191-195
บทที่ 191
‘ชำระล้างโลกมนุษย์?’
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว นอกจากโลกเมฆาแดง ยังมีโลกมนุษย์อื่นที่เป็นเช่นนี้อีกด้วยหรือ
เขาถ่ายทอดเสียงเอ่ยถาม “หลายปีมานี้ชำระล้างโลกมนุษย์มากเท่าไรแล้ว”
ยายเมิ่งกล่าวตอบว่า “นี่เป็นโลกมนุษย์แห่งที่สิบ”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ
‘สรรพชีวิตสิบโลกเชียวนะ!
จักรพรรดิสวรรค์ช่างเหี้ยมได้ใจจริงๆ!’
หานเจวี๋ยตกใจ เขาเกือบให้ความประทับใจต่อจักรพรรดิสวรรค์อย่างเต็มเปี่ยมเพราะความดีที่มีต่อเขาแล้ว
ตอนนี้ดูท่าจักรพรรดิสวรรค์คงจะดีเฉพาะกับเขาเท่านั้น
สิบโลกนั่นไม่มีบุตรแห่งสวรรค์เหมือนเช่นหานเจวี๋ย ทั้งหมดล้วนกลายเป็นเถ้าถ่านผงธุลี ช่างน่ากลัวจริงๆ
“ข้าสงสัยยิ่งนัก เหตุใดจะต้องชำระล้างโลกมนุษย์ให้ได้ด้วย” หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงเอ่ยถาม
ยายเมิ่งเองก็ไม่ได้ลังเล ตอบกลับอย่างรวดเร็วว่า “หากโลกมนุษย์ต้องการอาศัยสายมารมาเพิ่มระดับโชคชะตาทั้งหมด เช่นนั้นไม่ช้าก็เร็วโลกมนุษย์แบบนี้จะกลายเป็นแดนมาร แม้เผ่ามารจะถอนตัวจากเวทีในการเป็นตัวเอกฟ้าดินแล้ว แต่ตลอดมานั้นจิตอกุศลก็ยังไม่มอดดับ ร้อยปีก่อนก็เคยเรียกมหาเคราะห์ขึ้นครั้งหนึ่ง ทำเอาวังสวรรค์ไม่สามารถกำจัดเผ่ามารได้อย่างสิ้นซาก ทำได้เพียงจำกัดการแพร่ขยายของเผ่ามารเท่านั้น
ที่เจ้ามาหาข้าก็เพราะเรื่องนี้หรือ”
หานเจวี๋ยได้สติกลับมา ถ่ายทอดเสียงกล่าว “ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว ข้าเพียงแต่ใคร่รู้ว่าเหตุใดโลกเมฆาแดงถึงได้มีผู้ทรงพลังกลับชาติมาเกิดมากมายขนาดนี้”
ยายเมิ่งกล่าวยิ้มๆ “เจ้าคิดมากไปแล้ว ผู้ทรงพลังของโลกเบื้องบนมีมากดุจขนวัว แต่ละวันก็ไม่รู้ว่ามีผู้ทรงพลังตั้งมากมายเท่าไรที่ดับสิ้น และก็ไม่รู้ว่ามีผู้ทรงพลังตั้งเท่าไรที่โผล่กลับมาจากวัฏจักร พวกผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่ที่อยู่ในโลกเมฆาแดงอันที่จริงก็นับว่าน้อยแล้ว จนถึงตอนนี้ โลกเมฆาแดงมีเพียงจักรพรรดิเซียนไม่กี่ท่านที่กลับชาติมาเกิด ผู้ทรงพลังที่เหนือกว่าจักรพรรดิเซียนมีเพียงคนเดียว เมื่อสามร้อยปีก่อน โลกมนุษย์อื่นยังประสบกับต้าหลัวกลับชาติมาเกิด โชคชะตาทั้งโลกเหินทะยาน สรรพชีวิตต่างดื่มด่ำกับโชคลาภที่ต้าหลัวนำมาให้”
ผู้ทรงพลังที่เหนือกว่าจักรพรรดิเซียนคาดว่าคงเป็นฉู่ซื่อเหรินแล้ว
หานเจวี๋ยตระหนักถึงความเข้าใจผิดของตน
เขาใช้สายตาของโลกมนุษย์ไปอนุมานแดนเซียน บางทีแดนเซียนอาจใหญ่ยิ่งกว่าโลกมนุษย์ทั้งหมดมารวมกันเสียอีก
เซียนทองมากมายดั่งสุนัข เซียนแท้เดินทั่วเมืองจริงๆ หรือ
หานเจวี๋ยลอบสบถออกมา
“หากถูหลิงเอ๋อร์บรรลุถึงระดับมหายานแล้ว อย่าให้นางเข้าร่วมกับวังสวรรค์” ยายเมิ่งถ่ายทอดเสียงบอกหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ไม่เข้าร่วมวังสวรรค์ ก็จะไม่ขึ้นสู่สวรรค์หรือ”
“อืม ด้วยคุณสมบัติของนาง จะต้องถูกวังสวรรค์คัดเลือกเป็นแน่ เว้นแต่คุณสมบัติจะแย่เกินไป ถึงจะถูกสำนักบำเพ็ญเซียนของแดนเซียนเลือกตัวไป”
“ตกลง”
หานเจวี๋ยรับปากอย่างเบิกบาน
แม้เมืองยมบาลจะกลับสู่การปกครองของวังสวรรค์ ชัดเจนว่าท่านยายเมิ่งมีจิตใจที่เห็นแก่ตน ขอเพียงไม่ให้หานเจวี๋ยกับจักรพรรดิสวรรค์เป็นศัตรูกันก็พอแล้ว
หานเจวี๋ยเพียงอยากบำเพ็ญตบะอย่างเป็นสุข
หานเจวี๋ยมองดูกองทัพภูตผีเบื้องหน้าสะพานอนิจจังต่อ ไม่รบกวนยายเมิ่งอีก
ภาพฉากนี้ช่างตระการตาจริงๆ
จู่ๆ สายตาของเขาก็ตกไปบนร่างภูตผีตนหนึ่ง ด้วยตบะเซียนสวรรค์วัฏจักร เพียงแวบเดียวก็มองทะลุอดีตชาติที่ผ่านมาของเขาได้
คนผู้นี้ค่อนข้างคุ้นตาอยู่บ้าง
“ท่านผู้อาวุโส ภูตผีตนนี้ รบกวนให้เขาไปเกิดในภพที่ดีด้วย”
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงบอกยายเมิ่ง ก่อนจะถ่ายทอดกลิ่นอายของภูตผีตนนั้นให้กับยายเมิ่ง
“อืม”
ยายเมิ่งตกปากรับคำในทันที
หานเจวี๋ยมองดูอยู่สักพัก ก่อนหน้าส่ายยิ้มๆ
หกภพก่อนภูตผีตนนั้นมีนามว่าหยางหลัว เคยจัดการธุระนอกสำนักให้กับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ และเป็นเขาที่พาหานเจวี๋ยเข้ามาในสำนัก
พันปีผ่านไป หยางหลัวก็ไม่ใช่หยางหลัวเสียนานแล้ว
ตอนนั้นหานเจวี๋ยลืมช่วยเขาเรื่องโอสภสร้างฐาน ยามนี้ก็ตอบแทนน้ำใจเขาสักครั้ง
ขอให้ชาติหน้าเขาสร้างฐานได้ บรรลุแก่นปราณทอง ปราณก่อกำเนิดจนสำเร็จ แล้วมีชีวิตสุขสบายทั้งชาติในเร็ววัน
…
เมื่อกลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็ตรวจสอบพบตำแหน่งของโจวหมิงเยวี่ย
เจ้านี่ก็กำลังคุกเข่าอยู่ที่เชิงเขา
หลังจากมหาเคราะห์เทพเซียนผ่านพ้น กองทัพที่คุกเข่าอยู่ที่เชิงเขายิ่งมีมากมายกว่าในอดีต
โจวหมิงเยวี่ยสวมอาภรณ์ของศิษย์สายในของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ใบหน้าละม้ายคล้ายสตรี ริมฝีปากแดงเรื่อฟันขาวสะอาด โครงหน้าชวนพิศ ดูราวกับหญิงแต่งกายเป็นชายอย่างมาก
แต่เขาเป็นบุรุษผู้หนึ่งอย่างแท้จริง
‘หรือจะรับไว้ดี’
หานเจวี๋ยลังเล
เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว การที่มหาอริยะผิงเทียนกลับชาติมาเกิดที่โลกเมฆาแดง ไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่แท้ พวกที่เคยล่วงเกินจักรพรรดิสวรรค์ มีหรือจะไปเกิดใหม่ได้ตามใจอยาก
‘หรือจักรพรรดิสวรรค์จะเป็นคนจัดการ
ไม่สนแล้ว! รับเลยแล้วกัน!’
บ่มเพาะยอดฝีมือเยอะหน่อย หากจักรพรรดิสวรรค์เอ่ยถาม เขาก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เสีย
ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขามีระบบ
หานเจวี๋ยตัดสินใจให้ฉู่ซื่อเหรินรับโจวหมิงเยวี่ยเป็นศิษย์
บรรพชนพุทธแย่งศิษย์ ถึงตอนนั้นบรรพชนพุทธโพธิไล่เลียงขึ้นมา ก็ไปหาเรื่องบรรพชนพุทธภควัต
หลังจากหานเจวี๋ยคิดเสร็จก็หลับตาฝึกบำเพ็ญ
‘ลองทดสอบโจวหมิงเยวี่ยดูก่อนหลายสิบปี
หากจิตใจที่อยากกราบไหว้อาจารย์ไม่แน่วแน่พอ ต่อให้เป็นจักรพรรดิสวรรค์กลับชาติมาเกิด ข้าก็ไม่รับ!’
