211-215
บทที่ 211
จอมพลเสินเผิง?
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว อย่าบอกนะว่าจี้เซียนเสินกับจอมพลเสินเผิงมีความเกี่ยวข้องกันจริงๆ
ไอดำกลางฝ่ามือของเขาก่อตัวเป็นใบหน้าหนึ่ง มองเห็นรูปลักษณ์ไม่ชัดเจน มีเสียงเย็นเยือกดังขึ้นว่า “เจ้าหนู! อย่ายุ่งเรื่องของสำนักพุทธให้มากนัก!”
เรื่องของสำนักพุทธ?
จอมพลเสินเผิงเป็นจารชนของสำนักพุทธหรือ
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ท่านเป็นใคร เหตุใดต้องมาสิงร่างของสหายข้า”
“เฮอะ ข้าคือโพธิสัตว์ไร้ธรรมแห่งสำนักพุทธ เขาได้รับมรดกตกทอดจากข้า ข้าต้องสั่งสอนเขา!”
โพธิสัตว์ไร้ธรรม?
หานเจวี๋ยเรียกค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจดูอีกครั้ง
[จอมพลเสินเผิง: ไม่ทราบตบะ ศิษย์สำนักเต๋านิกายเจี๋ย เพราะสถานะถูกเปิดเผย กายเนื้อถูกสยบ วิญญาณหลักจึงถูกบีบบังคับให้ไปเกิดใหม่ แต่เขายังเหลือทางหนีทีไล่ คิดจะใช้เสี้ยววิญญาณชุบเลี้ยงผู้สืบทอด จากนั้นค่อยคืนชีพตัวเอง และถือโอกาสยุยงปลุกปั่นความสัมพันธ์ระหว่างวังสวรรค์กับสำนักพุทธ เนื่องจากท่านขัดขวางเขา จึงเกิดความเกลียดชังต่อท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 2 ดาว]
ศิษย์สำนักเต๋านิกายเจี๋ย?
ไส้ศึกซ้อนไส้ศึกหรือ
หานเจวี๋ยอับจนคำพูด แต่ว่านิกายเจี๋ยก็ปลุกความระวังตัวของหานเจวี๋ยขึ้นมาด้วย
สำนักเต๋าไม่ได้ตกต่ำแล้วหรอกหรือ
หรือว่ามหาเคราะห์สถาปนาเทพในเรื่องเล่าตำนานจีนจะมีอยู่จริง ผู้ประพันธ์ได้มหามรรคฉายภาพให้เห็นหรือไม่ก็เข้าฝัน ถึงได้รังสรรค์นวนิยายเรื่องนี้ออกมา ความจริงแล้วเป็นประวัติศาสตร์เทพนิยายช่วงหนึ่ง?
หานเจวี๋ยยิ่งคิดยิ่งเตลิดไปไกล
“ขอเตือนเจ้าไว้ อย่าจุ้นจ้านให้มากนัก” เสียงของจอมพลเสินเผิงดังขึ้นอีกครั้ง เขาจงใจเลียนเสียงคนอื่น คงกลัวว่าจะถูกหานเจวี๋ยจับได้
ถ้าหากจักรพรรดิสวรรค์รู้ว่าเขายังมีทางหนีทีไล่อยู่อีก เขาได้จบเห่จริงๆ แน่
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวว่า “เจ้าไปหาคนอื่นเถอะ”
เขาคลายมือขวาออก ไอดำเผ่นหนีไปทันที
[จอมพลเสินเผิงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
หานเจวี๋ยเห็นแล้วใบหน้ากระตุก
ช่างเป็นชายที่เปลี่ยนใจง่ายเสียจริงๆ
จี้เซียนเสินถามด้วยความประหม่า “สำนักพุทธคิดจะทำอะไร เหตุใดถึงพุ่งเป้ามาที่ข้า”
หานเจวี๋ยจ้องเขา กล่าวอย่างจริงจังว่า “อาจเป็นเพราะท่านอ่อนแอกระมัง หากเปลี่ยนเป็นข้า เขาไม่มีทางทำสำเร็จแน่”
จี้เซียนเสิน “…”
“ท่านกลับมาเพราะเหตุใด”
“ข้าคิดว่าข้ามีมารในใจ ดังนั้นจึงมาหาท่าน ตอนนี้เรื่องคลี่คลายแล้ว ไม่สู้ท่านกับข้ามาประลองเวทกันสักตั้ง”
“เดี๋ยวท่านก็ตายหรอก”
“จริงจังหรือ”
“ใช่”
“เช่นนั้นก็ช่างเถอะ”
จี้เซียนเสินตกใจ ตัดสินใจไม่เสี่ยงอันตรายดีกว่า
ไม่พบหานเจวี๋ยมาหลายร้อยปี เขาเองก็คิดถึงอยู่เหมือนกัน
เขาถามอย่างใคร่รู้ว่า “เฉาเชา ตอนนี้ท่านอยู่ขอบเขตพลังใดแล้ว”
หานเจวี๋ยกล่าวตอบ “พอๆ กับแม่ทัพสวรรค์”
จี้เซียนเสินลอบถอนหายใจโล่งอก เขาก็เป็นแม่ทัพสวรรค์เหมือนกัน!
บางทีพลังแท้จริงอาจห่างชั้นกันมากโข แต่ขอบเขตพลังน่าจะไม่ต่างกันสักเท่าไร
“ช่วงนี้วังสวรรค์กำลังแบ่งพรรคแบ่งพวก ท่านก็ระวังหน่อย” หานเจวี๋ยเอ่ยเตือน
ถึงอย่างไรจี้เซียนเสินก็มาจากโลกมนุษย์แห่งหนึ่งเช่นเดียวกับเขา เขาไม่อยากให้จี้เซียนเสินตายเปล่า
แน่นอน ถ้าหากจี้เซียนเสินจะรนหาที่ตายให้ได้ เช่นนั้นก็หมดหนทางแล้ว
จี้เซียนเสินพยักหน้า
ทั้งคู่พูดคุยกันพักหนึ่ง จี้เซียนเสินก็ย้อนกลับไปทางเดิม
เมื่อมารในใจหายไปแล้ว เขาก็ไม่มีสิ่งใดให้ห่วงอีก คิดเพียงอยากกลับไปตั้งใจฝึกบำเพ็ญ
หานเจวี๋ยก็กลับไปเช่นเดียวกัน
สี่ปีต่อมา
หานเจวี๋ยเอาป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา เล่าเรื่องที่จอมพลเสินเผิงสวมรอยเป็นโพธิสัตว์ไร้ธรรมให้ตี้ไท่ไป๋ฟัง และยังไม่ให้ตี้ไท่ไป๋บอกต่อสิ่งที่เขาเล่าด้วย
ผ่านไปหลายปีแล้ว จอมพลเสินเผิงไม่น่าจะสงสัยมาถึงตัวเขาได้
“เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร” ตี้ไท่ไป๋ถามอย่างกังขา
หานเจวี๋ยเอ่ย “ท่านรู้ไว้ก็พอ เหตุใดต้องถามอีก เป็นจริงหรือไม่ ท่านตรวจสอบดูก็จบแล้ว”
เขาคร้านจะประดิดประดอยคำโกหก เลี่ยงไม่ให้ในภายหน้าต้องโกหกมากไปกว่านี้อีก
ตี้ไท่ไป๋นิ่งเงียบ จากนั้นก็ตัดการติดต่อ
หานเจวี๋ยบำเพ็ญตบะต่อไป
……..
ถึงแม้แดนบำเพ็ญพรตจะมีเมฆลมโหมกระพือ เกิดการต่อสู้ไม่หยุดหย่อน แต่มองจากภาพรวมของโลกเมฆาแดงแล้วก็ถือว่าสงบสุข ไม่มีเคราะห์ภัยใดๆ
ในระหว่างที่หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญ ฟางเหลียงก็สำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์แล้ว
หานเจวี๋ยแนะนำฟางเหลียงให้ตี้ไท่ไป๋รู้จัก ให้วังสวรรค์ช่วยอุปถัมภ์สักหน่อย
ตี้ไท่ไป๋ยิ้มพลางตอบรับ เขาเองก็มองออกว่าฟางเหลียงเป็นถึงบุตรแห่งฟ้าดินของโลกเมฆาแดง บุตรแห่งสวรรค์ระดับนี้ ถึงหานเจวี๋ยไม่พูดวังสวรรค์ก็รับไว้อยู่แล้ว
เวลาผันผ่าน สามสิบปีผ่านไป
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาขณะฝึกบำเพ็ญ เริ่มสาปแช่งศัตรูและถือโอกาสตรวจดูจดหมายด้วย
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านได้รับการชี้แนะจากเทพเซียน พลังมรรคเพิ่มพูน]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x7940
[จอมพลเสินเผิงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิสวรรค์สหายของท่าน เสี้ยววิญญาณกระจัดกระจาย กายเนื้อได้รับทัณฑ์สวรรค์]
[ตี้ไท่ไป๋สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[นักพรตเต๋าตันชิงศัตรูคู่อาฆาตของท่านพลังมรรคลดฮวบ ขอบเขตพลังตกไปอยู่ระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ เพราะการสาปแช่งของท่านและการแพร่กระจายโชคร้ายของซูฉีลูกศิษย์ท่าน]
[จูเชวี่ยศัตรูคู่อาฆาตของท่านธาตุไฟเข้าแทรก กลายร่างเป็นสัตว์ร้ายเพราะการสาปแช่งของท่าน]
[จูเชวี่ยศัตรูคู่อาฆาตของท่านถูกเผ่าเทพวิหคชาดสังหาร ตัวตายมรรคผลสลาย เพราะหายนะฟากหนึ่ง]
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านฝึกฝนวิชายุทธ์เผ่ามาร อัญเชิญบริวารมารแท้ของเผ่ามารมา]
……
หานเจวี๋ยปลาบปลื้มดีใจ
ในที่สุดจูเชวี่ยก็ถูกเขาสาปแช่งจนตายแล้ว!
