166-170
บทที่ 166
[เซียนเทียนเฟิงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 2 ดาว]
[ยอดแม่ทัพเทพเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
[จอมเทพอู่เต๋อเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
[ตี้ไท่ไป๋เกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]
[ขุนนางเซียนเฟิงอวี่เกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]
[เทพสวรรค์ชื่อเหลยเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
……
เครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ผุดขึ้นมาในหัวของหานเจวี๋ย
‘ใหญ่กว่าฟ้า ใหญ่กว่าพสุธาอีก! อะไรกันเนี่ย!’
หานเจวี๋ยเกือบตกใจตาย ร่างกายแข็งทื่อ
การแจ้งเตือนหลายสิบรายการเด้งขึ้นมาในทีเดียว นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
ตำแหน่งใหญ่เกินไปแล้ว!
หานเจวี๋ยจินตนาการถึงฉากที่เทพเซียนเต็มสวรรค์จับจ้องพวกเขาเรียบร้อย จะน่ากลัวเกินไปแล้วกระมัง!
แดนเซียนสามารถสอดส่องโลกมนุษย์ได้หรือ
แต่ครุ่นคิดดูอีกทีก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ อย่างไรเสียก็เป็นเทพเซียน
‘ตอนนี้ข้าควรทำอย่างไรดี ยอมรับว่าหวาดกลัวหรือ หรือว่าจะฝืนยืนหยัดต่อไป’
จี้เซียนเสินกำหมัดทั้งสองข้างแน่น กล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า “ได้! ข้าจะช่วยสหายเต๋ากวนก่อกวนให้พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินเลย!”
ครั้นเอ่ยคำพูดนี้ออกมา ก็มีคำแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ยจำนวนมาก
หานเจวี๋ยพยักหน้าบอก “กลับไปตั้งใจฝึกฝนเถิด!”
“ได้!”
จี้เซียนเสินหันกายจากไป แผ่นหลังดูองอาจห้าวหาญกว่าตอนมาเสียอีก
สถานการณ์ของเขาเปลี่ยนไปแล้ว
ไม่ช่วงชิงอันดับหนึ่งในหล้าอีก!
เขาจะต่อกรกับสวรรค์!
หานเจวี๋ยกลับไปเขาเพียรบำเพ็ญเซียนอีกครั้ง ในที่สุดความรู้สึกที่ถูกสอดส่องก็หายไป
เขากระวนกระวายใจ ไม่รู้ว่าวังสวรรค์จะส่งทหารมาทันทีหรือไม่
ครั้นกลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็แอบถามในใจ ‘ระบบ เขตอาคมสามารถปิดกั้นการสอดส่องของเทพเซียนได้หรือไม่’
อักขระตัวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
[ได้]
จิตใจที่วุ่นวายของหานเจวี๋ยสงบลงเล็กน้อยทันที
……
บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า พระราชวังสูงตระหง่านหลังหนึ่งตั้งอยู่บนยอดเมฆ มีป้ายชื่อแขวนอยู่บนประตูใหญ่
พระราชวังเทียมเมฆา!
ภายในตำหนักโอ่อ่ากว้างขวาง บนเสาสีขาวเงินแต่ละต้นมีหงส์มังกรพันรัด เทพเซียนผู้ทรงอานุภาพยืนอยู่สองแถว ทั้งหมดหันหน้าไปยังร่างสูงใหญ่เหนือท้องพระโรง
จักรพรรดิสวรรค์!
จักรพรรดิสวรรค์นั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ร่างสูงเกือบร้อยจั้ง ด้านหลังมีแสงสีทองอร่าม ดวงดาวระยิบระยับ ดูศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่
บรรดาเทพเซียนในตำหนักตัวเล็กกว่าจักรพรรดิสวรรค์มาก จักรพรรดิสวรรค์ที่หน้าตาน่าเกรงขามสวมมงกุฎห้อยไข่มุก กำลังกวาดสายตาคมกริบมองลงมาด้านล่าง
“คำกล่าวของมนุษย์คนเมื่อครู่ พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไร” จักรพรรดิสวรรค์กล่าว น้ำเสียงทุ้มหนามาพร้อมด้วยเสียงฟ้าร้อง
ชายชราชุดคลุมเต๋าที่มีผมขาวใบหน้าแดงผู้หนึ่งก้าวออกมา ประสานมือคารวะก่อนเอ่ยว่า “มนุษย์กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ส่งผลต่อความน่าเกรงขามของสวรรค์ วังสวรรค์สามารถส่งแม่ทัพสวรรค์ไปสังหารได้!”
เพิ่งสิ้นเสียง แม่ทัพสวรรค์ที่มีรูปร่างราวกับเจดีย์เหล็กและมีมังกรพันอยู่ตรงเอวก็ก้าวออกมา “ฝ่าบาท ตอนนี้วังสวรรค์อยู่ในระหว่างที่ต้องใช้คน หากคนผู้นี้มีพรสวรรค์จริงก็สามารถรับไว้ได้ แม้ว่าวังสวรรค์จะมีกฎสวรรค์เคร่งครัด แต่ก็ต้องแสดงความใจกว้างเช่นกัน ถึงจะดึงดูดบรรดาบุตรแห่งสวรรค์ให้มาเข้าร่วมได้!”
เทพเซียนท่านอื่นๆ ก็พากันก้าวออกมาแสดงความเห็น
“เทพปีศาจตนนั้นยังไม่ยอมถูกประหารชีวิต ตอนนี้มนุษย์ธรรมดายังกล้ากระโดดขึ้นมาแว้งกัดวังสวรรค์ พวกเราเทพเซียนจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
“หน้าตาสำคัญ หรือว่าอนาคตของวังสวรรค์สำคัญ”
“ทั้งสำนักพุทธ วังเทพ วังปีศาจ สำนักเต๋าเป็นต้น ต่างก็คิดหาวิธีดึงโลกมนุษย์มาเป็นพวก แม้แต่เผ่ามารเองก็คิดเช่นนี้ หากพวกเราวังสวรรค์ยังยืนกรานจะชำระล้างโลกมนุษย์ ไม่เท่ากับว่าขัดแย้งกับกลุ่มอำนาจใหญ่หรอกหรือ”
“วังสวรรค์เป็นสถานที่ของเทพเซียน จะใช้มุมมองของการช่วงชิงอำนาจมามองปัญหาได้ที่ไหน”
“เฮอะๆ เซียนฝ่ายบุ๋นอย่างพวกเจ้าทำไมไม่ไปสังหารเทพปีศาจเล่า”
เซียนฝ่ายบุ๋นกับแม่ทัพสวรรค์แบ่งออกเป็นสองฝ่าย
แม่ทัพสวรรค์ส่วนมากชื่นชมหานเจวี๋ย เซียนฝ่ายบุ๋นกลับไม่อาจทนดูเขาได้
ในพระราชวังเทียมเมฆาเสียงดังเอะอะราวกับตลาดสด จนจักรพรรดิสวรรค์ขมวดคิ้ว
ผ่านไปเป็นเวลานาน
บรรดาเทพเซียนถึงจะหยุดส่งเสียง
จักรพรรดิสวรรค์จ้องมองพวกเขาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก ทำเอาพวกเขาตกใจจนพากันก้มหน้าและกลับไปยืนที่ของตนเอง
“รอจัดการเรื่องเทพปีศาจเสร็จสิ้น ค่อยส่งแม่ทัพและทหารสวรรค์ไปกวาดล้างโลกมนุษย์ หากมนุษย์สองคนนี้ต้านทานแม่ทัพและทหารสวรรค์ได้ ข้าจะให้ตามที่เขาประสงค์ แต่หากต้านทานไม่ได้ ก็จงเข้าสู่วัฏสงสารพร้อมกับเพื่อนมนุษย์!”
จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยปาก น้ำเสียงไม่ยอมให้สงสัยใดๆ ทั้งสิ้น
เหล่าเทพเซียนคารวะพร้อมกัน
“สำหรับเงื่อนไขของสำนักพุทธ พวกเจ้ามีความเห็นอย่างไร” จักรพรรดิสวรรค์ถามขึ้น
บรรยากาศในพระราชวังเทียมเมฆาอึดอัดขึ้นมาทันใด
……
ตั้งแต่รู้ว่าเหล่าเทพเซียนจับตามองตนเอง หานเจวี๋ยก็เข้าไปในถ้ำเทวาแล้วไม่ออกมาอีก
เขาอยากตั้งใจฝึกฝนพลังวิเศษเช่นวิชาวัฏจักรหกวิถี ตราประทับหกวิถี พลังดูดวิญญาณหกสาย ประตูวัฏจักร และกระสวยหยินหยางให้แข็งแกร่งเชี่ยวชาญมากขึ้นก่อน
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกเกือบสิบปี
[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุเก้าร้อยปีแล้ว ชีวิตใกล้เข้ามาอีกขั้นหนึ่ง ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง รีบสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ กลายเป็นเทพเซียน จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]
[สอง ยังไม่ขึ้นสวรรค์ในตอนนี้ อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ต่อ จะได้รับของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่ม]
หานเจวี๋ยไม่ต้องคิดใคร่ครวญ เลือกไม่ขึ้นสวรรค์ทันที
[ท่านเลือกไม่ขึ้นสวรรค์ในตอนนี้ ได้รับของล้ำค่าฟ้าดินแบบสุ่ม]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า]
[วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า: หนึ่งในวารีสวรรค์ สามารถกระตุ้นให้เกิดไอเซียน ดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินมาหล่อเลี้ยงวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง หากดื่มหนึ่งอึกจะช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของกายเนื้อ ดื่มหนึ่งถ้วยรักษาอาการบาดเจ็บของจิตดั้งเดิมได้]
‘หือ? ดูท่าจะร้ายกาจมาก! สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ ทั้งยังกระตุ้นให้เกิดไอเซียนได้ด้วย!’