…
ยี่สิบปีต่อมา
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงระดับเซียนสวรรค์วัฏจักรขั้นสมบูรณ์ได้สำเร็จ
เขาอดทอดถอนใจไม่ได้ การฝ่าระดับเซียนสวรรค์ล่าช้าพอตัวทีเดียว และในภายภาคหน้าเซียนแท้ เซียนทอง มรรคจักรพรรดิจะยิ่งยาวนานเพียงใดกัน
เขาไม่ได้คิดให้มากความอีก ตั้งมั่นตบะต่อไป
เวลาผ่านไปอีกราวๆ สี่ปี หานเจวี๋ยก็เริ่มทะลวงระดับ
อู้เต้าเจี้ยนถูกเขาไล่ออกมาจากถ้ำเทวา
“นายท่านทะลวงระดับอีกแล้วหรือ” ไก่คุกรัตติกาลเบิกตาไก่กว้างพลางเอ่ยถาม
หากไม่มีใครมาเยี่ยมเยียน หานเจวี๋ยก็จะไม่ไล่อู้เต้าเจี้ยนออกมา
อู้เต้าเจี้ยนแค่นเสียงกล่าว “พักนี้ข้าฝึกบำเพ็ญมรรคกระบี่อย่างหนึ่ง พวกเรามาแลกมือกันเถอะ”
“มาสิ ท่านไก่อย่างข้ากลัวเจ้ารึ”
ไก่คุกรัตติกาลรับคำท้า
‘สู้ไม่ชนะฟางเหลียง มู่หรงฉี่ ก็ยังสู้ไม่ชนะเศษหญ้าอย่างเจ้าด้วยหรือ’
จากนั้น ไก่คุกรัตติกาลก็พ่ายแพ้แล้ว
อีกาทองสองตัวอดหัวเราะเยาะมันไม่ได้ ราชามังกรสามหัวเองก็รู้สึกถึงอันตราย
‘แม้แต่พรสวรรค์ของเจ้าภูตหญ้านี่ก็เก่งกาจเพียงนี้เชียว?
ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วเขาต้องถูกแซงหน้าแน่!’
ฉู่ซื่อเหรินจ้องมองอู้เต้าเจี้ยน ครุ่นคิดใคร่ครวญ
ไม่รู้ด้วยเหตุใด มรรคกระบี่ที่อู้เต้าเจี้ยนร่ายสำแดงทำให้เขางุนงงอย่างบอกไม่ถูก
ครึ่งปีต่อมา
หานเจวี๋ยทะลวงระดับเซียนแท้วัฏจักรระยะต้นได้สำเร็จ!
พลังเวทพุ่งทะยาน จิตวิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลง หานเจวี๋ยเกือบอดคำรามยาวออกมาไม่ได้
‘รู้สึกชะมัด!’
เขารีบตรวจดูหน้าจอแสดงคุณสมบัติของตัวเอง
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 1,191/ 37,800,531]
[เผ่าพันธุ์: มนุษย์เซียน]
[ตบะ: ระดับเซียนแท้วัฏจักรระยะต้น]
…
อายุขัยสามสิบล้านกว่า เกือบถึงสี่ล้านปี!
อะไรกันที่เรียกว่าความรู้สึกปลอดภัย
นี่แหละคือความรู้สึกปลอดภัย!
หานเจวี๋ยหัวเราะอย่างพึงพอใจ
ชีวิตของเขาเพิ่งผ่านช่วงเวลาไปเพียงหนึ่งในสามหมื่นเท่านั้น
ชะตาชีวิตช่างยาวไกลจริงๆ!
[ตรวจสอบพบว่าท่านทะลวงระดับเซียนแท้วัฏจักรแล้ว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ทันที สร้างชื่อเสียงเกรียงไกร จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[สอง ยังไม่สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ชั่วคราว อยู่ห่างจากการแก่งแย่งช่วงชิง จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
หานเจวี๋ยเห็นเช่นนี้ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เลือกตัวเลือกที่สองในทันที
‘เพิ่งเป็นเซียนแท้ก็คิดอยากสร้างชื่อระบือแดนเซียนแล้ว?
รนหาที่ตาย!’
จักรพรรดิเซียนยังสังหารจนร่วงหล่นได้ ไม่สิ แม้แต่ต้าหลัวก็ยังไปเกิดใหม่ได้ หานเจวี๋ยก็ไม่กล้าไปอาละวาดแดนเซียนหรอก
[ท่านเลือกยังไม่สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ชั่วคราว ได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับยอดสมบัติไท่อี่ชั้นสุดยอด–รองเท้าไอม่วงสะท้อนแสง]
[รองเท้าไอม่วงสะท้อนแสง: ยอดสมบัติไท่อี่ชั้นสุดยอด เพิ่มระดับความเร็วท่าร่าง สามารถข้ามเวลาหมื่นโลกทั่วหล้าได้อย่างง่ายดาย]
‘ไม่เลวเลย!’
หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ดีใจเกินไปนัก เขายังไม่อยากข้ามเวลาท่องหมื่นโลกทั่วหล้าในตอนนี้
เขาทำให้ตบะมั่นคงต่อไป
ครึ่งปีต่อมา เขานำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มการเฉลิมฉลอง
หลังจากสาปแช่งศัตรูทั้งหมดไปหนึ่งรอบ เขาจึงหยัดกายเดินออกจากถ้ำเทวาด้วยความพอใจเต็มเปี่ยม
โจวหมิงเยวี่ยยังคุกเข่าอยู่ที่เชิงเขา หานเจวี๋ยจึงให้ฉู่ซื่อเหรินไปรับโจวหมิงเยวี่ย
คนอื่นๆ พลอยได้ยิน หานเจวี๋ยจะรับศิษย์อีกแล้ว!
อยู่ด้วยกันมานานเพียงนี้ พวกเขาล้วนพบว่าคนที่สามารถเข้าตาหานเจวี๋ยได้ล้วนมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งกันทั้งนั้น
‘หรือว่าครั้งนี้…’
อู้เต้าเจี้ยนตื่นเต้นขึ้นมา ภาวนาให้เป็นศิษย์หญิง
บทที่ 192
หลังจากฉู่ซื่อเหรินพาโจวหมิงเยวี่ยขึ้นมาบนเขา อู้เต้าเจี้ยนก็รู้สึกผิดหวัง
แม้เจ้าหมอนี่จะหน้าตาคล้ายสตรี แต่กลิ่นอายกลับเป็นผู้ชาย
โจวหมิงเยวี่ยตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ในที่สุดก้ได้รับการยอมรับจากเทพเซียนแล้ว!
เขาก็คุกเข่านานถึงยี่สิบปีเชียวนะ!
ชีวิตมนุษย์จะมีสักกี่ยี่สิบปีกัน
พวกไก่คุกรัตติกาล ถูหลิงเอ๋อร์และราชามังกรสามหัวต่างพากันมาห้อมล้อมโจวหมิงเยวี่ย มองสำรวจอย่างถี่ถ้วน
การที่หานเจวี๋ยรับเข้าสำนักได้ ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไปอย่างแน่นอน!
หานเจวี๋ยยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่ได้สนใจโจวหมิงเยวี่ยเลย
ฉู่ซื่อเหรินพาโจวหมิงเยวี่ยมุ่งหน้ามาคุกเข่ากราบหานเจวี๋ย
“นับแต่นี้ไป เขาก็คือศิษย์ของเจ้า มีเจ้าคอยอบรม”
หานเจวี๋ยเอ่ยปากด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ได้ยินเช่นนี้ ฉู่ซื่อเหรินก็อึ้งไป
โจวหมิงเยวี่ยเองก็อึ้งไปเช่นกัน รีบร้อนกล่าวว่า “ข้าจะกราบผู้อาวุโสเช่นท่านเป็นอาจารย์ ไม่อยากกราบไหว้คนทั่วไปเป็นอาจารย์!”
ฉู่ซื่อเหรินขมวดคิ้ว
ไก่คุกรัตติกาลกล่าวยิ้มๆ “คนทั่วไปผู้นี้ก็เป็นยอดผู้บำเพ็ญระดับสุญตาแล้ว เจ้าแน่ใจหรือว่าไม่กราบ”
โจวหมิงเยวี่ยเบิกตาโต มองฉู่ซื่อเหรินอย่างไม่อยากจะเชื่อ
สำหรับระดับรวมแก่นปราณแล้วระดับสุญตาก็เรียกได้ว่าห่างไกลกันลิบ เหตุใดเขาถึงคิดไม่ถึงว่าฉู่ซื่อเหรินที่ผมหงอกขาว ดูท่าทางเหมือนตาเฒ่าป่าเถื่อนกลับเป็นถึงผู้แข็งแกร่งเพียงนี้
‘ช้าก่อน!’
ฉู่ซื่อเหรินยังแกร่งเพียงนี้ ถ้าเช่นนั้น…
โจวหมิงเยวี่ยมองไปทางหานเจวี๋ย สายตายิ่งลุกวาวมากขึ้นไปอีก
หานเจวี๋ยเอ่ยปากกล่าวว่า “หากเจ้าไม่ยินดี เช่นนั้นก็ลงเขาไปเสีย”
โจวหมิงเยวี่ยได้ยินก็ตกใจ รีบตอบตกลงเป็นพัลวัน
จนถึงยามนี้ ศิษย์รุ่นที่สี่คนแรกของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็ปรากฏตัวแล้ว
หานเจวี๋ยไม่ยี่หระโจวหมิงเยวี่ยอีก เริ่มเฝ้าสังเกตดูต้นฝูซัง
ฉู่ซื่อเหรินลากโจวหมิงเยวี่ยไปยังบริเวณที่ไกลออกไป ก่อนจะเริ่มพิธีกราบอาจารย์
สำหรับโจวหมิงเยวี่ยนั้น ฉู่ซื่อเหรินก็ยังคงวาดหวังอยู่มาก ถึงอย่างไรก็เป็นศิษย์คนแรกของเขา
หลังจากหานเจวี๋ยรดน้ำเซียนให้ต้นฝูซังเสร็จก็กลับเข้าไปภายในถ้ำเทวาฟ้าประทานเพื่อฝึกบำเพ็ญต่อไป
เขายกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ของตนก่อนเป็นอย่างแรก
ไม่ได้มาแม่น้ำมรรคกระบี่นานแล้ว หานเจวี๋ยยังบ่นคิดถึงจั้งกูซิงอยู่
ครั้งนี้ เขาไม่ได้เปิดเผยตบะ แสร้งว่าตบะยังอยู่ในระดับเซียนสวรรค์
จั้งกูซิงดูราวจะมีความเกี่ยวข้องกับวังเทพ วังเทพกับวังสวรรค์ก็ไม่ได้ถูกกันนัก ยามนี้หานเจวี๋ยจึงไม่อาจสำแดงตบะต่อเขาได้อย่างสนิทใจ หากวันใดถูกหักหลังขึ้นมาเล่าจะทำอย่างไร
ได้พบจั้งกูซิงอีกครั้ง หานเจวี๋ยกล่าวทักทายอย่างยิ้มแย้ม
จั้งกูซิงเอ่ยถามว่า “เจ้าเข้าร่วมวังสวรรค์แล้ว?”
