176-180
บทที่ 176
จี้เซียนเสินมองไปทางดวงตาแดงฉานที่อยู่ท่ามกลางเมฆอัสนีข้างนั้น หัวใจเต้นแรงขึ้น
ในใจของเขามีเสียงหนึ่งบอกว่าให้รีบหนี!
ฟางเหลียงก็ตกใจเช่นกัน เหงื่อเย็นผุดขึ้นเต็มศีรษะ
บรรดาราชาปีศาจได้ยินแล้วก็เหมือนยกภูเขาออกจากอก ที่แท้ก็เป็นผู้อาวุโสของเผ่าปีศาจนี่เอง
“ผู้อาวุโส มนุษย์สองคนนี้สังหารเผ่าปีศาจเราอย่างกำเริบเสิบสาน ท่านจะต้องสนับสนุนพวกเรานะ!”
“ปีศาจประหลาดที่ตายด้วยน้ำมือของพวกมันมีมากมายนับไม่ถ้วนเลย!”
“ผู้อาวุโส รีบสังหารพวกมันเสีย!”
“ใช่แล้ว!”
ราชาปีศาจหลายตนตะโกนพร้อมกัน
ดวงตายักษ์แดงฉานปราดมองไปทางพวกมันในฉับพลัน จากนั้นพายุคลั่งก็ม้วนตัวขึ้นจากพื้น ราชาปีศาจหลายตนถูกม้วนขึ้นไปบนฟ้าทันที พวกมันดิ้นรนสุดแรงแต่ก็ไร้ประโยชน์ ไม่นานก็ถูกม้วนเข้าไปในดวงตายักษ์สีแดงฉานนั้น
ฟางเหลียงกับจี้เซียนเสินยืนอึ้ง
นี่มันเรื่องอะไรกัน
ดวงตายักษ์แดงฉานหลับตาลง
ฟางเหลียงหมุนตัวหนีในทันที จี้เซียนเสินตามหลังไปติดๆ
ทั้งสองคนเหาะเร็วมาก พริบตาเดียวก็หายลับไปตรงขอบฟ้า
เมฆครึ้มบนท้องนภาปกคลุมพื้นที่กว้างไกล ราวกับว่าแดนปีศาจทั้งหมดถูกเมฆครึ้มปกคลุมไว้
อานุภาพกดดันอันน่าหวาดกลัวนั้นแผ่ขยายไปในฟ้าดิน
“ท่านบอกว่าในแดนปีศาจแข็งแกร่งสุดก็แค่ระดับมหายานมิใช่หรือ เหตุใดท่านถึงหนีล่ะ”
ฟางเหลียงกล่าวด้วยความโมโห ไหนบอกว่าจะปกป้องข้าอย่างไรเล่า
จี้เซียนเสินกัดฟันกล่าวด้วยสีหน้ามืดมน “ฝ่ายตรงข้ามมาจากโลกเบื้องบน ข้าไร้คู่ต่อกรแค่ในโลกมนุษย์ ศัตรูมาจากบนฟ้า ข้าจะสู้ได้อย่างไร”
ฟางเหลียงนิ่งเงียบ ทำได้แค่บินมุ่งไปข้างหน้าเท่านั้น
“พวกเจ้าคิดจะหนีไปไหน”
เสียงเย็นเยือกก่อนหน้านี้ดังมาจากด้านหลัง
ฟางเหลียงและจี้เซียนเสินต่างหน้าถอดสี พายุรุนแรงพลันโจมตีเข้ามา
ฟางเหลียงหันกลับไปมองตามจิตใต้สำนึก ก่อนถูกพายุแรงกล้าโจมตีจนกระอักเลือดกระเด็นออกไป เขาหล่นลงบนผืนดินรกร้าง ฝุ่นฟุ้งตลบตลอดทาง
จี้เซียนเสินหมุนตัวไป ยกมือทั้งสองระเบิดอัสนีบาตจนเกิดเสียงดังก้องไปทั่ว
เขารู้ดีว่าตนเองหนีไม่พ้น ถ้าอย่างนั้นก็สู้!
“ฮึ! เฉาเชาสังหารเทพเซียนจากสวรรค์เบื้องบนได้ เหตุใดข้าจะทำไม่ได้”
จี้เซียนเสินกัดฟัน จ้องมองออกไป
เห็นเพียงมารปีศาจรูปร่างสูงใหญ่ที่มีหัวเป็นพยัคฆ์ร่างเป็นมนุษย์ตนหนึ่งกำลังเหยียบเมฆปีศาจบุกเข้ามา กรงเล็บทั้งสองของมารปีศาจตนนี้คล้ายเล็บลิง หางเหมือนหางวัว มีปีกอยู่ตรงหลัง แปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง
จี้เซียนเสินขมวดคิ้วแอบกล่าว “เป็นการผสานร่างของราชาปีศาจหลายตนก่อนหน้านี้หรือ”
เขารู้สึกคลื่นเหียนอย่างอดไม่ได้
ผู้อาวุโสเผ่าปีศาจตนนี้โหดเหี้ยมกับสหายร่วมเผ่าของตนเองเช่นนี้ คำพูดเมื่อครู่ยังดูเหมือนจะออกหน้าให้เผ่าปีศาจอยู่เลย
ตอนนี้ดูท่าทางแล้ว ฝ่ายตรงข้ามต้องการพุ่งเป้ามาที่พวกเขาสองคน!
จักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำก็มีโลกเบื้องบนคอยหนุนหลังจริงๆ ด้วย!
“ท่านจะไม่บอกนามหน่อยหรือ” จี้เซียนเสินตะโกนเสียงสูง
มารปีศาจร่างสูงใหญ่แค่นเสียงหยันตอบกลับ “มนุษย์ธรรมดาคู่ควรรู้ชื่อข้ารึ”
เขาซัดหนึ่งฝ่ามือไปทางจี้เซียนเสิน พลังเวทน่าหวาดกลัวกลายเป็นศรโลหิตพุ่งออกไปจำนวนมาก
สายฟ้าพันรอบตัวจี้เซียนเสิน คิดจะต้านทานไว้ แต่สุดท้ายกลับถูกศรโลหิตนับไม่ถ้วนแทงทะลุจนกลายเป็นมนุษย์โลหิตในพริบตา
ไร้ซึ่งแรงต้านทาน!
ฟางเหลียงที่นอนอยู่ในหลุมขนาดใหญ่บนพื้นเบิกตากว้าง สีหน้าเผยความเหลือเชื่อ
แม้ว่าจี้เซียนเสินจะเสแสร้งโอ่อวด ฟางเหลียงก็นับถือความแข็งแกร่งของเขาจริงๆ
แทบจะไม่มีราชาปีศาจตนใดที่สามารถรอดจากหนึ่งกระบวนท่าของจี้เซียนเสินได้
ครั้นเห็นจี้เซียนเสินถูกสังหารภายในพริบตาเช่นนี้ ฟางเหลียงก็ลนลานแล้ว
‘ทำอย่างไรดี?’
ฟางเหลียงใช้กระบี่ยันตัวลุกขึ้นแล้วแหงนหน้ามองไป
มารปีศาจร่างสูงใหญ่ก้มมองฟางเหลียง ดวงตาเป็นประกาย พูดเบาๆ ว่า “เจ้าเด็กนี่มีดวงชะตามรรคาสวรรค์เสียด้วย หรือจะเป็นบุตรแห่งฟ้าดินในโลกมนุษย์?”
เขาบินไปทางฟางเหลียง ทว่าไม่ได้ลงมือ
ขณะนั้นเอง กระแสอัสนีสวรรค์กลายเป็นสายน้ำหลากม้วนกวาดเข้ามา มารปีศาจร่างสูงใหญ่โบกมือสลายกระแสอัสนีไป
มองเห็นแค่จี้เซียนเสินที่กลายเป็นมนุษย์โลหิตกำลังพุ่งเข้าใส่มารปีศาจ
มารปีศาจร่างสูงใหญ่ทำเสียงขึ้นจมูกเหยียดหยาม และโบกมือขวาทันที
ตู้ม!
กระบี่ยักษ์ที่ก่อตัวขึ้นจากปราณโลหิตพุ่งลงมาจากฟ้า แทงทะลุเมฆอัสนี จัดการกำราบจี้เซียนเสินทันใด คมกระบี่ตกอยู่บนที่ราบรกร้าง ก่อให้เกิดฝุ่นตลบสูงร้อยจั้ง จี้เซียนเสินไม่รู้เป็นตายร้ายดีอย่างไร
ฟางเหลียงกัดฟัน ดวงตาแดงก่ำ
ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงพลังวิเศษลึกลับที่อาจารย์ปู่เคยถ่ายทอดให้
หากไม่วิกฤตถึงชีวิต อย่าได้ใช้เด็ดขาด!
ตอนนี้ก็คือวิกฤตถึงชีวิตแล้ว!
ฟางเหลียงคุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้น มือทั้งสองเริ่มแสดงวิชา
มารปีศาจร่างสูงใหญ่สังเกตเห็นการกระทำของเขา แต่ก็ไม่ได้สนใจ กลับเอ่ยปากออกมาว่า “หากอยากมีชีวิตอยู่ล่ะก็ โขกศีรษะคำนับข้าเสีย!”
