196-200

บทที่ 196
“นี่ไม่ใช่เรื่องดีนี่!”

หานเจวี๋ยพึมพำ เขาไม่อยากให้โลกเมฆาแดงแข็งแกร่งเกินไป เพื่อจะได้ไม่เป็นที่จับจ้องของสายตาเทพ

อยู่ในอันดับกลางๆ ดีที่สุด จะได้ดูไม่มีตัวตน

ยามนี้ยังดีที่เลื่อนขึ้นไม่กี่ร้อยอันดับ หากยังเลื่อนขึ้นเรื่อยๆ เช่นนั้นคงเกิดปัญหาขึ้นแน่แล้ว

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าหลังจากนี้จะต้องให้ความสนใจป้ายศิลามรรคาสวรรค์บ่อยๆ สักหน่อยแล้ว

เขาไม่ได้ทำอะไรเลย เหตุใดโลกเมฆาแดงถึงแข็งแกร่งขึ้นมาได้เล่า

ตั้งแต่เป็นเทพเซียน ดวงชะตาของหานเจวี๋ยก็ไม่เกี่ยวข้องกับโลกเมฆาแดงอีก

หรือจะเป็นผลสะท้อนจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียน

หานเจวี๋ยคิดไม่ออกและขี้เกียจที่จะคิดด้วย

……

ภายในตำหนักหารือบนยอดเขาหลักของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งนั่งอยู่บนแท่นด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม

บรรดาผู้อาวุโสในตำหนักต่างก็มีสีหน้ากลัดกลุ้มเช่นเดียวกัน

หลิ่วปู๋เมี่ยเอ่ยปากกล่าวว่า “เรื่องนี้ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ มู่หรงฉี่เป็นถึงศิษย์หลานของผู้อาวุโสสังหารเทพ แม้ความสัมพันธ์นี้จะไม่ถูกเผยแพร่ออกไป แต่หากเกิดเรื่องกับมู่หรงฉี่ ผู้อาวุโสสังหารเทพจะต้องเดือดเป็นฟืนเป็นไฟอย่างแน่นอน”

ผู้อาวุโสคนอื่นก็ออกมากล่าวสนับสนุน

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งปวดศีรษะ กล่าวอย่างจนใจว่า “ยามนี้ไม่ใช่ว่าเรื่องเกิดกับมู่หรงฉี่ แต่เป็นเขาต่างหากที่หาเรื่อง เขาต้องการทำลายดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกท่านมีใครเกลี้ยกล่อมได้บ้าง หรือพวกท่านจะให้ข้าไปหาผู้อาวุโสสังหารเทพ ท่านเคยบอกว่าจะไม่ยุ่งเรื่องทางโลก รวมถึงบุญคุณความแค้นของศิษย์และศิษย์หลาน จะบอกว่าไม่สนใจ แต่หากมู่หรงฉี่ตายไปจะต้องสร้างปมปัญหาในใจอย่างแน่นอน ที่ข้าเรียกพวกท่านมาก็เพื่อหวังว่าพวกท่านจะนึกถึงแผนที่ปลอดภัยครอบคลุมได้”

เงียบสงัด

ในตำหนักใหญ่เกิดเป็นความเงียบขึ้นอีกครั้ง

คิดจะเกลี้ยกล่อมมู่หรงฉี่ ยากเกินไปนัก

มู่หรงฉี่ในยามนี้นับว่าเป็นผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ หาใช่ธรรมดาอย่างศิษย์เอกทั่วไป

“จริงสิ มู่หรงฉี่มีความสัมพันธ์อันดีกับฟางเหลียง ฟางเหลียงนิสัยอ่อนโยนเมตตา ไม่สู้ให้ฟางเหลียงไปเกลี้ยกล่อมเล่า” มีคนพูดเสนอขึ้นมา

ฟางเหลียงกับมู่หรงฉี่ถูกสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ยกให้เป็นผู้ยิ่งใหญ่คู่กัน ล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งในใต้หล้า

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งกล่าวด้วยดวงตาที่เป็นประกาย “ฟางเหลียงไม่อยู่ที่สำนักหยกพิสุทธิ์ ใครเล่าจะไปหาเขา”

หลิ่วปู๋เมี่ยตอบรับ “ข้าไปเอง จะได้เป็นตัวแทนของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ด้วย”

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งปรายตามองเขาคราหนึ่ง พยักหน้ารับเล็กน้อย

เรื่องก็กำหนดไว้เช่นนี้แล้ว

……

เพียงพริบตา เวลาก็ผ่านไปอีกเจ็ดปี

วันนี้ สหายเก่าท่านหนึ่งมาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย

เขาก็คือหวงจี๋เฮ่าจากลัทธิสัจจะยุทธ์ ที่ก่อนหน้านี้เคยเป็นผู้อาวุโสของสำนักกระบี่วิหคชาดในต้าเยี่ยนนั่นเอง เขาเคยท้าประลองกับหานเจวี๋ยจนเกือบถูกสังหารในเสี้ยววินาทีมาก่อน

คนผู้นี้มีดวงชะตาแต่กำเนิด มีจิตกระบี่ฟ้าประทาน และเคยไปที่แม่น้ำมรรคกระบี่มาก่อน

หานเจวี๋ยมีความประทับใจในตัวเขามาโดยตลอด เพราะเจ้านี่คลั่งไคล้การต่อสู้ สามารถตั้งป้อมสู้กับจี้เซียนเสินได้ ครอบครองสามอันดับแรกของรายชื่อผู้ถูกโจมตีตลอดปี

หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจพบเขา

เมื่อหวงจี๋เฮ่าเข้ามาในเขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็ต้องตกใจในทันที

‘พลังวิญญาณเข้มข้นยิ่งนัก!’

แม้จะเดินทางไปมาทั่วหล้า เขาก็ยังไม่เคยสัมผัสพลังวิญญาณเช่นนี้มาก่อน

กระทั่งเขามาถึงบนยอดเขา มองเห็นราชามังกรสามหัวกับอีกาทองสองตัว เขาก็ขนลุกซู่ขึ้นมา

กลิ่นอายของปีศาจทั้งสามทำให้เขารู้สึกถึงอันตราย

ถูหลิงเอ๋อร์ปรายสายตามองเขาคราหนึ่ง จากนั้นก็ฝึกฝนต่อไปโดยไม่ได้สนใจแต่อย่างใด

ไก่คุกรัตติกาลกลับมองเขาด้วยความสงสัย

ราวกับว่าเคยรู้จักกันมาก่อน

ฉู่ซื่อเหรินยังคงฝึกฝนอยู่

โจวหมิงเยวี่ยกลับลืมตามองประเมินหวงจี๋เฮ่า

“เข้ามาเถิด”

เสียงของหานเจวี๋ยลอยออกมาจากถ้ำเทวา ประตูใหญ่ของถ้ำเปิดออก อู้เต้าเจี้ยนเบ้ปากเดินออกมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ

หวงจี๋เฮ่ามองดูนางด้วยความตกใจ

ตบะของแม่นางผู้นี้ก็สูงยิ่งนัก แม้จะเทียบไม่ได้กับเขา แต่ต้องเป็นผู้บำเพ็ญที่ทรงพลังในแดนบำเพ็ญพรตอย่างแน่นอน

ผ่านไปหลายร้อยปี เหตุใดหานเจวี๋ยถึงมีผู้แข็งแกร่งที่อยู่ใต้อาณัติมากมายเช่นนี้

หวงจี๋เฮ่านึกเสียใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

เขาปรับอารมณ์ให้สงบ เดินเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

โจวหมิงเยวี่ยเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “คนผู้นี้คือใครกัน รู้สึกว่าแข็งแกร่งสู้พวกเจ้าไม่ได้ แต่เหตุใดถึงได้เข้าไปในถ้ำของอาจารย์ปู่”

ฉู่ซื่อเหรินกล่าวโดยไม่ลืมตาว่า “ตั้งใจฝึกฝนเถอะ แม้แต่คุณสมบัติที่อาจารย์ปู่จะเรียกพบ เจ้ายังไม่มีเลย”

ได้ยินเช่นนี้ โจวหมิงเยวี่ยก็รู้สึกกระอักกระอ่วน

ความเร็วในการฝึกฝนของเขาก็เร็วมากแล้ว เพียงแต่ดูไม่โดดเด่นภายใต้ต้นฝูซังเท่านั้น

เขามักคิดอยู่เสมอว่า คนเหล่านี้เป็นตัวประหลาดอะไรกัน!

ในโลกภายนอก ระดับปราณก่อกำเนิดก็นับได้ว่าเป็นผู้ทรงพลังแล้ว ทว่าที่นี่…

บนต้นไม้มีพระอาทิตย์นอนพังพาบอยู่สองดวง พูดไปใครจะเชื่อ?

โจวหมิงเยวี่ยถอนหายใจแล้วฝึกฝนต่อ

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

เมื่อได้พบกับหานเจวี๋ยอีกครั้ง หวงจี๋เฮ่าใจลอยไปครู่หนึ่ง

เขายังคงรูปงามเช่นนั้น ทำให้ผู้คนตกตะลึง

แม้แต่สตรีก็ยังไม่มีผู้ใดที่ทำให้เขารู้สึกตกตะลึงในความงามได้

หานเจวี๋ยทนต่อสายตาของเขาไม่ไหว จึงเอ่ยถามขึ้นว่า “มาหาข้าด้วยเรื่องอันใดหรือ”

หวงจี๋เฮ่าได้สติกลับมา กล่าวว่า “มู่หรงฉี่เป็นศิษย์หลานของท่านหรือ”

“ใช่ เหตุใดเล่า”

“เจ้านี่อาจหาญเกินไป เขาเรียกตนเองว่าอันดับหนึ่งในใต้หล้า”

“พอได้กระมัง”

“หากเขาคืออันดับหนึ่งในใต้หล้า แล้วท่านเล่า เขาไม่ได้เห็นอาจารย์ปู่อย่างท่านอยู่ในสายตาเลย”

“ข้าไม่จัดอยู่ในใต้หล้า ข้าจัดอยู่พิภพบน”

“…”

หวงจี๋เฮ่าถูกตอกกลับจนสะอึก

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วกล่าว “ที่เจ้ามาหาข้าก็เพื่อพูดเรื่องนี้หรือ”

‘ว่างจนปวดไข่?’