ยังเหลือนักพรตเต๋าตันชิงอีกคน ขอบเขตพลังถดถอยแล้ว ดียิ่งนัก
เป้าหมายของหานเจวี๋ยก็คือการทำให้นักพรตเต๋าตันชิงตายก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะมาคิดบัญชีกับตน
แม้ว่าตบะของหานเจวี๋ยจะแกร่งกว่านักพรตเต๋าตันชิงแล้ว ก็ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ
นับแต่อดีตมา กรณีตัวอย่างที่ผู้อ่อนแอโค่นผู้แข็งแกร่งหรือฮึดสังหารกลับมีอยู่ไม่น้อยเลย
หนทางแห่งการฝึกบำเพ็ญไม่อาจประมาทเลินเล่อได้!
หากประมาทจะพ่ายแพ้ จะทำให้ตัวตายมรรคผลสลาย
หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นการปะทะกันของจอมพลเสินเผิงด้วย เขาได้แต่เห็นใจอยู่เงียบๆ
ช่วยไม่ได้ อยู่คนละฝ่ายกัน หานเจวี๋ยจำเป็นต้องทำให้วังสวรรค์รุ่งเรืองแข็งแกร่งต่อไป ไม่มีเหตุผลให้ต้องช่วยเหลือศัตรู
วังสวรรค์ยิ่งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ หานเจวี๋ยจึงจะสามารถฝึกบำเพ็ญได้อย่างมั่นคงปลอดภัย
หานเจวี๋ยมองไล่ลงมา สภาพจิตใจยิ่งอภิรมย์ขึ้นทุกที
ทันใดนั้นอู้เต้าเจี้ยนก็พูดขึ้นว่า “นายท่าน สตรีที่ท่านเฝ้าดูประสบอันตรายแล้ว!”
หานเจวี๋ยกำลังง่วนกับการสาปแช่ง เขากล่าวว่า “ไม่เป็นไร นางต้านอยู่”
“นางถูกล้อมแล้ว ศัตรูมีมากกว่าพันคน”
“เชื่อใจนางเถอะ”
“นางบาดเจ็บสาหัสแล้ว!”
“หา?”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ควรวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงแล้วไปช่วยลี่เหยาสักหนหรือไม่
เขาถูกชะตากับลี่เหยามากทีเดียว
อู้เต้าเจี้ยนอุทานตกใจ “ไม่ต้องแล้ว กระบี่เดียวนางก็ฟันสังหารศัตรูทั้งหมดได้แล้ว!”
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว ก็มีของอยู่นี่นา
ผู้ที่สามารถระเบิดศักยภาพออกมาได้มีแต่แม่แบบตัวละครเอกทั้งนั้น
“มีศัตรูโผล่มาอีกแล้ว เหมือนวังสวรรค์ตอนที่ชำระล้างโลกมนุษย์มากเลย” อู้เต้าเจี้ยนร้องตกใจอีกครั้ง
มือที่จับหนังสือแห่งความโชคร้ายของหานเจวี๋ยอดสั่นเทาไม่ได้
เขาอยู่ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างสวรรค์กับมนุษย์ หรือว่าต้องให้เขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายไปช่วยชีวิตคนให้ได้?
“เก่งกาจนี่ นางถึงกับฆ่าศัตรูอีกแล้ว! ร้ายกาจจริงเชียว!”
น้ำเสียงของอู้เต้าเจี้ยนเจือความนับถือ จะเห็นได้เลยว่าลี่เหยาแข็งแกร่งมากเพียงไหน สามารถทำให้อู้เต้าเจี้ยนเปลี่ยนจากหึงหวงเป็นเลื่อมใสได้
หานเจวี๋ยข่มใจไว้ไม่ส่งพลังจิตไปสอดส่องการต่อสู้ เลี่ยงไม่ให้ส่งผลกระทบต่อการสาปแช่งศัตรูของเขา
อู้เต้าเจี้ยนนิ่งเงียบไปแล้ว เริ่มชมการต่อสู้อย่างจริงจิง
หานเจวี๋ยก็ไม่ส่งเสียงสักนิด
ผ่านไปครู่หนึ่ง
อู้เต้าเจี้ยนทอดถอนใจกล่าว “คนผู้นี้เก่งกาจนัก รู้สึกว่าไม่มีใครเอาชนะนางได้เลย”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”
อู้เต้าเจี้ยนบอก “ศัตรูถูกนางฆ่าหมดแล้ว ตอนนี้เดาว่านางกำลังวิ่งหนี”
หานเจวี๋ยยิ่งรู้สึกสงสัยใคร่รู้ในตัวลี่เหยามากกว่าเดิม
แม้แต่ศัตรูจากโลกเบื้องบนก็ยังสังหารได้หรือ
ควรค่าให้ดึงมาเป็นพวก!
หลายเดือนต่อมา
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็สาปแช่งศัตรูทุกคนเสร็จ เขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง ก่อนลุกขึ้นมายังเบื้องหน้าวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
ลี่เหยากำลังฝึกบำเพ็ญภายในถ้ำภูเขาแห่งหนึ่ง ยังคงสวมอาภรณ์ขาวดุจหิมะ สีหน้าสงบเยือกเย็น จินตนาการได้ยากยิ่งว่าเมื่อหลายเดือนก่อนนางเคยผ่านการต่อสู้ที่ดุเดือดมารอบหนึ่ง
บทที่ 212
หานเจวี๋ยมองลี่เหยาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ส่งพลังจิตเข้าไปในวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า และวางตราประทับหกวิถีให้ลี่เหยาเงียบๆ
เขาลังเลว่าควรผูกมิตรกับลี่เหยาดีหรือไม่
ภายในถ้ำภูเขา
ลี่เหยาเหมือนสัมผัสอะไรบางอย่างได้ จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้นมา
นางมุ่นคิ้วเรียวงาม ช้อนสายตาขึ้นมองทุกจุดภายในถ้ำ
“แปลก”
ลี่เหยาพึมพำกับตัวเอง นางยกมือขวาขึ้น นิ้วชี้กับนิ้วกลางไขว้กัน จากนั้นกดไปทางด้านหน้าคราหนึ่ง ดวงตาสองข้างก็เปลี่ยนเป็นสีม่วงตามไปด้วย
หานเจวี๋ยมองดูอย่างสนใจ นี่คือตาอะไรกัน
ตาวิเศษหรือ
หานเจวี๋ยรีบถ่ายทอดเสียงบอกลี่เหยาทันที “ประสาทรับรู้ของเจ้าไม่เลวจริงๆ ไม่นึกว่าจะสัมผัสตัวตนของข้าได้”
เขาจงใจทำเป็นลึกล้ำเกินหยั่ง
คิ้วงามของลี่เหยายิ่งขมวดแน่นมากเดิม เอ่ยถามว่า “ผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไร”
ตั้งแต่หักหลังวงศ์ตระกูล หัวใจของนางก็ถูกปิดตาย ไม่เชื่อใครทั้งนั้น
เสียงของหานเจวี๋ยทำให้นางคิดว่ายอดฝีมือตระกูลลู่มาบุกรุก ถึงอย่างไรครึ่งปีก่อนนางก็ฆ่าผู้แข็งแกร่งของตระกูลลู่ไปไม่น้อย
หานเจวี๋ยถาม “สถานที่ที่เจ้าอยู่คือโลกมนุษย์หรือ”
เมื่อลี่เหยาได้ยิน ก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่
อีกฝ่ายถามเช่นนี้ น่าจะไม่ใช่คนของตระกูลลู่
“เป็นโลกมนุษย์ ผู้อาวุโสมาจากแดนเซียนหรือ” ลี่เหยาเอ่ยถาม
หานเจวี๋ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจปฏิบัติด้วยอย่างจริงใจ เล่าเรื่องวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าให้ฟัง
เขาคร้านจะเสแสร้งแกล้งทำ
หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้ากับข้านับว่ามีวาสนาต่อกัน”
ลี่เหยานิ่งเงียบ ในใจหวาดหวั่นอย่างบอกไม่ถูก
บนโลกใบนี้ก็มีสิ่งอัศจรรย์เช่นนี้อยู่ด้วย
หานเจวี๋ยมองเห็นนางได้ ผู้ทรงพลังคนอื่นๆ ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้
วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไม่น่าจะมีแค่กลุ่มเดียวด้วย
ในที่มืดก็ไม่รู้ว่ามีสายตามากมายเท่าไรจับจ้องนางอยู่
หานเจวี๋ยมองอาการตื่นตระหนกของนางออก จึงกล่าวว่า “วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าจะสะท้อนภาพของบุตรแห่งฟ้าดินที่ไม่เคยถูกส่องสะท้อนเท่านั้น หรือกล่าวได้ว่า นอกจากข้าแล้วก็ไม่มีใครอื่นกำลังจับตามองเจ้าอยู่ ข้าก็ไม่ได้สอดส่องเจ้าทั้งวี่ทั้งวัน เวลาส่วนใหญ่ล้วนฝึกบำเพ็ญ
อุปนิสัยของเจ้าเข้ากับข้า ถ้าเจ้าอยากบำเพ็ญเพียร ไม่ถูกใครรบกวน ก็มาพึ่งพาข้าได้”
ลี่เหยารู้สึกดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยังถามอย่างระแวดระวัง “ข้าต้องจ่ายอะไรหรือไม่”
หานเจวี๋ยกล่าว “หนึ่งรุ่งทั้งหมดรุ่ง หนึ่งล่มทั้งหมดล่ม ทั้งสายสำนักรับผิดชอบร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน”
ลี่เหยาถามไล่เลียง “ข้าแค่ต้องลงมือตอนที่สำนักประสบอันตราย ใช่หรือไม่”
“ใช่”
“ผู้อาวุโสอยู่ที่ใด”
“โลกเมฆาแดง”
“หือ? ไม่ใช่แดนเซียน?”
