161-165
บทที่ 161
หลังจากถูหลิงเอ๋อร์ออกไปแล้ว หานเจวี๋ยก็เริ่มสำรวจวิญญาณมังกรภายในแผ่นเกล็ดตัวนั้น
เขาใช้พลังจิตปลุกเรียกวิญญาณมังกรขึ้นมา
“เจ้าเป็น…ใคร” วิญญาณมังกรเอ่ยถามอย่างอ่อนแรง
หานเจวี๋ยใช้พลังจิตสื่อสารกับมัน ไถ่ถามสถานะของมันว่าเหตุใดถึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
วิญญาณมังกรก็ไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใด เขาสิ้นไร้ไม้ตอกแล้ว การที่มีคนพบเขา นี่ก็ไม่ง่ายดายนัก
วิญญาณมังกรตัวนี้มาจากเผ่ามังกรแท้จากสวรรค์เบื้องบน เมื่อหลายแสนปีก่อนที่เพิ่งเริ่มบุกเบิกโลกมนุษย์แห่งนี้ เขาได้ลงมาท่องเที่ยวที่โลกมนุษย์ ผลกลับกลายเป็นว่าถูกโจมตี ตัวตายมรรคผลสลาย เหลือไว้เพียงเสี้ยววิญญาณร่อนเร่เวียนวน
เพื่อเลี่ยงไม่ให้ศัตรูพบเห็น วิญญาณมังกรจึงซ่อนตัวอยู่ในเกล็ดงูชิ้นหนึ่ง คิดอยากอาศัยอยู่บนร่างของสัตว์ปีศาจ ดูดซับพลังวิญญาณของสัตว์ปีศาจเพื่อหล่อเลี้ยงเสี้ยววิญญาณ แต่น่าเสียดายเวลาผ่านไปหลายแสนปี เกล็ดชิ้นนี้ล้วนถูกฝังไว้ใต้ดินเป็นเวลาเนิ่นนาน เพื่อลดการสิ้นเปลืองวิญญาณ เขาจึงทำได้เพียงเข้าสู่สภาวะหลับใหล
“หากเจ้าช่วยชีวิตข้า ข้าจะต้องตอบแทนเจ้าอย่างแน่นอน” วิญญาณมังกรกล่าวต่อไป
หานเจวี๋ยรับปากกล่าวว่า “ตกลง ข้าจะคิดหาวิธีช่วยชีวิตเจ้า”
“ทุกวันจงหล่อเลี้ยงวิญญาณของข้าด้วยพลังเซียนของเจ้า มุมานะบากบั่นอย่างต่อเนื่อง เช่นนี้ก็ช่วยข้าได้แล้ว”
“ตกลง!”
“ขอบคุณมาก…”
“ไม่เป็นไร”
ภายนอกหานเจวี๋ยดูเหมือนตกปากรับคำ แต่ในใจกลับไม่พอใจเป็นอย่างมาก
‘ข้าถึงขั้นรับปากจะช่วยเจ้าแล้ว เหตุใดเจ้าถึงยังไม่เกิดความประทับใจในตัวข้าอีก’
หานเจวี๋ยลองใช้พลังเซียนหล่อเลี้ยงวิญญาณมังกร
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เจ้านี่ก็ยังไม่ได้เกิดความประทับใจในตัวเขา
หานเจวี๋ยตัดพลังเซียนในทันที
“เหตุใดเจ้าถึงหยุดเล่า” วิญญาณมังกรร้องตะโกนอยู่ภายในแผ่นเกล็ด
[ยวนหวงหลงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 2 ดาว]
ไอ้สุนัขเลี้ยงไม่เชื่อง!
แค่นี้ก็ระดับความเกลียดชัง 2 ดาวแล้ว?
หานเจวี๋ยอยากด่าเขายิ่งนัก แต่ก็ยังตรวจดูข้อมูลของยวนหวงหลงอย่างรอบคอบ
[ยวนหวงหลง: เซียนพิภพไท่อี่ระยะกลาง มาจากเผ่ามังกรแท้ นิสัยฉ้อฉลคิดเล็กคิดน้อย เคยล่วงเกินเซียนเมฆาแดง จนถูกเซียนเมฆาแดงสังหาร เนื่องจากไม่พอใจที่ท่านตัดการหล่อเลี้ยงวิญญาณของเขากลางคัน จึงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 2 ดาว]
หานเจวี๋ยเห็นเช่นนี้ก็เข้าใจขึ้นมาในทันที ที่แท้คนที่ฆ่าเขาก็คือเซียนเมฆาแดง
เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะล่วงเกินเผ่ามังกรแท้แล้ว
หานเจวี๋ยรีบส่งพลังจิตเข้าไปภายในแผ่นเกล็ดทันที กำจัดจิตรับรู้ของวิญญาณมังกรทิ้งไป เหลือไว้เพียงเสี้ยววิญญาณที่ไร้จิตรับรู้เสี้ยวหนึ่ง
กลืนกินเสี้ยววิญญาณ สามารถเสริมความแข็งแกร่งของวิญญาณได้ นี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ยึดร่างได้อย่างคล่องแคล่วถึงเพียงนั้นด้วยเช่นกัน