ตรงประเด็นเพียงนี้เชียว
หานเจวี๋ยกล่าว “นับว่าเข้าร่วมแล้ว และก็ไม่นับว่าเข้าร่วม ข้ายังไม่ได้เข้าสู่วังสวรรค์ ยังคงรั้งอยู่ที่โลกมนุษย์”
“หมายความว่าอย่างไร เจ้าไม่คิดจะขึ้นสวรรค์หรือ ในเมื่อจักรพรรดิสวรรค์ไม่ได้ชำระล้างโลกมนุษย์ เช่นนั้นก็หมายความว่ายอมรับเจ้าแล้ว เหตุใดเจ้าถึงปล่อยโอกาสให้หลุดไปเล่า”
“ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าวังสวรรค์ลึกล้ำสุดหยั่ง โลกเบื้องบนอันตราย เลยอยากอยู่ฝึกบำเพ็ญที่โลกมนุษย์ อยู่ห่างจากความขัดแย้ง”
“หลบซ่อนไปทั่ว เจ้าจะไม่สามารถบรรลุจักรพรรดิเซียนได้ อาศัยการเพียรบำเพ็ญอาจบรรลุเซียนทอง แต่หากคิดอยากบรรลุระดับจักรพรรดิเซียน จำเป็นต้องผ่านประสบการณ์โลกีย์ ช่วงชิงโชคชะตา หลังจากนั้นเป็นจักรพรรดิเซียน ลมหายใจเดียวยังอยู่ วัฏจักรไม่ดับสูญ”
จั้งกูซิงกล่าวอย่างจริงจังยิ่งนัก
หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ “เช่นนั้นก็รอให้ข้าบำเพ็ญตบะถึงระดับเซียนทองก่อนค่อยว่ากัน”
คุณสมบัติของเขาแสนล้ำเลิศเชียว อีกทั้งยังฝึกบำเพ็ญวิชายุทธ์จักรพรรดิเซียนอีก ไม่เห็นจำเป็นต้องแส่หาเรื่องไปทั่วเลยจริงๆ
หากกลายเป็นไก่รองบ่อนให้กับตัวเอกบางคน นั่นไม่ต้องพลาดตายตอนจบ สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่นเปล่าๆ หรอกหรือ
ลำพังแค่โลกเมฆาแดงก็มีพวกพลิกฟ้ามากมายเพียงนี้แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงโลกมนุษย์อีกหลายพันแห่งที่เหลือ โลกเบื้องบนยิ่งน่าสะพรึงถึงขั้นยากจะจินตนาการ
ผู้แข็งแกร่งเช่นจักรพรรดิสวรรค์ ในวังสวรรค์ยังไม่กล้ากระทำการผลีผลาม หานเจวี๋ยคิดว่าตัวเองฉลาด แต่ไม่ใช่พวกไร้กลยุทธ์เด็ดขาด อุบายเหนือชั้นกว่ามังกรหลับหงส์ดรุณ
แทนที่จะไปแข่งเชาวน์แข่งหาญกับวังสวรรค์ ไม่สู้สงบใจบำเพ็ญตบะที่โลกมนุษย์ ไม่คุกคามคนอื่นใด
จั้งกูซิงส่ายหน้าหลุดยิ้ม
จู่ๆ เขาพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ กล่าวว่า “เรื่องที่เทพปีศาจอาละวาดวังสวรรค์ก่อนหน้านี้ถึงแม้จะยุติลงแล้ว แต่ก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เทพปีศาจเป็นพญาของเผ่าปีศาจ นำกองทัพปีศาจนับล้านคะนองศึกอาบเลือด ผลสุดท้ายผู้ที่ได้ผลประโยชน์คือสำนักพุทธ นี่ทำให้เผ่าปีศาจรวมถึงวังปีศาจไม่พอใจเป็นอย่างมาก โลกเบื้องบนก็อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ขึ้นเช่นกัน”
เรื่องนี้ยังไม่จบอีกหรือ
หานเจวี๋ยกล่าวถากถาง “หรือว่าสำนักพุทธวางแผนเส้นทางสู่ทิศประจิม เตรียมให้คนของวังปีศาจและวังสวรรค์เข้าร่วม และวางด่านยากร้ายแรงไว้ระหว่างทาง ฆ่ามารสังหารมารปีศาจโดยผ่านมือผู้เดินทางสู่ประจิม สร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่สำนักพุทธ?”
จั้งกูซิงกล่าวอย่างสงสัย “เจ้าถือกำเนิดที่โลกมนุษย์จริงๆ หรือ ไม่ได้ระลึกอดีตชาติ?”
หานเจวี๋ยอึ้งไป หรือว่าเขาทายถูกแล้ว
หืม?
ไซอิ๋วไม่ได้เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นหรือ
“ก่อนหน้านี้นานมาแล้ว สำนักพุทธเคยวางอุบายใหญ่โตเช่นนี้จริงๆ และก็สำเร็จ ดังนั้นสำนักพุทธถึงได้รุ่งเรืองเฟื่องฟูเหมือนเช่นทุกวันนี้ สำนักเต๋าเองก็ถดถอยเพราะเหตุนี้ด้วย เพียงแต่ต่อมาห้ามหาบรรพชนพุทธของสำนักพุทธแบ่งภาคปรากฏตัว ถึงขั้นบังเกิดการต่อสู้ เป็นผลให้สำนักพุทธตกต่ำลงในคราเดียว และเป็นโอกาสให้วังเทพได้ผงาดขึ้นมา”
“วังเทพนับเป็นขุมอำนาจที่ผงาดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วที่สุดในบรรดาขุมอำนาจใหญ่ของโลกเบื้องบน และเป็นขุมอำนาจที่มีจำนวนจักรพรรดิเซียนมากที่สุดของโลกเบื้องบนในปัจจุบัน”
วาจาของจั้งกูซิงทำให้หานเจวี๋ยตกใจ
ขุมอำนาจที่มีจำนวนจักรพรรดิเซียนมากที่สุด?
‘บัดซบ! ข้ายืนผิดค่ายทัพแล้วใช่หรือไม่’
เมื่อดูเช่นนี้แล้ว วังเทพก็มีอนาคตมากกว่าอีก!
จนใจที่มู่หรงฉี่มีความแค้นกับวังเทพ อีกทั้งต่อให้เขาไปวังเทพ ก็ใช่ว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างดีเหมือนเช่นที่จักรพรรดิสวรรค์ปฏิบัติต่อเขา
‘จะคิดเช่นนี้ไม่ได้
ต้องเห็นค่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า!’
หานเจวี๋ยปรับสภาวะจิต
ทั้งสองพูดคุยกันอีกครู่หนึ่ง หานเจวี๋ยก็ขอตัวลาไปก่อน
หนึ่งปีหลังจากนั้น หานเจวี๋ยมาที่แม่น้ำมรรคกระบี่บ่อยครั้ง เหมือนกลับบ้านอย่างไรอย่างนั้น
…
เจ็ดปีต่อมา
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งมุ่งหน้ามาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย
มหาเคราะห์เทพเซียนผ่านไปหลายสิบปีแล้ว ถึงแม้มนุษย์โลกไม่อยากรื้อฟื้น แต่ใครๆ ต่างก็ยังจดจำเรื่องนี้ได้ โดยเฉพาะในแดนบำเพ็ญพรต สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ถูกทำให้ศักดิ์สิทธิ์เพราะหานเจวี๋ย
หลายปีมานี้ สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แข็งแกร่งยิ่งใหญ่อย่างรวดเร็ว ยอดฝีมือสูงของสำนักอย่างนักพรตเต๋าจิ่วติ่ง หลิ่วปู๋เมี่ย หวงจุนเทียนต่างวุ่นกันจนหัวหมุน
“มีเรื่องใดหรือ” หานเจวี๋ยยิ้มพลางเอ่ยถาม
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเป็นผู้บำเพ็ญระดับรวมกายา แต่ว่ายามเผชิญหน้ากับหานเจวี๋ย เขาก็ยังประหม่ามากอย่างเห็นได้ชัด
คนตรงหน้าผู้นี้เป็นถึงผู้ทรงพลังน่ากลัวเกรงที่แม้กระทั่งเทพเซียนก็ยังไม่อาจเป็นศัตรูด้วยได้!
