว
หานเจวี๋ยเจือกล่าวอย่างระมัดระวัง “ท่านรู้จักพวกมัน?”
เจียงอี้เอ่ย “คุณสมบัติไม่เอาไหน ทั้งยังเป็นพี่น้องกันแท้ๆ ข้าคาดเดาถึงสถานะของพวกมันได้ แต่นั่นก็ไม่สำคัญ ที่ข้ามาหาท่านนั้นก็เพื่อเชิญท่านไปที่แดนกระบี่ดึกดำบรรพ์ด้วยกัน”
“แดนกระบี่ดึกดำบรรพ์คืออะไร”
“แดนกระบี่ดึกดำบรรพ์เป็นโลกที่เปิดกว้างโดยเจ้าสำนักของสำนักเต๋า ดูดซับวิญญาณความตายของหายนะนับไม่ถ้วน วิญญาณดับสูญเหล่านั้นไม่สามารถเข้าสู่การวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิดได้ ทำได้เพียงถูกดไว้ในแดนกระบี่ดึกดำบรรพ์เท่านั้น หลังจากการล่มสลายของผู้นำสำนักเต๋า แดนกระบี่ดึกดำบรรพ์ได้กลายเป็นสถานที่ไร้เจ้าของ ในนั้นมีมรดกตกทอดของผู้นำเจ้าสำนัก โดยเฉพาะมรรคกระบี่”
“ขอบคุณสำหรับคำเชิญของใต้เท้า ข้ายังไม่เอาด้วยดีกว่า ข้าไม่อยากออกจากที่นี่ ข้ายังต้องปกป้องโลกมนุษย์ฝ่ายนี้”
“คุณลักษณะเช่นท่าน เป็นได้เพียงเทพในโลกมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้นหรือ วังสวรรค์ตาบอดหรืออย่างไร”
“เปล่า ข้าอยากเป็นเอง”
หานเจวี๋ยตอบกลับอย่างสุภาพยิ่งนัก ในใจระวังตัวจากเจียงอี้ ด้วยกลัวว่าเจียงอี้จะลงมือกะทันหัน
เจียงอี้จ้องหานเจวี๋ย มองสำรวจอย่างถี่ถ้วน มองจนเขาเริ่มอึดอัดยิ่งนัก