206-210

บทที่ 206
การมาของหลงเฮ่าทำให้เขาเพียรบำเพ็ญเซียนคึกคักขึ้น ทีแรกฉู่ซื่อเหรินสนใจหลงเฮ่าเป็นที่สุด มักจะตามติดหลงเฮ่าทั้งวัน

จนกระทั่งหลงเฮ่ามาบ่นที่หน้าถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยถึงค่อยให้ราชามังกรสามหัวดูแลหลงเฮ่า และห้ามไม่ให้ฉู่ซื่อเหรินเข้าใกล้เขา

ไม่นึกว่าฉู่ซื่อเหรินจะเกลี้ยกล่อมหลงเฮ่าไม่ให้ฝึกฝน หลงเฮ่าจึงรู้สึกไม่ชอบหน้าเขามาก

สำหรับหลงเฮ่า หานเจวี๋ยไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก

เรื่องอย่างการเลี้ยงเด็กมอบให้คนอื่นทำก็พอแล้ว ในสายตาของหานเจวี๋ย หลงเฮ่าเป็นแค่แขกที่ผ่านทางมา ไม่มีทางอยู่ข้างกายเขาตลอดไป และเป็นไปไม่ได้ที่จะกตัญญูต่อเขา

คนที่สำคัญที่สุดในใจของหลงเฮ่าย่อมเป็นจักรพรรดิสวรรค์

หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้พยายามปลูกฝังอะไรให้กับหลงเฮ่า หากหลงเฮ่าเปลี่ยนไปจริงๆ จักรพรรดิสวรรค์ย่อมจับสังเกตได้แน่นอน

การฝึกบำเพ็ญต่างหากถึงสำคัญที่สุด!

การปรากฏตัวของหลงเฮ่าทำให้หานเจวี๋ยคิดได้หลายเรื่อง

ไม่นึกว่าตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์จะสามารถเปลี่ยนคนได้!

หากเฮ่าเทียนตื่นขึ้นมา ไม่แน่ว่าอาจจะอยากได้บัลลังก์จักรพรรดิสวรรค์อีกครั้ง!

สิ่งที่หานเจวี๋ยต้องทำคือแข็งแกร่งขึ้นก่อนที่บัลลังก์จักรพรรดิสวรรค์จะล่มสลาย ถึงแม้จะไม่พึ่งพาวังสวรรค์ ก็ไม่มีใครกล้ามายุแหย่เขา

……

ผ่านไปอีกสิบปี

หานเจวี๋ยตื่นขึ้นมาจากการฝึกบำเพ็ญ เขานำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาและเริ่มสาปแช่งศัตรู

ขณะที่สาปแช่งก็ตรวจสอบจดหมายไปด้วย

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังในแดนเซียน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด] x270,321

[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[สวินฉางอันศิษย์ของท่านมรรคจิตแห่งเกิดการเปลี่ยนแปลง พระธาตุตื่นขึ้น]

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านพบกับโอกาสวาสนา ได้รับโอสถทองคำราชาปีศาจบรรพกาล]

[จอมพลเสินเผิงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากแม่ทัพและทหารสวรรค์] x103,872

[จอมพลเสินเผิงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากยอดแม่ทัพเทพสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[โจวฝานสหายของท่านได้รับโอกาสวาสนา ร่างสกรรจ์เกิดการเปลี่ยนแปลง]

……

‘วังสวรรค์เกิดเรื่องวุ่นวายแล้ว? จี้เซียนเสินก็บาดเจ็บด้วย!’

เมื่อหานเจวี๋ยสังเกตเห็นสภาพการณ์น่าอนาถของจอมพลเสินเผิง ก็อดกล่าวโทษตัวเองไม่ได้

จะต้องเกี่ยวข้องกับการที่เขาฟ้องก่อนหน้านี้แน่

แต่รู้สึกผิดก็ส่วนรู้สึกผิด หานเจวี๋ยไม่เสียใจในภายหลังแต่อย่างใด

หากจอมพลเสินเผิงทำวังสวรรค์ล่มสลายจริง เขาก็จะไม่มีคนหนุนหลังแล้ว

อีกอย่าง วังสวรรค์ต้องมีการพิจารณาของตนเอง ไม่อาจสังหารมหาเทพองค์หนึ่งเพียงเพราะคำพูดประโยคเดียวของหานเจวี๋ย

ทว่าโจวฝานกลับทำให้หานเจวี๋ยต้องมองในมุมใหม่

เจ้าหมอนี่กระโดดข้ามเคราะห์สวรรค์โดยตรง ไปเที่ยวเล่นในแดนเซียนเสียแล้ว

‘สุดยอดไปเลยนี่! ไม่มีโจวฝานอยู่เป็นเพื่อน โม่ฟู่โฉวจะเหงาหรือไม่’

หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้

หลายเดือนต่อมา เขาวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง จากนั้นนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาตรวจสอบอันดับบนป้ายศิลามรรคาสวรรค์

มองดูคราวนี้ หานเจวี๋ยก็ต้องเหนื่อยใจทันที

อันดับเลื่อนขึ้นอีกแล้ว!

อันดับที่ 1,997!

เลื่อนขึ้นมาหลายร้อยอันดับเลย!

ไร้เหตุผลสิ้นดี!

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าโลกเมฆาแดงกำลังสร้างเรื่องอยู่

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วโลกเมฆาแดงจะต้องดึงดูดความสนใจคนอย่างแน่นอน

ไม่เพียงแค่วังสวรรค์ ยังมีกลุ่มอิทธิพลใหญ่อื่นๆ ด้วย

ก่อนหน้านี้มีราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ลึกลับมาทำลายโลกมนุษย์ของวังสวรรค์

หานเจวี๋ยได้แต่อธิษฐานให้โลกมนุษย์ที่อยู่อันดับสูงขึ้นไปเป็นโลกที่ยอดเยี่ยม ยากที่จะแซงขึ้นไปได้

หลังจากนั้น หานเจวี๋ยลุกเดินมายังริมวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า

ลี่เหยายังฝึกบำเพ็ญอยู่เช่นเคย

หานเจวี๋ยแปลกใจ ลี่เทียนซินจัดงานแต่งที่นางไม่ต้องการให้แล้ว เหตุใดนางถึงไม่สะทกสะท้านเลย

‘เดี๋ยวก่อน! แม่สาวคนนี้ทะลวงถึงระดับเซียนอิสระแล้ว!

น่าสนใจ! มิน่าล่ะนางถึงไม่ยี่หระ’

หานเจวี๋ยมองอยู่พักหนึ่ง ก็กลับไปฝึกบำเพ็ญอีก

สำหรับเขาแล้ว การปรากฏตัวของลี่เหยาเป็นแค่เรื่องเพลิดเพลินใจเรื่องหนึ่งเท่านั้น เหมือนกับการตามดูละครโทรทัศน์ เขาไม่อยากมีส่วนร่วม แค่ต้องการเฝ้าดูเท่านั้น

“คนอื่นเขาทะลวงระดับเซียนอิสระแล้ว เจ้าก็รีบหน่อยเถอะ” หานเจวี๋ยเอ่ยกับอู้เต้าเจี้ยน

อู้เต้าเจี้ยนทำปากยื่นกล่าวว่า “วิชากระบี่เทียมฟ้าฝึกฝนยากเกินไป ทำให้การเลื่อนระดับของข้าล่าช้า”

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าเลื่อนระดับก่อน แล้วค่อยฝึกฝนในภายหลัง”

“ถ้าอย่างนั้นข้าสามารถทะลวงถึงระดับเซียนอิสระอย่างแน่นอน!”

“สิ่งที่ข้าต้องการคือไม่ใช่สามารถ แต่เป็นโดยเร็ว”

“เจ้าค่ะ”

อู้เต้าเจี้ยนถูกยั่วยุเข้าแล้ว นางจะไม่แพ้ให้กับแม่นางผู้นั้นเด็ดขาด!

หานเจวี๋ยยิ้มอย่างพึงพอใจ

คุณสมบัติของอู้เต้าเจี้ยนยังคงแข็งแกร่งมาก ประกอบกับพลังวิญญาณบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญย่อมไม่ช้าเป็นธรรมดา เพียงแค่ก่อนหน้านั้นเอาแต่ทำความเข้าใจวิชากระบี่เทียมฟ้าอยู่

……

ณ พระราชวังเทียมเมฆา

จักรพรรดิสวรรค์นั่งอยู่บนบัลลังก์สูง ในตำหนักมีเทพเซียนแค่สองคนคือตี้ไท่ไป๋กับยอดแม่ทัพเทพ

ตี้ไท่ไป๋ถามว่า “ยอดแม่ทัพเทพ จอมพลเสินเผิงรับสารภาพหรือยัง”

ยอดแม่ทัพเทพตอบ “ยังพ่ะย่ะค่ะ เขาไม่ยอมพูดถึงอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลัง แต่ข้าเดาว่าคงเกี่ยวข้องกับสำนักพุทธ อาจารย์ของเขาน่าจะเป็นบรรพชนพุทธบางท่านในสำนักพุทธ เป็นไปได้มากว่าจะเป็นบรรพชนพุทธภควัตที่หายตัวไปนานแล้ว”

บรรพชนพุทธภควัต!