หานเจวี๋ยรีบนำออกมา วารีสีเงินที่มีขนาดเท่ากำปั้นลอยอยู่กลางฝ่ามือของเขา
‘แค่นี้เองหรือ ยังไม่พอหนึ่งถ้วยเลย!’
หานเจวี๋ยมองไปที่มุมถ้ำ ‘ควรวางไว้ที่ไหนดีนะ’
เขาลุกขึ้นเดินไปยังมุมถ้ำ หลังจากขุดหลุมเล็กๆ ก็วางวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไว้ในนั้น
วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าไม่ซึมลงไปในดิน หานเจวี๋ยก็วางใจแล้ว
อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความสงสัย “นี่คือน้ำอะไร พลังวิญญาณเข้มข้นมาก!”
หานเจวี๋ยกล่าว “วารีเงินของรักของข้า ห้ามเจ้าขโมยดื่ม”
“ข้าจะขโมยดื่มได้อย่างไร!”
อู้เต้าเจี้ยนทำแก้มป่อง แค่นเสียงฮึ
หานเจวี๋ยยิ้มๆ จากนั้นก็กลับไปบนตั่ง และนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่ง
เขาสาปแช่งไปด้วยตรวจสอบจดหมายไปด้วย
เขาพบว่าช่วงนี้เผ่าปีศาจคึกคักมากขึ้นเรื่อยๆ นี่ไม่ใช่ลางบอกเหตุที่ดีเลย
‘หรือว่าเผ่าปีศาจคิดจะอาศัยความขัดแย้งภายในของมนุษย์บุกเข้ามา?
ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เขาไม่คิดจะยื่นมือเข้าไปแทรก
เผ่ามนุษย์มีจี้เซียนเสินอยู่ เผ่าปีศาจก่อความวุ่นวายได้ยากยิ่ง
ก่อนหน้านี้เขาเคยใช้แบบจำลองการทดสอบกับจี้เซียนเสิน ในระหว่างทดสอบเขาไม่ได้ลงมือก่อน แต่รอให้จี้เซียนเสินบุกมาโจมตี
พลังแท้จริงของจี้เซียนเสินเทียบกับระดับเซียนอิสระขั้นหนึ่งได้แล้ว
พลังระดับนี้ในโลกมนุษย์ต้องเป็นตัวตนระดับบอสใหญ่อย่างแน่นอน
หานเจวี๋ยนึกไปถึงวังสวรรค์ ผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้ วังสวรรค์ยังไม่เคลื่อนไหวเลย หรือว่ายังไม่ได้จัดการเรื่องของเทพปีศาจ?
เหตุใดวังสวรรค์ถึงไม่สามารถส่งแม่ทัพและทหารสวรรค์กองหนึ่งมาจัดการเขา
หรือว่าการปิดกฎสวรรค์จำเป็นต้องใช้ค่าตอบแทนจำนวนหนึ่ง?
หากหานเจวี๋ยเป็นเทพเซียน จะต้องถูกสังหารทิ้งทันทีแน่
แต่เมื่อมองในมุมของเทพเซียน ก็พอจะเข้าใจได้อยู่
พลังแท้จริงแตกต่างกันมากเกินไป!
ถ้าหากตอนนี้มีอัจฉริยะระดับหลอมปราณของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์คนหนึ่งข่มขู่ว่าจะขัดขวางการชำระล้างสำนักฝ่ายนอกของหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยก็ทำแค่ยิ้มและปล่อยผ่าน จะไม่บีบฝ่ายตรงข้ามจนตายเลย
ไม่ว่าอย่างไร อย่างน้อยหานเจวี๋ยก็ยังมีเวลา
เขาต้องเร่งทำเวลา เพิ่มความแข็งแกร่งให้ได้มากเท่าที่จะทำได้!
หนึ่งเดือนต่อมา
หานเจวี๋ยเริ่มบรรลุดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ เตรียมยกระดับพลังวิเศษมรรคกระบี่ของตนเอง
ครั้นมาถึงแม่น้ำมรรคกระบี่อีกครั้ง หานเจวี๋ยมองเห็นจั้งกูซิง
จั้งกูซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้า…หือ? ระดับเซียนพิภพ! เป็นไปได้อย่างไร!”
น้ำเสียงของเขาดูตกใจมาก
บทที่ 167
เมื่อได้ยินคำพูดของจั้งกูซิง หานเจวี๋ยแอบเบิกบานใจ
เขาตั้งใจไม่ซ่อนตบะของตนเอง ก็เพื่อแสดงให้จั้งกูซิงเห็น!
คนเราไม่อาจถ่อมตัวได้ตลอด จำต้องแสร้งเผยออกไปสักหน่อย
หานเจวี๋ยชอบเห็นจั้งกูซิงตกตะลึง ไม่แน่อาจจะช่วยเพิ่มระดับความประทับใจก็ได้
[ความประทับใจที่จั้งกูซิงมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]
‘4 ดาวแล้ว!
สามารถพัฒนาเป็น…
แค่กๆ! สหายเต๋า!’
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าความคิดของตนเองเบี่ยงเบน หรือจะบอกว่าเขาแอบหื่นก็ได้
จั้งกูซิงทอดถอนใจกล่าว “เจ้าเด็กนี่ทะลวงระดับเร็วมากจริงๆ โลกมนุษย์ก็มีไอเซียนรึ”
กล่าวในสถานการณ์ปกติ โลกมนุษย์จะไม่มีไอเซียน นี่ก็เป็นเหตุผลที่บรรดาเทพเซียนไม่อยากลงมาโลกมนุษย์
เทพเซียนที่ลงมายังโลกมนุษย์เหล่านั้น ส่วนมากจะมาเพราะอยากรู้อยากเห็นหรือหลบซ่อนจากศัตรู
หานเจวี๋ยยิ้มกล่าว “ใช่ ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของข้าเป็นอย่างไรบ้าง ดึงดูดวังสวรรค์ได้หรือไม่”
จั้งกูซิงตอบยิ้มๆ “ไม่ใช่วังสวรรค์เท่านั้นหรอก เกรงว่าแม้แต่สำนักพุทธกับวังเทพก็จ้องตาเป็นมัน”
หานเจวี๋ยรู้สึกภาคภูมิใจกว่าเดิม
นี่คือการมุมานะฝึกบำเพ็ญมาเก้าร้อยปี!
“เจ้าคิดจะต่อต้านแม่ทัพและทหารสวรรค์จริงหรือ” จั้งกูซิงถาม
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างจนปัญญา “ไม่เช่นนั้นยังจะมีวิธีใดอีก ข้าไร้ที่พึ่งพิง ทั้งยังอยากปกป้องคนรอบข้าง ได้แต่กัดฟันตัวเองไว้ ต่อให้กัดจนฟันแตกก็ต้องกลืนลงไปในท้อง”
จั้งกูซิงนิ่งเงียบ
หานเจวี๋ยก็ไม่พูดอะไรมาก เขาอ้อมผ่านจั้งกูซิง มุ่งไปด้านหน้าต่อ
จั้งกูซิงหันไปมองหานเจวี๋ย ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
หนึ่งปีถัดมา หานเจวี๋ยมาที่นี่อีกสามครั้งเพื่อยกระดับไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ จิตกระบี่หวนคืน และปราณกระบี่ฟ้าดิน
ทุกครั้งหานเจวี๋ยเพียงพยักหน้าให้จั้งกูซิงเท่านั้น ไม่มีคำพูดตามมารยาทใดๆ
……
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยนั่งอยู่บนตั่ง แอบคิดว่า ‘พี่ใหญ่ผู้นี้ไม่มีภูมิหลังยิ่งใหญ่จริงหรือ พรสวรรค์ระดับข้า เจ้ายังไม่ดึงไปเป็นพวกอีก’
หานเจวี๋ยส่ายหน้าแล้วฝึกบำเพ็ญต่อ ไม่คิดอะไรมากอีก
สามปีต่อมา
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งมาเยี่ยมเยียน
เขาไม่ได้มาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ยนานมากแล้ว แสดงว่าช่วงนี้สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์สงบสุขมาก
“ไม่เจอกันนาน ช่วงนี้ผู้อาวุโสหานฝึกบำเพ็ญเป็นอย่างไรบ้าง” นักพรตเต๋าจิ่วติ่งถามด้วยรอยยิ้ม
หานเจวี๋ยรู้สึกคิดถึงหลี่ชิงจื่ออย่างประหลาด
หลี่ชิงจื่อจะไม่พูดจาเป็นพิธีรีตองกับเขา
หานเจวี๋ยยิ้มกล่าว “พอได้อยู่กระมัง ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นหรือ”
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งพยักหน้าเอ่ย “เกิดเรื่องขึ้นจริงๆ ทั้งยังเป็นเรื่องใหญ่ด้วย เผ่าปีศาจกำลังจะชุมนุมกัน!”