“เป็นโลกมนุษย์เหมือนกัน”
ลี่เหยาเงียบไป คนของโลกมนุษย์สอดแนมนางหรือ
ลี่เหยาเอ่ยว่า “ศัตรูของข้ามีถึงระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่”
“ข้าสังหารเซียนสวรรค์ราวบี้มดปลวก”
ในที่สุดลี่เหยาก็หวั่นไหว
เป็นยอดฝีมือจริงๆ หรือนี่
“เรื่องนี้ไม่อาจให้รู้กันทั่ว หากเจ้าอยากมาหาข้า ก็ให้มาเงียบๆ”
หานเจวี๋ยพึงพอใจพรสวรรค์ของลี่เหยาเป็นอย่างมาก หากอยู่ที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน ก็เป็นบุคคลสามอันดับแรก
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือลี่เหยาไม่เอ้อระเหย เมื่อมาถึงเขาเพียรบำเพ็ญเซียนต้องปิดด่านฝึกบำเพ็ญตลอดแน่นอน
ลี่เหยาสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง แล้วจึงกล่าว “ดี ข้าจะพยายามหาโลกเมฆาแดงให้พบ”
ตอนนี้นางร่อนเร่พเนจรสุดขอบฟ้า ไม่มีที่ใดให้ไปอีก มีผู้อาวุโสยอมรับนางไว้ย่อมเป็นเรื่องดีอยู่แล้ว
หานเจวี๋ยตอบรับ ก่อนจะตัดพลังจิต
นี่ก็ถือเป็นบททดสอบเช่นกัน ถ้าหากลี่เหยาหาโลกเมฆาแดงพบ หานเจวี๋ยก็จะรับนางไว้ หากทำไม่ได้ ก็แปลว่าโชคชะตาของลี่เหยาใช้ไม่ได้
ลี่เหยาตกอยู่ในภวังค์ความคิด ลังเลว่าจะไว้ใจหานเจวี๋ยดีหรือไม่
มาคิดดูอีกที อีกฝ่ายมุ่งหวังอะไรในตัวนางกันแน่
หวังความงาม?
เป็นไปไม่ได้!
ถึงแม้ลี่เหยาจะมั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง แต่นางไม่ใช่อันดับหนึ่งในหมื่นโลกแน่นอน ด้วยความสามารถของอีกฝ่าย หากต้องการสาวงามก็แค่ต้องโบกมือเท่านั้นเอง
บางทีนี่อาจจะเป็นวาสนาของนางจริงๆ?
…….
[ลี่เหยาเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
หานเจวี๋ยมองดูข้อความแจ้งเตือนเบื้องหน้า อดระบายยิ้มบางๆ ออกมาไม่ได้
เพิ่ง 1 ดาวเอง!
ช่างเป็นสตรีที่ระวังตัวจริงๆ
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อไป
เขามีลางสังหรณ์บางอย่าง หากลี่เหยาอยากจะมาต้องมาได้อย่างแน่นอน
หลังจากอู้เต้าเจี้ยนฟังบทสนทนาของหานเจวี๋ยกับลี่เหยาจบ ก็รู้สึกโชคดีอย่างอดไม่ได้
โชคดีที่นางเจอนายท่านตั้งแต่แรก หากข้ามโลกมาเหมือนอย่างลี่เหยา นางอาจตายระหว่างทางก็เป็นได้
เวลาเลยผ่านไป สำหรับบางคนอาจช้ามาก แต่สำหรับบางคนรวดเร็วนัก
หลายปีมานี้สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก้าวหน้าอย่างราบรื่นมาก นักพรตเต๋าจิ่วติ่งแทบไม่มารบกวนหานเจวี๋ย
หากพบเจอปัญหา มู่หรงฉี่จะลงมือเอง
เรื่องราวดำเนินมาถึงตอนนี้ หานเจวี๋ยไม่ต้องออกหน้าจัดการปัญหาให้สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ด้วยตัวเองอีก
หานเจวี๋ยเป็นดั่งตำนานในใจของบรรดาศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ตั้งนานแล้ว แม้แต่ผู้อาวุโสและผู้ดูแลคนใหม่มากมายก็ยังไม่เคยเห็นเขาเลย
นับจากศึกวังสวรรค์ก็ผ่านมาสี่ร้อยกว่าปีแล้ว ต่อให้เป็นแดนบำเพ็ญพรต ก็ยังเป็นเวลาช่วงหนึ่งที่ช่างยาวนาน
โจวหมิงเยวี่ยเริ่มผงาดขึ้นมาแล้วเช่นกัน มักจะติดตามมู่หรงฉี่ไปทำภารกิจเพื่อสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ และได้รับประสบการณ์การต่อสู้จริงมา
หยางเทียนตงและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกลับมาบ้างเป็นระยะ
ก่อนหน้านี้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเคยออกจากโลกมนุษย์ไปยังโลกอื่น ได้รับโอกาสวาสนามาไม่น้อย ตบะบรรลุถึงระดับรวมกายาขั้นแปดโดยตรง สูสีกับไก่คุกรัตติกาลแล้ว
ในที่สุดไก่คุกรัตติกาลก็ถูกกระตุ้น เริ่มตั้งใจฝึกบำเพ็ญเสียที
เมื่อมันมานะบำเพ็ญเซียนจนยิ่งแกร่งขึ้น ไก่คุกรัตติกาลรู้สึกว่าตนจะฝึกบำเพ็ญหรือไม่ก็ไม่เห็นเป็นไร อย่างไรเสียถ้าฟ้าถล่มลงมาก็มีคนอื่นแบกรับอยู่แล้ว
ตบะของฉู่ซื่อเหรินรักษาระดับที่แกร่งกว่าโจวหมิงเยวี่ยไว้โดยตลอด ไม่ได้บากบั่นฝึกบำเพ็ญ
ถูหลิงเอ๋อร์เป็นผู้บำเพ็ญระดับมหายานแล้ว พรสวรรค์ของนางยอดเยี่ยม ซ้ำยังพากเพียรฝึกฝน ตบะย่อมพุ่งทะยานเร็วเป็นธรรมดา
ราชามังกรสามหัวฝ่าด่านเคราะห์แล้วเมื่อไม่นานมานี้ กลายเป็นเซียนอิสระได้สำเร็จ
เขาเพียรบำเพ็ญเซียนนอกจากหานเจวี๋ยแล้ว ยามนี้มีระดับเซียนอยู่สี่ตำแหน่ง ได้แก่อีกาทองสองตัว หลงเฮ่า และราชามังกรสามหัว
ราชามังกรสามหัวไม่ได้มีเพียงสามหัวอีกต่อไป แต่เขาชอบเรียกชื่อนี้ หลักๆ เป็นเพราะเคยชินแล้ว
เวลาผ่านไปราวยี่สิบหกปี
หานเจวี๋ยเดินออกมาจากถ้ำเทวา เรียกลูกศิษย์และศิษย์หลานของตนมาที่ใต้ต้นฝูซัง
“นับจากวันนี้เป็นต้นไป สายของพวกเราให้เรียกว่าสำนักซ่อนเร้นแล้วกัน พวกเจ้าคิดเห็นว่าอย่างไร”
หานเจวี๋ยถามยิ้มๆ ในเมื่อเขาเอ่ยปากแล้ว ทุกคนย่อมไม่มีความคิดเห็นอื่นใด เริ่มพากันประจบเยินยอ
“สำนักซ่อนเร้นดีเลย สำนักที่ปลีกตัวจากโลกโลกีย์!”
“ดีกว่านิกายอะไรเสียอีก!”
“ฮ่าๆ และดีกว่าลัทธิซ่อนเร้นด้วย ลัทธิซ่อนเร้นฟังดูประดักประเดิด”
“ในที่สุดก็มีชื่อแล้ว ต่อไปข้าก็เป็นศิษย์รุ่นที่สองของสำนักซ่อนเร้น!”
“เหตุใดไม่ใช่ศิษย์รุ่นแรก อาจารย์ปู่ไม่ถือว่าเป็นศิษย์เสียหน่อย”
“เรื่องนี้อิงจากการสืบทอดมรดก ท่านอาจารย์เป็นรุ่นที่หนึ่ง!”
ทุกคนปีติยินดีกันจริงๆ เมื่อมีชื่อแล้ว ความสามัคคีและความรู้สึกเป็นหมู่คณะของทุกคนก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
หลงเฮ่าหัวเราะเจ้าเล่ห์ “ต่อไปข้าคือเทพสงครามแห่งสำนักซ่อนเร้น ใครกล้าหาเรื่องสำนักซ่อนเร้นของพวกเรา ข้าคนแรกที่จะไม่ปล่อยผ่าน รอให้ข้าเป็นจักรพรรดิสวรรค์แล้ว จะให้ศิษย์สำนักซ่อนเร้นเป็นคนเลือกตำแหน่งเซียนของวังสวรรค์!”