หากกล่าวแบบไม่น่าฟัง หานเจวี๋ยในตอนนี้ก็คือเจ้าสำนักของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ หากให้ผู้บำเพ็ญของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เลือกระหว่างพวกเขาสองคน คงไม่มีผู้ใดเลือกเขาแน่
ในใจของเหล่าผู้บำเพ็ญสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ หานเจวี๋ยเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจแล้ว
“ยังจำโจวฝาน โม่ฟู่โฉวได้หรือไม่” นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเอ่ยถาม
หานเจวี๋ยพยักหน้า
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งกล่าวต่อ “สองคนนี้รวมหัวกันอีกแล้ว อีกทั้งยังปรามาสดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกมากมาย คนที่ล่วงเกินนับวันยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นมีคนเชิญสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ร่วมกันล้อมกรอบพวกเขาสองคน ท่านคิดว่า…”
โจวฝานและโม่ฟู่โฉวเป็นหนึ่งในสหายจำนวนน้อยนิดของหานเจวี๋ย นักพรตเต๋าจิ่วติ่งรู้ดี ดังนั้นจึงตั้งใจมาถามหานเจวี๋ยโดยเฉพาะ
หานเจวี๋ยกล่าวตอบว่า “ท่านจัดการตามสมควรเถิด ผ่านไปนานหลายปีเพียงนี้ พวกเขาก็ไม่ได้ถือเป็นศิษย์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แล้ว ไม่ต้องเอาแต่คิดว่าพวกเขามีความเกี่ยวข้องกับข้า หากพวกเขาบุ่มบ่าม เป็นคนชั่วจริงๆ ควรกำจัดก็กำจัดเสีย”
พันปีผ่านไป ทุกสิ่งคงเดิมคนกลับเปลี่ยนไปเสียนานแล้ว
จิตใจมนุษย์ผ่านไปไม่กี่ปีก็เปลี่ยนแล้ว นับประสาอะไรกับพันปี
แม้ระดับความประทับใจที่สองคนนี้มีต่อหานเจวี๋ยจะไม่ได้ลดลง แต่หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ติดค้างอะไรพวกเขา
ทุกคนล้วนมีเส้นทางของแต่ละคน หานเจวี๋ยไม่อยากวุ่นวายให้มาก เว้นแต่ติดค้างผลกรรมกันไว้
“ข้าเข้าใจแล้ว”
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเอ่ยตอบ จากนั้นก็เล่าสถานการณ์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ในช่วงนี้ให้หานเจวี๋ยได้ฟังหนหนึ่ง หานเจวี๋ยไม่อยากยุ่งวุ่นวาย และไม่ได้ออกความคิดเห็นด้วย
กระทั่งหลังจากเขาจากไป หานเจวี๋ยก็หยิบป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา ด้วยอยากดูว่าระยะนี้พวกโจวฝานสองคนนั่นกำลังวางแผนพิเรนทร์อะไรกันอยู่
ไม่นาน หานเจวี๋ยพลันสะเทือนอารมณ์
‘สองคนนี้…’
บทที่ 193
ยามโพล้เพล้อาทิตย์ลาลับ ประกายแสงแดดที่หลงเหลืออยู่ดุจสีเลือด
ที่ราบทิ้งร้างแผ่ขยายรอยแยก หุบเขากระจายตัว บนหน้าผาที่สูงชันแห่งหนึ่งมีเงาร่างสองสายนั่งอยู่
นั่นก็คือโจวฝานและโม่ฟู่โฉวนั่นเอง
ทั้งสองนั่งขัดสมาธิเคียงไหล่กัน คล้ายกำลังฝึกบำเพ็ญวิชายุทธ์บางอย่าง
เหนือศีรษะของทั้งคู่มีไอดำมืดกระจุกหนึ่งลอยวนเวียน
หานเจวี๋ยรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของเซียนแท้หอบหนึ่ง
‘เซียนแท้ไท่อี่!
โลกเมฆาแดงจะมีเซียนแท้ไท่อี่คนที่สองได้อย่างไร’
หานเจวี๋ยตระหนักได้ทันทีว่าตนเองถูกแทรกแซงเข้าแล้ว
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง ห้อทะยานตรงไปหยุดอยู่ที่ด้านหลังโจวฝานและโม่ฟู่โฉวทันที ตลบม้วนแขนเสื้อคราหนึ่ง ไล่ไอดำมืดกระจุกนั้นออกไป
หลังจากนั้นไม่นาน หานเจวี๋ยมาถึงอีกฝั่งหนึ่งของฟ้าดิน บริเวณที่ไร้ผู้คน
เขายกมือขวาขึ้น กลางฝ่ามือปรากฏไอดำมืดที่ลอยปรากฏก่อนหน้านี้
“สหายเต๋า! ข้าไม่ได้ทำลายโลกมนุษย์ของเจ้าเสียหน่อย!”
กลางไอดำมืดมีเสียงเย็นเยียบสายหนึ่งดังลอยออกมา เมื่อถูกหานเจวี๋ยจับได้ เขาก็ไม่ได้ลนลานแม้แต่น้อย
[มหาจักรพรรดิอมตะเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]
มหาจักรพรรดิอมตะ?
ฟังแล้วข่มขวัญคนอย่างมาก!
หานเจวี๋ยรีบตรวจดูข้อมูลของเขาผ่านค่าความสัมพันธ์ทันที
[มหาจักรพรรดิอมตะ: ระดับเซียนทองไท่อี่ระยะกลาง จักรพรรดิเซียนโลกเบื้องบน เผชิญกับการล้อมโจมตีจากเหล่าจักรพรรดิเซียนแห่งวังเทพ ตัวตายมรรคผลสลาย ผ่านไปล้านปี หลังจากนั้นถึงบำเพ็ญจนได้ระดับเซียนทองไท่อี่อีกครั้ง มหาจักรพรรดิอมตะใช้พลังวิเศษแบ่งย่อยดวงวิญญาณนับพันนับหมื่น เสาะหาผู้สืบทอดของตนทั่วหมื่นโลกปวงสวรรค์ คิดอยากก่อตั้งขุมอำนาจใหญ่เหมือนอย่างวังเทพ เนื่องด้วยท่านแทรกแซงแผนการของเขา จึงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]
‘จักรพรรดิเซียน?’
หานเจวี๋ยตกใจ
เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วน นี่ก็แค่จิตวิญญาณเท่านั้น!
เขาจะต้องกลัวอะไร
แค่จิตวิญญาณก็สามารถมีตบะเซียนแท้ได้ มหาจักรพรรดิอมตะช่างมีของอยู่บ้างจริงๆ
หานเจวี๋ยแค่นเสียงกล่าว “รุกรานวังสวรรค์โลกมนุษย์ ละเมิดกฎสวรรค์ ข้าจะไปหาผู้อาวุโสตี้ไท่ไป๋เดี๋ยวนี้”
มหาจักรพรรดิอมตะได้ยินก็รีบร้องเรียกเป็นพัลวัน “สหายเต๋า! มีเรื่องใดก็พูดคุยกันดีๆ เถิด!”
“พูดคุยอย่างไร สองคนที่เจ้าคัดเลือกเป็นคนของข้า เจ้าว่าเจ้าทำเกินไปหรือไม่”
“…”
มหาจักรพรรดิอมตะลอบสบถ
‘มิน่าเจ้าเด็กเส็งเคร็งสองคนนั่นถึงได้ดวงแข็งถึงเพียงนั้น ที่แท้ก็มีมนุษย์เซียนคอยหนุนหลังอยู่นี่เอง’
มหาจักรพรรดิอมตะจมสู่ภวังค์นิ่งเงียบ
หานเจวี๋ยเองก็ลังเลอยู่เช่นกันว่า ควรจะฉีกเนื้อเถือหนังมหาจักรพรรดิอมตะนี่เลยดีหรือไม่
มหาจักรพรรดิอมตะเอ่ยปากกล่าวว่า “สหายเต๋า เรื่องนี้ถือเป็นความผิดของข้า หลังจากนี้จะไม่มาอีก ปล่อยจิตวิญญาณสายนี้ของข้าไปเถอะนะ”
หานเจวี๋ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง ต่อให้บีบจิตวิญญาณสายนี้แตกสลาย ก็ไม่สามารถสังหารอีกฝ่ายให้ตายได้ เหตุใดต้องสร้างความเกลียดชังฝังลึกด้วย
“เช่นนั้นเจ้าก็ไปเสียเถิด”
หานเจวี๋ยปล่อยไอดำมืดออกมา ค่อยๆ แทรกซึมตราประทับหกวิถีเข้าไปข้างใน
ไอดำมืดหนีออกจากโลกเมฆาแดงด้วยความรวดเร็ว
หลังจากแน่ใจว่ากลิ่นอายของเขาหายไปแล้ว หานเจวี๋ยจึงกลับไปที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนอีกครั้ง
และทั้งหมดนี้ โจวฝานและโม่ฟู่โฉวล้วนไม่สัมผัสถึงด้วยซ้ำ
หลังผ่านไปนานหลายปี พวกเขาจึงตระหนักได้ว่าผู้ทรงพลังที่คิดอยากรับพวกเขาเป็นศิษย์ในตอนนั้นหายตัวไปแล้วจริงๆ
หลังกลับมาถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มทำภารกิจประจำวัน
หลายเดือนต่อมา เขาถึงสาปแช่งมหาจักรพรรดิอมตะในตอนท้าย
เมื่อเป็นเช่นนี้ มหาจักรพรรดิอมตะน่าจะไม่สงสัยมาถึงตัวเขา
อย่างไรเสียจิตวิญญาณของมหาจักรพรรดิอมตะก็แยกส่วนนับพันนับหมื่น ศัตรูคู่แค้นนับจำนวนไม่หวาดไม่ไหว
หลังจากสาปแช่งเสร็จแล้ว หานเจวี๋ยนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา เล่าเรื่องของมหาจักรพรรดิอมตะให้ตี้ไท่ไป๋ฟัง เลี่ยงไม่ให้มหาจักรพรรดิอมตะคิดแค้นไม่ยอมเลิกรา
“มหาจักรพรรดิอมตะ? เจ้าหมอนี่กลับยังรอดชีวิตอยู่อีกหรือ” เสียงของตี้ไท่ไป๋ดังลอยออกมาจากป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “เขาจะโผล่มาอีกหรือไม่”
“เรื่องนี้ข้าจะกราบทูลฝ่าบาทเอง อย่างไรเสียมหาจักรพรรดิอมตะก็เป็นจักรพรรดิเซียน เจ้าวางใจเถิด เขาไม่โผล่มาอีกแน่”
เมื่อได้รับการยืนยันจากตี้ไท่ไป๋ คราวนี้หานเจวี๋ยจึงสงบใจลง
อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ว่า “มหาจักรพรรดิอมตะคือใครหรือ”
หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้ปิดบัง เล่าขอบเขตพลังเหนือระดับมหายานให้อู้เต้าเจี้ยนได้ฟัง
เซียนทองไท่อี่ทำเอาอู้เต้าเจี้ยนตกใจจนหน้าซีดขาว
“เหนือฟ้ายังมีฟ้า เหนือคนยังมียอดคน พวกเรายังอ่อนแอมากนัก จะประมาทไม่ได้ ศัตรูของนายท่านอย่างข้ามีไม่น้อย เจ้าจำเป็นต้องพยายามแข็งแกร่งขึ้น ยามวิกฤตคับขันยังพอช่วยชีวิตข้าได้” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง
อู้เต้าเจี้ยนพยักหน้าอย่างขันแข็ง ภายในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกอันตราย
นางฝึกบำเพ็ญมรรคกระบี่เทียมฟ้าต่อไป
หานเจวี๋ยพยักหน้าลงอย่างพึงพอใจ
เขาเริ่มฝึกบำเพ็ญวิชาวัฏจักรหกวิถี
หลังจากทะลวงถึงระดับเซียนแท้วัฏจักร พลังภายในวิชาวัฏจักรหกวิถีก็เปลี่ยนเป็นลึกล้ำสุดหยั่ง หานเจวี๋ยเริ่มฝึกบำเพ็ญก็สามารถเชี่ยวชาญได้ภายในเวลาอันสั้น
เพียงแต่อายุขัยของเขายืนยาวแล้ว เขาก็ไม่รีบร้อนแม้แต่น้อย
…
สิบเจ็ดปีต่อมา
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็เรียนบทเซียนแท้ของวิชาวัฏจักรหกวิถีจนแตกฉานอย่างสมบูรณ์ ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญเพิ่มพูน ในขณะเดียวกันก็รู้แจ้งพลังวิเศษใหม่
เนตรเทพสังสารวัฏ สามารถมองทะลุอดีตชาติและปัจจุบันชาติของสรรพชีวิตได้ หลังจากฆ่าสังหารศัตรูแล้ว สามารถดูดซับโชคชะตาที่ศัตรูสั่งสมไว้ในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ เผด็จการหาที่เปรียบ
วิธีใช้งานของพลังวิเศษนี้มากมายใหญ่หลวง เพียงแต่ตอนนี้หานเจวี๋ยยังไม่อยากร่อนเร่ไปดูดซับโชคชะตาไปทั่ว
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อไป เสริมตบะ บากบั่นทะลวงระดับเซียนแท้วัฏจักรระยะกลางโดยเร็ววัน
หลังจากบรรลุระดับเซียนแท้แล้ว ความเร็วในการทะลวงก็ช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ความเร็วรวมปราณของเขาห่างชั้นจากเมื่อก่อนอยู่หลายโข เพียงแต่ไอเซียนที่จำเป็นต่อการทะลวงระดับเซียนแท้นั้นมากมายมหาศาลเกินไป
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญไปพลาง เรียกจดหมายออกมาตรวจดูไปพลาง
[จี้เซียนเสินสหายของท่านหยั่งรู้ถึงนัยแท้ของมรรคาสวรรค์ที่ริมแม่น้ำสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มพูน]
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านออกจากแดนเซียน]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านหลงเข้าไปในแดนลึกลับบรรพกาล เคี่ยวกรำพลังวิเศษหมื่นบรรพกาล]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x249983
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการล่อลวงจากปรมาจารย์มาร บังเกิดมารในใจ]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านได้รับการชี้แนะจากเทพเซียนในห้วงฝัน]
[หลงซั่นสหายของท่านรู้แจ้งพลังวิเศษไท่อี่ พลังมรรคเพิ่มพูน]
…
ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่อะไรนัก
เพียงแต่หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าฟางเหลียงได้รับการชี้แนะจากเทพเซียน
‘นี่มันเรื่องอะไรกัน! วังสวรรค์ก็มีคนอยากแทรกแซงเขาเหมือนกันหรือ’
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
รอฟางเหลียงกลับมา เขาต้องถามให้รู้เรื่องเสียหน่อยแล้ว
หานเจวี๋ยมองดูครู่หนึ่ง ก่อนตั้งสมาธิฝึกบำเพ็ญ
ครึ่งปีต่อมา
เซียนซีเสวียนกลับมา และเป็นฝ่ายมาหาหานเจวี๋ยด้วยตัวเอง
หานเจวี๋ยให้อู้เต้าเจี้ยนออกไปจากถ้ำเทวา และอยู่กันตามลำพังกับเซียนซีเสวียน
“ข้าได้รับเทียบจดหมายในแดนลับแห่งหนึ่ง เจ้าสามารถอาศัยจดหมายนี้เข้าร่วมสำนักบำเพ็ญเซียนสาขาหนึ่งของโลกเบื้องบนได้ เจ้าอยากไปหรือไม่” เซียนซีเสวียนกล่าวขึ้นหลังจากนั่งลง
ความสัมพันธ์ระหว่างหานเจวี๋ยกับวังสวรรค์ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ มนุษย์โลกรู้เพียงว่าวังสวรรค์ไม่เล่นงานโลกมนุษย์อีกต่อไปแล้ว
หานเจวี๋ยรับเทียบจดหมายมาตรวจดู เป็นสำนักสาขาหนึ่งที่มีนามว่าเกาะดาวเหนือ ก่อตั้งมาหลายแสนปีแล้ว รากฐานพลังแข็งแกร่ง
เจ้าแห่งเกาะดาวเหนือก็เป็นผู้สำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์จากโลกเมฆาแดง คิดถึงบ้านเกิดเมืองนอนมาโดยตลอด
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เจ้าอยากไปหรือ ข้ายังไม่อยากขึ้นสวรรค์ในตอนนี้”
เซียนซีเสวียนส่ายหน้ากล่าว “ตบะเช่นนี้ของข้าสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ก็เหมือนไปตายเปล่า”
“เช่นนั้นก็อยู่ต่อเถิด ภายหน้าหากคิดอยากขึ้นสวรรค์ ก็ไปเกาะดาวเหนือได้” หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ คืนเทียบจดหมายให้เซียนซีเสวียน
ในขณะที่พลังวิญญาณของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ เซียนซีเสวียนก็ทะลวงถึงระดับสุญตาได้อย่างราบรื่น ปัญหาเรื่องข้อจำกัดก็ไม่ต้องหวั่นวิตกอีกต่อไป
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ปิดด่านฝึกฝนนานปี เริ่มเข้าใกล้ระดับสุญตาขึ้นมากแล้ว
เซียนซีเสวียนเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ว่า “เจ้าตั้งใจจะอยู่ที่โลกมนุษย์ไปตลอดหรือ”
หานเจวี๋ยพยักหน้า
เซียนซีเสวียนตั้งท่าจะพูดแต่ก็หยุดไป เดิมทีนางอยากเตือนหานเจวี๋ย แต่พอคิดอีกที คุณสมบัติของหานเจวี๋ยหาใช่คนทั่วไปจะจินตนาการได้อย่างสิ้นเชิง เหตุใดนางต้องร้อนรนใจด้วยเล่า
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนเซียนซีเสวียนจะจากไป
หานเจวี๋ยกำลังจะเรียกอู้เต้าเจี้ยนให้เข้ามา ทว่าเสียงสายหนึ่งก็ดังลอยกระทบโสตประสาทของหานเจวี๋ยขึ้น
“หานเจวี๋ย ข้าทะลวงระดับเซียนแท้ไท่อี่แล้ว กล้ามาประลองกับข้าที่ห้วงอากาศสักตั้งหรือไม่”
เสียงนี้ค่อนข้างคุ้นหูอยู่บ้าง
‘หืม? นี่ก็ไม่ใช่หลงซั่นโอรสจักรพรรดิสวรรค์หรอกหรือ’
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ‘เจ้านี่มาได้อย่างไรกัน’
เสียงของหลงซั่นแว่วเข้ามาอีกครั้ง “วางใจเถิด แค่แลกเปลี่ยนเรียนรู้เท่านั้น ไม่ว่าแพ้หรือชนะ ข้าล้วนไม่อาจทำให้เจ้าลำบากใจแน่”
บทที่ 194
หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาเบาๆ คราหนึ่ง
ส่งจี้เซียนเสินกลับไป หลงซั่นก็โผล่มาอีกคน
‘นี่ก็คือโชคชะตาใช่หรือไม่’
หานเจวี๋ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง แต่ก็ยังหยัดกายลุกขึ้นไปรับนัด
ฝึกบำเพ็ญมาหลายสิบปี ออกไปประลองเวทสักหน่อยก็ไม่เลวเหมือนกัน
หลงซั่นเกิดความประทับใจในตัวเขา น่าจะไม่ถึงขั้นดับทำลายเขา คาดว่าคงอยากประลองเวทจริงๆ
ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยอาศัยการเหยียบหลงซั่นขึ้นสู่ตำแหน่ง ครั้งนี้ย่อมไม่อาจออมมือเป็นธรรมดา
หากเขาพ่ายแพ้ให้กับหลงซั่น ก็แสดงว่าพรสวรรค์ของเขาไม่สู้หลงซั่น แล้วจักรพรรดิสวรรค์จะมองเขาอย่างไร
หานเจวี๋ยยังจะวาดฝันการฝึกบำเพ็ญอย่างสงบใจภายใต้การคุ้มครองของจักรพรรดิสวรรค์ได้อย่างไรกัน
ห้วงอากาศ ว่างเปล่าเบาหวิว ไร้แสงสว่าง
หานเจวี๋ยปรากฏกายต่อหน้าหลงซั่น บนร่างของทั้งสองล้วนแผ่ลำแสงออกมาจางๆ นั่นก็คือพลังเซียน สามารถทำให้พวกเขาอยู่รอดในห้วงอากาศว่างเปล่าได้
หลงซั่นยังคงสวมชุดเกราะสีเงินทั้งกาย บุคลิกผ่าเผย มุมปากแทบขยับโค้งเกือบถึงฟากฟ้า
‘มั่นใจในตัวเองยิ่งนัก!
