201-205
บทที่ 201
หานเจวี๋ยมองเงาร่างตรงหน้าจั้งกูซิงร่างนั้นอย่างอดไม่ได้ นี่เป็นเงาแสงสีเงินเงาหนึ่ง มองไม่เห็นใบหน้าที่ชัดเจน
แต่หานเจวี๋ยเป็นถึงเซียนลึกล้ำวัฏจักร พอส่งพลังจิตออกไปตรวจดูก็มองทะลุเห็นใบหน้าของคนผู้นี้อย่างชัดเจน
คนผู้นั้นสวมชุดสีแดงทั้งร่าง มีกระบี่วิเศษห้อยอยู่ที่เอว ใบหน้าหล่อเหลา มีลักษณะของการลำพองตนปรากฏบนใบหน้า เขาเองก็กำลังมองสังเกตหานเจวี๋ยอยู่
‘ระดับเซียนแท้ไท่อี่ระยะปลายที่มีอายุสามพันปี?
คุณสมบัติเช่นนี้ดูแคลนไม่ได้จริงๆ’
หานเจวี๋ยแอบชื่นชมอยู่ในใจ
เขากุมมือคารวะกล่าวว่า “ข้าน้อยหานเจวี๋ย คารวะสหายเต๋า”
เงาแสงสีเงินประสานมือคารวะกล่าวว่า “วังเทพ จู้เจี้ยน”
‘จู้เจี้ยน?
ช่างเป็นชื่อที่ดีเสียจริง!’
หานเจวี๋ยไม่รู้จะพูดอะไรไปชั่วขณะหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไร้ความรู้สึกกับเขา
จั้งกูซิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ประเดี๋ยวก็จะถึงงานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนของวังสวรรค์แล้ว ด้วยคุณสมบัติของเจ้า วังสวรรค์ไม่ชวนเจ้าไปหรือ”
หานเจวี๋ยกล่าว “ข้ากลัวความยุ่งยาก คร้านที่จะไป ฝึกฝนอยู่ในบ้านจะดีกว่า”
จู้เจี้ยนยิ้มกล่าว “เป็นเช่นนี้จริงๆ งานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนครั้งนี้ จักรพรรดิเทพกระบี่ของวังเทพเราจะต้องโดดเด่นไม่เป็นรองใคร บุตรแห่งสวรรค์ของวังสวรรค์คงไม่มีผู้ใดเอาชนะเขาได้”
‘จริงๆ เลย!
งานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนในครั้งนี้ดูเหมือนจะเป็นงานชุมนุม แต่วังเทพกลับถือโอกาสโอ้อวด’
ทว่าหานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้กังวลเกินไป
จักรพรรดิสวรรค์กล้าเชื้อเชิญวังเทพมาได้ จะต้องมีความมั่นใจอย่างแน่นอน
“ผู้อาวุโส ข้าขอลาก่อน”
จู้เจี้ยนคารวะจั้งกูซิง จากนั้นก็หันกายจากไป
ดูจากท่าทีเช่นนี้แล้ว ตำแหน่งของจั้งกูซิงในวังเทพคงสูงมากสินะ แม้ว่าจะออกมาแล้วแต่ยังสามารถทำให้บุตรแห่งสวรรค์ของวังเทพเคารพนับถือได้
หานเจวี๋ยคิดเพียงเท่านี้
สำหรับท่าทีของจู้เจี้ยนเขาไม่ได้รู้สึกไม่พอใจแต่อย่างใด รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติมาก
ในเมื่อไม่มีความสนใจที่จะผูกสัมพันธ์ เช่นนั้นก็ไม่ต้องผูก จู้เจี้ยนเองก็ไม่ได้ล่วงเกินหานเจวี๋ย
หลังจากจู้เจี้ยนหายไปแล้ว จั้งกูซิงก็กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คนหนุ่มของวังเทพก็เป็นเช่นเดียวกับเจ้า มักจะเอาแต่ฝึกฝนตลอดทั้งปี ไม่เชี่ยวชาญการคบค้าสมาคม”
หานเจวี๋ยพยักหน้ากล่าวด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถิด ข้าจะไปคิดเล็กคิดน้อยได้อย่างไร”
เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาแล้วถามขึ้นว่า “ผู้อาวุโส ท่านทราบความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิสวรรค์กับยอดแม่ทัพเทพหรือไม่”
“สัมผัสได้เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ เรื่องที่ว่าจักรพรรดิสวรรค์กับยอดแม่ทัพเทพไม่ถูกกันมีอยู่จริงๆ ยอดแม่ทัพเทพรู้สึกว่าตนเองยิ่งใหญ่ไม่ธรรมดา หลังจากเติบโตขึ้นแล้ว ไม่พอใจกับการตัดสินใจของจักรพรรดิสวรรค์อยู่หลายเรื่อง ประกอบกับมีคุณูปการสูงกว่านาย ทำให้กลุ่มอิทธิพลต่างๆ คาดเดาไปต่างๆ นานา แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงคำเล่าลือ ยอดแม่ทัพเทพยังคงอยู่ใต้อาณัติของวังสวรรค์”
จั้งกูซิงตอบกลับ “หากเจ้าเข้าร่วมวังสวรรค์จริงๆ ก็อย่าไปคาดเดาความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ทั้งสองจะแตกแยกหรือร่วมมือกันมีเพียงพวกเขาทั้งสองที่รู้ สิ่งเดียวที่สามารถยืนยันได้ก็คือยอดแม่ทัพเทพฟังคำสั่งจักรพรรดิสวรรค์”
หานเจวี๋ยพยักหน้า เขาเองก็คิดเช่นนี้
จิตใจของจักรพรรดิไม่อาจคาดเดาไปเองได้
ทั้งสองยังพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง หานเจวี๋ยก็บอกลาและจากไป
หนึ่งปีให้หลัง หานเจวี๋ยมาที่นี่หลายครั้ง
จั้งกูซิงอดทอดถอนใจไม่ได้
‘ตกลงผู้ใดกันแน่ที่เป็นผู้พิทักษ์แม่น้ำมรรคกระบี่
เหตุใดถึงรู้สึกว่าหานเจวี๋ยเห็นที่นี่เป็นบ้านไปเสียแล้ว’
……
ใช้เวลาไปหนึ่งปี หลังจากยกระดับมรรคกระบี่ของตนเองจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว หานเจวี๋ยก็พึงพอใจเป็นอย่างมาก
เขาพบว่ามรรคกระบี่เทียมฟ้าไม่อาจทำความเข้าใจให้แข็งแกร่งมากกว่านี้ได้แล้ว
มรรคกระบี่นี่ถึงขีดสุดแล้ว หานเจวี๋ยไม่อาจจินตนาการได้ว่าผู้ที่คิดค้นมันขึ้นมาจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด
หานเจวี๋ยนำท้อเซียนออกมา รับประทานหนึ่งลูก
เมื่อเนื้อของมันเข้าสู่ร่างกายก็ละลายเป็นไอเซียนมหาศาลทันที หานเจวี๋ยรีบเคลื่อนย้ายลมปราณทำการกลั่นทันที
หลายวันต่อมา ท้อเซียนถูกย่อยจนหมด
พลังของหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นฉับพลัน เหนือกว่าการมุมานะฝึกฝนหลายสิบปี อายุขัยก็เพิ่มขึ้นอีกหมื่นปี
แต่เขายังห่างจากเซียนลึกล้ำวัฏจักรระยะกลางอีกมาก
ความยากของการทะลวงเซียนลึกล้ำนั้นยากกว่าเซียนแท้หลายสิบเท่า!
ดูท่าท้อเซียนไม่มีส่วนช่วยระดับเซียนลึกล้ำมากนัก
นี่ก็เป็นเรื่องปกติ หากท้อเซียนมีอานุภาพไร้ขีดจำกัด จักรพรรดิสวรรค์อาศัยแค่ท้อเซียนก็สามารถอยู่เหนือกว่าจักรพรรดิเซียนได้ หรือแต่แม้กระทั่งต้าหลัวก็ไปถึงได้
หานเจวี๋ยตัดสินใจเก็บท้อเซียนทั้งสามลูกที่เหลือไว้ก่อน หากบังเกิดผลลัพธ์มหัศจรรย์ขึ้นมาเล่า
เขาหยิบเมล็ดท้อเซียนที่กินเหลือขึ้นมา จากนั้นให้อู้เต้าเจี้ยนนำไปฝังไว้ใต้ต้นฝูซัง
หากสามารถปลูกต้นท้อเซียนขึ้นมาได้เล่า
มนุษย์ย่อมมีความฝัน!
ต่อให้จะไม่ประสบผลสำเร็จก็ไม่เป็นไร
อู้เต้าเจี้ยนทำตามที่เขาบอก
หานเจวี๋ยฝึกฝนต่อ
……
สิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยหยุดฝึกฝนกลางคัน และนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งศัตรู
ขณะที่สาปแช่งไปนั้นก็ตรวจสอบจดหมายไปด้วย
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลัง แสดงพลังวิเศษมิติหลบหนี ออกไปจากโลกมนุษย์อย่างไม่คาดคิด]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x289004
[จักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำศัตรูของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพเซียน] x67
[หลงซั่นสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[จักรพรรดิเทพกระบี่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพเซียน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย นักพรตเต๋าตันชิงอายุขัยลดลงหมื่นปี โอกาสในการเผชิญกับเคราะห์ใหญ่ของหมู่เกาะเซียนมังกรเพิ่มมากขึ้น]
……
อ่านไล่ลงมาตลอดทาง ทั้งหมดล้วนบาดเจ็บสาหัส
‘อันตรายยิ่งนัก!’