“เหตุใดต้องชุมนุมกัน ชุมนุมกันทำอะไร”
“เผ่าปีศาจมีจักรพรรดิปีศาจผงาดขึ้นมาตนหนึ่ง ประกาศว่าจะนำพาเผ่าปีศาจไปสู่ความรุ่งโรจน์ ว่ากันว่าจักรพรรดิปีศาจตนนี้ได้รับการสนับสนุนจากจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจบนสวรรค์ หลังจากศึกใหญ่ของสายหลักและสายมาร เผ่ามนุษย์ก็อ่อนแอ หากให้เผ่าปีศาจชุมนุมกันสำเร็จ เผ่ามนุษย์อาจจะต้านทานไม่อยู่จริงๆ!”
“แล้วอย่างไร สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ต้องทำสิ่งใดด้วยหรือ”
“ข้าเพียงอยากสอบถามเรื่องนี้ บรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์เริ่มหารือแผนการรับมือแล้ว แต่ทั้งสองเผ่าต่างกระจัดกระจายไปทั่ว ยามเปิดศึกต้องโกลาหลมากแน่ ถึงกระทั่งอาจจะโกลาหลกว่าศึกใหญ่ของสายหลักกับสายมารเสียอีก”
“ไม่ต้องกลัว สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์มีข้าอยู่ ไม่เกิดเรื่องหรอก ส่วนแผ่นดินก็มีจี้เซียนเสินแห่งจวนเซียนสวรรค์อยู่ ยิ่งไม่อาจเกิดเรื่องได้เช่นกัน”
“ซึ่งก็หมายความว่า พวกเราไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น?”
“ใช่”
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยคำพูดลึกซึ้งจริงใจ “วางตำแหน่งของพวกเราให้ถูกต้อง ถึงแม้จะควบรวมสำนักเก้ามังกรแล้ว พวกเราก็ยังไม่ใช่สำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในสิบเขตเก้าราชวงศ์”
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งสูดหายใจเข้าลึก เขาเองก็รู้ตัวว่าช่วงนี้ตนเองอารมณ์ร้อนไปหน่อย
ขณะที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ความทะเยอทะยานของผู้อาวุโสและศิษย์จำนวนหนึ่งก็เริ่มเพิ่มสูง หวังว่านักพรตเต๋าจิ่วติ่งจะนำให้สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ขยายอำนาจต่อไปได้
เส้นทางแห่งอำนาจนี้ หากเหยียบเข้าไปแล้วก็ยากนักที่จะวางลงเอง
หลังจากนักพรตเต๋าจิ่วติ่งกลับไป หานเจวี๋ยก็ไม่ได้คิดมาก
ไม่ว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์จะวุ่นวายสักเพียงใด ขอแค่มีเขาอยู่ สำนักก็จะไม่ถูกทำลายย่อยยับ!
หานเจวี๋ยกดตรวจสอบจดหมาย
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีของราชาปีศาจ] x12
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีของผู้บำเพ็ญสายมาร] x170,003
[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านพบกับโอกาสวาสนา วิญญาณได้รับการยกระดับ]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านหยั่งรู้พลังวิเศษในขณะต่อสู้]
[ถูหลิงเอ๋อร์ศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีของสัตว์ปีศาจ] x54,928
[ถูหลิงเอ๋อร์ศิษย์ของท่านสายเลือดเริ่มเปลี่ยนแปลงไปสู่มหาเวท]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีของสัตว์ปีศาจ] x204,211
[สวินฉางอันศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีของสัตว์ปีศาจ] x9,842
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิเซียน]
……
แดนบำเพ็ญพรตสงบเกินไปอีกแล้ว!
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นสถานการณ์ของยอดแม่ทัพเทพ
‘จิ๊ๆ จักรพรรดิเซียน!’
คำพูดบ้าคลั่งก่อนหน้านี้ของหานเจวี๋ยนำมาซึ่งความประทับใจและเกลียดชังจำนวนมาก เพราะได้ยินตำนานของยอดแม่ทัพเทพมาก่อน เขาจึงเพิ่มยอดแม่ทัพเทพไว้ในติดตามเป็นพิเศษ
ไม่นึกว่าแค่ไม่กี่ปี ยอดแม่ทัพเทพก็ถูกจักรพรรดิเซียนโจมตีแล้ว
ดูท่าการเป็นขุนนางรับใช้วังสวรรค์จะอันตรายเป็นอย่างมาก และก็เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก โดยเฉพาะเป็นแม่ทัพสวรรค์
จุดที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ ระบบไม่ได้แสดงตบะของยอดแม่ทัพเทพ เหมือนกับตี้หงเย่ที่ไม่ทราบตบะเช่นกัน
หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นว่า สวินฉางอันและมู่หรงฉี่ศิษย์กับอาจารย์เจอการโจมตีจากสัตว์ปีศาจจำนวนมาก จำนวนครั้งของการโจมตีนี้มากเกินจริงจนเกินไป
หมายความว่าหลายปีมานี้ มีสัตว์ปีศาจสองแสนตัวเข้าโจมตีมู่หรงฉี่
นี่ยังไม่รวมสัตว์ปีศาจที่มู่หรงฉี่เปิดฉากสังหารเองเหล่านั้น
เป็นอย่างที่คาดไว้จริงๆ สวินฉางอันเหมือนกับพระถังซัมจั๋งฉบับเกรดต่ำ มีแรงดึงดูดปีศาจสูงมาก
หานเจวี๋ยไม่กลัวว่าเขาจะถูกกิน ถึงอย่างไรก็มีมู่หรงฉี่อยู่ด้วย
มู่หรงฉี่อยู่ระดับสุญตาแล้ว เทียบได้กับเทพปีศาจในโลกมนุษย์ หากราชาปีศาจโดยทั่วไปอยากจะสังหารเขาก็ยากเหมือนการปีนขึ้นสวรรค์
หานเจวี๋ยตรวจดูสหายที่ไม่ได้ถูกตั้งค่าให้ติดตามเป็นพิเศษเหล่านั้น โดยเฉพาะเทพเซียนที่วังสวรรค์
ถูกปีศาจประหลาดโจมตีแบบเดียวกันหมด จำนวนครั้งสูงสุดทะลุไปถึงสามแสนครั้ง
‘ไร้เหตุผล! ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!’
หานเจวี๋ยพลันรู้สึกว่าการเข้าร่วมกับวังสวรรค์ก็ไม่ใช่เรื่องดีอะไร
วังสวรรค์ไม่ใช่กลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ว่ามีชื่อเสียงที่สุด จะต้องถูกผู้แข็งแกร่งจำนวนมากจับจ้องอย่างแน่นอน
‘ดูเช่นนี้แล้ว ต่อให้ขึ้นสวรรค์ก็ต้องหาสำนักที่ปลีกวิเวิกถึงจะเหมาะสมที่สุด วังสวรรค์เป็นที่รู้จักเกินไป ไม่เหมาะกับข้า’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
ดูอยู่สักพัก หานเจวี๋ยถึงจะเริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ
……
สองปีต่อมา
ถูหลิงเอ๋อร์กลับมาแล้ว
นางไปเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ยเป็นอันดับแรก
ถูหลิงเอ๋อร์คุกเข่าอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ย กล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้นว่า “อาจารย์ ระหว่างทางกลับมาข้าเจอสัตว์ปีศาจจู่โจม ได้ปลุกตื่นพลังลึกลับโดยไม่ตั้งใจ ท่านช่วยดูตัวของศิษย์หน่อยเจ้าค่ะว่ามีสายเลือดแข็งแกร่งอะไรซ่อนอยู่หรือไม่”
‘ดูตัว’
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
อู้เต้าเจี้ยนมองถูหลิงเอ๋อร์อย่างสงสัยระแวง
ถูหลิงเอ๋อร์ได้สติว่าตนเองพูดพลั้งปากไป จึงรีบร้อนอธิบาย “ก่อนหน้านี้อยู่ที่จวนเซียนสวรรค์ แม้ว่าคุณสมบัติของข้าจะเลิศล้ำ แต่ตรวจไม่พบสายเลือดที่แข็งแกร่งแต่อย่างใด ตอนนี้พลังกายเนื้อของข้ากลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว น่าแปลกเสียจริง”
หานเจวี๋ยพูดอย่างสงบ “ชาติก่อนของเจ้าไม่ธรรมดา เรื่องนี้ไม่แพร่งพรายออกไปจะดีที่สุด มิเช่นนั้นจะนำภัยร้ายมาสู่ตัว ถึงเวลานั้นแม้แต่ข้าก็ปกป้องเจ้าไม่ได้”
ได้ยินเช่นนี้ถูหลิงเอ๋อร์ก็ตกใจมาก ถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านรู้ตั้งนานแล้วหรือ”
“อาจารย์รู้แจ้งทั้งสามภพ เนตรสวรรค์วิญญาณสามารถตรวจดูวัฏสงสารได้”
“ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ!”
ถูหลิงเอ๋อร์มีสีหน้าหวาดกลัวในภายหลัง สายตาที่มองหานเจวี๋ยเคารพยำเกรงกว่าเดิม
นางพลันพลิกมือขวา เห็ดหลินจือต้นหนึ่งปรากฏขึ้นบนมือ
“อาจารย์ นี่คือของล้ำค่าฟ้าดินที่ข้าใช้หินวิญญาณทั้งหมดแลกมาจากจวนเซียนสวรรค์ ของล้ำค่านี้มีมูลค่าเป็นสามอันดับแรกของหอเก็บสมบัติในจวนเซียนสวรรค์เลย” ถูหลิงเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วถาม “เรื่องที่เจ้ากราบข้าเป็นอาจารย์ จวนเซียนสวรรค์รู้แล้วหรือยัง”
ถูหลิงเอ๋อร์ตอบยิ้มๆ “ข้าตัดความสัมพันธ์กับจวนเซียนสวรรค์แล้ว ก่อนจากมาข้ารับภารกิจไปจำนวนมาก นับว่าตอบแทนบุญคุณให้ อาจารย์คนก่อนของข้าก็ตอบตกลงเรียบร้อย จวนเซียนสวรรค์ในตอนนี้ต่างให้ความสำคัญกับจี้เซียนเสิน ทรัพยากรต่างๆ ก็มอบให้จี้เซียนเสินก่อน พวกเขาไม่คัดค้านการจากไปของข้าเลยแม้แต่น้อย เหมือนจะโล่งใจไปเปราะหนึ่งด้วยซ้ำ”
บทที่ 168
“เข้าใจได้ พวกเจ้าเหล่าบุตรแห่งสวรรค์ เมื่ออยู่ต่อหน้าจี้เซียนเสินจะนับเป็นอะไรได้”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างสงบ ถูหลิงเอ๋อร์ได้ยินแล้วกลัดกลุ้ม
เมื่อกลับไปวังเซียนสวรรค์ ชื่อที่นางได้ยินบ่อยที่สุดก็คือจี้เซียนเสิน
การผงาดขึ้นอย่างแข็งแกร่งของจี้เซียนเสิน ทำให้บุตรแห่งสวรรค์หลายคนของวังเซียนสวรรค์รู้สึกกดดัน
วังเซียนสวรรค์ราวกับเพี้ยนไปแล้ว มอบทรัพยากรฝึกบำเพ็ญที่ดีที่สุดให้จี้เซียนเสินทั้งหมด บ่มเพาะจี้เซียนเสินอย่างสุดกำลัง เป็นเหตุให้การดูแลส่วนของบุตรแห่งสวรรค์คนอื่นๆ ลดน้อยลงมาก
แม้ว่าถูหลิงเอ๋อร์จะเติบโตในวังเซียนสวรรค์ แต่ความสัมพันธ์กับอาจารย์จืดจางนัก และยิ่งไม่มีเพื่อนที่จริงใจด้วย ดังนั้นการจากไปของนางจึงไม่ถูกวังเซียนสวรรค์ขัดขวางไว้
คนน้อยลงหนึ่งคน ปากก็น้อยลงหนึ่งปาก
หานเจวี๋ยเห็นสีหน้ากล้ำกลืนความไม่เป็นธรรมของถูหลิงเอ๋อร์ ก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตั้งใจฝึกบำเพ็ญเถอะ ตอนนี้จี้เซียนเสินยุ่งมาก นี่คือโอกาสที่เจ้ามีเหนือกว่าเขา พลังในร่างของเจ้าไม่ใช่สิ่งที่จี้เซียนเสินจะสามารถเทียบได้”
ถูหลิงเอ๋อร์ยิ้มแย้มแจ่มใสทันที
[จักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]
ตัวอักษรแถวหนึ่งโผล่ขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
เขาตรวจดูข้อมูลของจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำทันที
[จักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำ: ระดับมหายานขั้นแปด จักรพรรดิเผ่าปีศาจ ได้รับดวงชะตายิ่งใหญ่ของเผ่าปีศาจ รวบรวมเผ่าปีศาจในโลกมนุษย์ได้กว่าครึ่งแล้ว เนื่องจากได้ยินฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านพูดถึงท่าน บอกว่าท่านต่างหากคืออันดับหนึ่งในหล้า จึงเกิดความเกลียดชังต่อท่าน ต้องการจะโจมตีท่านให้พ่ายแพ้แล้วค่อยโจมตีเผ่ามนุษย์ให้ปราชัย ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]
‘แค่ระดับมหายานขั้นแปดก็กล้ามาท้าสู้กับข้า?
รนหาที่ตายนี่!’
หานเจวี๋ยเหยียดหยามในใจ ขี้เกียจจะไปสนใจจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำ
ส่วนฟางเหลียงเขาก็ไม่เป็นห่วง บุตรแห่งฟ้าดินไม่อาจตายได้
ต่อให้ตายก็ตายในโลกอื่น!
หานเจวี๋ยคุยกับนางอยู่พักหนึ่ง ก็ออกคำสั่งไล่แขก
หลังออกมาจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน ถูหลิงเอ๋อร์เสียใจเล็กน้อย
“เป็นเพราะข้าไม่สวยหรืออย่างไร”
ถูหลิงเอ๋อร์เดินไปใต้ต้นฝูซัง แล้วนำกระจกออกมาส่องดูไม่หยุด
หยางเทียนตงปรายตามองนางทีหนึ่ง ไม่น่าสนใจแม้แต่น้อย
ถึงอย่างไรเขาก็เคยฝึกฝนกระบี่บินไร้หัวใจมา!
ราชามังกรสามหัวกลับถามพร้อมเสียงหัวเราะ “หรือว่าแม่นางถูจะมีคนในใจแล้ว”
ไก่คุกรัตติกาลพูดต่อด้วยรอยยิ้ม “ใช่แล้ว อาจจะอยู่บนเขาลูกนี้แหละ มีผู้หญิงมากมายนักที่อยากกินคนในใจของนาง”
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นถามอย่างสงสัย “ใครรึ”
อีกาทองน้อยสองตัวก็เบิกตากว้าง
ถูหลิงเอ๋อร์หน้าแดง ถลึงตาใส่ไก่คุกรัตติกาลก่อนจะด่า “ไม่ได้แลกเปลี่ยนฝีมือกันหลายปีเช่นนี้ มาประลองเวทกันหน่อยไหม”
ไก่คุกรัตติกาลแค่นเสียงหึก่อนเอ่ย “เจ้าใหญ่ เจ้าไปประลองเวทกับนาง!”
เจ้าใหญ่ก็คืออีกาทองตัวที่ค่อนข้างใหญ่ในนั้น
ส่วนอีกตัวหนึ่งถูกเรียกว่าเจ้ารอง
ถูหลิงเอ๋อร์กลอกตาใส่ไก่คุกรัตติกาล ด่าว่า “ไก่ขี้ขลาด!”
“ท่านไก่คือหงส์เพลิง!”
“หงส์เพลิงจะเรียกตัวเองว่าท่านไก่รึ”
“เจ้า…”
……
หานเจวี๋ยไม่สนใจเรื่องทางโลก เขาตั้งใจฝึกบำเพ็ญ
วสันตสารทเวียนมาใหม่ โลกมนุษย์เปลี่ยนไปตามกระแส
มีคนผ่านความทุกข์ยาก มีคนจมอยู่ในความความสุข มีคนขึ้นสู่สวรรค์ และมีคนลงไปปรโลก
ศิษย์ ศิษย์หลาน และสหายจำนวนไม่น้อยของหานเจวี๋ยผ่านรูปแบบชีวิตที่หลากหลายบนโลกโลกีย์เช่นเดียวกัน
แต่เขากลับนั่งจืดชืดสงบจิตใจอยู่บนเบาะ ทำความเข้าใจมหามรรค เพิ่มพูนตบะ
กาลเวลาถูกเขาลืมเลือน
สามสิบปีผ่านไป
หานเจวี๋ยทะลวงถึงระดับเซียนพิภพระยะกลางในที่สุด!
หลังจากมีดอกพลับพลึงแดงและวารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้าเพิ่มเข้ามา ไอเซียนในถ้ำก็เพิ่มขึ้นอยู่ตลอด
แต่หานเจวี๋ยยังคงรู้สึกว่าการฝึกบำเพ็ญของตนเองเชื่องช้า
หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มทำภารกิจประจำวัน คนละหกวัน ไม่อาจมากไปกว่านี้ได้
เขาถือโอกาสตรวจสอบจดหมายไปด้วยเลย
แดนบำเพ็ญพรตวุ่นวายขึ้นทุกที ไม่เพียงแต่แดนบำเพ็ญพรตเท่านั้น วังสวรรค์ก็เป็นเช่นนี้ด้วย
หากวังสวรรค์วุ่นวาย นั่นนับเป็นเรื่องดีสำหรับหานเจวี๋ย
วังสวรรค์ไม่สงบสุขหนึ่งวัน ก็ไม่สามารถลงมายังโลกมนุษย์ได้หนึ่งวัน
ดูจากจำนวนครั้งที่เหล่าเทพเซียนถูกโจมตี คาดว่าความโกลาหลในครั้งนี้จะยังคงต่อเนื่องไปอีกหลายปี
หานเจวี๋ยรู้สึกสนใจเทพปีศาจที่ลึกลับผู้นั้นยิ่งกว่าเดิม สามารถทำให้วังสวรรค์ตามจิกอยู่ตั้งหลายร้อยปีก็ยังจิกไม่เข้า แข็งแกร่งกว่าฉีเทียนต้าเซิ่งในไซอิ๋วเสียอีก!