หานเจวี๋ยถลึงตาใส่เขา กล่าวตำหนิว่า “พูดเหลวไหลอะไรกัน! เรื่องของเทพเซียนไหนเลยจะทำเป็นเล่นได้ ส่วนตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ เจ้าอย่าได้คิดเลย!”
รนหาที่ตายจริงๆ! จักรพรรดิสวรรค์ยังไม่ทันสิ้น ก็อยากเป็นจักรพรรดิสวรรค์เสียแล้ว!
คนอื่นๆ พากันหัวเราะและด่าทอหลงเฮ่า ปกติพวกเขาไม่กล้าหาเรื่องหลงเฮ่า ตอนนี้มีโอกาสแล้วย่อมต้องตามน้ำไป
มู่หรงฉี่แค่นเสียงกล่าว “ข้าต่างหากเทพสงครามของสำนักซ่อนเร้น!”
ส่วนอาจารย์อาน้อยคนนี้ เขาไม่เคยยอมจำนนให้
เขาเชื่อว่าตัวเองจะเหนือกว่าหลงเฮ่าแน่นอน
หลงเฮ่าไม่เห็นด้วยอย่างนั้น แต่เมื่อเผชิญหน้ากับอาจารย์ เขาทำได้เพียงยิ้มๆ ไม่กล้าโต้แย้ง
หลงเฮ่าเคารพยำเกรงหานเจวี๋ยมากมาโดยตลอด
สาเหตุก็เป็นเพราะไม่ว่าเขาจะแกร่งขึ้นมากเพียงไหน หานเจวี๋ยก็ยังคงทำให้เขารู้สึกว่าลึกเกินหยั่งอยู่เช่นเคย
เขาได้ยินมาว่าหานเจวี๋ยเคยสู้ตัวต่อตัวกับเทพเซียน บีบจนวังสวรรค์จำต้องล้มเลิกการชำระล้างโลกมนุษย์ บิดาของเขาส่งเขามาที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน ต้องเป็นเพราะเล็งเห็นความแข็งแกร่งของหานเจวี๋ยด้วยแน่ๆ
บทที่ 213
“มีชื่อแล้ว ก็ต้องมีกฎระเบียบ ศิษย์สำนักซ่อนเร้นห้ามหาเรื่องก่อปัญหา ห้ามรังแกผู้บริสุทธิ์ไร้ทางสู้
แน่นอน หากมีคนข่มเหงรังแกศิษย์สำนักซ่อนเร้น ในฐานะคนร่วมสำนัก พวกเจ้าต้องลงมือช่วยเหลือ ภายหน้าหากพวกเจ้ารับศิษย์ ห้ามกระทำโดยพลการ ศิษย์ทุกคนต้องผ่านการคัดกรองจากข้า ข้อสำคัญที่สุดคือ สำนักเดียวกันห้ามทำร้ายกันเอง!”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง กฎสำนักมีไม่มาก ถึงอย่างไรลูกศิษย์ก็มีอยู่ไม่เยอะ
บรรดาศิษย์พากันยืนยันว่าจำได้ขึ้นใจแล้ว
หานเจวี๋ยหยัดตัวขึ้น โบกมือขวาคราหนึ่ง พาหลงเฮ่ามายังห้วงอากาศว่างเปล่าที่อยู่เหนือโลกเมฆาแดง
หลงเฮ่ามายังห้วงอวกาศเป็นครั้งแรก สมัยยังเด็กถูกตี้ไท่ไป๋พามา ระหว่างทางก็ไม่เคยได้เห็นห้วงอวกาศเลย
เขาตกใจ ประหม่าจนแทบจะไม่ไหว
“อาจารย์ ท่านพาข้ามาที่นี่ทำไมกัน” หลงเฮ่าเอ่ยถาม
เขายังคิดว่าก่อนหน้านี้ตนพูดอะไรผิดไป จนยั่วโทสะหานเจวี๋ยเข้า
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “อาจารย์อยากเห็นความแข็งแกร่งในตอนนี้ของเจ้า”
ตูม!
หานเจวี๋ยระเบิดพลังจิตกระบี่หวนคืน ข่มหลงเฮ่าทันใด
ในชั่วอึดใจ สีหน้าของหลงเฮ่าขาวซีด ทั้งร่างสั่นเทิ้ม
ตั้งแต่เกิดมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขามีความรู้สึกว่าได้เผชิญหน้ากับความตาย
ความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนครอบงำจิตใจของเขา ชั่วขณะนี้สมองของเขาว่างเปล่าขาวโพลน
ผ่านไปสิบอึดใจเต็ม หานเจวี๋ยถึงค่อยเก็บจิตกระบี่หวนคืนไป
หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “เจ้าเข้าใจแล้วหรือยัง”
หลงเฮ่าสีหน้าแข็งค้าง เหงื่อกาฬท่วมศีรษะ เอ่ยถามอย่างระแวดระวังว่า “เข้าใจอะไร”
หานเจวี๋ยกล่าว “เหนือคนยังมีคนเหนือฟ้ายังมีฟ้า เจ้าเอาแต่อยู่ที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน คิดว่าพลังของตนแข็งแกร่งแล้วหรือ หารู้ไม่ โลกข้างนอกอันตรายยิ่งกว่าที่เจ้าจินตนาการไว้เสียอีก
บรรดาศิษย์พี่ศิษย์หลานของเจ้า พวกเขาเป็นมนุษย์ทั่วไป แต่พวกเขาฝึกบำเพ็ญมาโดยตลอด เจ้าคิดว่าเจ้านำห่างพวกเขาแล้วจริงๆ หรือ เจ้าเป็นถึงโอรสจักรพรรดิสวรรค์ เดิมทีเจ้าก็ควรจะทิ้งห่างพวกเขาไปไกล แต่เจ้าเปล่าเลย
จักรพรรดิสวรรค์ก็ใช่ว่าจะแกร่งที่สุด เหตุใดต้องส่งเจ้ามาหาข้าที่นี่ นั่นก็เป็นเพราะที่นี่ปลอดภัยที่สุด ถ้าเจ้าอยู่วังสวรรค์ ป่านนี้เจ้าตายไปนานแล้ว ภายในวังสวรรค์สู้ในที่แจ้งขัดแย้งในที่ลับกันมาตลอด ศัตรูของเจ้ามากมายนัก หากเจ้าไปแดนเซียนก็อาจจะตายได้ทุกเมื่อ”
คำพูดของหานเจวี๋ยดุจดั่งมีดคมกริบเล่มแล้วเล่มเล่ากรีดลงในหัวใจของหลงเฮ่า
หลงเฮ่ากลัวแล้วจริงๆ
เขาเองก็ตระหนักได้ว่าตัวเองวางโตโอหังเกินไป
ก่อนหน้าวันนี้ เขาคิดมาตลอดว่าตนแข็งแกร่งมากแล้ว พลังจิตของเขาแผ่ปกคลุมโลกมนุษย์ นอกจากหานเจวี๋ยก็ไม่มีใครเทียบเขาได้ ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ยากนักที่เขาจะไม่ทะนงตน
หานเจวี๋ยกล่าวต่อว่า “เฮ่าเอ๋อร์ อาจารย์ไม่ฝันเฟื่องหวังให้เจ้าแสวงหาอะไรเพื่อสำนักซ่อนเร้น อาจารย์เองก็ไม่ต้องการ ในเมื่อเป็นศิษย์และอาจารย์ อาจารย์ดูแลเจ้าจนเติบใหญ่ ย่อมหวังว่าเจ้าจะสามารถมีชีวิตอยู่ตลอดไป”
[ความประทับใจที่หลงเฮ่ามีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]
เบ้าตาของหลงเฮ่าแดงก่ำ ในใจเปี่ยมด้วยความซาบซึ้งและละอายแก่ใจ
เขากำหมัดแน่นพลางเอ่ยว่า “อาจารย์ ศิษย์สำนึกผิดแล้ว”
หานเจวี๋ยเผยรอยยิ้ม “เจ้าเป็นศิษย์ของอาจารย์ และเจ้าก็เติบโตแล้ว ต่อไปอย่าเอาแต่รังแกผู้เยาว์รุ่นหลัง ต้องทำตัวให้เป็นแบบอย่าง เข้าใจหรือไม่”
หลงเฮ่าพยักหน้าแรงๆ
จากนั้นหานเจวี๋ยก็พาเขากลับไปยังเขาเพียรบำเพ็ญเซียน
หลังจากวันนี้ หลงเฮ่าก็เปลี่ยนไป ไม่ได้คุยโวขนาดนั้นอีกแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง เพียงแต่เปลี่ยนเป็นสงวนท่าที และไม่ข่มเหงมู่หรงฉี่ โจวหมิงเยวี่ย กับฉู่ซื่อเหรินอีก
การที่จู่ๆ หลงเฮ่าก็พากเพียรฝึกบำเพ็ญช่วยกระตุ้นคนอื่นด้วยจริงๆ
ถึงอย่างไรพรสวรรค์ของหลงเฮ่าก็สูงที่สุด ถ้าหากเขามานะฝึกบำเพ็ญ ใครเล่าจะไล่ตามทัน?