หานเจวี๋ยเห็นว่าจักรพรรดิเทพกระบี่บาดเจ็บสาหัส ตนเองก็โล่งใจไปเล็กน้อย
นี่แสดงว่าวังสวรรค์ไม่ได้ถูกวังเทพกดขี่
เขาไม่อยากให้วังสวรรค์ถูกวังเทพควบคุมในช่วงจังหวะที่สำคัญเช่นนี้
แต่เมื่อคิดดูอีกที หานเจวี๋ยกลับคิดว่าความคิดของตนเองนั้นน่าขันยิ่งนัก
นี่คือวังสวรรค์เชียวนะ!
ก่อนที่เขาจะเข้าร่วม วังสวรรค์คือภูเขาใหญ่เพียงใด กดดันจนเขาหายใจแทบไม่ออก
แต่หลังจากเข้าร่วมแล้ว เขากังวลวังสวรรค์อยู่ทั้งวัน
นี่ก็เหมือนกับหลักการที่ว่า กลายเป็นคนเลวแล้วแข็งแกร่ง กลายเป็นคนดีแล้วอ่อนแอ
มีเพียงการกลายเป็นศัตรูเท่านั้น ถึงรู้ชัดถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย
“จักรพรรดิเทพกระบี่ถูกใครทำให้บาดเจ็บสาหัส?”
หานเจวี๋ยอยากรู้เป็นอย่างมาก ในจดหมายไม่ได้แจ้งว่าเป็นผู้ใด แสดงว่าไม่มีการคบค้าสมาคมกับหานเจวี๋ย ไม่ใช่ยอดแม่ทัพเทพ
วังสวรรค์ช่างเป็นเสือซุ่มมังกรซ่อนจริงๆ
ขณะที่คิดไปด้วยนั้น หานเจวี๋ยก็สาปแช่งไปด้วย
……
สองปีต่อมา
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกฝนอยู่พลันลืมตาในบัดดล
เขาเงยหน้ามองไป สายตามองทะลุเพดานถ้ำ มองเห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวบนห้วงอากาศว่างเปล่าเหนือโลกเมฆาแดง
คนผู้นี้สูงร้อยจั้ง เท้าเหยียบอยู่บนร่างมังกรที่ยาวพันจั้ง กายสวมชุดสีดำ มือทั้งสองประสานอยู่บนอก กำลังก้มมองโลกเมฆาแดงอยู่
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ‘คนผู้นี้คือใคร’
เพียงเห็นว่าชายชุดดำค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นช้าๆ กระบี่ยาวที่มีปราณโลหิตลอยเป็นเกลียวปรากฏขึ้นบนฝ่ามือ เขาจับด้ามกระบี่ไว้แน่น
‘แย่แล้ว!’
เขารีบเคลื่อนย้ายตัวออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน ขึ้นไปอยู่เหนือโลกเมฆาแดง
ขณะที่ชายชุดดำสะบัดกระบี่นั้น หานเจวี๋ยก็ชักกระบี่ฟันขึ้นฟ้า
มรรคกระบี่เทียมฟ้า!
หนึ่งกระบี่เทียมฟ้า!
ปราณกระบี่สีดำหมุนขึ้นไปปะทะกับปราณกระบี่ของชายชุดดำ
เสียงตู้มดังขึ้น!
ปราณกระบี่ระเบิดออกไปทั่วทิศ หานเจวี๋ยกับชายชุดดำถูกพัดจนอาภรณ์โบกสะบัด
ชายชุดดำมองหานเจวี๋ย สีหน้าเผยแววประหลาดใจ
‘กะอีแค่โลกมนุษย์กลับมีเซียนลึกล้ำด้วย!’
ชายชุดดำลอบคิดเงียบๆ แววตาของเขาโหดเหี้ยมขึ้นมา และสะบัดกระบี่อีกครั้ง
หานเจวี๋ยเห็นเช่นนี้ก็โมโหทันที
‘รนหาที่ตาย!’
หานเจวี๋ยยกกระบี่พิพากษาอนธการโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง สำแดงวิชาไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิออกมา
มหาสมุทรปราณกระบี่เก้าแห่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ทั้งหมดล้วนเป็นเส้นตั้งตรงราวกับจานยักษ์เก้าใบกำลังเผชิญหน้ากับชายชุดดำ เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนก่อตัวขึ้นมา
ชายชุดดำเปล่งเสียงร้องด้วยความแปลกใจอยู่บ้าง จากนั้นก็รีบแสดงพลังวิเศษ มังกรใต้เท้ากลายเป็นเจดีย์ยักษ์ปกคลุมเขาไว้
ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิระเบิดขึ้นฟ้า!
มหาสมุทรปราณกระบี่แต่ละแห่งพุ่งยิงเงากระบี่ออกมานับสิบล้าน!
เงากระบี่เกือบล้านสังหารออกไป!
หานเจวี๋ยไม่ยั้งมือ พลังเวทหกวิถีหลั่งไหลออกมา
ขณะที่เงากระบี่ในดวงตาของชายชุดดำขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในใจเขาก็อุทานด้วยความตกใจ
“แย่เล้ว!”
บทที่ 202
กระแสปราณกระบี่ที่รวมตัวจากเงากระบี่นับร้อยล้านยิ่งใหญ่เหลือหลาย อีกทั้งปกคลุมชายชุดดำอย่างรวดเร็วยิ่ง แม้แต่เจดีย์ยักษ์ร่างแปลงของมังกรก็จมอยู่ในนั้น
ท่ามกลางปราณกระบี่ ชายชุดดำหน้าถอดสี ในใจหวาดกลัวถึงขีดสุด
เป็นไปได้อย่างไร!
พลังเวทนี้…ปราณกระบี่นี้… เป็นแค่เซียนลึกล้ำจริงหรือ
ชายชุดดำกัดฟันแน่น อาศัยพลังเวทมหาศาลของตนเองต้านทานไว้
ไม่นานนัก เจดีย์ที่ครอบเขาอยู่ก็แตกร้าวด้วยความเร็วที่เห็นได้ด้วยตาเปล่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกแค่ไม่กี่อึดใจของวิเศษของเขาก็จะแตกเป็นเสี่ยงแล้ว
“บัดซบ!” ชายชุดดำตะโกนลั่น “มีอะไรก็พูดกันดีๆ ไม่จำเป็นต้องลงมือฆ่าแกงกัน!”
[เทียนเอ้อส่านเหรินเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
หานเจวี๋ยมองเห็นข้อความแจ้งเตือนที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า จิตสังหารเพิ่มขึ้นพุ่งพรวด
เขาเพิ่มพลังเวท บดขยี้สังหารเทียนเอ้อส่านเหรินด้วยความเด็ดขาดทรงพลัง
ทำลายทั้งร่างและวิญญาณ!
สังหารโดยตรง!
หลังจากหานเจวี๋ยไม่รับรู้ถึงกลิ่นอายของเทียนเอ้อส่านเหรินแล้ว ถึงจะหยุดสำแดงวิชา
หานเจวี๋ยตรวจดูในค่าความสัมพันธ์และไม่พบเทียนเอ้อส่านเหริน น่าจะตายไปแล้ว
เขารู้สึกว่าโชคร้ายนัก นี่มันเรื่องอะไรกัน
เขากำลังปิดด่านฝึกบำเพ็ญ จู่ๆ กลับมีคนคนหนึ่งโผล่มาจะทำลายโลกมนุษย์ของเขา ช่างโชคร้ายจริงๆ
หานเจวี๋ยกลับมาในถ้ำเทวาฟ้าประทานอีกครั้ง
เขาเพิ่งนั่งลง ตัวอักษรแถวหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
[เนื่องจากท่านสังหารเซียนลึกล้ำไท่อี่เป็นครั้งแรก ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ยกระดับฟังก์ชันแบบจำลองการทดสอบ]
[สอง ยกระดับฟังก์ชันการซ่อนของระบบ]
หานเจวี๋ยหรี่ตา จมดิ่งอยู่ในภวังค์ความคิด
ผ่านไปสักพัก เขาเลือกยกระดับการทำงานของแบบจำลองการทดสอบ
ฟังก์ชันนี้แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
สามารถรู้พลังที่แท้จริงของศัตรูได้ชัดเจน
[ท่านเลือกยกระดับฟังก์ชันแบบจำลองการทดสอบ]
[ตรวจสอบพบว่าโลกมนุษย์นี้ขึ้นตรงต่อท่าน ขอบเขตการตรวจจับของแบบจำลองการทดสอบถูกยกระดับขึ้น ห้วงอากาศว่างเปล่ารอบๆ ล้วนอยู่ในขอบเขตของแบบจำลองการทดสอบ โดยมีโลกใบนี้เป็นศูนย์กลาง]
‘อันนี้ได้!’