หวงจี๋เฮ่ากล่าว “มู่หรงฉี่ยั่วยุคนของข้า ข้าไม่อาจที่จะไม่ออกหน้า ข้าต้องการสู้กับเขา แต่เขาเป็นศิษย์หลานของท่าน ข้าสามารถไม่ฆ่าเขาได้”

“ไม่มีปัญหา”

หานเจวี๋ยตอบรับ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มแปลกๆ ออกมา

หวงจี๋เฮ่าลังเล ถามขึ้นว่า “ยามนี้ท่านแข็งแกร่งเพียงใด”

คำว่า ‘ท่าน’ นี้ดูออกมาจากใจมาก

หานเจวี๋ยกล่าว “พูดไปเจ้าก็ไม่เข้าใจ หรือเจ้าคิดจะแลกมือกับข้า”

หวงจี๋เฮ่าส่ายหน้าทันที

‘ล้อเล่นน่า’

หานเจวี๋ยเคยต้านทานเทพเซียนมานานแล้ว เขาไหนเลยจะกล้าสู้ด้วย

ปีนั้นซั่งกวนฉิวเจี้ยนที่เป็นอาจารย์ของเขาเคยมาท้าประลองกับหานเจวี๋ย จนถึงกับต้องกักตน กระทั่งตอนนี้ระดับการฝึกฝนก็ยังไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก

“ท่านจะขึ้นสวรรค์เมื่อใด” หวงจี๋เฮ่าถามอย่างระมัดระวัง

หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ขึ้นสวรรค์หรือ ไม่มีทางแน่ ข้าจะอยู่บนโลกมนุษย์ตลอดไป”

สีหน้าของหวงจี๋เฮ่าแปรเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง

……

ชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป หวงจี๋เฮ่าเดินออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน

เขาดูใจลอยราวกับไร้ซึ่งวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น

ไก่คุกรัตติกาลกล่าวหยอกล้อว่า “ข้านึกออกแล้ว ดูเหมือนแต่ก่อนเขาเคยมาท้าประลองกับนายท่าน อีกทั้งยังพาอาจารย์ของเขามาด้วย”

โจวหมิงเยวี่ยเอ่ยถามด้วยความใคร่รู้ “ผลลัพธ์เล่า”

“ผลลัพธ์หรือ แน่นอนย่อมต้องพ่ายแพ้ภายในเสี้ยววินาที อาจารย์ของเขาเกือบตกใจตายแน่ะ”

“อาจารย์ปู่ช่างร้ายกาจจริงๆ”

หนึ่งมนุษย์หนึ่งไก่ราวกับนักแสดงตัวประกอบที่ใช้คำพูดมาประสานกับการแสดงของตัวเอกเพื่อยั่วผู้ชมให้หัวเราะ หวงจี๋เฮ่าฟังจนต้องขมวดคิ้ว

แม้หวงจี๋เฮ่าจะไม่สบายใจ แต่ก็ไม่ได้ระเบิดอารมณ์ออกมา รีบจากไปอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยหยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา เริ่มต้นสังเกตดูมู่หรงฉี่

หลายปีที่ผ่านมา มู่หรงฉี่กำลังทำอะไรอยู่

มู่หรงฉี่กำลังนั่งฝึกฝนอยู่บนยอดเขาอันอ้างว้าง นั่งเข้าฌานต้านลม เสื้อผ้าโบกสะบัด ดูมีท่วงทีของยอดฝีมือจากนอกโลกเป็นอย่างมาก

หานเจวี๋ยเห็นว่าเขากำลังฝึกฝน จึงหมดความสนใจ

จำต้องกล่าวว่าตบะของมู่หรงฉี่เพิ่มขึ้นเร็วมากจริงๆ เมื่อไม่นานมานี้ก็เพิ่งทะลวงถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์

หานเจวี๋ยอดนึกถึงจักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิดแห่งวังเทพผู้นั้นไม่ได้

หรือว่าหลังจากที่ผู้ทรงพลังกลับชาติมาเกิดแล้ว ความเร็วของการบำเพ็ญจะสามารถล้ำหน้ากว่าชาติก่อนได้?

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป อีกหลายร้อยปีให้หลัง มู่หรงฉี่ก็สามารถบรรลุถึงจุดสูงสุดบนโลกมนุษย์แล้ว

แม้กระทั่งอาจจะเร็วกว่านั้น!

ฟางเหลียงเองก็ไม่ช้า มีตบะถึงระดับรวมกายาขั้นแปดแล้ว

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น อักขระสามแถวก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเขา

[ซูฉีศิษย์หลานของท่านสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ ได้แพร่กระจายความโชคร้ายสู่แดนเซียน ทำให้ดวงชะตาพิภพเซียนเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง รีบขึ้นสู่สวรรค์ ยับยั้งซูฉี จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

[สอง ฝึกฝนต่อไป ไม่ก้าวก่ายแผนการลับวังสวรรค์ จะได้รับสายเลือดแข็งแกร่งแบบสุ่ม]

บทที่ 197
โชคร้ายสู่แดนเซียน?

แผนการลับวังสวรรค์?

หานเจวี๋ยมองจนตกตะลึง

แผนการลับวังสวรรค์นี้หมายถึงการวางแผนของเขา หรือเดิมทีการลงมายังโลกมนุษย์ของซูฉีก็เป็นแผนการลับอย่างหนึ่งแล้ว?

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบๆ

เขาจะไปยับยั้งซูฉีได้อย่างไร

ใครจะกล้ายุแหย่ซูฉีกัน

นั่นเป็นการหาเรื่องใส่ตัวชัดๆ!

[ท่านเลือกฝึกฝนต่อไป ไม่ก้าวก่ายแผนการลับวังสวรรค์ ได้รับสายเลือดแข็งแกร่งแบบสุ่ม]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับกายดาราอนธการ]

[กายดาราอนธการ: ถือกำเนิดจากสายเลือดแข็งแกร่งในตอนบุกเบิกฟ้าดินครั้งแรก เลือดลมแข็งแกร่ง สามารถดูดซับแก่นพลังของสุริยันจันทราได้ ในขณะต่อสู้สามารถอาศัยพลังของดวงดาวได้]

‘หืม?

สายเลือดนี้ดูแล้วเยี่ยมไปเลยนี่!’

หานเจวี๋ยรีบรับสายเลือดนี้ทันที

ชั่วพริบตานั้น ภายในร่างของเขามีพลังแปลกประหลาดบางอย่างปะทุออกมา ความรู้สึกทุกข์ทรมานที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้สัมผัสทำให้ใบหน้าเขาบิดเบี้ยว

“เจ้าออกไปก่อน!”

หานเจวี๋ยรีบกล่าวออกมาทันที อู้เต้าเจี้ยนตกใจตื่น แม้จะงุนงงแต่ก็เดินออกไปจากถ้ำเทวาแต่โดยดี

ไม่นานเท่าไรนัก เขาเพียรบำเพ็ญเซียนทั้งลูกก็เริ่มสั่นไหว และค่อยๆ กระเทือนไปถึงสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์

ศิษย์ที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวยังคงคิดว่าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นแล้ว

ราชามังกรสามหัวกล่าวทอดถอนขึ้นว่า “นายท่านจะทะลวงอีกแล้วหรือ”

‘เกินไปแล้ว!

ไม่ใช่ว่าระดับยิ่งสูงก็ยิ่งทะลวงยากหรอกหรืออย่างไร’

เหตุใดถึงรู้สึกว่าสำหรับหานเจวี๋ยแล้ว การทะลวงนั้นง่ายดายราวกับดื่มน้ำ

โจวหมิงเยวี่ยเอ่ยถามด้วยความอยากรู้ “ตอนนี้อาจารย์ปู่อยู่ระดับใดหรือ”

ฉู่ซื่อเหรินส่ายหน้า เขาเองก็ไม่แน่ใจนัก

“อย่าถามเลย เจ้าคิดไม่ถึงหรอก” ไก่คุกรัตติกาลพูดจาโอ้อวด

โจวหมิงเยวี่ยขมวดคิ้วกล่าวว่า “เจ้าจะกระหยิ่มยิ้มย่องไปไย ใช่ว่าเจ้าจะทะลวงสักหน่อย”

“นายท่านของข้าทะลวง ก็เท่ากับท่านไก่อย่างข้าทะลวงด้วย!”