ภายในถ้ำเทวา
อู้เต้าเจี้ยนอดถามไม่ได้ “ท่านข่มขวัญเฮ่าเอ๋อร์แล้วใช่หรือไม่”
หลงเฮ่าเป็นคนที่นางดูแลจนเติบใหญ่ นางย่อมห่วงใยเป็นธรรมดา
“พูดอะไรกัน ข้าจะข่มขวัญเขาได้อย่างไร ข้าสั่งสอนเขาต่างหาก!” หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
อู้เต้าเจี้ยนทำปากเบ้ ‘ท่านเพลาๆ ลงหน่อยเถอะ เมื่อก่อนท่านมักข่มขวัญข้านะ!’
คำพูดเช่นนี้นางได้แต่ข่มกลั้นไว้ในใจ ไม่กล้าเอ่ยออกมา
…
พระราชวังลอยฟ้า
จักรพรรดิสวรรค์นั่งอยู่บนแท่น มองกระจกแสงที่ลอยอยู่เหนือตำหนักพลางเผยรอยยิ้มพึงพอใจ
ตี้ไท่ไป๋กล่าวยิ้มๆ “ฝ่าบาท หานเจวี๋ยอบรมศิษย์ได้มีฝีมือทีเดียว องค์ชายน้อยรู้จักเก็บอารมณ์บ้างแล้ว”
จักรพรรดิสวรรค์กล่าว “เจ้าเด็กบ้านี่เพิ่งอายุเท่าไรเอง ก็เริ่มฝังใจกับตำแหน่งจักรพรรดิของเราเสียแล้ว”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของตี้ไท่ไป๋ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ฝ่าบาท องค์ชายน้อยคงไม่ได้เจตนา เขาไม่รู้หรอกว่าอะไรคือจักรพรรดิสวรรค์ รู้แต่ว่าท่านแข็งแกร่งก็เท่านั้น” ตี้ไท่ไป๋ยิ้มพลางอธิบาย
ตำแหน่งประมุขของวังสวรรค์ไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น ตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์ไม่ใช่ระบบสืบทอดมาแต่ไหนแต่ไร
หนำซ้ำมีโอรสจักรพรรดิสวรรค์มากมายขนาดนั้น ขืนประโยคนี้แพร่งพรายออกไป หลงเฮ่าต้องล่วงเกินบรรดาพี่น้องตั้งเท่าไร
“ตรวจสอบลูกศิษย์ของนิกายเจี๋ยภายในวังสวรรค์ชัดเจนแล้วหรือไม่” จักรพรรดิสวรรค์ถาม
ตี้ไท่ไป๋พยักหน้า กล่าวว่า “จดลงบันทึกไว้เรียบร้อยแล้ว”
“ยอดแม่ทัพเทพเล่า อาการบาดเจ็บหายเป็นปกติแล้วหรือยัง”
“หายดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ กำลังฝึกฝนอยู่กับทางสี่ยอดมหาจักรพรรดิ ฝ่าบาททั้งสี่พึงพอใจเขามาก เป็นไปได้สูงว่ายอดแม่ทัพเทพอาจได้เรียนรู้พลังวิเศษมาจากพวกเขา”
“ให้เขาฝึกฝนไปเถอะ จะได้ให้โอกาสแม่ทัพสวรรค์คนอื่นๆ ด้วยเลย”
“เช่นนั้นต่อไปพวกเราจะทำอะไรหรือ”
“เราจะไปคุนหลุนด้วยตัวเองสักเที่ยว”
ตี้ไท่ไป๋ขมวดคิ้ว เอ่ยถามด้วยความลังเล “ไปคุนหลุนเวลานี้…”
จักรพรรดิสวรรค์แค่นเสียงหยันกล่าว “ตลอดเวลาที่ผ่านมามีแต่คนอื่นมาหาเรื่องวังสวรรค์ เราทนมามากพอแล้ว วังสวรรค์ต้องสำแดงฤทธิ์เดชของเจ้าแห่งหมื่นโลกเสียหน่อย!”
ตี้ไท่ไป๋ปวดหัว แต่ก็ไม่กล้าคัดค้าน
เขาเข้าใจอยู่หนึ่งเรื่อง แดนเซียนจะเกิดคลื่นลมโหมกระหน่ำแล้ว!
……
ยี่สิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยยังอยู่ห่างจากระดับเซียนลี้ลับวัฏจักรขั้นสมบูรณ์อีกระยะหนึ่ง
คิดอยากจะบรรลุเป็นเซียนทองไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งศัตรู และถือโอกาสตรวจดูจดหมายไปในตัว
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพเซียน] x2
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านรู้แจ้งที่ริมแม่น้ำสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มพูน]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x1987
[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย หมู่เกาะเซียนมังกรเผชิญกับเคราะห์สวรรค์ที่หลายหมื่นปีจะมีครั้ง บาดเจ็บล้มตายไปเกินกว่าครึ่ง]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามังกรแท้] x10228
[จั้งกูซิงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนวังเทพ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
……
หานเจวี๋ยพลันขมวดคิ้ว
เขาเห็นว่าจั้งกูซิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ซ้ำยังถูกจักรพรรดิเซียนแห่งวังเทพทำร้ายอีกด้วย
นี่มันเรื่องอะไรกัน
หานเจวี๋ยรีบหยั่งรู้มรรคกระบี่ เข้าสู่แม่น้ำมรรคกระบี่ไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าเขาไม่พบจั้งกูซิง
ในใจหานเจวี๋ยมีลางสังหรณ์ไม่ดีเอ่อล้นออกมา
พี่ใหญ่คงไม่ได้เกิดเรื่องหรอกกระมัง
“ในที่สุดเจ้าก็มาแล้ว”
เสียงหนึ่งลอยเข้าหูของหานเจวี๋ย ทำเอาเขาตกใจจนหันไปมองยังทิศทางที่เสียงดังมา
เห็นแต่เงาแสงสายหนึ่งยืนจ้องเขาอยู่บริเวณไม่ไกลนัก
“จั้งกูซิงไหว้วานข้าให้นำความมาบอกเจ้า” เงาแสงเอ่ยต่อ
หานเจวี๋ยถามอย่างแปลกใจ “พี่ใหญ่ของข้าเป็นอะไรไป”
เงาแสงตอบกลับว่า “เขาถูกวังเทพพาตัวไป ต่อไปจะไม่กลับมาอีกแล้ว นับแต่นี้เป็นต้นไป แม่น้ำมรรคกระบี่จะมีข้าคอยดูแล ข้าจะส่งตราประทับเทพให้แก่เจ้า”
หานเจวี๋ยเอ่ยถามเสียงเข้ม “เขายังสบายดีหรือไม่”
เงาแสงถอนใจเบาๆ คราหนึ่ง กล่าวว่า “ศัตรูคู่แค้นของเขาขึ้นรับตำแหน่ง และจับตัวเขาไปจองจำ วกกลับเข้าประเด็นเดิม เขาให้ข้ามาบอกเจ้า ‘บางทีเจ้าอาจจะพูดถูก หวังว่าเจ้าจะสามารถรักษามรรคจิตของเจ้าต่อไปได้’ ”
รักษามรรคจิตไว้?
ซ่อนเอาไว้อยู่ตลอดหรือ
ติดตามต่อได้ที่ meenovel.com
จิตใจของหานเจวี๋ยหนักอึ้ง
เขากำลังจะเอ่ยปาก แต่จู่ๆ เงาแสงก็ยกมือขึ้นมา ลำแสงสายหนึ่งยิงออกมาจากดรรชนีของอีกฝ่ายและพุ่งตรงเข้ามาหาเขา
บทที่ 214
หลังจากงุนงงไปชั่วขณะ สติรับรู้ของหานเจวี๋ยก็กลับสู่สภาพปกติ
เขาลืมตาอีกครั้ง เบื้องหน้ายังคงเป็นแม่น้ำมรรคกระบี่ เงาแสงก่อนหน้านี้ไม่อยู่แล้ว
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปแล้ว
แม่น้ำมรรคกระบี่นี้กลับทำให้เขาคุ้นเคยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ เขายังสามารถแผ่พลังจิตออกไปได้ด้วย
ความรู้สึกเช่นนี้… เสมือนกำลังสำรวจพื้นที่แหวนเก็บสมบัติของตน
นับจากนี้เป็นต้นไป เขาคือผู้พิทักษ์ของแม่น้ำมรรคกระบี่!
เขาสามารถมองเห็นใบหน้าแท้จริงของร่างที่สัญจรไปมาได้ถนัดตา เขาสามารถควบคุมพลังลึกลับของแม่น้ำมรรคกระบี่ ขับไล่คนออกไป และยังเข้าออกแม่น้ำมรรคกระบี่ได้ตามใจชอบ
นับจากนี้เป็นต้นไป แม่น้ำมรรคกระบี่กลายเป็นบ้านของเขาอย่างแท้จริงแล้ว!
เพียงแต่…
หานเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกดีใจด้วยซ้ำ ตรงกันข้ามจิตใจหนักอึ้งอย่างมาก
จั้งกูซิงดีกับเขามาก สมัยที่เขายังเด็กไม่รู้เดียงสายังเคยลงมือช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ไม่อย่างนั้นป่านนี้เขาคงถูกมรรคาสวรรค์ของแม่น้ำมรรคกระบี่กดทับตายนานแล้ว
หนำซ้ำทุกครั้งที่หานเจวี๋ยมีปัญหากลัดกลุ้ม ก็จะนึกถึงจั้งกูซิง
ทั้งสองเรียกได้ว่าเป็นทั้งอาจารย์เป็นทั้งสหาย
หานเจวี๋ยเอ่ยปาก “ผู้อาวุโส ขอถามทีว่าใครจับตัวพี่ใหญ่ของข้าไป”
เขาเชื่อว่าคนผู้นั้นยังไม่จากไปไหน และเป็นดังคาดจริงๆ
“จักรพรรดิเซียนแห่งวังเทพอวี้เทียนเป่า ทำไมหรือ เจ้าอยากไปช่วยเขา? อาศัยแค่เจ้าน่ะหรือ” เสียงของเงาแสงดังมาอีกครั้ง
หานเจวี๋ยกล่าวตอบ “ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจักรพรรดิเซียนเสียหน่อย ข้าเพียงแต่อยากถามให้ชัดเจน”
[ความประทับใจที่จักรพรรดิเทพกระบี่มีต่อท่านลดลง ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]
หืม?