ฟางเหลียงได้ยินเข้า ก็รู้สึกว่าถูกเหยียดหยามเป็นอย่างมาก ตัวสั่นเทิ้มไปหมด
กระบี่โลหิตยักษ์ที่อยู่ไกลๆ กลายเป็นปราณโลหิตสลายหายไป
เมื่อฟางเหลียงแสดงวิชาก็มีรอยแยกสีดำเส้นหนึ่งปรากฏขึ้นด้านหลัง จากนั้นเริ่มหมุนวนกลางอากาศ ก่อตัวเป็นวงคลื่นวน
มารปีศาจร่างสูงใหญ่หรี่ตาลง นี่คือวิชาอัญเชิญหรือ
เขาแอบรู้สึกว่าน่าขันนัก มนุษย์ผู้นี้จะเรียกอะไรมาได้
เขาเดินเข้าไปหาฟางเหลียงต่อ
พลังวิญญาณที่เหลืออยู่ของฟางเหลียงแห้งเหือดจนหมดสิ้น เขาไม่รู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นด้านหลัง ยังนึกว่าพลังวิเศษนี้ไม่ได้ผลด้วยซ้ำ
‘เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงไม่ได้รับพลังวิเศษที่แข็งแกร่งมา’
ฟางเหลียงลนลานถึงขีดสุด
หรือว่าอาจารย์ปู่จะหลอกเขา?
เป็นไปไม่ได้!
ต้องเป็นเพราะว่าก่อนหน้านั้นเขาไม่ได้ฝึกฝนให้ดีแน่!
ฟางเหลียงนึกถึงตอนแรกที่เรียนพลังวิเศษนี้ เขาฝึกได้เร็วที่สุด ในใจอดรู้สึกเสียใจไม่ได้
ที่แท้เขาไม่ได้ฝึกฝนได้เร็วที่สุด แต่เขาฝึกไม่สำเร็จเลยต่างหาก!
เมื่อเห็นมารปีศาจร่างสูงใหญ่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ฟางเหลียงรู้สึกสิ้นหวัง
เขากุมกระบี่ในมือไว้แน่น เตรียมตัวมุ่งไปสู่ความตาย
แต่มีเสียงที่คุ้นเคยดังมาจากด้านหลังว่า “เจ้าไม่ต้องกลัวผู้ใดนอกจากข้า”
พอได้ยิน ฟางเหลียงราวกับถูกสายฟ้าฟาด
เขาหันไปมองตามจิตใต้สำนึก ดวงตาเบิกกว้าง
เห็นเพียงว่าหานเจวี๋ยค่อยๆ เดินออกมาจากคลื่นวนสีดำด้วยสีหน้าเฉยเมย อาภรณ์ดวงชะตาจักรพรรดิสูงศักดิ์ปลิวสะบัดตามลม ของวิเศษทั่วร่างเปล่งแสงออกมา ราวกับเทพเซียนลงมาเยือนโลกมนุษย์
หานเจวี๋ยปรายตามองจี้เซียนเสินทีหนึ่ง ยังมีลมหายใจอยู่เล็กน้อย ไม่ได้ตายสนิท
จากนั้นเขามองไปที่มารปีศาจร่างสูงใหญ่
‘เซียนสวรรค์ไท่อี่!
มิน่าล่ะจี้เซียนเสินถึงต้านไม่อยู่!’
มารปีศาจมองมาทางหานเจวี๋ยด้วยความประหลาดใจ
‘ตบะต่ำมาก!
ไม่ถูกต้องสิ! มันซ่อนตบะไว้!’
มารปีศาจเอ่ยปาก “ข้าคือ…”
หานเจวี๋ยยกนิ้วชี้ขวาขึ้นมาทันที ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกไป
ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ!
ตู้ม…
ปราณกระบี่กลายเป็นสายรุ้งยาวแฉลบผ่านเหนือศีรษะของฟางเหลียง
ชั่วขณะนี้ วิญญาณของฟางเหลียงหยุดสั่นสะท้าน สีหน้าเหม่อลอย
เขายังไม่ทันหันหน้าไป มารปีศาจร่างยักษ์ก็ถูกสังหารเสียแล้ว
ตลอดทางที่ปราณกระบี่พุ่งผ่าน พื้นที่รกร้างถูกกรีดกลายเป็นร่องลึกประหนึ่งหุบเขา ยาวต่อเนื่องไปจนสุดขอบฟ้า
“เจ้าเป็นใคร”
เสียงของมารปีศาจร่างสูงใหญ่ดังขึ้นมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความตื่นกลัว
กายเนื้อเมื่อครู่ไม่ใช่ร่างจริงของเขา
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างสงบ “วังสวรรค์ เหวินชวีซิง!”
“เป็นไปไม่ได้! วังสวรรค์จะมายุ่งเรื่องนี้ได้อย่างไร เลิกสวมรอยเหวินชวีซิงเสีย!”
หานเจวี๋ยขี้เกียจต่อปากต่อคำด้วย เขายกมือชี้นิ้วไป
ปราณกระบี่พุ่งทะลุฟ้า!
เมฆครึ้มถูกทะลวง อานุภาพกดดันมหาศาลที่ปกคลุมไปทั่วผืนฟ้าปฐพีสลายไปอย่างไร้ร่องรอย
[เทพปีศาจเอ้อไหลเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
อักขระแถวหนึ่งเด้งขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
“เหวินชวีซิง! เจ้ารอข้าก่อน! คิดจริงหรือว่าวังสวรรค์จะกระทำผิดอย่างกำเริบเสิบสานได้? ฮึ! ข้าจะทำให้วังสวรรค์พินาศย่อยยับ!”
ฝ่ายตรงข้ามคำรามอย่างอ่อนเปลี้ยเพลียแรง
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
คำพูดวางโตมาก!
หรือว่าจะมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่?
เขารีบตรวจสอบข้อมูลของเทพปีศาจเอ้อไหลทันที
[เทพปีศาจเอ้อไหล: ระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ระยะกลาง เทพปีศาจของแดนเซียนฟากหนึ่ง เพราะท่านขัดขวางการจับตัวบุตรแห่งฟ้าดิน จึงเกิดความอาฆาตแค้นต่อท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
ในหัวของหานเจวี๋ยมีคำพูดสองสามคำผุดขึ้นมา
‘แค่นี้เอง?’
บทที่ 177
หลังจากสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของเทพปีศาจเอ้อไหลสลายไปอย่างสมบูรณ์แล้ว หานเจวี๋ยก็มาตรงหน้าฟางเหลียงก่อนรักษาอาการบาดเจ็บให้
ฟางเหลียงทั้งดีใจและละอายใจ
เขาถามอย่างระมัดระวังว่า “อาจารย์ปู่ ท่านมาได้อย่างไร”
หานเจวี๋ยตอบ “พลังวิเศษที่สอนให้พวกเจ้ามีไว้เพื่อเรียกข้า เรื่องนี้อย่าได้บอกคนอื่น รวมถึงอาจารย์ของเจ้าด้วย”
ฟางเหลียงเข้าใจแจ่มแจ้งในทันที ความรู้สึกเคารพเลื่อมใสในตัวหานเจวี๋ยราวกับน้ำหลากที่ไหลไม่หยุด ยากที่จะบรรยายออกมาได้
หานเจวี๋ยยกมือขึ้น ดึงจี้เซียนเสินที่อยู่ไกลๆ เข้ามาหา
ภายใต้การรักษาด้วยพลังเวทเซียนสวรรค์ของเขา อาการของทั้งสองคนฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว
ดีที่จิตดั้งเดิมไม่ได้รับบาดเจ็บ ดูเหมือนว่าเทพปีศาจเอ้อไหลไม่ได้อยากจะสังหารพวกเขา
หานเจวี๋ยขี้เกียจจะนึกถึงแผนการร้ายของเทพปีศาจเอ้อไหล กลับไปค่อยจัดหนังสือแห่งความโชคร้ายให้
จี้เซียนเสินมองหานเจวี๋ยด้วยสีหน้าซับซ้อน ถามขึ้นมาว่า “ท่านเป็นมนุษย์เซียนแล้ว เหตุใดถึงอยู่ในโลกมนุษย์ได้”
หานเจวี๋ยกล่าวหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม “กราบข้าเป็นอาจารย์ แล้วข้าจะสอนให้”
“ฮึ!”
จี้เซียนเสินหันหน้าหนี
เขาอดครุ่นคิดในใจไม่ได้ หานเจวี๋ยเก่งกาจกว่าอาจารย์เขามากก็จริง แต่ในด้านความรู้สึกเขาไม่อาจรับได้
เขาเห็นหานเจวี๋ยเป็นสหายมาโดยตลอด และก็เป็นคู่แข่งด้วย
“รีบกลับไปเถอะ แดนปีศาจนี้ไม่อาจข่มเหงรังแกได้ง่ายขนาดนั้น”
หานเจวี๋ยลุกขึ้นกล่าว จากนั้นก็เดินเข้าไปในรอยแยกสีดำ กลับไปยังถ้ำเทวาฟ้าประทาน
รอยแยกนี้เขาสามารถเข้าไปได้คนเดียวเท่านั้น หากจี้เซียนเสินและฟางเหลียงตามเข้าไป โดยไม่ได้เชื่อมต่อกับวิชาอัญเชิญเทพ พวกเขาจะหลงทางอยู่ในความว่างเปล่า
หลังจากหานเจวี๋ยไปแล้ว ฟางเหลียงกับจี้เซียนเสินจมดิ่งอยู่ในความเงียบ
ฟางเหลียงพูดจาเย้าหยอก “ใครล่ะถึงเป็นอันดับหนึ่งในหล้า”
“ฮึ กลับกันเถอะ เผื่อเจ้านั่นจะมาหาสร้างปัญหาให้พวกเราอีก”
“อืม”
คนทั้งสองรีบจากไป
ระหว่างทาง พวกเขาถกเถียงกันว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่
…..
ครั้นกลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา จากนั้นเริ่มสาปแช่งเทพปีศาจเอ้อไหล
จัดให้!
