186-190

บทที่ 186
‘ข้าเป็นโอรสจักรพรรดิสวรรค์! บุตรแห่งสวรรค์ของเผ่ามังกรแท้! และได้รับการสืบทอดจากมหาจักรพรรดิ!

เรื่องอะไรที่ข้าจะต้องแพ้!

เรื่องอะไรกัน’

หลงซั่นกำลังคำรามเดือดอยู่ในใจ พลังอันลึกลับที่อยู่ในส่วนลึกของสายเลือดถูกปลุกกำเริบ

เสียงตู้มดังขึ้นคราหนึ่ง!

เขาระเบิดอานุภาพที่น่าสะพรึงกลัวออกมา ดุจดั่งภูเขาไฟปะทุเดือด พุ่งโจมตีปราณกระบี่และเงากระบี่ ผืนดินรอบบริเวณล้วนแหลกละเอียดกลายเป็นเถ้าถ่าน

หานเจวี๋ยที่อยู่บนฟ้าสูงเห็นเสาแสงสีเงินวูบหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นไปบนฟ้าด้วยตาตนเอง ซัดทะเลปราณกระบี่ของไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิกระจุยในทันที

หานเจวี๋ยอดที่จะเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้

‘เจ้าหมอนี่ระเบิดพลังแล้ว?

ถ้านี่ไม่ใช่รูปแบบตัวเอกแล้วจะเป็นอะไร

แต่ว่า!

ข้าก็ถนัดสยบกำราบตัวเอกพอดี!’

หานเจวี๋ยรีบกระตุ้นพลังเวทหกสายในทันใด ก่อนจะโบกเฉือนทะเลปราณกระบี่ออกมาอีกครั้ง ซ้อนทับกันชั้นแล้วชั้นเล่า

ทะเลปราณกระบี่เก้าชั้นเต็ม!

นี่คือสิ่งที่หานเจวี๋ยรู้แจ้งก่อนหน้านี้ ไม่สามารถทำให้ระดับความแข็งแกร่งของไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิเพิ่มทวีขึ้นได้ ไม่สู้เพิ่มปริมาณตรงๆ เลย ทะเลปราณกระบี่เก้าชั้น ก็เท่ากับเก้าไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ!

กระบวนท่านี้สิ้นเปลืองพลังเวทของหานเจวี๋ยอย่างมหาศาล หากไม่ใช่เพราะวิชาวัฏจักรหกวิถีเป็นวิชายุทธ์จักรพรรดิเซียน เขาก็ไม่มีทางเร่งกระตุ้นพลังเวทได้ขนาดนี้เด็ดขาด

ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ สวรรค์เก้าชั้น!

ทะเลปราณกระบี่เก้าชั้นควบรวมเป็นเงากระบี่อย่างรวดเร็ว จำนวนนับไม่หวาดไม่ไหว ทำเอามนุษย์ปุถุชนใต้หล้ามองดูจนปากอ้าตาค้าง

มนุษย์ปุถุชนส่วนใหญ่ล้วนมองเห็นไม่ถนัดว่าหานเจวี๋ยกำลังร่ายสำแดงพลังวิเศษ ยังเข้าใจว่าเทพเซียนเตรียมเปิดใช้งานทัณฑ์สวรรค์ ทำลายล้างฟ้าดิน

“สวรรค์ ใครจะมาช่วยพวกเรากัน”

“เพราะอะไร! เหตุใดเทพเซียนต้องสังหารพวกเรา”

“พวกเราทำผิดอะไร”

“มรรคาสวรรค์ไม่ยุติธรรมเลย!”

“เทพเซียนไร้เมตตา! เทพเซียนไร้เมตตา!”

สรรพชีวิตทั่วทั้งใต้หล้าล้วนกำลังร้องโหยหวน พร้อมกับการต่อสู้ครั้งใหญ่ของหานเจวี๋ยกับหลงซั่นที่ยังดำเนินต่อไป ฟ้าดินยากจะแบกรับศึกแห่งเซียนสวรรค์ ภัยธรรมชาตินานัปการปรากฏขึ้นไม่ว่างเว้น

ภายในพระราชวังเทียมเมฆา เหล่าเทพเซียนเองก็ถูกกระบวนท่านี้ทำเอาตะลึงจนตาค้างเช่นกัน

“พลังเวทของเจ้านี่ไร้ขอบเขตไร้ที่สิ้นสุด?”

“ความรู้แจ้งต่อวิชากระบี่ของเขาลึกล้ำยิ่งนัก”

“ไม่ถูกสิ ฝ่าบาทได้รับการสืบทอดจากมหาจักรพรรดิเชียวนะ หรือว่าเจ้านี่ก็เช่นกัน”

“วิชายุทธ์ของเขาไม่ธรรมดา บางทีเขาอาจจะได้สืบทอดจากจักรพรรดิเซียน”

“ไม่แน่ ฝ่าบาทจะเริ่มเอาจริงแล้ว!”


หลงซั่นมาถึงกลางท้องนภาสูงลิ่ว มองเห็นทะเลปราณกระบี่เก้าชั้น เขาก็อดเบิกตากว้างไม่ได้

ในใจของเขาบังเกิดความรู้สึกที่ทำอะไรไม่ถูกขึ้นมาเป็นครั้งแรก

‘อีกฝ่ายเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์จากที่ใดกันแน่

เป็นเซียนสวรรค์จริงๆ หรือ

ไม่ได้!

ข้าไม่มีทางยอมแพ้ให้กับคนขอบเขตพลังเดียวกันเด็ดขาด!’

หลงซั่นใช้ความเดือดดาลกดข่มความไม่สงบภายในใจ เขาเงื้อมือขวาขึ้นสูง ทวนสามง่ามลอยกลับมาอยู่ในมือเขาอีกครั้ง

ทั่วร่างของเขาพลันแปรเปลี่ยน กลายเป็นมังกรขาวที่ยาวพันจั้งตัวหนึ่ง หน้าตาเกรี้ยวกราด เขี้ยวฟันในริมฝีปากแหลมคมดุจดั่งมีด

ดวงตามังกรของเขาเปี่ยมไปด้วยโลหิต เสมือนมุกโลหิตขนาดมหึมาสองเม็ด เขาแผดคำรามเสียงพลางพุ่งกระโจนไปทางหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยที่มีสามเศียรหกกรสีหน้าไร้ความรู้สึก โบกกระบี่แผ่วเบา เงากระบี่นับล้านที่ควบรวมออกมาจากทะเลปราณกระบี่เก้าชั้นร่วงหล่นลงมาในทันที

ขณะนี้ หานเจวี๋ยเสมือนเทพสงครามที่มือบังคับบัญญัติฟ้า ควบคุมทัณฑ์สวรรค์

ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิสวรรค์เก้าชั้นนี่ก็คือทัณฑ์สวรรค์!

หลงซั่นที่แปลงร่างเป็นมังกรไม่อาจมัวมาสนใจให้มากความเพียงนั้น เขาที่กำลังสูญเสียสติพุ่งทะยานไปทางหานเจวี๋ย

เงากระบี่นับล้านร่วงลงมา ในสายตาของสรรพชีวิตทั้งปวง ฟ้าถล่มทลายลงมาแล้ว

ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม…

เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนตกใส่ร่างมังกรขาว มังกรขาวแผดคำรามพลางรุดหน้าอย่างต่อเนื่อง

ในสายตาของเขามีเพียงหานเจวี๋ย

ตอนที่เขาอยู่ห่างจากหานเจวี๋ยไม่ถึงพันหมี่ เขายังถูกไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิกดทับจนหล่นสู่ผืนดินกว้าง

เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนหล่นลงมาเหมือนฝนห่าใหญ่ แต่หานเจวี๋ยที่อยู่ท่ามกลางห่าฝนฉากนี้ ดูสูงส่งงามสง่า เหยียดหยันเยียบเย็น

มังกรขาวโหยครวญขณะถูกกดทับบนผืนดินกว้างอีกครั้ง ฝืนข่มความเจ็บปวดที่เกิดจากไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ

แผ่นดินกว้างทั่วทั้งโลกมนุษย์ล้วนกำลังสั่นสะเทือน!

เพียงไม่นาน ทั่วทั้งร่างมังกรขาวล้วนเต็มไปด้วยโลหิต สามารถมองเห็นกระดูกขาวขุ่นได้

สีหน้าหานเจวี๋ยไร้ความรู้สึก ในใจกลับค่อนข้างตกใจกลัว

‘จักรพรรดิสวรรค์ยังไม่เอ่ยปากอีก?’

ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป หลงซั่นจะถูกเขาฆ่าตายจริงๆ แล้ว!

หากเป็นเช่นนั้น เขากับวังสวรรค์คงถือว่าไม่ตายกันไปข้างไม่ยอมเลิกรา เขาไม่ได้กลัวหรอก อย่างมากก็แค่หนี แต่โลกมนุษย์ผืนนี้ก็คงดับสิ้น

ต่อให้เขาแกร่งเพียงใด แต่ก็ไม่มีทางต้านทานทั่วทั้งวังสวรรค์ได้

ขณะเดียวกันนั้น

เหล่าเทพเซียนภายในพระราชวังเทียมเมฆาก็พากันร้อนรน

“ฝ่าบาท นี่ยังไม่จบอีกหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“องค์รัชทายาทจวนจะประคองไม่ไหวแล้ว!”

“เห็นได้ชัดว่าเจ้านี่กำลังรอดูท่าทีของวังสวรรค์ ไม่อย่างนั้นองค์รัชทายาทคงตายไปนานแล้ว!”

“ไม่ผิด ก่อนหน้านี้เทพยุทธ์จวี้หลิงก็ไม่ได้ตกตายไปจริงๆ”

“ข้าคิดว่ายังสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้!”