“พูดเรื่อยเปื่อย เจ้าอ่อนแอเกินไป อีกไม่นานข้าก็สามารถโจมตีเจ้าให้พ่ายแพ้ได้”

“เด็กเอ๋ย เจ้าลำพองตัวเกินไปแล้ว”

ไก่คุกรัตติกาลหรี่ตาลงกล่าว แต่ในใจกลับรู้สึกถึงอันตรายเป็นอย่างมาก

โจวหมิงเยวี่ยไม่ได้คุยโวแต่อย่างใด พรสวรรค์ของเจ้าเด็กนี่ช่างไร้เหตุผลจริงๆ มีมาดของมู่หรงฉี่คนที่สอง

ไก่คุกรัตติกาลพลันรู้สึกสงสัยชีวิตของคนเราอยู่บ้าง

มันก็เป็นหงส์กลับชาติมาเกิดจริงๆ หรือ

……

ภายในถ้ำเทวามืดสลัวแห่งหนึ่ง ผู้อาวุโสผมยาวกระเซิงผู้หนึ่งกำลังนั่งเข้าฌานฝึกฝน

เขาพลันลืมตาโพล่ง ภายในดวงตาเปล่งแสงแวววาว กะพริบระยิบระยับภายในถ้ำเทวา

“กลิ่นอายพลังนี้…มีคนหยั่งรู้คุณสมบัติกายอนธการ!”

ผู้อาวุโสกล่าวพึมพำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

พอนับนิ้วคำนวณดู สีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“วังสวรรค์!”

“วังสวรรค์ตัวดี เฮ่าเทียน ดูท่าเจ้าจะซ่อนได้ลึกล้ำมากสินะ”

ผู้อาวุโสพึมพำกับตัวเอง เขารีบลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำเทวาทันที

ไม่ใช่เพียงเขาเท่านั้น

กลุ่มอิทธิพลใหญ่ฝ่ายต่างๆ ในแดนเซียนต่างคำนวณถึงเรื่องนี้

ภายในหอแห่งหนึ่งที่อยู่บนวังสวรรค์

จักรพรรดิสวรรค์กำลังนั่งขัดสมาธิฝึกฝนอยู่บนเบาะกลม รอบกายมีควันฟุ้งตลบอบอวล จู่ๆ เขาก็พลันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่างจึงลืมตาขึ้นในทันที

เขาขมวดคิ้วและนับนิ้วคำนวณ

“เอ๊ะ? เหตุใดจู่ๆ ดวงชะตาของวังสวรรค์ถึงพุ่งทะยานขึ้นเล่า”

จักรพรรดิสวรรค์ไม่อาจคำนวณได้ว่าเป็นเพราะหานเจวี๋ยสืบทอดกายดาราอนธการ

ดวงชะตาของวังสวรรค์ที่จู่ๆ ก็พุ่งทะยานขึ้น ทำให้เขารู้สึกระแวดระวังเป็นอย่างมาก ด้วยกลัวว่าจะมีคนทำเรื่องไม่ดี

ไม่นานจักรพรรดิสวรรค์ก็คำนวณได้ว่าสาเหตุที่ดวงชะตาเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันนั้นมาจากโลกเมฆาแดง

หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือมาจากหานเจวี๋ย เพียงแต่เขาคำนวณไม่ได้ว่าเหตุใดหานเจวี๋ยถึงทำให้ดวงชะตาของวังสวรรค์เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน

“เจ้าเด็กนี่…”

จักรพรรดิสวรรค์ตื่นตระหนกอยู่บ้าง ในปีนั้นยอดแม่ทัพเทพยังไม่ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวเช่นนี้เลย

เขาไม่ได้เดินทางไปโลกเมฆาแดงทันที แต่กลับนำพลังจิตปกคลุมวังสวรรค์ไว้เพื่อป้องกันคนลงไปยังโลกมนุษย์

ในวังสวรรค์มีผู้ทรงพลังซ่อนเร้นอยู่ไม่น้อย มีแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าจักรพรรดิสวรรค์เลย จักรพรรดิสวรรค์กลัวว่าจะมีคนคำนวณพบเข้าแล้วพุ่งเป้าไปยังหานเจวี๋ย

การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันของดวงชะตาวังสวรรค์มีเพียงผู้ทรงพลังจำนวนน้อยเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้ เทพเซียนส่วนมากไม่รับรู้ถึงความผิดปกติ ยังคงปฏิบัติตามภารกิจของตนเอง

……

หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม

ในที่สุดหานเจวี๋ยสำเร็จกายดาราอนธการ เขารู้สึกว่าโลกทั้งใบต่างเปลี่ยนไปทั้งหมด

เขารับรู้ได้ถึงพลังแห่งดวงดารา และความมีชีวิตชีวาของทุกสรรพสิ่ง

ความรู้สึกเช่นนี้…

“เบิกบานยิ่งนัก!”

หานเจวี๋ยกล่าวเชยชม พลังเวทหกวิถีของเขาเพิ่มขึ้นหลายเท่า วิญญาณ และพลังจิตทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว

ใช้คำว่าเกิดใหม่มาอธิบาย ก็ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเกินไปนัก!

แต่ก่อนพรสวรรค์ของเขาก็แข็งแกร่งมากแล้ว ทั้งยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้อีก เขารู้สึกรอคอยความเร็วในการฝึกฝนของตนเองในภายหน้าแล้ว

หลังจากสายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อจนต้องแสดงวิชาเพื่อล้างตัว

หลังจากล้างตัวสะอาด เขาก็เริ่มดูดซับปราณฝึกฝน

ไม่นาน เขาค้นพบว่าความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มทวีไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่า

ความร้ายกาจสุดของกายดาราอนธการก็คือสามารถอาศัยพลังแห่งดาราได้ หากต่อสู้ท่ามกลางทะเลดาราไร้ขอบเขต คล้ายกับว่าเขาจะไร้คู่ต่อสู้ นอกเสียจากระดับของฝ่ายตรงข้ามจะเหนือกว่าเขามาก

หลังจากนี้หานเจวี๋ยสามารถใช้มรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สี่ กระบี่เบิกบุพกาล เบิกดวงดาราบุพกาลก่อน แล้วค่อยรวบรวมพลังแห่งดารามาต่อสู้ เช่นนี้แล้วแม้แต่เขาเองก็ไม่อาจจินตนาการถึงพลังในการต่อสู้ของตนเองได้

‘ข้าช่างมีพรสวรรค์เสียจริง’

หานเจวี๋ยลอบคิดอย่างภาคภูมิใจ

ม่านราตรีคล้อยลง บนท้องนภาเต็มไปด้วยดวงดารา หานเจวี๋ยพบว่าความเร็วในการฝึกฝนของตนเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

สิ่งนี้ทำให้เขาเกิดอารมณ์ฮึกเหิมอยากไปฝึกฝนท่ามกลางทะเลดาราจักรวาลขึ้นมา

แต่พอครุ่นคิดดูอีกที หากไปทะเลดาราจักรวาล ก็จะไม่มีไอเซียนของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนคอยค้ำจุน ความเร็วในการฝึกฝนก็จะลดลงด้วย

หานเจวี๋ยเรียกอู้เต้าเจี้ยนเข้ามา จากนั้นเขาก็เริ่มจำลองการทดสอบ

สู้กับหลงซั่น สังหารภายในเสี้ยววินาที

สู้กับตี้ไท่ไป๋ ไม่อาจสังหารได้ภายในเสี้ยววินาที

คู่ต่อสู้ในแบบจำลองการทดสอบล้วนไม่มีความคิดและอารมณ์ความรู้สึก ล้วนอาศัยการต่อสู้เฉพาะตัวทั้งหมด หานเจวี๋ยยังไม่ทันเบิกบุพกาลก็ถูกสังหารภายในเสี้ยววินาทีแล้ว

ตี้ไท่ไป๋ยังคงแข็งแกร่งมาก ระดับเซียนทองไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ ขาดเพียงก้าวเดียวก็สำเร็จจักรพรรดิเซียนแล้ว

อู้เต้าเจี้ยนนั่งอยู่บนเบาะของตนเอง และสังเกตดูหานเจวี๋ย

ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด นางรู้สึกราวกับหานเจวี๋ยเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

ส่วนที่ว่าเปลี่ยนไปตรงไหนนั้น นางก็บอกไม่ถูก

……

สามปีต่อมา

น้ำเสียงหนึ่งถ่ายทอดเข้าสู่โสตประสาทของหานเจวี๋ย

“ออกมาคุยกันหน่อย”

‘จักรพรรดิสวรรค์!’

หานเจวี๋ยนิ่งอึ้งไปทันที จักรพรรดิสวรรค์มาหาเขาด้วยเหตุใดกัน

เขารีบไปในทันที และมาถึงป่าที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้

จักรพรรดิสวรรค์หันมามองหานเจวี๋ยและขมวดคิ้วแน่น

หานเจวี๋ยพลันใจเต้นขึ้นมา

‘นี่เกิดอะไรขึ้นกัน

หรือเรื่องที่เขาส่งซูฉีไปแดนเซียนจะล่วงเกินจักรพรรดิสวรรค์เข้า’

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังเป็นกังวลใจอยู่นั้น จักรพรรดิสวรรค์ก็กล่าวด้วยแววพระเนตรที่เป็นประกาย “เจ้าคือสายเลือดอันใด เหตุใดสายเลือดถึงแข็งแกร่งขึ้นมากเพียงนี้”

หานเจวี๋ยตอบ “ข้าเองก็ไม่ทราบ ช่วงนี้รู้สึกว่าสายเลือดแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อยจริงๆ”

เรื่องกายดาราอนธการไม่อาจพูดได้

ยากที่จะอธิบาย!