‘เซียนสวรรค์ไท่อี่ในโลกเบื้องบนก็เรียกว่าเป็นเทพปีศาจได้แล้ว ดูท่าเทพปีศาจอาจจะไม่แข็งแกร่งมากก็ได้’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความสงสัย “นายท่าน เมื่อครู่ท่านไปไหนมา เหตุใดถึงมีกลิ่นอายของเจ้าเด็กฟางเหลียงบนตัวท่านด้วย”
หานเจวี๋ยตอบว่า “ไปช่วยเขามาเล็กน้อย เจ้าเด็กนี่อยู่กับจี้เซียนเสิน เกือบโดนเล่นงานจนตายแล้ว ดูเถอะ ด้านนอกอันตรายมาก เจ้าอย่าได้ออกไปเด็ดขาด”
อู้เต้าเจี้ยนขมวดคิ้ว
‘ฟางเหลียงก็แข็งแกร่งมากแล้ว จี้เซียนเสินยิ่งเป็นอันดับหนึ่งในหล้า สองคนนี้ร่วมมือกันยังเกือบถูกโจมตีตายหรือ
ดูท่าทางจะออกไปโลกภายนอกไม่ได้จริงๆ’
อู้เต้าเจี้ยนปลุกเร้าจิตใจให้ฮึกเหิม แล้วจึงฝึกบำเพ็ญต่อ
หานเจวี๋ยสาปแช่งไปด้วย สังเกตดูฉู่ซื่อเหรินที่อยู่ใต้ต้นฝูซังไปด้วย
‘หลังจากขึ้นเขามาเจ้าหมอนี่ดันไม่ฝึกบำเพ็ญเลย!
ประสาท! ไม่ฝึกบำเพ็ญแล้วจะมากราบอาจารย์ทำไม
จะว่าไปก็น่าแปลก เป็นพระพุทธองค์กลับชาติมาเกิดแต่กลับฝึกเต๋า เกรงว่าคงจะเป็นมนุษย์หมาป่า[1]ละมั้ง
สำนักพุทธคิดจะใช้กลยุทธ์ถอนฟืนใต้กระทะ[2]กับสำนักเต๋าหรือ’
หานเจวี๋ยสังเกตท่าทีของฉู่ซื่อเหรินอยู่ตลอด ไม่กล้าบุ่มบ่ามอบรมเขา
‘หรือไม่ก็ไปสอบถามเรื่องบรรพชนพุทธภควัตกับพี่ใหญ่สักหน่อย?’
หานเจวี๋ยคิดว่าทำได้
ครั้งหน้าค่อยไปก็แล้วกัน อย่างไรเสียฉู่ซื่อเหรินก็ไม่อยากฝึกบำเพ็ญ
รอถึงตอนนั้นที่เขาใกล้แก่ตาย จะต้องร้อนใจอย่างแน่นอน
พอนึกถึงฉู่ซื่อเหริน ก็ทำให้หานเจวี๋ยนึกถึงพระอัปลักษณ์สวินฉางอัน
‘ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้ ทำไมยังไม่กลับมาอีก สงสารมู่หรงฉี่ศิษย์หลานของข้าที่ต้องรับกรรมอยู่ทุกวัน’
ตั้งแต่ติดตามสวินฉางอันออกไป มู่หรงฉี่ถูกโจมตีอยู่หลายครั้ง ทั้งยังเคยบาดเจ็บสาหัสด้วย
เทียบกับสวินฉางอันแล้ว หานเจวี๋ยเอ็นดูมู่หรงฉี่มากกว่า
มู่หรงฉี่ดีกว่ามาก อาจหาญร่าเริง ทั้งยังเคารพรักเขาอีก
สวินฉางอันเอะอะก็ปิดกั้นตัวเอง เอะอะก็นึกถึงแต่เชี่ยนเอ๋อร์ หานเจวี๋ยอยากขับไล่เขาออกจากสำนักอาจารย์นัก
ทว่าเห็นแก่ที่เป็นคำสาปของพุทธาเทพ เขาจึงได้แค่อดกลั้นไว้
ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าใด สวินฉางอันถึงจะหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมนี้
อาศัยตัวเขาเองคงไม่ได้แน่ ต้องรอดูว่าเมื่อใดหานเจวี๋ยจะบรรลุถึงระดับพุทธาเทพ แล้วค่อยลงมือทำลายคำสาป
เมื่อนึกถึงจุดนี้ หานเจวี๋ยหลุดยิ้มพลางส่ายหน้า
……
สิบสามปีต่อมา
ใต้ต้นฝูซัง ฉู่ซื่อเหรินแก่แล้ว
ผมกลายเป็นสีขาว ร่างกายผ่ายผอม กำลังนั่งพิงลำต้นพลางมองไปยังขอบฟ้าด้วยสายตาเหม่อลอย
หยางเทียนตงลืมตามองเขา ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้
เจ้าเด็กนี่…
“เฮ้ยๆ เจ้าเด็กฉู่ เจ้ายังอยู่ได้อีกกี่ปี เจ้ามีความปรารถนาที่ยังทำไม่สำเร็จหรือไม่” ไก่คุกรัตติกาลยิ้มถาม
มันแค่ล้อเล่นเท่านั้น ดีเลวอย่างไรฉู่ซื่อเหรินก็เป็นผู้บำเพ็ญระดับสร้างฐาน อยู่ได้เกือบสองร้อยปีไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ไม่ได้กินโอสถชะลอวัยจึงแก่ตัวลง
ราชามังกรสามหัวหยอกล้อด้วยรอยยิ้ม “ความปรารถนาของเขาเกรงว่าจะเป็นจริงได้ยาก อยากให้ใต้หล้าละทิ้งการฝึกบำเพ็ญ ข้ายังสงสัยเลยว่าเขาเป็นไส้ศึกที่เผ่าปีศาจส่งมา”
ฉู่ซื่อเหรินได้ยินก็หันมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “มีเพียงมนุษย์โลกละทิ้งการฝึกบำเพ็ญ ระเบียบวัฏสงสารถึงจะปกติได้ ส่วนเผ่าปีศาจ พอถึงเวลานั้นมรรคาสวรรค์จะไม่ส่งเสริมพวกเขาแน่ พวกเราจัดการกับตัวเองได้เท่านั้น”
ถูหลิงเอ๋อร์ถาม “ถ้าอย่างนั้นทำไมเจ้าถึงฝึกบำเพ็ญถึงระดับสร้างฐาน”
“ข้า…ข้าทำเพื่อหลักธรรมมหากุศล!”
“จอมปลอม”
“เจ้า…”
ฉู่ซื่อเหรินเกือบจะระเบิดอารมณ์แล้ว ตั้งแต่ขึ้นเขาเพียรบำเพ็ญเซียนมา นิสัยดีๆ ของเขาถูกลบออกไปจนหมดสิ้น
คนเหล่านี้ต่ำทรามเกินไป!
ไม่เห็นด้วยกับเขาไม่ได้ว่า แต่ยังคอยเหน็บแนมเขาอีก
ในขณะนั้นเอง ประตูใหญ่ของถ้ำเทวาฟ้าประทานเปิดออก หานเจวี๋ยกับอู้เต้าเจี้ยนเดินออกมา
ครั้นเห็นหานเจวี๋ย ทุกคนก็พากันลุกขึ้นคารวะ
ฉู่ซื่อเหรินอึ้งอยู่พักหนึ่ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบหน้าหานเจวี๋ย
ใบหน้าหล่อเหลามาก!
เขาคิดว่าผู้อาวุโสสังหารเทพจะเป็นชายแก่ๆ เสียอีก
หานเจวี๋ยเดินมาที่หน้าต้นฝูซัง แหงนหน้ากล่าวกับอีกาทองทั้งสองตัวว่า “พวกเจ้าจะทะลวงระดับแล้วใช่หรือไม่”
เจ้าใหญ่พยักหน้าตอบ “ใช่แล้ว แต่พวกเรากลัวจะถูกมรรคาสวรรค์ขับไล่ ดังนั้นจึงไม่กล้าทะลวงระดับ”
หานเจวี๋ยโยนศิลาแคล้วสวรรค์ออกไปสองก้อน หนึ่งในนั้นคนส่งพัสดุด่วนแซ่หยางมาส่งให้ถึงที่
“ถือหินสองก้อนนี้ไว้ จะทำให้พวกเจ้าไม่ต้องฝ่าด่านเคราะห์ ต่อไปขอแค่ไม่ออกจากเขาลูกนี้ ก็จะไม่ถูกมรรคาสวรรค์ขับไล่”
ได้ยินเช่นนี้ อีกาทองสองตัวดีใจกันยกใหญ่ รีบคาบศิลาแคล้วสวรรค์และฝึกบำเพ็ญทันที
คนอื่นๆ ได้ฟังก็พลันเข้าใจขึ้นมาเล็กน้อย
หานเจวี๋ยอยู่เหนือกว่าโลกมนุษย์นานแล้ว!
เขาอาศัยหินสองก้อนนั้นถึงอยู่ในโลกมนุษย์ต่อได้!
หานเจวี๋ยมองไปทางราชามังกรสามหัว ก่อนจะโบกมือขวา และยื่นวิญญาณมังกรของยวนหวงหลงให้ “นี่คือวิญญาณของมังกรแท้ จิตรับรู้ถูกข้าลบแล้ว หลังจากเจ้ากลืนกินลงไปสายเลือดน่าจะได้รับการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกยึดร่าง”
ราชามังกรสามหัวตื่นเต้นดีใจ รีบกล่าวขอบคุณหานเจวี๋ย
ฉู่ซื่อเหรินมองจนอึ้งไป
หานเจวี๋ยตั้งใจมายั่วยุเขา
เจ้าอยากเกลี้ยกล่อมให้ข้าละทิ้งการฝึกบำเพ็ญหรือ เช่นนั้นข้าจะช่วยให้คนอื่นแข็งแกร่งขึ้นต่อหน้าเจ้า!