ถึงกับเป็นจักรพรรดิเทพกระบี่เลยหรือ
แค่นี้ก็ลดระดับความประทับใจแล้ว?
รู้สึกชอบกล
จักรพรรดิเทพกระบี่คาดหวังให้เขาแก้แค้นแทนจั้งกูซิงอยู่รึ กล้าคิดไปได้อย่างไร
ช้าก่อน! อย่าบอกนะว่าจักรพรรดิเทพกระบี่หวังให้ตนเชิญวังสวรรค์มาช่วยเหลือ
หานเจวี๋ยจมเข้าสู่ภวังค์ความคิด
เสียงแค่นจมูกหยามหยันของจักรพรรดิเทพกระบี่ดังขึ้นอีกครั้ง “ขอเตือนเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย ตอนนี้เจ้าพิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่ เพียงแค่ได้รับสิทธิ์อำนาจหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าจะทำตามอำเภอใจได้ หากผู้ที่ขอบเขตตบะเหนือชั้นกว่าเจ้าไปไกลเข้ามาในแม่น้ำมรรคกระบี่ เจ้าก็ทำอะไรไม่ได้
อย่าได้ล่วงเกินผู้ทรงพลังเพราะเรื่องนี้”
หานเจวี๋ยเข้าใจหลักการข้อนี้ ถ้าอาศัยแม่น้ำมรรคกระบี่กระทำการกำเริบเสิบสานได้จริง จั้งกูซิงก็คงไม่ถูกจับตัว
ในความคิดของเขา แม่น้ำมรรคกระบี่ก็เหมือนบริษัทแห่งหนึ่ง เขาคือยามรักษาความปลอดภัย ยามสามารถไล่คนได้ แต่ยามไม่ใช่เจ้าของบริษัท
เขาเพียงถือกุญแจดอกหนึ่งไว้เท่านั้น!
หานเจวี๋ยคารวะไปทางเบื้องหน้า จากนั้นก็กลับมาภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
เขาเอาป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาติดต่อกับตี้ไท่ไป๋
“ผู้อาวุโส ท่านรู้จักอวี้เทียนเป่าจักรพรรดิเซียนวังเทพหรือไม่” หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงเอ่ยถามผ่านป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์
ตี้ไท่ไป๋ตอบกลับว่า “รู้จัก เป็นผู้อาวุโสทัณฑ์เทพที่เพิ่งรับตำแหน่งใหม่ของวังเทพ ตัวเขาเป็นระดับจักรพรรดิเซียน อำนาจภายในวังเทพก็แข็งแกร่งมากเช่นกัน ทำไม เขาจ้องเล่นงานเจ้าหรือ”
น้ำเสียงของตี้ไท่ไป๋ค่อนข้างตึงเครียด
หานเจวี๋ยกล่าว “เขาจับตัวพี่ใหญ่คนหนึ่งของข้าไป พอมีวิธีช่วยเหลือหรือไม่”
“พี่ใหญ่? พี่ใหญ่ที่ไหนของเจ้า”
“คนผู้นั้นที่พิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่ นามว่าจั้งกูซิง”
“อะไรนะ! จั้งกูซิงเป็นพี่ใหญ่ของเจ้า? ก็ถูก…คุณสมบัติมรรคกระบี่ของเจ้าน่าสะพรึงกลัวขนาดนี้ ย่อมต้องได้บังเอิญพบเขาอยู่แล้ว…”
จากนั้นตี้ไท่ไป๋ก็คิดใคร่ครวญ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
ดูท่าทางเรื่องราวจะจัดการยาก หากเป็นที่ผ่านมาตี้ไท่ไป๋คงตอบตกลงทันทีแล้ว
ผ่านไปครู่หนึ่ง ตี้ไท่ไป๋จึงค่อยกล่าว “จั้งกูซิงเคยเป็นผู้ฝึกกระบี่อันดับหนึ่งของวังเทพ ผ่าเผยโดดเด่น ในใจเขามีเพียงกระบี่เท่านั้น เจ้าแห่งวังเทพเคยคิดอยากจับคู่บุตรสาวกับเขา แต่ถูกเขาปฏิเสธ สตรีผู้นั้นสิ้นหวังหมดกำลังใจก็เลยแต่งกับอวี้เทียนเป่าแทน
คนก็แต่งกันไปแล้ว แต่อวี้เทียนเป่ารู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยกว่าจั้งกูซิงหนึ่งช่วงมาโดยตลอด
เมื่อหลายหมื่นปีก่อน จั้งกูซิงถูกจักรพรรดิเซียนล้อมโจมตีตอนออกไปหาประสบการณ์ด้านนอก ไม่รู้เป็นเพราะสาเหตุใด เขาถึงละทิ้งกายเนื้อ จิตวิญญาณหนีออกจากวังเทพมายังแม่น้ำมรรคกระบี่แห่งนี้ หากคิดอยากช่วยเหลือจั้งกูซิงนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ พักนี้วังสวรรค์กับวังเทพเป็นมิตรกันดี อย่างมากที่สุดก็ช่วยเจ้ารักษาชีวิตของเขาไว้ได้”
คำพูดของตี้ไท่ไป๋ทำให้หานเจวี๋ยถอนหายใจโล่งอกเบาๆ
การมีชีวิตอยู่ดีกว่าอะไรทั้งนั้น
“มีชีวิตรอดต่อไปได้ก็พอแล้ว”
เมื่อหานเจวี๋ยกล่าวเช่นนี้ ตี้ไท่ไป๋จึงรับปากเรื่องนี้
ตี้ไท่ไป๋พูดต่อว่า “เรื่องนี้มอบให้วังสวรรค์จัดการ เจ้าห้ามผลีผลามออกหน้าเด็ดขาด พรสวรรค์ของเจ้าน่าสะพรึงกลัวก็จริง แต่พลังที่แท้จริงยังไม่ไหว ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจักรพรรดิเซียนเลย”
หานเจวี๋ยกล่าวตอบ “ข้าเข้าใจ”
หลังจากตัดขาดการเชื่อมต่อพลังจิต หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา และเริ่มสาปแช่งอวี้เทียนเป่า
อวี้เทียนเป่าอาจจะมีหลายคน แต่อวี้เทียนเป่าแห่งวังเทพมีแค่คนเดียว
หานเจวี๋ยสาปแช่งโดยอิงจากอวี้เทียนเป่าแห่งวังเทพ ย่อมสาปแช่งไม่ผิดตัวแน่
……
สิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยสาปแช่งอวี้เทียนเป่าแห่งวังเทพอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็ตรวจดูจดหมายไปด้วย
[จักรพรรดิสวรรค์สหายของท่านถกมรรคกับผู้ทรงพลัง ได้รับผลประโยชน์ไม่น้อย พลังมรรคเพิ่มพูน]
[ตี้หงเย่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนวังเทพ] x4
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเผ่าเทพอีกาทอง] x120
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ]
[จั้งกูซิงสหายของท่านตระหนักรู้แก่นแท้มรรคกระบี่ บรรลุพลังวิเศษมรรคาสวรรค์]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านพบกับโอกาสวาสนา ได้รับพลังภายในสูงสุดของสำนักเต๋า]
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพปีศาจ ทั้งสำนักถูกฆ่าล้าง]
……
หานเจวี๋ยไม่เห็นจุดจบการถูกสาปแช่งของอวี้เทียนเป่าก็ค่อนข้างผิดหวัง แต่เห็นว่าจั้งกูซิงถึงกับบรรลุพลังวิเศษได้ แปลว่ามีชีวิตไม่เลวทีเดียว
เขากดเปิดค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจดู พบว่าตบะของจั้งกูซิงเปลี่ยนเป็นไม่ทราบแล้ว
หรือก็หมายความว่าจั้งกูซิงเป็นจักรพรรดิเซียน!
พี่ใหญ่มั่นคงนัก!
เปลี่ยนภัยอันตรายเป็นแคล้วคลาด!
หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นสถานการณ์ในช่วงนี้ของจักรพรรดิสวรรค์ สามารถถกมรรคกับจักรพรรดิสวรรค์ได้ ทั้งยังทำให้พลังมรรคพุ่งทะยานด้วย มิใช่พวกว่างงานแน่นอน
จะเป็นใครกัน
ในใจหานเจวี๋ยสงสัยใคร่รู้
นอกจากนี้ เผ่าเทพอีกาทองกับวังเทพไปรวมหัวกันได้อย่างไร
แม่ของอีกาทองสองตัวเหี้ยมมากทีเดียว ต่อกรจักรพรรดิเซียนสี่คนได้
แดนเซียนช่างฉูดฉาดเสียจริงๆ จักรพรรดิเซียนผู้สูงส่งยังไม่ทันได้ลงมือเลย นับประสาอะไรกับผู้ฝึกบำเพ็ญทั่วไป
โชคดีที่ไม่ได้สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ ไม่อย่างนั้นคงมีหายนะมากมาย
ดูอย่างโจวฝาน เพิ่งเข้าร่วมสำนัก ทั้งสำนักก็ถูกฆ่าล้าง
ในใจหานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนโชคดี
หลายเดือนต่อมา หานเจวี๋ยสาปแช่งศัตรูทั้งหมดเสร็จสิ้น
จู่ๆ เบื้องหน้าของเขาก็มีตัวอักษรสามแถวเด้งขึ้นมา
[ตรวจพบว่าวังสวรรค์เผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังลึกลับ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ทันที ช่วยเหลือวังสวรรค์ จะได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน มรดกพลังวิเศษหนึ่งวิชา]
[สอง ยังไม่สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ในตอนนี้ ฝึกบำเพ็ญต่อไป จะได้รับมรดกพลังวิเศษหนึ่งวิชา]
หานเจวี๋ยลอบสบถ อยากโน้มน้าวให้ข้าสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์?