จักรพรรดิสวรรค์สังเกตดูหานเจวี๋ย หลังจากดูอยู่พักหนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า “งานชุมนุมใหญ่ท้อเซียน เจ้าอยากไปหรือไม่”

หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ที่จริงข้าไม่อยากไป กลัวความยุ่งยาก แต่หากฝ่าบาทประสงค์ให้ข้าไป แน่นอนว่าข้าย่อมไม่อาจปฏิเสธ”

[ความประทับใจที่จักรพรรดิสวรรค์มีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]

อักขระแจ้งเตือนแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย เขาลอบถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ จักรพรรดิสวรรค์เองก็ชอบให้ประจบประแจงเช่นกัน

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อเจ้าไม่อยากไป เช่นนั้นก็ไม่ต้องไป เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะให้ตี้ไท่ไป๋มามอบท้อเซียนให้กับเจ้าด้วยตนเอง”

หานเจวี๋ยรีบคารวะขอบคุณด้วยความดีใจ

จากนั้นจักรพรรดิสวรรค์เริ่มพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับหานเจวี๋ย พูดถึงเรื่องราวบางอย่างที่น่าสนใจของวังสวรรค์

ส่วนมากหานเจวี๋ยจะฟังอยู่ตลอด และเอ่ยสำทับบ้างเป็นครั้งคราว

จักรพรรดิสวรรค์พลันทอดถอนใจ “หากยอดแม่ทัพเทพรู้จักตอบแทนบุญคุณเช่นเจ้าก็คงจะดี”

หานเจวี๋ยถามด้วยความสงสัย “ยอดแม่ทัพเทพไม่ใช่แม่ทัพสวรรค์ที่มีคุณูปการต่อวังสวรรค์มากสุดหรือ”

‘จักรพรรดิสวรรค์หมายความว่าอย่างไร

มีความขัดแย้งกับยอดแม่ทัพเทพหรือ?

หรือเจตนาที่จะโจมตีเขา?’

บทที่ 198
“คุณูปการของเขาก็ยิ่งใหญ่จริงๆ แต่ก็เพราะว่าคุณูปการของเขายิ่งใหญ่เกินไปถึงได้ลำพองตน ก่อนหน้านี้เราให้เขาไปสังหารมหาจักรพรรดิอมตะ แต่ว่าสิ้นเปลืองกำลังไปเป็นอย่างมาก”

จักรพรรดิสวรรค์ส่ายพระพักตร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม สีหน้าดูขมขื่นอยู่บ้าง

หานเจวี๋ยเองก็ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อดีหรือไม่

ยอดแม่ทัพเทพก็ประทับในตัวเขาเหมือนกันนี่!

อีกทั้งยังเป็นความประทับใจระดับสามดาว ซึ่งเป็นความประทับใจระดับเดียวกับจักรพรรดิสวรรค์ก่อนหน้านี้

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “อย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่ฝ่าบาทบ่มเพาะ ฝ่าบาทสบายพระทัยได้ หากวันหน้าข้าเติบโตขึ้น จะไม่ลืมพระมหากรุณาธิคุณของฝ่าบาท”

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เราเชื่อเจ้า เจ้าตั้งใจฝึกฝนเถิด มีเราอยู่จะไม่มีผู้ใดรบกวนการฝึกฝนของเจ้าแน่”

กล่าวจบจักรพรรดิสวรรค์ก็หายลับไปจากที่เดิม

หานเจวี๋ยกลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทานด้วยความรวดเร็ว

เขาเริ่มพินิจพิเคราะห์ถึงเจตนาของจักรพรรดิสวรรค์ หรือว่าจักรพรรดิสวรรค์ต้องการแตกหักกับยอดแม่ทัพเทพ

ก่อนหน้านั้นเขายังคิดว่ายอดแม่ทัพเทพคือคนสนิทของจักรพรรดิสวรรค์ ยามนี้ดูเหมือนมันจะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว

ตอนนี้คนสนิทของจักรพรรดิสวรรค์มีเพียงตี้ไท่ไป๋เท่านั้น ยามนี้หานเจวี๋ยยังไม่รู้จักคนอื่นๆ

‘หากมีคนทรยศจริง ข้าเองก็สามารถตรวจสอบจากระบบได้’

หานเจวี๋ยลอบคิดอย่างเงียบๆ พลันไม่คิดอะไรให้มากอีก ก่อนจะเริ่มตั้งใจฝึกฝน

รอกระทั่งเขาแข็งแกร่งขึ้นมา ไม่ว่าภายในวังสวรรค์จะวุ่นวายเพียงใดเขาก็ไม่กลัว

แต่ไหนแต่ไรหานเจวี๋ยเองก็ไม่เคยคิดจะถวายชีวิตให้วังสวรรค์อยู่แล้ว

เขาสามารถตอบแทนบุญคุณได้ แต่ไม่จำเป็นต้องทำอย่างสุดชีวิต

การมีชีวิตอยู่ถึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

……

ห้าปีต่อมา

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่ง

นี่คือกฎเกณฑ์ที่เขาตั้งขึ้นมา ทุกๆ สิบปีจะต้องสาปแช่งศัตรูหนึ่งหน เพื่อหลีกเลี่ยงคนหัวร้อนมาคิดบัญชีกับเขา

ขณะที่เขาสาปแช่งอยู่นั้นก็ตรวจสอบจดหมายไปด้วย

[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากหวงจี๋เฮ่าสหายของท่าน พ่ายแพ้และบาดเจ็บสาหัสทั้งสองฝ่าย]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากโม่ฟู่โฉวและโจวฝานสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส ในช่วงเวลาวิกฤติหยั่งรู้พลังวิเศษ หนีรอดไปได้]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจ] x160105

[เซวียนซือซือสหายของท่านสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์]

[จอมพลเสินเผิงสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพเซียนวังสวรรค์]

[ฉู่ซื่อเหรินศิษย์หลานของท่านซาบซึ้งสัจธรรมฟ้าดิน พลังมรรคเพิ่มพูน]

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x310229

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านหยั่งรู้คุณสมบัติเทพโลกา กลายเป็นเซียนในทันที]

……

หานเจวี๋ยมองดูแล้วก็อดทอดถอนใจไม่ได้ ‘ช่างยอดเยี่ยมเสียจริง’

ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดก็เริ่มทำศึกใหญ่

พวกเขาต่างบีบกันและกันให้แข็งแกร่ง หรือนี่จะเป็นเหตุผลที่ดวงชะตาของโลกเมฆาแดงเพิ่มมากขึ้น

สำหรับการสู้รบพัลวันของโม่ฟู่โฉว โจวฝาน มู่หรงฉี่และฟางเหลียงนั้น หานเจวี๋ยไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่ง ต่อให้มีคนตาย แต่ด้วยดวงชะตาของพวกเขา การกลับชาติมาเกิดอีกครั้งอาจจะทำให้แข็งแกร่งมากกว่าเดิม

หลายเดือนผ่านไป

หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง และนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมาตรวจสอบดูอันดับบนป้ายศิลามรรคาสวรรค์

เมื่อมองดูก็พบว่าอันดับของโลกเมฆาแดงก็พุ่งทะยานขึ้นอีกครั้งแล้ว!

เลื่อนขึ้นมาอันดับที่ 3,012 แล้ว!

ไร้เหตุผลสิ้นดี!

หานเจวี๋ยรีบสังเกตดูโลกเมฆาแดงทันที

หากไม่ดูก็ไม่รู้ แต่พอดูก็ต้องตกใจเป็นอย่างมาก

ใต้หล้านี้กลับมีผู้แข็งแกร่งปรากฏขึ้นจำนวนมาก แม้มู่หรงฉี่ ฟางเหลียง โม่ฟู่โฉว โจวฝานและหวงจี๋เฮ่าจะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังห่างจากอันดับหนึ่งในใต้หล้าอยู่มาก ทั้งห้าคนนี้มีเพียงมู่หรงฉี่ โม่ฟู่โฉวและหวงจี๋เฮ่าที่เข้าอยู่ในร้อยอันดับยอดผู้บำเพ็ญในใต้หล้า และอันดับของแต่ละคนล้วนอยู่ที่เก้าสิบกว่าๆ

ผู้บำเพ็ญที่อยู่อันดับสูงๆ ล้วนมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ จวนเซียนสวรรค์ก็มีคนอยู่ในอันดับเกือบยี่สิบคน

หลังจากจี้เซียนเสินไปแล้ว จวนเซียนสวรรค์กลับไม่ได้เสื่อมถอย แต่กลับเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น

หานเจวี๋ยสังเกตดูอยู่หลายวัน หลังจากมั่นใจว่าไม่ได้มีเผ่ามารและเผ่าปีศาจคอยทำการอะไรอยู่ เขาถึงวางใจลง

“ช่างเถอะ”

หานเจวี๋ยแอบทอดถอนใจ เขาไม่อาจไปขัดขวางการบำเพ็ญของบุตรแห่งสวรรค์เหล่านั้น หากทำเช่นนั้นมันเป็นการบกพร่องต่อหน้าที่เกินไป

เขาทำได้เพียงอธิษฐานให้ดวงชะตาของโลกเมฆาแดงเพิ่มขึ้นช้าลงอีกหน่อย

……

ยี่สิบปีต่อมา

หานเจวี๋ยทะลวงถึงระดับเซียนแท้วัฏจักรระยะปลายในที่สุด

ใกล้ระดับเซียนลึกล้ำเข้ามาแล้ว!

หานเจวี๋ยตรวจดูหลงซั่นอยู่ครู่หนึ่ง เพิ่งระดับเซียนแท้ไท่อี่ระยะกลางเท่านั้น ‘กาก!