ตี้ไท่ไป๋สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“หากเป็นบรรพชนพุทธภควัต อาจจะไม่เกี่ยวข้องกับสำนักพุทธ ข้ากำลังคิดอยู่ว่านอกจากวังเทพ สำนักพุทธ กับวังปีศาจแล้ว จะยังมีพวกผู้ยิ่งใหญ่ที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืดหรือไม่ อย่างเช่นสามนิกายสำนักเต๋าที่โดดเดี่ยวอยู่ในมหาเคราะห์สถาปนาเทพ (ห้องสิน)” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยปากช้าๆ

น้ำเสียงของเขาสงบ แต่กลับทำให้ตี้ไท่ไป๋และยอดแม่ทัพเทพฟังแล้วสะเทือนอารมณ์

มหาเคราะห์สถาปนาเทพคือมหาเคราะห์ในตำนาน อยู่ในส่วนลึกของสายธารประวัติศาสตร์อันยาวนาน

ยอดแม่ทัพเทพขมวดคิ้วพูด “ไม่ใช่ว่าบรรพชนเต๋าออกคำสั่ง ห้ามไม่ให้สำนักเต๋าเข้าร่วมการช่วงชิงมรรคาสวรรค์หรอกหรือ”

จักรพรรดิสวรรค์ตอบ “นั่นมันเมื่อก่อน ตอนนี้บรรพชนเต๋าปิดด่านฝึกบำเพ็ญหลายปี คนเก่าคนแก่ของสำนักเต๋าเหล่านั้นอยากจะทะลวงระดับให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น จึงต้องช่วงชิงดวงชะตามรรคาสวรรค์ ที่วิญญูเต๋ามาก่อนหน้านี้ก็เป็นลางบอกเหตุอย่างหนึ่ง”

ตี้ไท่ไป๋ขมวดคิ้วถามว่า “เช่นนั้นวังสวรรค์ควรทำอย่างไรดี ในวังสวรรค์มีเทพเซียนสำนักเต๋าปะปนอยู่มากมายนัก ศึกผนึกเทพเมื่อยุคบรรพกาลก็เป็นเพราะบรรพชนเต๋าต้องการประคับประคองวังสวรรค์ จึงบีบให้ยอดผู้บำเพ็ญของสามนิกายสำนักเต๋ามาเป็นเทพในวังสวรรค์ หากสามนิกายสำนักเต๋าหวนกลับมามีอำนาจอีก พวกเขาต้องรีบกรูกันมาแน่”

“กลัวอะไรกัน วังสวรรค์มีสี่ยอดมหาจักรพรรดิ สามยอดแม่ทัพเทพ สามสิบหกวิญญูเซียน ยังมีบุตรแห่งสวรรค์อย่างหานเจวี๋ยที่กำลังเติบโตอีก ข้ามีความกังวลเช่นนี้มานานแล้ว!”

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวอย่างวางอำนาจ ไม่หวาดกลัวสามนิกายสำนักเต๋าเลยแม้แต่น้อย

ยอดแม่ทัพเทพถามว่า “ตบะของหานเจวี๋ยเป็นอย่างไรบ้างแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ตี้ไท่ไป๋เอามือลูบหนวดพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ก่อนหน้านั้นไม่นานได้สังหารเซียนลึกล้ำไปคนหนึ่ง”

“เช่นนั้นก็ไม่เลว”

“นิสัยของเจ้าเด็กนี่ตรงข้ามกับเจ้าพอดี ในภายหน้าเหมาะที่จะนั่งพิทักษ์วังสวรรค์”

“อืม ข้าก็เห็นว่าเขามีอนาคต แม้จะชอบมุมานะฝึกฝน แต่ต้องไม่กลัวการมีเรื่องอย่างแน่นอน”

ยอดแม่ทัพเทพเผยรอยยิ้มออกมา คาดหวังรอคอยอนาคตของหานเจวี๋ย

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยปาก “ตรวจสอบต่อไป เทพเซียนทั้งหมดที่จอมพลเสินเผิงสมคบคิดด้วยต้องตรวจสอบให้ชัดเจน หากต่อต้านให้สังหารเลย วังสวรรค์ก็ควรจะกวาดล้างคนเลวได้แล้ว นอกจากนี้ให้ตรวจสอบพรรคพวกเก่าของจักรพรรดิหยกเฮ่าเทียนด้วย หากยังมีเทพเก่าแก่ที่เลื่อมใสเฮ่าเทียนให้บันทึกเอาไว้ ข้าจะโค่นตำแหน่งเทพของพวกเขาทีเดียว”

ตี้ไท่ไป๋รีบตอบรับ “น้อมรับคำสั่ง!”

ยอดแม่ทัพเทพเอ่ยต่อ “ฝ่าบาทวางพระทัยได้ ตราบใดที่มีข้าอยู่ บัลลังก์ของฝ่าบาทจะต้องคงอยู่ไปนิจนิรันดร์!”

เขามีสีหน้าเคร่งขรึม แววตาหนักแน่น

……

วสันตฤดูผ่านพ้นไป สารทฤดูมาเยือน เวลาผ่านไปอีกยี่สิบปี

หานเจวี๋ยยังไม่ทะลวงระดับ แต่พลังเวทเพิ่มขึ้นตลอด เวลาในการเอาชนะตี้ไท่ไป๋ก็น้อยลงเรื่อยๆ เช่นกัน

ในวันนี้ หานเจวี๋ยกำลังสาปแช่งศัตรูอยู่ จู่ๆ เขาก็รับรู้ได้ว่าอานุภาพกดดันอันน่ากลัวปกคลุมไปทั่วโลกเมฆาแดง อานุภาพกดดันเช่นนี้พุ่งเป้าแค่ระดับเซียน มนุษย์ธรรมดาไม่อาจรับรู้ได้

หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบริเวณรอบๆ โลกเมฆาแดง

[เสียงหลงฝัว: ระดับเซียนทองไท่อี่ระยะปลาย พุทธาเทพแห่งสำนักพุทธ]

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว พุทธาเทพแห่งสำนักพุทธ?

เขานึกถึงสวินฉางอันขึ้นมาทันที

‘หรือว่าจะมาตามหาสวินฉางอัน?’

ติดตามต่อได้ที่ meenovel.com

หานเจวี๋ยค้นหาตำแหน่งของฝ่ายตรงข้าม ค้นพบว่าเสียงหลงฝัวอยู่กลางอากาศ และถูกมหาเทพเหยียนจวินขวางเอาไว้

ทั้งสองต่างก็เป็นเซียนทองไท่อี่ระยะปลาย กำลังตาต่อตาฟันต่อฟัน

บทที่ 207
บนอากาศว่างเปล่าเหนือโลกเมฆาแดง

มหาจักรพรรดิเหยียนจวินมีสีหน้าไร้ความรู้สึก สายตากำลังจ้องมองหลวงจีนลักษณะน่าเกรงขามที่เปล่งรัศมีเจิดจ้า

หลวงจีนที่น่าเกรงขามผู้นี้ก็คือเสียงหลงฝัว มีมังกรทองตัวหนึ่งพันอยู่รอบตัว กล้ามเนื้อบึกบึน ท่าทางวางอำนาจมาก

“อมิตาพุทธ สหายจะไม่หลีกทางให้อาตมาจริงหรือ”

เสียงหลงฝัวกล่าวเสียงเย็น น้ำเสียงแฝงการข่มขู่เต็มเปี่ยม

มหาเทพเหยียนจวินกล่าวด้วยรอยยิ้มเหยียดหยาม “ที่นี่คือโลกมนุษย์ของวังสวรรค์ เจ้าอยากจะเข้าก็เข้าไปได้เลยเสียที่ไหน วันนี้ต่อให้ต้องรบกัน บรรดาเทพวังสวรรค์ก็จะมาถึงในอีกไม่ช้าแน่ เคราะห์ภัยเมื่อหลายร้อยปีก่อน วังสวรรค์ยังไม่ได้คิดบัญชีกับสำนักพุทธเลย เจ้ากลับส่งตัวเองมาหาถึงที่พอดี!

ลงมือเถอะ! ให้ข้ารับคำชี้แนะจากพลังของพุทธาเทพสักหน่อย!”

เมื่อเผชิญหน้ากับมหาเทพเหยียนจวินที่ไม่ยี่หระอะไร เสียงหลงฝัวก็ขมวดคิ้ว

เขาไม่นึกว่ามหาเทพเหยียนจวินจะหุนหันเช่นนี้

แดนเซียนในตอนนี้ มีใครบ้างที่ไม่ไว้หน้าสำนักพุทธ

แววตาของเสียงหลงฝัวเย็นเยือกขึ้นมาทันที เขาแค่นเสียงก่อนเอ่ย “มหาเทพเหยียนจวิน กรรมนี้ยังไม่จบสิ้น!”

มหาเทพเหยียนจวินเผยยิ้มดูแคลน

อีกด้านหนึ่ง หานเจวี๋ยกำลังใช้แบบจำลองการทดสอบ

ผ่านไปเป็นเวลานาน เขาลืมตาขึ้นและทอดถอนใจกล่าวว่า “พุทธาเทพมีของอยู่บ้าง!”

เสียงหลงฝัวในระดับเซียนทองไท่อี่ระยะปลายแข็งแกร่งกว่าตี้ไท่ไป๋ในระดับเซียนทองไท่อี่ระยะสมบูรณ์มาก ถึงสุดท้ายหานเจวี๋ยพอจะสังหารเสียงหลงฝัวลงได้ แต่ตนเองหลงเหลือแค่จิตวิญญาณ สถานการณ์ศึกน่าเวทนายิ่ง

เสียงหลงฝัวคนนี้ไม่อาจยุแหย่ได้!

หานเจวี๋ยคิดอยู่เงียบๆ

เขาตรวจสอบตำแหน่งของเสียงหลงฝัวอีกครั้ง และพบว่าเสียงหลงฝัวจากไปแล้ว

หานเจวี๋ยนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาค้นหาสวินฉางอัน ไม่นานนักเขาก็หาตัวพบ

หานเจวี๋ยมีสีหน้าแปลกพิลึก

สวินฉางอันนั่งขัดสมาธิอยู่ริมทะเล หันหน้าเข้าหาทะเล บนตัวเปล่งแสงพุทธะ คุณลักษณะเกิดการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าจะอัปลักษณ์ แต่ภายใต้บุคลิกที่สุขุมและศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ดูขัดตาอีกต่อไปแล้ว

ตบะของสวินฉางอันดันพุ่งไปถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์อย่างรวดเร็ว!