เป็นไปไม่ได้!
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบๆ
[ท่านเลือกยังไม่สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ในตอนนี้ ได้รับมรดกพลังวิเศษหนึ่งวิชา]
[ยินดีด้วยท่านได้รับพลังวิเศษ——ร่างแยกวัฏจักร]
[ร่างแยกวัฏจักร: สามารถสร้างร่างแยกออกมาได้ มีกระบวนความคิดเป็นของตัวเอง แต่จะไม่หักหลังเจ้านายเด็ดขาด สามารถเดินทางข้ามหมื่นโลกได้อย่างอิสระ ไม่ได้รับผลกระทบจากกรรม]
พลังวิเศษนี้ไม่เลวเลยจริงๆ สามารถสร้างร่างแยกร่างหนึ่งไว้คอยพิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่ได้
จำกัดไว้เพียงเท่านี้ก่อน หานเจวี๋ยไม่อยากให้ร่างแยกหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ตัวเอง
คิดแล้วหานเจวี๋ยก็เริ่มรับสืบทอดร่างแยกวัฏจักร
เวลาผ่านไปอีกราวหนึ่งปี
เบื้องหน้าหานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญมีตัวหนังสือแถวหนึ่งเด้งขึ้นมา
[ตรวจพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เลือกตรวจดูทันที
[รัชทายาทเทียนเจ๋อ: ระดับเซียนทองไท่อี่ระยะกลาง โอรสแห่งจักรพรรดิปีศาจวังปีศาจ ได้รับสืบทอดจิตวิญญาณเทพปีศาจแห่งเผ่าปีศาจบรรพกาลมา พรสวรรค์โดดเด่น ครั้งนี้ติดตามวังปีศาจมาลอบโจมตีวังสวรรค์ หน้าที่ของเขาคือชำระล้างโลกมนุษย์วังสวรรค์]
บทที่ 215
‘ชำระล้างโลกมนุษย์อะไรอีก!
พวกเจ้าป่วยจิตแล้วกระมัง!’
หานเจวี๋ยด่าทอด้วยความโมโหในใจ รู้สึกว่าเทพเซียนที่ว่าพวกนี้มีพิษสง
พวกเจ้าจะสู้กันก็สู้ไป อย่าลากมนุษย์ธรรมดาไปเอี่ยวด้วยสิ!
แต่ว่ารัชทายาทเทียนเจ๋อเป็นเซียนทองไท่อี่ระยะกลาง ค่อนข้างรับมือยาก ไม่รู้ว่าจะปลิดชีพในฉับพลันได้หรือไม่
หนำซ้ำเจ้าหมอนี่ยังมีผู้หนุนหลังใหญ่เป็นถึงบุตรแห่งจักรพรรดิปีศาจด้วย จะไม่เทียบเท่าหลงเฮ่ากับหลงซั่นเลยหรือ
หานเจวี๋ยกลัดกลุ้มใจ
หุ่นเชิดสวรรค์ที่อยู่ไกลๆ ในห้วงอากาศว่างเปล่าลืมตาขึ้น เห็นว่าส่วนลึกของห้วงอวกาศมีเงาร่างหนึ่งกำลังจดจ้องโลกเมฆาแดงไม่วางตา
รัชทายาทเทียนเจ๋อนั่นเอง
รัชทายาทเทียนเจ๋อสวมชุดเกราะสีดำ ผมยาวบนศีรษะปลิวสะบัด เมื่อมองอย่างถี่ถ้วน นั่นกลับเป็นงูพิษที่กำลังส่งเสียงขู่ฝูงหนึ่ง ใบหน้าของเขาหล่อเหลาเย็นชา กระบอกตาแดงก่ำ มองปราดเดียวก็รู้ว่าเหี้ยมเกรียมมาก
เขาไม่ได้ลงมือทันที หากแต่สังเกตุการณ์โลกเมฆาแดง
‘ลำดับดวงชะตาของโลกนี้เพิ่มขึ้นรวดเร็วที่สุดในวังสวรรค์ แต่สิ่งมีชีวิตทั่วไปกลับไม่ได้แข็งแกร่ง ค่อนข้างประหลาดทีเดียว’
รัชทายาทเทียนเจ๋อครุ่นคิดเงียบๆ
เวลานี้เอง หุ่นเชิดสวรรค์เอ่ยปากว่า “ท่านหมายความว่าอย่างไร”
รัชทายาทเทียนเจ๋อมองปราดเดียวก็รู้ว่าเขาคือหุ่นเชิด ก่อนจะกล่าวอย่างใจเย็น “ออกมาสู้กับข้าสักรอบ”
จองหองนัก!
หานเจวี๋ยทำแบบจำลองการทดสอบไปเงียบๆ ขณะเดียวกันก็ให้หุ่นเชิดสวรรค์ถ่วงเวลาไว้
“ไยต้องทำเช่นนี้ด้วย อย่าบอกนะว่าพวกเราโลกมนุษย์ล่วงเกินท่าน” หุ่นเชิดแห่งสวรรค์ถาม
รัชทายาทเทียนเจ๋อไม่พูดพร่ำทำเพลง ครั้นยกมือขึ้นก็ออกฝ่ามือหนึ่ง พลังเวทไร้ขอบเขตกระหน่ำสังหารไปทางหุ่นเชิดสวรรค์
หุ่นเชิดสวรรค์สำแดงดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพต้านไว้โดยสัญชาตญาณ
หุ่นเชิดสวรรค์ตัวนี้ก็มีตบะระดับเซียนลึกล้ำวัฏจักร แม้จะไม่มีประสบการณ์การต่อสู้จริงจากหานเจวี๋ย แต่ก็ยังอาศัยพลังเวทของตนสกัดกั้นการจู่โจมของรัชทายาทเทียนเจ๋อได้สำเร็จ
“เอ๋!”
รัชทายาทเทียนเจ๋อเพ่งสายตามอง
แค่หุ่นเชิดก็ขวางเขาไว้ได้หรือ
และเวลานี้เอง!
เงาร่างหนึ่งโผล่มาปรากฏตัวอยู่ข้างๆ รัชทายาทเทียนเจ๋อจากความว่างเปล่า เขาเหลือบตามองไปก็เห็นหานเจวี๋ยพอดี
เป็นชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อเหลานัก!
รัชทายาทเทียนเจ๋อเกิดความคิดเช่นนี้ขึ้นมา
เขารีบเงื้อฝ่ามือซัดออกไป ฝ่ามือกลายเป็นกรงเล็บสัตว์ที่ดุร้ายข้างหนึ่ง กลางฝ่ามือผุดไอดำมืดสายแล้วสายเล่าออกมา
โฮก!
เสียงคำรามที่น่าสะพรึงกลัวดังสนั่น ดุจดั่งฟ้าผ่ายามกลางวันแสกๆ
หานเจวี๋ยถือกระบี่พิพากษาอนธการ จากนั้นเงื้อกระบี่ฟันไปคราหนึ่ง เงากระบี่นับไม่ถ้วนระเบิดปะทุ เสมือนกระแสน้ำหลากท่วมมิดร่างรัชทายาทเทียนเจ๋อ
ท่ามกลางอุทกธารเงากระบี่ รัชทายาทเทียนเจ๋อหน้าเปลี่ยนสี
‘แย่แล้ว! ปราณกระบี่ของเจ้านี่เหตุใดถึงแข็งแกร่งขนาดนี้’
รัชทายาทเทียนเจ๋อร้องอุทานในใจ เขารีบเปลี่ยนตำแหน่ง หายตัวกระโดดออกไป
เพิ่งปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็รู้สึกทันทีว่าด้านหลังมีปราณกระบี่ที่น่าหวาดกลัวตามมา
เขาดึงทวนเหล็กเล่มหนึ่งออกมาทันใด กำลังจะหันกลับไปโบกทวน ก็พลันถูกเงากระบี่นับไม่ถ้วนท่วมจนมิดอีก
“บัดซบ!”
รัชทายาทเทียนเจ๋อตระหนกตกใจ กายเนื้อถูกทำลายสิ้นอย่างรวดเร็ว
จิตดั้งเดิมของเขาถูกพลังลึกลับขุมหนึ่งปกป้องไว้ จึงไม่ได้เผชิญหน้าการโจมตีพินาศจากปราณกระบี่
หานเจวี๋ยบุกไปสังหารอีกครั้ง มือซ้ายยกขึ้นสำแดงพลังดูดวิญญาณหกสาย ดึงตัวรัชทายาทเทียนเจ๋อเข้ามาตรงหน้า
“ช้าก่อน! ข้าเป็นบุตรแห่งจักรพรรดิปีศาจวังปีศาจ เจ้าจะฆ่าข้าไม่ได้!”