หยางเทียนตง ถูหลิงเอ๋อร์ ไก่คุกรัตติกาล และสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นต่างมองหานเจวี๋ยอย่างเฝ้ารอคอย
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์นัก “ตบะของพวกเจ้าด้อยขนาดนี้ มามองข้าทำไม รอพวกเจ้าเข้าใกล้จุดสูงสุดของโลกมนุษย์ค่อยว่ากัน!”
อู้เต้าเจี้ยนผสมโรงราวกับจิ้งจอกอาศัยบารมีเสือ “ใช่แล้วๆ แต่ละคนไม่ตั้งใจฝึกบำเพ็ญเลย!”
หานเจวี๋ยหมุนตัวกลับเข้าถ้ำเทวา
ฉู่ซื่อเหรินรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าด้านหลังเขา ก่อนจะตะโกนเสียงสูง “ขออาจารย์ปู่เป็นแกนนำในการละทิ้งการฝึกบำเพ็ญด้วย!”
หยางเทียนตงได้ยินแล้วตกใจเกือบฉี่ราด รีบพุ่งเข้ามาเตะขาฉู่ซื่อเหรินจนล้มคว่ำกับพื้น
“พูดเหลวไหลอะไร!”
หยางเทียนตงตำหนิด้วยความโกรธ โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม
‘เจ้าเด็กนี่ใจกล้าจริงๆ! กล้าเกลี้ยกล่อมหานเจวี๋ยจริงๆ ด้วย!’
หานเจวี๋ยหันกลับมา ใช้หางตามองฉู่ซื่อเหรินแล้วจึงพูด “บนโลกนี้ ไม่ว่าใครก็สามารถเกลี้ยกล่อมให้คนอื่นละทิ้งการฝึกบำเพ็ญได้ แต่เจ้าทำไม่ได้เท่านั้นเอง”
ฉู่ซื่อเหรินลุกขึ้นมา เช็ดคราบเลือดตรงมุมปากแล้วถามว่า “เพราะเหตุใดกัน”
เขาจ้องมองหานเจวี๋ยโดยไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย
บทที่ 178
“เจ้าไม่ได้บำเพ็ญเพียร จะรู้ได้อย่างไรว่าตบะคือสิ่งที่ขัดความความสงบสุขของใต้หล้า” หานเจวี๋ยหันมาจ้องมองฉู่ซื่อเหรินแล้วเอ่ยถาม
ฉู่ซื่อเหรินตอบ “การใช้อำนาจบาตรใหญ่กดขี่ผู้อื่นเป็นสัญลักษณ์ของความอยุติธรรม อำนาจใหญ่สุดของมนุษย์ปุถุชนคืออำนาจจักรพรรดิ อำนาจใหญ่สุดของใต้หล้าคือการบำเพ็ญพรต หากคนในใต้หล้าล้วนเป็นมนุษย์ปุถุชนหมด ก็ไม่ต้องแสวงหาการบำเพ็ญเพียร ทุกคนเท่าเทียม ไหนเลยจะมีแบ่งแยกแข็งแกร่งกับอ่อนแอ”
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “หากคนในใต้หน้าล้วนเป็นมนุษย์ปุถุชน บ้างเกิดมาไม่มีมือเท้า ไม่อาจสัมผัสได้ถึงความสุขแบบคนทั่วไป เช่นนั้นใต้หล้านี้ยุติธรรมจริงๆ หรือ ที่เจ้าแสวงหาคือโลกตายด้านที่ไร้การต่อสู้ หรือว่าแดนสุขาวดีที่ทุกคนต่างพูดด้วยเสียงหัวเราะมีความสุข”
‘แดนสุขาวดี!’
จิตใจของฉู่ซื่อเหรินเริ่มหวั่นไหว
เขาตอบออกไปในทันที “แน่นอนว่าต้องเป็นแดนสุขาวดีที่ทุกคนต่างก็หัวเราะด้วยความสุข”
“มักจะมีคนอยากเติบโต แต่ไม่อาจเติบโตได้ จึงไม่อาจยิ้มอย่างเป็นสุขได้ คนประเภทนี้เจ้าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร”
หานเจวี๋ยซักถามต่อ คนอื่นๆ ก็ฟังอย่างตั้งใจ พวกเขาฟังจนเข้าใจมรรคจิตของหานเจวี๋ย
ฉู่ซื่อเหรินเอ่ย “ข้าจะนำพวกเขาไปเสาะแสวงหาความสุขอื่น”
“เจ้าอาศัยอะไร”
“อาศัยอะไรหมายความว่าอย่างไร”
“อาศัยอะไรที่มาเปลี่ยนปณิธานของผู้คน เจ้ามีสิทธิ์อันใดหรือ หากเจ้ามี คนที่อยากรังแกกดขี่เจ้าเหล่านั้น คนที่ชอบประพฤติร้ายเหล่านั้น เจ้าอาศัยอะไรมาบอกว่าพวกเขาไม่มีสิทธิ์นี้”
“เพราะว่าพวกเขาผิด!”
“อาศัยอะไรมาบอกว่าพวกเขาผิด หรือเจ้าคิดว่าผิดก็คือผิด หรือว่ามรรคาสวรรค์บอกเจ้าเองว่าพวกเขาผิด ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร เจ้าเพียงแค่ต้องการให้ทั่วหล้าฟังเจ้า อยากให้โลกเปลี่ยนไปแบบที่เจ้าต้องการ”
“ข้าเปล่า!”
“ที่จริงเจ้าก็ไม่ได้ผิด”
หานเจวี๋ยเบนหัวข้อสนทนา และกล่าวด้วยรอยยิ้มแปลกประหลาด
ฉู่ซื่อเหรินอึ้งตะลึง ยังคิดว่าหานเจวี๋ยต้องการจะด่าตนเองเสียอีก หักมุมเร็วเกินไปแล้ว!
หานเจวี๋ยกล่าว “หากตบะของเจ้าแข็งแกร่งที่สุด เช่นนั้นเจ้าก็สามารถสร้างโลกที่เจ้าต้องการได้ไม่ใช่หรือ”
ฉู่ซื่อเหรินนิ่งเงียบ
“ทั้งๆ ที่เจ้ามีพรสวรรค์เลิศล้ำ บำเพ็ญเพียรง่ายหรือว่าการพูดเกลี้ยกล่อมใต้หล้าง่ายเล่า เจ้าเองก็มีอายุขัยไม่ถึงสองร้อยปี มีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ เจ้าเกลี้ยกล่อมไปได้กี่คนแล้ว”
วาจาของหานเจวี๋ยราวกับมีดเล่มหนึ่งที่ปักอยู่กลางใจฉู่ซื่อเหริน
เขาเกลี้ยกล่อมผู้บำเพ็ญไปแล้วมากมาย
แต่ไม่มีผู้ใดที่ถูกเขาเกลี้ยกล่อมสำเร็จ
หานเจวี๋ยพลันถามขึ้นว่า “เจ้านับถือพุทธหรือนับถือเต๋า”
แดนบำเพ็ญพรตแถบนี้นับถือเต๋าเป็นหลัก วิธีการบำเพ็ญแบบพุทธพบเจอได้น้อยมาก แม้กระทั่งพูดได้ว่าหายสาบสูญไปแล้ว
แต่ว่าพุทธศาสนากลับเป็นที่นิยมในหมู่มนุษย์ธรรมดาเป็นอย่างมากมาก ราชวงศ์จำนวนมากต่างก็นับถือพุทธศาสนา
ฉู่ซื่อเหรินตอบ “ย่อมนับถือเต๋า ที่ข้านับถือคือหลักธรรมมหากุศล ใต้หล้าล้วนดีงาม”
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยถ้อยคำที่แฝงความหมายลึกซึ้ง “ก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะสามารถยืนหยัดในเจตนาเดิมได้หรือไม่”
“จะต้องไม่เปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นจะทุบกระดูก กระจายเถ้าถ่าน วิญญาณแตกสลาย ไม่ได้ไปผุดไปเกิดตลอดกาล!”
ฉู่ซื่อเหรินกล่าวยืนยันด้วยสีหน้าหนักแน่น
หานเจวี๋ยไม่รู้เจตนาของสำนักพุทธ จึงไม่ได้พูดอะไรมาก เขาย่างก้าวกลับเข้าไปในถ้ำเทวา
อู้เต้าเจี้ยนตามหลังเขาไปติดๆ
หยางเทียนตงลากฉู่ซื่อเหรินมาอีกด้าน ก่อนเริ่มอบรมสั่งสอน
ฉู่ซื่อเหรินจิตใจล่องลอย เขายังคงครุ่นคิดเกี่ยวกับคำพูดของหานเจวี๋ย
สิ่งที่เขาต้องการก็เป็นสิ่งที่ถูกต้องจริงหรือ
‘หากอยากให้มนุษย์โลกละทิ้งการบำเพ็ญเพียร ตนเองต้องบำเพ็ญเพียรก่อน บรรลุระดับที่แข็งแกร่งที่สุดแล้วค่อยเปลี่ยนแปลงมนุษย์โลก แล้วนี่นับประสาอะไรกัน
อยากให้ผู้คนละทิ้งการฝึกฝน แต่ตัวเองต้องฝึกฝน?’
ฉู่ซื่อเหรินสับสนไปหมดแล้ว
……
สิบปีต่อมา
อีกาทองสองตัวยังคงทะลวงอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับเซียนอิสระ หานเจวี๋ยออกคำสั่งห้ามพวกเขาออกไปจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะถูกมรรคาสวรรค์ขับไล่
คนอื่นๆ รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากว่าเหตุใดเขาเพียรบำเพ็ญเซียนถึงมีความสามารถในการต่อต้านมรรคาสวรรค์ได้
ในสิบปีนี้ฉู่ซื่อเหรินยังคงไม่ฝึกฝน นั่งเหี่ยวแห้งอยู่ใต้ต้นไม้ทุกวัน ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไร
หานเจวี๋ยจดจ่ออยู่กับการฝึกฝน แต่ยังอยู่ห่างจากระดับเซียนสวรรค์วัฏจักรระยะกลางอีกมาก
ยังต้องใช้เวลาอีกยี่สิบกว่าปี!