‘เกิดอะไรขึ้น’

หานเจวี๋ยใช้พลังจิตตรวจสอบสวินฉางอันทันที

ไม่ได้ถูกยึดร่าง เพียงแต่ในร่างของสวินฉางอันมีไข่มุกสีทองซ่อนอยู่เม็ดหนึ่ง หรือว่าจะเป็นพระธาตุของสำนักพุทธ?

ในขณะนั้นเอง มู่หรงฉี่เหาะมาจากที่ไกลๆ

เขาลงมาตรงหน้าสวินฉางอันก่อนกล่าวว่า “อาจารย์ กระดูกของนางฝังเรียบร้อยแล้ว”

สวินฉางอันค่อยๆ ลืมตาขึ้น ถอนหายใจครั้งหนึ่ง

มู่หรงฉี่ปลอบใจ “อาจารย์ เคราะห์นี้ผ่านพ้นไปแล้ว ท่านไม่จำเป็นต้องคิดถึงนางอีก ท่านไม่ติดค้างอะไรนาง นางเพียงต้องการมากเกินไปเท่านั้น”

สวินฉางอันกล่าวเบาๆ “เหตุใดสังสารวัฏถึงไม่อาจเปลี่ยนธรรมชาติของมนุษย์ได้”

มู่หรงฉี่ไม่ได้ตอบ

หากสังสารวัฏสามารถทำให้ธรรมชาติของมนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ เช่นนั้นจะยังเป็นคนคนเดียวกันอีกหรือ

“อาจารย์ ต่อไปท่านมีแผนการอย่างไร” มู่หรงฉี่ถาม

สวินฉางอันตอบว่า “กลับบ้าน”

มู่หรงฉี่ได้ยินก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที

เขาอยากกลับบ้านมานานแล้ว

บ้านอยู่ที่ใด

ก็เขาเพียรบำเพ็ญเซียนนั่นไง!

หานเจวี๋ยได้ยินบทสนทนาของพวกเขาแล้วอดสงสัยมากกว่าเดิมไม่ได้

‘เคราะห์รักของสวินฉางอันผ่านพ้นได้แล้วหรือ

ช่างเถอะ รอเขากลับมาค่อยถามอีกที’

หานเจวี๋ยวางป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ลง ทอดถอนใจเอ่ยว่า “ลูกหลานเติบโตกันหมดแล้ว ต่างก็มีชีวิตของตัวเอง”

อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความสงสัย “นายท่าน ท่านกำลังพูดถึงใครหรือ”

หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ได้พูดถึงใคร รอเจ้าสำเร็จมรรคในภายหน้าแล้ว จะไปจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียนหรือไม่”

อู้เต้าเจี้ยนพูดอย่างประหลาดใจ “ไปจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียน? เช่นนั้นข้าจะไปที่ใดได้ ข้าถือกำเนิดที่นี่ จะไม่ไปไหนทั้งนั้น นอกเสียจากว่านายท่านจะจากไป”

ตั้งแต่เปลี่ยนร่างมา อู้เต้าเจี้ยนก็ไม่เคยจากไปไหนเลย

โลกของนางเรียบง่ายมาก นั่นคือการฝึกบำเพ็ญ

หานเจวี๋ยส่ายหน้าอดยิ้มไม่ได้ คำถามนี้ยังเร็วเกินไปสำหรับอู้เต้าเจี้ยน

ต่อจากนั้นเขาก็นำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรูต่อ

……

หนึ่งปีต่อมา

สวินฉางอันและมู่หรงฉี่กลับมาแล้ว

หลงเฮ่าที่เติบโตแล้วกับโจวหมิงเยวี่ยรู้สึกสนใจเรื่องพวกเขามาก ทุกคนมานั่งล้อมวงอยู่ใต้ต้นไม้และคุยกันอย่างคึกคัก

สวินฉางอันเปลี่ยนไปมาก แสงพุทธะบนตัวสาดส่องอยู่ตลอดเวลา ราวกับเป็นเทพเซียนก็ไม่ปาน

ไก่คุกรัตติกาลพูดหยอกเย้า “เชี่ยนเอ๋อร์ตายอีกแล้วหรือ”

สวินฉางอันปรายตามองมันทีหนึ่ง ทว่าไม่ได้พูดอะไร

มู่หรงฉี่สังเกตดูหลงเฮ่า ถามด้วยความสงสัยว่า “เจ้าอยู่ระดับใดแล้ว”

พวกเขารู้จักกันแล้ว มู่หรงฉี่อยากรู้เรื่องเกี่ยวกับอาจารย์อาน้อยผู้นี้มาก

ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด พอเห็นหลงเฮ่าเขาก็รู้สึกเลือดเดือดพล่านประหนึ่งเผชิญหน้ากับศัตรูคู่อาฆาต

หลงเฮ่าตอบอย่างภาคภูมิใจ “ข้าเป็นเซียนอิสระแล้ว”

มู่หรงฉี่นิ่งเงียบ

เซียนอิสระที่มีอายุสี่สิบกว่าปีหรือ…

ฟางเหลียงกล่าวปลอบใจ “พี่ชาย อย่าไปเปรียบเทียบกับเขาเลย พวกเราไม่อาจเทียบได้หรอก”

หลงเฮ่ากล่าวด้วยรอยยิ้มทระนงตน “ต่อไปหากเจอปัญหาก็มาหาข้าได้ตลอดเวลา ข้าคืออาจารย์อาของพวกเจ้า!”

คนทั้งหลายพูดคุยกันต่อ ฟังประสบการณ์ของมู่หรงฉี่ในหลายปีมานี้

อีกาทองทั้งสองตัวก็ตั้งใจฟังอยู่

พูดคุยกันหลายชั่วยาม จนท้องฟ้ามืดลงแล้ว

ถูหลิงเอ๋อร์ถามขึ้นอย่างสงสัย “พวกเจ้าว่าสำนักของพวกเราควรใช้ชื่อว่าอะไรดี พวกเราไม่นับเป็นศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์สักหน่อย”

ในบรรดาพวกเขามีแค่มู่หรงฉี่กับฟางเหลียงที่รับตำแหน่งในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ คนอื่นๆ ติดตามแค่หานเจวี๋ยเท่านั้น

“เป็นเช่นนั้นจริง สำนักของพวกเราเติบใหญ่เข้มแข็งแล้ว สามารถตั้งตัวเป็นอิสระได้” ฟางเหลียงพยักหน้าเอ่ย

ไม่ต้องพูดถึงหานเจวี๋ย ลำพังแค่มีฟางเหลียงกับมู่หรงฉี่ก็เพียงพอที่จะเหนือกว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แล้ว

ไก่คุกรัตติกาลพูดกลั้วหัวเราะ “ชื่อสำนักไก่เป็นอย่างไร”

ทุกคนหันไปถลึงตาใส่มันอย่างพร้อมเพรียงกัน

เจ้าใหญ่สะบัดปีกอีกาทองใส่จนมันล้มคว่ำลงพื้นทันใด

“อาจารย์ ท่านล่ะว่าอย่างไร” ฟางเหลียงถาม

สวินฉางอันเงียบงันมาโดยตลอด เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง เพราะฉู่ซื่อเหรินจ้องมองเขาตลอด จ้องจนเขาขนลุกขนพอง

สวินฉางอันพูด “เรื่องนี้ต้องฟังอาจารย์เท่านั้น”

ตอนนี้เอง ประตูใหญ่ถ้ำเทวาเปิดออก หานเจวี๋ยและอู้เต้าเจี้ยนเดินออกมา

หลงเฮ่ารีบเข้ามาหา กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “อาจารย์ ในที่สุดท่านก็ออกมาแล้ว เมื่อใดท่านจะถ่ายทอดพลังวิเศษให้ข้า”

หานเจวี๋ยพินิจมองเขา ก่อนจะทอดถอนใจกล่าว “ชั่วพริบตาเดียวเจ้าก็โตขนาดนี้แล้ว พรุ่งนี้จะถ่ายทอดพลังวิเศษให้เจ้าแล้วกัน”

หลงเฮ่าหน้าตาหล่อเหลา มองแวบแรกก็รู้ว่าเป็นโอรสของจักรพรรดิสวรรค์ รูปลักษณ์คล้ายกับจักรพรรดิสวรรค์ทีเดียว

บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนนี้ หลงเฮ่ามีความสัมพันธ์อันดีกับราชามังกรสามหัวมากที่สุด คนอื่นๆ ล้วนยุ่งกับการฝึกบำเพ็ญ มีแค่ไก่คุกรัตติกาลกับราชามังกรสามหัวที่มีเวลาเล่นเป็นเพื่อนเขา

ราชามังกรสามหัวบรรลุถึงจุดสูงสุดของระดับมหายานแล้ว สามารถฝ่าด่านเคราะห์ได้ตลอดเวลา

หานเจวี๋ยเดินมาตรงหน้าสวินฉางอัน ถามขึ้นว่า “ช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง”

พอเห็นหานเจวี๋ย อารมณ์ที่อดกลั้นมานานของสวินฉางอันก็ระเบิดออกมาในที่สุด

เบ้าตาของเขาแดงก่ำทันที ก้มหน้ากล่าวด้วยเสียงสะอึกสะอื้น “อาจารย์…ศิษย์ทุกข์ทรมานใจเหลือเกิน…”

เมื่ออยู่ต่อหน้ามู่หรงฉี่ เขาต้องรักษาภาพพจน์ของอาจารย์เอาไว้ มีเพียงแค่ตอนอยู่ต่อหน้าหานเจวี๋ย เขาถึงจะระบายความในใจได้

สวินฉางอันเริ่มร้องไห้คร่ำครวญ ไม่มีลักษณะน่าเกรงขามเหมือนก่อนหน้านี้อีก

หานเจวี๋ยมองดูจนจิตใจขื่นขม สุดท้ายแล้วก็ยังเป็นศิษย์ของเขาอยู่ดี

ในแดนบำเพ็ญพรต ศิษย์อาจารย์ก็คือบิดากับบุตร

หานเจวี๋ยพยุงสวินฉางอันมานั่งที่ริมหน้าผา

มู่หรงฉี่รีบโบกมือกล่าว “ทุกคนไปฝึกบำเพ็ญของใครของมัน ไม่ต้องดูแล้ว!”