หานเจวี๋ยตื่นเต้นดีใจ
ในที่สุดก็ยกระดับขอบเขตการตรวจจับได้แล้ว ด้วยตบะของเขาในตอนนี้ ระยะรัศมีร้อยลี้ของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เล็กเกินไปจริงๆ
หานเจวี๋ยรีบตรวจหาผู้แข็งแกร่งที่สุดในบริเวณใกล้ๆ โลกเมฆาแดงนอกจากตัวเขา
[ตงฝาเทียน: ระดับเซียนพิภพไท่อี่ระยะต้น ผู้อาวุโสจวนเซียนสวรรค์]
เอ๊ะ? จวนเซียนสวรรค์ยังมีผู้แข็งแกร่งระดับนี้อีกหรือ
มิน่าล่ะ ผ่านเคราะห์ใหญ่มามากมายเช่นนี้ ทั้งยังเคยถูกล้อมโจมตี แต่จวนเซียนสวรรค์ยังคงอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้
ในตอนแรกที่นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนฆ่าล้างจวนเซียนสวรรค์ เหตุใดคนผู้นี้ถึงไม่ลงมือ
หานเจวี๋ยอ่านต่อไป พบว่าโลกเมฆาแดงซ่อนยอดฝีมือไว้ไม่น้อย ลำพังแค่เซียนอิสระก็มีหลายคนแล้ว หรือว่าคนเหล่านี้จะเป็นเทพเซียนพสุธาในตำนาน?
ผู้บำเพ็ญระดับมหายานมีจำนวนนับร้อย ไร้เหตุผลสิ้นดี
หานเจวี๋ยเพิ่งรู้ตัวว่าตนเองประเมินโลกเมฆาแดงต่ำเกินไป
มีบางคนซ่อนตัวไว้ แม้แต่ป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ยังตรวจสอบไม่พบ
มิน่าล่ะอันดับของโลกเมฆาแดงถึงได้เลื่อนขึ้นอยู่ตลอด
หานเจวี๋ยดูอยู่พักหนึ่งก็เริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ
……
สี่ปีต่อมา ตี้ไท่ไป๋มาเยี่ยมเยียน
หานเจวี๋ยให้อู้เต้าเจี้ยนออกไป ตนเองอยู่กับตี้ไท่ไป๋ตามลำพัง
“งานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนสิ้นสุดลงแล้ว วังเทพไม่ได้เปรียบแต่อย่างใด ก็นับว่าสิ้นสุดโดยสมบูรณ์” ตี้ไท่ไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดีไม่น้อย
หานเจวี๋ยถามอย่างสงสัย “จักรพรรดิเทพกระบี่ถูกโจมตีพ่ายแพ้แล้ว?”
“ใช่”
“ฝีมือใคร”
“บุตรแห่งสวรรค์ผู้หนึ่ง แม้จะเป็นเทพเซียนจากวังสวรรค์ แต่สืบทอดสำนักเต๋า ปรากฏตัวให้เห็นน้อยมาก สถานะของเขาเจ้าไม่ต้องสืบ ช้าเร็วพวกเจ้าก็ต้องพบกันอยู่ดี”
วังสวรรค์มีความสัมพันธ์กับสำนักเต๋าด้วยหรือ
หานเจวี๋ยตกอยู่ในภวังค์
ตี้ไท่ไป๋กล่าวต่อว่า “ช่วงนี้มีกลุ่มอิทธิพลอยากจะทำลายโลกมนุษย์ที่อยู่ภายใต้อาณัติของวังสวรรค์ เจ้าต้องระวังสักหน่อย”
หานเจวี๋ยได้ยินก็อดพูดไม่ได้ “หลายปีก่อนมีคนชื่อเทียนเอ้อส่านเหรินมาที่นี่”
หลังจากสังหารเทียนเอ้อส่านเหริน หานเจวี๋ยไม่ได้รับความเกลียดชังจากผู้ทรงพลังคนอื่นๆ เขาอดคิดไม่ได้ว่าเทียนเอ้อส่านเหรินอาจจะเป็นผู้บำเพ็ญอิสระ
ผู้บำเพ็ญอิสระจะกล้ายุแหย่วังสวรรค์ได้อย่างไร
“เทียนเอ้อส่านเหริน?”
สีหน้าตี้ไท่ไป๋เปลี่ยนไปทันที คิ้วก็ขมวดตาม
เขากล่าวราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ “เทียนเอ้อส่านเหรินคือเซียนลึกล้ำ เจ้า…”
หานเจวี๋ยยิ้มแต่ไม่เอ่ยอะไร
ตี้ไท่ไป๋ตื่นตระหนกตกใจ
‘เจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งจนสังหารเซียนลึกล้ำได้แล้ว? จะก้าวหน้ารวดเร็วเกินจริงไปหน่อยแล้วกระมัง!’
ตี้ไท่ไป๋สูดหายใจลึกๆ กล่าวว่า “เทียนเอ้อส่านเหรินมาจากราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ของผู้บำเพ็ญอิสระที่แข็งแกร่งราชวงศ์หนึ่ง ดูท่าเผ่ามนุษย์ก็มีความคิดเกี่ยวกับวังสวรรค์ด้วย”
หานเจวี๋ยถามด้วยความประหลาดใจ “แดนเซียนมีอาณาจักรราชวงศ์ด้วยรึ”
“ย่อมเป็นเช่นนั้น แดนเซียนก็มีเผ่ามนุษย์เช่นกัน อีกทั้งมีจำนวนมากด้วย เป็นถึงตัวเอกมรรคาสวรรค์ วังสวรรค์และวังเทพส่วนใหญ่ล้วนมีพื้นฐานจากเผ่ามนุษย์ คัดเลือกมาเป็นเทพเซียน”
“พวกเขายังจะมาอีกหรือไม่”
“ข้าจะให้เทพเซียนมาปกป้องโลกเมฆาแดงโดยเฉพาะ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
คำมั่นสัญญาของตี้ไท่ไป๋ทำให้หานเจวี๋ยโล่งใจไปเปลาะหนึ่งทันที
สมกับเป็นวังสวรรค์ ภูมิหลังแข็งแกร่งมาก
หานเจวี๋ยก็เกรงว่าปัญหาจะมาไม่หยุดหย่อน
ตี้ไท่ไป๋รีบลุกขึ้น กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อรู้ว่ามาจากกลุ่มอิทธิพลใด ก็สามารถจัดการได้ง่ายแล้ว เทียนเอ้อส่านเหรินก็ช่างโง่เขลาเสียจริง คิดไม่ถึงว่าจะเปิดเผยสถานะของตนเองกับเจ้า”
หานเจวี๋ยยิ้มๆ เขาลุกขึ้นยืนส่งตี้ไท่ไป๋กลับ
หลังจากตี้ไท่ไป๋ไปแล้ว หานเจวี๋ยเดินมาเบื้องหน้าต้นฝูซัง สังเกตดูเถาน้ำเต้าพิภพเซียน
เมล็ดน้ำเต้าเจ็ดเมล็ดกลายเป็นน้ำเต้าน้อยเรียบร้อย ดูเหมือนว่าภูตน้ำเต้าใกล้จะเปลี่ยนร่างแล้ว หานเจวี๋ยเฝ้ารอคอยมาก
หานเจวี๋ยส่งพลังจิตเข้าไปในดินที่ฝังเมล็ดท้อเซียนไว้
ไม่มีการเคลื่อนไหว
ดูแล้วการปลูกต้นท้อชนิดนี้จะไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
นี่ก็เป็นเรื่องปกติ หากปลูกได้ง่ายๆ ต้นท้อเซียนคงเป็นสินค้าตามท้องตลาดนานแล้ว
“อาจารย์ปู่…”
มีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะอารมณ์ในการคิดของหานเจวี๋ย
โจวหมิงเยวี่ยเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง ท่าทางตื่นเต้นมาก
หานเจวี๋ยปรายตามอง ตอบกลับว่า “หืม?”