ไม่สิ!
หลงระเริงต่างหาก!’
นี่คือความรู้สึกในคราแรกของหานเจวี๋ยที่ได้เห็นหลงซั่น
หลงซั่นเอ่ยถามด้วยแววตาลุกโชน “หานเจวี๋ย ตบะของเจ้าเป็นอย่างไร”
เพราะการปกปิดของระบบ ตบะของหานเจวี๋ยจึงยังอยู่ในระดับเซียนสวรรค์วัฏจักรระยะกลาง
หานเจวี๋ยกล่าว “ข้าก็บรรลุเซียนแท้แล้วเช่นกัน”
ได้ยินเช่นนี้ รอยยิ้มของหลงซั่นก็ค้างเติ่งในทันควัน
เขาเบิกตาโต ในใจอุบัติเกลียวคลื่นโหมกระหน่ำ
‘เป็นไปได้อย่างไร!
เขาต้องทนตรากตรำตั้งเท่าไรกว่าจะทะลวงถึงระดับเซียนแท้ แต่หานเจวี๋ยที่หลบอยู่ในโลกมนุษย์กลับ…’
“จริงรึ” หลงซั่นกัดฟันเอ่ยถาม
หานเจวี๋ยแบมือไหวไหล่กล่าวว่า “ข้าไม่เคยพูดปด”
หลงซั่นนิ่งเงียบ
หานเจวี๋ยเองก็ไม่รีบร้อนลงมือ
เนิ่นนานนัก
หลงซั่นสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง กล่าวว่า “รอให้ข้าบรรลุเซียนทองก่อนค่อยมาท้าประลองกับเจ้า ข้าจะต้องเหยียบย่างระดับเซียนทองก่อนเจ้าหนึ่งก้าวให้ได้!”
กล่าวจบ หลงซั่นก็หายลับไปจากจุดเดิม
หานเจวี๋ยเบิกบาน ช่างรู้กาลเทศะทีเดียว
เช่นนี้ก็ดี ไม่ต้องประสบการโจมตีที่ร้ายแรงยิ่งกว่านี้
เมื่อครู่เขาใช้แบบจำลองการทดสอบคัดลอกตบะของหลงซั่นแล้ว หลังจากนี้กลับไปอัดสักหน่อยก็ดี
…
ภูเขาเขียวขจี วารีใสมรกต นภดลสีคราม เมฆาขาวกระจ่าง
ภายใต้น้ำตกสายหนึ่ง โจวฝานและโม่ฟู่โฉวยืนอยู่ริมสายธาร ทอดสายตามองผืนน้ำ
ยามนี้พวกเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่สดใสเช่นในปีนั้นเสียนานแล้ว ทั้งสองล้วนเติบโตขึ้นมาก บนร่างของโม่ฟู่โฉวยิ่งมีความรู้สึกผ่านประสบการณ์โชกโชนอย่างหนึ่ง ส่วนบนร่างโจวฝานกลับมีกลิ่นอายของความชั่วร้าย สีหน้าทาบทับด้วยไอสังหาร ไม่สามารถปกปิดได้
“จะเอาเช่นนี้จริงๆ หรือ” โจวฝานขมวดคิ้วเอ่ยถาม
โม่ฟู่โฉวกล่าวอย่างใจเย็น “จี้เซียนเสินสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ พี่หานกลายเป็นเทพเซียน โลกมนุษย์นี้ไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ของพวกเราสองคนได้อีก เหตุใดไม่คว้าชื่อเสียงอันดับหนึ่งใต้หล้า ช่วงชิงโชคชะตา แล้วค่อยขึ้นสู่สวรรค์เล่า”
โจวฝานลังเล เขาตายมาหลายครั้งแล้ว จำเป็นต้องระมัดระวังรอบคอบ
ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นโม่ฟู่โฉวที่คอยติดตามเขา คอยบังลมกันฝนให้เขา เขารู้สึกติดค้างโม่ฟู่โฉวมาโดยตลอด เพราะอย่างนั้นชาตินี้จึงให้โม่ฟู่โฉวเป็นผู้ตัดสินใจ
เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่าหลังจากได้พบกันอีกครั้ง โม่ฟู่โฉวจะบ้าคลั่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ มักใหญ่ใฝ่สูงยิ่งนัก
“หากเจ้ากลัว เช่นนั้นก็หาที่ซ่อนตัวฝึกบำเพ็ญสักที่ บางทีอาจมีหวังเป็นเช่นพี่หานก็ได้” โม่ฟู่โฉวเหลือบสายตามองโจวฝานคราหนึ่ง เอ่ยเสียงเบา
ประโยคนี้แทงใจดำโจวฝานในทันที
โจวฝานยกหานเจวี๋ยเป็นต้นแบบมาโดยตลอด คิดว่าต้องพเนจรถึงจะเป็นการฝึกบำเพ็ญอย่างแท้จริง คิดไม่ถึงว่านับวันจะยิ่งไกลห่างออกไปทุกที
เขาไม่มีทางเลียนแบบวิถีของหานเจวี๋ยได้!
ไม่มีทางตลอดกาล!
“หากเจ้าอยากลุย เช่นนั้นข้าก็จะลุยเป็นเพื่อนเจ้า!”
โจวฝานแค่นเสียงกล่าว ‘เทียบหานเจวี๋ยไม่ได้ ยังเทียบกับคนทั่วหล้าไม่ได้ด้วยหรือ’
ใบหน้าของโม่ฟู่โฉวเผยรอยยิ้ม กล่าวว่า “ดีมาก เริ่มจากจวนเซียนสวรรค์ก่อน พวกเขาอยากไล่ล่าสังหารพวกเรานักไม่ใช่หรือ พวกเราก็ทำลายพวกเขากันเลยเถอะ!”
“ตกลง!”
ดวงตาของโจวฝานเองก็ฉายแววรอคอย
เวลานี้ ในป่าไม้มีเงาร่างอรชรสายหนึ่งเดินออกมา นางก็คือเซวียนซือซือศิษย์น้องของเซวียนฉิงจวิน นางคอยพิทักษ์โจวฝานมานานหลายปี
เซวียนซือซือทอดมองเงาหลังของทั้งสองคน คิ้วงามขมวดมุ่น
“สมควรตาย เจ้าหนูสองคนนี่คิดจะทำสิ่งใดอีก”
เซวียนซือซือเหนื่อยใจจริงๆ ติดตามโจวฝานมาหลายปีเพียงนี้ นางก็เหนื่อยแล้วจริงๆ
จู่ๆ นางก็พลันอยากตามศิษย์พี่หญิงสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ขึ้นมาเป็นอย่างมาก
ขืนตามต่อไป นางอาจจะตายเป็นได้ ศัตรูที่โจวฝานไปสร้างเรื่องด้วยนั้นเริ่มแข็งแกร่งกว่านางแล้ว นางอาจจะกลายเป็นแม้กระทั่งตัวถ่วงของโจวฝานก็ได้
‘เช่นนั้นหนีไปเลยดีหรือไม่’
เซวียนซือซือลังเล
ก่อนหน้านี้ที่เซวียนฉิงจวินให้นางคอยติดตามโจวฝานก็เพราะเรื่องของเผ่ามาร ยามนี้เผ่ามารยากจะหวนคืนเข้ามาอีกครั้ง นางติดตามต่อไปก็ไม่มีความหมายอะไรอีกแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เซวียนซือซือก็ถอยกลับเข้าไปในป่าเงียบๆ อีกครั้ง
โจวฝานคล้ายสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง เขาเหลียวหลังหันกลับไปมอง ดวงตาวาบแววสลด
เขาเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว
แต่เขามีวิถีของตน ไม่อาจบ้าบิ่นสิ้นคิด ละทิ้งทุกสิ่งเพื่อสตรีได้อีก
…
พริบตาเดียว
เวลาสามสิบปีผ่านไป
หานเจวี๋ยเข้าใกล้ระดับเซียนแท้วัฏจักรระยะกลางแล้ว แต่เขาใช้เวลาเกินกว่าห้าสิบปี นานกว่าระยะเวลาในการทะลวงระดับที่ผ่านมา
วันนี้ ซูฉีมาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย
เขาทะลวงถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์แล้ว ตบะก็รุดหน้าเร็วมาก อย่างไรเสียเขาก็เพียรบำเพ็ญมาโดยตลอด
“อาจารย์ ข้าอยากสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ ช่วงนี้มักรู้สึกว่าโลกเบื้องบนมีอะไรบางอย่างกำลังเรียกร้องหาข้า” ซูฉีคุกเข่าลงคารวะต่อหน้าหานเจวี๋ย กล่าวอย่างจริงจัง
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
เขากลับรู้สึกโล่งใจอยู่เปราะหนึ่ง
ในขณะที่ซูฉีนับวันยิ่งแข็งแกร่ง ดวงซวยของเขาก็ยิ่งเพิ่มระดับขึ้นเช่นกัน ก่อนหน้านี้หยางเทียนตงกลับมารอบหนึ่ง ยังมาเยี่ยมเยียนซูฉี ผลคือต้องเผชิญกับการโจมตีจากมารในใจ จำต้องออกไปทำจิตใจให้สงบอย่างเสียไม่ได้
หานเจวี๋ยแสร้งเอ่ยอย่างลำบากใจ “โลกเบื้องบนอันตรายยิ่งนัก อาจารย์เองอาจจะปกป้องเจ้าไม่ได้”
ซูฉีกล่าวยิ้มๆ “วางใจเถิดอาจารย์ ข้าก็ใช่ว่าจะหาเรื่องอยู่เป็นนิจ”