การบำเพ็ญระดับเซียนสวรรค์ยากกว่าระดับเซียนพิภพมาก แม้กระทั่งสามารถพูดได้ว่าแตกต่างกันอย่างมาก
มิน่าเล่า จั้งกูซิงถึงบอกว่ารอบรรลุเซียนสวรรค์ไท่อี่แล้วค่อยออกไประเหเร่ร่อนสู้ชีวิตในโลกกว้างจะดีที่สุด
ต่ำกว่าระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ล้วนเป็นแค่มด!
และแน่นอน เซียนสวรรค์เป็นเพียงมดตัวใหญ่เท่านั้น
หานเจวี๋ยเห็นว่าจักรพรรดิเซียนถูกยอดแม่ทัพเทพสังหาร ทำให้เขาคิดว่าแม้จะสำเร็จระดับจักรพรรดิเซียน ก็ไม่อาจกระทำผิดอย่างกำเริบเสิบสานได้
พูดถึงยอดแม่ทัพเทพ แม้ว่าจะเก่งกาจมาก แต่ก็อาจติดกับศัตรูได้
บางทีอาจมีเพียงการบรรลุถึงระดับต้าหลัวที่อ้างว้างเปล่าเปลี่ยว ถึงจะสามารถหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเพื่อผ่อนคลาย
ชั่วชีวิตนี้เขาฝึกฝนมาโดยตลอด จำเป็นต้องมีกิจกรรมเพื่อความบันเทิงเริงใจบ้าง
อันดับแรกคือการสาปแช่งเทพปีศาจเอ้อไหลก่อน ต้องสร้างเรื่องให้เจ้าหมอนี่สักหน่อย
หลายเดือนต่อมา
สิงหงเสวียนกลับมาแล้ว
สิ่งแรกที่นางทำก็คือการมาหาหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยไล่อู้เต้าเจี้ยนให้ออกไปจากถ้ำเทวาอย่างรู้งาน ทำให้แม่หนูปีศาจหญ้าไม่พอใจเป็นอย่างมาก
“ศิษย์พี่ของข้าเล่า” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม
หากฉางเยวี่ยเอ๋อร์กลับมาด้วย จะต้องงอแงอยากพบเขาแน่นอน
สิงหงเสวียนเอ่ยตอบ “หลังจากพวกเรากลับถึงต้าเยี่ยนก็แยกทางกัน นางบอกว่าจะกลับบ้านเดิมสักหน่อย”
“นางยังมีบ้านเดิมด้วยหรือ”
“ใครจะไปรู้เล่า ไม่ต้องไปสนใจนางหรอก ท่านพี่ ท่านดูสินี่คือสมบัติอะไร”
สิงหงเสวียนพลิกมือขวาขึ้น หินสีแดงแปลกประหลาดก้อนหนึ่งปรากฏอยู่กลางฝ่ามือ
หานเจวี๋ยรับไปดู หินสีแดงก้อนนี้นอกจากสีแล้ว ส่วนอื่นก็ดูเหมือนหินธรรมดาก้อนหนึ่ง
เขาใช้พลังจิตของตัวเองตรวจสอบ พบว่าด้านในหินสีแดงมีไอแปลกประหลาดอยู่กลุ่มหนึ่ง แม้แต่ระดับเซียนสวรรค์วัฏจักรอย่างเขาก็ไม่อาจมองทะลุปรุโปร่งได้
‘สมบัติล้ำค่าอีกแล้วหรือ’
หานเจวี๋ยลอบตกใจ ‘แม่หนูนี่จะดวงดีเกินไปหน่อยแล้วกระมัง!’
เขาถามอย่างระมัดระวัง “หินก้อนนี้เจ้าไปได้มาจากที่ใด”
สิงหงเสวียนเอ่ยตอบ “ตกลงมาจากฟ้า เกือบจะหล่นโดนข้าเสียแล้ว ข้าว่าหินที่สามารถหล่นลงมาจากฟ้าได้ จะธรรมดาได้อย่างไรกัน”
‘ตกลงมาจากฟ้าอีกแล้ว?
ศิลาแคล้วสวรรค์ก่อนหน้านี้ก็ตกลงมาจากฟ้า’
หานเจวี๋ยไม่เชื่อว่ามันจะเป็นเรื่องบังเอิญ
จะต้องมีสาเหตุอย่างแน่นอน
ท่ามกลางความมืดมิด มีดวงตาคู่หนึ่งสอดส่องมองดูเขาอยู่
“อย่าคิดอีกเลย ไม่เจอกันนานเพียงนี้ ข้าก็คิดถึงท่านจะแย่”
สิงหงเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม และเริ่มเป็นฝ่ายช่วยหานเจวี๋ยถอดเสื้อผ้า
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจนใจ “รีบร้อนเพียงนี้เชียว?”
“แน่นอนสิ ข้าคิดถึงท่านทุกวัน”
“หุ่นเชิดสวรรค์ของข้ายังดีอยู่หรือไม่”
“เชอะ ข้าเพียงนำมันออกมาพูดคุยเท่านั้น ไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย พวกเราเล่นลูกไม้ใหม่ๆ บ้างเถอะ”
“ลูกไม้ใหม่อะไรหรือ”
“ท่านทำตามที่ข้าบอก”
……
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น สิงหงเสวียนจากไปด้วยความอิ่มเอมใจ
อู้เต้าเจี้ยนมองตามเงาร่างของนางไป กัดฟันอย่างอดไม่ได้
บนกายของนางเต็มไปด้วยกลิ่นไอของนายท่าน ช่างเข้มข้นเกินไปแล้ว!
อู้เต้าเจี้ยนเริ่มรู้สึกสงสัยในชีวิตคนเราขึ้นมาบ้างแล้ว
ตนเองอยู่เคียงข้างเป็นเพื่อนนายท่านทุกวัน แล้วเหตุใดถึงไม่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับนายท่านเช่นนี้
แต่พอสิงหงเสวียนกลับมา นางก็ได้…
ภายในถ้ำเทวา
หานเจวี๋ยกำลังเล่นกับหินสีแดงอยู่ มือซ้ายถือศิลาแคล้วสวรรค์ไว้ศึกษาดู
ดูอยู่นาน เขาก็ไม่เข้าใจ
เขาไม่ได้ตรวจสอบมันอีก และเริ่มทำการฝึกฝนอีกครั้ง
บางทีรอจนตบะของเขาเพิ่มถึงระดับหนึ่ง ก็อาจจะมองทะลุหินสีแดงได้เอง
สามปีต่อมา
หานเจวี๋ยยังคงฝึกฝน เขาพลันสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่พยายามดึงจิตรับรู้เขาไป แม้ว่าจะไม่ได้แข็งแกร่งมาก แต่เขาก็จำพลังนี้ได้
‘เซียนเมฆาแดง!’
หานเจวี๋ยผ่อนคลายลง ปล่อยให้เซียนเมฆาแดงพาจิตรับรู้ของเขาไปท่ามกลางท้องฟ้ากว้างใหญ่ที่ดารดาษไปด้วยดวงดาว
เซียนเมฆาแดงเพิ่งมีตบะบำเพ็ญแค่ระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ระยะต้น หานเจวี๋ยตามทันแล้ว หากพูดถึงพลังที่แท้จริงหานเจวี๋ยจะต้องแกร่งกว่าเขา
ได้พบกับเซียนเมฆาแดงอีกครั้ง หานเจวี๋ยก็ปลงอนิจจังไปร้อยแปดพันเก้า
ยามนั้น เขารู้สึกว่าเซียนเมฆาแดงแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก อยู่สูงเกินเอื้อม แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเพียงว่ามันก็แค่นี้
บทที่ 179
เซียนเมฆาแดงกล่าวขึ้นมาก่อน “กลุ่มอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังเทพปีศาจใกล้จะประนีประนอมแล้ว เมื่อวังสวรรค์ประหารชีวิตเทพปีศาจ ไม่นานนักก็จะชำระล้างโลกมนุษย์ เทพเซียนจำนวนไม่น้อยต่างให้ความสนใจในตัวเจ้าแล้ว”
ด้วยการช่วยเหลือด้านการแอบซ่อนของระบบ เซียนเมฆาแดงจึงไม่ทราบว่าตบะของหานเจวี๋ยไล่ตามตนเองทันแล้ว
หานเจวี๋ยพยักหน้าลงกล่าวว่า “ขอบคุณที่กล่าวเตือน”
ก่อนหน้านั้นเทพเซียนจำนวนมากเกิดความประทับใจในตัวเขา เกลียดชังเขา แสดงว่าเทพเซียนก็เห็นด้วยกับแผนที่จะพิสูจน์พรสวรรค์ของตนเอง ตามที่จั้งกูซิงบอก แม่ทัพสวรรค์ที่ลงมาโลกมนุษย์ที่แข็งแกร่งสุดก็ไม่เกินระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ หานเจวี๋ยย่อมไม่กดดันมาก
“ดูเหมือนเจ้าจะล่วงเกินเทพยุทธ์จวี้หลิงเข้า แม่ทัพสวรรค์ที่นำทัพมากวาดล้างโลกมนุษย์แห่งนี้ก็คือเขา” เซียนเมฆาแดงกล่าวต่อ
หานเจวี๋ยกลับไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด ตบะบำเพ็ญของเทพยุทธ์จวี้หลิงอยู่ในระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ ใช่ว่าจะไม่สามารถต่อกรได้
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วกล่าว “ข้าไม่รู้จักเทพยุทธ์จวี้หลิง ก่อนหน้านั้นกลับมีแม่ทัพสวรรค์ท่านหนึ่งลงมาหาเรื่องข้าที่โลกมนุษย์ นามว่าหยางซ่าน”
เซียนเมฆาแดงพลันเข้าใจขึ้นมาในทันที “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ หยางซ่านเป็นคนของเทพยุทธ์จวี้หลิง ตำแหน่งไม่สูง แต่เป็นที่ชื่นชอบของเทพยุทธ์จวี้หลิงมาก แต่จะว่าไปแล้ว หยางซ่านแอบลงมาที่โลกมนุษย์ ฝ่าฝืนกฎสวรรค์ เรื่องนี้ข้าจะต้องร้องเรียนอย่างแน่นอน!”