หานเจวี๋ยสาปแช่งไปครึ่งปีเต็ม
นอกจากจูเชวี่ย หยางซ่าน และนักพรตเต๋าตันชิงแล้ว เขายังสาปแช่งเทพเซียนที่เกิดความเกลียดชังต่อเขาไปหนึ่งรอบ
หลังจากสาปแช่งศัตรูทั้งหมดไปรอบหนึ่ง หานเจวี๋ยถึงได้รู้สึกสบายอกสบายใจ
‘ใครใช้ให้พวกเจ้ามาเกลียดข้าเล่า!’
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อ
ผ่านไปราวสองปีกว่า จู่ๆ ซูฉีก็มาเยี่ยมเยียนเขา
ตั้งแต่กลับมา ซูฉีปิดด่านฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด ตบะบรรลุถึงระดับรวมกายาแล้ว หลังจากคุณสมบัติเทพตื่นขึ้น คุณสมบัติของเขาก็เกิดการเปลี่ยนสภาพ
เมื่อเข้าไปในถ้ำเทวา ซูฉีคุกเข่าคารวะอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยไม่ได้ให้อู้เต้าเจี้ยนออกไป ขอแค่ทั้งสองฝ่ายไม่ไปมาหาสู่กัน ก็จะไม่ถูกแพร่ความโชคร้าย
“อาจารย์ ศิษย์ปิดด่านฝึกบำเพ็ญมานานหลายปีเช่นนี้ มักรู้สึกเสมอว่าพลังมรรคไม่มากพอ จึงอยากออกไปหาประสบการณ์ด้านนอก ไม่ทราบว่ามีภารกิจใดมอบหมายให้หรือไม่” ซูฉีถามอย่างตั้งตาคอย
หานเจวี๋ยไม่ได้ปฏิเสธทันที ซูฉีอุดอู้มานานขนาดนี้ ก็ควรจะออกไปเตร็ดเตร่เสียบ้าง เขาไม่อาจควบคุมซูฉีไปตลอดชีวิตได้
หานเจวี๋ยพลันนึกถึงจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำที่เกิดความเกลียดชังต่อเขาเมื่อสามสิบปีก่อน
“เจ้าไปหาจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำเถอะ พยายามอยู่ข้างกายเขาให้ได้ ทำให้เขาเชื่อมั่นในตัวเจ้า อย่าได้มุทะลุบุ่มบ่าม” หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ซูฉีได้ยินก็ตาเป็นประกายทันที
เขาตอบรับทันควัน หนำซ้ำไม่ถามว่าจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำคือใคร เขาเชื่อว่าตนเองสามารถสืบหาได้
หานเจวี๋ยโบกมือ สื่อว่าเขาสามารถไปได้แล้ว
ศิษย์และศิษย์หลานแต่ละคนต่างก็ใช้วิชาอัญเชิญเทพได้หมดแล้ว หานเจวี๋ยไม่กลัวว่าจะเกิดเรื่องกับซูฉี
ซูฉีเป็นคนที่ดวงแข็งกว่าฟางเหลียงเสียอีก!
หลังจากซูฉีไปแล้ว อู้เต้าเจี้ยนก็ถามขึ้นมา “จักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำคือใครหรือ”
“เจ้าก็อยากไปรึ”
“นายท่านให้ข้าไป ข้าถึงจะไป”
“ช่างเถอะ เจ้าอ่อนแอเช่นนี้ อย่าได้ถูกจับไปเป็นนางสนมของจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำเลย”
“ฮึ! ถ้าอย่างนั้นข้าจะอยู่ข้างกายนายท่าน ฝึกบำเพ็ญตลอด ช้าเร็วก็ต้องมีสักวันที่ข้าจะแข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำ ถึงเวลานั้นจะลอกหนังมันมาทำเสื้อผ้าให้นายท่าน!”
“จิตสังหารแรงกล้า แต่ใช้การอะไรไม่ได้”
“หา?”
หานเจวี๋ยหลับตาฝึกบำเพ็ญไป
อู้เต้าเจี้ยนทำปากยื่น แม้ว่าจะรู้สึกน้อยใจ แต่ในดวงตากลับยิ้มแย้ม
……
ในพระราชวังแห่งหนึ่ง
หยางซ่านที่สวมเกราะเงินกำลังนั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา
เขาพลันลืมตาขึ้นมา กัดฟันด่าทันที “ไม่ได้! ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”
เขาลุกขึ้นยืน สายตามองไปยังท้องฟ้าด้านนอกตำหนัก
“ท่านแม่ทัพ ท่านทนอะไรไม่ไหวหรือ”
ควันสีดำลอยออกมาจากตะเกียงน้ำมันที่อยู่ข้างๆ ก่อนจะรวมตัวเป็นหญิงใบหน้างดงามผู้หนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ นางจ้องมองหยางซ่านด้วยแววตาอ่อนโยน
หยางซ่านกำมือทั้งสองแน่น กล่าวเสียงขรึมว่า “วังสวรรค์ยังต่อสู้กับเทพปีศาจนั่นอย่างต่อเนื่อง ไม่จบไม่สิ้น ตอนนี้ทุกวันที่ข้าฝึกบำเพ็ญล้วนนึกถึงแต่ศิษย์น้องหญิงชายที่ตายอย่างอนาถ นอกจากนี้ยังมีพลังคำสาปบางอย่างพัวพันข้าอยู่ มีความเกี่ยวข้องกับเจ้าเด็กบนโลกมนุษย์นั่นแปดถึงเก้าส่วน ตอนนี้ข้าจะลงไปโลกมนุษย์เพื่อสังหารเขา!”
หญิงสาวควันดำขมวดคิ้วบอก “มีกฎสวรรค์อยู่ ตบะของท่านจะถูกยับยั้งไว้ที่ระดับเซียนอิสระ อันตรายมาก”
หยางซ่านพูดด้วยดวงตาเป็นประกาย “ข้าไปหาเทพเซียนเพื่อขอหินมรรคาสวรรค์มาก้อนหนึ่งได้”
“ไม่ได้ นี่มันขัดต่อกฎสวรรค์!”
“ข้าทำการเร็วหน่อยก็พอแล้ว สังหารเขาแล้วก็กลับมา!”
“แต่ว่า…”
“วางใจเถอะ ข้ามีตบะระดับเซียนพิภพไท่อี่ระยะปลาย เหตุใดจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเซียนอิสระ? นี่เพิ่งกี่ปีเอง หรือเขาจะทะลวงไปถึงระดับเซียนพิภพแล้ว เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ”
“เป็นไปไม่ได้ แต่ฝ่าฝืนกฎสวรรค์อย่างไรก็ไม่ดี จักรพรรดิสวรรค์มีความรู้สึกไวต่อเรื่องนี้มาก”
“ข้าตัดสินใจแล้ว!”
บทที่ 169
หลังจากซูฉีเดินทางจากไป เวลาก็ผ่านไปอีกสิบปี
หานเจวี๋ยมุ่งมั่นฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด ตบะยกระดับขึ้นอย่างมั่นคง
ในวันนี้
เขาลืมตาขึ้นมา นำหนังสือแห่งความชั่วร้ายออกมาสาปแช่ง ขณะเดียวกันก็เปิดดูจดหมายไปด้วย
[โจวฝานสหายของท่านหลอมร่างสกรรจ์ใหม่อีกครั้ง ชาติก่อนกับชาตินี้ผสานเป็นหนึ่ง พลังมรรคเพิ่มพูน]
[โม่จู๋สหายของท่านตระหนักในสัจธรรมฟ้าดินขณะฝึกบำเพ็ญ ระดับความเข้าใจถูกยกระดับ]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x158,907
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากจักรพรรดิปีศาจจิ้งจอกดำศัตรูคู่แค้นของท่าน]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านตกอยู่ในสภาพเกือบตายแต่รอดมาได้ หลอมรวมจิตสังหารขึ้นมา]
[ยอดแม่ทัพเทพสหายของท่านถูกขังอยู่ในค่ายกลอันโหดเหี้ยม เป็นตายไม่แน่ชัด]
[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์อสูร] x24,113
……
‘ยังคงวุ่นวายเช่นเคย!’
สำหรับใครบางคนนี่อาจจะไม่ใช่ความวุ่นวาย แต่เป็นความตื่นเต้น
แม้ว่าหานเจวี๋ยจะไร้คู่ต่อกรในโลกมนุษย์แล้ว แต่ยังไม่สนใจจะออกไปเที่ยวพเนจรในโลกกว้าง
ต่อไปสิ่งที่จะมีมากคือโอกาส ตอนนี้ไม่อาจชักช้าลีลา จนส่งผลให้ในอนาคตพบเจอศัตรูผู้แข็งแกร่งที่ไม่อาจต่อกรด้วยได้
หานเจวี๋ยไม่อยากตายอีกแล้วจริงๆ!