รัชทายาทเทียนเจ๋อร้องบอกด้วยความหวาดกลัว
[รัชทายาทเทียนเจ๋อเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้วิชาไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิโจมตีสังหารจิตดั้งเดิมของรัชทายาทเทียนเจ๋ออีกครั้ง
ในเมื่อผูกความแค้นกันแล้ว เช่นนั้นก็ต้องฆ่า!
ถ้าหากเจ้าไม่เกิดความเกลียดชัง เช่นนั้นพวกเราก็ยังพอจะนั่งจับเข่าคุยกันได้!
รัชทายาทเทียนเจ๋อร่างและจิตล้วนดับสูญ!
หานเจวี๋ยถอนหายใจโล่งอก ก่อนจะรีบกลับไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ห้วงอากาศว่างเปล่ากลับสู่ความเงียบสงบดังเดิม ปราณกระบี่สลายไปดุจสายหมอก
หลังกลับมาถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หัวใจของหานเจวี๋ยเต้นถี่รัว
ฆ่าตัวเล็กเสร็จสิ้นแล้ว ตัวใหญ่จะโผล่มาหรือไม่
หานเจวี๋ยเตรียมใจยอมรับชะตากรรมหลังจากนี้เรียบร้อยแล้ว
หนึ่งชั่วยาม
สองชั่วยาม
ห้าชั่วยาม
สองวันผ่านไป
หานเจวี๋ยไม่ได้รับแจ้งเตือนความเกลียดชังใดๆ เขารู้สึกงงงวยในใจ
อย่าบอกนะว่าจักรพรรดิปีศาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับรัชทายาทเทียนเจ๋อคนนี้?
เขาเป็นถึงรัชทายาทเชียวนะ!
ช้าก่อน ข้อความแนะนำตัวเขียนไว้ว่าบุตรแห่งจักรพรรดิปีศาจ ไม่ใช่รัชทายาทวังปีศาจ
หากว่าเป็นรัชทายาทวังปีศาจจริง จักรพรรดิปีศาจกินอิ่มแปล้ไม่มีอะไรทำ ก็เลยส่งรัชทายาทมาถึงรังเก่าของศัตรูหรือ
หานเจวี๋ยยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นเช่นนี้
เวลาเคลื่อนคล้อยไปเรื่อยๆ
หลังจากรัชทายาทเทียนเจ๋อสิ้นชีพ โลกเมฆาแดงก็ไม่ได้เผชิญกับการโจมตีอีกเลย
สิบปีต่อมา ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังสาปแช่งศัตรู จู่ๆ ตี้ไท่ไป๋ก็ติดต่อเขาผ่านป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยทำสองอย่างพร้อมกัน เริ่มเชื่อมต่อจิตกับตี้ไท่ไป๋
“พักนี้วังสวรรค์ถูกวังปีศาจจู่โจม โลกมนุษย์ไม่น้อยประสบภัย ทางเจ้าเกิดเรื่องอะไรหรือไม่” ตี้ไท่ไป๋เอ่ยถาม
หานเจวี๋ยตอบกลับ “พบเซียนทองไท่อี่คนหนึ่งเข้า”
ตี้ไท่ไป๋ตึงเครียดทันที ถามไปว่า “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง เขาไปแล้วใช่หรือไม่”
“เขาตายแล้ว”
“หา?” ตี้ไท่ไป๋ตกใจสะดุ้งโหยง
หานเจวี๋ยสามารถสังหารเซียนทองได้แล้ว?
นี่ไม่ใช่ว่าเกินเหตุไปไกลกว่าจักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิดจากวังเทพคนนั้นอีกหรือ
ควรรู้ไว้ว่าหานเจวี๋ยเพิ่งอายุหนึ่งพันกว่าปีเท่านั้น!
คนผู้นั้นจากวังเทพถึงแม้ตอนเป็นเซียนแท้จะฟันสังหารเซียนทองได้ แต่ปีนั้นก็อายุเลยหนึ่งพันกว่าปีไปไกลมากแล้ว
ตี้ไท่ไป๋ถูกทำให้สะท้านสะเทือนเสียแล้ว
ทันใดนั้นเขาก็ตระหนักได้ว่าตนกับฝ่าบาทอาจจะประเมินหานเจวี๋ยต่ำเกินไป
ตี้ไท่ไป๋ถามด้วยเสียงร้อนรน “คนที่มาหาเรื่องเจ้าเป็นใคร”
หานเจวี๋ยไม่ได้ปิดบัง เขาเองก็จำเป็นต้องให้วังสวรรค์ช่วยสนับสนุนตนเช่นกัน
“บุตรแห่งจักรพรรดิปีศาจ…รัชทายาทเทียนเจ๋อ…ในเมื่อเจ้ารู้สถานะของเขาแล้ว ยังกล้าลงมือฆ่าอีกหรือ” ตี้ไท่ไป๋ด้วยถามน้ำเสียงแปลกพิกล
หานเจวี๋ยถามว่า “ข้ามีวังสวรรค์หนุนหลังอยู่ อย่าบอกนะว่าวังสวรรค์กลัววังปีศาจ เป็นไปไม่ได้! วังสวรรค์ของข้าเป็นที่หนึ่งในหล้า!”
ตี้ไท่ไป๋นิ่งเงียบ
คำพูดนี้ไม่อาจโต้แย้งได้
“เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องบอกคนอื่น ข้าจะทูลฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์ก่อน วางใจเถอะ วังสวรรค์จะเป็นผู้หนุนหลังที่พึ่งพาได้ที่สุดของเจ้าตลอดกาล!” ตี้ไท่ไป๋ทิ้งประโยคนี้ไว้ก็ตัดการติดต่อไป
หานเจวี๋ยไม่สนใจ สาปแช่งศัตรูต่อ และถือโอกาสอ่านจดหมายไปในตัว
หลายเดือนต่อมา หานเจวี๋ยเริ่มรังสรรค์ร่างแยกวัฏจักร
ร่างแยกวัฏจักรนี้เอาไว้ใช้ในการพิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่
สามปีต่อมา หานเจวี๋ยถึงจะสร้างร่างแยกวัฏจักรร่างหนึ่งเสร็จสมบูรณ์ ดูไปแล้วลักษณะเหมือนหานเจวี๋ยไม่มีผิด
อู้เต้าเจี้ยนเห็นแล้วยังตกตะลึง
หานเจวี๋ยหยิบหน้ากากอันหนึ่งออกมา ให้ร่างแยกวัฏจักรสวมใส่ไว้
“นับจากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าชื่อว่าหลิวเป้ย (เล่าปี่)”
หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ จากนั้นก็โบกมือส่งร่างแยกวัฏจักรเข้าไปในแม่น้ำมรรคกระบี่
ตบะของร่างแยกวัฏจักรต่างจากเขาไม่เท่าไรนัก เพียงแต่ไม่ได้รับสืบทอดความทรงจำวิชายุทธ์ของเขา
ถึงแม้หานเจวี๋ยจะสามารถถอดจิตเข้าไปในร่างแยกวัฏจักรและควบคุมกายเนื้อของมันได้ แต่ก็กลัวเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น ดังนั้นจึงไม่อาจทำให้ร่างแยกวัฏจักรเหมือนกับตนได้ทุกประการ
อู้เต้าเจี้ยนถามขึ้นอย่างใคร่รู้ “นายท่าน หลิวเป้ยเป็น…”
หานเจวี๋ยกล่าวตอบ “แค่ร่างแยกเท่านั้น ก่อนหน้านี้เจ้าก็เคยไปแม่น้ำมรรคกระบี่ไม่ใช่หรือ ต่อไปเขาจะคอยพิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่”
พรสวรรค์มรรคกระบี่ของอู้เต้าเจี้ยนก็แกร่งมากเช่นกัน ก่อนหน้านี้เคยไปแม่น้ำมรรคกระบี่มาแล้ว
“ผู้อาวุโสท่านนั้นเล่า” อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความสงสัย
หานเจวี๋ยเอ่ย “มีกิจต้องจากไป”
อู้เต้าเจี้ยนทำเสียงจิ๊ปากอย่างแปลกใจ “นายท่าน ท่านคว้าตำแหน่งนี้มาได้อย่างไรกัน”
“อาศัยพรสวรรค์น่ะ เจ้าไม่เข้าใจหรอก!”
หานเจวี๋ยกลอกตาให้นาง จากนั้นลุกขึ้นเดินมาที่ริมวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
เขาพบว่าลี่เหยาไม่ได้มุ่งหน้ามาค้นหาโลกเมฆาแดง หากแต่ซ่อนตัวฝึกบำเพ็ญอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่ง
รอบคอบมากทีเดียว รู้จักเปลี่ยนสถานที่ซ่อนตัวด้วย
เดาว่าคงกลัวหานเจวี๋ยหลอกลวงนาง
“ท่านอาจารย์ มู่หรงฉี่เกิดเรื่องแล้ว!”
ติดตามต่อได้ที่ meenovel.com
เสียงของถูหลิงเอ๋อร์ดังเข้ามาจากนอกถ้ำเทวา น้ำเสียงของนางร้อนรน
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินก็เดินออกมาจากถ้ำเทวาทันที
เห็นเพียงมู่หรงฉี่ชักกระตุกอยู่ใต้ต้นฝูซัง ใบหน้าบิดเบี้ยว ร่างกายกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง คนที่เหลือล้วนไม่กล้าวางใจเข้าไปใกล้