คนทั้งหลายพยักหน้า แต่ในระหว่างฝึกบำเพ็ญล้วนยื่นหูฟังอยู่ตลอดเวลา

หลงเฮ่าสงสัยเป็นที่สุด เหตุใดศิษย์พี่ผู้นี้ถึงร้องไห้ได้เจ็บปวดใจเช่นนี้

เขานั่งลงข้างๆ ราชามังกรสามหัวและถ่ายทอดเสียงไปถาม

ราชามังกรสามหัวถ่ายทอดเสียงตอบกลับมา น้ำเสียงแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง “เขาเผชิญกับเรื่องที่ยากเย็นที่สุดในโลกมนุษย์ นั่นคือความรัก”

หลงเฮ่าใคร่รู้ยิ่งกว่าเดิม

‘เกิดอะไรขึ้นกับความรักหรือ’

ริมหน้าผา สวินฉางอันเริ่มระบายทุกข์กับหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยก็ฟังอย่างอดทน

[ตรวจสอบพบว่าโสมวิญญาณบรรพการตื่นตัว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ขัดขวางการตื่นของสวินฉางอัน ให้เขาจมดิ่งอยู่ในเคราะห์รักต่อไป จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

[สอง ช่วยให้สวินฉางอันตื่น หลุดพ้นจากเคราะห์รัก ในอนาคตจะดึงดูดความสนใจจากสำนักพุทธ จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

บทที่ 208
ขณะมองตัวเลือกตรงหน้า หานเจวี๋ยไม่ได้ตัดสินใจทันที แต่กลับฟังสวินฉางอันระบายความทุกข์ต่อ

เรื่องเล่าก็ธรรมดาเช่นนั้นเอง

เชี่ยนเอ๋อร์กลับชาติมาเกิด ภายใต้การคุ้มครองของสวินฉางอัน เชี่ยนเอ๋อร์เข้าสำนักหนึ่งได้อย่างราบรื่น แต่กลับไปชอบชายอีกคนเข้า

หลังจากสวินฉางอันรู้เรื่องนี้ก็เจ็บปวดใจถึงขีดสุด แต่เพื่อรักแท้ เขาได้แต่ส่งคำอวยพรให้ จากนั้นก็ปกป้องเชี่ยนเอ๋อร์ต่อไป

ต่อมาสามีของเชี่ยนเอ๋อร์รู้เรื่องนี้เข้าก็นึกถึงแต่สวินฉางอันอยู่ตลอด จึงให้เชี่ยนเอ๋อร์เรียกเอาจากสวินฉางอันต่างๆ นานา

ตอนแรกสวินฉางอันไม่รู้สึกตัว ยังคงเป็นมู่หรงฉี่เช่นเคยที่ค้นพบเรื่องนี้ สวินฉางอันไม่ได้โกรธแค้น แต่เศร้าโศกเสียใจมาก

มู่หรงฉี่ทนไม่ไหวจึงสั่งสอนสามีของเชี่ยนเอ๋อร์ไป ไหนเลยจะรู้ว่าเพิ่งพบกับเจ้าหมอนั่น เขาก็ตายเสียแล้ว

ตอนนั้นมู่หรงฉี่มึนงงไปหมด

เขาสาบานว่าตนเองไม่ได้ใช้พลังเลยจริงๆ

เชี่ยนเอ๋อร์เกลียดชังมู่หรงฉี่กับสวินฉางอันอย่างถึงที่สุด ต่อมาจึงแต่งงานกับผู้บำเพ็ญสายมารเพื่อแก้แค้น ทว่าทั่วหล้าในขณะนี้ ไหนเลยจะมีผู้บำเพ็ญสายมารที่เป็นคู่ต่อสู้ของมู่หรงฉี่ได้?

ผู้บำเพ็ญสายมารมาหนึ่งคน มู่หรงฉี่ก็สังหารไปหนึ่งคน

เชี่ยนเอ๋อร์แต่งงานใหม่อยู่ตลอด ความเกลียดชังที่มีต่อสวินฉางอันก็ฝังลึกไม่หยุด จนกระทั่งถูกผู้บำเพ็ญสายมารลอบตลบหลัง ชิงเอาพลังชีวิตไป ทำให้แก่ชราลงภายในชั่วข้ามคืน ตบะก็สูญสิ้น

หานเจวี๋ยฟังแล้วแอบตกใจกับตัวเอง

‘นี่มันช่าง… ไร้เหตุผลสิ้นดี!’

แต่พอคิดดูอีกที หานเจวี๋ยรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง

‘สมองของเชี่ยนเอ๋อร์ถูกลาเตะเข้าหรือ ยอมแต่งกับผู้บำเพ็ญสายมาร ทำให้ตัวเองตกต่ำ แต่ไม่ยอมอยู่กับสวินฉางอัน?

ยังมีอีก ก่อนหน้านั้นพอมู่หรงฉี่พบกับสามีของเชี่ยนเอ๋อร์ อีกฝ่ายก็ตายเลย

หรือจะมีพุทธาเทพแอบบงการอยู่?’

“อาจารย์…ข้าไม่อยากรักอีกแล้วจริงๆ…ข้าไม่อยากพะวงหาเชี่ยนเอ๋อร์อีก…ข้าไม่อยากแล้ว…

เหตุใดในใจข้าถึงราวกับมีจิตมารปรากฏ มักจะมีทุกอิริยาบถของนางโผล่ขึ้นมา ข้าฝ่าด่านเคราะห์แล้ว เหตุใดถึงมีจิตใจที่ดื้อรั้นหัวแข็งกว่ามนุษย์ทั่วไป”

สวินฉางอันกล่าวอย่างหมดหวัง ลูกตาของเขากลายเป็นสีทองไปแล้ว

เขาเริ่มสงสัยว่าตนเองไม่ได้ชอบเชี่ยนเอ๋อร์จริงๆ แต่ว่าเป็นคำสาปชนิดหนึ่ง เป็นเคราะห์ประเภทหนึ่ง

หานเจวี๋ยตกอยู่ในความลังเล

พอเห็นสวินฉางอันเจ็บปวดเช่นนี้ หานเจวี๋ยไม่อาจเลือกตัวเลือกที่หนึ่งได้

เลือกขัดขวางสวินฉางอันจะทำให้ปัญหาของตนเองลดน้อยลง แต่สวินฉางอันจะเจ็บปวดไปตลอด

‘ข้ากำลังกลัวอะไรอยู่ เสียงหลงฝัวสู้ข้าไม่ได้ แม้ว่าสำนักพุทธจะมีพุทธาเทพที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า เบื้องหลังของข้าก็ยังมีวังสวรรค์อยู่ เดิมทีวังสวรรค์กับสำนักพุทธก็เป็นปรปักษ์กันอยู่แล้ว’

หานเจวี๋ยดวงตาเป็นประกาย เขาตัดสินใจแล้ว

เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นมา นิ้วชี้แตะลงบนหน้าผากของสวินฉางอัน

สวินฉางอันอึ้งงัน ไม่เข้าใจว่าหานเจวี๋ยจะทำอะไร

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างสงบ “เรื่องนี้ไม่อาจโทษเจ้าได้จริงๆ ความจริงแล้วเจ้าเจอเคราะห์รัก”

เคราะห์รัก?

สวินฉางอันตื่นตกใจ ยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก พลังเวทที่ทรงอานุภาพของหานเจวี๋ยก็พุ่งเข้าไปในร่างของเขาแล้ว พลังจิตเข้าไปในส่วนลึกวิญญาณของสวินฉางอันโดยตรง

ภายในส่วนลึกของวิญญาณสวินฉางอัน พระธาตุกำลังสั่นอย่างรุนแรง แผ่พลังลึกลับออกมาโจมตีวิญญาณของเขาอยู่ไม่หยุด

พระธาตุกำลังต่อต้านเคราะห์รัก!

หานเจวี๋ยใช้พลังจิตเข้าช่วย

ผ่านไปเนิ่นนาน หานเจวี๋ยถึงจะดึงมือกลับ สวินฉางอันหลับตาเข้าฌาน

ความทรงจำในอดีตชาติเริ่มฟื้นคืนมา!

ตัวอักษรสามแถวปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย

[ท่านเลือกช่วยให้สวินฉางอันหลุดพ้นจากเคราะห์รัก ได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับยอดสมบัติมรรคจักรพรรดิ–กำไลเบญจธาตุวัชระ]

[กำไลเบญจธาตุวัชระ: ยอดสมบัติป้องกันมรรคจักรพรรดิ สามารถรับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนได้หนึ่งครั้ง ดูดซับไอเซียนห้าธาตุได้]

ยอดสมบัติป้องกันมรรคจักรพรรดิ?

รับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียนได้หนึ่งครั้ง!

หานเจวี๋ยตื่นเต้นดีใจ

‘สมบัติดีนี่! ครั้งนี้ได้กำไรไม่น้อยเลย!’

จากนั้นหานเจวี๋ยลุกขึ้นเดินไปตรงหน้าหลงเฮ่า กล่าวด้วยว่า “อยากเรียนพลังวิเศษอะไร”

หลงเฮ่าตอบด้วยความตื่นเต้น “ย่อมเป็นพลังวิเศษที่แกร่งที่สุด!”

หานเจวี๋ยเผยรอยยิ้มออกมา

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ่ายทอดวิชากระบี่บินไร้หัวใจให้ก็แล้วกัน!

แค่กๆ!

หานเจวี๋ยแค่คิดเท่านั้น ไม่กล้าทำเช่นนี้จริงๆ

เขาตัดสินใจถ่ายทอดดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพให้กับหลงเฮ่า

……

หลายวันต่อมา

หานเจวี๋ยชี้แนะเสร็จสิ้น สวินฉางอันก็ตื่นขึ้นมาแล้ว

เขาเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ผิวหน้าเริ่มลอกออก ใบหน้าที่อัปลักษณ์กลายเป็นใบหน้าที่หล่อเหลาอย่างยิ่ง เป็นรองแค่หานเจวี๋ยเท่านั้น

ทำให้คนทั้งหลายต่างตกใจ

“เกิดอะไรขึ้น”

“อาจารย์ถูกยึดร่างหรือ”

“ศิษย์พี่ ท่านยังสบายดีอยู่หรือไม่”

“หลวงจีนอัปลักษณ์กลับหล่อเหล่าขึ้นมา?”

“นายท่าน เขาเป็นอะไรไป”

ผู้คนเข้ามาห้อมล้อมสวินฉางอัน หานเจวี๋ยไม่ได้ตอบคำถาม แต่หมุนตัวกลับเข้าไปในถ้ำเทวา

สวินฉางอันลืมตาขึ้นมา ลูกตาเปลี่ยนเป็นสีทอง ผิวขาวผุดผ่อง หล่อเหลาสง่างาม เป็นหลวงจีนที่น่าหลงใหลรูปหนึ่ง

มู่หรงฉี่ตระหนกตกใจมากที่สุด

‘นี่มัน…’

คนเดียวที่คิ้วขมวดก็คือฉู่ซื่อเหริน

เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของสวินฉางอัน เขารู้สึกวุ่นวายใจอย่างน่าประหลาด

สวินฉางอันลุกขึ้นไปคุกเข่าคารวะหานเจวี๋ย

การคารวะนี้เขาคารวะจากใจจริง

แม้ว่าจะฟื้นคืนความทรงจำในอดีตชาติมาแล้ว เขาก็ยังยินดียอมรับอาจารย์ท่านนี้

‘ตั้งแต่วันนี้ไป ข้าไม่เกี่ยวข้องกับสำนักพุทธอีก เคารพแค่อาจารย์เท่านั้น’

สวินฉางอันคิดด้วยแววตาแน่วแน่

อักษรแถวหนึ่งลอยขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย

[ความประทับใจที่สวินฉางอันมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 6 ดาว]

หานเจวี๋ยปลื้มปีติ

นี่แหละคือศิษย์ที่ดี รู้จักบุญคุณคน

หานเจวี๋ยไม่เชื่อคำสัญญาด้วยลมปาก เชื่อแต่ระดับความประทับใจเท่านั้น

ครั้นกลับเข้ามาในถ้ำเทวา หานเจวี๋ยนำกำไลเบญจธาตุวัชระออกมาตีตราเป็นเจ้าของ

[เสียงหลงฝัวเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]

[พุทธาเทพฟ้าพิโรธเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4.5 ดาว]

ในที่สุดก็มาแล้ว!

หานเจวี๋ยตรวจดูข้อมูลของพุทธาเทพฟ้าพิโรธทันที

[พุทธาเทพฟ้าพิโรธ: ไม่ทราบตบะ พุทธาเทพสำนักพุทธ เจ้านายในอดีตชาติของโสมวิญญาณบรรพกาล คำนวณพบว่าท่านช่วยขจัดเคราะห์รักให้กับโสมวิญญาณบรรพกาล จึงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4.5 ดาว]

‘ไม่ทราบตบะ? เช่นนั้นก็เป็นจักรพรรดิเซียน! มิน่าล่ะเคราะห์รักนี้ถึงได้กำจัดยากเย็นเช่นนี้’

หานเจวี๋ยคิดอยู่เงียบๆ

หลังจากกำไลเบญจธาตุวัชระยอมรับเจ้าของแล้ว หานเจวี๋ยก็รีบนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่งพุทธาเทพฟ้าพิโรธ

ตั้งแต่นี้ไป ในรายการสาปแช่งจะมีชื่อเพิ่มมาสองชื่อ

เมื่อถือโอกาสสาปแช่งศัตรูทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้ว หานเจวี๋ยนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาติดต่อตี้ไท่ไป๋ แสร้งทำเป็นสอบถามว่าพุทธาเทพฟ้าพิโรธคือใคร

“หนึ่งในพุทธาเทพของสำนักพุทธ ตัวตนระดับจักรพรรดิเซียน เจ้ารู้จักเขาได้อย่างไร” ตี้ไท่ไป๋ถามอย่างประหลาดใจ

หานเจวี๋ยตอบกลับ “ข้าถูกเขาคุกคามในฝัน บอกว่าจะสังหารข้า”

ถึงอย่างไรก็เป็นศัตรูกัน จะโกหกอย่างไรก็ไม่เป็นไร!

ตี้ไท่ไป๋พูดเสียงขรึม “เรื่องนี้ข้าจะรายงานจักรพรรดิสวรรค์เอง เจ้าไม่ต้องกังวล!”

“ได้”

หลังจากป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ตัดการติดต่อ หานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญต่อไป

การทะลวงถึงระดับเซียนลึกล้ำวัฏจักรระยะปลายโดยเร็วต่างหากถึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

……

ภายในโถงใหญ่สีทองแห่งหนึ่ง มีกระถางสำริดยักษ์ตั้งอยู่หนึ่งใบ เงาร่างหนึ่งลอยอยู่เหนือกระถางสำริด ผมยาวสยาย เรือนร่างเปลือยเปล่า กล้ามเนื้อบึกบึน ราวกับเป็นสัตว์ร้ายในร่างมนุษย์

นั่นคือโจวฝาน!

เบื้องหน้ากระถางสำริดมีนักพรตเฒ่าผู้หนึ่งยืนอยู่ เขาลูบหนวดพลางยิ้มกล่าว “ไม่เลว ไม่เลว สามารถทนความเจ็บปวดเช่นนี้ได้ กล่าวในอีกความหมายหนึ่ง เจ้าก็นับว่าเป็นบุตรแห่งสวรรค์เช่นกัน”

โจวฝานใบหน้าบิดเบี้ยว เขากัดฟันกล่าว “อีกนานเท่าใด”

“ยังเร็วไป ยืนหยัดไว้ ขอแค่อดทนผ่านไปได้ เจ้าก็จะสำเร็จระดับเซียน”

“ระดับเซียนต่างจากแม่ทัพสวรรค์และทหารสวรรค์อย่างไร”

“ย่อมเหนือกว่าทหารสวรรค์ ส่วนแม่ทัพสวรรค์นั้น พลังแท้จริงแตกต่างกัน ไม่อาจสรุปกว้างๆ ได้”

พอได้ยิน โจวฝานก็เผยสีหน้าดีใจออกมา

ตั้งแต่หานเจวี๋ยเอาชนะแม่ทัพสวรรค์และทหารสวรรค์ได้ เขาก็ยึดแม่ทัพสวรรค์ทหารสวรรค์เป็นเป้าหมายมาโดยตลอด

ในที่สุดเขาก็ตามหานเจวี๋ยทันแล้ว!

บทที่ 209
“วิสัยทัศน์ของมนุษย์ก็แค่นี้ รู้จักแต่แม่ทัพสวรรค์ทหารสวรรค์ ในแดนเซียนไม่ใช่ว่าวังสวรรค์เป็นใหญ่!”

นักพรตเฒ่าส่ายหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้ม คำพูดเต็มไปด้วยความดูถูก

โจวฝานได้ยินก็พลันสั่นสะท้าน กัดฟันกล่าวว่า “ท่านเป็นใครกันแน่”

นักพรตเฒ่ายิ้มเอ่ย “ข้าเป็นแค่ผู้อาวุโสในสำนักหนึ่งเท่านั้น”

“สำนักของพวกท่านเก่งกาจกว่าวังสวรรค์หรือ”

“พวกเราคือสำนักใต้อาณัติของวังสวรรค์”

โจวฝานเกือบจะด่าเปิงแล้ว

‘เช่นนั้นเจ้ายังโม้อะไรอีก”

นักพรตเฒ่าแค่นเสียงขึ้นจมูก “ตั้งใจฝึกฝนไป อย่าคิดอะไรเยอะ!”