คิดจะเข้าสู่ระดับเซียนทองก่อนข้า เจ้ากล้าคิดได้อย่างไรกัน’

หานเจวี๋ยค่อนแคะในใจ และเริ่มทำตบะให้มั่นคงต่อไป

สองเดือนต่อมา เขาเดินออกจากถ้ำเทวา เรียกผู้คนมาชุมนุมกันใต้ต้นฝูซัง ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ เซียนซีเสวียน และสิงหงเสวียนก็ถูกเรียกมาด้วย

เขาเตรียมจะแสดงโอวาทให้กับผู้คน เพื่อยกระดับพลังมรรคของพวกเขา

สำหรับมนุษย์ธรรมดาแล้ว การที่มนุษย์เซียนแสดงโอวาทนั้นถือเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก

หานเจวี๋ยใช้เสียงธรรมของตัวเองทำให้ทุกคนเข้าสู่สภาวะมีสติในบัดดล ในระหว่างช่วงเวลานี้ ปัญหาการบำเพ็ญที่ยากจะเข้าใจของกลุ่มคนก่อนหน้าก็ถูกคลี่คลายอย่างน่าประหลาดใจ

ผ่านไปหนึ่งปีเต็มๆ หานเจวี๋ยสิ้นสุดการแสดงโอวาท เริ่มให้พวกเขาถามข้อสงสัยทีละคน

ช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่หนึ่งปี ตบะของคนทั้งหลายก็ถูกยกระดับขึ้น

แม้แต่อีกาทองสองตัวก็เข้าสู่ระดับเซียนอิสระแล้ว

ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือโจวหมิงเยวี่ย จุดสำคัญคือขอบเขตพลังของเขาต่ำ ทว่าหลังจากหานเจวี๋ยแสดงโอวาทแล้ว พรสวรรค์ของเขาก็ถูกเปิดออกอย่างสมบูรณ์

ผ่านไปอีกครึ่งปี หานเจวี๋ยถึงหยัดกายลุกขึ้น

“ท่านพี่ ข้าอยากพูดคุยกับท่านสักหน่อย พวกเราเข้าไปข้างในกันเถิด” สิงหงเสวียนพลันเดินตามมา กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ขมวดคิ้วมุ่น

ส่วนเซียนซีเสวียนเดินจากไป

อู้เต้าเจี้ยนนั้นออกจะไม่ชอบใจอยู่บ้าง แต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา

ถูหลิงเอ๋อร์มองสิงหงเสวียนด้วยความอิจฉา คนอื่นๆ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ต่างคนต่างแยกย้ายฝึกฝน

หานเจวี๋ยขัดสิงหงเสวียนไม่ได้เลยพานางเข้าไปในถ้ำเทวา และให้อู้เต้าเจี้ยนรออยู่ด้านนอก

‘ข้าควรจะรุกให้มากกว่านี้หรือไม่’

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ลอบคิดอย่างเงียบๆ

สายตาของนางแน่วแน่ ตัดสินใจว่ารอให้ผ่านไปสักชั่วระยะเวลาหนึ่งจะไปหาหานเจวี๋ยและใช้เรี่ยวแรงทำอะไรบางอย่างกับเขา

เพิ่งเข้าไปในถ้ำเทวา สิงหงเสวียนก็มาแนบชิดหานเจวี๋ยราวกับอสรพิษ

“ท่านพี่ เหตุใดช่วงนี้ท่านถึงรูปงามขึ้นอีกแล้ว ข้าล่ะชอบท่านจริงๆ!”

สิงหงเสวียนกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานเป็นพิเศษ หานเจวี๋ยที่ได้ฟังก็พลันขนลุกขึ้นมา

‘แม่นางนี่ยั่วยวนขึ้นทุกวัน!’

หานเจวี๋ยกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ แต่ก็ยอมถอดเสื้อแต่โดยดี

ได้ปลดปล่อยเป็นครั้งคราวก็ดีเหมือนกัน

จะได้หลีกเลี่ยงปัญหาทางอารมณ์

……

ประตูสวรรค์อุดรของวังสวรรค์

จี้เซียนเสินที่สวมชุดเกราะเงินของแม่ทัพสวรรค์กำลังยืนตระหง่าน มีทหารสวรรค์สิบกว่านายอยู่รอบๆ

ในฐานะแม่ทัพสวรรค์ชั้นผู้น้อย จี้เซียนเสินจึงถูกจัดให้ไปเฝ้าประตูสวรรค์ใหญ่ทั้งสี่ทิศเป็นระยะๆ

จี้เซียนเสินใบหน้าไร้ความรู้สึก จิตใจโบยบินออกไปนอกวังสวรรค์เสียนานแล้ว

‘การสู้รบในครั้งก่อนทำให้ข้าซาบซึ้งยิ่งนัก เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ ยังคงต้องสู้รบ ไม่อาจปิดด่านฝึกฝนตลอดไปได้’

จี้เซียนเสินลอบคิดอย่างเงียบๆ เขาตัดสินใจแล้วว่าครั้งหน้าจะไปหาแม่ทัพสวรรค์สองสามท่านแล้วค่อยไปกวาดล้างแดนปีศาจ

ขณะนั้นเอง เทพเซียนสองสามท่านเหาะมาด้านหน้า จี้เซียนเสินและทหารสวรรค์พากันโค้งคารวะ

“ได้ยินหรือไม่ งานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนในครั้งนี้ฝ่าบาทเชิญวังเทพแล้ว”

“สำนักพุทธร่วมมือกับวังปีศาจ แน่นอนว่าวังสวรรค์ย่อมต้องดึงวังเทพมาเป็นพวก”

“ว่ากันว่าบุตรแห่งสวรรค์ของวังเทพท่านนั้นจะมาด้วย”

“ท่านใดกัน จักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิดผู้นั้นหรือ”

“จะเป็นไปได้อย่างไร! เป็นบุตรแห่งสวรรค์อีกท่าน จักรพรรดิเทพกระบี่”

“ดูท่างานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนจะไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้นแล้ว”

ขณะที่ฟังบรรดาเทพเซียนวิพากษ์วิจารณ์กัน จี้เซียนเสินก็หรี่ตาลง

มาถึงวังสวรรค์ระยะหนึ่งแล้ว สำหรับวังเทพเขาก็รู้จักมาก่อน

ผู้บำเพ็ญในวังเทพไม่ได้มีมากกว่าวังสวรรค์ แต่บุตรแห่งสวรรค์ จักรพรรดิเซียนและมหาจักรพรรดิของวังเทพกลับมีมากสุด

“สองกลุ่มอิทธิพลใหญ่มารวมตัวกัน เป็นไปไม่ได้ที่จะแค่พูดคุย จะต้องมีการแลกมือศึกษา ต่อสู้กันทั้งในที่เปิดเผยและที่ลับ หากข้าสามารถโจมตีจักรพรรดิเทพกระบี่ให้พ่ายแพ้ได้ ไม่เท่ากับว่าได้กางปีกโผบินสู่ท้องนภาหรอกหรือ”

จี้เซียนเสินคิดอย่างเงียบๆ ดวงตาเป็นประกายมากกว่าเดิม

เขาเป็นเพียงแม่ทัพสวรรค์ชั้นผู้น้อย ไม่ค่อยเข้าใจระดับการบำเพ็ญของแดนเซียน ยังไม่รู้ว่าจักรพรรดิเทพกระบี่นั้นแข็งแกร่งเพียงใด

แต่ในเมื่อเป็นบุตรแห่งสวรรค์ เช่นนั้นก็แสดงว่ายังไม่โต!

บทที่ 199
หลังจากนอนเกลือกกลิ้งกับสิงหงเสวียนอยู่หนึ่งเดือน ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ยอมปล่อยให้อู้เต้าเจี้ยนเข้ามา

เขาไม่ได้สนใจอารมณ์น้อยใจของนาง แต่กลับนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา

ภารกิจประจำวันไม่อาจละทิ้งได้

เขาเริ่มตรวจสอบจดหมายด้วยความเคยชิน

มีความรู้สึกราวกับอ่านและเกษียนสั่งการสาส์นที่กราบทูล บางทีจักรพรรดิสวรรค์ที่อยู่บนพระราชวังเทียมเมฆาอาจจะมีความรู้สึกเช่นนี้ เพียงแต่หานเจวี๋ยไม่ต้องจัดการ เพียงแค่ดูเท่านั้น

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากฟางเหลียงศิษย์หลานของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากฟางเหลียงศิษย์หลานของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[สวินฉางอันศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีได้มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านช่วยเหลือไว้]

[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย ดวงชะตาของหมู่เกาะเซียนมังกรถดถอย]

[ตี้ไท่ไป๋สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพภูต] x14

[หลงซั่นสหายของท่านได้รับการชี้แนะจากมหาจักรพรรดิ สำเร็จพลังวิเศษขั้นสูงสุด]

……

‘ฟางเหลียงร้ายกาจเพียงนี้เชียว?

คนเดียวก็กล้าท้าประลองกับโม่ฟู่โฉวและโจวฝานเพียงลำพังได้?’

หานเจวี๋ยมองดูจนนิ่งอึ้ง รีบตรวจสอบดูฟางเหลียงทันที

[ฟางเหลียง: ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นสอง เนื่องด้วยดวงชะตาฟ้าดินถูกหลอมรวมจนสำเร็จเป็นกายเทพโลกา เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา…]

‘กายเทพโลกา?

มีของอยู่บ้างนี่’

หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นว่าซูฉีไปถึงหมู่เกาะเซียนมังกรแล้ว

“ศิษย์รักของข้า หวังว่าเจ้าจะทำให้นักพรตเต๋าตันชิงตายไปก่อนที่เขาจะมาหาเรื่องอาจารย์นะ”

หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าของเขาเผยรอยยิ้มที่แปลกประหลาด

อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ท่านพูดถึงใครอยู่หรือ”

หานเจวี๋ยกล่าว “ไม่มีอะไร”

“นายท่าน ขั้นแรกของมรรคกระบี่เทียมฟ้า ข้าใกล้จะฝึกสำเร็จแล้ว” อู้เต้าเจี้ยนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ฝึกสำเร็จแล้วค่อยพูด นี่ผ่านมาตั้งกี่ปีแล้ว”

“เจ้าค่ะ”

อู้เต้าเจี้ยนจนใจ ทำได้เพียงฝึกฝนต่อไปเท่านั้น

หานเจวี๋ยดูจดหมายต่อไปโดยไม่ไม่สนใจนางอีก

ความรู้สึกสบายใจราวการเล่นโต้คลื่น มีเพียงเขาเท่านั้นที่เข้าใจ

หลายเดือนต่อมา ภารกิจตอกบัตรทำงานประจำก็สำเร็จ

หานเจวี๋ยใช้ป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์สังเกตสวินฉางอันเป็นอันดับแรก

สำหรับสวินฉางอันนั้น เขายังคงเป็นกังวลอยู่มาก เจ้าหมอนี่มักจะตกอยู่ในเคราะห์รักบ่อยๆ ออกไปนานเพียงนี้ ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

หากไม่ใช่ว่าพลังวิญญาณบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนไม่จำเป็นต้องใช้สวินฉางอันมาเพิ่มความแข็งแกร่งให้แล้ว หานเจวี๋ยคงจะสะกดเขาไว้บนเขา

ขณะนี้สวินฉางอันกำลังดื่มสุราเมามายอยู่ในโรงเตี๊ยมกลางเมืองแห่งหนึ่ง ปากก็บ่นพึมพำอยู่เพียงชื่อเดียว

เชี่ยนเอ๋อร์

หานเจวี๋ยล่ะยอมใจจริงๆ คำสาปของพุทธาเทพน่ากลัวเพียงนี้เชียวหรือ

คนตายไปแล้วหลายร้อยปี กลับยังลืมไม่ลง

หานเจวี๋ยพลันรู้สึกว่าหากทำให้สวินฉางอันตายไปได้บางทีก็คงจะดี เมื่อกลับชาติมาเกิดอีกครั้ง หานเจวี๋ยจะขังเขาไว้บนเขาทันที ไม่ให้พบเจอกับสตรีผู้ใดอีก

‘ไม่ได้

เช่นนี้ก็ไม่ดี หากเขาถูกใจสตรีบนเขาขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า

เช่นนั้นมันจะกลายเป็นละครน้ำเน่า!’

หานเจวี๋ยคิดอยู่พักหนึ่ง ‘หรือจะไปหาการกลับชาติมาเกิดของเชี่ยนเอ๋อร์?

แต่สวินฉางอันอัปลักษณ์เพียงนั้น ไม่ว่าเชี่ยนเอ๋อร์จะกลับชาติมาเกิดอีกกี่ครั้ง คาดว่านางก็คงไม่อาจชอบเขาได้

เฮ้อ

ช่างเถอะ

รีบคว้าเวลาในการฝึกฝนจะดีกว่า ช่วงชิงเวลาในการบรรลุถึงระดับของพุทธาเทพโดยเร็ว จะได้ช่วยปลดปล่อยสวินฉางอันได้’

หานเจวี๋ยคิดเช่นนี้

แม้มู่หรงฉี่มักจะเมินเฉยต่อสวินฉางอัน แต่ทุกครั้งที่สวินฉางอันมีอันตราย เขามักจะมาถึงก่อนเสมอ

บางครั้ง หานเจวี๋ยก็สงสารมู่หรงฉี่มาก

แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ใครใช้ให้เขาเป็นศิษย์พี่ใหญ่ในบรรดาศิษย์รุ่นที่สามของหานเจวี๋ยเล่า จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี

กล่าวตามตรง หานเจวี๋ยรู้สึกว่าศิษย์รุ่นสามนั้นแข็งแกร่งกว่าศิษย์รุ่นสองอยู่มาก

ในบรรดาศิษย์รุ่นสอง ก็มีเพียงซูฉีกับถูหลิงเอ๋อร์ที่ทำให้เขารู้สึกวางใจได้ คนที่แข็งแกร่งมากที่สุดคือซูฉี ส่วนสวินฉางอันกับหยางเทียนตงใช้การไม่ได้เลย

และก็สมควรแก่เวลาที่จะคิดชื่อให้กับสำนักนี้แล้ว

สำนักเพียรบำเพ็ญ?

ลัทธิเพียรบำเพ็ญ?

เขาเพียรบำเพ็ญ?

ถ้ำเพียรบำเพ็ญ?

ถ้ำ…ไร้กังวล?

……

กาลเวลาราวกับกระสวย หนึ่งภาพเหตุการณ์หนึ่งทศวรรษ หนึ่งร้อยปีหนึ่งราชวงศ์

ในระหว่างที่หานเจวี๋ยฝึกฝน เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปอีกสามสิบปี

สามสิบปีผ่านไป ตอนนี้หานเจวี๋ยยังไม่ทะลวงถึงระดับเซียนแท้วัฏจักรขั้นสมบูรณ์ แต่ก็นับว่าอยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้ว

หลังจากได้รับกายดาราอนธการมาแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลานานถึงเพียงนี้ ดูท่าระดับเซียนแท้คงไม่อาจทะลวงได้ง่ายๆ

ดูของหลงซั่นอีกครั้ง เขายังคงอยู่ที่ระยะกลาง

วันนี้

ฟางเหลียงกลับมาแล้ว

การกลับมาของเขาทำให้ผู้คนใต้ต้นฝูซังทั้งหมดพากันลุกขึ้น เพราะว่าแขนของเขาขาดไปข้างหนึ่ง

“เกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนทำ” ไก่คุกรัตติกาลถามขึ้น

ผมของฟางเหลียงกลายเป็นสีขาวดอกเลาอยู่บ้าง ดูค่อนข้างผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ไม่ใช่เด็กหนุ่มรูปงามในครานั้นอีกต่อไป

ฟางเหลียงกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ข้าตัดมันเอง”

ฉู่ซื่อเหรินและโจวหมิงเยวี่ยเองก็มองไปที่ฟางเหลียง

โดยเฉพาะโจวหมิงเยวี่ยที่รู้สึกสงสัยในตัวฟางเหลียงเป็นอย่างมาก

ขึ้นเขามานานเพียงนี้ มักจะได้ยินคนอื่นพูดถึงฟางเหลียงกับมู่หรงฉี่อยู่บ่อยๆ

กล่าวกันว่าอาจารย์ปู่เอ็นดูพวกเขาที่สุด

“ไม่มีอะไร ข้าจะไปคารวะอาจารย์ปู่ก่อน” ฟางเหลียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

กล่าวจบเขาก็เดินไปทางถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นท่าทีที่ไม่ปกติของเขา จึงไล่อู้เต้าเจี้ยนออกไป และอยู่กันสองคนตามลำพังศิษย์และอาจารย์

“อาจารย์ ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดท่านถึงไม่ออกไปทางโลก เหตุใดท่านถึงไม่แต่งงาน”

หานเจวี๋ยถาม “เกิดอะไรขึ้นหรือ”

ก่อนฟางเหลียงจะเริ่มเล่าถึงเรื่องราวที่เขาได้ผ่านมา

ที่แท้ธิดาเทพเผ่าปีศาจที่เขาแต่งงานด้วยก็คือธิดาของจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำ ตอนแรกจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำให้ความสำคัญกับเขามาก แต่เขาพบว่าจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำต้องการรวมเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจเข้าด้วยกัน ถึงได้ตกลงกับงานแต่งครั้งนี้

ไม่เพียงแค่นั้น ธิดาเทพเผ่าปีศาจก็เริ่มเกลี้ยกล่อมฟางเหลียง เพียงเพราะจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำสัญญาว่าวันหน้าจะมอบบัลลังก์ให้กับฟางเหลียง

แต่ไหนเลยฟางเหลียงจะยอมละทิ้งเผ่ามนุษย์ได้

เกิดอุปสรรคอยู่หลายครั้งหลายหน การทะเลาะและความคิดที่ไม่เหมือนกันบั่นทอนความรักลง จนสามีภรรยาต่างเผ่าพันธุ์คู่นี้ถึงคราวแตกหัก

ฟางเหลียงตัดแขนของตนเองเพื่อแสดงถึงการตัดสินใจว่าจะไม่หันหลังกลับไปอีก

ธิดาเทพเผ่าปีศาจเจ็บปวดรวดร้าวเป็นอย่างมาก อุปนิสัยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เต็มไปด้วยความเกลียดแค้นชิงชังในตัวเขา

หานเจวี๋ยได้ฟังแล้วก็กล่าวปลอบใจ “ไม่เป็นไร ชีวิตคนเราบนโลกไม่อาจขาดอารมณ์เช่นนี้ได้ หลังจากนี้ตั้งใจฝึกฝนก็พอ บนสวรรค์เต็มไปด้วยเทพธิดา ไม่จำเป็นต้องพะวงหานางอยู่ตลอด

จำไว้ให้ดี การบำเพ็ญตบะถึงเป็นสิ่งที่สำคัญสุด”

ฟางเหลียงยิ้มอย่างขมขื่น

หานเจวี๋ยเอ่ย “อยู่ในเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเถิด อย่าได้ออกไปอีกเลย”

‘จะได้ไม่ทำให้โลกเมฆาแดงถูกเลื่อนอันดับอีก!’

ฟางเหลียงพยักหน้า กล่าวว่า “อาจารย์ปู่ ดูเหมือนว่าตอนนี้ข้าจะไม่ใช่คนธรรมดาแล้ว ความรู้สึกนี้ยากจะอธิบายนัก แม้ข้าจะเพิ่งระดับฝ่าด่านเคราะห์ แต่ผู้บำเพ็ญระดับมหายานก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าอีกแล้ว น่าแปลกยิ่งนัก”

สำหรับเรื่องของดวงชะตาและพรสวรรค์ของตนเอง เขาเข้าใจมาตลอดว่าเป็นผลมาจากการที่หานเจวี๋ยฝืนลิขิตฟ้าพลิกชะตาให้เขาในปีนั้น เพราะอย่างนั้นทุกครั้งที่ได้ยินคนอื่นชื่นชมเขา เขามักจะคิดถึงหานเจวี๋ยและรู้สึกอบอุ่นในใจ

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่สังหารศัตรูในโลกมนุษย์ที่อยู่เหนือกว่าระดับหนึ่งเท่านั้น ซูฉีอาจารย์ลุงของเจ้าขึ้นสวรรค์ไปแล้ว เป้าหมายของเจ้าควรจะเจริญรอยตามเขา อย่าได้เอาระดับมหายานในโลกมนุษย์มาเป็นบรรทัดฐาน บางทีบนโลกใบนี้เจ้าอาจจะแข็งแกร่งมาก แต่เทียบกับบุตรแห่งสวรรค์บนโลกเบื้องบนแล้ว ไม่ควรค่าแก่การกล่าวถึง”

พอฟางเหลียงคิดอย่างถี่ถ้วนก็รู้สึกว่ามีเหตุผล

จากนั้นหานเจวี๋ยเริ่มถ่ายทอดพลังวิเศษให้เขา

ถ่ายทอดพลังเทพหมื่นกระบี่ให้ฟางเหลียง รอกระทั่งเขาเข้าใจอย่างสมบูรณ์แล้วค่อยถ่ายทอดไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิให้

เป้าหมายของเขาคือให้บรรดาศิษย์และศิษย์หลานแบ่งกันสืบทอดความสามารถต่างๆ ของเขา เช่นนี้แล้วถึงจะแสดงให้เห็นว่าเขานั้นลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง ไม่มีสิ่งใดที่ไม่สามารถทำได้

สามเดือนต่อมา ฟางเหลียงเดินออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน จิตใจหงอยเหงาเศร้าสร้อยซึมถูกกวาดออกไปจนหมด กลับมาฮึกเหิมและองอาจห้าวหาญอีกครั้ง

“ราชามังกร มาฝึกฝนกันหน่อย?”

ฟางเหลียงกล่าวกับราชามังกรด้วยรอยยิ้ม

ราชามังกรสามหัวแอบคิดในใจว่า ‘เจ้าเด็กนี่คิดจะรังแกข้าหรือ

ไม่ใช่สิ เขาเพิ่งระดับด่านเคราะห์ มีอะไรที่ข้าต้องกลัวด้วยเล่า’

บทที่ 200
หลังจากฟางเหลียงกลับมา เขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็คึกคักอยู่หลายวัน จากนั้นก็กลับสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

ประเพณีตกทอดมานับพันปี ทำให้เหล่าศิษย์และศิษย์หลานของหานเจวี๋ยต่างคุ้นชินกับการมุมานะบำเพ็ญเพียร

ดูเหมือนโจวหมิงเยวี่ยจะใช้ฟางเหลียงเป็นศัตรูในจินตนาการ มุมานะฝึกฝนมากกว่าเมื่อก่อน

หานเจวี๋ยเริ่มพุ่งสู่ระดับเซียนแท้วัฏจักรขั้นสมบูรณ์อย่างสุดกำลัง

ยี่สิบเจ็ดปีต่อมา

หานเจวี๋ยทะลวงระดับเซียนแท้วัฏจักรขั้นสมบูรณ์จนสำเร็จ!

เขาไม่ได้หยุดพักผ่อน แต่กลับทำตบะให้มั่นคงต่อ

ผ่านไปอีกราวๆ ห้าปี หานเจวี๋ยได้โอกาสในการทะลวงระดับแล้ว

“เจ้าออกไปก่อน”

หานเจวี๋ยลืมตาสั่ง พอได้ยิน อู้เต้าเจี้ยนก็ลุกขึ้นยืนราวกับเป็นปฏิกิริยาตอบสนอง

เมื่อนางเดินมาถึงประตูถ้ำก็พลันหันหน้ามาถามว่า “นายท่าน ข้าสำเร็จมรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่หนึ่งแล้ว”

“ไม่เลว ภายหลังข้าจะถ่ายทอดขั้นที่สองให้”

“อืม”

อู้เต้าเจี้ยนจากไป เงาหลังดูผิดหวังอ้างว้างอยู่บ้าง

หานเจวี๋ยลอบคิดว่า ‘ข้าใจร้ายกับนางเกินไปหรือไม่ หลังจากนี้ต้องอ่อนโยนกับนางสักหน่อย เพื่อป้องกันไม่ให้นางหนีไป’

หลังจากเดินออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทานแล้ว อู้เต้าเจี้ยนก็ไปหาฟางเหลียงเพื่อแลกมือด้วยความตื่นเต้นดีใจ

ทั้งสองขึ้นไปแลกมือบนอากาศ ทั้งคู่ล้วนเป็นผู้ฝึกกระบี่ การเคลื่อนไหวของการต่อสู้จึงยิ่งใหญ่มาก ทำให้ผู้บำเพ็ญในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เฝ้ามองอยู่จำนวนไม่น้อย

มรรคกระบี่เทียมฟ้าปะทะกับพลังเทพหมื่นกระบี่!

หานเจวี๋ยไม่ได้สังเกตการต่อสู้ เขานำสมาธิทั้งหมดไปจดจ่ออยู่กับการทะลวงระดับ

สามรากฐานอันยิ่งใหญ่ กายดาราอนธการ วิชาวัฏจักรหกวิถี ร่างวิญญาณหกสาย ดูเหมือนว่าหานเจวี๋ยไม่ต้องกังวลเรื่องการทะลวงระดับเลย

เจ็ดปีต่อมา

หานเจวี๋ยทะลวงระดับสำเร็จ

พลังเวทของเขาพุ่งทะยาน วิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลง!

หานเจวี๋ยเบิกบานใจจนแทบจะระเบิด

เขารีบเรียกดูหน้าจอแสดงคุณสมบัติทันที

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 1,365/120,459,999]

[เผ่าพันธุ์: เซียน (กายดาราอนธการ)]

[ตบะ: ระดับเซียนลึกล้ำวัฏจักรระยะต้น]

……

อายุขัยหนึ่งร้อยยี่สิบล้านปี!

ทะลุขอบฟ้า!

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนเองจะโบยบินแล้ว!

อายุขัยหนึ่งร้อยล้านปี ยังไม่เคยได้ยินมาก่อน!

นี่สิถึงเป็นการบำเพ็ญเซียน!

หลังจากหานเจวี๋ยมองจอแสดงคุณสมบัติแล้ว ลมหายใจก็เริ่มถี่กระชั้น

เพียงแค่ไม่ยุแหย่หาเรื่อง หากฝึกฝนร้อยล้านปีแล้วบรรลุต้าหลัวไม่ได้ หานเจวี๋ยก็จะเขียนชื่อตัวเองกลับหัวให้ดู!

หานเจวี๋ยทำตบะให้มั่นคง

ครึ่งปีต่อมา เขาถึงสิ้นสุดการทะลวงระดับอย่างสมบูรณ์

เรื่องแรกที่ทำคือนำหนังสือแห่งความโชคร้ายมาเฉลิมฉลอง

อายุขัยยืนยาวเพียงนี้ สามารถถลุงเงินเป็นเบี้ยสักระลอกได้!

สาปแช่งคนละเจ็ดวัน!

หลังจากผ่านไปห้าวัน ทุกครั้งที่เพิ่มขึ้นมาหนึ่งวันจะถูกลดอายุขัย!

ผ่านไปหลายเดือน หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงด้วยความพอใจ

เขาเริ่มจำลองการทดสอบ ระดับอย่างหลงซั่นไม่คู่ควรที่จะเป็นคู่ต่อสู้ของเขาแล้ว เขาเลือกตี้ไท่ไป๋ในทันที

ครั้งนี้เขาไม่ถูกตี้ไท่ไป๋สังหารภายในเสี้ยววินาที ทั้งสองมีการโจมตีและตั้งรับ

เมื่อหานเจวี๋ยแสดงมรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สาม กระบี่เบิกบุพกาล ดวงดาราก็ปรากฏออกมาเต็มฟ้า ตี้ไท่ไป๋ก็ต้านไม่ไหวอยู่บ้าง

ตี้ไท่ไป๋ฝึกฝนมรรคกระบี่เทียมฟ้าแล้วอย่างที่คิดไว้จริงๆ เขาฝึกฝนถึงขั้นที่สามเช่นกัน ทว่าน่าเสียดายที่ยังสู้หานเจวี๋ยไม่ได้

การต่อสู้ในครั้งนี้กินเวลาต่อเนื่องเกือบครึ่งชั่วยาม

หลังการต่อสู้สิ้นสุด หานเจวี๋ยก็ขมวดคิ้วแน่น

ครึ่งชั่วยามมันนานเกินไป!