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลังจากสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์แล้ว ไม่สู้เจ้าไปเข้าร่วมกับหมู่เกาะเซียนมังกร นักพรตเต๋าตันชิงแห่งหมู่เกาะเซียนมังกรเป็นพวกผู้ทรงพลัง ศิษย์ใต้ปกครองมีจำนวนไม่หวาดไม่ไหว นี่คือสิ่งที่เทพเซียนท่านหนึ่งบอกข้ามา แน่นอนว่าหากเจ้าไปกราบนักพรตเต๋าตันชิงเป็นอาจารย์ ห้ามบอกว่ามาจากโลกเมฆาแดง และยิ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นลูกศิษย์ของข้า”
ซูฉีจดจำไว้อย่างเงียบๆ แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณอาจารย์ยิ่งนักที่ชี้แนะ พอดีเลย หลังจากข้าขึ้นสู่สวรรค์แล้วก็ต้องบำเพ็ญตบะอีกระยะหนึ่ง”
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ไปเถิด หากประสบปัญหาที่คลี่คลายไม่ได้จริงๆ สามารถไปขอความช่วยเหลือจากวังสวรรค์ได้”
ซูฉีลอบซาบซึ้งใจ ‘อาจารย์ยังคงเป็นห่วงข้าอยู่’
เขาโขกศีรษะสามครั้งอย่างหนักแน่น ก่อนหยัดกายลุกขึ้นจากไป
หลังจากกล่าวลากับผู้ร่วมสำนักคนอื่นๆ แล้ว ซูฉีก็ออกจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียนในวันนั้น
หานเจวี๋ยมีความรู้สึกราวกับศิษย์ผงาดไม่ต้องการอาจารย์แล้วอย่างบอกไม่ถูก
แต่ซูฉีเป็นถึงดาวตัวซวยแห่งวังสวรรค์ ดวงแข็ง ไม่อาจตายง่ายๆ เพียงนั้นแน่
หานเจวี๋ยผ่อนลมหายใจออกมาคราหนึ่ง หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งนักพรตเต๋าตันชิง
เขาสาปแช่งไปพลาง ตรวจดูจดหมายไปพลาง
[ตี้หงเย่สหายของท่านเข้าสู่เขตหวงห้ามศาสตร์มืด]
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านสังหารมหาจักรพรรดิอมตะศัตรูของท่าน]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านรู้แจ้งพลังวิเศษไท่อี่ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านได้รับผลเซียนอย่างบังเอิญ ตบะเพิ่มพูน]
[จูเชวี่ยศัตรูของท่านพลังมรรคลดฮวบเพราะการสาปแช่งของท่าน ขอบเขตพลังตกลงไปอยู่ระดับเซียนอิสระ]
[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านได้รับการสืบทอดจากผู้ทรงพลังบรรพกาล วิญญาณเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x120083
…
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่ามหาจักรพรรดิอมตะถูกยอดแม่ทัพเทพสังหารดับ ประสิทธิภาพในการจัดการเรื่องราวของวังสวรรค์สูงถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เขารีบตรวจสอบดูภาพประจำตัวของมหาจักรพรรดิอมตะทันที ยังอยู่ ยังหลงเหลือลมหายใจรวยริน
ข้อความแจ้งเตือนว่าเขาเหลือเพียงเศษเสี้ยววิญญาณ ช่างน่าอนาถจริงๆ
หานเจวี๋ยรู้สึกพอใจกับสิ่งนี้เป็นอย่างมาก สัมผัสได้ถึงท่าทีของจักรพรรดิสวรรค์ที่คอยปกป้องคุ้มครองเขาจริงๆ
บทที่ 195
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าสิงหงเสวียนได้รับการสืบทอดจากผู้ทรงพลังบรรพกาล อีกทั้งวิญญาณยังเกิดการเปลี่ยนแปลง
เขาอดที่จะเบนความสนใจมาที่สิงหงเสวียนไม่ได้
สิงหงเสวียนยังคงอยู่ในอารามเต๋าที่บังเอิญพบเข้าในคราแรก ก่อนหน้านี้มีฉางเยวี่ยเอ๋อร์อยู่เป็นเพื่อน ทว่ายามนี้มีเพียงนางคนเดียว ด้วยฉางเยวี่ยเอ๋อร์ไม่ได้กล้าเสี่ยงอันตรายเช่นเดียวกับนาง การออกไปข้างนอกสักครั้งก็นับว่าดีแล้ว
ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยค้นพบวิญญาณสายหนึ่งในเทวรูป ตอนนี้วิญญาณสายนั้นกลับฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว
เป็นหญิงชราที่สวมใส่ชุดนักพรตเต๋าคนหนึ่ง ดูค่อนข้างแตกต่างจากลักษณะรูปร่างในอดีตยิ่งนัก
นางลอยวนเหนือศีรษะของสิงหงเสวียน กำลังท่องพระคัมภีร์
หานเจวี๋ยลอบฟังเงียบๆ ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล
‘เหตุใดถึงเป็นคัมภีร์พุทธ
ท่องคัมภีร์พุทธในอารามเต๋าหรือ
นี่มันหลักการอะไรกัน’
หานเจวี๋ยตรวจดูรูปภาพประจำตัวของสิงหงเสวียนในค่าความสัมพันธ์ จนแน่ใจว่าสิงหงเสวียนไม่ได้ถูกยึดร่าง และระดับความประทับใจก็ไม่ได้ลดลง เขาถึงได้วางใจ
เขาใช้พลังจิตเข้าไปตรวจสอบเสี้ยววิญญาณสายนี้
‘ตบะระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่!’
แต่ว่าเป็นเพียงขอบเขตพลังเท่านั้น บางทีความแข็งแกร่งอาจจะสู้ไม่ได้แม้แต่เซียนอิสระ เป็นวิญญาณริบหรี่กลางสายลม
หานเจวี๋ยเฝ้ามองต่อไป
เนิ่นนานนัก
สิงหงเสวียนลืมตาขึ้นมา เอ่ยปากกล่าวว่า “อาจารย์ คัมภีร์กวนอิมนี่สามารถกลายเป็นเซียนได้จริงๆ หรือ”
หญิงชรากล่าว “ย่อมเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว สำนักพุทธสอนหลักธรรมสรรพชีวิตเสมอภาค คุณลักษณะใดๆ ล้วนสามารถบรรลุเป็นอรหันต์พระโพธิสัตว์ได้ ขอเพียงมีจิตยึดมั่นในพระพุทธที่แน่วแน่ นี่คือวิธีการเดียวของเจ้า คุณลักษณะของเจ้าดาษดื่นจริงๆ วิชายุทธ์โลกมนุษย์ไม่อาจช่วยเจ้าได้”
“เวลาของอาจารย์เองก็เหลือไม่มากแล้ว แม้กระทั่งจิตวิญญาณยังยกให้เจ้า อย่าลืมสิ่งที่เจ้ารับปากกับอาจารย์เล่า”
พร้อมๆ กับที่เสียงนั้นสิ้นสุดลง วิญญาณของหญิงชราก็ค่อยๆ เลือนหายไป ราวกับปุยเมฆสลายตัว
สิงหงเสวียนไม่ได้เศร้าโศก ตรงข้ามกลับเยือกเย็นยิ่ง
หานเจวี๋ยพลันปรากฏกายตรงหน้านาง
“ท่านพี่!”
สิงหงเสวียนโพล่งอุทานออกมาด้วยความดีใจ รีบร้อนหยัดกายขึ้น
โลกเมฆาแดงในยามนี้ หานเจวี๋ยอยากไปที่ใดก็ไปได้ตามใจอยาก เพราะเขาเป็นเทพเซียนมรรคาสวรรค์
“เมื่อครู่นั้นคือผู้ใด” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม
สิงหงเสวียนเอ่ยตอบ “ผู้ปฏิบัติธรรมของโลกเบื้องบน เมื่อนานมาแล้วก่อนหน้านี้นางได้ลงมายังโลกมนุษย์ ตัวตายมรรคผลสลาย เหลือเพียงเศษวิญญาณเสี้ยวหนึ่ง นางถ่ายทอดวิชายุทธ์ของตนเองให้กับข้า หวังว่าหลังจากข้าสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์แล้วจะช่วยนางบอกกล่าวความอาฆาตแค้นแก่สำนักพุทธ ให้บรรพชนพุทธช่วยเป็นผู้ตัดสินใจแทนนาง”
หานเจวี๋ยเอ่ยถามอย่างสงสัย “ความอาฆาตแค้นอันใดกัน”
สิงหงเสวียนเองก็ไม่ได้ปิดบัง กล่าวตอบตามจริงว่า “ก่อนหน้านี้เมื่อนานมาแล้ว เคราะห์ใหญ่ทั่วหล้า โลกมนุษย์ได้รับผลกระทบ นางร่วมทัพกับเทพเซียนของวังสวรรค์ลงมายังโลกมนุษย์ ต้องการชำระล้างเผ่ามาร ผลกลับถูกเทพเซียนหักหลัง”
‘เรื่องเกี่ยวกับวังสวรรค์?’
หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้คิดอะไรให้มากความ รอกระทั่งสิงหงเสวียนเร่งไปถึงสำนักพุทธ ผีตนใดจะรู้ว่าเป็นกี่พันปีให้หลัง ไม่แน่ว่าอาจเป็นหลายหมื่นปีหลังจากนี้ก็ได้
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม เขาคว้าข้อมือสิงหงเสวียนไว้ ตรวจดูร่างกายของนาง
พลังวิญญาณมั่นคง กายภายในไม่ได้เคลือบแฝงอันตรายใดๆ
สิงหงเสวียนกล่าวยิ้มๆ “ไม่เป็นไร คัมภีร์กวนอิมนี้เก่งกาจจริงๆ ท่านพี่ ท่านต้องการหรือไม่ ภายหน้าสามารถให้เหล่าศิษย์หญิงของท่านฝึกบำเพ็ญก็ได้”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างลังเล “เช่นนี้ไม่ดีกระมัง นางไม่ได้บอกเจ้าหรือว่าห้ามเผยแพร่วิชายุทธ์สู่ภายนอก”
“บอกสิ แต่นางไม่อยู่แล้ว อีกทั้งทุกสิ่งทุกอย่างของข้าล้วนเป็นของท่านพี่ ข้าเองก็จะทำตามสัญญา บอกกล่าวความเกลียดชังของนางแก่สำนักพุทธอยู่ดี”
“เช่นนั้นก็ได้ ให้ข้าตรวจสอบหน่อยว่าวิชายุทธ์นี้มีอันตรายหรือไม่”
หานเจวี๋ยเอ่ยกล่าว ในนิยายเซียนกำลังภายในทุกรูปแบบ สำนักพุทธถูกป้ายสีจนน่าสังเวชที่สุด ไม่มีข้อยกเว้น
ราวกับธรรมทั้งหมดล้วนเป็นของปลอม บรรพชนพุทธมีแต่จะล้างสมอง
สิงหงเสวียนรีบมอบคัมภีร์กวนอิมให้หานเจวี๋ยทันที
วิชายุทธ์นี้ไม่มีตำราจดบันทึก ทั้งหมดอาศัยการเล่าปากต่อปาก
หลังจากหานเจวี๋ยฟังจบก็เริ่มจัดระเบียบ
คัมภีร์กวนอิมน่าทึ่งจริงๆ คาดไม่ถึงว่าสามารถฝึกบำเพ็ญถึงขอบเขตพลังระดับเซียนแท้ไท่อี่ได้ในทันที ผลสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือสามารถฝึกบำเพ็ญรูปจำลองกวนอิมออกมาได้ พลังวิเศษสะท้านโลก
หานเจวี๋ยจัดระเบียบซ้ำไปซ้ำมา ก็ไม่ค้นพบจุดบกพร่องเลย
“เจ้าฝึกฝนต่อไปเถอะ”
หานเจวี๋ยลืมตาแล้วเอ่ยขึ้น จากนั้นก็ออกไป
สิงหงเสวียนคุ้นชินกับนิสัยเดี๋ยวก็มาเดี๋ยวก็ไปของหานเจวี๋ยแล้ว
นางเริ่มเข้าฌานอีกครั้ง ฝึกบำเพ็ญต่อไป
…
เมื่อกลับมาถึงภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็เผยรอยยิ้มออกมา
สิงหงเสวียนเองก็มีโอกาสวาสนาของตัวเอง คาดว่าคงไม่แก่ตายแน่ เช่นนี้ก็ดี ทำให้หานเจวี๋ยหายกังวลได้
ตอนนี้ คนข้างกายเขา นอกเสียจากจะอยู่ภายนอกมานานปี ขอเพียงทนฝึกบำเพ็ญอยู่ที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนตลอดเวลา ก็ไม่มีปัญหาเรื่องขีดจำกัดใหญ่ใกล้มาเยือนแล้ว
ตั้งแต่หลังจากต้นฝูซังได้น้ำเซียน พลังวิญญาณของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็เพิ่มพูนขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่ขาด
คิดดังนั้น หานเจวี๋ยก็ฝึกบำเพ็ญต่อไป
เวลาผ่านไปอีกสิบเอ็ดปี ในที่สุดเขาก็ทะลวงระดับเซียนแท้วัฏจักรระยะกลางได้สำเร็จ
พลังเวทพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง!
หานเจวี๋ยจิตใจเบิกบาน
เขาก็ชอบความรู้สึกที่ทะลวงระดับเช่นนี้ ยิ่งรู้สึกโชคดีที่ตอนนั้นใช้เวลาสิบกว่าปีในการสุ่มหาโชคชะตาและคุณสมบัติรากวิญญาณ
‘อดทนสิบกว่าปี แลกกับความสบายชั่วชีวิต!’
หานเจวี๋ยไม่ประมาท ฝึกบำเพ็ญต่อไป เป้าหมายคือเซียนแท้ระยะปลาย!
เวลาผ่านไปอีกราวสามปี
ตี้ไท่ไป๋มาเยี่ยมเยียนด้วยตนเอง
หานเจวี๋ยเชื้อเชิญเขาเข้าสู่ถ้ำเทวา
จำต้องกล่าวว่า ขุนนางระดับสูงของวังสวรรค์นั้นไม่อาจดูถูกได้ สามารถลงมายังโลกมนุษย์ได้ตามใจชอบ หากเปลี่ยนเป็นเทพเซียนอื่นนั้น ย่อมเป็นการแหกกฎสวรรค์แล้ว
หลังจากอู้เต้าเจี้ยนถูกไล่ออกไป ตี้ไท่ไป๋ก็นั่งลงที่หน้าโต๊ะ เอ่ยขึ้นยิ้มๆ “ได้ยินว่าเจ้าเป็นเซียนแท้แล้ว”
เห็นได้ชัดว่า เรื่องที่หลงซั่นถูกทำให้ตกใจจนถอยหนีได้ยินไปถึงหูของจักรพรรดิสวรรค์แล้ว
“อืม โชคดีน่ะ” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างถ่อมตน
ตี้ไท่ไป๋ลูบเคราพลางกล่าวยิ้มๆ “สมกับเป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่ฝ่าบาทถูกพระทัย เจ้าเองก็ไม่ต้องกังวลเรื่องมหาจักรพรรดิอมตะอีกต่อไป ยอดแม่ทัพเทพได้สังหารเขาเรียบร้อยแล้ว แม้ไม่ถึงกับตัวตายมรรคผลสลาย แต่อย่างน้อยภายในล้านปีก็ยากที่จะสร้างความปั่นป่วนได้อีก”
‘ล้านปี เพียงพอให้หานเจวี๋ยผงาดง้ำ!’
หานเจวี๋ยกล่าว “ขอบคุณวังสวรรค์ ขอบพระทัยจักรพรรดิสวรรค์ ขอบคุณยอดแม่ทัพเทพยิ่งนัก!”
“งานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนที่หมื่นปีมีหนึ่งหนใกล้จะเริ่มขึ้นแล้ว ยังเหลือเวลาอีกร้อยปี เจ้าอยากไปหรือไม่ หากอยากไป ข้าจะให้เทียบเชิญเจ้าหนึ่งใบ” ตี้ไท่ไป๋เอ่ยถาม
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “เอาเป็นว่าไว้ก่อนเถิด ข้ากลัวเรื่องราววุ่นวาย”
ตี้ไท่ไป๋กล่าวยิ้มๆ “ งานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนของวังสวรรค์มีอะไรให้วุ่นวายกัน วางใจเถิด สถานะของเจ้าไม่อาจเปิดเผยต่อผู้คนทั่วไป องค์จักรพรรดิสวรรค์เองก็จะไม่เอ่ยถึงเจ้า เจ้าเพียงเข้าไปสนุกสนานกับท้อเซียน ถือโอกาสไปดูอำนาจบารมีของวังสวรรค์เสียหน่อย”
หานเจวี๋ยลังเลครู่หนึ่ง เอ่ยถามขึ้นว่า “เป็นความประสงค์ของจักรพรรดิสวรรค์หรือ”
“อืม ท้อเซียนผลหนึ่งเหนือกว่าการเพียรบำเพ็ญพันปี เจ้าตัดใจไม่ไปได้หรือ”
“เช่นนั้นก็เอาเถิด ข้าจะไป”
ในเมื่อเป็นความประสงค์ของจักรพรรดิสวรรค์ หากเขาไม่ไป ก็เท่ากับไม่ไว้หน้า
อีกอย่างจักรพรรดิสวรรค์ทรงให้ยอดแม่ทัพเทพกำจัดมหาจักรพรรดิอมตะทิ้ง แน่นอนว่าเป็นน้ำพระทัยที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ
จนกระทั่งบัดนี้ก็มีเพียงวังสวรรค์ที่ทำเพื่อเขามาโดยตลอด แต่เขาเองยังไม่เคยตอบแทนอะไรให้เลย
ตี้ไท่ไป๋เผยรอยยิ้มออกมา กล่าวว่า “วังเทพมีจักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิดผู้หนึ่ง ปลุกตื่นมรรคจักรพรรดิ ยามที่เป็นเซียนแท้ไท่อี่เขาบั่นสังหารเซียนทองไท่อี่ ยามนี้เป็นเซียนทองไท่อี่แล้ว อำนาจบารมีเกรียงไกร ถูกวังเทพแต่งตั้งเป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่คนรุ่นเยาว์ เจ้าต้องตั้งใจฝึกบำเพ็ญ ภายหน้าเจ้าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาแน่ เจ้าเองก็เป็นเช่นเดียวกับเขา ตัวแทนของวังสวรรค์”
หานเจวี๋ยได้ยิน ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
‘เจ๋งเพียงนี้เชียว’
เขาคิดอยากจะเอ่ยอะไรออกมา แต่ตี้ไท่ไป๋ก็หายตัวไปจากที่เดิมแล้ว
บนโต๊ะปรากฏป้ายคำสั่งสีแดงชิ้นหนึ่ง ด้านบนนั้นสลักอักขระสองตัวว่า ‘ท้อเซียน’ เอาไว้
‘งานชุมนุมใหญ่ท้อเซียนอีกร้อยปีข้างหน้าหรือ’
หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ ก็ไม่รู้ว่าท้อเซียนจะหอมหรือไม่
ทันใดนั้น หานเจวี๋ยก็นำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ออกมา ส่งพลังจิตเข้าไปในป้ายนั้น เพื่อตรวจดูป้ายศิลามรรคาสวรรค์
ไม่ดูก็ไม้รู้
ทว่าได้ดูแล้วก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง!
ลำดับของโลกเมฆาแดงถึงกับพุ่งทะยานขึ้นมาหลายร้อยอันดับแล้ว!