โจวฝานได้แต่ข่มอารมณ์โกรธไว้ ไม่คิดอะไรมากอีก

……

หลังจากเคราะห์รักของสวินฉางอันถูกขจัดไปแล้ว เขาก็เริ่มตั้งใจฝึกบำเพ็ญ พรสวรรค์ถูกกระตุ้นอย่างสมบูรณ์

สามารถทำให้สำนักพุทธเอาใจใส่เช่นนี้ได้ โสมวิญญาณบรรพกาลย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว ตบะของเขาพุ่งพรวดอย่างรวดเร็ว พูดได้ว่าก้าวหน้าพันลี้ในหนึ่งวัน

แน่นอนว่าผู้ที่มีพรสวรรค์แข็งแกร่งที่สุดใต้ความดูแลของหานเจวี๋ยก็ยังคงเป็นหลงเฮ่า รองลงมาคือฉู่ซื่อเหรินและมู่หรงฉี่

ฉู่ซื่อเหรินยังคงต่อต้านการฝึกบำเพ็ญ มักจะใจลอยอยู่บ่อยๆ

ทว่าพรสวรรค์ของมู่หรงฉี่กลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ดูท่าทางเทพสงครามวังเทพก็ใกล้จะฟื้นตื่นแล้ว

หลังจากหานเจวี๋ยถ่ายทอดดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพให้หลงเฮ่า เจ้าเด็กนี่ก็ฝึกจนชำนาญอย่างรวดเร็ว

พรสวรรค์เช่นนี้ช่างเหลือเกินจริงๆ

หานเจวี๋ยเข้าสู่สภาวะบำเพ็ญตบะอีกครั้ง

กาลเวลาล่วงเลยผ่าน สิงหงเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ และเซียนซีเสวียนมักจะไปหาประสบการณ์ด้านนอก ตบะของพวกนางเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับมีหุ่นเชิดสวรรค์อยู่กับตัว สำหรับพวกนางแล้วโลกมนุษย์ใบนี้จึงราวกับสวนบุปผาหลังบ้าน จะไม่เผชิญกับอันตรายใดๆ

ระดับเซียนลึกล้ำวัฏจักรระยะปลายทะลวงยากกว่าที่หานเจวี๋ยจินตนาการไว้มาก

ผ่านไปสี่สิบปีเต็ม หานเจวี๋ยถึงจะทำสำเร็จในที่สุด

ระดับเซียนลึกล้ำวัฏจักรระยะปลาย!

พลังเวทของหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นพรวดพราด!

เมื่อต่อสู้กับตี้ไท่ไป๋อีกครั้ง ใช้เวลาแค่หนึ่งก้านธูปก็ได้ชัยแล้ว

ส่วนจอมพลเสินเผิง หานเจวี๋ยสามารถสังหารเขาได้ในที่สุด

พอรับมือเสียงหลงฝัว เวลาที่หานเจวี๋ยใช้ในการโจมตีสังหารก็ลดน้อยลงมาก

ถึงแม้หานเจวี๋ยจะมุมานะฝึกบำเพ็ญ แต่พลังการต่อสู้ก็ยกระดับไม่หยุด

สามคนนี้กลายเป็นเป้าหมายต่อสู้ของหานเจวี๋ย การประมือกับพวกเขาทำให้หานเจวี๋ยได้รับประสบการณ์ไว้ต่อต้านพุทธาเทพไม่น้อย

จุดที่แตกต่างจากผู้บำเพ็ญในโลกมนุษย์คือ ของวิเศษของบรรดาเทพเซียนมีอยู่มากมาย ในโลกมนุษย์วิชาเวทและพลังวิเศษมีอานุภาพมากกว่าอาวุธเวท แต่ในแดนเซียน บางครั้งของวิเศษก็แข็งแกร่งกว่าพลังวิเศษมาก

ดังเช่นเสียงหลงฝัว ไม้เท้าพุทธะของเขาน่ากลัวมาก หานเจวี๋ยรู้สึกว่าแค่ทุบไม้เท้าทีเดียวก็ทำให้โลกเมฆาแดงกลายเป็นเถ้าธุลีได้ไม่ยาก

หลังจากจำลองการทดสอบเสร็จแล้ว หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู

ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มตรวจดูจดหมายเหมือนที่ผ่านมา

[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย หมู่เกาะเซียนมังกรเผชิญกับภัยพิบัติทางทะเลที่พบเจอได้ยากในรอบหมื่นปี]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านหยั่งรู้พลังวิเศษ พลังมรรคเพิ่มพูน]

[พุทธาเทพฟ้าพิโรธศัตรูคู่อาฆาตของท่านเผชิญกับการโจมตีจากยอดแม่ทัพเทพสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[เสียงหลงฝัวศัตรูคู่อาฆาตของท่านเผชิญกับการโจมตีจากยอดแม่ทัพเทพสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากพุทธาเทพ] x18

[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านสำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์]

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านไปจากโลกมนุษย์]

[ถูหลิงเอ๋อร์ศิษย์ของท่านปลุกพลังวิเศษมหาเวท]

……

ความประทับใจที่หานเจวี๋ยมีให้ยอดแม่ทัพเทพเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สมกับเป็นมืออันธพาลอันดับหนึ่งของวังสวรรค์จริงๆ!

แม้แต่พุทธาเทพฟ้าพิโรธกับเสียงหลงฝัวยังกล้าเล่นงาน ดูท่าทางยอดแม่ทัพเทพก็เป็นพวกใช้อำนาจบาตรใหญ่ในบรรดาจักรพรรดิเซียนเช่นกัน

จักรพรรดิสวรรค์ก็ยอมทุกอย่าง เพื่อเขาแล้วถึงกับกล้าล่วงเกินสำนักพุทธ

หานเจวี๋ยครุ่นคิดดู คาดว่าจักรพรรดิสวรรค์ก็คงคับอกคับใจอยู่แล้ว และได้ระบายอารมณ์พอดี

วังสวรรค์ที่ทรงอำนาจเช่นนี้ เขารักเสียจริงๆ

การเข้าร่วมกลุ่มอิทธิพลใหญ่ ไม่ใช่เพื่อแสวงหาการปกป้องหรอกหรือ?

หานเจวี๋ยอิ่มอกอิ่มใจ

ส่วนการประสบเคราะห์ต่างๆ ของคนอื่นในจดหมาย เขาไม่ค่อยใส่ใจมากนัก รวมถึงการออกเดินทางของสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นด้วย

สัตว์เทพโชคชะตาตัวนี้ตายยากยิ่ง ต่อให้ปะทะกับผู้ทรงพลัง อย่างมากก็แค่จับมันได้เท่านั้น

หลายเดือนต่อมา หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง จากนั้นเดินไปที่ริมวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า

เขาพบว่าลี่เหยาไปจากเมืองแล้ว หลบซ่อนฝึกบำเพ็ญอยู่ในป่าเขาแห่งหนึ่ง ตัดขาดจากโลกภายนอก

ท่ามกลางสายน้ำและภูเขา นางสวมชุดสีขาว ลมพัดสะบัดพลิ้ว งดงามราวกับม้วนภาพวาด

ระดับตบะของนางก็เพิ่มอยู่ตลอด ไม่เลวเลย

ดูตามสถานการณ์นี้ ไม่ถึงห้าสิบปีก็จะสำเร็จระดับเซียนพิภพแล้ว

หานเจวี๋ยสนใจโลกนั้นมาก

‘นี่คือโลกมนุษย์หรือแดนเซียน’

เขาส่งพลังจิตเข้าไปในวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า จากนั้นสำรวจไปทั่วทิศ

สรรพชีวิตส่วนใหญ่อยู่ต่ำกว่าระดับมหายาน กระทั่งมีระดับหลอมปราณจำนวนไม่น้อยด้วย คงจะเป็นโลกมนุษย์

แดนเซียนจะอ่อนแอสักเพียงใด ก็ไม่อาจมีตัวตนในระดับหลอมปราณอยู่

ไม่นานนัก หานเจวี๋ยก็จับตัวเซียนพิภพไท่อี่ได้

โลกมนุษย์ใบนี้แข็งแกร่งมาก ไม่นึกว่ามรรคาสวรรค์จะอนุญาตให้ระดับเซียนพิภพไท่อี่อยู่ได้

แต่สถานะของเซียนพิภพไท่อี่คนนี้สูงส่งมาก เป็นถึงผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักใหญ่แห่งหนึ่ง สำนักใหญ่นี้มีศิษย์จำนวนหลายแสนคน คุณสมบัติตบะโดยรวมของศิษย์แข็งแกร่งกว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ไม่รู้กี่เท่า

หานเจวี๋ยดูอยู่ครู่หนึ่ง ก็ดึงพลังจิตกลับมา

เขาจ้องมองลี่เหยา จมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิด

เสียงของอู้เต้าเจี้ยนดังเข้ามา “นายท่าน เหตุใดท่านถึงมาดูนางอีก คิดถึงนางขนาดนี้ จะรับตัวนางมาหรือไม่”

น้ำเสียงของนางเจือความหึงหวง

หานเจวี๋ยตอบว่า “นางไม่ธรรมดา ข้าก็แค่อยากรู้ว่านางจะประสบความสำเร็จสูงแค่ไหน”

ภายในร่างของลี่เหยามีพลังแปลกประหลาดบางอย่าง ไม่ธรรมดาเป็นอย่างมาก

ต่อให้พลังนี้ไม่เพียงพอที่จะคุกคามหานเจวี๋ย แต่ก็ทำให้ลี่เหยาสามารถสังหารศัตรูที่ระดับเหนือกว่าได้

อู้เต้าเจี้ยนทำเสียงฮึดฮัด คิดว่าหานเจวี๋ยปากกับใจไม่ตรงกัน

หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป หานเจวี๋ยกลับมาบนตั่งไม้อีกครั้ง เขานำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาตรวจดู

ช่วงนี้อันดับของโลกเมฆาแดงไม่ได้ขยับขึ้น รักษาอันดับอยู่ที่หนึ่งพันแปดร้อยกว่าๆ ทำให้หานเจวี๋ยโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง

หานเจวี๋ยค้นพบอย่างคาดไม่ถึงว่าโลกมนุษย์ที่อยู่ใต้อาณัติของวังสวรรค์เพิ่มมากขึ้น อันดับต่ำสุดก็หนึ่งหมื่นเจ็ดสิบแปดแล้ว