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังปลงอนิจจังอยู่ อู้เต้าเจี้ยนเห็นเขาลืมตา จึงถามขึ้นมา “นายท่าน ดูเหมือนว่าเถาน้ำเต้าพิภพเซียนจะแตกหน่อแล้ว”
หานเจวี๋ยได้ยินก็กล่าวว่า “จริงหรือ เช่นนั้นก็ดีมาก อีกครึ่งปีข้าจะออกไปดู”
อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความอยากรู้ “เหตุใดต้องครึ่งปีด้วย”
หานเจวี๋ยตอบอย่างจริงจังขณะยังถือหนังหนังสือแห่งความโชคร้าย “ทำการไม่อาจยุ่งเหยิงได้ การฝึกบำเพ็ญก็ต้องมีจังหวะ ข้าขอสงบใจก่อน”
อู้เต้าเจี้ยนไม่ค่อยเข้าใจ แต่รู้สึกว่าเยี่ยมมาก
หลังจากใช้เวลาครึ่งปีสาปแช่งศัตรูทั้งหมดไปหนึ่งรอบ หานเจวี๋ยถึงจะลุกขึ้นออกไปจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน
เขามาตรงหน้าต้นฝูซัง หยางเทียนตง ถูหลิงเอ๋อร์ และราชามังกรสามหัวต่างพากันลุกขึ้นคารวะ
ไก่คุกรัตติกาลและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็มองมาทางหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยจ้องมองเถาน้ำเต้าพิภพเซียนบนต้นฝูซัง ท่าทางราวกับคิดอะไรอยู่
หนึ่งในเครือเถาเหล่านั้นเริ่มแตกหน่อ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกฎเกณฑ์บางอย่างหรือไม่ แต่บังเอิญแตกมาเจ็ดหน่อพอดี
น้ำเต้าฟ้าประทานในสมัยบุพกาลก็มีเจ็ดลูก
เด็กพี่น้องน้ำเต้าในการ์ตูนก็มีเจ็ดคน
ในสภาพการณ์ที่ไม่อาจรู้ได้ เจ็ดอาจเป็นตัวแทนของกฎเกณฑ์บางอย่าง
‘ดูท่าทางต้นฝูซัง เถาน้ำเต้าพิภพเซียน วารีทางช้างเผือกสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ดอกพลับพลึงแดง และโสมวิญญาณบรรพกาลจะสามารถส่งผลกระทบต่อกัน เพิ่มความเร็วในการเติบโตให้แก่กันและกันได้’ หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เขาเฝ้ารอคอยให้เถาน้ำเต้าพิภพเซียนออกผลน้ำเต้า
น้ำเต้าเหล่านี้สามารถหลอมเป็นของวิเศษได้ และเปลี่ยนเป็นสิ่งมีชีวิตได้ด้วย
ความกระหายในของวิเศษของหานเจวี๋ยไม่มากนัก แต่คาดหวังให้น้ำเต้าเปลี่ยนรูปร่างมากกว่า
การฝึกบำเพ็ญคือสิ่งที่โดดเดี่ยวและจืดชืด หลายปีมานี้หากไม่มีไก่คุกรัตติกาล อู้เต้าเจี้ยน และคนอื่นๆ อยู่เป็นเพื่อน เกรงว่านิสัยของหานเจวี๋ยก็คงเปลี่ยนไปด้วย
นอกจากนี้ ภูตน้ำเต้าที่กลายร่างก็สามารถเป็นกำลังรบสำคัญให้เขาในวันหน้าได้
“บางทีข้าควรตั้งชื่อให้สายของข้าเสียหน่อย”
หานเจวี๋ยพลันเกิดความคิดขึ้นมาอย่างหนึ่ง
ช้าเร็วก็ต้องมีสักวันที่เขาจะขึ้นไปสู่สวรรค์เบื้องบน สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ยากที่จะติดตามเขาไปตลอดชีวิต
อีกอย่างในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็แบ่งเป็นหลายสาขา สิบแปดยอดเขาและยอดเขาหลัก สายของผู้อาวุโสแต่ละคน แม้ว่าจะเป็นสำนัก แต่ว่าสิ่งที่ถ่ายทอดมากมายหลากหลาย
หานเจวี๋ยไม่ได้คิดมาก
ตอนนี้เขายังไม่เหมาะที่จะแบกรับการถ่ายทอดมรดกวิชาให้สายลูกศิษย์ด้วยตัวคนเดียว
รอบรรดาศิษย์ของเขาเติบโตอย่างสมบูรณ์ก่อนค่อยว่ากัน
หยุดอยู่ครู่หนึ่ง หานเจวี๋ยถึงจะกลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ในขณะเดียวกัน เกิดรอยแยกเส้นหนึ่งบนท้องฟ้าดวงดาวอันกว้างใหญ่ เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ก้าวออกมา และเดินไปยังโลกมนุษย์
นั่นคือหยางซ่าน!
หยางซ่านสวมเกราะเงินที่ทั้งหนักและหนา รูปร่างกำยำล่ำสัน บนศีรษะสวมมงกุฎเงินรูปมังกรเจียว มือถือหอกยาวที่มีเปลวเพลิงคุโชนอยู่ตรงปลาย
เขาเผยรอยยิ้มดุร้าย
“ฝันร้ายของเจ้ามาถึงแล้ว!”
ในใจหยางซ่านเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ในที่สุดเขาก็จะได้แก้แค้นให้ศิษย์น้องหญิง
เขากับหยางเยี่ยนจวินเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก พูดได้ว่าเป็นเหมยเขียวม้าไม้ไผ่[1] ถึงขั้นมีความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากันด้วย แต่กลัวว่าอาจารย์จะรู้จึงไม่ได้เปิดเผยมาโดยตลอด
หยางเยี่ยนจวินถูกเขาไหว้วานให้ลงมายังโลกมนุษย์ จนตัวตายมรรคผลสลาย แค้นนี้เป็นเหมือนฝันร้ายที่พัวพันจิตใจของหยางซ่านมาตลอด
หากเขาไม่แก้แค้น เกรงว่ามรรคจิตของจะได้รับความเสียหาย
ขณะที่หยางซ่านลงมาโลกมนุษย์ ก็นับนิ้วคำนวณไปด้วย
ไม่นานก็คำนวณได้ว่าศิษย์น้องหญิงเสียชีวิตในสถานที่ใด
เขารีบตรงไปยังทิศทางนั้นทันที
เขาไม่อยากล่าช้าเสียเวลา เลี่ยงไม่ให้ปัญหาใหม่แทรกเข้ามาอีก
เขาต้องการสังหารหานเจวี๋ยอย่างรวดเร็วที่สุด แล้วดึงจิตวิญญาณกลับไปทรมานที่วังสวรรค์ทุกๆ วัน
พอนึกถึงภาพที่หานเจวี๋ยร้องขอความเมตตาจากเขา หยางซ่านก็ระงับอาการตื่นเต้นของตัวเองไม่ได้
…..
สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียน
หานเจวี๋ยเพิ่งกลับเข้าไปในถ้ำเทวาไม่นาน เสียงที่คุ้นเคยก็ดังเข้ามา
“สหายกวน รีบมาเร็ว ข้ารอท่านอยู่ที่เดิม”
จี้เซียนเสินอีกแล้ว!
หานเจวี๋ยรู้สึกหมดคำพูด
เจ้าหมอนี่ติดเขาแล้วหรืออย่างไร เหตุใดถึงมาหาเขาอยู่บ่อยๆ
หานเจวี๋ยถอนหายใจ ลุกขึ้นอย่างจนปัญญา
จี้เซียนเสินที่อยู่กลางป่ารอคอยหานเจวี๋ยด้วยรอยยิ้ม เขาอยากบอกข่าวดีกับหานเจวี๋ย
แต่ขณะนั้นเอง!
เขาพลันใจสั่นสะท้าน แหงนหน้ามองออกไป เห็นเพียงว่าบุรุษรูปงามผู้หนึ่งที่มีแสงเปล่งประกายเจิดจ้ากำลังเหยียบอากาศเดินมาทางเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ในมือถือหอกยาวมีเปลวเพลิงคุโชนที่แสบตาเป็นอย่างยิ่ง
จี้เซียนเสินขมวดคิ้ว
นี่คือใคร
เขาพุ่งขึ้นไปขวางตรงหน้าหยางซ่านทันที ถามเสียงขรึมว่า “เจ้าเป็นใคร”
จี้เซียนเสินมองดูท่าทีของฝ่ายตรงข้าม เห็นได้ชัดว่ามาหาเรื่องสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
ตอนนี้เขาเป็นอันดับหนึ่งในหล้า มีภารกิจที่ต้องผดุงคุณธรรมในโลกมนุษย์
จะได้ให้หานเจวี๋ยติดค้างน้ำใจเขาด้วยพอดี!
หยางซ่านจ้องมองเขาอย่างเย็นชา กล่าวเพียงว่า “ไสหัวไป!”
จี้เซียนเสินได้ยินก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ด่าออกมาว่า “โอหังนัก!”
เขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมา สายฟ้าพุ่งออกมาจากร่าง
หยางซ่านสะบัดหอกโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง พลังเวทปะทุ โจมตีจนจี้เซียนเสินกระเด็นออกไปโดยพลัน
พรวด!
จี้เซียนเสินกระอักเลือดออกมา เลือดกระเด็นเป็นสายกลางอากาศ
หยางซ่านเดินหน้าต่อ เขาจ้องมองยอดเขาทั้งสิบแปดของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ มือข้างหนึ่งถือหอกสะบัดสังหารออกไป
พริบตานั้น เปลวไฟลุกโชนกลายเป็นมังกรเพลิงขนาดใหญ่ตัวหนึ่งม้วนออกไป แม่น้ำภูเขาที่อยู่ระหว่างทางถูกโจมตีจนแหลกลาญ เมฆหมอกถูกคลื่นความร้อนบิดกระจาย ทำลายพังพินาศไปตลอดทาง อานุภาพไม่อาจต้านทานได้
“เจ้ารนหาที่ตาย!”
จี้เซียนเสินคำรามด้วยความโมโห เขาทะยานขึ้นมากลางฟ้าในสภาพผมเผ้ากระเซิง เมฆาอัสนีรวมตัวกันอย่างฉับพลัน ฟ้าดินตกอยู่ในความเงียบตามไปด้วย
อัสนีสวรรค์นับไม่ถ้วนประสานสลับกันไปมาบนตัวจี้เซียนเสิน ดวงตาทั้งคู่ของเขาเปล่งแสงอัสนี ชุดคลุมถูกกล้ามเนื้อดันจนนูนขึ้นมา ทั้งร่างประหนึ่งเทพอัสนีลงมาเยือนโลกมนุษย์ ไม่มีใครเทียบเทียมได้!
หยางซ่านมองด้วยความประหลาดใจ
‘คนผู้นี้สามารถเคลื่อนย้ายอัสนีสวรรค์ได้รึ’
จี้เซียนเสินโจมตีออกไปหนึ่งฝ่ามือ อัสนีสวรรค์จำนวนมากพุ่งไปสังหารหยางซ่านจากทั่วทุกด้าน เป็นฉากที่น่าตื่นตะลึงยิ่งนัก
หยางซ่านกวัดแกว่งหอกยาว ต้านการโจมตีของอัสนีสวรรค์ได้อย่างง่ายดาย
เขาสังเกตเห็นว่ามังกรเพลิงที่เขาปล่อยออกไปสลายไปแล้วอย่างไม่คาดคิด ยอดเขาทั้งสิบแปดของสำนักหยกพิสุทธิ์ที่อยู่ไกลๆ ยังคงปลอดภัยดี
มีร่างหนึ่งยืนอยู่กลางอากาศด้านหน้าเขาเพียรบำเพ็ญเซียน
หานเจวี๋ย!
เวลานี้ หานเจวี๋ยกำลังขมวดคิ้ว
พลังเวทแข็งแกร่งมาก!
แข็งแกร่งกว่าหยางเยี่ยนจวินและนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนมาก!
ใต้ต้นฝูซัง ไก่คุกรัตติกาล อีกาทองสองตัว สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น อู้เต้าเจี้ยน ราชามังกรสามหัว ถูหลิงเอ๋อร์ และหยางเทียนตงกำลังมองขอบฟ้าด้วยความตึงเครียด
ในสายตาของพวกเขา อัสนีบาตฟาดผ่าตรงขอบฟ้านั้นดูราวกับวันสิ้นโลก
อานุภาพกดดันจากการสู้รบปกคลุมไปทั่วทั้งสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ผู้บำเพ็ญทั้งหมดตกใจจนพากันออกจากการปิดด่านฝึกบำเพ็ญ และบินขึ้นไปกลางอากาศ
จี้เซียนเสินที่โมโหถึงขีดสุดไม่มีใจจะคาดเดาสถานะของหยางซ่านอีกต่อไป ฝ่ามือทั้งสองของเขาโจมตีไม่หยุด ใช้อัสนีสวรรค์ที่ไม่มีวันหมดสิ้นโจมตีไปยังหยางซ่าน
บทที่ 170
[หยางซ่าน: ระดับเซียนพิภพไท่อี่ระยะปลาย แม่ทัพวังสวรรค์ขั้นแปด]
เมื่อหานเจวี๋ยมองเห็นข้อมูลที่ปรากฏตรงหน้าก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
เซียนพิภพไท่อี่ระยะปลาย!
การแบ่งขอบเขตของสายไท่อี่กับสายวัฏจักรโดยพื้นฐานจะเหมือนกัน ขอบเขตเล็กๆ แบ่งเป็นระยะต้น กลาง ปลาย และสมบูรณ์เหมือนกัน
เหตุที่ระดับเซียนอิสระก่อนหน้านี้แบ่งออกเป็นเก้าขั้น นั่นเพราะว่าเซียนอิสระไม่ใช่ระบบของไท่อี่
ระดับเซียนอิสระของหานเจวี๋ยก็คือเซียนอิสระวัฏจักร ดังนั้นจึงไม่ได้แบ่งออกเป็นเก้าขั้น
หยางซ่านมาเยือนโลกมนุษย์ ไม่นึกว่าจะยังเป็นเซียนพิภพไท่อี่ระยะปลายอยู่!
นี่หมายความว่าอย่างไร
หมายความว่าเจ้านี่มีศิลาแคล้วสวรรค์อยู่อย่างไรเล่า
‘พัสดุด่วนมาส่งแล้ว!’
หานเจวี๋ยรีบบินไปทางหยางซ่านทันที
เขาไม่ได้ใช้แบบจำลองการทดสอบ เพราะกลัวว่าหยางซ่านจะบุกโจมตีตอนที่เขาหลับตา
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า จี้เซียนเสินไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหยางซ่านเลย
หยางซ่านสังเกตเห็นการมาของหานเจวี๋ย ดวงตาของเขาแดงก่ำในฉับพลัน
คนผู้นี้แหละ!
คนผู้นี้แหละที่สังหารศิษย์น้องหญิงสุดที่รักของเขา!
หยางซ่านแผดเสียงลากยาวด้วยความโมโห มือขวากวัดแกว่งหอก เปลวเพลิงใหญ่ยักษ์ม้วนตัวออกไปโจมตีจนอัสนีสวรรค์นับไม่ถ้วนสลาย จี้เซียนเสินกระอักเลือดกระเด็นไปอีกครั้ง
“เป็นไปได้อย่างไร!”
จี้เซียนเสินกัดฟันกรอด พยามทรงตัวอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ยังกระเด็นออกไปไกลสิบกว่าลี้
เขามองออกไป เห็นว่าพลานุภาพที่หยางซ่านระเบิดออกมาสะเทือนไปทั่วฟ้าดิน
เปลวไฟคุโชนพันล้อมรอบตัวหยางซ่าน ราวกับพายุหมุนที่เชื่อมต่อฟ้ากับดิน พื้นดินสั่นไหวอย่างรุนแรง ท้องนภาเกิดรอยแตกร้าวหลายเส้น
หานเจวี๋ยที่กำลังรุดหน้าเข้าไปรู้สึกอย่างชัดเจนว่าอากาศบริเวณรอบๆ มีพลังลึกลับบางอย่างแฝงอยู่ ประดุจคุกไร้รูปกักขังโลกเอาไว้
ต่อให้เขาคิดหนีในตอนนี้ ก็หนีได้ในพริบตายากยิ่งนัก
เจ้าหมอนี่คิดจะฆ่าเขาจริงๆ!
หานเจวี๋ยจำต้องนำกระบี่พิพากษาอนธการออกมา และส่งพลังเวทเข้าไปในสมบัติวิญญาณบนตัวจนเปล่งประกายเจิดจ้า
หยางซ่านก็ไม่พูดไร้สาระให้มากความ มุ่งสังหารไปทางหานเจวี๋ยทันใด
เปลวเพลิงลุกโชนรอบตัวเขาก่อตัวเป็นมังกรเพลิงดุร้ายเก้าตัว สูงเกือบพันจั้ง พวกมันคำรามใส่หานเจวี๋ยไม่หยุดหย่อน เสียงมังกรคำรามกึกก้องไปทั่วปฐพี
บรรดาผู้บำเพ็ญของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์จ้องมองฉากนี้อยู่ไกลๆ ทั้งหมดต่างตื่นตกใจ
“สวรรค์ คนผู้นั้นคือใครกัน”
“หรือจะเป็นเทพเซียนที่ลงมายังโลกมนุษย์”
“ไม่คิดเลยว่าโลกมนุษย์จะมีผู้ทรงพลังเช่นนี้อยู่!”
“ผู้อาวุโสสังหารเทพจะต้านทานไหวหรือไม่”
“เฮือก…นั่นระดับมหายานหรือ”
“มหายานก็ไม่ได้แข็งแกร่งเช่นนี้นี่!”
……
นักพรตเต๋าจิ่วติ่ง เซียวเหยา หลิ่วปู๋เมี่ยและคนอื่นๆ ก็มองดูการต่อสู้อย่างตึงเครียด
เมื่อเผชิญหน้ากับอานุภาพกดดันของหยางซ่าน พวกเขาเกิดความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ตบะระดับไหนกันถึงมีพลานุภาพถึงเพียงนี้
หานเจวี๋ยประจันหน้ากับหยางซ่านที่มาเยือนอย่างยิ่งใหญ่เดือดดาล ก็ตวัดกระบี่ใช้ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิทันที
พริบตานั้น ทะเลปราณกระบี่ปรากฏออกมาล้อมรอบตัวเขา เงากระบี่แต่ละเล่มก่อตัวขึ้นมาจำนวนนับไม่ถ้วน
หยางซ่านแทงหอกเข้ามา อานุภาพทรงพลังทอดยาวราวสายรุ้ง ขณะเดียวกันมังกรเพลิงเก้าตัวก็พ่นไฟใส่หานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเพ่งสายตามอง เงากระบี่นับล้านรอบกายพุ่งสังหารไปทางหยางซ่านในฉับพลัน
ตู้ม…
แทบจะในพริบตาเดียว เงากระบี่นับล้านปะทะเข้าใส่หยางซ่านและมังกรเพลิงเก้าตัวอย่างพร้อมเพรียงกัน
ปราณกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวระเบิดออก พื้นดินราบเป็นหน้ากลอง ทะเลหมอกถูกบิดม้วนสลายไป
ท่ามกลางปราณกระบี่ แสงกระบี่เปล่งประกายอยู่บนใบหน้าของหยางซ่าน เขาเผยสีหน้าหวาดผวาออกมา
‘ปราณกระบี่นี้…เซียนพิภพ!
เป็นไปได้อย่างไร! เขาไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาหรือ
เหตุใดเขาถึงมีตบะระดับเซียนพิภพได้ หรือว่าบนตัวเขาก็มีหินมรรคาสวรรค์อยู่’
ในเวลาเสี้ยวเดียวนั้น ความคิดสับสนร้อยพันผุดขึ้นในหัวของหยางซ่าน
เขาเคลื่อนพลังเวททั่วทั้งร่างมาต้านทาน แต่ว่าไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิร้ายกาจเกินไป กดดันจนเขาต้องร่นถอยไม่หยุด
หากเขาสามารถกุมพลังวิเศษอย่างไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิได้ คงไม่ได้เป็นแค่แม่ทัพสวรรค์ขั้นแปด!
หานเจวี๋ยโบกกระบี่อีกครั้ง เงากระบี่พุ่งสังหารออกไปมากขึ้นเรื่อยๆ
ชั่วเวลาไม่ถึงสองอึดใจ กายเนื้อของหยางซ่านก็ถูกทำลาย
หานเจวี๋ยไม่ค่อยพอใจนัก
เป็นระดับเซียนพิภพเหมือนกัน เหตุใดถึงไม่สามารถสังหารได้ในพริบตาเดียว!
ดูท่าเขาจะหย่อนหยานเกินไปแล้ว!
ไกลออกไป
จี้เซียนเสินลอยอยู่กลางอากาศ มองดูจนอึ้งค้างไปแล้ว
หยางซ่านที่แข็งแกร่งขนาดนี้กลับถูกหานเจวี๋ยบดขยี้สังหาร ไม่มีกำลังต้านทานแม้แต่น้อย!
หานเจวี๋ยแข็งแกร่งแค่ไหนกันแน่
ท่ามกลางแสงกระบี่ หานเจวี๋ยพุ่งมาตรงหน้าจิตดั้งเดิมของหยางซ่านอย่างรวดเร็ว
หลังจากกายเนื้อถูกทำลาย หยางซ่านเหลือเพียงแหวนเก็บสมบัติและหินก้อนหนึ่งลอยอยู่กลางอากาศ แม้แต่หอกยาวในมือก็กลายเป็นขี้เถ้าไปแล้ว
จิตดั้งเดิมของหยางซ่านมองหานเจวี๋ยด้วยความหวาดกลัว ถามด้วยเสียงสั่นเทิ้มว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่”
‘คนธรรมดาไม่อาจแข็งแกร่งเช่นนี้ได้! เจ้าหมอนี่ต้องมาจากโลกเบื้องบนเป็นแน่!’
หานเจวี๋ยกล่าวตอบอย่างสงบ “ข้ามาจากแดนเทพต้าเว่ย สถานะที่แท้จริงคือเฉาเชา”
กล่าวจบ เขาก็ยกกระบี่พิพากษาอนธการขึ้นมา เตรียมจะทำลายจิตดั้งเดิมของหยางซ่านเสีย
ขณะนั้นเอง!
มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมา “สหายน้อย ให้อภัยได้ก็ให้อภัย ปล่อยศิษย์ของข้าไปเถิด ต่อไปเรื่องนี้ก็ถือว่าแล้วๆ กันไป!”
[นักพรตเต๋าตันชิงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
นักพรตเต๋าตันชิง?
หานเจวี๋ยมองไปรอบๆ ก็มองไม่เห็นเงาร่างของคนอื่นแต่อย่างใด
เขาลองใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบดู ก็ไม่พบตัวนักพรตเต๋าตันชิง
หรือว่าจะยังอยู่โลกเบื้องบน จึงถ่ายทอดมาได้แค่เสียง?
มีโอกาสเป็นไปได้มาก!
ด้วยระดับความเกลียดชังของนักพรตเต๋าตันชิง หากสังหารหานเจวี๋ยได้จะยั้งมือไว้อีกหรือ
หยางซ่านได้ยินเสียงของอาจารย์ก็โล่งใจในทันที
เขาไม่ได้กล่าวคำพูดร้ายกาจกับหานเจวี๋ย เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือเอาชีวิตรอดให้ได้!
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทำลายจิตดั้งเดิมของหยางซ่านทันที จากนั้นเก็บศิลาแคล้วสวรรค์และแหวนเก็บสมบัติเข้าไปในแขนเสื้อ
[ความเกลียดชังที่นักพรตเต๋าตันชิงมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว]
“ดีมาก เฉาเชา ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ความแค้นระหว่างข้ากับเจ้าก็ไม่ตายไม่เลิกรา ข้าอยากเห็นนักว่าแดนเทพต้าเว่ยของเจ้ามีกำลังแค่ไหน! คอยดูเถอะ!”
เสียงของนักพรตเต๋าตันชิงดังตามมา
หานเจวี๋ยไม่ได้ตอบกลับ แต่เหาะไปทางจี้เซียนเสิน
มีแค่หานเจวี๋ยเท่านั้นที่ได้ยินเสียงของนักพรตเต๋าตันชิง
หลังจากเหล่าผู้บำเพ็ญในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์สัมผัสกลิ่นอายของหยางซ่านไม่ได้แล้ว ก็พากันถอนหายใจโล่งอก
ผู้อาวุโสสังหารเทพยังคงแข็งแกร่งเหมือนที่ผ่านมา!
ไม่ว่าศัตรูที่แข็งแกร่งระดับไหนมาเผชิญหน้ากับเขา ก็มีแต่ต้องตายเท่านั้น
……
หานเจวี๋ยกับจี้เซียนเสินมาที่ป่าเขาแห่งหนึ่ง
จี้เซียนเสินนั่งลงใต้ต้นไม้ โคจรพลังรักษาอาการบาดเจ็บ ดวงตาที่มองหานเจวี๋ยซับซ้อนอย่างหาที่เปรียบมิได้
เขากัดฟันกล่าว “ท่านเป็นกวนอวี่หรือว่าเป็นเฉาเชากันแน่ แดนเทพต้าเว่ยมาจากโลกเบื้องบนหรือ”
หานเจวี๋ยไม่ได้ตอบกลับ ป้องกันเผื่อว่านักพรตเต๋าตันชิงจะแอบฟังอยู่
เขาถามขึ้นมา “เรื่องในวันนี้ต้องขอบคุณท่านมาก ท่านมาหาข้าด้วยเรื่องอันใด”
เห็นได้ชัดว่าหยางซ่านพุ่งเป้ามาที่หานเจวี๋ย จี้เซียนเสินยังก้าวออกมารับหน้าให้ ทำให้หานเจวี๋ยเกิดความประทับใจเล็กน้อย
พอได้ยินเช่นนี้ จี้เซียนเสินกระอักกระอ่วนขึ้นมา
เดิมทีอยากให้หานเจวี๋ยติดค้างน้ำใจเขา สุดท้ายเกือบถูกฆ่าตายเสียแล้ว
“คนผู้นี้มาจากวังสวรรค์ เป็นเทพเซียน ท่านสู้เขาไม่ได้ก็เป็นเรื่องธรรมดา” หานเจวี๋ยกล่าวปลอบใจ
“เทพเซียน? นี่ท่านล่วงเกินเทพเซียนได้อย่างไร” จี้เซียนเสินถามอย่างแปลกใจ
หานเจวี๋ยเองก็ไม่ปิดบัง เล่าความสัมพันธ์ของพวกพญาอสรพิษหยก มารหลัวฉิว นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน และหยางเยี่ยนจวินออกมา
เขารู้ว่าจี้เซียนเสินมีความสัมพันธ์กับเทพเซียนบางคนในวังสวรรค์ จะได้กระจายข่าวนี้ออกไปพอดี ป้องกันไม่ให้เกิดการเข้าใจผิดขึ้น
จี้เซียนเสินได้ยินก็อดโมโหไม่ได้ “หมายความว่าเบื้องหลังของฝ่ายมารและเผ่ามารมีแม่ทัพสวรรค์คอยยุยงส่งเสริมอยู่ ตอนนี้วังสวรรค์ก็ยังใช้เหตุผลนี้มาชำระล้างโลกมนุษย์ของเรารึ จะรังแกกันเกินไปแล้ว! รอข้ากลับไปก่อน จะต้องถามเทพเซียนท่านนั้นสักหน่อยว่ามีสิทธิ์อะไร!”
ความประทับใจที่เขามีต่อวังสวรรค์ยิ่งแย่ลงไปอีก
เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ!
เทพเซียนล้วนจอมปลอมทั้งนั้น!