โจวหมิงเยวี่ยเรียกความกล้าก่อนจะพูด “อาจารย์ปู่ ข้าอยากเรียนพลังวิเศษวิชาเวทกับท่าน ไม่ทราบว่าข้าต้องทำอย่างไรท่านถึงจะสอนข้า”
ฉู่ซื่อเหรินเกียจคร้านเรื่องการฝึกบำเพ็ญ และก็ไม่เคยเรียนพลังวิเศษ จึงไม่มีพลังวิเศษและวิชาเวทที่สอนโจวหมิงเยวี่ยได้เลย
หานเจวี๋ยเผยรอยยิ้มบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะสอนเจ้าสักหนึ่งกระบวนท่า”
โจวหมิงเยวี่ยดีใจมาก รีบคุกเข่าคารวะหานเจวี๋ยด้วยความตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ฉู่ซื่อเหรินที่อยู่ไม่ไกลเบ้ปาก
ไก่คุกรัตติกาลพูดหยอกล้อ “อาจารย์ของเจ้าคนนี้ทำตามใจตัวเองจริงๆ ระวังจะเป็นแบบสวินฉางอันอาจารย์อาของเจ้า”
ฉู่ซื่อเหรินขมวดคิ้วบอก “อาจารย์ข้าก็ไม่ได้สอนอะไรข้านี่”
ตั้งแต่หยางเทียนตงรู้ว่าเขาไม่ชอบการฝึกบำเพ็ญก็ไม่สนใจเขาอีก มักจะท่องอยู่ภายนอกตลอดปี ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์ของคนทั้งสองจืดจางมาก
ไก่คุกรัตติกาลส่ายหน้าและอดหัวเราะไม่ได้
หานเจวี๋ยถ่ายทอดวิชาเทพวายุกับมหาวายุอัสนีให้แก่โจวหมิงเยวี่ย
โจวหมิงเยวี่ยมีคุณสมบัติไม่เลว หานเจวี๋ยต้องสอนแค่ไม่กี่วันเท่านั้น
……
เวลาสิบปีผ่านไปในพริบตา
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เริ่มตรวจสอบหาผู้แข็งแกร่งที่สุดในละแวกโลกเมฆาแดง
หลังจากถูกเทียนเอ้อส่านเหรินโจมตี ทุกๆ สิบปีนอกจากจะสาปแช่งและอ่านจดหมายแล้ว หานเจวี๋ยยังตรวจสอบหาผู้ทรงพลังในบริเวณนี้เพื่อป้องกันคนมาโจมตีด้วย
[มหาจักรพรรดิเหยียนจวิน: ระดับเซียนทองไท่อี่ระยะปลาย แม่ทัพสวรรค์ขั้นสามแห่งวังสวรรค์]
หานเจวี๋ยเห็นว่าเป็นระดับเซียนทองระยะปลายก็ตื่นเต้นทันที แต่พอเห็นว่ามาจากวังสวรรค์ เขาก็ถอนหายใจโล่งอก
‘ควรจะไปคารวะเขาสักหน่อยหรือไม่’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ แต่อีกฝ่ายไม่ได้เกิดความประทับใจต่อเขาแม้แต่ดาวเดียว บอกชัดว่าไม่อยากคบค้าสมาคมกับเขา
ช่างเถอะ ฝ่ายนั้นก็ทำเพราะงาน ไม่ได้มีจิตใจดีปกป้องเขาสักหน่อย
หานเจวี๋ยเริ่มจำลองการทดสอบ
การต่อสู้กับมหาจักรพรรดิเหยียนจวิน ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าใด
บทที่ 203
หลังจากเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นมา
มหาจักรพรรดิเหยียนจวินมีของอยู่บ้าง!
การต่อสู้ในช่วงแรก หานเจวี๋ยถูกข่มโจมตีโดยสมบูรณ์ พลังแผดเผาของเพลิงแท้สุริยะน่ากลัวถึงขีดสุด แม้หานเจวี๋ยจะเอาชนะได้ ใจก็ยังหวาดผวาอยู่
ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่อาจสังหารมหาจักรพรรดิเหยียนจวินได้ทันที จะต้องห้ามยุแหย่เขาก่อนเด็ดขาด
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ กับตัวเอง
เมื่อเข้าใจพลังที่แท้จริงของมหาจักรพรรดิเหยียนจวินแล้ว หานเจวี๋ยก็วางใจ มีผู้แข็งแกร่งระดับนี้ปกป้อง เขาไม่ต้องกลัวว่าจะมีคนบุกรุกโลกเมฆาแดงอีก
มหาจักรพรรดิเหยียนจวินนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศว่างเปล่า เขาฝึกฝนอย่างสงบ ราวกับดวงอาทิตย์ร้อนแรงลูกหนึ่งที่เปล่งแสงจ้าท่ามกลางความมืดมิด
หลังจากหานเจวี๋ยจำลองการทดสอบอยู่หลายชั่วยามก็เริ่มฝึกฝนต่อ
ในส่วนลึกของห้วงอากาศ
บุรุษผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางกลุ่มเปลวเพลิงคุโชน เขาสวมชุดคลุมสีแดง สวมมงกุฎทองคำ แผ่รัศมีอำนาจปานจอมราชาออกมา จู่ๆ เขาก็ลืมตาขึ้น
“เมื่อครู่…”
มหาจักรพรรดิเหยียนจวินขมวดคิ้ว เขารู้สึกได้ว่าเมื่อครู่มีคนสอดส่องตน แต่เขาจับตำแหน่งของฝ่ายตรงข้ามไม่ได้
มิน่าล่ะจักรพรรดิสวรรค์ถึงส่งเขามาปกป้องโลกใบนี้ ที่แท้ก็มีปัญหาใหญ่จริงๆ ด้วย!
มหาจักรพรรดิเหยียนจวินไม่กล้าละเลย รีบโบกมือทันที เพลิงแท้สุริยะกลุ่มหนึ่งพุ่งออกไป จากนั้นกลายเป็นลูกไฟขนาดเล็กหลายร้อยลูกโบยบินไปทุกทิศทาง
……
ภายในเมืองที่เจริญรุ่งเรืองแห่งหนึ่ง ผู้คนเดินขวักไขว่บนท้องถนน
สวินฉางอันยืนอยู่ตรงมุมถนน ยื่นหัวออกไปมอง เขาสวมชุดสีดำ สวมหมวกฟาง กำลังเฝ้าหวังอย่างร้อนใจ
มู่หรงฉี่พลันปรากฏตัวด้านหลังเขา ก่อนกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ในเมื่อชอบเข้าแล้ว เช่นนั้นก็ไปพบนางสิ!”
สวินฉางอันตกใจกับน้ำเสียงของศิษย์ หันมากล่าวด้วยความขุ่นเคืองว่า “เหตุใดเจ้าถึงชอบมาแบบไม่ให้สุ้มให้เสียง!”
“ฮึ เพราะท่านไม่ตั้งใจฝึกฝน ตบะของข้าสูงเกินไป ท่านถึงได้ไม่รับรู้การมาของข้า!”
สำหรับอาจารย์ท่านนี้ มู่หรงฉี่รู้สึกเหนื่อยใจจริงๆ
คนที่ไม่รู้เรื่องคงคิดว่ามู่หรงฉี่เป็นอาจารย์เสียอีก
สวินฉางอันถอดทอนใจกล่าว “นางสวยขนาดนั้น ต้องไม่ชอบข้าแน่นอน”
มู่หรงฉี่ส่ายหน้า “ท่านเป็นถึงยอดผู้บำเพ็ญ นางเป็นแค่ผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณตัวเล็กๆ เท่านั้น จะปฏิเสธท่านได้อย่างไร”
“เชี่ยนเอ๋อร์ไม่ใช่สตรีที่ดูคนที่ตบะ!”
“ถ้าอย่างนั้นดูที่หน้าหรือ ยังไม่สู้ดูที่ตบะเลย!”
“เจ้า…ศิษย์ทรพี!”
สวินฉางอันโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม อยากจะตบหน้ามู่หรงฉี่สักฉาด แต่ก็จนปัญญาเพราะสู้ไม่ไหว
มู่หรงฉี่เอ่ยว่า “กลัวอะไรกัน ท่านตามหานางมาหลายร้อยปี ถึงแม้จะล้มเหลวก็ต้องลองดูสักหน่อย ศิษย์เองก็จะช่วยให้พวกท่านได้เคียงคู่กัน”
ได้ยินเช่นนี้ สวินฉางอันก็สูดหายใจเข้าลึกๆ ปลุกความกล้าหาญและเดินออกไป
มู่หรงฉี่รออยู่ที่เดิม สีหน้าท่าทางเหมือนรอชมเรื่องสนุก
……
เวลาผ่านไปช้าๆ ล่วงเลยไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยมีอายุหนึ่งพันสี่ร้อยปีเต็มแล้ว เขานำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาตามความเคยชินก่อนเริ่มทำภารกิจประจำวัน
ตั้งแต่มหาจักรพรรดิเหยียนจวินมาที่นี่ ก็ไม่มีคนมาบุกโจมตีโลกเมฆาแดงอีก
หานเจวี๋ยยังอยู่ห่างจากระดับเซียนลึกล้ำระยะกลางอีกช่วงหนึ่ง ทว่าไม่ห่างมากแล้ว
เขาสาปแช่งไปด้วย อ่านจดหมายไปด้วย
[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย นักพรตเต๋าตันชิงเกิดมารในใจ หมู่เกาะเซียนมังกรเผชิญกับภัยพิบัติทางทะเลที่พบเจอได้ยากในรอบหลายหมื่นปี เกิดความเสียหายยับเยิน]
[โจวฝานสหายของท่านได้รับการช่วยเหลือจากผู้ทรงพลัง เหยียบเข้าสู่แดนเซียน]
[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านไปจากโลกมนุษย์]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านพบกับโอกาสวาสนา หลงเข้าไปในแดนผาสุกสวรรค์บรรพกาล]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านรู้แจ้งมรรคกระบี่ไท่อี่ พลังมรรคเพิ่มพูน]
[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x80,393
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านตระหนักรู้มหามรรคในขณะฝึกบำเพ็ญ จิตดั้งเดิมออกจากร่าง ได้รับกรุณาธิคุณมหามรรค]
……
หานเจวี๋ยมองลงไป สิบปีนี้เรียกได้ว่าทศวรรษแห่งโอกาสวาสนาทีเดียว
เขาเรียกค่าความสัมพันธ์ออกมาตรวจสอบตบะของเซวียนฉิงจวิน
ระดับเซียนพิภพไท่อี่ขั้นสมบูรณ์
แม้ไม่สามารถเทียบกับหานเจวี๋ยได้ แต่อย่างน้อยก็กำลังพัฒนา!
สำหรับคู่บำเพ็ญเพียรคนแรกในชีวิตคนนี้ หานเจวี๋ยให้ความสนใจมาก
แม้ตอนแรกเซวียนฉิงจวินจะมีเจตนาบีบบังคับ ทว่าก็เป็นนางที่ทุ่มเทเพื่อเขามาโดยตลอด
หานเจวี๋ยค่อนข้างเฝ้ารอคอยฉากที่ทั้งสองคนจะได้พบเจอกัน
หากเซวียนฉิงจวินรู้ตบะของเขาจะเป็นอย่างไรบ้าง?
ไม่อาจคิดต่อได้อีกแล้ว!
หากคิดต่อคงต้องออกไปโลกภายนอกอย่างอดไม่ได้!
‘มรรคาสวรรค์ทรมานข้าอีกแล้ว!’
หานเจวี๋ยแอบก่นด่า
หลายเดือนต่อมา หานเจวี๋ยสาปแช่งศัตรูทั้งหมดของตัวเองไปหนึ่งรอบ จากนั้นวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงด้วยความพึงพอใจ
อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยปาก “นายท่าน วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามีการเปลี่ยนแปลงแล้ว”
หานเจวี๋ยได้ยินเช่นนี้ก็หันไปมอง
วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอยู่ตรงมุมถ้ำเทวา หลังจากผ่านมาหลายร้อยปีมันเปลี่ยนเป็นสระเล็กๆ แล้ว ผิวน้ำมีแสงสีเงินเปล่งประกาย
หานเจวี๋ยมองเห็นอะไรบางอย่าง สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบลุกขึ้นเดินเข้าไป
เห็นเพียงว่าในวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามีภาพเมืองแห่งหนึ่งผุดออกมา ราวกับเป็นภาพยนตร์ในม่านวารี ผู้คนเดินกันขวักไขว่ บนฟ้าเหนือเมืองนี้มีร่างของผู้บำเพ็ญเหาะไปเหาะมาจำนวนมาก
“นี่มัน…”
หานเจวี๋ยตกใจ ไม่อาจจะเข้าใจได้ วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้ามีประสิทธิภาพเช่นนี้ด้วย?
ก็ไม่รู้ว่าเมืองในวารีคือที่ใด
หานเจวี๋ยจมดิ่งอยู่ในความฉงน
ถ้าไม่เข้าใจก็ถาม!
ไปหาพี่ใหญ่!
หานเจวี๋ยรีบกลับไปบนตั่ง เริ่มหยั่งรู้มรรคกระบี่
ไม่นานเขาก็มาถึงแม่น้ำมรรคกระบี่ และตรงดิ่งไปหาจั้งกูซิงเลย
“พี่ใหญ่ ท่านเคยได้ยินเรื่องวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าหรือไม่” หานเจวี๋ยถาม
จั้งกูซิงกำลังฝึกฝนอยู่ เมื่อถูกหานเจวี๋ยขัดจังหวะก็หงุดหงิดเล็กน้อย “รู้สิ วารีศักดิ์สิทธิ์ในตำนาน เจ้าพบมันหรือ”
เจ้าเด็กนี่มีคุณสมบัติน่ากลัว ดวงชะตาก็ชวนให้คนอิจฉา
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ตอนที่ข้าฝึกฝนหาประสบการณ์ได้พบวารีผืนหนึ่ง มันก็คือวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ข้ามองเห็นภาพเมืองแห่งหนึ่งบนผิววารี นี่เป็นเพราะเหตุใด”
พี่ใหญ่เก่งกาจเสียจริง รู้ไปหมดทุกเรื่อง
“วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าคือวารีสวรรค์ สอดประสานกับบรรดาสวรรค์หมื่นโลกา สิ่งที่ปรากฏบนผิวน้ำเป็นภาพที่มีบุตรแห่งฟ้าดินของโลกบางแห่งอยู่ บุตรแห่งฟ้าดินเรียกได้ว่าเป็นตัวเอกมรรคาสวรรค์ เผ่ามนุษย์เป็นถึงตัวเอกมรรคาสวรรค์ ดังนั้นจึงวางอำนาจในสวรรค์ทั้งหลายได้ และพออยู่ที่โลกมนุษย์ มรรคาสวรรค์ของโลกมนุษย์ก็จะเลือกบุตรแห่งฟ้าดินมา ในแดนเซียนมีกลุ่มอิทธิพลใหญ่จำนวนไม่น้อยเลยที่อาศัยวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเสาะหาต้นกล้าพันธุ์ดี” จั้งกูซิงตอบ
หานเจวี๋ยเข้าใจในฉับพลัน
‘ถ้าเช่นนั้นฟางเหลียงจะถูกใครหมายตาหรือไม่
มีความเป็นไปได้จริงๆ!
ก่อนหน้านั้นเจ้าหมอนี่มีเทพเซียนชี้แนะในความฝัน ทั้งยังฝันเข้าไปในยุคบรรพกาล ไม่แน่อาจจะเป็นเรื่องที่ผู้ทรงพลังบางท่านสร้างขึ้น!’
หานเจวี๋ยจากไปโดยเร็ว ไม่พูดอะไรกับจั้งกูซิงต่ออีก
จั้งกูซิงกลัดกลุ้ม เจ้าเด็กนี่เห็นเขาเป็นอะไร คิดอยากมาก็มา คิดอยากไปก็ไปหรือ
……
เมื่อกลับมาถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยเดินมาที่ริมวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าอีกครั้ง เขามองไปอย่างละเอียด อยากดูว่าบุตรแห่งฟ้าดินของโลกนี้คือใคร
วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าดูเหมือนจะรับรู้ความคิดของหานเจวี๋ย ภาพเปลี่ยนไปทันที ปรากฏเป็นภาพในลานแห่งหนึ่ง มีดรุณีชุดขาวผู้หนึ่งนั่งฝึกบำเพ็ญอยู่ใต้ต้นหลิว
รูปโฉมของนางงามล่มเมือง ผมยาวปลิวสยาย นางที่กำลังบำเพ็ญตบะกับต้นหลิวที่อยู่ด้านหลังก่อเป็นม้วนภาพวาดที่งดงามอย่างยิ่ง
‘ท่านนี้คือบุตรแห่งฟ้าดินหรือ’
หานเจวี๋ยนึกสงสัย เขาส่งพลังจิตเข้าไปในนั้น
เขาตกใจระคนดีใจเมื่อพบว่าตนเองสามารถสอดส่องโลกมนุษย์แห่งนี้ผ่านวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าได้
หานเจวี๋ยกลัวว่าจะไปยั่วยุยอดผู้บำเพ็ญคนอื่นๆ เข้า จึงหยุดพลังจิตไว้ที่ลานแห่งนี้
ดรุณีผู้นี้มีตบะถึงระดับมหายานแล้ว
[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]
ตัวอักษรแถวหนึ่งลอยขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย เขาเลือกตรวจสอบที่มาทันที
บทที่ 204
[ลี่เหยา: ระดับมหายานขั้นห้า บุตรแห่งโลกา ทายาทจักรพรรดิเซียน ตอนถือกำเนิดมีหงส์ฟ้าเกิดมาคู่กัน โชควาสนาอยู่ที่โลกมนุษย์ บำเพ็ญเพียรเจ็ดร้อยปี สำเร็จมหายาน มีนิสัยระแวดระวัง เกลียดการต่อสู้ ชอบฝึกบำเพ็ญ]
หานเจวี๋ยอ่านดูข้อมูลตรงหน้าด้วยสีหน้าแปลกๆ
มารูปแบบนี้…เหมือนเขาในฉบับผู้หญิงเลยนี่!
หานเจวี๋ยเกิดความประทับใจในตัวลี่เหยาทันที
อุดมการณ์ตรงกัน!
หานเจวี๋ยยิ่งมองลี่เหยาก็ยิ่งรื่นตา ลี่เหยาที่ฝึกบำเพ็ญเงียบๆ ราวกับเทพธิดา เป็นภาพที่ดูกลมกลืนอะไรปานนั้น
ดูอยู่พักหนึ่ง หานเจวี๋ยก็ดึงพลังจิตกลับมา
เขาไม่ได้ไปรบกวนลี่เหยา
มีแต่ผีที่จะรู้ว่าลี่เหยาอยู่บนโลกแห่งใด
“นายท่าน เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หรือว่าในน้ำจะซ่อนโลกแห่งหนึ่งไว้” อู้เต้าเจี้ยนถาม
หานเจวี๋ยเองก็ไม่ปิดบัง พูดเรื่องพลังของวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไปหนึ่งรอบ อู้เต้าเจี้ยนฟังแล้วอุทานตกใจไม่หยุด
คาดไม่ถึงว่าวารีนี้จะสามารถสอดส่องดูโลกอื่นได้ ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
หานเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิอีกครั้ง จากนั้นฝึกบำเพ็ญต่อ
……
ภายในป่าดอกท้อแห่งหนึ่ง สตรีชุดกระโปรงเขียวผู้หนึ่งกำลังยืนรอคอยด้วยความขวยเขินและคาดหวังอยู่ใต้ต้นไม้ ใบหน้าของนางเพริศพริ้ง มองไปรอบด้านอยู่ตลอดเวลา
ห่างออกไปไกล มีคนสองคนยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
มู่หรงฉี่กับสวินฉางอันนั่นเอง
มู่หรงฉี่กล่าวเร่งรัด “อาจารย์ ท่านยังจะรออะไรอีก คนเขารอท่านอยู่นะ”
สวินฉางอันสวมงอบที่มีผ้าโปร่งบางบิดบังใบหน้า ในใจเขากังวลมาก
“วางใจเถอะ ท่านปกป้องนางมาสิบปี นางเห็นท่านเป็นคนในดวงใจนานแล้ว รีบไปเร็ว” มู่หรงฉี่ผลักสวินฉางอันออกไป
สวินฉางอันถูกผลักจนเกือบล้ม
เจ้าเด็กบ้านี่มือไม่เบาเลย!