แม้กระทั่งเหล่าเซียนฝ่ายบุ๋นก็ยังเริ่มย้ายข้าง

พรสวรรค์ที่หานเจวี๋ยสำแดงออกมาน่าตกใจเกินไปจริงๆ

บุตรแห่งสวรรค์เช่นนี้ฆ่าไปก็เสียดาย แต่ปล่อยไปยิ่งเป็นภัยมหันต์

ดวงพระเนตรจักรพรรดิสวรรค์เป็นประกาย ไม่ได้ตอบคำถามใด

ยอดแม่ทัพเทพยืนนิ่งเฉยสบายอารมณ์ และไม่เอ่ยปากกล่าวโน้มน้าวจักรพรรดิสวรรค์แต่อย่างใด


หานเจวี๋ยเห็นกายเนื้อของหลงซั่นถูกสังหารดับไปกับตา เหลือไว้เพียงจิตดั้งเดิม

หลงซั่นมีระดับความเกลียดชังต่อเขาเพียงหนึ่งดาว มาถึงขั้นนี้แล้ว แต่ระดับความเกลียดชังยังคงไม่เพิ่มขึ้น

เด็ดเดี่ยวอยู่บ้างนี่!

“เข้าร่วมกับวังสวรรค์เถอะ”

เสียงเวิ้งว้างทว่าเผด็จการสายหนึ่งลอยเข้าหูของหานเจวี๋ย

วิชาถ่ายทอดเสียง?

หานเจวี๋ยเข้าใจในทันใด

[ตรวจสอบพบว่าจักรพรรดิสวรรค์ได้เชิญท่านเข้าร่วมกับวังสวรรค์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ตอบรับ จะได้รับความประทับใจจากจักรพรรดิสวรรค์ และได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]

[สอง ปฏิเสธ จะได้รับความเกลียดชังจากจักรพรรดิสวรรค์ รวมถึงการไล่ล่าสังหารไม่หยุดหย่อนจากวังสวรรค์ แต่จะได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง ยอดสมบัติหนิ่งชิ้น]

เบื้องหน้าหานเจวี๋ยปรากฏอักขระขึ้นสามแถว เมื่อมองเห็นตัวเลือกที่สองแล้ว เขาอดที่จะจนในคำพูดไม่ได้

หานเจวี๋ยเอ่ยถามขึ้นในใจว่า ‘แล้วโลกมนุษย์เล่า’

“จะไม่ชำระล้างอีก แม่ทัพและทหารสวรรค์จะถอนทัพเดี๋ยวนี้”

“ตกลง แต่สามารถรออีกหน่อยได้หรือไม่ ข้ายังไม่อยากสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ตอนนี้”

“อืม”

“ตกลง ข้ายินดีที่จะเข้าร่วมกับวังสวรรค์”

หานเจวี๋ยหยุดการกระทำในทันที

ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิสวรรค์เก้าชั้นมลายหายลับไปด้วย

วิญญาณของหลงซั่นนอนแผ่อยู่กลางหลุมยักษ์ ลมหายใจรวยริน

เหล่าทหารสวรรค์ต่างทอดถอนใจออกมาอย่างโล่งอก

หากหลงซั่นตายลงต่อหน้าพวกเขา พวกเขาล้วนต้องฝังร่างตามไปด้วย

เวลานี้ สุรเสียงของจักรพรรดิสวรรค์ก็ดังก้องทั่วฟ้าดิน

“โลกมนุษย์แห่งนี้ถูกเผ่ามารแทรกซึม เดิมทีควรกำจัดทิ้ง ในเมื่อมีคนลุกออกมา ใช้คุณสมบัติแห่งตนแลกกับสันติสุขของโลกมนุษย์ หวังว่าสรรพชีวิตทั้งปวงจะจดจำคุณความดีของเขาไว้”

“แม่ทัพและทหารสวรรค์ถอนทัพ เปิดกฎสวรรค์ขึ้นใหม่!”

ฟ้าดินเงียบสงัด

ภัยพิบัติธรรมชาติทั้งหลายล้วนหยุดนิ่ง เสมือนมีพลังลึกลับหอบหนึ่งกำลังกลบซึ่งทุกสิ่งอย่าง

หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกคราหนึ่ง จักรพรรดิสวรรค์รักษาสัญญาดังคาด

[จักรพรรดิสวรรค์เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]

[ท่านเลือกที่จะเข้าร่วมกับวังสวรรค์ ได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]

แม่ทัพและทหารสวรรค์รีบพาวิญญาณของเทพยุทธ์จวี้หลิงและหลงซั่นจากไป หลังจากนั้นหานเจวี๋ยจึงตรวจดูค่าความสัมพันธ์ในทันที

ภาพประจำตัวของจักรพรรดิสวรรค์เพียงดูก็รู้สึกถึงความเผด็จการยิ่งนัก เจ้าหมอนี่หน้าตาตรงกับลักษณะจักรพรรดิสวรรค์ในใจของหานเจวี๋ยมาก

ในความคิดของหานเจวี๋ย จักรพรรดิสวรรค์ควรจะสูงส่งงามสง่า พลังเผด็จการแปลกแยก ดุจดั่งจิ๋นซีฮ่องเต้ไม่ผิดเพี้ยน หาใช่เง็กเซียนฮ่องเต้ที่อ่อนแอปวกเปียกอย่างในไซอิ๋ว

[จักรพรรดิสวรรค์: ไม่ทราบตบะ เจ้าแห่งวังสวรรค์ มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต ปกครองเทพเซียนทั้งหมด อุปนิสัยยากจะคาดคะเน เนื่องด้วยพรสวรรค์ของท่าน จึงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]

‘มหาจักรพรรดิไร้ขอบเขตคืออะไร’

หานเจวี๋ยลอบสงสัยกับตัวเอง

เขาหันกายบินกลับเขาเพียรบำเพ็ญเซียน

สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ล้วนพากันโห่ร้องยินดี เพราะพวกเขาต่างเห็นว่าหานเจวี๋ยออกจากเขา

คนที่ช่วยชีวิตมนุษย์โลก และได้รับการยอมรับจากวังสวรรค์ก็คือผู้อาวุโสสังหารเทพของพวกเขา!

มาถึงใต้ต้นฝูซัง บรรดาศิษย์ลูกและศิษย์หลานต่างพากันยินดียิ่งนัก

ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยอย่างฮึกเหิมว่า “พวกเราไม่ต้องหนีกันแล้ว?”

หานเจวี๋ยยิ้มพลางพยักหน้า กล่าวว่า “ไม่ผิด”

คนอื่นพากันห้อมล้อมเข้ามา แต่ละคนล้วนตื่นเต้นไม่มีใครยอมใคร

ฟางเหลียงเอ่ยถามอย่างตื่นเต้นว่า “อาจารย์ปู่ ท่านจะเข้าร่วมกับวังสวรรค์หรือไม่”

หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ “ไม่รีบ”

แม้จะผ่านเคราะห์ด่านนี้แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้อยากเข้าร่วมกับวังสวรรค์ทันที เพื่อเลี่ยงไม่ให้ปัญหาถาโถม

ศึกครั้งนี้ เขาคงล่วงเกินเทพเซียนไปไม่น้อยแล้วเป็นแน่

บทที่ 187
เทพเซียนถอนทัพ โลกมนุษย์สงบสุข!

ชั่วขณะเดียว โลกมนุษย์เปี่ยมด้วยเสียงหัวเราะยินดี สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ยิ่งครื้นเครงไม่หยุด คึกคักผิดธรรมดา

หานเจวี๋ยกับบรรดาศิษย์ลูกศิษย์หลานพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะกลับสู่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน

การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้เขาได้ผลประโยชน์ไม่น้อย

[ความประทับใจที่ยอดแม่ทัพเทพมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]

[ความเกลียดชังที่เหวินชวีซิงมีต่อท่านลดลง ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]

[ตี้ไท่ไป๋เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

[เทพอสนีเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

[ซูจินซิงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

[จอมพลเสินเผิงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]


เบื้องหน้าของหานเจวี๋ยปรากฏข้อความแจ้งเตือนขึ้นมาเป็นทิวแถว ส่วนใหญ่ล้วนเป็นความประทับใจ

เหล่าเทพเซียนไม่ได้เขลา ฝีมือของหานเจวี๋ยเพียงพอที่จะกลายเป็นยอดแม่ทัพเทพคนต่อไปได้ ย่อมต้องอยากดึงเข้าพวกเป็นธรรมดา

แน่นอนว่าก็มีเทพเซียนจำนวนหนึ่งลอบรู้สึกริษยา เพียงแต่พวกเขาคิดไม่ถึงว่าหานเจวี๋ยจะได้รับรู้ถึงความประทับใจและความเกลียดชังของพวกเขา

หานเจวี๋ยตั้งมั่นสภาวะจิต

ศึกในวันนี้ ทำให้เขาตระหนักได้ถึงข้อบกพร่องของตนเอง

ก่อนหน้านี้ที่เขาข้ามขอบเขตพลังล้วนมีแต่ปลิดชีพในฉับพลัน ตอนนี้ยังต้องต่อสู้อีกช่วงระยะหนึ่ง

ถึงแม้หลงซั่นเองก็ไม่ธรรมดานัก เป็นบุตรแห่งสวรรค์จากวังสวรรค์ แต่ก็ยังทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกไม่ปลอดภัย

‘ไม่ได้! เขาต้องเพิ่มพูนความแข็งแกร่งของตนเอง’

ยิ่งขอบเขตพลังสูงขึ้นเพียงใด ระยะห่างของขอบเขตพลังเดียวกันต้องยิ่งน้อยลงเท่านั้น หานเจวี๋ยไม่อยากสู้ไม่ได้แม้แต่กับศัตรูขอบเขตพลังเดียวกันในภายภาคหน้า

เมื่อคิดถึงตรงนี้ หานเจวี๋ยก็รวบรวมสมาธิ

ยังต้องพยายามอีก!