นี่คือโลกมนุษย์ที่เทพเซียนสร้างขึ้นหรือว่าโลกมนุษย์ที่ช่วงชิงมา

หานเจวี๋ยไม่เข้าใจ

“หานเจวี๋ย ออกมาหน่อย”

เสียงหนึ่งถ่ายทอดเข้ามาในหูของหานเจวี๋ย ตี้ไท่ไป๋นั่นเอง

แต่เสียงกลับมาจากห้วงอากาศว่างเปล่าเหนือโลกเมฆาแดง

เหตุใดตี้ไท่ไป๋ถึงไม่มาหาตนเอง

หานเจวี๋ยงุนงง เขารีบใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบดู พบว่าไม่เห็นมหาจักรพรรดิเหยียนจวินแล้ว

‘เกิดอะไรขึ้น’

เมื่อมั่นใจแล้วว่าตี้ไท่ไป๋คือตี้ไท่ไป๋ตัวจริง หานเจวี๋ยก็เคลื่อนตัวไปพบอีกฝ่าย

ทั้งสองพบกันบนห้วงอากาศ

สีหน้าของตี้ไท่ไป๋ไม่น่ามองเป็นอย่างมาก อึมครึมราวกับฟ้าครึ้มฝน

หานเจวี๋ยถาม “มหาเทพเหยียนจวินเล่า”

ตี้ไท่ไป๋ตอบกลับ “เขาทรยศวังสวรรค์ อาจจะเกี่ยวข้องกับจอมพลเสินเผิง”

ทรยศหรือ

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว หากว่ามหาจักรพรรดิเหยียนจวินคือไส้ศึก เหตุใดก่อนหน้านั้นถึงอดทนนัก ซ้ำยังกล้าต่อต้านเสียงหลงฝัวด้วย

“ก่อนหน้านี้ไม่นานจอมพลเสินเผิงสำเร็จระดับจักรพรรดิเซียนในคุกสวรรค์ ถือโอกาสยามที่ยอดแม่ทัพเทพไม่อยู่ คิดจะก่อความวุ่นวายในวังสวรรค์ มีเทพเซียนจำนวนไม่น้อยยื่นมือช่วยเขา” ตี้ไท่ไป๋กล่าวต่อ

หานเจวี๋ยถามด้วยความตื่นเต้น “ฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์ล่ะ”

เพิ่งผ่านไปไม่กี่ร้อยปี เหตุใดถึงมีคนก่อความวุ่นวายในวังสวรรค์อีก

นี่เห็นวังสวรรค์เป็นดันเจี้ยนส่วนตัวหรือ

ตี้ไท่ไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ฝ่าบาทย่อมลงมืออยู่แล้ว ปราบปรามจอมพลเสินเผิงด้วยมือเดียว จากนั้นกักขังกายเนื้อของเขาไว้ในตำหนักสวรรค์ ส่วนวิญญาณถูกลดขั้นลงมายังโลกมนุษย์”

‘ปราบปรามจักรพรรดิเซียนด้วยมือเดียว? จักรพรรดิสวรรค์จะสุดยอดไปหน่อยแล้ว’

หานเจวี๋ยรีบเอ่ย “อย่าได้ให้เขามาจุติในโลกเมฆาแดง”

ศัตรูที่มีศักยภาพเช่นนี้ พยายามอยู่ห่างให้มากที่สุดจะดีกว่า

“ย่อมเป็นเช่นนั้น” ตี้ไท่ไป๋กลอกตาใส่หานเจวี๋ยทีหนึ่ง

จากนั้นถามว่า “จี้เซียนเสินน่ะ เจ้ายังจำได้หรือไม่”

หานเจวี๋ยได้ยินก็ใจเต้นขึ้นมาอีกครั้ง ถามออกไปว่า “เขาเป็นอะไร หากทำเรื่องผิดกฎก็ไม่เกี่ยวข้องกับข้า ข้าไม่ใช่คนที่ชี้แนะอย่างแน่นอน”

บทที่ 210
“ข้าก็ไม่ได้บอกว่าสงสัยเจ้า เจ้าจะร้อนตัวทำไม”

ตี้ไท่ไป๋กล่าวอย่างหงุดหงิด หลังจากสนิทกับหานเจวี๋ยแล้ว เขาก็ไม่วางมาดอีก

หานเจวี๋ยถาม “เขาเป็นอะไรไป”

ตี้ไท่ไป๋กล่าว “เจ้าเด็กนี่หาแม่ทัพสวรรค์ทหารสวรรค์มาประลองเวทด้วยอยู่บ่อยๆ บางครั้งก็ลงมือหนักเกินไป ล่วงเกินเทพเซียนไปไม่น้อย มีคนรายงานว่าเขาเคยสนิทสนมกับจอมพลเสินเผิงมาก”

หานเจวี๋ยถามด้วยความแปลกใจ “เขาเพิ่งขึ้นไปสวรรค์ไม่กี่ปีเอง ไม่จำเป็นต้องก่อกบฏกระมัง ส่วนการประลองเวท แต่ก่อนเขาก็มาหาข้าเหมือนกัน แค่ภายหลังไม่กล้าแล้ว”

‘เจ้าเด็กจี้เซียนเสินนี่รนหาที่ตายจริงๆ’

“ฝ่าบาทเห็นแก่หน้าเจ้า ถึงได้ยกเขาขึ้นเป็นแม่ทัพสวรรค์ ตอนนี้ภายในวังสวรรค์ไม่สงบ ฝ่าบาทมีพระประสงค์จะกวาดล้างพรรคพวกเก่าของอดีตจักรพรรดิสวรรค์เฮ่าเทียน ขณะนี้เทพเซียนในวังสวรรค์ต่างแบ่งฝักแบ่งฝ่าย จี้เซียนเสินอาจจะถูกนำมาสร้างความสับสน” ตี้ไท่ไป๋เอ่ยอย่างจริงจัง

‘กวาดล้างพรรคพวกเก่าของเฮ่าเทียนหรือ

เดี๋ยวก่อน! ไม่ใช่ว่าเฮ่าเทียนกลับชาติมาเกิดเป็นหลงเฮ่าหรอกหรือ

จักรพรรดิสวรรค์ไม่รู้เรื่องนี้?’

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น ลังเลว่าจะเปิดเผยเรื่องนี้ดีหรือไม่

หากเปิดเผยเรื่องนี้ออกมาจะล่วงเกินเฮ่าเทียนหรือไม่

จักรพรรดิสวรรค์หวาดเกรงเฮ่าเทียนเช่นนี้ หมายความว่าเฮ่าเทียนแข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิสวรรค์มาก เพียงแค่เจอจุดติดขัดชั่วคราวเท่านั้น

หานเจวี๋ยยิ่งคิดก็ยิ่งกลัดกลุ้มใจ

ตี้ไท่ไป๋ถามด้วยความสงสัย “เจ้าเป็นอะไรไป หรือว่าเจ้าก็เป็น…”

หานเจวี๋ยแค่นเสียงกล่าว “ใช่สิ ถ้ามีไส้ศึกเช่นข้าก็จะซ่อนตัวฝึกบำเพ็ญในโลกมนุษย์ ไม่ยุ่งเรื่องหลักทำนองคลองธรรมของวังสวรรค์ด้วย”

ตี้ไท่ไป๋ส่ายหน้าอดหัวเราะไม่ได้ แน่นอนว่าเขาพูดล้อเล่น

แต่เขาไม่นึกเลยว่าหานเจวี๋ยจะรู้ตัวด้วยว่าตัวเองไม่ปกติขนาดไหน

หานเจวี๋ยถามต่อ “ฝ่าบาทจักรพรรดิสวรรค์จะมั่นคงได้หรือไม่ ช่วงนี้ความวุ่นวายค่อนข้างเยอะ หากเรื่องนี้…”

หลายร้อยปีก่อนเพิ่งผ่านพ้นเคราะห์เทพปีศาจไป ตอนนี้ต้องประสบกับเคราะห์จอมพลเสินเผิง ทั้งยังต้องกวาดล้างพรรคพวกเก่าของเฮ่าเทียนอีก ไม่กลัวย่อยยับในฉับพลันหรือ

บางทีการตัดสินใจแก้ปัญหาอย่างเฉียบขาดรวดเร็วก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้าย

ตี้ไท่ไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถอะ วังสวรรค์ยังอยู่ในการควบคุมของฝ่าบาท ถึงอย่างไรพรรคพวกเก่าของเฮ่าเทียนก็เป็นคนกลุ่มน้อย ผู้ที่อยู่ใต้การนำของฝ่าบาทไม่ได้มีแค่ยอดแม่ทัพเทพ”

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หานเจวี๋ยก็ไม่มีอะไรจะพูดแล้ว

“มหาจักรพรรดิเหยียนจวินจากไปแล้ว จะยังมีมหาเทพคนใหม่มาอีกหรือไม่” หานเจวี๋ยถาม

เมื่อไม่มีมหาจักรพรรดิเหยียนจวินอยู่ เขารู้สึกไม่ปลอดภัย แม้ว่ามหาจักรพรรดิเหยียนจวินจะแข็งแกร่งไม่เท่าเขาก็ตาม

ตี้ไท่ไป๋กล่าวว่า “ข้ามาก็เพื่อจะพูดเรื่องนี้ พลังแท้จริงของเจ้าเป็นอย่างไรบ้างแล้ว หากไม่เลว ช่วงนี้ก็พึ่งพาตัวเองไปก่อน ข้าจะสร้างเขตอาคมไว้บริเวณรอบๆ หากมีศัตรูโจมตีให้แจ้งข้าทันที ข้าจะมาสนับสนุนโดยเร็วที่สุด ช่วงนี้วังสวรรค์ยุ่งวุ่นนิดหน่อย”