สวินฉางอันแอบด่า จากนั้นก็เรียกความกล้าเดินไปทางสตรีชุดเขียว
ไม่นานนัก สตรีชุดเขียวก็มองเห็นสวินฉางอันเดินเข้ามา
สวินฉางอันสวมงอบ ใส่ชุดสีดำทั้งตัว มีบุคลิกลักษณะไม่ธรรมดา สอดคล้องกับผู้บำเพ็ญทรงพลังในความคิดของนางยิ่งนัก
‘เขานี่เองที่แอบปกป้องข้ามาโดยตลอด…’
สตรีชุดเขียวดวงตาเคลิบเคลิ้ม นางจ้องมองสวินฉางอันที่เดินเข้ามาราวกับพวกคลั่งไคล้บุรุษ
ครั้นมองเห็นสีหน้าของนาง สวินฉางอันก็ตื่นเต้นขึ้นมา
ในที่สุดเชี่ยนเอ๋อร์ก็จะกลับมาเป็นของเขาแล้ว!
สวินฉางอันเร่งฝีเท้าขึ้นอีก
เมื่อมาถึงตรงหน้าสตรีชุดเขียว สวินฉางอันก็นิ่งเงียบอีก ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรออกมา
ภายในป่าดอกท้อเงียบสงัดไปในชั่วเวลานั้น
สตรีชุดเขียวกัดริมฝีปากเบาๆ ก่อนกล่าวว่า “เหตุใดท่านถึง…”
สวินฉางอันระงับอาการตื่นเต้นไว้ “ข้าตามหาเจ้ามาหลายร้อยปี ชาติก่อนเจ้ากับข้าเคยเติบโตมาด้วยกัน เจ้าเป็นรักสุดซึ้งตลอดชีวิตของข้า”
คำสารภาพของเขาทำให้ลำคอและใบหูของสตรีชุดเขียวแดงก่ำ
หลายร้อยปี!
ใจของสตรีชุดเขียวถูกยึดครองโดยสมบูรณ์
บนโลกใบนี้จะมีดรุณีสักกี่คนที่ได้รับคำสารภาพรักและความลุ่มหลงเช่นนี้
สตรีชุดเขียวถามอย่างตื่นเต้น “ข้าสามารถดูหน้าท่านได้หรือไม่”
สวินฉางอันลังเล
สตรีชุดเขียวค่อยๆ เลิกผ้าคลุมหน้าของเขาขึ้น
พริบตาต่อมา สตรีชุดเขียวตัวสั่นสะท้านและก้าวถอยไปหนึ่งก้าวทันที
ก้าวนี้ราวกับน้ำเย็นที่ดับไฟในใจสวินฉางอัน
สวินฉางอันยิ้มขมขื่นและถามขึ้นมา “ข้าอัปลักษณ์มากหรือ”
สตรีชุดเขียวนิ่งเงียบไป
นางอยากจะบอกว่าไม่เป็นไร แต่เขาอัปลักษณ์เกินไปจริงๆ นางไม่เคยเห็นคนอัปลักษณ์เช่นนี้มาก่อน ไม่ได้มีส่วนใดบกพร่อง แต่อัปลักษณ์โดยแท้
“ข้า…” สตรีชุดเขียวอยากกล่าวอะไรแต่ก็ไม่ได้กล่าวออกมา
สวินฉางอันเศร้าเสียใจ แต่ก็คาดการณ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ดังนั้นจึงไม่รู้สึกผิดหวัง
เขาสิ้นหวังมานาน ไม่หวาดกลัวความสิ้นหวังนานแล้ว
สวินฉางอันถามด้วยความเจ็บปวด “ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวนะ?”
ในเมื่อไม่สามารถพบกันได้ เขาก็จะซ่อนตัวอยู่ในที่ลับเพื่อปกป้องนางตลอดไปชั่วชีวิตต่อ
“เอ่อ…อย่าเพิ่งไป…”
สตรีชุดเขียวทอดถอนใจ คำพูดของนางทำให้สวินฉางอันอารมณ์ดีขึ้น
หรือว่าชาตินี้เชี่ยนเอ๋อร์จะไม่รังเกียจเขา?
ห่างออกไปไกล มู่หรงฉี่ดูจนกุมท้องหัวเราะ เขาพยายามกลั้นเสียงไว้และชกต้นไม้ไม่หยุด หัวเราะจนเกือบจะตายแล้ว
……
หลังจากหานเจวี๋ยค้นพบลี่เหยา เวลาก็ผ่านไปอีกสามสิบปี
ในที่สุดเขาก็บรรลุระดับเซียนลึกล้ำระยะกลาง
แม้การทะลวงระดับจะช้ากว่าเมื่อก่อน แต่ยังอยู่ในระดับที่หานเจวี๋ยสามารถรับได้
ในเวลาสามสิบปีนี้ ทุกครั้งที่หานเจวี๋ยสาปแช่งศัตรูก็จะถือโอกาสดูลี่เหยาไปด้วย
นางผู้นี้มานะฝึกบำเพ็ญเสียจริงๆ สามสิบปีราวกับหนึ่งวัน นางนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นหลิวโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
จุดที่คู่ควรแก่การกล่าวถึงคือ ไม่มีคนมารบกวนนางเลย
ว่ากันตามหลักแล้ว ถ้าอาศัยอยู่กลางเมืองมักจะถูกรบกวนบ่อยๆ ไม่ใช่แดนสุขาวดีสักหน่อย
บางทีโลกมนุษย์ที่ลี่เหยาอยู่อาจจะยอดเยี่ยมกว่าโลกเมฆาแดงมาก และก็ด้วยเหตุนี้ ผู้คนถึงคุ้นชินกับการฝึกบำเพ็ญ สำหรับพวกเขาแล้วสามสิบปีนับว่าเป็นเวลาที่ไม่นาน
หลังจากทะลวงระดับ หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเฉลิมฉลอง
ขณะที่สาปแช่งก็ตรวจสอบผู้แข็งแกร่งที่สุดในบริเวณรอบๆ โลกเมฆาแดงไปด้วย
[จอมพลเสินเผิง: ระดับเซียนทองไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ แม่ทัพสวรรค์ขั้นสองของวังสวรรค์]
หานเจวี๋ยงุนงง เหตุใดจอมพลเสินเผิงถึงมาเล่า
เขาไม่ได้ส่งพลังจิตไปสำรวจ เพื่อไม่ให้รบกวนมหาเทพทั้งสอง
หลายเดือนต่อมา หายเจวี๋ยตรวจสอบอีกครั้ง ไม่นึกว่าจอมพลเสินเผิงจะยังอยู่
ครั้นแล้วหานเจวี๋ยก็เริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบท้าประลองกับจอมพลเสินเผิง
ครึ่งชั่วยามต่อมา เขาลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าแปลกๆ
เขาพ่ายแพ้เสียอย่างนั้น!
ตี้ไท่ไป๋ที่อยู่ระดับเซียนทองไท่อี่ขั้นสมบูรณ์เหมือนกันยังสู้เขาไม่ได้ ทว่าจอมพลเสินเผิงกลับสามารถเอาชนะเขาได้
อีกทั้งหานเจวี๋ยยังถูกควบคุมตลอดการต่อสู้ ใช่ว่าจะมีกำลังพอๆ กัน
‘ใช้ได้นี่ สมกับเป็นจอมพลของวังสวรรค์ พลังการสู้รบมีของอยู่บ้าง’
หานเจี๋ยคาดเดาว่าจอมพลเสินเผิงน่าจะอยู่ระดับเดียวกับจักรพรรดิเทพกระบี่ของวังเทพ
ผ่านไปราวสามปี จอมพลเสินเผิงถึงจากไป
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าไม่ชอบมาพากล
‘สองคนนี้มีอะไรที่ต้องคุยกัน ตอนอยู่ในวังสวรรค์ก่อนหน้านี้คุยกันไม่ได้หรือ’
หานเจวี๋ยลุกขึ้น เดินมาริมวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า และสังเกตดูลี่เหยาต่อ
อู้เต้าเจี้ยนกล่าวด้วยความหึงหวง “นายท่าน ท่านถูกใจนางเข้าแล้วหรือ”
ทุกสิบปีหานเจวี๋ยจะมาจับตาดูลี่เหยา
หานเจวี๋ยตอบว่า “ถูกใจอยู่บ้าง”
อู้เต้าเจี้ยนได้ยินก็ยิ่งไม่ชอบใจกว่าเดิม
ผ่านมานานขนาดนี้ ตบะของลี่เหยาบรรลุระดับมหายานขั้นแปดแล้ว คาดว่าอีกไม่นานจะสำเร็จมรรคขึ้นสวรรค์ได้
หานเจวี๋ยลังเลว่าจะติดต่อลี่เหยาดีหรือไม่
ผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่ระดับนี้ ต่อไปจะต้องเดินไปได้ไกลอย่างแน่นอน หานเจวี๋ยสามารถเชิญนางมาฝึกบำเพ็ญที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน และสนทนาวิถีการฝึกบำเพ็ญแบบขี้ขลาดด้วยกัน
‘อะแฮ่ม วิถีแห่งการมุมานะฝึกฝน!’
หานเจวี๋ยแอบด่า เหตุใดถึงด่าตัวเองว่าขี้ขลาดล่ะ?
ในที่สุด วันนี้ลี่เหยาก็ถูกรบกวนจนตื่นจากสมาธิ
ผู้ที่มาคือบิดาของนาง ลี่เทียนซิน
“เหยาเอ๋อร์ เจ้าใกล้จะบำเพ็ญถึงระดับเซียนอิสระ ก็ควรจะแต่งงานได้แล้ว คุณชายตระกูลลู่เป็นอย่างไร ประมุขตระกูลนี้คือเซียนสวรรค์ไท่อี่เลยเชียว” ลี่เทียนซินถามกลั้วเสียงหัวเราะ
ลี่เหยาขมวดคิ้วเอ่ย “ท่านพ่อ ข้าไม่อยากแต่งงาน ข้าอยากฝึกบำเพ็ญเท่านั้น ท่านอย่าเอาแต่คิดคบหาคนที่มีฐานะสูงกว่าเลย ให้เวลาข้าหน่อย ข้าจะพาตระกูลลี่ไปสู่ความรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”
ลี่เทียนซินส่ายหน้าอดยิ้มไม่ได้ “เหยาเอ๋อร์ การฝึกบำเพ็ญไม่ได้ง่ายขนาดนั้น จำเป็นต้องอาศัยวาสนาด้วย เจ้ามานะฝึกบำเพ็ญทั้งวัน หลังจากบรรลุระดับเซียนแล้ว หนทางเดินในอนาคตจะยากลำบากมาก”
“นั่นเป็นเพราะท่านพ่อไม่รู้พรสวรรค์ของข้า ถึงแม้จะอยู่ระดับเซียน ข้าก็อาศัยคุณสมบัติของตนเองให้โดดเด่นได้”
“เหยาเอ๋อร์ นี่คือโอกาสดีที่พบเจอได้ยากในรอบหมื่นปี คุณชายตระกูลลู่ชอบเจ้า เจ้าอย่าพลาดโอกาสไปเลย”
“ท่านพ่อ ข้าไม่อยากแต่งงานจริงๆ”
“เรื่องนี้ตัดสินใจแล้ว เจ้าเตรียมตัวให้ดีเถอะ ไหนเลยพ่อจะทำร้ายเจ้าได้ พ่อหวังดีต่อเจ้า!”
ลี่เทียนซินพูดจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
ลี่เหยานั่งขมวดคิ้วแน่นอยู่ใต้ต้นไม้เช่นนั้น
บทที่ 205
หลังจากลี่เทียนซินจากไป ไม่นานลี่เหยาก็กลับเข้าสู่สภาวะฝึกบำเพ็ญ
หานเจวี๋ยเห็นแล้วรู้สึกหมดคำพูดไปพักหนึ่ง
ดรุณีผู้นี้จิตใจยิ่งใหญ่เหลือเกิน หากเป็นคนทั่วไป จะต้องมีอารมณ์แปรปรวนกันบ้าง
หานเจวี๋ยก็ไม่ได้คิดอะไรมาก กลับไปฝึกบำเพ็ญบนตั่งต่อ
ส่วนเคราะห์ของลี่เหยา เขายังไม่คิดจะสอดแทรกในตอนนี้
ดูจากท่าทีของลี่เหยาแล้ว เห็นได้ชัดว่าไม่ยี่หระแต่อย่างใด
สองปีต่อมา ตี้ไท่ไป๋มาเยี่ยมเยียน
สีหน้าของเขาเคร่งขรึม เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องสำคัญ หานเจวี๋ยจึงให้อู้เต้าเจี้ยนออกไป
ตี้ไท่ไป๋นั่งลงแล้วก็ถอนหายใจก่อน
หานเจวี๋ยถามอย่างระมัดระวังว่า “เป็นอะไรไป วังสวรรค์เกิดเรื่องหรือ”
ตี้ไท่ไป๋ตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มหนัก “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”
หานเจวี๋ยใจเต้นสะดุดไปนิด
เกิดเรื่องกับคนหนุนหลังหรือ
“พระชายาสวรรค์ของจักรพรรดิสวรรค์ให้กำเนิดบุตรคนหนึ่ง ดวงชะตาแข็งแกร่ง สูงศักดิ์แต่กำเนิด วิญญูเต๋าบอกว่าจะกลายเป็นจักรพรรดิสวรรค์องค์ถัดไป เป็นความหวังใหม่ในการฟื้นฟูวังสวรรค์!” ตี้ไท่ไป๋พลันแย้มยิ้มบอก
หานเจวี๋ยอึ้งไป
‘แค่นี้เอง? ทำอย่างกับฟ้าจะถล่มลงมา!’
หานเจวี๋ยเกือบด่าออกไปแล้ว
หานเจวี๋ยกล่าวแบบขอไปที “ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก”
ตี้ไท่ไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ใครใช้ให้ท่านพูดว่าเกิดเรื่องล่ะ ข้าเลยถือโอกาสทำให้เจ้าตกใจสักหน่อย”
หานเจวี๋ยหน่ายใจ ‘ถึงอย่างไรท่านก็เป็นผู้นำเซียนฝ่ายบุ๋น ไม่กลัวว่าจะสูญเสียเกียรติหรือ’
“แล้วอย่างไรต่อ” หานเจวี๋ยถามอีก
“ดังนั้นวังสวรรค์จึงจะจัดงานงานเลี้ยงอย่างยิ่งใหญ่ เจ้าไปหรือไม่”
“ไม่ไปได้หรือ”
“ฮ่าๆ ข้าก็เดาได้ว่าเจ้าไม่อยากไป ฝ่าบาทก็เดาได้เช่นกัน ดังนั้นจึงไม่ได้เชิญเจ้าไป”
“ฮ่าๆ”
หานเจวี๋ยหนังหน้ากระตุก เขาอยากจะถามตี้ไท่ไป๋นักว่า ‘เจ้าคิดว่าตนเองมีอารมณ์ขันมากหรือ’
ตี้ไท่ไป๋กล่าวอย่างจริงจัง “กลับเข้าหาประเด็นหลัก ฝ่าบาทอยากจะส่งองค์ชายน้อยมาที่นี่ เจ้ายินดีรับเขาไว้หรือไม่”
หานเจวี๋ยอึ้งไปครู่หนึ่ง
‘อยากจะไถพลังวิญญาณของข้าหรือ’
แต่พอนึกขึ้นได้ว่าจักรพรรดิสวรรค์ดีกับเขามากทีเดียว เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธจริงๆ
ชัดเจนว่าจักรพรรดิสวรรค์อยากจะดึงหานเจวี๋ยไปเป็นพวกอย่างสมบูรณ์
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าจักรพรรดิสวรรค์ดูแคลนเขา หากต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่อาจต้านทานได้จริง เขาจะต้องละทิ้งศิษย์ทั้งหมดอย่างแน่นอน
พยายามสุดกำลังก็พอ ไม่จำเป็นต้องตายวันเดือนปีเดียวกัน
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “มาอาศัยอยู่แค่ชั่วคราว หรือคิดจะให้ข้ารับเป็นศิษย์”
ตี้ไท่ไป๋กล่าวด้วยคำพูดแฝงความหมายลึกซึ้ง “รับเป็นศิษย์”
บอกตามจริง เขาไม่อาจเข้าใจเหตุผลที่จักรพรรดิสวรรค์ทำเช่นนี้ เขารู้สึกว่าจักรพรรดิสวรรค์ให้ความสำคัญกับหานเจวี๋ยเกินไป
แม้ว่าพรสวรรค์ของหานเจวี๋ยพอจะเทียบกับยอดแม่ทัพเทพได้ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้ให้ความสนใจกับยอดแม่ทัพเทพเช่นนี้
“ไม่มีปัญหา”
หานเจวี๋ยรับปาก
ตี้ไท่ไป๋พยักหน้ากล่าว “ช่วงนี้ภายในวังสวรรค์มีเทพเซียนชักจูงจิตใจคน หากมีคนมาหาเจ้า เจ้าต้องบอกข้าในทันที นี่ไม่ใช่เรื่องดี”
พอได้ยินเช่นนี้ หานเจวี๋ยอดนึกถึงจอมพลเสินเผิงกับมหาจักรพรรดิเหยียนจวินก่อนหน้านี้ไม่ได้
เขาลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะกล่าว “ก่อนหน้านี้จอมพลเสินเผิงมาหามหาจักรพรรดิเหยียนจวิน ทั้งสองอยู่ด้วยกันหลายปี เรื่องนี้อย่าได้บอกเชียวว่าข้าเป็นคนพูด”
ตี้ไท่ไป๋ขมวดคิ้ว พึมพำว่า “เป็นจอมพลเสินเผิงอีกแล้ว เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว เจ้าฝึกบำเพ็ญต่อเถอะ”
ตี้ไท่ไป๋หายไปจากที่เดิมด้วยความเร็วมากยิ่งกว่าตอนมา ดูท่าจอมพลเสินเผิงไม่ได้ไปหาแค่มหาจักรพรรดิเหยียนจวิน
หานเจวี๋ยแอบเย้ยเยาะ ‘ข้าเป็นสุนัขของวังสวรรค์แล้วจริงๆ หรือนี่’
ต้องพูดเลยว่าช่างดีงามจริงๆ ตอนนี้วังสวรรค์ไม่ได้เห็นเขาเป็นสุนัข วังสวรรค์บ่มเพาะเขาอย่างเต็มกำลัง แต่เขายังไม่เคยมอบอะไรให้วังสวรรค์เลย
ในเมื่อถูกมัดรวมกับจักรพรรดิสวรรค์แล้ว หานเจวี๋ยต้องพยายามช่วยจักรพรรดิสวรรค์สักหน่อย ต่อให้จะไม่ช่วยออกแรง ก็ต้องแจ้งข่าวกรองให้
หานเจวี๋ยลุกขึ้นเดินออกไปจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน
“โอรสจักรพรรดิสวรรค์จะมา พวกเจ้าต้องตั้งใจฝึกบำเพ็ญให้ดี ถึงเวลานั้นอย่าได้ถูกนำมาเปรียบเทียบ” หานเจวี๋ยกล่าวกับเหล่าคนที่กำลังฝึกบำเพ็ญ
ทุกคนต่างพากันลุกขึ้นมา
ฟางเหลียงกล่าวด้วยความประหลาดใจ “โอรสจักรพรรดิสวรรค์? เดิมทีพวกเราก็เทียบไม่ได้อยู่แล้วนี่!”