เวลาเคลื่อนคล้อย

หลังจากแม่ทัพและทหารสวรรค์ล่าถอย เวลาผ่านไปแล้วสิบปี

โลกมนุษย์กลับสู่ความสงบสุข ผู้บำเพ็ญสายมารแทบจะไร้ร่องรอย ก่อนหน้านี้เผ่ามารเป็นต้นเหตุให้วังสวรรค์ชำระล้างโลกมนุษย์ ทำให้สายหลักและเผ่าปีศาจต่างเคียดแค้นเผ่ามาร เผ่ามารเองก็หวาดกลัวเทพเซียน ผู้บำเพ็ญสายมารพากันกลับใจอย่างต่อเนื่อง

สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์รู้ว่าผู้ที่ต่อต้านเทพเซียนนั้นคือหานเจวี๋ย ทำให้เรื่องนี้แพร่กระจายออกไปทั่วหล้า รูปปั้นและภาพวาดที่เกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ยเองก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งใต้หล้าเช่นกัน

แน่นอนว่าภาพวาดไม่ค่อยตรงนัก รูปปั้นและตัวจริงของหานเจวี๋ยก็ห่างชั้นกันเกินไปเช่นกัน

ช่วงสิบปีนี้ เทพเซียนไม่ลงมายังโลกมนุษย์อีกเลย

หานเจวี๋ยเองก็สงบจิตใจบำเพ็ญตบะเป็นเวลาสิบปีแล้ว

วันนี้เอง

จี้เซียนเสินเดินทางมาเยี่ยมเยียน

ทั้งสองนัดพบกันที่ป่าผืนเล็ก

“เจ้าจะขึ้นสวรรค์?” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างประหลาดใจ

จี้เซียนเสินพยักหน้ากล่าว “เคราะห์แห่งเทพเซียนผ่านไปแล้ว ข้าไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่ที่โลกมนุษย์ต่อไป อีกอย่างข้าไม่เหมือนกับเจ้า ข้าไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องอยู่ในโลกมนุษย์ และข้าก็ไม่ได้อยากกราบเจ้าเป็นอาจารย์”

หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ

จี้เซียนเสินเอ่ยถาม “เจ้าจะขึ้นสวรรค์เมื่อใด”

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ค่อยดูอีกที”

‘เมื่อเข้าสู่วังสวรรค์ เช่นนั้นก็ต้องเป็นทหาร วุ่นวายจะตาย’

จี้เซียนเสินแค่นเสียงกล่าว “เช่นนั้นข้าไปอยู่ที่วังสวรรค์ก่อน ภายภาคหน้าจะได้คุ้มครองเจ้า”

กล่าวจบ เขาก็นึกเสียใจขึ้นมา

หานเจวี๋ยในตอนนี้ไม่รู้ว่าแข็งแกร่งถึงขั้นใดแล้ว ต่อให้เขาสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ ก็ไม่แน่ว่าจะเหนือกว่าหานเจวี๋ยได้

‘ไม่ได้! ข้าจะคิดเช่นนี้ไม่ได้!

ไม่ช้าก็เร็วข้าต้องเหนือกว่าเขา!

ข้าเกิดมาเพื่อเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด!’

สายตาของจี้เซียนเสินแน่วแน่

หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ “เช่นนั้นขอให้หนทางเบื้องหน้าของเจ้าราบรื่น”

จี้เซียนเสินอารมณ์ดีขึ้น เอ่ยถามว่า “ฟางเหลียงจะสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์เมื่อใด”

“ค่อยดูอีกทีแล้วกัน”

“อืม”

ทั้งสองจมสู่ความนิ่งเงียบ

สุดท้าย จี้เซียนเสินถึงได้จากไป

หานเจวี๋ยเพิ่งเตรียมจะหันกายออกไป ผลปรากฏว่ากลับชนเข้ากับอีกคนอย่างจัง

จักรพรรดิสวรรค์!

หานเจวี๋ยตกใจจนถอยกรูดเป็นพัลวัน

ภาพประจำตัวของจักรพรรดิสวรรค์เขาจำได้ขึ้นใจ อย่างไรเสียก็เป็นเจ้าพ่อ

ดูแล้วจักรพรรดิสวรรค์สูงเหมือนเขา สวมชุดคลุมสีขาว ไม่ได้เผด็จการเหมือนภาพประจำตัวเพียงนั้น แต่มีกลิ่นอายของปราชญ์เมธีมากกว่า

หานเจวี๋ยสูดหายใจลึกๆ เฮือกหนึ่ง ต้องนิ่งเข้าไว้

‘จักรพรรดิสวรรค์มีความประทับใจในตัวเขาถึง 3 ดาว น่าจะไม่ทำร้ายเขากระมัง’

จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยพลางยิ้มเล็กน้อย “หานเจวี๋ย ยามที่เราให้ซั่นเอ๋อร์จัดการเจ้า ให้เขาบุกหน้าเต็มกำลัง สู้กับเจ้าด้วยใจมุ่งมั่นสังหารเจ้า”

หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ ทอดมองเขาไม่กล่าววาจา

“เราก็ไม่ได้อยากให้เขาสังหารเจ้าจริงๆ เพียงแต่อยากเห็นพลังในตัวเจ้า และเจ้าก็ไม่ได้ทรยศต่อความคาดหวังของเรา” รอยยิ้มของจักรพรรดิสวรรค์โอบอ้อมอารี ไม่มีความรู้สึกกดดันแต่อย่างใด

หานเจวี๋ยเอ่ยถามอย่างประหลาดใจ “ท่านคาดหวังในตัวข้า?”

จักรพรรดิสวรรค์สองพระหัตถ์ไพล่หลัง กล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าไม่ธรรมดายิ่งนัก ที่เจ้าบำเพ็ญไม่ใช่มรรคไท่อี่ แต่กลับสามารถดึงดูดผู้ที่มีดวงชะตายิ่งใหญ่ได้ไม่น้อย แม้กระทั่งดาวตัวซวยของวังสวรรค์ของเราก็ยังกราบเจ้าเป็นอาจารย์ บางทีเจ้าก็มีลิขิตชะตาที่แม้แต่เราเองก็มองไม่เห็น”

หานเจวี๋ยลอบตกใจกับตัวเอง

เมื่อคิดดูอีกที ก็เป็นเรื่องปกติ

จักรพรรดิสวรรค์เป็นบุคคลระดับใด จะมองไม่เห็นแก่นเดิมของซูฉีได้อย่างไรกัน

“เจ้ากลัวความวุ่นวายจึงไม่อยากเข้าสู่วังสวรรค์ ดังนั้นจึงจงใจถ่วงเวลาใช่หรือไม่”

“จะเป็นไปได้อย่างไร”

“ข้าเห็นผลกรรมชั่วชีวิตของเจ้า น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย จำนวนคนที่ข้องเกี่ยวกับเจ้าน้อยยิ่งกว่าคนที่มนุษย์ธรรมดาข้องเกี่ยวทั้งชีวิตเสียอีก เราแปลกใจ เช่นนั้นจึงคำนวณดูครึ่งชีวิตแรกของเจ้า คิดไม่ถึงว่าเจ้าถึงกับเป็นครรภ์ประหลาดที่เพียรบำเพ็ญมาตั้งแต่เด็ก”

‘ครรภ์ประหลาด?’

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตัวเองถูกหยามเข้าเสียแล้ว

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวยิ้มๆ “หากเจ้าไม่อยากเข้าสู่วังสวรรค์ พัวพันอยู่ในปัญหา ก็ได้เหมือนกัน”

หานเจวี๋ยอึ้งไป ‘จักรพรรดิสวรรค์จะปล่อยเขาไปหรือ’

“เราจะให้เจ้าแทนที่เซียนเมฆาแดง เป็นขุนนางเซียนของโลกมนุษย์แห่งนี้ เป็นอย่างไร ส่วนเซียนเมฆาแดง เรารู้ว่าความสัมพันธ์ของพวกเจ้าไม่เลว เขาเองก็จะได้เลื่อนลำดับขั้น ยามปกติจะไม่มีเทพเซียนมารบกวนเจ้า ในเรื่องค่าตอบแทน เราจะให้เจ้าเสพสุขกับทรัพยากรในการบำเพ็ญตบะเช่นเดียวกับซั่นเอ๋อร์ รอกระทั่งเจ้าแข็งแกร่งขึ้นแล้ว จะกลายเป็นยอดแม่ทัพเทพคนที่สองของวังสวรรค์”

‘แทนที่เซียนเมฆาแดง?’

หานเจวี๋ยใจเต้นขึ้นมาแล้ว

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวต่อไปว่า “ในยามปกติ เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าเฝ้าในพระราชวังเทียมเมฆา เราจะส่งคนไปพบเจ้า หากมีคำขออะไรเพิ่มเติม ก็ไปขอความช่วยเหลือจากเขาได้ อย่างไรเสียเราก็เป็นจักรพรรดิสวรรค์ ไม่อาจวนเวียนอยู่รอบกายเจ้าได้ตลอดเวลา”

หานเจวี๋ยฟังความหมายที่แฝงอยู่ในวาจานั้นออกแล้ว เอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “เท่ากับว่าท่านจะให้ข้าหลบซ่อนหรือ”

ค่าตอบแทนเช่นนี้ช่างดีเหลือเกิน ตรงความต้องการของหานเจวี๋ยมาก

แต่มองจากอีกมุมหนึ่ง นี่ก็เท่ากับว่าพรากความหวังในการโต้แย้งในแง่ของอำนาจและชื่อเสียงของหานเจวี๋ยไป

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวอย่างเรียบนิ่งว่า “ วังสวรรค์ลึกล้ำดั่งสายน้ำ ขุมอำนาจเกี่ยวพันซับซ้อน เราอยากให้เจ้ามาเป็นคนของเรา หาใช่คนของวังสวรรค์ เจ้ายินดีหรือไม่”

หานเจวี๋ยไม่ได้เขลา นี่ก็คือปัญหาด้านจุดยืน

หากเขาปฏิเสธ เช่นนั้นเท่ากับตายเป็นแน่แท้

หนำซ้ำ จักรพรรดิสวรรค์มีความจริงใจอย่างมาก และไม่ได้อ้อมค้อมวนโลก ตรงใจหานเจวี๋ยอย่างยิ่ง

อยู่ข้างจักรพรรดิสวรรค์ น่าจะไม่แย่เท่าไรนัก

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ย่อมยินดีอยู่แล้ว กล่าวตามตรง ที่ข้าไม่กล้าขึ้นสวรรค์ นั่นก็เป็นเพราะบนโลกเบื้องบนไม่มีที่พึ่งพิง ข้ายังมีศัตรูคู่แค้นอีกไม่น้อย”

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม “เจ้าสังหารบริวารที่พวกเขาเหลือไว้ในโลกมนุษย์ ถูกต้องหรือไม่”

“นับจากนี้ต่อไป เราก็จะเป็นที่พึ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเจ้า ตระกูลจูเชวี่ย หมู่เกาะเซียนมังกรล้วนไม่อาจหาเรื่องเจ้าได้อีก แน่นอนว่าเจ้าเองก็ไม่อาจสร้างเรื่องวุ่นวายให้เราได้ด้วยเช่นกัน เว้นแต่ผู้อื่นมาหาเรื่องเจ้า อีกอย่าง บทสนทนาระหว่างเรากับเจ้า อย่าได้เปิดเผยออกไป และห้ามบอกกล่าวกับเซียนเมฆาแดง”

‘เจ้าแห่งวังสวรรค์ผู้สูงส่งยังต้องรักษาความลับ น้ำของวังสวรรค์นี่ช่างลึกล้ำเสียจริงเชียว’

หานเจวี๋ยพยักหน้า กล่าวว่า “วางพระทัยเถิด คุณธรรมของข้า ท่านน่าจะได้เห็นจากครึ่งชีวิตแรกของข้าแล้ว”

[ความประทับใจที่จักรพรรดิสวรรค์มีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]

จักรพรรดิสวรรค์ยกพระหัตถ์ขวาขึ้น กลางฝ่ามือปรากฏม้วนตำราเล่มหนึ่งขึ้นมา

“นี่คือมรดกตกทอดมรรคกระบี่ของวังสวรรค์ เจ้าน่าจะชอบ”

หานเจวี๋ยรับม้วนตำราไว้ กำลังคิดที่จะเอ่ย เมื่อเหลือบสายตาขึ้น จักรพรรดิสวรรค์ก็หายไปเสียแล้ว

สมกับเป็นมหาจักรพรรดิไร้ขอบเขต มาไร้เงาไปไม่ทิ้งร่องรอยจริงๆ!