‘ข้ายังไม่แข็งแกร่งพอ วังเทพท่านนั้นยังอาศัยระดับเซียนแท้สังหารเซียนทอง หากยามที่เขาบรรลุระดับเซียนลึกล้ำจะต้องสังหารเซียนทองได้ภายในเสี้ยววินาทีแน่’

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ ความทระนงองอาจภายในใจหายไปอย่างสิ้นเชิง

เขาลองต่อสู้กับจักรพรรดิสวรรค์ เป็นดังที่คาดไว้ ถูกสังหารภายในเสี้ยววินาที

หานเจวี๋ยกลับมาระมัดระวังอีกครั้ง

เขายังคงอ่อนแอเกินไป

หากวันใดจักรพรรดิสวรรค์อารมณ์แปรปรวนอยากสังหารเขา เขาก็ไม่สามารถต้านทานได้เลยแม้แต่น้อย

กำหนดเป้าหมายใหม่ ต้องเหนือกว่าจักรพรรดิสวรรค์!

คิดแล้วหานเจวี๋ยก็เรียกอู้เต้าเจี้ยนเข้ามา

อู้เต้าเจี้ยนนั่งลงบนเบาะของตน กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นายท่าน ท่านทะลวงระดับสำเร็จแล้วหรือ”

หานเจวี๋ยนึกได้ว่าก่อนหน้านั้นได้ตัดสินใจว่าจะดีกับนางให้มากหน่อย ดังนั้นจึงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “อืม ต่อไปนี้ข้าจะถ่ายทอดมรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สองให้เจ้าแล้วกัน เจ้ามานี่ มานั่งข้างๆ ข้า”

อู้เต้าเจี้ยนได้ยินก็พลันตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก

แปลงกายมาหลายร้อยปี นางยังไม่เคยขึ้นเตียงของหานเจวี๋ยมาก่อนเลย

นางนั่งลงข้างๆ หานเจวี๋ยอย่างระมัดระวัง ท่าทางราวกับลูกแมวน้อย

หานเจวี๋ยไม่ได้ใส่ใจ รอจนนางนั่งลงเรียบร้อยแล้วก็เริ่มถ่ายทอดมรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่สองให้

หลังจากถ่ายทอดไปหนึ่งปี เขาก็ให้อู้เต้าเจี้ยนไปทำความเข้าใจด้วยตนเอง

วันนี้เอง

ตี้ไท่ไป๋มาเยี่ยมเยียนอย่างไม่ทันตั้งตัว

หานเจวี๋ยไล่อู้เต้าเจี้ยนออกไป และให้ตี้ไท่ไป๋เข้ามาในถ้ำเทวา

“ศิษย์และศิษย์หลานของเจ้ามีพรสวรรค์ไม่เลวนี่ ทะลวงระดับได้เร็วยิ่งนัก”

ตี้ไท่ไป๋เอามือลูบหนวดกล่าวด้วยรอยยิ้ม หลังจากนั้นเขาก็สังเกตดูหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยเห็นสภาพของเขาไม่ปกติอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้เขาถูกเทพภูตโจมตีมาก่อน หรือว่าอาการบาดเจ็บยังจะไม่หายดี

“พอได้ ที่ผู้อาวุโสมาในครั้งนี้ หรือมาเพราะเรื่องงานชุมนุมใหญ่ท้อเซียน” หานเจวี๋ยยิ้มแล้วถามกลับ

ตี้ไท่ไป๋พยักหน้า เมื่อโบกมือขวา ลูกท้อสี่ผลที่มีขนาดราวกับกำปั้นก็ปรากฏขึ้นบนโต๊ะ

ดูๆ แล้วท้อเซียนมีลักษณะคล้ายลูกท้อทั่วไปเป็นอย่างมาก เพียงแต่ว่าสีมันจะเป็นชมพูเข้มกว่า

“งานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงที่ท้อเซียนจะถูกกินจนหมด ข้าจึงนำมาให้เจ้าก่อน เทพเซียนทั่วไปจะได้กินเพียงหนึ่งผล แม้แต่เจ้าแม่สวรรค์ก็ได้เสวยเพียงสองผล บรรดาโอรสของฝ่าบาทส่วนมากก็ได้เสวยแค่หนึ่งผล ผู้ที่มีพรสวรรค์โดดเด่นถึงได้กินสามผล” ตี้ไท่ไป๋กล่าวอย่างอิจฉา

จักรพรรดิสวรรค์ช่างยอมทุ่มให้หานเจวี๋ยจริงๆ

หลังจากที่หานเจวี๋ยได้ฟัง ความประทับใจในตัวจักรพรรดิสวรรค์ก็เพิ่มมากขึ้นอย่างอดไม่ได้

วันหน้าหากสามารถช่วยจักรพรรดิสวรรค์ได้ เขาจะต้องออกแรงอย่างแน่นอน ขอเพียงไม่คุกคามถึงชีวิตของเขาก็พอ

“ขอบพระทัยฝ่าบาทแทนข้าด้วย บุญคุณนี้หานเจวี๋ยจะต้องจดจำอยู่ในใจ” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง

เขารับรู้ได้ถึงไอเซียนมหาศาลในท้อเซียน

สมกับเป็นผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ของวังสวรรค์จริงๆ

ตี้ไท่ไป๋กล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม “งานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนครั้งนี้มีบุตรแห่งสวรรค์ของวังเทพมาด้วย ผู้ที่เป็นผู้นำคือจักรพรรดิเทพกระบี่ คนผู้นี้สามารถกลายเป็นจักรพรรดิเซียนได้ตลอดเวลา แม้จะไม่ใช่บุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นหนุ่มสาวของวังเทพ แต่ก็นับว่าเป็นผู้ฝึกสายกระบี่อันดับหนึ่ง หากเจ้าเกิดเร็วกว่านี้สักหนึ่งแสนปี บางทีอาจจะช่วงชิงกับเขา ทำลายความน่าเกรงขามของเขาในงานชุมนุมท้อเซียนได้”

จักรพรรดิเทพกระบี่?

หานเจวี๋ยมีสีหน้าแปลกๆ

‘จักรพรรดิเทพกระบี่มีความประทับใจในตัวเขาระดับสามดาวนี่!’

ล้วนเป็นสหาย ไม่จำเป็นต้องทำลายความน่าเกรงขาม!

“สองกลุ่มอิทธิพลปะทะหน้ากัน หรือว่าต้องประลองเวท” หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย

ดูจากการวางแผนกลอุบายแล้ว จะต้องให้บุตรแห่งสวรรค์ประลองเวทเพื่อยับยั้งซึ่งกันและกัน

โชคดีที่เขาไม่ไปงานชุมนุมใหญ่ท้อเซียน มิเช่นนั้นคงเกิดอันตรายแล้ว

นี่จะต้องเป็นโอกาสชั้นดีในการสร้างความเกลียดชัง

ด้วยความสำคัญที่จักรพรรดิสวรรค์มอบให้กับเขา มีความเป็นไปได้มากที่จะถูกส่งเข้าลานประลอง

หานเจวี๋ยยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกโชคดีที่ไม่ได้ไป

ตี้ไท่ไป๋กล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าวางใจเถิด วังสวรรค์เองก็ไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร บุตรแห่งสวรรค์ก็มีมากมาย ฝ่าบาทหลงซั่นไม่ใช่บุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของวังสวรรค์ พระองค์นับว่าเป็นบุตรแห่งสวรรค์เท่านั้น”

หานเจวี๋ยพยักหน้า ‘เช่นนั้นก็ดี หวังว่าอย่าได้เกิดเรื่องขึ้นกับวังสวรรค์’

เขาเพิ่งเข้าร่วมไม่นาน อย่าให้วังสวรรค์ต้องล่มสลายลงเลย หากเป็นเช่นนั้นแล้ว นั่นก็ไม่เท่ากับว่าเขากลายเป็นตัวเอกแนวจอมยุทธ์แฟนตาซีที่มีความทุกข์อันยิ่งใหญ่และความเกลียดชังอย่างลึกซึ้งหรอกหรือ

ทั้งสองพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง ตี้ไท่ไป๋ก็เอ่ยคำลา

หานเจวี๋ยเก็บท้อเซียนและนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา

ก็ไม่รู้ว่าช่วงนี้ดวงชะตาของโลกเมฆาแดงเป็นอย่างไรบ้าง

เพียงไม่นานหานเจวี๋ยก็มองเห็นอันดับของโลกเมฆาแดง

เขาหมดคำพูดแล้ว

อันดับที่ 2,532!

อันดับเลื่อนเร็วเกินไป!

หรือว่าดวงชะตาของวังสวรรค์กำลังอ่อนลง

หานเจวี๋ยจมดิ่งอยู่กับการครุ่นคิด

ช่างเถอะ ไม่สนแล้ว

ลองยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่สักหน่อย แล้วค่อยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพลังโดยรวม

หานเจวี๋ยหลับตาลง เริ่มทำความเข้าใจไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ

ไม่นาน เขาก็เข้าสู่แม่น้ำมรรคกระบี่

ได้พบกับจั้งกูซิงอีกครั้ง หานเจวี๋ยพบว่ามีเงาร่างหนึ่งหยุดอยู่ตรงหน้าจั้งกูซิง ทั้งสองราวกับกำลังพูดคุยกันอยู่

จั้งกูซิงกวักมือเรียกหานเจวี๋ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้ามาแล้ว มาได้พอดีเลย พวกเจ้ารู้จักกันสักหน่อย ท่านนี้คือผู้ฝึกสายกระบี่รุ่นเยาว์ของวังเทพ เขาเพิ่งมีอายุสามพันกว่าปี อยู่ระดับเซียนแท้ไท่อี่ระยะปลายแล้ว มีคุณสมบัติในการกลายเป็นบุตรแห่งสวรรค์”