หานเจวี๋ยยิ้ม แต่ไม่ได้พูดอะไรมาก
ขณะนี้เซียนเมฆาแดงเพียงแค่ส่งข่าวให้เขาเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ไม่ได้แข็งกร้าวแต่อย่างใด มิเช่นนั้นจะยอมให้โลกมนุษย์ของตนเองถูกกวาดล้างได้อย่างไร
“จริงสิ ท่านเคยได้ยินเกี่ยวกับบรรพชนพุทธภควัตหรือไม่” หานเจวี๋ยถามขึ้นในทันใด
“บรรพชนพุทธภควัต? เคยได้ยิน สำนักพุทธมีพระพุทธเจ้าห้าพระองค์ บรรพชนพุทธภควัตมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ที่สำคัญคือท่านละทิ้งสำนักพุทธ แต่กลับเกลี้ยกล่อมให้สำนักพุทธละทิ้งการฝึกฝน น่าขันยิ่งนัก”
เซียนเมฆาแดงตอบ เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้เขาก็อยากจะหัวเราะออกมา
หานเจวี๋ยถามด้วยความประหลาดใจ “เพราะเหตุใด”
“ใครจะรู้เล่า ข้ามักจะรู้สึกว่าสำนักพุทธมีแผนร้าย”
หานเจวี๋ยจมสู่ห้วงความคิด
หากที่เซียนเมฆาแดงกล่าวเป็นความจริง เช่นนั้นฉู่ซื่อเหรินอาจจะไม่ใช่เครื่องมือที่สำนักพุทธส่งเข้ามา แนวคิดมันไม่สอดคล้องกันจริงๆ
ในทางกลับกันหากใต้สังกัดเขามีศิษย์เช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องส่งฉู่ซื่อเหรินไปยังกลุ่มอิทธิพลของศัตรู
บางทีนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุที่ฉู่ซื่อเหรินฝึกเต๋า
“รอจนเรื่องของเทพปีศาจสิ้นสุดลงแล้ว ข้าก็จะถูกถอดออก เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่สามารถช่วยเจ้าได้ หากเจ้านึกเสียใจในภายหลัง ตอนนี้ก็ยังทันเวลา ข้าสามารถช่วยแนะนำเจ้าให้เข้าวังสวรรค์ได้” เซียนเมฆาแดงจ้องมองหานเจวี๋ยพร้อมกล่าวอย่างจริงจัง
หานเจวี๋ยส่ายหน้ากล่าวว่า “ข้ายังไม่นึกเสียใจ ขอบคุณในความหวังดีของผู้อาวุโส”
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันนานนัก
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับเข้าสู่กายเนื้อ
เขานำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งเทพยุทธ์จวี้หลิง
ถึงอย่างไรเจ้าหมอนี่ก็อยู่ระดับเซียนสวรรค์ไท่อี่ขั้นสมบูรณ์ หากสามารถป้องกันได้ก็ป้องกันไว้ก่อน
……
ตั้งแต่ที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนกลายเป็นอาณาเขตเต๋า พลังวิญญาณก็เพิ่มขึ้นห้าเท่า ตบะของผู้คนบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนทั้งหลายต่างก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากราชามังกรสามหัวกินวิญญาณยวนหวงหลงไป สายเลือดก็เริ่มแปรเปลี่ยนไปทางมังกรแท้ แต่ยังไม่ทันจะได้กลายเป็นมังกรแท้โดยสมบูรณ์ เขากลับมีหัวมังกรงอกออกมาอีกสองหัว กลายเป็นราชามังกรห้าหัว
ไม่เพียงเท่านี้ ตบะของเขาก็ทะลวงถึงระดับมหายานขั้นแปดแล้ว
ตบะของคนอื่นๆ ก็เลื่อนระดับขึ้นอย่างมั่นคง หยางเทียนตงที่อ่อนแอที่สุดก็เริ่มแข่งขันช่วงชิงเข้าสู่ระดับสุญตา
หลังจากสิงหงเสวียนและเซียนซีเสวียนกลับมาและพบว่าพลังวิญญาณบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเพิ่มขึ้นอย่างมาก พวกนางก็ไม่ออกไประเหเร่ร่อนอีก กลับปิดด่านฝึกฝนด้วยเช่นกัน
เมื่อพลังวิญญาณพัฒนาจนถึงระดับที่แน่นอนแล้ว ต่อให้คุณสมบัติจะด้อยเพียงใดก็สามารถกลายเป็นเซียนได้
แน่นอนว่าเขาเพียรบำเพ็ญเซียนยังไม่ได้พัฒนาไปถึงระดับนั้น
ผ่านไปอีกประมาณสิบปี
ฟางเหลียงกลับมาแล้ว
เขามาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ยเป็นอันดับแรก แล้วค่อยกลับไปฝึกฝนใต้ต้นฝูซัง
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าเขาเหงาหงอยอยู่บ้าง และก็ไม่ได้เอ่ยถึงธิดาเทพเผ่าปีศาจผู้นั้น
‘ดูท่าเจ้าหมอนี่จะบาดเจ็บกับความรัก’
หายเจวี๋ยเองก็ไม่ได้สนใจ ในเมื่อฟางเหลียงยังไม่อยากพูด แล้วเขาจะไปถามให้มากความเพื่อเหตุใด
เขาเปิดดูค่าความสัมพันธ์เพื่อตรวจดูจดหมาย
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านไปจากโลกมนุษย์]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านก้าวเข้าสู่มรรคผลไท่อี่ สำเร็จเป็นเซียนพิภพไท่อี่]
[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย ดวงชะตาของจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำที่เป็นศัตรูคู่แค้นของท่านถดถอย อายุขัยลดลงสามพันปี]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x178930
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีได้ผู้ทรงพลังช่วยเหลือ]
[สวินฉางอันศิษย์ของท่านได้รับโชคจากฟ้าดิน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
……
โม่ฟู่โฉวไปจากโลกมนุษย์?
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว หรือว่าเผ่ามารกำลังวางแผนร้ายอะไร
อีกประเดี๋ยวลองถามโม่จู๋ดูสักหน่อย!