หานเจวี๋ยเปิดม้วนตำราออก มองเห็นอักขระสี่ตัวก่อนเป็นอย่างแรก

มรรคกระบี่เทียมฟ้า!

บทที่ 188
กลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยนำมรรคกระบี่เทียมฟ้าออกมา เริ่มทำการหยั่งรู้

สุดยอดวิชาที่ทำให้จักรพรรดิสวรรค์นำออกมาได้ ย่อมไม่ใช่สินค้าตามท้องถนนทั่วไปแน่

อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ว่า “นี่คืออะไรหรือ”

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “มรรคกระบี่ประเภทหนึ่ง”

ได้ยินเช่นนี้ แววตาของอู้เต้าเจี้ยนก็ทอประกาย เอ่ยถามว่า “ข้าเรียนได้หรือไม่”

หานเจวี๋ยเหลือบสายตาขึ้นมองนาง แค่นเสียงกล่าวว่า “รอให้ข้าเรียนรู้ก่อนค่อยสอนเจ้าแล้วกัน”

หากอู้เต้าเจี้ยนสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ หานเจวี๋ยย่อมต้องดีใจเป็นธรรมดา

ไม่อาจเป็นแจกันดอกไม้ไปได้ตลอด ยิ่งมากไปกว่านั้น หานเจวี๋ยเชื่อว่าตนยังสามารถได้รับพลังวิเศษที่แข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ ไม่ได้กลัวว่าหากสอนศิษย์จนเป็นวิชาแล้ว ท่านอาจารย์จะอดอยาก

จากความรู้สึกที่อู้เต้าเจี้ยนมีต่อตน นางไม่มีทางทรยศหักหลังเด็ดขาด

ต่อให้หักหลัง หานเจวี๋ยเองก็ได้ประทับตราประทับหกวิถีไว้แต่เนิ่นๆ แล้ว มีวิธีแก้ไขอีกมาก

ทำเช่นนี้อาจไม่ยุติธรรมต่ออู้เต้าเจี้ยน แต่จะไม่ระวังภัยจากผู้คนเลยนั้นไม่อาจทำได้

ต่อให้เป็นหญิงสาวที่ใกล้ชิดสนิทกับตนมากที่สุด หานเจวี๋ยก็ไม่สามารถเชื่อได้อย่างสนิทใจ

ชีวิตอมตะถึงจะเป็นเป้าหมายแรก ไม่อาจถูกความรู้สึกบังตาได้

หานเจวี๋ยไม่คิดให้มากความอีก ตั้งสมาธิเข้าฌานหยั่งรู้

เขายิ่งอ่านก็ยิ่งตกใจ

มรรคกระบี่เทียมฟ้านี่มีของอยู่บ้างแฮะ

ใช้ได้!

จะต้องช่วยเพิ่มพูนความแข็งแกร่งให้เขาได้อย่างแน่นอน


พระราชวังเทียมเมฆา

จักรพรรดิสวรรค์ประทับบนแท่นหยก กลับคืนสู่บุคลิกเย็นชาสูงส่งงามสง่า เผด็จการเด่นเหนือปวงชนอีกครั้ง

ในท้องพระโรงเหลือคนเพียงผู้เดียว

เขาคือเซียนชราหนวดขาวผู้หนึ่ง

เซียนผู้นี้มีนามว่าตี้ไท่ไป๋ ตำแหน่งในวังสวรรค์เทียบเท่ากับผู้นำเซียนฝ่ายบุ๋น

ตี้ไท่ไป๋เอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “ฝ่าบาท ท่านมอบมรรคกระบี่เทียมฟ้าให้แก่คนผู้นั้นจริงหรือพ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิสวรรค์กล่าว “อืม ด้วยคุณสมบัติของเขา ไม่ถึงพันปีน่าจะสามารถเข้าใจได้อย่างสมบูรณ์”

ตี้ไท่ไป๋กล่าวทอดถอนว่า “วังสวรรค์ได้บุตรแห่งสวรรค์เช่นนี้ หนทางยิ่งใหญ่ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาแล้ว”

“เราไม่คิดให้เขามาอยู่ในชั้นเซียน อย่างน้อยก่อนหน้าที่เขาจะย่างเข้าสู่เซียนทองไท่อี่ คงไม่พิจารณาเรื่องนี้”

“เช่นนี้ก็ดีพ่ะย่ะค่ะ เลี่ยงไม่ให้ถูกวังเทพ สำนักพุทธและวังปีศาจจ้องเล่นงาน”

“ต่อจากนี้เจ้ามีอำนาจรับผิดชอบหานเจวี๋ยอย่างเต็มที่ หานเจวี๋ยมีข้อเรียกร้องใด ขอเพียงไม่เกินไปนัก เจ้าต้องพยายามทำตามอย่างสุดความสามารถ หากมีผู้ใดทำอันตรายเขา เจ้าก็ต้องช่วยออกหน้า เข้าใจหรือไม่”

“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”

“อาการของซั่นเอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง”

“รัชทายาทฟื้นฟูกายเนื้อเรียบร้อยแล้ว มรรคจิตก็มั่นคง ไม่ได้เคียดแค้นหานเจวี๋ย และไม่ได้เคืองแค้นท่าน กลับกันนั้นยังรู้สึกว่าตนแกร่งไม่พอ พยายามไม่พอ”

“อืม มีจิตปณิธานมากกว่าพี่น้องคนอื่นๆ ของเขา”

จักรพรรดิสวรรค์ทรงพระสรวล สายพระเนตรทอดมองทางด้านนอกพระราชวังเทียมเมฆา

ตี้ไท่ไป๋ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “จักรพรรดิเซียนกลับชาติมาเกิดของวังเทพผู้นั้นปลุกมรรคจักรพรรดิแล้ว สำนักพุทธกับวังเทพเหมือนจะ…”

จักรพรรดิสวรรค์แค่นเสียงกล่าว “เหมือนจะสมคบคิดกันแล้ว ใช่หรือไม่ วังสวรรค์เป็นระบบเทพเซียนทางการที่บรรพชนเต๋ายอมรับ ยามนี้บรรพชนเต๋าปิดด่านฝึกฝนนับครั้งไม่ถ้วน พวกเขาล้วนอยากปฏิรูประบบการปกครองวังสวรรค์ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ วังสวรรค์เองก็มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดของตน ไม่อาจพังทลาย”

ตี้ไท่ไป๋ยิ้มพลางพยักหน้า

จักรพรรดิสวรรค์คล้ายนึกอะไรขึ้นมาได้ กล่าวทอดถอนใจอย่างมีเลศนัย “คนเมืองยมบาลผู้นั้นเหมือนจะสร้างพันธะสัญญาบางอย่างกับหานเจวี๋ย หากวิญญาณแห่งเทพปีศาจเคลื่อนเข้าสู่โลกมนุษย์ของหานเจวี๋ย เจ้าก็ช่วยเป็นธุระปกปิดเรื่องนี้ด้วย แน่นอนว่า ห้ามให้คนเมืองยมบาลผู้นั้นรู้ว่าเป็นประสงค์ของเรา”

ตี้ไท่ไป๋นิ่งอึ้งไป ก่อนจะรีบรับคำ


ห้าปีต่อมา

หานเจวี๋ยเรียนมรรคกระบี่เทียมฟ้าจนแตกฉานอย่างสมบูรณ์ เขาอดทอดถอนใจไม่ได้

วิชากระบี่นี้ช่างสูงล้ำสุดหยั่งจริงๆ เขาที่มีคุณสมบัติมรรคกระบี่ระดับสูงสุด ความสามารถในการเข้าใจมรรคกระบี่ระดับสูงสุดยังต้องใช้เวลาห้าปีกว่าจะเรียนจนแตกฉานอย่างสมบูรณ์

หากเป็นผู้อื่น เกรงว่าชั่วชีวิตนี้ล้วนไม่อาจเรียนจนแตกฉานได้

มรรคกระบี่เทียมฟ้า แบ่งออกเป็นสี่ขั้น

ขั้นที่หนึ่ง หนึ่งกระบี่เทียมฟ้า

ขั้นที่สอง ผ่ากรรม

ขั้นที่สาม กระบี่เบิกบุพกาล

ขั้นที่สี่ ค่ายกลกระบี่สังหารเซียน

ยามที่หานเจวี๋ยเห็นค่ายกลกระบี่สังหารเซียนครั้งแรกก็อดนึกถึงค่ายกลกระบี่สังหารเซียนในพงศาวดารสถาปนาเทพขึ้นมาไม่ได้ หากไม่ใช่สี่อริยะก็ไม่อาจทลายมันได้

กระทั่งเขาเรียนค่ายกลกระบี่สังหารเซียนจนชำนาญแล้ว เขาถึงได้เข้าใจว่าไม่ได้ไร้เทียมทานเหมือนอย่างที่เขาจินตนาการ

ค่ายกลกระบี่สังหารเซียนในมรรคกระบี่เทียมฟ้าสามารถกระตุ้นอานุภาพแข็งแกร่งเพียงใด ยังต้องมาตัดสินว่ากระบี่แข็งแกร่งแค่ไหนอีกด้วย

หานเจวี๋ยรีบจำลองการทดสอบทันที ก่อนหน้านี้ยามที่ต่อสู้กับหลงซั่นและเทพยุทธ์จวี้หลิง เขาได้ให้ระบบคัดลอกความแข็งแกร่งของพวกเขาเอาไว้แล้ว

พึ่งมรรคกระบี่เทียมฟ้า หานเจวี๋ยก็สามารถปลิดชีพหลงซั่นในฉับพลันได้ทันที!

เขาใช้เพียงแค่มรรคกระบี่ขั้นแรก หนึ่งกระบี่เทียมฟ้า

ต่อสู้กับเทพยุทธ์จวี้หลิง ก็ปลิดชีพในฉับพลันเช่นกัน

หานเจวี๋ยเริ่มสู้กับพวกเขาสองคนแบบตัวต่อตัว จนขยับมาหนึ่งต่อสอง ก็ยังปลิดชีพในฉับพลันได้!

‘มรรคกระบี่เทียมฟ้านี่แข็งแกร่งยิ่งนัก!’

หานเจวี๋ยนึกคิดอย่างสวยงาม

เขายกมือขึ้นชี้ ถ่ายทอดมรรคกระบี่เทียมฟ้าขั้นที่หนึ่งให้แก่อู้เต้าเจี้ยน

ช่อแสงสายหนึ่งเจาะเข้าไปกลางหน้าผากของอู้เต้าเจี้ยน นางสั่นระริกไปทั้งกาย หลังจากนั้นไม่นานก็เข้าสู่สภาวะรู้แจ้งหยั่งถึงอันเร้นลับอย่างหนึ่ง

หานเจวี๋ยบำเพ็ญตบะต่อ เร่งทำเวลาบรรลุถึงระดับเซียนสวรรค์วัฏจักรระยะปลายในเร็ววัน

แม้จักรพรรดิสวรรค์จะกลายเป็นที่พึ่งของเขาแล้ว แต่เขาก็ไม่สามารถพึ่งพาอาศัยจักรพรรดิสวรรค์ได้ทั้งหมด สรรพสิ่งยังต้องพึ่งตนเองอยู่


เวลาผันผ่าน

เวลายี่สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว เคราะห์แห่งวังสวรรค์เมื่อหลายสิบปีก่อนผ่านไปอย่างสมบูรณ์แล้ว มนุษย์โลกไม่เอ่ยถึงเคราะห์ในปีนั้นอีกแล้ว แดนบำเพ็ญพรตก็กลับสู่สภาพเดิมเหมือนที่ผ่านมา มีคนต่อสู้ มีคนสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ และมีคนบรรยายธรรมทั่วหล้า

เพราะคุณความดีของหานเจวี๋ย สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์จึงได้รับประโยชน์มหาศาล กลายเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสิบเขตเก้าราชวงศ์ มีผู้บำเพ็ญอิสระ มนุษย์ทั่วไปมุ่งหน้ามากราบไหว้บูชาเนืองแน่นไม่ขาดสาย

ตลอดเวลานั้นหานเจวี๋ยไม่ได้ถูกรบกวนเลย ทำให้เขาสงบจิตบำเพ็ญตบะ และฝ่าทะลวงถึงระดับเซียนสวรรค์วัฏจักรระยะปลายได้สำเร็จ

วันนี้เอง

เขาเพียรบำเพ็ญเซียนได้ต้อนรับแขกผู้มาเยือนท่านหนึ่ง

นั่นก็คือตี้ไท่ไป๋ เขาเหยียบย่างตรงเข้าสู่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน เมินค่ายกลใหญ่พิทักษ์เขา แม้แต่วิชาค่ายกลป้องกันภัยของอาณาเขตเต๋าก็ยังเหมือนเป็นสิ่งล่องหน

พวกหยางเทียนตง ฉู่ซื่อเหรินและฟางเหลียงถูกทำให้ตกใจ ทุกคนต่างลุกขึ้นมา ยังเข้าใจว่าศัตรูมาบุกรุก

ตี้ไท่ไป๋กล่าวยิ้มๆ “ไม่ต้องตื่นตระหนกไป ข้าเป็นเทพเซียนของวังสวรรค์ มุ่งหน้ามาครั้งนี้ก็เพื่อเสนอตำแหน่งเซียนให้กับหานเจวี๋ย”

ทันทีที่ประโยคนี้เอ่ยออกมา ทุกคนต่างมองหน้าสบตากัน

ตี้ไท่ไป๋เหลือบมองต้นฝูซังปราดหนึ่ง ลอบตกใจกับตัวเอง

‘คิดไม่ถึงว่าจะเป็นต้นฝูซัง! มิน่าเล่าเจ้าเด็กนี่ถึงบำเพ็ญตบะที่โลกมนุษย์ได้!’

ตี้ไท่ไป๋เดินไปทางถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยเปิดประตูถ้ำเทวา และไล่อู้เต้าเจี้ยนออกมา

หลังเข้าไปในถ้ำ ตี้ไท่ไป๋และหานเจวี๋ยก็พูดคุยเป็นพิธีพักหนึ่ง

หานเจวี๋ยเองก็ได้รู้สถานะของเขา

[ตี้ไท่ไป๋: ระดับเซียนทองไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ เซียนฝ่ายบุ๋นระดับสองของวังสวรรค์ ผู้นำเซียนฝ่ายบุ๋น หนึ่งในมือขวาคนสนิทของจักรพรรดิสวรรค์ ได้รับความเชื่อใจเป็นอย่างมาก ด้วยคุณสมบัติของท่านรวมถึงความสำคัญที่จักรพรรดิสวรรค์มีต่อท่าน จึงเกิดความประทับใจในตัวท่านเป็นอย่างมาก ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]

ก่อนหน้านี้ระดับความประทับใจคือสองดาว ตอนนี้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งดาวแล้ว

ที่ควรกล่าวถึงคือ ระบบสามารถตรวจพบระดับเซียนทองไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ได้

ส่วนตบะของตี้หงเย่ ยอดแม่ทัพเทพและจักรพรรดิสวรรค์นั้นไม่สามารถตรวจค้นได้ นี่หมายความว่าสามคนนี้อย่างน้อยก็ต้องเป็นระดับจักรพรรดิเซียน

ตี้ไท่ไป๋ล้วงป้ายคำสั่งสีทองอันหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ กล่าวว่า “นี่เป็นป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ สามารถทำให้เจ้าปกครองมรรคาสวรรค์โลกมนุษย์แห่งนี้ได้ และสามารถติดต่อกับข้าผ่านป้ายนี้ได้ หลังจากนี้หากมีคำเรียกร้องหรือปัญหาใด ล้วนมาหาข้าได้หมด หย่อนตราประทับจิตวิญญาณลงบนป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ก็ใช้งานได้แล้ว”

หานเจวี๋ยยิ้มพลางรับป้ายคำสั่งนี้เอาไว้

ตี้ไท่ไป๋ก็ไม่ได้ออกไปในทันที เริ่มพูดคุยกับหานเจวี๋ยตามมารยาท เพื่อกระชับความสัมพันธ์

“มรรคกระบี่เทียมฟ้าที่ฝ่าบาทมอบให้เจ้าไม่ธรรมดานัก หากเจ้าสามารถเรียนรู้ได้ภายในพันปี วันหน้าการบรรลุจักรพรรดิเซียน น่าจะไม่ยากนัก” ตี้ไท่ไป๋กล่าวยิ้มๆ

‘พันปี? จำเป็นต้องนานเพียงนั้นเชียว’

หานเจวี๋ยทำหน้ากังขา

ตี้ไท่ไป๋กล่าวทอดถอนใจ “คิดว่าเกินจริงใช่หรือไม่ วังสวรรค์มีเซียนกระบี่ผู้หนึ่ง ใช้เวลาหมื่นปีกว่าจะเรียนมรรคกระบี่เทียมฟ้าจนบรรลุ เคยฟันแม่น้ำโชคชะตาขาดในกระบี่เดียว บารมีสะท้านปวงสวรรค์ เป็นผลให้ขุมอำนาจใหญ่แต่ละฝ่ายต้องออกมือซ่อมแซมแม่น้ำโชคชะตาอย่างเสียไม่ได้”

บทที่ 189
ฟันแม่น้ำโชคชะตาขาดสะบั้น?

‘เก่งกาจเพียงนี้เชียว’

แม้หานเจวี๋ยจะเชี่ยวชาญมรรคกระบี่เทียมฟ้า แต่ยังไม่แข็งแกร่งถึงขั้นนั้น

นี่ก็เป็นเรื่องปกติ ต่อให้เป็นพลังวิเศษที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับตบะของตนด้วย

หานเจวี๋ยเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ “แม่น้ำโชคชะตาคือสิ่งใด เหมือนกับแม่น้ำมรรคกระบี่หรือไม่ หาใช่ดำรงอยู่ที่พื้นผิว หากแต่อยู่ในพื้นที่ที่ลึกลงไปอีก?”

ตี้ไท่ไป๋เอ่ยตอบ “ไม่ผิด แม่น้ำโชคชะตาเกี่ยวโยงถึงชะตาชีวิตของทุกคน หากแม่น้ำโชคชะตาขาดสะบั้นแล้ว ชะตาชีวิตของสรรพชีวิตทั้งปวงก็ขาดลงไปด้วย ดังนั้นนี่จึงเป็นสิ่งต้องห้าม ขุมอำนาจทุกฝ่ายล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง”

หานเจวี๋ยครุ่นคิดใคร่ครวญ

การบำเพ็ญตบะวิชานี้ซับซ้อนยิ่งกว่าที่เขาจินตนาการไว้เสียอีก

“รอให้เจ้าเรียนมรรคกระบี่เทียมฟ้าจนแตกฉานแล้ว อย่าลืมบอกกล่าวแก่ข้า ข้าจะต้องนำเรื่องนี้กราบทูลฝ่าบาท ให้ฝ่าบาททรงดีพระทัยสักหน่อย” ตี้ไท่ไป๋ลูบเครากล่าวยิ้มๆ

หานเจวี๋ยลังเล

‘ควรพูดดีหรือไม่’

พรสวรรค์ของเขาหากเกินจริงเกินไป จะเป็นผลให้จักรพรรดิสวรรค์ครั่นคร้ามหรือไม่

แต่เมื่อคิดอีกที จักรพรรดิสวรรค์เป็นใครกัน

เขาจะครั่นคร้ามคนรุ่นหลังคนหนึ่งได้อย่างไร

หากเป็นเช่นนี้จริง เขากับยอดแม่ทัพเทพในปีนั้นมีหรือจะรอดชีวิตมาได้

‘ไม่จำเป็นต้องปกปิด!’

หานเจวี๋ยกล่าว “ไม่ขอปิดบังท่าน ข้าช่ำชองมรรคกระบี่เทียมฟ้าแล้ว”

ตี้ไท่ไป๋กล่าวยิ้มๆ “ไม่เลวๆ เรียนได้อย่าง…อะไรนะ ช่ำชองแล้ว? เจ้าอย่าโม้น่า!”

ผู้นำเซียนฝ่ายบุ๋นท่านนี้ไม่อาจรักษาซึ่งความสุขุมได้แล้ว!

‘เป็นไปได้อย่างไรกัน!

นั่นเป็นถึงมรรคกระบี่เทียมฟ้าเชียวนะ!’

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจนใจ “คงลงมือทดลองกับผู้อาวุโสเช่นท่านไม่ได้หรอกกระมัง อีกอย่างโลกมนุษย์ก็ยากจะแบกรับไหว หากท่านไม่เชื่อ พวกเราสามารถออกไปจากโลกมนุษย์ มุ่งหน้าไปทดลองที่ห้วงอากาศว่างเปล่าก็ได้”

เหนือโลกมนุษย์เป็นฟ้าดารา เหนือฟ้าดาราหาใช่แดนเซียน หากแต่เป็นห้วงอากาศว่างเปล่าผืนหนึ่ง ห้วงอากาศที่ไร้สิ่งใด

ตี้ไท่ไป๋กล่าวทันทีว่า “พวกเราไปกันเถอะ!”

มือขวาของเขาโบกคราหนึ่ง เพียงพริบตาหานเจวี๋ยก็มาถึงพื้นที่อันมืดสลัว ไร้ซึ่งแสงสว่าง แต่ทั้งสองล้วนเป็นมนุษย์เซียน กายเนื้อแผ่ซ่านด้วยแสงเทพรำไร

“ร่ายสำแดงมรรคกระบี่เทียมฟ้าใส่ข้าให้เต็มกำลัง” ตี้ไท่ไป๋เอ่ยปากกล่าว

หานเจวี๋ยเองก็ไม่ออมมือ

หลังผ่านไปหนึ่งก้านธูป

ห้วงกาศกลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง

ตี้ไท่ไป๋มองทางหานเจวี๋ยด้วยสีหน้าซับซ้อน

หานเจวี๋ยเองก็เป็นเช่นเดียวกัน

‘เจ้านี่ถึงกับเป็นผู้ฝึกสายกระบี่

ช้าก่อน อย่าบอกนะว่าเซียนกระบี่ที่ตี้ไท่ไป๋โม้เอาไว้ก่อนหน้านี้ก็คือตัวเขาเอง

บัดซบ

หากเป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ข้าที่กำลังตบหน้าตัวเองอยู่หรือ

ความจริงแล้วหาใช่ข้าที่เต็มใจเสียหน่อย!’

หานเจวี๋ยเพียงแค่อยากแข็งแกร่งมากขึ้น ไม่ได้อยากหักหน้าสร้างศัตรู

โชคดีที่ตี้ไท่ไป๋หาใช่คนใจแคบ ไม่อย่างนั้นก่อนหน้านี้เขาคงไม่เปลี่ยนจากระดับความเกลียดชังหนึ่งดาวเป็นระดับความประทับใจสามดาวหรอก

ตี้ไท่ไป๋กล่าวทอดถอน “ข้าประเมินเจ้าต่ำไปแล้ว ฝ่าบาทเองก็ประเมินเจ้าต่ำไปเช่นกัน”

[ความประทับใจที่ตี้ไท่ไป๋มีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างลังเล “เรื่องนี้…”

ตี้ไท่ไป๋กล่าวยิ้มๆ “วางใจเถิด ฟ้ารู้ดินรู้ เจ้ารู้ข้ารู้ ยังมีฝ่าบาทที่ทรงทราบ ไม่มีบุคคลที่สี่ล่วงรู้อีกแน่นอน”

หานเจวี๋ยวางใจอย่างสิ้นเชิง ใบหน้าฉายรอยยิ้ม

“เรื่องนี้ข้าจะรีบไปกราบทูลฝ่าบาท โชคของวังสวรรค์ โชคยิ่งใหญ่ของวังสวรรค์!”

ตี้ไท่ไป๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม จากนั้นก็ส่งหานเจวี๋ยกลับถ้ำเทวา

จากนั้น เขาก็รีบหวนกลับวังสวรรค์ทันที

หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้คิดให้มากความ บำเพ็ญตบะต่อไป

อู้เต้าเจี้ยนกลับถึงภายในถ้ำเทวา พองแก้มเอ่ยถาม “ชายชราผู้นั้นเป็นใครกัน”

หานเจวี๋ยตอบกลับ “ธุระอันใดของเจ้า”

“ข้า…”

“มรรคกระบี่ที่ถ่ายทอดให้เจ้า เรียนไปถึงไหนแล้ว”

“ยากยิ่งนัก…ยังต้องเข้าฌานหยั่งถึง”

“แล้วยังไม่พยายามอีก? คิดแต่เรื่องไร้สาระทั้งวัน มรรคกระบี่ขั้นที่หนึ่ง ข้าใช้เวลาเพียงครึ่งปี แล้วเจ้าเล่า นี่ผ่านไปยี่สิบปีเข้าให้แล้ว!”

“ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ…”

อู้เต้าเจี้ยนละอายใจ รู้สึกว่าคุณสมบัติของตนแย่เกินไป ละอายต่อหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยแค่นเสียงกล่าว “ภายในร้อยปีนี้ เจ้าต้องเชี่ยวชาญให้จงได้ หาไม่ภายหน้าข้าจะไม่ถ่ายทอดมรรคกระบี่ให้เจ้าอีก”

“เจ้าค่ะ!”

อู้เต้าเจี้ยนถูกปลุกแรงฮึด ดวงตาล้วนทอประกาย

แม้มรรคกระบี่เทียมฟ้าจะยิ่งใหญ่ลึกล้ำ แต่หลังจากบำเพ็ญตบะวิชานี้ ระดับความเร็วและความแข็งแกร่งของตบะบำเพ็ญของนางล้วนรุดหน้าอย่างมั่นคงเป็นทบทวี

สิ่งสำคัญที่สุดคือมรรคกระบี่นี้หานเจวี๋ยไม่ได้ถ่ายทอดให้ใครอื่น

อู้เต้าเจี้ยนรู้สึกได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ จิตใจย่อมชื่นบานเป็นธรรมดา


พระราชวังเทียมเมฆา

จักรพรรดิสวรรค์สะเทือนอารมณ์ กล่าวว่า “นี่เพิ่งยี่สิบห้าปี เขาก็เข้าใจมรรคกระบี่เทียมฟ้าแล้วหรือ”

ตี้ไท่ไป๋ข่มกลั้นความตื่นเต้น กล่าวว่า “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ ข้าทดสอบดูแล้ว เป็นมรรคกระบี่เทียมฟ้าจริงๆ เขาถึงขั้นร่ายสำแดงค่ายกลกระบี่สังหารเซียนออกมาเลยด้วยซ้ำพ่ะย่ะค่ะ!”

จักรพรรดิสวรรค์มึนงง ภายในตำหนักจมสู่ความเงียบสงบ

ตี้ไท่ไป๋ไม่กล้ารบกวนความคิดของจักรพรรดิสวรรค์ รักษาท่าทางนิ่งสงบเอาไว้

ภายในตำหนักมีเพียงพวกเขาสองคน

เนิ่นนานนัก

จักรพรรดิสวรรค์กล่าวทอดถอนขึ้น “ข้าประเมินเขาต่ำไปจริงๆ”

ตี้ไท่ไป๋กล่าวยิ้มๆ ตาม “เพราะสายพระเนตรของฝ่าบาทเฉียบแหลมดุจดวงประทีป และไว้ชีวิตเขาหนึ่งคราต่างหากพ่ะย่ะค่ะ ไม่เช่นนั้นเมื่อสิบปีก่อนเขาคงตายไปแล้ว”

จักรพรรดิสวรรค์ทรงพระสรวล

“บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนมีต้นฝูซัง เจ้าส่งน้ำเซียนที่ช่วยในการเจริญเติบโตของต้นฝูซังจำนวนหนึ่งไป ส่วนมรรควิถี ตอนนี้ยังไม่ต้องใช้ วิชายุทธ์ของเจ้าหนูนี่ไม่ธรรมดานัก คาดว่าคงเคยได้รับการสืบทอดมรดกจากจักรพรรดิเซียนบท่านหนึ่ง” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยปากกล่าว

ตี้ไท่ไป๋เอ่ยอย่างประหลาดใจ “มรดกจักรพรรดิเซียน? เช่นนั้นที่พวกเราทำเช่นนี้จะไม่…”

จักรพรรดิสวรรค์โบกแขนฉลองพระองค์กล่าว “หึ จักรพรรดิเซียนผู้ใดจะเทียบเคียงเราได้ อีกอย่าง ผลกรรมของหานเจวี๋ยน้อยเกินไป คาดว่าจักรพรรดิเซียนผู้นั้นก็ไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตา หลังจากหมื่นปี แม้ว่าหานเจวี๋ยจะทำให้จักรพรรดิเซียนคนนั้นใจเต้น แต่หานเจวี๋ยจะฟังเขา หรือฟังเรากันเล่า

อย่ามัวแต่คิดถึงอันตรายแอบแฝง ลงทุนไปก่อนค่อยว่ากัน บุตรแห่งสวรรค์อย่างหานเจวี๋ยและยอดแม่ทัพเทพ จะต้องไม่เต็มใจอยู่ใต้อาณัติใครแน่ รอให้หานเจวี๋ยบรรลุเป็นจักรพรรดิเซียนแล้ว มีหรือจะเห็นจักรพรรดิเซียนอยู่ในสายตา”

ตี้ไท่ไป๋สีหน้าเลื่อมใส รีบร้อนโค้งคารวะรับคำทันที

เขาคล้ายคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ กล่าวว่า “มีมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่งนามว่าจี้เซียนเสินสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ เขามีความสัมพันธ์ทางผลกรรมกับหานเจวี๋ย ก่อนหน้านี้ยังนัดหมายต่อต้านแม่ทัพและทหารสวรรค์ร่วมกันอยู่เลยพ่ะย่ะค่ะ”

จักรพรรดิสวรรค์กล่าว “จัดแจงตำแหน่งแม่ทัพสวรรค์ให้ก็แล้วกัน สถานะขั้นเจ็ด ห้ามให้เขาเปิดเผยข้อมูลของหานเจวี๋ยแม้เพียงเสี้ยวเดียว”

“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ!”


พริบตาเดียว เวลาก็ผ่านไปอีกเจ็ดปี

ระหว่างนี้ตี้ไท่ไป๋ก็มาส่งน้ำเซียนเที่ยวหนึ่ง รวมทั้งหมดเจ็ดขวด สามารถช่วยเร่งการเจริญเติบโตให้ต้นฝูซังได้ โดยหนึ่งขวดสามารถใช้ได้สิบปี

หานเจวี๋ยดีใจยิ่งนัก ความประทับใจที่เขามีต่อจักรพรรดิสวรรค์พุ่งทะยานขึ้นอีกมากโข เขารดน้ำเซียนให้ต้นฝูซังด้วยตนเอง

วันนี้เอง

หานเจวี๋ยนึกถึงป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ขึ้นมา

ยามนี้เขาก็ถือว่าเป็นเทพเซียนแล้ว แต่ยังไม่ได้ทำให้ป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ยอมรับเจ้าของเลย นับว่าค่อนข้างบกพร่องต่อหน้าที่อยู่บ้างนัก

กระบวนการทำให้ตราประทับจิตวิญญาณยอมรับเจ้าของไม่ถือว่าซับซ้อน ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยก็ควบคุมป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ได้ ขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสถึงมรรคาสวรรค์ของโลกมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน

เป็นจักรวาลฟ้าดาราที่อยู่เหนือเวิ้งฟ้านั่นเอง ดุจดั่งม้วนภาพห่อหุ้มโลกมนุษย์

หานเจวี๋ยสอดส่องทั่วทั้งโลกมนุษย์ผ่านป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ แม้กระทั่งสามารถมองเห็นสรรพชีวิตทุกผู้ทุกคน เขาพยายามมองดูโจวฝาน ไม่นานก็จับสัญญาณถึงโจวฝานได้

โจวฝานกำลังบำเพ็ญตบะในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง

เขามองดูสหายคนอื่นๆ อีก ล้วนสามารถจับสัญญาณได้อย่างง่ายดาย

‘นี่เองหรือความรู้สึกของเทพเซียน

ช่างดีจริงๆ เลย!’

พลังจิตของหานเจวี๋ยจับได้ถึงศิลาก้อนหนึ่งภายในป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ ศิลานั้นตั้งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด

หลังจากพลังจิตจมลึกสู่ป้ายศิลา ข้อมูลมากมายก็ถาโถมเข้ามาในจิตรับรู้ของหานเจวี๋ย

คิดไม่ถึงว่าจะเป็นลำดับของหมื่นโลกทั่วหล้า!

โลกมนุษย์ของหานเจวี๋ยนั้นมีนามว่าโลกเมฆาแดง คาดว่าเซียนเมฆาแดงน่าจะเป็นผู้ตั้งชื่อ จัดอยู่ในลำดับที่ 4932 อันดับไม่ได้ถือว่าสูงมากนัก และก็ไม่ได้ต้อยต่ำ ซึ่งทั้งหมดนั้นมีอยู่เก้าพันกว่าโลกมนุษย์

‘โลกมนุษย์ก็มีอันดับกับเขาด้วย?

น่าสนใจ’

หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้คิดให้มากความนัก คร้านจะช่วยโลกเมฆาแดงไต่ทะยาน เป็นเช่นนี้ก็ดีอยู่แล้ว อยู่ระดับกลางๆ ไม่สะดุดตาผู้คน

ก็ไม่รู้ว่าการจัดอันดับเช่นนี้คำนวณมาจากสิ่งใดกัน

ต้องหาโอกาสไปถามตี้ไท่ไป๋สักหน่อย

บทที่ 190
หานเจวี๋ยนำป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ใส่เข้าไปในเข็มขัดเก็บสมบัติ และหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายและหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ออกมา ก่อนเริ่มช่วยยกระดับหนังสือแห่งความโชคร้าย

แม้ยามนี้จะดูเหมือนสงบสุข อีกทั้งยังมีที่พึ่งพิง แต่เขาก็ยังไม่อาจวางใจได้

ขุมอำนาจแข็งแกร่งเช่นวังสวรรค์ ก่อนหน้านี้ก็ยังถูกสำนักพุทธแทรกแซง

ในแดนเซียน วังสวรรค์หาใช่ขุมอำนาจที่แกร่งที่สุด

ผ่านไปนาน

เบื้องหน้าของหานเจวี๋ยปรากฏอักขระขึ้นแถวหนึ่ง

[หนังสือแห่งความโชคร้ายยกระดับเป็นยอดสมบัติไท่อี่ชั้นสุดยอด]

ระดับของวิเศษจะแบ่งออกเป็นอาวุธเวท สมบัติวิญญาณ สมบัติวิญญาณชั้นเลิศ สมบัติวิญญาณไท่อี่ สมบัติวิญญาณไท่อี่ชั้นสุดยอด ยอดสมบัติไท่อี่และยอดสมบัติไท่อี่ชั้นสุดยอด

หลังจากยกระดับแล้ว หานเจวี๋ยก็เริ่มทดลอง

เขาสาปแช่งนักพรตเต๋าตันชิงก่อน

เมื่อสาปแช่งห้าวันอายุขัยก็เริ่มลดลง หานเจวี๋ยจดจำช่วงระยะเวลานี้เอาไว้แล้ว

‘สาปแช่งคนคนเดียวกัน ห้ามเกินห้าวันเป็นอันขาด!’

หานเจวี๋ยท่องคาถาสาปแช่งต่อไป รวมถึงเทพเซียนในวังสวรรค์ที่มีความเกลียดชังต่อตนเองด้วย

เขาสาปแช่งไปพลางตรวจดูจดหมาย

ครั้งที่แล้วที่อ่านจดหมาย ก็เป็นเวลาตั้งสิบปีก่อนหน้านี้

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากทหารสวรรค์] x10006

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านกลับสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านฝันว่าเข้าสู่ยุคบรรพกาลขณะฝึกบำเพ็ญ พลังมรรคเพิ่มพูน]

[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x124

[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านบังเอิญพบโอกาสวาสนา ตบะเพิ่มพูน]

[หลงซั่นสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากปีศาจประหลาด] x230584

[โจวฝานสหายของท่านได้รับกระดูกมังกร กายเนื้อเกิดการเปลี่ยนแปลง]


แดนบำเพ็ญพรตเริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นมาอีกครั้ง แต่ว่าคนที่ได้รับโอกาสวาสนาก็ยังเยอะอยู่ดี

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นข่าวคราวของหลงซั่น

จำนวนในการถูกโจมตีนี่ดูค่อนข้างเกินจริงไปหน่อย หรือว่าถูกจักรพรรดิสวรรค์จับโยนเข้าไปในดินแดนปีศาจแล้ว

ก่อนหน้านี้ระดับความเกลียดชังที่หลงซั่นมีต่อหานเจวี๋ยคือหนึ่งดาว ต่อมาไม่รู้ด้วยเหตุใด ระดับความประทับใจจึงเปลี่ยนเป็นสองดาว คาดว่าจักรพรรดิสวรรค์คงคิดมากไม่น้อย

หานเจวี๋ยอ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตั้งใจสาปแช่ง

ตอนนี้เขาเป็นเทพเซียนแล้ว แน่นอนว่าย่อมไม่สามารถก้าวก่ายเรื่องของโลกมนุษย์ได้

แม้ว่าโลกมนุษย์จะผกผันแปรปรวน เขาก็ต้องบำเพ็ญตบะต่อไป

เป้าหมายถัดไปของหานเจวี๋ยคือระดับเซียนแท้

ทะลวงถึงระดับเซียนแท้วัฏจักรโดยเร็ววัน!


วสันต์คล้อยยามสารทมาเยือน เวลายี่สิบห้าปีผ่านไป

หานเจวี๋ยยังไม่ได้ทะลวงถึงระดับเซียนสวรรค์วัฏจักรขั้นสมบูรณ์ วันนี้ เขาเดินออกจากถ้ำเทวา มาหยุดลงตรงหน้าต้นฝูซัง

ใต้ต้นฝูซัง นอกจากไก่คุกรัตติกาล อีกาทองสองตัว ราชามังกรสามหัว ถูหลิงเอ๋อร์และฉู่ซื่อเหรินแล้ว คนอื่นๆ ก็ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกอีกครั้ง

ตั้งแต่ที่บรรลุเป็นเทพเซียน หานเจวี๋ยก็ไม่ได้นัดพบใครอื่นอีกเลย

อย่างไรเสียโลกมนุษย์ที่เขาอาศัยอยู่ ก็ไม่มีทางนำภัยมาหาเขาได้

ผ่านการรดน้ำเซียนจากวังสวรรค์ ต้นฝูซังก็สูงถึงสามร้อยจั้ง ตระการตาจนถึงขีดสุด ถือเป็นภาพทิวทัศน์ที่ตรึงตาที่สุดของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์

น้ำเต้าเจ็ดเครือจากเถาวัลย์น้ำเต้าเซียนพิภพก็เจริญงอกงามไม่ขาด ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรถึงจะสามารถฟูมฟักสิ่งมีชีวิตออกมาได้

“อาจารย์ พักนี้ข้ามีข้อสงสัยในด้านการบำเพ็ญเพียร พอจะชี้แนะให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่” ถูหลิงเอ๋อร์กระเถิบเข้ามาใกล้เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

‘ในที่สุดก็เปิดโอกาสให้นางจนได้!’

หานเจวี๋ยกล่าว “เจ้าว่ามา”

ถูหลิงเอ๋อร์มีข้อกังขาด้านการฝึกบำเพ็ญจริงๆ แต่หลังจากหานเจวี๋ยไขข้อสงสัยให้นางแล้ว นางก็ไม่ได้หยุดเพียงเท่านั้น หากแต่เริ่มพูดคุยกับหานเจวี๋ยต่อ

ความตั้งใจนั้นของนาง หานเจวี๋ยนับว่าพอเข้าใจ

เพียงแต่เขาไม่ได้สนใจ

เขามองไปทางฉู่ซื่อเหริน แล้วกล่าวว่า “เจ้าดูศิษย์หลานชายของเจ้า ตบะจวนจะไล่ตามเจ้าทันแล้ว”

ตบะของฉู่ซื่อเหรินบรรลุถึงระดับสุญตาขั้นแปดแล้ว เข้าใกล้ระดับรวมกายาขึ้นทุกที

ถูหลิงเอ๋อร์ยังยู่ที่ระดับรวมกายา ห่างจากระดับฝ่าด่านเคราะห์อีกช่วงหนึ่ง

ได้ยินเช่นนี้ ถูหลิงเอ๋อร์ก็ทำตัวไม่ถูกทันที หลบหนีก็เหมือนออกห่าง จึงตั้งจิตบำเพ็ญตบะ

ฉู่ซื่อเหรินหยัดกายลุกขึ้น มาหยุดต่อหน้าหานเจวี๋ย หลังจากคารวะแล้วเขาก็ตั้งท่าจะพูดแต่หยุดไป

หานเจวี๋ยเอ่ยถามยิ้มๆ “เหตุใดเล่า ยังอยากเกลี้ยกล่อมให้ข้าล้มเลิกการฝึกบำเพ็ญอยู่อีกหรือ”

ฉู่ซื่อเหรินสูดหายใจเข้าลึกๆ คราหนึ่ง กล่าวว่า “ไม่ผิด อาจารย์ปู่ท่านเป็นเทพเซียนแล้ว สามารถทำให้สรรพชีวิตทั้งปวงทั่วหล้าละทิ้งการบำเพ็ญเพียรได้อย่างสิ้นเชิง”

ช่วงหลายปีมานี้ เขาเกือบไม่ได้บำเพ็ญตบะ ก็เป็นเพราะในจิตใจเอาแต่วนเวียนอยู่กับความคิดเช่นนี้

หานเจวี๋ยหัวเราะร่วนกล่าวว่า “ปณิธานของข้าก็ไม่ใช่การทำให้สรรพชีวิตทั้งปวงในทั่วหล้าละทิ้งการบำเพ็ญ ซื่อเหริน เจ้ามีชีวิตอยู่เพื่อตัวเจ้าเอง หรือมีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น”

ฉู่ซื่อเหรินนิ่งอึ้ง กล่าวว่า “แน่นอนย่อมอยู่เพื่อตัวเอง ข้าเพียงแต่อยากทำให้ชีวิตมนุษย์ของตนมีความหมาย”

“ตามความเห็นของเจ้า เผ่ามนุษย์เลี้ยงปศุสัตว์ ก็ควรต้องละทิ้งด้วยใช่หรือไม่ ปศุสัตว์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกัน”

“ใช่แล้ว ทุกชีวิตเสมอภาค”

“แล้วมนุษย์กินอะไร”

“กินมังสวิรัติสิ”

“เจ้าคิดว่าพืชผักเหล่านั้นไม่นับเป็นสิ่งมีชีวิตหรือ”

“นี่…”

“เจ้าเชื่อในวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด แล้วรู้หรือไม่ว่าเหตุใดการเกิดใหม่ถึงมีการแบ่งเป็นระดับชั้นต่างๆ ก็เพราะมีการแบ่งระดับ คนชั่วก่อกรรม ชาติต่อไปก็ไม่อาจเกิดใหม่ในภพที่ดีได้ คนดีชาตินี้ลำบากยากแค้น ชาติหน้ากลับสามารถมั่งคั่งร่ำรวย นี่ต่างหากถึงเป็นความยุติธรรมอย่างแท้จริง เจ้าเดินผิดทางแล้ว”

ฉู่ซื่อเหรินขมวดคิ้ว ทำราวอยากเอ่ยอะไรแต่กลับไม่เอ่ย

เขาอยากโต้แย้งเป็นอย่างมาก แต่กลับรู้สึกว่าตนไม่มีคุณสมบัติ

หานเจวี๋ยมองฉู่ซื่อเหริน กล่าวว่า “ซื่อเหริน ต้องการให้ผู้คนละทิ้งของบางสิ่ง เจ้าก็ต้องมุ่งไปให้สุดปลายทางของของสิ่งนั้น ดูว่าแท้จริงแล้วมันคือสิ่งใดกันแน่ หากเป็นที่รกร้างว่างเปล่าจริง เจ้าถึงจะมีมรรคจิตอันแน่วแน่ไปโน้มน้าวผู้คน หากเจ้าไม่เคยได้กลิ่นหอมของบุปผชาติ แล้วจะบอกว่าได้อย่างไรว่าดอกไม้ไร้จุดแข็ง”

ฉู่ซื่อเหรินถูกพูดจาหว่านล้อมเข้าเสียแล้ว

“อาจารย์ปู่กล่าวถูก” ฉู่ซื่อเหรินเอ่ยทอดถอนใจ

[ความประทับใจที่ฉู่ซื่อเหรินมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]

วาจาเหล่านี้หากเป็นคนอื่นมาพูดกับฉู่ซื่อเหริน ฉู่ซื่อเหรินต้องดูแคลนอย่างแน่นอน แต่เมื่อออกมาจากปากหานเจวี๋ยนั้นย่อมแตกต่าง

อย่างไรเสียหานเจวี๋ยก็ถึงขั้นละทิ้งโอกาสสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ ยอมล่วงเกินวังสวรรค์ ก็ต้องรักษาสรรพชีวิตทั่วหล้าให้ได้

ความชอบธรรมนี้เป็นสิ่งที่ฉู่ซื่อเหรินมองหา

ฉู่ซื่อเหรินก็คิดเหมือนหานเจวี๋ย สามารถออกแรงเพื่อเหล่าสรรพชีวิตทั้งปวงทั่วหล้าได้

หานเจวี๋ยอยากจะเอ่ยวาจา แต่เบื้องหน้าพลันปรากฏอักขระขึ้นมาแถวหนึ่ง

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว รีบเลือกตรวจสอบทันที

[โจวหมิงเยวี่ย: ระดับรวมแก่นปราณขั้นสอง มหาอริยะผิงเทียนเผ่าปีศาจโลกเบื้องบนกลับชาติมาเกิด อาจารย์ของเขาเป็นบรรพชนพุทธโพธิหนึ่งในมหาบรรพชนพุทธของสำนักพุทธ เนื่องด้วยไม่ยอมจำนนต่อการอบรมของวังสวรรค์ จึงถูกวังสวรรค์ไล่ล่าสังหาร ต่อมาไล่ขึ้นวังสวรรค์ ถูกจักรพรรดิสวรรค์ใช้พลังวิเศษขั้นสุดยอดสยบกำราบ กายเนื้อถูกทัณฑ์สวรรค์บดทำลาย จิตวิญญาณเคลื่อนเข้าสู่วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด ได้ยินว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์มีเทพเซียน โจวหมิงเยวี่ยจึงตั้งใจมุ่งหน้ามากราบเป็นอาจารย์]


‘มหาอริยะผิงเทียน? บรรพชนพุทธโพธิ? ยังบอกว่าไม่ใช่ซุนหงอคงอีกหรือ

เจ้าหมอนี่ที่ก่อนหน้านี้ก่อเรื่องใหญ่โตที่วังสวรรค์ เหตุใดถึงมายังโลกมนุษย์ที่เขาอยู่ได้’

หานเจวี๋ยต่อต้านโดยสัญชาตญาณ หลังจากได้รับป้ายคำสั่งมรรคาสวรรค์ เขาถึงได้รู้ว่าโลกมนุษย์มีจำนวนมากมายมหาศาล แล้วเหตุใดถึงมีผู้ทรงพลังกลับชาติมาเกิดแห่มาหาเขามากมายถึงเพียงนี้

‘ไม่ได้! ต้องไปถามท่านยายเมิ่งเสียหน่อย!’

อย่างไรเสียท่านยายเมิ่งก็ปกครองดูแลสะพานอนิจจัง ไปเกิดใหม่ย่อมต้องให้นางออกแรง

หานเจวี๋ยรับปากฉู่ซื่อเหรินประโยคหนึ่ง ก่อนกลับเข้ามาในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

เขารีบถอดจิตดั้งเดิมออกจากร่าง กระโจนเข้าสู่ยมโลกทันที

หลังจากตบะพุ่งทะยาน หานเจวี๋ยก็ตรวจจับกลิ่นอายของท่านยายเมิ่งได้อย่างฉับไว ไม่นานก็มาหยุดตรงหน้าสะพานอนิจจัง

หน้าสะพานอนิจจังมีวิญญาณเรียงแถวกันเป็นมังกรตัวยาว หางแถวถูกหมอกผียมโลกบดบัง

‘เหตุใดถึงมีวิญญาณมากมายขนาดนี้’

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ครั้งก่อนที่เขามาสะพานอนิจจัง ไม่ยักมีวิญญาณมากมายขนาดนี้เลย

“บุตรแห่งสวรรค์จากวังสวรรค์ เจ้ามาเยี่ยมยายได้แล้วหรือ”

เสียงของยายเมิ่งลอยกระทบโสตประสาทของหานเจวี๋ย น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายถากถาง

“ช่วงนี้ มีโลกมนุษย์แห่งหนึ่งถูกวังสวรรค์ชำระล้างอีกแล้ว สรรพชีวิตธรรมดาของทั่วทั้งโลกล้วนต้องไปเกิดใหม่ ยายมีเรื่องราววุ่นวายที่ต้องทำ”