ศึกใหญ่วังสวรรค์เมื่อหลายร้อยปีก่อน จนวันนี้เขายังจำได้ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน
ความเกรียงไกรของหลงซั่นทำให้มนุษย์ทั้งหมดเทียบไม่ติดฝุ่นเลย
ไก่คุกรัตติกาลพูดว่า “เจ้าโง่นี่ จักรพรรดิสวรรค์จะมีโอรสองค์เดียวได้อย่างไร”
คนอื่นๆ มองไปทางหานเจวี๋ยอย่างอดไม่ได้
“ไม่ผิด เป็นโอรสน้อยของจักรพรรดิสวรรค์ เพิ่งประสูติ จะกลายเป็นศิษย์คนใหม่ของข้า” หานเจวี๋ยพูดหยอกล้อ
คนทั้งหลายพากันฮือฮา
โจวหมิงเยวี่ยกล่าวอย่างตื่นเต้น “จักรพรรดิสวรรค์? จักรพรรดิสวรรค์ที่เป็นประมุขแห่งมวลหมู่เทพท่านนั้นใช่หรือไม่”
ราชามังกรสามหัวหัวเราะเจ้าเล่ห์ “ไม่ผิด เป็นท่านนั้นแหละ! นายท่านเป็นอาจารย์ของโอรสจักรพรรดิสวรรค์ เห็นได้เลยว่าตบะของนายท่านลึกล้ำมาก”
ถูหลิงเอ๋อร์และอู้เต้าเจี้ยนอดมองหานเจวี๋ยด้วยความเลื่อมใสไม่ได้
หานเจวี๋ยอยู่ในถ้ำเทวาโดยตลอด แต่กลับดึงดูดเทพเซียนมาได้ ยากที่จะจินตนาการได้ว่าเขาแข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่
ฉู่ซื่อเหรินถามด้วยความสงสัย “อาจารย์ปู่ จักรพรรดิสวรรค์ใช่ผู้แข็งแกร่งที่สุดที่อยู่ปลายทางการฝึกบำเพ็ญหรือไม่”
หานเจวี๋ยรู้สิ่งที่เขาคิดอยู่ จึงตอบด้วยรอยยิ้ม “มิใช่เช่นนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่มีเผ่ามารดำรงอยู่อีกนานแล้ว จักรพรรดิสวรรค์ก็ไม่จำเป็นต้องส่งโอรสสุดที่รักของตนเองมาที่นี่ด้วย”
ฉู่ซื่อเหรินราวกับกำลังคิดอะไรอยู่
“เอาล่ะ พวกเจ้าฝึกบำเพ็ญต่อเถอะ ข้าแค่บอกพวกเจ้าล่วงหน้าเท่านั้น ถึงเวลานั้นอย่าได้ตกใจ” หานเจวี๋ยทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้วก็เดินไปตรงหน้าต้นฝูซัง
เขาเริ่มยืดเส้นยืดสาย และถือโอกาสสังเกตดูต้นฝูซังไปด้วย
ต้นฝูซังเป็นที่พึ่งสำคัญในการบำเพ็ญตบะของเขา ไม่อาจให้มันเกิดความเสียหายได้แม้แต่นิดเดียว
ดีที่ต้นฝูซังแข็งแรงมาโดยตลอด มีศิษย์และสัตว์เลี้ยงเทพจำนวนมากคอยปกป้อง อย่างน้อยในโลกมนุษย์ก็ไม่มีพลังใดที่ทำลายมันได้
……
เจ็ดปีต่อมา
โอรสจักรพรรดิสวรรค์ถูกตี้ไท่ไป๋ส่งตัวมา เขาเพิ่งจะอายุเจ็ดขวบ สวมชุดสีทอง หน้าตาน่ารักมาก ดวงตาใสแป๋วมองดูทุกอย่างรอบด้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ตี้ไท่ไป๋วางเขาลง ก่อนชี้ไปทางหานเจวี๋ย “ตั้งแต่วันนี้ไป เขาก็คืออาจารย์ของท่าน ท่านต้องฟังคำพูดของเขา ตั้งใจฝึกบำเพ็ญ ห้ามก่อเรื่องเป็นอันขาด”
โอรสจักรพรรดิสวรรค์จ้องหานเจวี๋ยอย่างมีชีวิตชีวา ไม่ตื่นเต้นแม้แต่น้อย
ถึงอย่างไรเขาก็เป็นโอรสจักรพรรดิสวรรค์ เคยพบเห็นบรรดาเทพเซียนมาหมดแล้ว จะตื่นเต้นได้อย่างไร
[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]
หานเจวี๋ยมองตัวอักษรแถวหนึ่งที่ปรากฏตรงหน้า เลือกตรวจสอบดูอย่างเงียบๆ
[หลงเฮ่า: ระดับเซียนอิสระขั้นเก้า โอรสจักรพรรดิสวรรค์ ถือกำเนิดมาเป็นจักรพรรดิ และเป็นเฮ่าเทียนกลับชาติมาเกิด เฮ่าเทียนคือประมุขรุ่นที่สองของวังสวรรค์ หรือจักรพรรดิสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุด แตกดับท่ามกลางมหาเคราะห์อันหาที่สิ้นสุดมิได้ กลับมาสู่มหามรรคอีกครั้งเพื่อการแก้แค้น ดวงวิญญาณถือกำเนิดในครรภ์ของพระชายาสวรรค์ กลายเป็นโอรสจักรพรรดิสวรรค์ รอสำเร็จจักรพรรดิเซียนเมื่อใด เฮ่าเทียนจะตื่นขึ้นมายึดครองกายเนื้อ]
‘เฮ่าเทียน! จักรพรรดิสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุด’
หานเจวี๋ยแอบตกใจ
‘จักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้มีแค่คนเดียวหรือ
เดี๋ยวก่อน! เรื่องนี้จักรพรรดิสวรรค์รู้หรือไม่’
หานเจวี๋ยคิดไม่ถึงว่าโอรสจักรพรรดิสวรรค์ท่านนี้จะมีภูมิหลังที่มาที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้อยู่
‘หรือเป็นเพราะเหตุนี้ จักรพรรดิสวรรค์ถึงได้ส่งเขามาที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน อยากให้เขาฝึกบำเพ็ญจนถึงระดับจักรพรรดิเซียนอย่างสบายใจ?
แต่ว่าเรื่องยึดกายเนื้อคืออะไรกัน หรือว่าหลงเฮ่าจะเป็นวิญญาณคู่? ตอนนี้มิใช่วิญญาณของเฮ่าเทียน?’
“อาจารย์ผู้สูงศักดิ์ โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วย!”
หลงเฮ่าคุกเข่าคารวะลงตรงหน้าหานเจวี๋ย จากนั้นเริ่มก้มคำนับกับพื้น ดูน่ารักเป็นอย่างยิ่ง อู้เต้าเจี้ยนกับถูหลิงเอ๋อร์เห็นแล้วใจแทบละลาย
หานเจวี๋ยโบกมือ ใช้พลังเวทประคองหลงเฮ่าขึ้นมา
“ตั้งแต่นี้ไป เจ้าคือศิษย์คนที่ห้าของข้า”
หานเจวี๋ยยิ้มบอก จากนั้นก็มองไปยังคนอื่นๆ และกล่าวว่า “ต่อไปเขาจะฝึกบำเพ็ญอยู่ใต้ต้นฝูซังด้วย พวกเจ้าต้องดูแลเขาให้ดี นอกจากนี้ก็ห้ามประลองเวทกับเขา แม้เขาจะอายุแค่เจ็ดขวบ แต่มีตบะเหนือกว่าระดับมหายานแล้ว”
เมื่อเอ่ยเช่นนี้ออกมา ทุกคนพากันตกใจ
‘เจ็ดขวบก็เหนือกว่าระดับมหายานแล้วหรือ นี่มัน…’
สายตาของอีกาทองสองตัวที่มองหลงเฮ่าเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
หากพวกมันมีพรสวรรค์เช่นนี้ คงไม่ถูกขับไล่ออกมาจากเผ่าเทพอีกาทอง
……………………………………….