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าโจวฝานถูกมู่หรงฉี่โจมตี นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นอีก
โจวฝานก็น่าอนาถเกินไปแล้วกระมัง
อยู่ๆ หานเจวี๋ยก็รู้สึกสงสารอยู่บ้าง
แม้โจวฝานจะชอบถือดี อีกทั้งยังอาฆาตแค้นฝังลึก แต่ระดับความประทับใจที่มีต่อเขาไม่เคยลดลงเลย
ตายไปแล้วหลายครั้ง ตอนนี้สู้มู่หรงฉี่ไม่ได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ก็ไม่รู้ว่าพวกเขาทั้งสองต่อสู้กันเพราะเรื่องใด
หานเจวี๋ยดูอยู่พักหนึ่ง ก็เชื่อมต่อพลังจิตกับหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ของโม่จู๋
โม่จู๋กำลังนั่งฝึกฝนอยู่ในศาลบรรพชนแห่งหนึ่ง ไม่มีคนอื่นอยู่ข้างกาย
“โม่ฟู่โฉวไปไหนเล่า” เสียงของหานเจวี๋ยดังขึ้น โม่จู๋ลืมตาขึ้นมาในทันที
นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่หานเจวี๋ยติดต่อกับนางผ่านหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ ดังนั้นนางจึงไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด เพียงชอบก็เท่านั้น
นางรีบนำหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ออกมา เอ่ยตอบกลับไปว่า “หลายปีก่อน เขาบอกว่าสัมผัสได้ถึงโอกาสวาสนา อยากออกไปข้างนอกเพียงลำพัง ส่วนไปที่ใดนั้น ข้าเองก็ไม่ทราบ”
ในหลายร้อยปีที่ผ่านมาพวกโม่ฟู่โฉว โม่โยวหลิงและโม่จู๋ทั้งสามคนพบเจอศิษย์ตระกูลโม่จำนวนไม่น้อย หลังจากชุมนุมกันอีกครั้งก็ออกห่างจากทางโลก ศิษย์ตระกูลโม่มีเกินพันคนแล้ว นับว่าได้ผุดขึ้นใหม่อีกครั้ง
แต่ว่าใต้หล้าต่างก็ตามล่าสังหารผู้บำเพ็ญสายมารอยู่ เพราะอย่างนั้นโม่จู๋เองก็ไม่กล้าไปหาหานเจวี๋ย
“ช่วงนี้บำเพ็ญเพียรเป็นอย่างไร” หานเจวี๋ยถาม
โม่จู๋ตอบ “ข้าใกล้จะทะลวงระดับสุญตาแล้ว”
น้ำเสียงของนางดูภูมิใจอยู่บ้าง
หลังจากสืบทอดวิชามารตระกูลโม่ ระดับความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของนางก็เพิ่มขึ้นบ้างจริงๆ
ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง หานเจวี๋ยก็ตัดการเชื่อมต่อกับหุ่นเชิดแห่งสวรรค์
โม่จู๋มีความสุขเป็นอย่างมาก ผ่านมานานหลายปีเพียงนี้ เขาก็ยังใส่ใจนางอยู่
‘ข้าจะต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี ภายหน้าจะได้ขึ้นสวรรค์ไปพร้อมกับเขา ฝึกฝนเป็นเพื่อนกับเขาตลอดเส้นทางการบำเพ็ญเพียร’
โม่จู๋คิดอย่างแน่วแน่
‘ผ่านมานานหลายปีเพียงนี้ เขาคงบรรลุระดับมหายานแล้ว’
ทั้งสองยังห่างชั้นกันมากนัก
……
สิบสองปีต่อมา
หานเจวี๋ยบรรลุระดับเซียนวัฏจักรระยะกลางในที่สุด สุดท้ายเขาก็รู้สึกว่าความเร็วในการบำเพ็ญเพียรยังคงช้าไปอยู่บ้าง
อย่างไรเสียก็ใช่ว่าเขาจะมีแค่ดวงชะตาทายาทจักรพรรดิเซียน แต่ยังมีร่างวิญญาณหกสาย พรสวรรค์มรรคกระบี่ขั้นสูงสุด และความสามารถในการเข้าใจขั้นสูงสุด
‘ต้นฝูซัง น้ำเต้าพิภพเซียน ดอกพลับพลึงแดง หญ้าโลกาสวรรค์และวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้ายังอยู่ในระหว่างการเติบโต ไอเซียนบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนไม่อาจเทียบได้กับสวรรค์เบื้องบน’
หานเจวี๋ยคิดอย่าเงียบๆ
‘ยังคงต้องขึ้นสวรรค์อยู่ดีสินะ’
รอให้ผ่านด่านเคราะห์ของวังสวรรค์ก่อน เขาก็ควรจะพิจารณาถึงการขึ้นสวรรค์ได้เสียที
เพียงแค่วังสวรรค์ยอมปล่อยโลกมนุษย์แห่งนี้ หานเจวี๋ยก็นับว่าไม่มีอะไรที่ต้องเป็นกังวล
เขาไม่อาจเข้าร่วมกับวังสวรรค์หรือวังเทพได้ กลุ่มอิทธิพลใหญ่สองกลุ่มนี้จะต้องมีปัญหามากมายแน่
แน่นอนว่า หากเขาได้รับของล้ำค่าฟ้าดินที่สามารถผลิตไอเซียนผ่านระบบได้ก่อนที่จะขึ้นสวรรค์ ก็ใช่ว่าจะจำเป็นต้องขึ้นไป
หานเจวี๋ยคิดไปพลางทำตบะให้มั่นคง
วันนี้เอง
ต้าเยี่ยนต้อนรับการมาเยือนของหิมะหอบใหญ่ที่พบเจอได้ยากมากในรอบหลายร้อยปี ซึ่งใหญ่กว่าตอนที่ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ตื่นขึ้นมาในครานั้นนัก แม้กระทั่งดวงตะวันบนท้องนภายังถูกหิมะที่โปรยปรายบดบังไว้
ไม่ใช่เพียงต้าเยี่ยน เขตและราชวงศ์อื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้
หานเจวี๋ยรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เกรงว่าเคราะห์ใหญ่กำลังจะมาถึง!
เป็นถึงระดับเซียนสวรรค์วัฏจักร ลางสังหรณ์ของเขาย่อมเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป
บทที่ 180
ใต้ต้นฝูซัง
ฟางเหลียงแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เป็นสีขาวไปทั้งแถบ หิมะโปรยปรายไปทั่วท้องนภา
ถูหลิงเอ๋อร์เอ่ยพึมพำขึ้นว่า “หิมะนี้ไม่ปกติ”
เนื่องด้วยเขาเพียรบำเพ็ญเซียนได้กลายเป็นอาณาเขตเต๋าไปแล้ว หิมะที่โปรยปรายนี้ย่อมไม่อาจตกลงมาในเขาเพียรบำเพ็ญเซียนได้ ทำให้เขาเพียรบำเพ็ญเซียนเป็นเพียงเขาลูกเดียวในบริเวณนี้ที่ไม่ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ
ราชามังกรสามหัวเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ไม่ปกติตรงที่ใด”
“หิมะนี้แฝงไปด้วยพลังวิญญาณ”
เจ้าใหญ่เอ่ยต่อ อีกาทองสองตัวก็เอียงคอมองไปบนท้องนภาเช่นเดียวกัน
หยางเทียนตง ฉู่ซื่อเหริน ไก่คุกรัตติกาลและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นต่างก็ทอดมองเช่นกัน
ขณะนั้นเอง
หานเจวี๋ยและอู้เต้าเจี้ยนเดินออกจากถ้ำเทวามายังใต้ต้นฝูซัง
“วังสวรรค์อาจจะกำลังมา” หลังจากนั่งลง หานเจวี๋ยก็เอ่ยขึ้นเสียงเบา
‘วังสวรรค์!’
ทุกคนมีสีหน้าแปรเปลี่ยน
ในเทพนิยาย วังสวรรค์ก็คือตัวแทนของเทพเซียน
ก่อนหน้านี้ฟางเหลียงก็รู้เรื่องที่วังสวรรค์จะชำระล้างโลกมนุษย์แล้ว ดังนั้นจึงมีสีหน้าซับซ้อน
“หมายความว่าอย่างไร” ถูหลิงเอ๋อร์ไม่เข้าใจ
ฟางเหลียงรีบไขข้อสงสัยให้ทุกคนทันที กระทั่งเขาเอ่ยจบ ผู้คนทั้งหลายก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก
‘เทพเซียนต้องการชำระล้างโลกมนุษย์!
หากไม่ใช่การทำลายล้างขั้นสูงสุด แล้วจะเป็นอะไรได้อีก’
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ข้าเตรียมที่จะขัดขวางเทพเซียน”
เมื่อวาจานี้เอ่ยออกมา ทุกคนล้วนมองไปทางเขาอย่างตื่นตระหนก
พวกเขาต่างรู้ว่าหานเจวี๋ยแข็งแกร่งมาก แต่เขาแข็งแกร่งจนสามารถต้านทานวังสวรรค์ได้แล้วหรือ
“วังสวรรค์ไม่อาจทุ่มกำลังมาทั้งหมดได้ ส่งมาเพียงแม่ทัพและทหารสวรรค์ส่วนหนึ่งเท่านั้น หากข้าสามารถต้านทานได้ ให้วังสวรรค์เห็นถึงพลังที่แท้จริงของข้า ข้าจะใช้การเข้าร่วมวังสวรรค์เป็นเงื่อนไขในการแลกกับความสงบของโลกมนุษย์” หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ
คำพูดของเขาดูเหมือนจะเรียบง่ายสบายๆ แต่บรรดาศิษย์และศิษย์หลานต่างก็รับรู้ได้ถึงแรงกดดัน
ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “นายท่าน ท่านสามารถขึ้นสวรรค์ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นก็พาพวกเราหนีไปด้วยกันเถิด?”
มันคิดจริงๆ ว่าหานเจวี๋ยไม่จำเป็นต้องตายอย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ลองดูเถิด หากต้านทานไม่ไหวจริงๆ พวกเราคงทำได้แค่หนี”
ถูหลิงเอ๋อร์ขมวดคิ้วกล่าว “อาจารย์สามารถหนีได้ แล้วพวกเราเล่าจะทำอย่างไร”
“วางใจเถิด ข้าสามารถพาเขาลูกนี้ขึ้นสวรรค์ไปด้วยกันได้”
วาจานี้คือความจริง เขาเพียรบำเพ็ญเพียรได้กลายเป็นอาณาเขตเต๋าแล้ว สามารถตัดขาดมรรคาสวรรค์ได้ หลังจากขึ้นสวรรค์แล้ว ขอเพียงแค่พวกเขาไม่ไปจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ก็จะไม่ถูกไอเซียนของแดนเซียนกดทับจนตาย
ราชามังกรสามหัวอดด่าทอไม่ได้ “นี่ก็คือเทพเซียนหรือ เพียงเพราะหวาดระแวงก็จะชำระล้างโลกมนุษย์ทั้งใบ? เหตุใดถึงไม่โจมตีเผ่ามารโดยตรง ข้าไม่เชื่อว่าวังสวรรค์จะทำไม่ได้! รู้สึกว่านี่คือฉากบังหน้า และพวกเราก็เป็นเครื่องสังเวยของการชำระล้างฝ่ายมารในโลกมนุษย์!”
‘ปาหี่เช่นนี้เขาก็เคยเล่นมาก่อน’
การช่วงชิงผลประโยชน์กับราชาปีศาจตนอื่น อีกฝ่ายประนีประนอมนำผลประโยชน์ให้กับเขา แต่เขาจำเป็นต้องทำให้ผู้คนเลื่อมใส เพราะอย่างนั้นอีกฝ่ายก็จะมอบปีศาจจำนวนหนึ่งมาเป็นแพะรับบาป
ไม่ว่าจะคิดอย่างไร การที่ชำระล้างโลกมนุษย์โดยตรง ฟังดูแล้วมันก็พิกลๆ อยู่ดี
ถึงอย่างไรโลกมนุษย์ใบนี้ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นพวกสายหลัก!