ด้วยเป็นถึงผู้นำเซียนฝ่ายบุ๋น ตี้ไท่ไป๋มีงานในมือเยอะมาก กระทั่งพูดได้ว่าเป็นเทพเซียนที่ยุ่งที่สุดในวังสวรรค์

ครั้นได้ยินเช่นนี้ หานเจวี๋ยรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่ก็ได้แต่ปล่อยไปตามนี้

“ไม่เป็นไร ข้าทำได้อยู่” หานเจวี๋ยตอบรับ

ขอแค่ไม่มีจักรพรรดิเซียนมา เขาล้วนต้านทานได้หมด

ตี้ไท่ไป๋พยักหน้าให้ จากนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยหันไปมองโลกเมฆาแดง โลกเมฆาแดงถูกห้อมล้อมด้วยดวงดารานับไม่ถ้วน ดูเล็กกระจิริดอย่างเห็นได้ชัด

‘หวังว่าช่วงนี้สำนักพุทธจะไม่มาหาเรื่องข้า’

หานเจวี๋ยคิดอยู่ในใจ

……

แม่น้ำสวรรค์ตั้งอยู่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า โอบล้อมด้วยกลุ่มตำหนักของวังสวรรค์ เชื่อมประตูสวรรค์ทั้งสี่ด้าน

จี้เซียนเสินนั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญอยู่ริมแม่น้ำสวรรค์ ตรงหว่างคิ้วของเขามีไอชั่วร้ายลอยวนเวียน

สีหน้าของเขาเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา บางครั้งดีใจเป็นบ้าเป็นหลัง บางครั้งเจ็บปวดทรมาน บางครั้งโกรธแค้น บางครั้งก็เศร้าโศกเสียใจ

ขณะนี้ มีเสียงคอยปลุกปั่นอยู่ข้างหูเขาตลอดเวลา

‘เจ้ามีจิตใจที่ไร้ศัตรูโดยกำเนิด เจ้าต่างหากคือเทพเซียนหนึ่งเดียวที่อยู่เหนือประชาราษฎร์!’

‘ทำไมเจ้าถึงเป็นวัวเป็นม้าให้กับเทพเซียนจอมปลอมเหล่านี้’

‘ทำไมเจ้าจะกลายเป็นจักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้’

‘ทำไมเจ้าจะกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในแดนเซียนไม่ได้’

จี้เซียนเสินลืมตาในฉับพลัน ยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมา พลังเวทอันน่าหวาดกลัวสั่นสะเทือนจนแม่น้ำสวรรค์ตรงหน้าระเบิดกระจาย ละอองน้ำกระเด็นไปทั่วทิศ

เขาหอบหายใจ สีหน้าเขียวคล้ำ

‘สมควรตาย! ข้าเจอมารในใจเข้าหรือ หรือว่าพลังวิเศษนี้มีหลุมพราง?’

จี้เซียนเสินคิดพลางกัดฟันกรอด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาประสบกับมารในใจ ดังนั้นจึงรู้สึกสับสนเล็กน้อย

ในวังสวรรค์อันกว้างใหญ่ เขาไม่รู้ว่าควรจะหาใครมาช่วย หากเรื่องมารในใจของเขาแพร่งพรายออกไป จักรพรรดิสวรรค์จะให้อภัยเขาหรือ

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ จี้เซียนเสินก็นึกถึงหานเจวี๋ยขึ้นมา

‘ไม่ได้การ! ข้าจะต้องลงไปที่โลกมนุษย์สักครั้ง!’

……

หลังจากมหาจักรพรรดิเหยียนจวินหายสาบสูญ ในขณะที่บำเพ็ญเพียรหานเจวี๋ยจะไม่กล้าจดจ่อเกินไป เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด เขาสร้างหุ่นเชิดสวรรค์ขึ้นมาตัวหนึ่ง และส่งไปตั้งมั่นรักษาอยู่บนห้วงอากาศว่างเปล่า

สองปีต่อมา

สวินฉางอันมาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย อยากเล่าเรียนพลังวิเศษด้วย

หานเจวี๋ยเองก็ไม่ปฏิเสธ ออกมาถ่ายทอดพลังวิเศษให้ คนอื่นๆ ที่อยากเรียนก็ดูอยู่ข้างๆ

ตบะของสวินฉางอันเพิ่มขึ้นไวมาก อีกไม่นานก็จะเริ่มทะลวงระดับมหายาน ก่อนที่จะขจัดเคราะห์รักนั้นไป เขาก็อาศัยพระธาตุทะลวงถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์แล้ว

รอจนหานเจวี๋ยถ่ายทอดพลังวิเศษเสร็จ ฟางเหลียงพลันกล่าวออกมาว่า “อาจารย์ปู่ ข้าอยากจะขึ้นไปสวรรค์แล้ว ได้หรือไม่”

หานเจวี๋ยเหลือบมองเขาอย่างลึกซึ้งก่อนจะเอ่ย “หากเจ้าอยากขึ้นไปก็ขึ้นไปเถอะ”

คนอื่นๆ ไม่ได้คล้อยตามด้วย พวกเขารู้สึกว่าอยู่ที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็ดีมากแล้ว

“เร็วปานนี้เชียว ระวังขึ้นไปแล้วจะถูกตีเอาล่ะ” มู่หรงฉี่ขมวดคิ้วกล่าว

เขามีความสัมพันธ์อันดีกับฟางเหลียง ราวกับเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน ย่อมไม่อยากเห็นฟางเหลียงประสบเภทภัย

ฟางเหลียงพูดว่า “ข้าคิดมานานแล้ว ถึงได้ตัดสินใจจะไปท่องโลกเบื้องบน”

มู่หรงฉี่ถาม “ถ้าอย่างนั้นต้องการให้ข้าไปเป็นเพื่อนหรือไม่”

“เจ้าน่ะไม่ได้!”

หานเจวี๋ยพูดขัดจังหวะทันที

ทั้งสองมองไปทางหานเจวี๋ยอย่างอดไม่ได้ สีหน้าฉงนสงสัย

หานเจวี๋ยเอ่ย “ฉี่เอ๋อร์ไม่อาจไปจากโลกมนุษย์ได้ นอกเสียจากจะแข็งแกร่งเหนือกว่าข้า”

‘แข็งแกร่งเหนืออาจารย์ปู่หรือ’

มู่หรงฉี่ตกใจเข้าแล้ว สีหน้าของคนที่เหลือก็แปลกพิกล

ต่อให้พวกเขาทึ่งในพรสวรรค์ของกันและกัน แต่เมื่อเทียบกับหานเจวี๋ยแล้วไม่คู่ควรที่จะกล่าวถึงเลย

หานเจวี๋ยต่างหากถึงจะเป็นผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นที่สุดในบรรดาพวกเขา!

“อาจารย์ปู่ เป็นเพราะเหตุใดกัน” มู่หรงฉี่ถาม

หานเจวี๋ยโบกมือตอบ “เพราะหวังดีต่อเจ้า”

กล่าวจบเขาก็ลุกขึ้นเดินจากไป

เขาไม่ได้กลับถ้ำเทวา แต่ขึ้นไปบนห้วงอากาศว่างเปล่าเหนือโลกเมฆาแดง

มู่หรงฉี่จมดิ่งอยู่ในภวังค์ เขาไม่ได้ไม่พอใจการใช้อำนาจบาตรใหญ่ของหานเจวี๋ย และคิดว่าที่หานเจวี๋ยทำเช่นนี้จะต้องมีเหตุผลอยู่

ในระยะนี้ ขณะที่เขาฝึกบำเพ็ญจะพบเจอภาพลวงตาจำนวนหนึ่ง

หรือว่าจะเกี่ยวข้องกับอดีตชาติของเขา?

ทุกคนต่างมีอดีตชาติของตัวเอง เชี่ยนเอ๋อร์มี สวินฉางอันก็มี เขาย่อมมีด้วยเป็นธรรมดา

อาจารย์ปู่จะต้องรู้อะไรอย่างแน่นอน!

……

กลางห้วงอากาศว่างเปล่า จี้เซียนเสินก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาออกมาจากแดนเซียน ความว่างเปล่าที่ไพศาลไร้ขอบเขตทำให้เขายากจะแยกแยะทิศทางได้

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็ปรากฏตัวตรงหน้าเขา ทำเอาเขาตกใจจนถอยหลังไป พอเห็นว่าเป็นหานเจวี๋ยถึงค่อยโล่งอกได้

“เจ้ามาได้อย่างไร” จี้เซียนเสินถามด้วยความตื่นเต้น

หานเจวี๋ยใบหน้าไร้ความรู้สึก ยกมือขึ้นแล้วพลันส่งฝ่ามือออกไป

พลังดูดวิญญาณหกสาย!

แรงดันลมที่น่าหวาดกลัวดูดและดึงจี้เซียนเสิน ทว่าตรงหน้าจี้เซียนเสินมีพลังไร้รูปร่างกดเขาเอาไว้ ทำให้ไม่อาจลอยไปทางหานเจวี๋ยได้ ความรู้สึกที่ถูกบีบอัดนั้นทรมานมาก

จี้เซียนเสินกำลังจะเปิดปากด่า ก็เห็นเงาดำสายหนึ่งถูกดูดออกจากร่างของตนไปตกลงในฝ่ามือของหานเจวี๋ยอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยเก็บมือพลางขมวดคิ้วแน่น

พอเห็นเช่นนี้ จี้เซียนเสินตระหนกตกใจมาก

หรือว่านี่จะเป็นมารในใจของเขา

ตัวอักษรแถวหนึ่งลอยขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย