181-185
บทที่ 181
[หลงซั่นเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]
หานเจวี๋ยที่เพิ่งสืบทอดพลังวิเศษเสร็จมองเห็นอักขระแถวนี้ที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เขาตรวจดูข้อมูลของหลงซั่นในทันที
[หลงซั่น: ระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ โอรสจักรพรรดิสวรรค์ สายเลือดมังกรแท้ ได้มรดกมหาจักรพรรดิมังกรสวรรค์ บุตรแห่งสวรรค์ที่หาได้ยากในหมื่นยุค มีความแข็งแกร่งทรงพลังที่สามารถข้ามขอบเขตพลังฆ่าศัตรูได้ เนื่องด้วยจักรพรรดิสวรรค์ต้องการให้เขาท้าประลองกับท่าน จึงเกิดความสนใจในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]
โอรสจักรพรรดิสวรรค์!
สายเลือดมังกรแท้!
มรดกมหาจักรพรรดิมังกรสวรรค์!
บุตรแห่งสวรรค์ที่หาได้ยากในหมื่นยุค?
นี่นับว่าเป็นดวงชะตาแต่กำเนิดสี่ประการหรือ
หานเจวี๋ยลอบสบถ ‘นี่ต้องใช้สูตรโกงแหงๆ!’
เซียนสวรรค์ไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ อีกทั้งยังสามารถข้ามขอบเขตพลังฆ่าศัตรูได้!
รูปแบบตัวเอกอีกคนแล้ว!
หานเจวี๋ยรู้สึกถึงอันตรายขึ้นมาแล้ว
เขาฝึกบำเพ็ญมหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่ต่อ
หลังจากฝึกฝนพลังวิเศษนี้เสร็จ หานเจวี๋ยก็เริ่มยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่อื่นๆ ภายในเวลาอันสั้น ตบะบำเพ็ญไม่สามารถจะเพิ่มระดับได้ จะต้องเพิ่มระดับความแข็งแกร่งก่อน
มาถึงแม่น้ำมรรคกระบี่อีกครั้ง เขาบังเอิญพบจั้งกูซิง ยังไม่ทันรอให้หานเจวี๋ยกล่าวทักทาย จั้งกูซิงก็ชิงเอ่ยปากขึ้นก่อนว่า “เทพปีศาจที่อาละวาดวังสวรรค์ถูกจับกุมแล้ว กำลังจะได้รับทัณฑ์สวรรค์ อีกไม่นานวังสวรรค์ก็จะกลับสู่สันติสุข ถึงเวลานั้นก็จะชำระล้างเผ่ามารต่อ”
หานเจวี๋ยพยักหน้าเอ่ย “ข้าทราบมาบ้างแล้ว เทพปีศาจตนนั้นถูกจับแล้ว? ไม่ใช่ว่าเขามีกลุ่มอิทธิพลอยู่เบื้องหลังหรือ”
จั้งกูซิงกล่าวอย่างเรียบนิ่ง “เขาเป็นเพียงหมากตัวหนึ่ง หมากที่สำนักพุทธกับวังสวรรค์วางกระดาน วังสวรรค์แบ่งดินแดนของสี่อาณาจักรแดนเซียนทั้งหมดให้แก่สำนักพุทธ วังสวรรค์ต้องการรักษาหน้า เทพปีศาจนั่นจะต้องตาย”
หานเจวี๋ยยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเหมือนเรื่องเล่าของซุนหงอคง
ถึงแม้ในเรื่องไซอิ๋วจะไม่ได้เขียนไว้ชั่วร้ายถึงเพียงนี้ แต่จากทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ ของพวกนักท่องอินเทอร์เน็ตในสังคมยุคใหม่ ไซอิ๋วก็กลายเป็นด้านมืดของสำนักพุทธแล้ว
“เทพปีศาจนั่นเป็นลิงหรือ” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม
จั้งกูซิงเอ่ยตอบว่า “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร อย่างไรเสียข้าก็เฝ้าอยู่ที่นี่มาโดยตลอด หากไม่ใช่เพราะเจ้า ข้าเองคงคร้านที่จะสืบเรื่องราวพวกนี้”
หานเจวี๋ยได้ยิน ก็ออกเดินทางในทันที กล่าวยิ้มๆ ว่า “ขอบคุณในความปรารถนาดีของพี่ใหญ่ยิ่งนัก”
จั้งกูซิงแค่นเสียงเอ่ย “พี่ใหญ่อะไร เหตุใดไม่เรียกผู้อาวุโส”
“สนิทกันถึงเพียงนี้แล้ว เรียกผู้อาวุโสดูห่างเหินยิ่งนัก!”
“เอาเถิด เจ้าคิดไตร่ตรองดีแล้วใช่หรือไม่ แม้ก่อนหน้านี้จะมีกรณีของยอดแม่ทัพเทพ แต่จักรพรรดิสวรรค์มักจะวางอุบายลุ่มลึก อารมณ์ผิดปกติแปรปรวน ในสายตาสูงส่ง อาจจะยากที่เจ้าจะเข้าตาเขา”
“หากไม่ได้จริงๆ เช่นนั้นข้าก็มีแต่ต้องยอมแพ้ ถึงข้าจะสู้ไม่ไหว แต่เรื่องหนีก็พอได้อยู่”
“ข้าก็รู้สึกว่าไอ้หนูอย่างเจ้าไม่ปกตินัก ตบะที่บำเพ็ญก็ไม่เหมือนมรรคผลไท่อี่ ระบบเต๋าของเจ้ายิ่งเหมือนโลกีย์หกวิถี”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ ข้าก็ไม่ใช่ผู้ทรงพลังกลับชาติมาเกิด มีโอกาสวาสนาก็ต้องคว้าเอาไว้”
“ก็จริง”
หลังจากนั้น หานเจวี๋ยก็สอบถามเรื่องบรรพชนพุทธภควัตกับจั้งกูซิง
จั้งกูซิงมีความเข้าใจเรื่องบรรพชนพุทธภควัตจริงๆ
“ในบรรดามหาพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ บรรพชนพุทธภควัตเป็นองค์ที่ไม่มีคุณูปการมากที่สุด แต่ได้รับอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อผู้บุกเบิกวิชาวัฏจักรหกวิถี คิดว่าการเวียนว่ายตายเกิดถึงจะเป็นวิถีสูงสุด ถึงจะเป็นมรรคาสวรรค์ที่แท้จริง ยามที่บรรยายกับศิษย์สำนักพุทธเขาถึงขั้นโน้มน้าวให้ละทิ้งการบำเพ็ญตบะหลายต่อหลายครั้ง ทำเอามหาพระพุทธเจ้าอีกสี่พระองค์โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ พระพุทธเจ้าหนึ่งในนั้นกล่าวว่าหากท่านศรัทธาในวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิดถึงเพียงนี้ เหตุใดท่านถึงไม่เข้าสู่การเวียนว่ายตายเกิดเสีย เพราะเช่นนั้นบรรพชนพุทธภควัตจึงกระโจนเข้าสู่วัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด ไร้ข่าวคราวนับแต่นั้น”
จั้งกูซิงทอดถอนใจเอ่ย หลังจากหานเจวี๋ยฟังจบถึงได้ปักใจเชื่ออย่างสมบูรณ์ว่านี่ไม่ใช่แผนการชั่วร้ายของสำนักพุทธ
แต่เพราะบรรพชนพุทธภควัตมีปัญหาจริงๆ
จั้งกูซิงพลันกล่าวหัวเราะเย้ยหยันว่า “ที่เจ้าใส่ใจบรรพชนพุทธภควัตเพียงนี้ เป็นเพราะคลุกคลีกับเขามาแล้วใช่หรือไม่ เขาไปเกิดใหม่หลายพันครั้งแล้ว สำนักพุทธเองก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมรับความคิดของเขา เจ้าไม่ต้องกังวลใจไป สำนักพุทธก็อยากให้บรรพชนพุทธภควัตเวียนว่ายตายเกิดชั่วนิรันดร์ยิ่งนัก”
หานเจวี๋ยเผยรอยยิ้มออกมา ‘พี่ใหญ่ตั้งมั่นนัก เรื่องนี้ยังสามารถคำนวณได้’
เขาถามถึงหลงซั่นอีกครั้ง
“ไม่เห็นเคยได้ยิน”
คำตอบของจั้งกูซิงทำให้หานเจวี๋ยจนปัญญา
‘ก็จริง
เป็นไปไม่ได้ที่โอรสจักรพรรดิสวรรค์จะมีเพียงคนเดียว’
ทั้งคู่สนทนากันต่อสักพัก ก่อนที่หานเจวี๋ยจะมุ่งหน้าต่อไป
…
พายุหิมะในโลกมนุษย์ดำเนินต่อไปนานหลายปี ท่ามกลางหิมะนั้นได้แฝงพลังวิญญาณเอาไว้ ทำเอาผู้ฝึกบำเพ็ญล้วนได้รับผลประโยชน์ แต่สำหรับคนธรรมดาทั่วไปแล้ว นี่ก็คือหายนะครั้งใหญ่
วิญญาณมนุษย์ธรรมดาค่อยๆ ตกตายท่ามกลางภัยพิบัติหิมะมากขึ้นเรื่อยๆ
ผืนดิน ภูเขาและลำธารล้วนถูกเกล็ดหิมะทำให้แข็งตัวจนกลายเป็นธารน้ำแข็ง ไม่เหลือพื้นที่สีเขียวชอุ่มให้เห็นอีกต่อไป
หานเจวี๋ยพลันนึกถึงยุคน้ำแข็งขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
หรือก่อนหน้านี้โลกก็เคยเผชิญหน้ากับมหาเคราะห์เช่นนี้ เช่นนั้นที่โลกกลายเป็นยุคน้ำแข็ง ก็เพราะโลกกำลังปกป้องตัวเอง?
‘มีความเป็นไปได้มาก!’
ทว่านั่นล้วนเป็นเรื่องของอดีตชาติ เป้าหมายหลักของหานเจวี๋ยคือพยายามที่จะแข็งแกร่งขึ้นให้ได้
วังสวรรค์อาจจะมาได้ทุกเมื่อ
หานเจวี๋ยเริ่มเป็นกังวลขึ้นมาแล้ว
เขาตั้งตารอคอยอยู่ทุกวัน ทำให้ตอนที่เขาฝึกบำเพ็ญมักยากจะสงบใจเป็นอย่างยิ่ง
ซูฉีกลับมาแล้ว และก็เป็นหานเจวี๋ยที่เรียกเขากลับมา
เขาบอกว่าจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำธาตุไฟเข้าแทรกขณะบำเพ็ญตบะ ดังนั้นเขาจึงออกมาได้อย่างราบรื่น ไม่ได้มีอุปสรรคใดๆ
หลังจากหานเจวี๋ยได้ฟังแล้ว ก็อยากหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
‘ดาวตัวซวยก็ยังเป็นดาวตัวซวยวันยังค่ำ!’
หลังจากซูฉีกลับมาก็พบว่าพลังวิญญาณเพิ่มพูน เช่นนั้นจึงรู้สึกดีใจยกใหญ่ เริ่มปิดด่านฝึกฝนทันที
ตั้งแต่หลังจากที่พูดคุยกับจั้งกูซิง เวลาก็ผ่านไปประมาณเจ็ดปี
หานเจวี๋ยข่มความกระวนกระวายใจไว้ไม่อยู่ จึงหยัดกายลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน
เซียนซีเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์และสิงหงเสวียนล้วนกำลังบำเพ็ญตบะภายในถ้ำเทวา ไม่ได้ออกไปข้างนอกอีก
หานเจวี๋ยมาหาเซียนซีเสวียน
เซียนซีเสวียนได้ยินเสียงของเขา ก็ให้เขาเข้ามาในถ้ำเทวา
เมื่อนับดู ก็เป็นเวลานานมากแล้วที่หานเจวี๋ยไม่ได้ถกธรรมกับนาง
เมื่อได้เห็นเซียนซีเสวียนอีกครั้ง หานเจวี๋ยก็พบว่านางเหมือนกับเมื่อก่อน ยังคงมีบุคลิกสูงส่งประหนึ่งเทพเซียนเช่นเดิม
“เหตุใดเจ้าถึงยอมออกด่านมาหาข้าได้” เซียนซีเสวียนเอ่ยถามยิ้มๆ
สายตาที่นางมองทางหานเจวี๋ยเต็มไปด้วยนัยลึกซึ้ง
นางไม่ได้เขลา นางเข้าใจเจตนาที่หานเจวี๋ยมีต่อตนดี ทั่วทั้งสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ มีสักกี่คนกันที่สามารถเข้ามาบำเพ็ญตบะในเขาเพียรบำเพ็ญเซียนได้
หานเจวี๋ยเอ่ยถามพลางกลั้วหัวเราะ “เรื่องที่วังสวรรค์กำลังจะมา เจ้าเคยได้ยินมาบ้างหรือไม่”
ในเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ความลับอะไร สิงหงเสวียนเองก็ทราบแล้ว จากความสัมพันธ์ของนางกับฉางเยวี่ยเอ๋อร์ จะต้องบอกกล่าวกับฉางเยวี่ยเอ๋อร์แล้วเป็นแน่ และฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็เป็นศิษย์ของเซียนซีเสวียน แน่นอนว่าก็ต้องรู้แล้วเช่นกัน
เซียนซีเสวียนกล่าวว่า “ข้าทราบแล้ว อันที่จริงแล้วเจ้าไม่จำเป็นต้องรั้งอยู่เพื่อสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์หรือเพื่อคนทั่วหล้า เจ้าสามารถขึ้นสวรรค์ได้ รีบขึ้นสวรรค์ให้เร็วหน่อยเถิด ไม่จำเป็นต้องเอาเป็นเอาตายกับเทพเซียน ส่วนพวกเรา อีกทั้งยังสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ นี่ก็ล้วนเป็นชะตา ไม่จำเป็นต้องทำให้ตนเองต้องเสี่ยงอันตราย
รู้จักเจ้ามานับพันปี ข้าก็รู้จักนิสัยของเจ้าเป็นอย่างมาก ตอนแรกสิ่งที่เจ้าต้องการคือการบำเพ็ญเซียน สิ่งที่เจ้าต้องการคือความเป็นอมตะ ไม่จำเป็นต้องถูกรั้งด้วยความรู้สึก
มีชีวิตอยู่มานานเพียงนี้ กล่าวตามตรง ข้าก็อยู่มามากพอแล้ว ต่อให้วันพรุ่งนี้จะต้องตาย ข้าก็ไม่ได้รู้สึกเสียดาย สิ่งเดียวที่รู้สึกนึกละอายคือน้ำใจของเจ้า ความหวังดีที่เจ้ามีต่อข้า ข้าเกรงว่าคงไม่มีวันตอบแทนได้”
น้อยครั้งนักที่นางจะกล่าววาจายืดยาวเช่นนี้ในคราวเดียว
หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ “วางใจเถิด ข้าย่อมมีอุบายรัดกุมครอบด้านแน่ หากสู้ไม่ได้ ข้าจะพาเขาเพียรบำเพ็ญเซียนขึ้นสู่สวรรค์ไปด้วยกัน เพียงแต่ เจ้ายินยอมที่จะไปกับข้าหรือไม่”
เซียนซีเสวียนส่ายหน้าหลุดยิ้ม “หากข้าบอกว่าไม่ยินยอม ก็คงไม่รู้จักรักษาน้ำใจ หน้าซื่อในคด”
จากนั้น นางก็เปลี่ยนเรื่อง เริ่มพูดคุยเรื่องอดีตที่ผ่านมากับหานเจวี๋ย
จิตใจที่เป็นกังวลของหานเจวี๋ยก็พลอยสงบลงตามด้วย
หลังจากพูดคุยกับเซียนซีเสวียนอยู่หลายวัน เขาก็ไปหาฉางเยวี่ยเอ๋อร์อีก และพูดคุยกันอีกหลายวันเช่นเคย สภาพจิตใจจึงฟื้นสู่สภาวะปกติอย่างสมบูรณ์
เมื่อนึกย้อนกลับไป ก็มีประโยชน์อยู่เหมือนกัน
สามารถรื้อฟื้นจิตแรกเริ่มได้
เมื่อกลับมาถึงภายในถ้ำเทวาฟ้าประทานอีกครั้ง หานเจวี๋ยที่กำลังจะฝึกบำเพ็ญ จู่ๆ เบื้องหน้าก็ปรากฏอักขระขึ้นมาแถวหนึ่ง
[ตรวจสอบพบว่ากฎสวรรค์ที่มาถึงโลกมนุษย์แห่งนี้กำลังถูกเก็บ มหาเคราะห์ฟ้าดินกำลังจะมาถึง]
บทที่ 182
กฎสวรรค์ถูกเก็บ!
มหาเคราะห์ฟ้าดินใกล้มาเยือน!
หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ เฮือกหนึ่ง ในที่สุดก็ใกล้จะมาแล้ว!
‘ก็ไม่รู้ว่าวังสวรรค์จะส่งแม่ทัพและทหารสวรรค์มามากเท่าไร
หลงซั่นต้องมาแน่ เทพยุทธ์จวี้หลิงก็อาจจะมาด้วย’
เพื่อเป็นการไม่ประมาท หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเพื่อเริ่มสาปแช่งหลงซั่นและเทพยุทธ์จวี้หลิง
เขาไม่สนว่าจะชนะด้วยวิธีใด ในเมื่ออีกฝ่ายยังใช้จำนวนคนเข้าสู้ ข่มเหงผู้ด้อยกว่าได้!
…
วังสวรรค์ พระราชวังเทียมเมฆา
จักรพรรดิสวรรค์นั่งบนบัลลังก์หยก อำนาจบารมีน่าเกรงขาม ด้านหลังส่องแสงรัศมีเป็นประกาย
เหล่าเทพเซียนในท้องพระโรงล้วนองอาจทรงพลัง ท่วงท่าแข็งแกร่ง
หลงซั่นที่สวมชุดเกราะสีเงินยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าแม่ทัพสวรรค์ ใบหน้าไร้ความรู้สึก รอคอยการจัดเตรียมของจักรพรรดิสวรรค์
“เทพปีศาจถูกประหารชีวิตแล้ว วิญญาณเข้าสู่วัฏจักร หลังจากนี้ก็ควรชำระล้างเศษซากของเผ่ามารบนโลกมนุษย์ มีโลกมนุษย์ทั้งหมดกี่แห่งที่เผ่ามารเข้ารุกราน” จักรพรรดิเอ่ยปากขึ้นอย่างเนิบช้า
ชายชราในชุดคลุมสีขาวที่ดูมีชีวิตชีวาประสานมือเอ่ย “ทูลฝ่าบาท เผ่ามารเข้ารุกรานโลกมนุษย์ทั้งหมดสี่สิบสามแห่ง ซึ่งในนั้นมีโลกมนุษย์สิบเอ็ดแห่งที่ต้องชำระล้างพ่ะย่ะค่ะ”
“มากเพียงนี้เชียว”
จักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้ว ดวงตาฉายแววไม่พอใจอยู่เสี้ยวหนึ่ง
เหล่าเทพเซียนเองก็อดที่จะซุบซิบกันไม่ได้
ชายชราชุดขาวกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “เทพปีศาจถ่วงเวลาพวกเราไว้นานเกินไป ทำให้พวกเผ่ามารสามารถฉกฉวยโอกาสได้พ่ะย่ะค่ะ”
หายนะที่เทพปีศาจสร้างขึ้นคราวนี้กินเวลาเกือบพันปี เป็นเวลาที่ค่อนข้างนานจริงๆ
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยปากกล่าวว่า “ที่ควรชำระล้างก็ชำระล้างเสีย ข้าจะไม่ซักไซ้ไล่เลียง พวกเจ้าก็จัดการกันเองเถิด แต่มีโลกมนุษย์อยู่แห่งหนึ่งที่ข้าอยากให้พวกเจ้าลองดูด้วยตาตนเอง”
เขาโบกมือขวาคราหนึ่ง
รัศมีศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งพุ่งออกมาจากแขนฉลองพระองค์ ลอยวนเวียนอยู่กลางอากาศในท้องพระโรง ก่อนจะกลายเป็นกระจกใหญ่ยักษ์บานหนึ่ง ในกระจกนั้นปรากฏภาพฉากของเขาเพียรบำเพ็ญเซียน
ท่ามกลางหิมะสีขาวที่ปลิวไสวไปทั่วท้องนภา เขาเพียรบำเพ็ญเซียนราวกับจะได้รับการปกป้องโดยชั้นแสงที่ไร้ลักษณ์ แยกตัวออกจากพายุหิมะ ให้ความรู้สึกเวิ้งว้างโดดเดี่ยวหนาวเหน็บ
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยปากกล่าวว่า “เมื่อหลายร้อยปีก่อน พวกเจ้าก็เคยได้เห็นวาจาสามหาวของมนุษย์ธรรมดาสามัญสองคนนั่นแล้ว ข้าพบว่าดวงชะตาของโลกมนุษย์ใบนี้เหนือกว่าโลกใบอื่นอยู่มากโข นอกจากมีผู้ทรงพลังกลับชาติมาเกิดจำนวนหนึ่งแล้ว ส่วนใหญ่คือมาจากเขาแห่งนี้ การชำระล้างโลกมนุษย์ในครั้งนี้ โลกใบนี้ก็แข็งแกร่งที่สุด ซั่นเอ๋อร์ต้องเข้าร่วมด้วย”
เหล่าเทพเซียนอดหันไปมองทางหลงซั่นไม่ได้
‘มิน่าเจ้าเด็กนี่ถึงปรากฏตัวในท้องพระโรง’
แม่ทัพสวรรค์ที่องอาจผู้หนึ่งเอ่ยปากกล่าวว่า “ข้ายินดีที่จะนำเหล่าทัพลงไปชำระล้างโลกใบนี้พ่ะย่ะค่ะ!”
รูปร่างของเขาสูงสิบจั้ง ไหล่กว้างเอวหนา ดวงหน้ากระจ่าง ดวงตาเฉี่ยวคม คิ้วหนาเข้ม เต็มไปด้วยกลิ่นอายเผด็จการอย่างถึงที่สุด
เหล่าเทพเซียนพากันฮือฮา
คิดไม่ถึงว่าเทพยุทธ์จวี้หลิงกลับหมายจะชำระล้างโลกมนุษย์ด้วยตนเอง!
เมื่อรวมกับหลงซั่นแล้ว ไพ่ใบนี้ก็เด็ดเกินกว่าพลังที่จะชำระล้างโลกมนุษย์แล้ว
บุตรแห่งสวรรค์ของโลกนี้ก็เก่งกาจเพียงนั้นจริงหรือ
“ศึกครั้งนี้ เมื่อถึงเวลานั้นเหล่าเทพเซียนจะต้องเฝ้าจับตามองอยู่ที่ท้องพระโรงแห่งนี้” จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยกล่าวขึ้นต่อ
วาจานี้ทำเอาเหล่าเทพเซียนอดมองไปยังทิศทางเดียวกันไม่ได้
ยอดแม่ทัพเทพ!
เงาร่างของยอดแม่ทัพเทพสูงใหญ่กำยำ ใบหน้าหล่อเหลาเยียบเย็น ชุดเกราะบนร่างลุกโชนด้วยเปลวเพลิง บนศีรษะสวมมงกุฎหงส์คู่หนึ่ง แกว่งไกวไม่หยุด เรียกได้ว่าหล่อเหลางดงามสง่า เผด็จการผิดธรรมดา
ปีนั้นยอดแม่ทัพเทพท้าประลองกับเทพเซียนในโลกมนุษย์ จักรพรรดิสวรรค์ก็ให้เหล่าเทพเซียนอยู่ชม หลังจากเป็นประจักษ์พยานถึงพรสวรรค์และท่วงท่าที่สง่างามผ่าเผยของยอดแม่ทัพเทพแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดกล้าคัดค้านไม่ให้ยอดแม่ทัพเทพเข้าสู่วังสวรรค์อีก
จากนั้น ภายใต้การบ่มเพาะในวังสวรรค์ยอดแม่ทัพเทพก็ผงาดง้ำอย่างรวดเร็ว กลายเป็นหอกที่แหลมคมที่สุดในปัจจุบันของวังสวรรค์
ยอดแม่ทัพเทพสีหน้าเฉยเมย ไม่ได้ส่งเสียงใด
เหล่าเทพเซียนอดที่จะตั้งตารอคอยไม่ได้ว่าการต่อสู้ของโลกมนุษย์ต่อจากนี้จะน่าตื่นตาตื่นใจเพียงใด
“ไม่มีทางที่ยอดแม่ทัพเทพคนต่อไปจะปรากฏตัวขึ้น”
จู่ๆ หลงซั่นก็เอ่ยปากขึ้น เรียกความสนใจจากเหล่าเทพเซียน
เห็นเพียงเขามองไปทางยอดแม่ทัพเทพด้วยสายตาวาววับ ก่อนกล่าวว่า “โลกมนุษย์มียอดแม่ทัพเทพเพียงแค่หนึ่ง ไม่อาจมีคนที่สอง แต่วังสวรรค์ไม่อาจมียอดแม่ทัพเทพแค่คนเดียว”
วาจาของเขากล่าวตรงจุด ทว่ายอดแม่ทัพเทพไม่ได้โกรธแต่อย่างใด ตรงข้ามเขากลับก้มหน้าหัวเราะ
เหล่าเทพเซียนต่างพากันระบายยิ้ม
เพียงเพราะหลงซั่นเป็นผู้ที่นับถือยอดแม่ทัพเทพ เคยติดสอยห้อยตามยอดแม่ทัพเทพไปฝึกบำเพ็ญอยู่ระยะหนึ่ง
…
แปดปีต่อมา
หานเจวี๋ยอายุครบหนึ่งพันหนึ่งร้อยปีบริบูรณ์ แต่ไม่ได้มีรางวัลใดปรากฏขึ้นมาให้เลือก
ดูท่าหลังจากพ้นหนึ่งพันปีแล้ว จะไม่ปรากฏของรางวัลร้อยปีอีกต่อไป เรื่องนี้ทำให้หานเจวี๋ยค่อนข้างผิดหวังอยู่บ้าง
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในที่สุดพายุหิมะในโลกมนุษย์ก็ผ่านพ้นไป แสงอาทิตย์ส่องประกาย ไอวสันต์แย้มสะพรั่ง
เหล่ามนุษย์ล้วนแซ่ซ้องยินดี ทว่าแดนบำเพ็ญพรตกลับเศร้าสลดทั้งแถบ จวนเซียนสวรรค์ได้แพร่กระจายข่าวที่วังสวรรค์จะชำระล้างโลกมนุษย์ออกไป ทำให้ทั่วทั้งใต้หล้าล้วนตกสู่ท่ามกลางความแตกตื่น
เหล่าผู้บำเพ็ญสายมารเองก็รู้สึกตกใจเช่นกัน แม้พวกเขาจะเดินตามเส้นทางของตนเอง แต่ก็ไม่ได้คาดหวังให้สิ่งมีชีวิตถูกเทพเซียนล้างบาง
เพียงชั่วขณะเดียว สายหลักสายมารต่างเริ่มรวบจับเศษซากเผ่ามารอย่างบ้าคลั่ง ตระกูลจำนวนมากที่เป็นดั่งเช่นตระกูลโม่ถูกล้างสังหาร ส่วนตระกูลโม่หลบหนีไปตั้งแต่ตอนแรก หนีไปไกลลิบโลก จึงไม่ได้รับผลกระทบใด
วันนี้เอง
เสียงระฆังกึกก้องสายหนึ่งดังกระหึ่มทั่วฟ้าดิน สรรพชีวิตใต้หล้าล้วนได้ยินกันถ้วนทั่ว
ที่ตามมาติดๆ คือเสียงที่น่าเกรงขามสายหนึ่งที่ดังขึ้น
“โลกมนุษย์แห่งนี้ถูกเผ่ามารกลืนกิน เกรงว่าจะกลายเป็นหายนะของโลกทั้งหมื่น ตามบัญชาสวรรค์ ต้องทำลาย!”
“เหล่าแม่ทัพและทหารสวรรค์ฟังบัญชา จงชำระล้างโลกมนุษย์!”
ตู้ม!
ทั่วทั้งใต้หล้าเดือดปะทุ!
เสียงของเทพยุทธ์จวี้หลิงดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทำเอาทุกคนต่างรับมือไม่ทัน
เมฆอัสนีที่ไร้ขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดแผ่ครอบท้องนภาของโลกมนุษย์ สรรพสิ่งเงยหน้าขึ้นมอง บนเมฆอัสนีเป็นชั้นๆ ปรากฏเงาร่างน่าหวาดกลัวสายแล้วสายเล่า สูงส่งตระหง่านค้ำฟ้า กำยำดุจภูเขา
เขาเพียรบำเพ็ญเซียน
หานเจวี๋ย อู้เต้าเจี้ยนเดินออกมาจากถ้ำเทวา แหงนหน้ามองเทพเซียนบนท้องนภาเช่นเดียวกัน
เทพเซียนเกลื่อนนภา อานุภาพศักดิ์สิทธิ์สยบโลก!
แม้จำนวนจะไม่นับว่าน่าหวาดหวั่น แต่เงาร่างทุกสายล้วนใหญ่โตมหึมายิ่งนัก ราวเหยียดหยันโลกมนุษย์ นำพาความสิ้นหวังและกลัวเกรงมาสู่โลกมนุษย์
บารมีสวรรค์ลงมาเยือน ปิดล้อมใต้หล้า
“นั่นก็คือเทพเซียนหรือ” ราชามังกรสามหัวกล่าวขึ้นอย่างตกใจ
คนอื่นๆ ต่างพากันเงยหน้าขึ้นมองอย่างตึงเครียด
ซูฉี เซียนซีเสวียน สิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ทยอยกันเร่งฝีเท้าเข้ามา เงยหน้ามองดูเช่นเดียวกัน บนใบหน้าแต่ละคนล้วนฉายแววสะท้านสะเทือน
พวกเขาล้วนเป็นมนุษย์ทั่วไป ต่างเพิ่งเคยประจักษ์ท่วงท่าแห่งเทพเซียนกับตาตัวเองเป็นครั้งแรก
เมื่อเผชิญหน้ากับเงาเทพบนเมฆอัสนี พวกเขาก็รู้สึกเพียงว่าตนเองเหมือนมดปลวก เล็กจ้อยหาที่เปรียบไม่ได้
สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เองก็วุ่นวายเช่นกัน ศิษย์จำนวนมากมายนับไม่ถ้วนกำลังพากันวิพากษ์วิจารณ์ เหล่าผู้อาวุโสเริ่มพากันเปิดใช้งานค่ายกลใหญ่พิทักษ์สำนัก แต่พวกเขาต่างเข้าใจดีว่าเมื่อเผชิญหน้ากับเทพเซียนแล้ว วิชาค่ายกลของพวกเขาก็เหมือนมายาลวง
ใต้ต้นฝูซัง ไก่คุกรัตติกาล สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น อีกาทองสองตัว หยางเทียนตง สวินฉางอัน ซูฉี ถูหลิงเอ๋อร์ ราชามังกรสามหัว ฟางเหลียง มู่หรงฉี่และฉู่ซื่อเหรินต่างมองไปทางหานเจวี๋ยตามๆ กัน
เผชิญหน้าเทพเซียนที่น่าหวาดกลัวเช่นนี้ หานเจวี๋ยยังจะสู้อีกหรือ
จะให้สู้อย่างไร!
แม้ความแข็งแกร่งที่หานเจวี๋ยแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้จะแข็งแกร่งยิ่งนัก ทว่าเมื่อเทียบกับเทพเซียนบนสวรรค์แล้ว อานุภาพก็ยังห่างชั้นราวฟ้ากับเหว
เงาเทพที่สั้นที่สุดบนเมฆอัสนีอย่างน้อยก็สูงถึงหนึ่งพันจั้ง!
ไก่คุกรัตติกาลกล่าวเสียงสั่นว่า “นายท่าน พวกเราหนีกันเถิด?”
นี่จะให้สู้อย่างไร
ตั้งแต่แรกก็สู้ไม่ได้แล้ว!
หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจมัน หากแต่เงยหน้าทอดมองท้องนภา ดวงตาหรี่เล็กลง
เขามองเห็นคนผู้หนึ่ง
ที่ยืนอยู่บนยอดสูงสุดก็คือเงาเทพน่าหวาดกลัวอันสูงตระหง่านที่สุดนั้น
เทพยุทธ์จวี้หลิง!
เทพยุทธ์จวี้หลิงยืนอยู่เหนือเก้าสวรรค์ชั้นตา ปรายตาลงมองโลกมนุษย์ด้วยสีหน้าเย็นชา เสมือนกำลังมองมดมองแมลงบนพื้นดิน
หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าเทพยุทธ์จวี้หลิงกำลังจ้องมองตนเองอยู่
“มนุษย์ธรรมดาที่คิดอยากพิสูจน์พรสวรรค์ของตนเองต่อวังสวรรค์ เข้ามา!
หนึ่งชั่วยามหลังจากนี้ หากไม่มีผู้ใดสามารถพิสูจน์พรสวรรค์ของตนได้ ทัณฑ์สวรรค์จะมาเยือน ชำระล้างโลกมนุษย์!”
เสียงของเทพยุทธ์จวี้หลิงก้องกำทวนอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ สั่นสะท้านจิตใจผู้คน ทั้งๆ ที่กล่าวอย่างราบเรียบนิ่ง แต่ราวกับกำลังขู่คำราม แผดตะโกนอย่างไรอย่างนั้น
บทที่ 183
วาจาของเทพยุทธ์จวี้หลิงทำเอาทั่วหล้าเดือดคลั่ง
‘เทพเซียนหมายจะทำลายล้างโลก!’
ภายใต้สถานการณ์สิ้นหวัง ไม่มีผู้ใดกล้ากระโจนออกมาท้าประลองกับเทพเซียน
ในใจของพวกเขาล้วนรู้สึกโชคดีขึ้นมาอยู่บ้าง
‘หากว่าเทพเซียนกำลังล้อเล่นอยู่เล่า’
หานเจวี๋ยกำลังลังเลว่าจะเป็นฝ่ายบุกโจมตีเอง หรือว่ารอเทพเซียนบุกมาหาถึงเขาเพียรบำเพ็ญเซียน
“เมื่อเผชิญหน้าความเป็นความตาย ผู้บำเพ็ญเช่นข้ามีหรือจะกลัวเกรง!”
เสียงแหบชราสายหนึ่งดังขึ้น ส่งไปถึงสิบเขตเก้าราชวงศ์อย่างแม่นยำ
หานเจวี๋ยไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน แต่เขาสามารถสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายหอบนี้พุ่งทะยานขึ้นมาแต่ไกล
‘ผู้บำเพ็ญมหายาน!’
ไม่ใช่แค่เพียงเขา ยังมีระดับมหายานคนอื่นๆ ที่เหาะเหินไปทางท้องนภา
ผู้บำเพ็ญมหายานที่ซ่อนตัวอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ในใต้หล้าต่างทยอยกันออกเคลื่อนไหว
ใต้หล้าปั่นป่วน พวกเขาจำต้องลงมือ
จี้เซียนเสินก็ลงมือเช่นกัน!
พกพาพลังเปี่ยมล้น จี้เซียนเสินพุ่งเหินสู่ชั้นเมฆอย่างไม่หันหลังกลับ เบื้องหลังเป็นเหล่าผู้ทรงพลังจากจวนเซียนสวรรค์
“เทพเซียนแล้วอย่างไร! มนุษย์ย่อมชนะสวรรค์!”
จี้เซียนเสินกล่าวหัวเราะลั่นอย่างมุ่งมั่น ความภาคภูมิใจเปี่ยมล้น
เขารอวันนี้มานานแล้ว!
ไกลออกไปนั้น!
พยับหมอกปีศาจสีดำระลอกแล้วระลอกเล่าพุ่งไปทางเทพเซียนทั่วท้องนภา ท่ามกลางพยับหมอกปีศาจนั้นเป็นจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำนั่นเอง!
นี่เป็นเรื่องวิปริตปั่นป่วนของสรรพชีวิตทั่วทั้งใต้หล้า หาใช่เรื่องของเผ่ามนุษย์ แน่นอนว่าจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำย่อมต้องลงมือด้วยเช่นเดียวกัน
นี่ก็เป็นเหตุผลที่จี้เซียนเสินไม่สังหารจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำ แม้จักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำจะรวมหัวกับเผ่าปีศาจ แต่ก็เคยให้สัญญาว่าหากเทพเซียนบุกโจมตีโลกมนุษย์ เขาจะต้องลงมืออย่างแน่นอน
ผู้ทรงพลังในโลกมนุษย์หลายสิบคนบุกทะยานขึ้นไปบนท้องนภา
บนเมฆอสนีชั้นแล้วชั้นเล่า เงาเทพสายแล้วสายเล่าเงื้ออาวุธเทพในมือขึ้น ฟาดฟันลงมาทางโลกมนุษย์
ดับฟ้าผลาญปฐพี!
ลำแสงเจิดจ้าบาดตากระจายทั่วฟ้าดิน สว่างจนหานเจวี๋ยยังอดหรี่ตาลงไม่ได้
ไม่ได้การ!
คนพวกนี้เดิมทีก็ต้านเทพเซียนไม่ไหวสักนิด ยังเป็นเขาที่ต้องลงมือ!
หานเจวี๋ยทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยคก่อนจากไป “พวกเจ้าห้ามออกจากเขาแห่งนี้!”
ยามเมื่อแสงจ้าสลายหายไป ทุกคนเพ่งสายตามองเข้าไป พลันอดเบิกตากว้างไม่ได้
กลางอากาศปรากฏเป็นมนุษย์ยักษ์สูงหมื่นจั้งตนหนึ่ง!
เป็นหานเจวี๋ยนั่นเอง!
พลังวิเศษ ค้ำฟ้าเสมือนพสุธา!
หานเจวี๋ยก้าวเข้าไปในท้องนภาทีละก้าว ราวกับว่ากลางอากาศมีบันไดไร้ลักษณ์สายหนึ่ง ชุดคลุมสีทองพลิ้วปลิวไสว
เขายกมือขึ้น ใช้พลังเวทของตนต้านทานพลังเวทล้นทะลักที่เหล่าทหารสวรรค์ซัดออกมา เลี่ยงไม่ให้ต้าเยี่ยนเผชิญกับการโจมตีจนย่อยยับโดยง่าย
ชั่วอึดใจ
เทพเซียนทั่วท้องนภาพากันหันกาย มองมาทางหานเจวี๋ยเป็นทางเดียว
“เป็นเขาเองหรือ”
“พลังเวทแข็งแกร่งยิ่งนัก!”
“โลกมนุษย์ถึงกับมีตบะบำเพ็ญเช่นนี้ด้วย?”
“หรือว่าบนตัวเขามีศิลามรรคาสวรรค์”
“กล่าวกันว่าหยางซ่านก็ตายด้วยน้ำมือเขา!”
เสียงของเทพเซียนดังสนั่นยิ่งนัก กึกก้องไปทั่วทั้งโลกมนุษย์
เหล่าสรรพชีวิตใต้หล้าอดที่จะตกตะลึงไม่ได้
ความหมายของคำพูดเหล่านี้คือโลกมนุษย์มีผู้ทรงพลังที่เทียบชั้นเทพเซียนได้หรือ
อีกด้านหนึ่งของฟากฟ้า
จี้เซียนเสินยืนอยู่กลางห้วงอากาศอย่างมั่นคง ใบหน้าซีดขาว การรุกโจมตีของเหล่าทหารสวรรค์ทำเอาเขาสกัดไม่ไหว
แต่เมื่อได้ยินวาจาของเหล่าทหารสวรรค์แล้ว เขาก็อดฉายรอยยิ้มออกมาไม่ได้
‘ไม่ว่าอย่างไร มีสหายเต๋าเฉาคอยสกัดไว้อยู่!’
“หึ!”
เสียงแค่นเย็นเยียบสายหนึ่งดังขึ้น เป็นเสียงของเทพยุทธ์จวี้หลิง
เห็นเพียงเทพยุทธ์จวี้หลิงที่ยืนอยู่บนยอดสูงสุดพลันโน้มร่างลงมา เหล่าสรรพชีวิตตกใจกันยกใหญ่ รู้สึกแตกตื่นเหมือนฟ้าดินถล่ม
‘เทพยุทธ์จวี้หลิงช่างใหญ่ยักษ์มหึมา สูงล่ำกำยำเกินไปแล้วจริงๆ!’
หานเจวี๋ยเห็นโฉมหน้าของเทพยุทธ์จวี้หลิงอย่างชัดเจน แม้ตัวเขาจะสูงถึงหมื่นจั้งแล้ว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเทพยุทธ์จวี้หลิง ก็ยังเล็กจ้อยอย่างเห็นได้ชัด
“เซียนสวรรค์ไท่อี่? มิน่าเล่าเจ้าถึงอาจหาญเพียงนี้!”
เทพยุทธ์จวี้หลิงแค่นเสียงกล่าว น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยไอสังหาร
พระราชวังเทียมเมฆา
เทพเซียนในท้องพระโรงต่างพากันฮือฮา
“เซียนสวรรค์ไท่อี่? เหตุใดโลกมนุษย์ถึงปรากฏปีศาจระดับนี้ได้”
“หรือว่ามีคนจากแดนเซียนลงไปยังโลกมนุษย์”
“ไม่แน่ใจ แต่ไม่ว่าอย่างไรสำหรับวังสวรรค์แล้วก็ช่างเป็นเมล็ดพันธุ์ชั้นยอดจริงๆ อย่างไรเสียเขาก็ปรากฏกายอยู่ในโลกมนุษย์ที่พวกเราปกครอง”
“เขาอายุเท่าไหร่”
“คำนวณไม่ได้ บนตัวเขาน่าจะมียอดสมบัติ สามารถปิดกั้นการคำนวณผลกรรมได้”
จักรพรรดิสวรรค์สีหน้าไร้ความรู้สึก เพิกเฉยต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าเทพเซียน สายตาจับจ้องไปยังหานเจวี๋ยที่สะท้อนบนคันฉ่อง
เผชิญหน้ากับเทพยุทธ์จวี้หลิงที่สูงส่ง หานเจวี๋ยกลับไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย สีหน้าของเขาเรียบเฉย
เขายกมือขวาขึ้น ดรรชนีชี้ขึ้นฟ้า
ทั่วทั้งต้าเยี่ยน ทุกคนล้วนสามารมองเห็นร่างที่สูงหมื่นจั้งของหานเจวี๋ยได้
ภาพที่หานเจวี๋ยชี้นิ้วขึ้นฟ้าเผชิญหน้ากับเทพเซียนทั่วสวรรค์สั่นสะท้านพวกเขาอย่างฝังลึก
ภาพถัดมา ก็ยิ่งทำให้พวกเขายากจะลืมเลือนไปชั่วชีวิต
ตู้ม!
ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ!
ปราณกระบี่พุ่งโฉบออกไปตามดรรชนีด้านขวาของหานเจวี๋ย เหินทะยานขึ้นไป แสงกระบี่สว่างจ้าทั่วฟ้าดิน!
เหล่าทหารสวรรค์ไม่ทันได้ตอบสนอง เทพยุทธ์จวี้หลิงยกมือขึ้นสกัดไว้ด้วยสัญชาตญาณ เกรงว่าปราณกระบี่จะแตกระเบิด แผ่สะเทือนเมฆอสนีบนท้องนภา
“ฆ่า!”
พร้อมๆ กับเสียงขู่คำรามอันน่าหวาดกลัวและเดือดดาลของเทพยุทธ์จวี้หลิง ทหารสวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งลงมาจากทะเลเมฆา ดุจดั่งฝนเกาทัณฑ์นับพันนับหมื่นโปรยปรายลงมา
ในมือหานเจวี๋ยปรากฏกระบี่ขึ้นเล่มหนึ่ง กระบี่พิพากษาอนธการ
เขากำกระบี่ด้วยมือข้างเดียว เหยียบย่างไต่ขึ้นฟ้าไปอย่างต่อเนื่อง โบกกระบี่อย่างฉับไว
ปราณกระบี่พาดขวาง อานุภาพไม่อาจต้านทาน!
ทหารสวรรค์รายแล้วรายเล่าถูกหานเจวี๋ยฆ่าสังหาร ร่างดับมรรคสลายไปตามๆ กัน
ความแข็งแกร่งของเหล่าทหารสวรรค์ล้วนกระจายทั่วแดนเซียน ไหนเลยจะใช่คู่ต่อสู้ของหานเจวี๋ยที่อยู่ระดับเซียนสวรรค์วัฏจักร
หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้ยั้งมือ หากเขาไว้ชีวิตทหารสวรรค์พวกนี้ มีหรือวังสวรรค์จะไม่รู้ว่าเขากลัวเข้าแล้ว
บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียน พวกสวินฉางอันและหยางเทียนตงได้เห็นท่วงท่าการต่อสู้ที่สง่าผ่าเผยของหานเจวี๋ยด้วยตาตนเอง ไม่มีผู้ใดที่ไม่สั่นสะท้านด้วยความฮึกเหิม
“อาจารย์ปู่แข็งแกร่งยิ่งนัก!”
มู่หรงฉี่กล่าวอย่างตื่นเต้น ‘ที่แท้อาจารย์ปู่ก็มีของจริงๆ’
ในสายตาของคนอื่นๆ ต่างก็ฉายแววสั่นสะท้านและเคารพยำเกรงด้วยเช่นกัน
เซียนซีเสวียนทอดมองแผ่นหลังของหานเจวี๋ย ทอดถอนใจนับหมื่นครั้ง
นึกถึงคราแรกที่หานเจวี๋ยกราบตนเป็นอาจารย์ นางไหนเลยจะเคยคาดคิดว่าเจ้าเด็กนี่จะแข็งแกร่งถึงขั้นไปต่อสู้กับเทพเซียนได้
หานเจวี๋ยบุกตะลุยขึ้นหน้า สังหารทหารสวรรค์คนแล้วคนเล่าตามรายทางได้อย่างง่ายดาย ทว่าสายของเขากลับจดจ้องอยู่ที่เทพยุทธ์จวี้หลิง
เซียนสวรรค์ไท่อี่ขั้นสมบูรณ์!
จำต้องกล่าวว่า กลิ่นอายพลังของเทพยุทธ์จวี้หลิงช่างน่าหวาดกลัวจริงๆ แม้จะบรรลุถึงระดับเซียนสวรรค์วัฏจักรระยะกลางแล้ว หานเจวี๋ยก็ยังรู้สึกถึงแรงกดดัน
หมายจะปลิดชีพเทพยุทธ์จวี้หลิงในพริบตา ยากยิ่งนัก!
แต่หานเจวี๋ยยังคงเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ขอบเขตพลังเดียวกัน เขาก็ไร้ศัตรู!
แสงรุ้งสายหนึ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้า ดุจดั่งอุกกาบาตร่วงลงมาจากนอกนภา ชนกระแทกหานเจวี๋ยเข้าอย่างจัง
เป็นเทพยุทธ์จวี้หลิง
เทพยุทธ์จวี้หลิงสำแดงพลังวิเศษค้ำฟ้าเสมือนพสุธาเช่นเดียวกัน ร่างสูงหมื่นจั้ง ต่อสู้กับหานเจวี๋ยอยู่กลางฟากฟ้าอย่างดุเดือด
เซียนสวรรค์ทั้งสองต่างสำแดงพลังวิเศษ ซัดสะเทือนจนท้องนภาฉีกขาดในทันใด ห้วงอากาศบิดเคลื่อน อสนีสวรรค์จำนวนนับไม่ถ้วนเกี่ยวพันอยู่กลางฟ้าดิน
โลกมนุษย์แบกรับไม่ไหว!
พื้นที่ต่างๆ ทั่วใต้หล้าล้วนประสบภัยถ้วนหน้า ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ธรรมดาหรือว่าสัตว์ปีศาจ ส่วนใหญ่ล้วนกำลังวิ่งหนีอุตลุด ร้องครวญครางแตกตื่นกันจ้าละหวั่น
หานเจวี๋ยไม่มีเวลามาสนใจสถานการณ์ของโลกมนุษย์ เขาเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การต่อสู้
แม้เขาจะเพียรบำเพ็ญมาโดยตลอด แต่เมื่อมีแบบจำลองการทดสอบ ประสบการณ์การต่อสู้ของเขาก็ยังหลากหลายอยู่ดี
ปราณกระบี่ฟ้าดินร่วงใส่ร่างของเทพยุทธ์จวี้หลิงอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้สร้างความบาดเจ็บอย่างแท้จริง ชุดเกราะของเจ้าหมอนี่ก็ไม่เหมือนของคนธรรมดาทั่วไป
เทพยุทธ์จวี้หลิงคิดอยากจะทำร้ายหานเจวี๋ย นั่นยิ่งไม่ง่ายเข้าไปใหญ่ หานเจวี๋ยห้อตะบึงไม่หยุด ทำให้ดาบใหญ่ของเขาฟันไม่โดนเลยสักนิด
หานเจวี๋ยกวัดไกวกระบี่อย่างรุนแรง ปราณกระบี่เดือดพล่าน กลายเป็นทะเลปราณกระบี่ที่ไร้ขอบเขตไร้ที่สิ้นสุดแถบหนึ่ง เงากระบี่มากมายจำนวนนับไม่ถ้วนควบรวมตัวปรากฏขึ้น เบียดเสียดแน่นขนัด ดุจดั่งดวงดาวพร่างพราวจักรวาล นับจำนวนไม่หวาดไม่ไหว
ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ!
เทพยุทธ์จวี้หลิงสะเทือนอารมณ์ ‘นี่คือพลังวิเศษอะไรกัน’
ชั่วพริบตา เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งเข้ามาทางเขาจากสี่ทิศแปดทาง เดือดพล่านล้นทะลัก ตระการตาอย่างที่สุด สายลมบ้าคลั่งที่ซัดโหมขึ้นพัดหวิวๆ จากรอบทิศทาง พัดโบกจนป่าเขาบนผืนดินสั่นสะเทือนไม่หยุด ถึงขั้นถอนรากถอนโคนขึ้นมา
เทพเซียนสู้รบ คนธรรมดาประสบเคราะห์!
บทที่ 184
ทันทีที่ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิปรากฏ เทพยุทธ์จวี้หลิงผู้แข็งแกร่งก็ตกสู่สภาพเสียเปรียบอย่างรวดเร็ว
ต่อให้พลังเวทของเขาจะไร้ขอบเขต พลังป้องกันของชุดเกราะบนร่างแกร่งกล้า แต่ก็ยังต้านทานเงากระบี่ที่พุ่งเข้ามาไม่หยุดหย่อนไม่ไหว
เขากวัดไกวดาบไม่หยุด กัดฟันอย่างไม่ยอมแพ้
หานเจวี๋ยยืนอยู่บนขอบนภา โบกกระบี่อย่างต่อเนื่อง ทะเลปราณกระบี่รวมตัวออกมาเป็นเงากระบี่ไม่ว่างเว้น ยิงสังหารไปทางเทพยุทธ์จวี้หลิง
ทหารสวรรค์คนอื่นตกใจจนไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้ ได้แต่เฝ้ามองอยู่ไกลๆ
“เป็นไปได้อย่างไรกัน! เทพยุทธ์สู้เขาไม่ได้?”
“เทพยุทธ์จวี้หลิงเป็นถึงเซียนสวรรค์ไท่อี่ขั้นสมบูรณ์เชียวนะ!”
“เขาไม่มีทางเป็นมนุษย์ธรรมดาแน่! จะต้องเป็นคนของแดนเซียนที่ลงมายังโลกมนุษย์แน่นอน!”
“แย่แล้ว พวกเราจะกลายเป็นเศษระเบิดอีกแล้วหรือ”
“มิน่าเล่าถึงอยากชำระล้างโลกมนุษย์ผืนนี้ คิดไม่ถึงว่าจะซุกซ่อนผู้แข็งแกร่งเช่นนี้นี่ไว้!”
เหล่าทหารสวรรค์พากันหวาดเกรงไม่สบายใจ แม้ในวังสวรรค์ตำแหน่งฐานะของพวกเขาต่ำต้อยที่สุด แต่พวกเขาก็รักชีวิต ไม่อยากตายเช่นกัน
มนุษย์เซียนส่วนใหญ่มาเป็นทหารสวรรค์หาใช่ด้วยความสมัครใจ แต่ต่างมาเพราะผลประโยชน์กันทั้งนั้น
หานเจวี๋ยยกมือซ้ายขึ้น ยิงดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพออกไปเป็นระยะๆ ทะลุผ่านชุดเกราะของเทพยุทธ์จวี้หลิง
เทพยุทธ์จวี้หลิงบันดาลโทสะ เหล่าเทพเซียนภายในพระราชวังเทียมเมฆาต่างจ้องมองอยู่ เขาก็ไม่อยากเพลี่ยงพล้ำเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
จู่ๆ เขาก็กลายเป็นอัสนีสายหนึ่งอันตรธานหายไป
แทบจะในเวลาเดียวกัน หานเจวี๋ยโบกกระบี่หันกาย
ชิ้ง!
ดาบกระบี่พุ่งโจมตี เสียงใสก้องกังวานบาดหู ทำเอาสรรพชีวิตใต้หล้าสูญเสียสติสัมปชัญญะไปชั่วขณะ
ใบหน้าของหานเจวี๋ยฉายรอยยิ้มดูแคลน กล่าวว่า “เท่านี้?”
เทพยุทธ์จวี้หลิงถูกยั่วโทสะ หน้าตาบิดเบี้ยวขาดสติ
เขาคำรามด้วยความเดือดดาลคราหนึ่ง อาศัยพลังมรรคอัสนีซัดหานเจวี๋ยลอยคว้างออกไป แต่เขายังไม่ทันเคลื่อนไหวต่อ เงากระบี่นับพันนับหมื่นก็ม้วนตลบมาอีกครั้ง
เงากระบี่กลายเป็นกระแสน้ำหลากที่มีอานุภาพมหึมาซัดกระแทกบริเวณอกของเทพยุทธ์จวี้หลิง
เทพยุทธ์จวี้หลิงถูกกดทับจนร่วงหล่น เลือดสดๆ ไหลออกจากปากไม่หยุด
นี่คือเลือดของเทพเซียน สาดกระเซ็นอยู่ท่ามกลางทะเลเมฆา ทำให้ทะเลเมฆสลายหายไปในทันที
“น่ารังเกียจนัก!”
เทพยุทธ์จวี้หลิงกัดฟันกรอด สู้สุดแรงเกิด คิดอยากจะหยุดเอาไว้ แต่เงากระบี่ที่ไหลทะลักเข้ามาไม่หยุดพุ่งยิงเข้ามา ซัดโหมจนเขาเสียร่วงหล่นอย่างรวดเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ
ร่างสูงนับหมื่นจั้งที่หล่นลงมาจากฟ้า น่าหวาดกลัวเพียงใด ตื่นตาเพียงใด!
ดุจดั่งภูเขาลูกยักษ์ เกิดเป็นลมคลั่งล้างโลกา ภูผาธาราเบื้องล่างถูกกดจนแตกระเบิด กวาดราบเป็นหน้ากลอง
ผืนดินพังทลาย รอยแยกจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้น ฝุ่นควันคลุ้งตลบ คูเมืองแห่งแล้วแห่งเล่าถูกลมคลั่งพัดทำลาย ไม่รู้ว่ามีมนุษย์ปุถุชน ประชาชน สัตว์ปีศาจมากมายเท่าไรถูกหอบม้วนขึ้นฟ้า
เทพยุทธ์จวี้หลิงร่วงสู่พื้น ซัดกระแทกจนพื้นที่ละแวกหมื่นลี้ถล่มทลาย
อยู่ต่อหน้าเทพเซียน ทุกสิ่งของโลกมนุษย์ล้วนเห็นได้ชัดว่าเปราะบางไม่คงทน
เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนหล่นลงมาจากฟ้า ตกใส่ร่างเทพยุทธ์จวี้หลิงอย่างบ้าคลั่ง
เสียงโครมครามดังขึ้น!
ชุดเกราะของเทพยุทธ์จวี้หลิงถูกซัดแหลกลาญ กายเนื้อแบกรับเศษเสี้ยวของไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ ทำให้เขาอดร้องคำรามออกมาไม่ไหว ราวกับสัตว์ดุร้ายดึกดำบรรพ์ตัวหนึ่งกำลังแผดเสียงคำราม สะเทือนฟ้าดิน เทพผีโหยไห้
หานเจวี๋ยปรายตามองเทพยุทธ์จวี้หลิงจากมุมสูง ในใจรู้สึกลังเล จะฆ่าเทพยุทธ์จวี้หลิงดีหรือไม่
เทพยุทธ์จวี้หลิงก็ไม่ใช่ทหารสวรรค์!
กดข่มต่อไป!
ทำลายกายเนื้อของเขาก่อน!
สายตาของหานเจวี๋ยฉายแววโหดเหี้ยมขึ้นมาแวบหนึ่ง
พร้อมๆ กับเทพยุทธ์จวี้หลิงที่แผดคำรามต่อเนื่อง ไม่นานกายเนื้อของเขาก็ถูกไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิสังหารจนแตกดับ เหลือเพียงจิตวิญญาณที่ยังคงแบกรับพลังกดสยบของไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ ไม่อาจดิ้นพล่าน
หานเจวี๋ยเงยหน้ามองฟ้า กล่าวว่า “วังสวรรค์คิดจะชำระล้างโลกมนุษย์โดยไม่สนใจอะไรเลยจริงหรือ”
เสียงของเขากึกก้องไปทั่วโลกมนุษย์ สะท้อนกำทวนอยู่ภายในพระราชวังลอยฟ้า
พระพักตร์ของจักรพรรดิสวรรค์ไร้ความรู้สึก เหล่าเทพเซียนต่างพากันซุบซิบ เอ่ยวาจาเสียงแผ่วเบา
เทพยุทธ์จวี้หลิงอาจจะไม่ใช่แม่ทัพแนวหน้าของวังสวรรค์ แต่ก็เป็นเสาหลักระดับกลาง ยามออกรบส่วนมากล้วนมีเขาเป็นผู้นำทัพ
แม่ทัพสวรรค์ที่กำยำดุจเจดีย์เหล็กนายหนึ่งลุกออกมา กล่าวเสียงขรึมขึ้นว่า “ฝ่าบาท เจ้านี่วางโตโอหังเกินไป ข้าคิดว่าควรอัญเชิญทัณฑ์สวรรค์ทำลายโลกนี้ตรงๆ เลยดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ!”
เซียนฝ่ายบุ๋นคนอื่นๆ ต่างพากันสำทับ แต่ก็มีเทพเซียนจำนวนหนึ่งไม่เห็นชอบ
ยอดแม่ทัพเทพกล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ก่อนหน้านี้ฝ่าบาทเคยตรัสว่าหากเขาสามารถสำแดงพรสวรรค์ออกมาได้ จะล้มเลิกการชำระล้างโลกมนุษย์ก็ได้ เขาเพิ่งจะอายุราวๆ พันปี ก็บรรลุถึงระดับเซียนสวรรค์แล้ว พรสวรรค์ระดับนี้พวกเจ้ามีหรือไม่”
ทันทีที่ประโยคนี้เอ่ยออกมา เทพเซียนทั้งหลายต่างพากันเงียบกริบ
ใครเล่าจะกล้าหักหน้ายอดแม่ทัพเทพบ้าง
แม่ทัพสวรรค์ที่ร่างกำยำแค่นเสียงเย็นคราหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยโน้มน้าวต่อ
จักรพรรดิสวรรค์เพิกเฉยเหล่าเทพเซียน จ้องมองไปที่บานกระจกต่อ
เห็นว่าหานเจวี๋ยสยบกำราบเทพเซียนได้อย่างกร้าวแกร่ง เหล่าผู้บำเพ็ญของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ต่างแซ่ซ้องไม่หยุด
สีหน้าของนักพรตเต๋าจิ่วติ่งเองก็ฉายแววเดือดคลั่งเช่นกัน
เขารู้ว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งมาก แต่คิดไม่ถึงว่าจะแข็งแกร่งถึงขั้นที่แม้แต่เทพเซียนก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเลยสักนิด!
ในใจเขาเปี่ยมด้วยความรู้สึกโชคดี โชคดีที่ตนฟังความเห็นของหลี่ชิงจื่อ ไม่ได้ล่วงเกินหานเจวี๋ยเข้า
ใต้ต้นฝูซัง ซูฉีทอดมองภาพฉากยิ่งใหญ่บนฟากฟ้าด้วยสีหน้ามึนงง
ไม่รู้เพราะเหตุใด เขามักรู้สึกว่าภาพเหตุการณ์นี้คุ้นตายิ่งนัก คล้ายเคยสัมผัสมาก่อน ราวกับว่าเคยฝันเห็นมาก่อน
มู่หรงฉี่ ถูหลิงเอ๋อร์มองดูจนเลือดร้อนเดือดพล่าน แทบทนไม่ไหวอยากเข้าไปร่วมอยู่ในนั้นด้วย
คนอื่นๆ ก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน ยากที่จะรักษาอาการสงบได้
“เฮอะ! คิดว่าวังสวรรค์ของข้าไม่มีของจริงๆ หรือ!”
เสียงแค่นเย็นเยียบสายหนึ่งดังขึ้น ดุจดั่งฟ้าคำรามก้องสนั่น
หานเจวี๋ยเหลียวหน้าไปมอง เห็นเพียงแสงสีเงินไพศาลระลอกหนึ่งร่วงหล่นจากฟากฟ้า สาดส่องลงมายังโลกา
ท่ามกลางลำแสงเจิดจ้าบาดตามีเงาร่างสายหนึ่งที่กำลังเดินมุ่งหน้าไปทางหานเจวี๋ย
หลงซั่น!
เกราะสีเงินบนตัวกายหลงซั่นพุ่งส่องแสงศักดิ์สิทธิ์ ในมือกำทวนสามง่ามเล่มหนึ่ง แข็งกร้าวองอาจฮึกเหิม แผ่ซ่านกลิ่นอายกล้าแกร่งที่ไม่ลอาจโค่นล้ม!
‘เขาแกร่งยิ่งกว่าเทพยุทธ์จวี้หลิง!’
นี่คือความรู้สึกแรกของหานเจวี๋ย
เขาหันกายมองไปทางหลงซั่น ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิที่สยบกำราบเทพยุทธ์จวี้หลิงพลอยมลายหายไปด้วย
หานเจวี๋ยเปลี่ยนกลับไปเป็นร่างเดิม ค้ำฟ้าเสมือนพสุธาจะย่อยสลายพลังเวทต่อไปเรื่อยๆ เขาตั้งใจจัดการหลงซั่นเต็มกำลัง
นี่ก็คือโอรสจักรพรรดิสวรรค์ สายเลือดมังกรแท้ มรดกมหาจักรพรรดิมังกรสวรรค์ บุตรแห่งสวรรค์หมื่นบรรพกาล!
จะประมาทไม่ได้!
หลงซั่นมองทางหานเจวี๋ยด้วยสายตาลุกโชน เอ่ยถามว่า “เจ้าอายุเท่าใด”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างเรียบนิ่ง “เพิ่งครบหนึ่งพันหนึ่งร้อยปี”
ได้ยินเช่นนี้ หลงซั่นก็ขมวดคิ้ว ฝีเท้าที่ก้าวเดินไปทางหานเจวี๋ยเพิ่มความเร็วขึ้น
ภายในพระราชวังเทียมเมฆาฮือฮาไปทั้งแถบ!
‘เซียนสวรรค์ที่อายุหนึ่งพันหนึ่งร้อยปี!
เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ยอดแม่ทัพเทพทายถูกแล้ว!
นี่เกินจริงยิ่งกว่าโอรสจักรพรรดิสวรรค์อย่างหลงซั่นเสียอีก!’
เซียนเมฆาแดงลุกพรวดออกมาจากเหล่าเทพเซียนทันที ประสานมือกล่าว “ฝ่าบาท ต้องเก็บเจ้าเด็กนี่ให้ได้นะพ่ะย่ะค่ะ! ไม่เช่นนั้นวังสวรรค์เกิดกว่าขึ้นจะเสียหายกันหมด!”
เขาแตกตื่นแทบแย่
คิดไม่ถึงว่าหานเจวี๋ยจะสกัดกั้นแม่ทัพและทหารสวรรค์ได้จริงๆ อีกทั้งยังแข็งกร้าวสยบกำราบเทพยุทธ์จวี้หลิงที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเขาได้อีก!
ในใจของเซียนเมฆาแดงภาคภูมิใจ นี่เป็นถึงโลกมนุษย์ที่เขาปกครองเชียวนะ!
แม่ทัพคนอื่นๆ พากันเอ่ยสำทับขึ้น
“บุตรแห่งสวรรค์ระดับนี้ช่างหาได้ยากยิ่งนัก!”
“หากอบรมบ่มเพาะ จะต้องกลายเป็นยอดแม่ทัพเทพคนต่อไปได้แน่!”
“ไม่ผิด!”
“ฝ่าบาทได้โปรดไตร่ตรองด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“หากวังสวรรค์มียอดแม่ทัพเทพสองคน เช่นนั้นมีหรือที่พวกเราจะถูกสำนักพุทธกดหัว”
…
ได้ยินคำพูดของเหล่าเทพเซียน จักรพรรดิสวรรค์พระพักตร์ไม่เปลี่ยนสี เอ่ยปากกล่าวว่า “คอยดูอีกหน่อยเถิด พวกเจ้าคิดว่าซั่นเอ๋อร์กับเขา ใครกันจะชนะ”
ทันทีที่ประโยคนี้เอ่ยออกมา เทพเซียนทั้งหมดต่างนิ่งเงียบ
นี่ก็ไม่อาจทายได้จริงๆ!
พรสวรรค์ของหลงซั่นน่าหวั่นเกรงแปลกแยก พลังต่อสู้ยากจะวัดประเมิน
แต่หานเจวี๋ยที่จัดการเทพยุทธ์จวี้หลิงได้ก็เห็นได้ชัดว่าง่ายดายหาใดเปรียบ พวกเขาไม่กล้าวาดวิมานคาดเดาไปต่างๆ นานา
ไม่ว่าจะคาดเดาเป็นผู้ใด ล้วนอาจล่วงเกินอีกฝ่ายได้ทั้งนั้น!
ดูจากท่าทีเช่นนี้ของจักรพรรดิสวรรค์แล้ว เป็นไปได้สูงว่าหานเจวี๋ยอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งในหมู่พวกเขาแล้วก็ได้!
เซียนเฒ่าผมขาวคนหนึ่งเอ่ยปากกล่าวอย่างเนิบนาบ “ฝ่าบาทหลงซั่นได้รับมรดกจากมหาจักรพรรดิ จุดเด่นของเขาไม่ใช่ความรวดเร็วในการบำเพ็ญเพียรมาแต่ไหนแต่ไร หากเป็นแต่พลังต่อสู้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อมีคนเปิด เทพเซียนคนอื่นก็พากันสนับสนุนหลงซั่น ถือโอกาสประจบสอพลอจักรพรรดิสวรรค์ไปในตัว
บทที่ 185
หานเจวี๋ยไม่รู้สถานการณ์ภายในพระราชวังเทียมเมฆา ตอนนี้เขามีเพียงเป้าหมายเดียว
โจมตีหลงซั่น!
หลงซั่นแข็งแกร่งกว่าเทพยุทธ์จวี้หลิงอย่างเห็นได้ชัด แต่หานเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายเลย
แข็งแกร่งมากกว่านี้เพียงใดก็เป็นเซียนสวรรค์ไท่อี่!
ทั้งคู่นับวันยิ่งใกล้กันเรื่อยๆ อานุภาพแข็งแกร่งขึ้นไม่หยุดหย่อน
ท้องนภารอบบริเวณถูกกดทับจนบิดเบี้ยว
“โปรดใช้ใจเด็ดเดี่ยวที่จะสังหารมาสู้กับข้า เพราะข้าจะลงมืออย่างไร้ปรานี!”
หลงซั่นจ้องมองหานเจวี๋ย เอ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
หานเจวี๋ยลอบสบถ
‘เบื้องหลังของเจ้ายังมีวังสวรรค์ มีตาแก่จักรพรรดิสวรรค์ของเจ้า เจ้าย่อมมั่นใจไร้เกรงกลัวอยู่แล้ว!
แล้วข้าเล่า’
ความรู้สึกของหานเจวี๋ยที่มีต่อหลงซั่นเพิ่มระดับความเกลียดชังเป็นสามดาว
แทบจะในเวลาเดียวกัน!
หานเจวี๋ยและหลงซั่นพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายในเวลาเดียวกัน
ตู้ม…!
แสงสว่างอันแข็งแกร่งพุ่งปรากฏ สว่างจ้าส่องขอบฟ้า!
หานเจวี๋ยโบกควงกระบี่พิพากษาอนธการอย่างรวดเร็ว สู้ตัดสินกับหลงซั่น
ทวนสามง่ามที่โบกควงอยู่ในมือทั้งสองข้างของหลงซั่น สกัดทุกกระบี่ของหานเจวี๋ยไว้ได้สบายๆ
ทั้งคู่ล้วนกำลังหยั่งเชิงอีกฝ่าย ไม่ได้ออกแรงต่อสู้สุดกำลัง
แต่การหยั่งเชิงดำเนินไปได้เพียงไม่กี่อึดใจ พลังบุกโจมตีของหลงซั่นก็พุ่งสูงขึ้น ทวนเดียวโจมตีหานเจวี๋ยลอยกระเด็นออกไป
เขาควงทวนเสียบไปเบื้องหน้าตามไปในทันที ทวนยาวดุจมังกร พลังเวทกลายเป็นมังกรทองห้ากรงเล็บตัวหนึ่งโดยพลัน เสมือนเทือกเขา แผดเสียงร้องคำรามกลางฟ้ากว้าง บุกไปทางหานเจวี๋ยด้วยอานุภาพไม่อาจต้านทาน
เมฆอัสนีโหมเดือดรุนแรง ปรากฏการณ์ธรรมชาติเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ราวกับสวรรค์กำลังเปลี่ยนหน้า
หลังจากหานเจวี๋ยมั่นใจระดับความแข็งแกร่งในพลังเวทของหลงซั่นแล้ว ก็สำแดงไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิทันที
พลังวิเศษนี้อาณาเขตทำลายล้างกว้างใหญ่ พลังฆ่าสังหารยิ่งน่าสะพรึง เป็นสุดยอดวิชาที่หานเจวี๋ยใช้สังหารศัตรูมาโดยตลอด
ทันทีที่ทะเลปราณกระบี่ทะลักออกมา เงากระบี่นับไม่หวาดไม่ไหวควบรวมอย่างฉับไว บุกฆ่าไปทางหลงซั่นอีกครั้ง
หลงซั่นไม่ได้ลนลานเลยสักนิด การต่อสู้ของหานเจวี๋ยและเทพยุทธ์จวี้หลิงก่อนหน้านี้เขาเป็นประจักษ์พยานเห็นกับตาตัวเองแล้ว
เขาสะบัดควงทวนสามง่าม พลังเวทกลายเป็นมังกรทองเก้าตัว เลื้อยพันรอบตัวอย่างรวดเร็ว ทำลายล้างเงากระบี่ทั้งหมดที่บุกโจมตีมาจากสี่ทิศแปดทาง
หลงซั่นต่อต้านไปพลางพุ่งเข้าใส่หานเจวี๋ย ใบหน้าของเขาฉายรอยยิ้มพิกลออกมา
หานเจวี๋ยแกร่งมากจริงๆ!
แต่ไม่แกร่งเท่าเขา!
หานเจวี๋ยสำแดงดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ แต่หลงซั่นหลบได้
สายตาเห็นว่าหลงซั่นจวนจะบุกเข้ามาหยุดตรงหน้าอยู่รอมร่อ หานเจวี๋ยจับกระบี่วาดควง ปราณกระบี่ไหลรินออกมาหลังจากนั้น ก่อตัวขึ้นเป็นกงล้อปราณกระบี่ใหญ่มหึมาขึ้นมาตรงหน้า หมุนโคจรด้วยความเร็วสูง ปราณกระบี่เคลื่อนตัวในกงล้อขนาดใหญ่ด้วยความเร็วสูง โหมกระพือพายุฤดูร้อนน่าสะพรึงขึ้น
มหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่!
พลังวิเศษผลกรรม!
หลงซั่นรู้สึกถึงอันตรายโดยสัญชาตญาณ สีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย รีบพุ่งทะยานมาหยุดอยู่ด้านหลังหานเจวี๋ยทันที
หานเจวี๋ยหันกายโบกกระบี่ เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนฟันเฉือนออกมา อานุภาพล้นทะลัก กระแทกใส่หลงซั่น
มังกรทองเก้าตัวที่อยู่รอบตัวหลงซั่นสกัดอุทกธารเงากระบี่ แต่เขายังคงถูกกดข่มจนลอยไปด้านหลังอยู่ดี
“ปราณกระบี่ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก พลังเวทของเขาเร้ากระตุ้นไม่หยุด?”
หลงซั่นขมวดคิ้วมุ่น สัมผัสได้ถึงความรับมือยากของหานเจวี๋ย
มหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่นั่นทำให้เขารู้สึกถึงอันตรายอย่างยิ่งยวด ไม่อาจเข้าใกล้
แต่หากรักษาระห่างเอาไว้ เขาทำได้เพียงแบกรับไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิอย่างผู้ถูกกระทำอย่างเดียว
สายตาของหานเจวี๋ยแน่วแน่ รู้สึกว่าไม่อาจรีรอได้อีกต่อไป
ยิ่งโจมตีกำราบหลงซั่นได้ไวเท่าไร ก็ยิ่งสามารถพิสูจน์พรสวรรค์ของตนได้มากเท่านั้น!
ไหล่ของเขาขยับไหว พลันงอกศีรษะออกมาสองหัว และมีแขนเพิ่มขึ้นมาอีกสี่แขน
พลังวิเศษ สามเศียรหกกร!
หลังจากนั้นไม่นานกระบี่กิเลนพลันปรากฏขึ้นในมือข้างหนึ่ง มือทั้งสองข้างซัดกระหน่ำโบกกระบี่ ปราณกระบี่และเงากระบี่ออกไปทางหลงซั่นไม่ยั้ง มือที่เหลืออีกสี่ข้างก็ชี้นิ้วชี้ไปทางหลงซั่น
ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ!
พลังบุกโจมตีของหานเจวี๋ยพุ่งทะยาน จำนวนเงากระบี่และปราณกระบี่ห่างไกลจากก่อนหน้านี้ ภายใต้พลังบุกโจมตีที่เดือดคลั่งเช่นนี้ มังกรทองเก้าตัวของหลงซั่นถูกสังหารแหลกลาญอย่างต่อเนื่อง
แย่แล้ว!
หลงซั่นหน้าเปลี่ยนสียกใหญ่ หลบหลีกเป็นพัลวัน
ครืน!
ภายในพระราชวังเทียมเมฆาฮือฮาไปทั้งแถบ เห็นว่าหานเจวี๋ยกดกำราบหลงซั่นอย่างกร้าวแกร่ง พวกเขาล้วนทำหน้าเหมือนเห็นผีตัวเป็นๆ
“สามเศียรหกกร พลังวิเศษสำนักเต๋า!”
“เจ้านี่เป็นคนของสำนักเต๋าหรือ”
“เปล่า บนร่างของเขาไม่มีผลกรรมของสำนักเต๋าด้วยซ้ำ บางทีอาจเป็นเพียงโอกาสวาสนากระมัง”
“เก่งกาจยิ่งนัก คุณลักษณะของเขาดูเหมือนไม่ธรรมดา ถึงกับสามารถเร่งกระตุ้นพลังเวทได้เพียงนี้เชียว”
“ฝ่าบาทจะแพ้แล้วหรือ”
เหล่าเทพเซียนพากันอุทานถกประเด็นกันไม่ขาดสาย
สีพระพักตร์ของจักรพรรดิสวรรค์ราบเรียบ เขาชมการต่อสู้อย่างเงียบๆ
โลกมนุษย์
เหล่าแม่ทัพและทหารสวรรค์ชมการต่อสู้อยู่ไกลๆ พวกเขาล้วนพากันปากอ้าตาค้าง
เทพยุทธ์จวี้หลิงถูกสังหารจนกายเนื้อดับสลาย แม้แต่โอรสจักรพรรดิสวรรค์ก็ยังสู้หานเจวี๋ยไม่ได้
มนุษย์ธรรมดายามนี้ล้วนอำมหิตเพียงนี้กันแล้วหรือ
ในเวลาเดียวกันเขาสำแดงสามเศียรหกกร ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ ปราณกระบี่ฟ้าดิน หานเจวี๋ยข่มกำราบหลงซั่นอย่างแข็งขัน เสมือนมีหานเจวี๋ยสามคนกำลังสู้กับหลงซั่น
หลงซั่นไม่กล้าเข้าใกล้ ด้วยกลัวว่าจะถูกมหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่ทำร้ายเข้า ได้แต่หลบหลีกไม่หยุด
แต่เหล่าเทพเซียนต่างกำลังมองดูอยู่บนสวรรค์ ต่อให้เขาจะหลบอย่างไร แต่ก็ไม่กล้าวิ่งหนีตรงๆ
นี่ก็เป็นถึงศึกแห่งศักดิ์ศรี!
ก่อนหน้านี้เขาก็ได้คุยโวไว้เยอะ!
หลงซั่นกัดฟันแน่น สายตาเปี่ยมไปด้วยแววเหี้ยมเกรียม
เกราะเงินของเขาเปล่งแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมา กลายเป็นสายรุ้งสีเงิน พุ่งทุบเงากระบี่นับไม่ถ้วน ปราณกระบี่บุกสังหารไปทางหานเจวี๋ยด้วยอานุภาพไม่อาจต้านทาน
แววตาหานเจวี๋ยแน่วแน่ เงื้อฝ่ามือฟาดลงไป
ตราประทับหกวิถี!
พลังเวทหกสายควบรวมเป็นตราประทับสีดำมหึมาที่มีลักษณะเหมือนอักขระตัวหนึ่งพุ่งกระแทกใส่หลงซั่นที่พุ่งรุกเข้ามา สกัดเขาเอาไว้อย่างจัง
หานเจวี๋ยห้อตะบึงตามไป จนมาหยุดที่ด้านหลังหลงซั่น ปราณกระบี่ลิขิตชะตาวัฏจักรใหญ่หันเข้าหาหลงซั่นพอดี
พลังดึงดูดอันน่าสะพรึงลากหลงซั่นเข้าสู่มหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่
แย่แล้ว!
หลงซั่นหน้าเปลี่ยนสียกใหญ่ วิ่งหนีอุตลุด แต่พลังดึงดูดหอบนี้น่าสะพรึงกลัวจริงๆ ห้วงอากาศรอบบริเวณล้วนถูกดูดจนบิดเบี้ยวรุนแรง
มังกรทองที่อยู่รอบกายเขาพลอยแผดคำรามตามไปด้วย เสมือนถูกบีบให้เข้าสู่สถานการณ์สิ้นหวัง
หลงซั่นเองก็ไม่ได้ลนลาน สองมือร่ายเคล็ดวิชาอย่างรวดเร็ว ชั่วอึดใจ พลังเวทของเขาควบรวมออกเป็นเงาแสงสีเงินสายหนึ่ง ปรากฏอยู่เหนือศีรษะของเขา
ร่างเงาแสงสีเงินสายหนึ่งดูเผด็จการ ถึงจะเห็นหน้าไม่ชัด แต่กลับแผ่ซ่านอานุภาพไร้ศัตรูทัดเทียม
“มหาจักรพรรดิ สังหารศัตรู!”
หลงซั่นตะเบ็งเสียงกล่าวอย่างเกรี้ยวกราด เงาแสงสีเงินเหนือศีรษะเงื้อมือขวาขึ้น ตะปบไปทางมหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่
ตู้ม!
มหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่ถูกตบจนแหลกในทันที!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว แทบจะในเวลาเดียวกัน แขนของเขาไม่ได้หยุดเคลื่อนไหว ร่ายวิชาอย่างบ้าคลั่ง บุกโจมตีหลงซั่น
ถึงขั้นที่เขาอ้าปาก พ่นปราณกระบี่ออกมา
หลงซั่นไม่ทันตั้งตัว ถูกปราณกระบี่นับไม่ถ้วนกดทับจนร่วงลงบนพื้นดินกว้าง เงากระบี่นับพันนับหมื่นโปรยปรายตามลงมา ดุจดั่งฟ้าถล่ม กระหน่ำหล่นใส่ตัวหลงซั่นอย่างบ้าคลั่ง
หลงซั่นตกสู่จุดจบถูกกระทำเหมือนอย่างเทพยุทธ์จวี้หลิงก่อนหน้านี้
“แย่แล้ว!”
ในที่สุดหลงซั่นก็ลนลาน ความไวในการร่ายสำแดงพลังวิเศษของหานเจวี๋ยรวดเร็วเกินไปจริงๆ เขาตามไม่ทันเลยสักนิด
หลังจากเงาแสงสีเงินบนตัวเขาแบกรับการโจมตีของเงากระบี่และปราณกระบี่นับพันนับหมื่น ในที่สุดก็แตกสลาย
จังหวะนี้ หลงซั่นได้แต่ใช้กายเนื้อแบกรับทั้งหมดนี้เอาไว้
ตู้ม…!
หลงซั่นร่วงหล่นลงพื้น ชนทะลวงผิวพสุธา แผ่นดินกว้างแตกร้าว ยังคงมีเงากระบี่และปราณกระบี่นับจำนวนไม่ถ้วนร่วงหล่นจากฟากฟ้า มองผาดๆ เสมือนเสาทะมึนต้นหนึ่ง เชื่อมต่อระหว่างฟ้าและดิน
สีหน้าของหานเจวี๋ยไร้ความรู้สึก ร่ายสำแดงพลังวิเศษไม่หยุดหย่อน หกกรเคลื่อนขยับ เศียรทั้งสามต่างมีสีหน้าเย็นยะเยือก ดุจดั่งเทพสงครามดึกดำบรรพ์ บ้าดีเดือดเผด็จการ
เบื้องล่าง หลงซั่นที่แบกรับปราณกระบี่และเงากระบี่ของหานเจวี๋ย กายเนื้อราวกับเป็นกระสอบทรายไม่มีผิด ไม่อาจหลบหลีกได้
‘ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป…ข้าต้องพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัยแน่…’
หลงซั่นคิดอย่างเดือดดาล การต่อสู้ครั้งแรกหลังจากที่เขาปิดด่านฝึกฝนถึงกับพ่ายแพ้จนเละเทะไม่เป็นท่า!
แม้กระทั่งทำร้ายหานเจวี๋ยเขายังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ!
เหล่าเทพเซียนรวมถึงท่านพ่อของเขาในพระราชวังเทียมเมฆาจะมองเขาอย่างไร
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาสองข้างของหลงซั่นก็แดงก่ำ
เขาแพ้ไม่ได้!
เขาแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!