คนอื่นๆ เองก็คิดว่าวังสวรรค์โหดร้ายเกินไป
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมองไปทางฉู่ซื่อเหริน พูดเหน็บแนมขึ้นว่า “หากพวกข้าละทิ้งการฝึกฝน คงต้องตายเป็นแน่แท้ ได้แต่รอวังสวรรค์มาจัดการพวกเราเท่านั้น”
ฉู่ซื่อเหรินยิ่งขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม
เขาเองก็ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก
เป็นอย่างที่สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นพูดจริงๆ หากละทิ้งการฝึกฝน อย่าได้เพ้อฝันว่าใต้หล้าจะสงบสุข แม้แต่โลกทั้งใบก็ไม่มีเหลือแล้ว
“อาจารย์ปู่ เช่นนั้นต้องเรียกอาจารย์และศิษย์พี่กลับมาหรือไม่” ฟางเหลียงเอ่ยถาม
หานเจวี๋ยตอบกลับว่า “ข้าเรียกแล้ว”
เขาก็ได้แจ้งเรื่องนี้กับสวินฉางอันและมู่หรงฉี่ผ่านทางตราประทับหกวิถีแล้ว
“ตั้งใจฝึกฝนเถิด ช่วงชิงเวลาในการแบ่งเบาความทุกข์กังวลให้ข้าโดยเร็ว”
ทุกคนรู้สึกละอายใจมาก
จนถึงตอนนี้ผู้คนทั้งหลายต่างก็เริ่มกระตือรือร้นในใฝ่หาความก้าวหน้า และพยายามฝึกฝนอย่างสุดความสามารถ
ดูเหมือนว่าฉู่ซื่อเหรินจะตัดสินใจได้แล้ว และเริ่มฝึกฝนด้วยเช่นกัน
พรสวรรค์ของเขาทำให้ทุกคนต้องปากอ้าตาค้าง แม้แต่หานเจวี๋ยเองก็ตกใจเช่นกัน
เวลาสั้นๆ เพียงแค่หนึ่งปี เขาก็สำเร็จระดับรวมแก่นปราณแล้ว!
‘นี่มันสูตรโกงเกมชัดๆ เลย!’
หานเจวี๋ยอดสงสัยไม่ได้ว่า จริงๆ แล้วบรรพชนพุทธภควัตจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน
มหาพระพุทธเจ้าห้าองค์ของสำนักพุทธ จะต้องเก่งกว่ายอดแม่ทัพเทพอย่างแน่นอน
……
ชั่วพริบตาเดียว
เวลาก็ผ่านไปอีกสิบสี่ปี
สวินฉางอันกับมู่หรงฉี่กลับมาแล้ว
ราวกับว่ามู่หรงฉี่จะเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เต็มไปด้วยท่วงท่าที่สง่างาม อยู่เหนือกว่าระดับรวมกายาขั้นห้า สมกับเป็นเทพสงครามวังเทพกลับชาติมาเกิดจริงๆ
สวินฉางอันยังคงท้อแท้หดหู่เช่นเคย ไร้หนทางที่จะเยียวยา
ที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ ฉู่ซื่อเหรินสนิทสนมกับสวินฉางอันอย่างน่าประหลาดใจ มักจะพูดคุยกับเขาอยู่เสมอ
สวินฉางอันก็ชอบฉู่ซื่อเหรินมากเช่นกัน เอาแต่ร้องเรียกศิษย์หลานๆ อยู่ตลอดเวลา สนิทสนมยิ่งกว่าเรียกศิษย์ของตนเองเสียอีก
จะทำอย่างไรได้ ผ่านมาหลายปีเช่นนี้ ความอดทนที่มู่หรงฉี่มีต่อเขาไม่หลงเหลืออยู่แล้ว ไม่เคารพเขาเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งยังตะคอกใส่เขาอยู่เสมอๆ
หานเจวี๋ยเห็นการปฏิบัติต่อกันของทั้งสองแล้วก็รู้สึกแปลกๆ
ชาติก่อนสวินฉางอันเป็นเพียงของล้ำค่าฟ้าดินที่สำนักพุทธเลี้ยงดู แต่ฉู่ซื่อเหรินเป็นถึงบรรพชนพุทธ ทว่ายามนี้สวินฉางอันกลายเป็นอาจารย์อาของบรรพชนพุทธเสียแล้ว…
‘ความสัมพันธ์ยุ่งเหยิงไปหมด!’
ตั้งแต่ฉู่ซื่อเหรินเริ่มฝึกบำเพ็ญ หยางเทียนตงก็ยิ่งหยิ่งผยอง
ฉู่ซื่อเหรินบรรลุระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว!
เวลาสิบสี่ปีก็สำเร็จระดับปราณก่อกำเนิด ไม่ว่าฟางเหลียงหรือมู่หรงฉี่ก็สู้เขาไม่ได้!
ฟางเหลียงกับมู่หรงฉี่เองก็ตกใจเป็นอย่างมาก ยิ่งมุมานะฝึกฝนมากขึ้นกว่าเดิม
ภายในถ้ำเทวา
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกฝนนั้น เขาก็ช่วยไขข้อสงสัยให้อู้เต้าเจี้ยนไปด้วย
คุณสมบัติของอู้เต้าจี้ยนก็แข็งแกร่งมาก อย่างไรเสียก็เคยรู้แจ้งในการถกมรรคจากเทพเซียนมาก่อน แม้จะไม่สามารถเทียบได้กับฉู่ซื่อเหริน แต่ก็แข็งแกร่งกว่าพวกหยางเทียนตงและไก่คุกรัตติกาลอยู่มาก
[จักรพรรดิสวรรค์ต้องการส่งโอรสของเขามาจัดการท่านที่โลกมนุษย์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง รีบขึ้นสวรรค์ทันที ไม่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับวังสวรรค์ จะได้รับของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่ม]
[สอง ยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว รอวังสวรรค์ลงมาโลกมนุษย์ จะได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
อักขระสามแถวพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย เขามองดูด้วยความอึ้งตะลึง
‘โอรสจักรพรรดิสวรรค์?
เช่นนั้นก็สังหารไม่ได้แล้ว!
สังหารทหารสวรรค์หรือแม่ทัพสวรรค์เขายังพอแทนที่ได้
แต่สังหารโอรสจักรพรรดิสวรรค์ เขายังสามารถเป็นโอรสของจักรพรรดิสวรรค์ได้ด้วยหรือ’
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น
‘หาไม่เช่นนั้นก็รีบขึ้นสวรรค์เสียให้สิ้นเรื่อง?
ไม่ได้!’
ไม่แน่ว่าหลังจากขึ้นสวรรค์แล้ว นักพรตเต๋าตันชิง จูเชวี่ยและเทพเซียนอีกเป็นกองอาจกำลังดักรอเขาอยู่
อีกอย่าง มุมานะฝึกฝนมาหลายปีเช่นนี้ก็ควรจะแสดงความน่าเกรงขามออกมาได้แล้ว
ฝึกฝนเงียบๆ ในสถานที่ที่ไม่มีผู้คนสนใจ ปรากฏตัวอย่างโดดเด่นท่ามกลางสายตาผู้คนทั่วหล้า!
หากสู้ไม่ได้ค่อยหนี!
หานเจวี๋ยตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะเลือกไม่ขึ้นสวรรค์
[ยินดีด้วย ท่านได้รับพลังวิเศษ–มหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่]
[มหากงล้อโชคชะตาปราณกระบี่: พลังวิเศษมรรคกระบี่ พลังวิเศษผลกรรม สามารถใช้ปราณกระบี่สร้างกงล้อผลกรรมได้ สรรพสิ่งต่างๆ ในโลกที่ถูกดูดเข้าไปในนั้น จะถูกตัดขาดชะตาชีวิต ร่างและวิญญาณดับสลาย]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
……
ตำหนักใหญ่ที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง ฉับพลันนั้นประตูใหญ่ก็เปิดออก แสงสีทองเจิดจ้าขับไล่ความมืดมิดในตำหนักทันที
จักรพรรดิสวรรค์รูปร่างสูงใหญ่เหาะทะยานเข้ามาในตำหนักใหญ่ด้วยพลานุภาพอันน่าเกรงขาม
บุรุษชุดเกราะเงินที่กำลังฝึกฝนอยู่ในตำหนักลืมตาขึ้น
เขารีบลุกขึ้นไปคุกเข่าคารวะจักรพรรดิสวรรค์
ต่อหน้าจักรพรรดิสวรรค์เขาดูตัวเล็กจ้อยอย่างเห็นได้ชัด แต่หว่างคิ้วของเขามีลักษณะหยิ่งยโส ท่าทีเต็มไปด้วยความมั่นใจ
จักรพรรดิสวรรค์จ้องมองเขาและกล่าวขึ้นว่า “ซั่นเอ๋อร์ เรื่องของเทพปีศาจได้ปิดฉากลงแล้ว รอทัณฑ์สวรรค์เสร็จสิ้น ข้าก็ต้องการให้เจ้าลงไปยังโลกมนุษย์ ชำระโลกมนุษย์แห่งหนึ่ง โลกมนุษย์แห่งนี้ปรากฏบุตรแห่งสวรรค์ผู้หนึ่ง เกรงว่าคงจะบรรลุระดับเซียนสวรรค์แล้ว เจ้าจำเป็นต้องลงมืออย่างสุดกำลัง”
บุรุษชุดเงินผู้นี้มีนามว่าหลงซั่น โอรสจักรพรรดิสวรรค์ มารดามาจากเผ่ามังกรแท้ เขาฝึกฝนอยู่ที่วังสวรรค์มาโดยตลอด
หลงซั่นเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ตบะระดับนี้เหตุใดถึงไม่ขึ้นสวรรค์”
“เคยมีจักรพรรดิเซียนทิ้งหินมรรคาสวรรค์ลงไปยังโลกมนุษย์ก้อนหนึ่ง และถูกเขาพบเจอเข้า บางทีเจ้าเด็กนี่อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิเซียนท่านนั้น เจ้าต้องทำศึกอย่างเต็มกำลัง ห้ามยั้งมือ”
“สังหารได้?”
“สังหารได้”