การที่ผู้ทรงพลังบางคนสามารถรุ่งเรืองได้ ก็เป็นเพราะตอนสมัยเยาว์วัยถูกผู้ทรงพลังยึดร่าง ผลจึงถูกเขาแว้งกัด สืบทอดความทรงจำของผู้ทรงพลังต่อ จิตวิญญาณถอดคราบ ถึงจะบินขึ้นสู่สวรรค์ในคราเดียวได้
ตัวอย่างเช่นนี้มีจำนวนไม่น้อย
หานเจวี๋ยไม่ได้กลืนกินวิญญาณมังกร หากแต่เหลือเอาไว้ รอให้ราชามังกรสามหัวแสดงฝีมือให้ดีก่อน แล้วจะมอบให้กับราชามังกรสามหัว
เขาตรวจดูค่าความสัมพันธ์ พบว่ารูปประจำตัวของยวนหวงหลงหายไปแล้ว หมายความว่าเขาดับสูญไปอย่างสมบูรณ์แล้วจริงๆ
หานเจวี๋ยวางใจอย่างสิ้นเชิง จากนั้นก็เริ่มฝึกบำเพ็ญต่อ
อู้เต้าเจี้ยนรู้สึกสงสัย ในสายตาของนางเห็นว่าหานเจวี๋ยถือแผ่นเกล็ดแผ่นนั้นด้วยสีหน้าที่แปรเปลี่ยนอยู่ตลอด ความรู้สึกเปลี่ยนแปลงไปมากมาย ดูแปลกพิกลเป็นอย่างมาก
แต่ว่านางไม่ได้เอ่ยถาม
หานเจวี๋ยเองก็ไม่ได้เป็นเช่นนี้ครั้งแรก
…
สี่ปีต่อมา
ฟางเหลียงและมู่หรงฉี่ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก ส่วนคนอื่นๆ ยังคงฝึกบำเพ็ญอยู่ใต้ต้นฝูซัง
วันนี้ กลางคืนดึกสงัด
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่นั้นจู่ๆ ก็สัมผัสได้ถึงพลังจิตแข็งแกร่งหอบหนึ่งที่จู่โจมเข้ามา เขาลืมตาในทันที พบว่าจิตรับรู้ของตนกลับมาอยู่ท่ามกลางทะเลดาราเวิ้งว้างผืนหนึ่ง จักรวาลมืดมิด ประดับประดาไปด้วยดวงดาวนับล้าน เห็นได้ชัดว่างดงามโดดเด่นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
เบื้องหน้าของหานเจวี๋ยมีเงาร่างสายหนึ่ง รอบกายวนเวียนโคจรไปด้วยพยับเมฆสีแดงชาด
หานเจวี๋ยมองปราดเดียวก็จำเขาได้
เซียนเมฆาแดง!
เซียนเมฆาแดงมองสำรวจหานเจวี๋ยพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เอ่ยถามว่า “เจ้าไม่กลัวหรือ”
หานเจวี๋ยกล่าวว่า “หากผู้อาวุโสอยากสังหารข้า ข้ากลัวไปก็เปล่าประโยชน์”
“สมกับเป็นคนที่กล้าล่วงเกินแม่ทัพสวรรค์ เจ้าบรรลุเป็นเซียนอิสระแล้ว เหตุใดถึงไม่ขึ้นสวรรค์เล่า”
“ข้าล่วงเกินจูเชวี่ย เกรงว่าเขาจะรอที่จะเอาคืนข้า”
“ข้าสามารถช่วยเจ้าได้อีกแรง ลอบส่งเจ้าเข้าสู่วังสวรรค์ เป็นทหารสวรรค์ เจ้าจูเชวี่ยนั่นคงจะเป็นบิดาของจูโต้ว ปีนั้นจูเชวี่ยลงมายังโลกมนุษย์ก็ไม่ไว้หน้าข้า ข้าเองก็รู้สึกไม่ถูกชะตาเขาเช่นกัน ข้าสามารถปกป้องเจ้าได้”
เซียนเมฆาแดงกล่าวกลั้วหัวเราะ ท่าทีของเขาทำให้หานเจวี๋ยค่อนข้างแปลกใจอยู่บ้าง
ในความคิดของหานเจวี๋ย วาจาของพวกเทพเซียนควรจะไม่เปิดเผยเกินไปนัก ล้วนเปี่ยมไปด้วยความปราดเปรื่อง ไม่ฉีกหน้าง่ายๆ
เข้าสู่วังสวรรค์เป็นทหารสวรรค์หรือ
หานเจวี๋ยรู้สึกต่อต้านอยู่บ้าง
เป็นทหาร ก็ต้องละเลยการฝึกบำเพ็ญ?
อีกทั้งวังสวรรค์ยังอาจถูกโจมตีจากเทพปีศาจ ปัญหามากมายเกินไป
หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “ขอบังอาจเรียนถามสถานะของผู้อาวุโส”
เซียนเมฆาแดงลูบเครากล่าวขึ้นยิ้มๆ “โลกมนุษย์ที่เจ้าอาศัยอยู่ปกครองโดยข้าเซียนเมฆาแดง ข้าปกครองมรรคาสวรรค์เป็นหลัก เลี่ยงมิให้กฎสวรรค์เกิดความคลาดเคลื่อน ไม่อาจแทรกแซงเรื่องของโลกมนุษย์ แต่หากเลื่อนขั้นเจ้าเข้าสู่วังสวรรค์ นั่นเป็นเรื่องเล็กน้อย”
หานเจวี๋ยเอ่ยถามต่อไปว่า “ได้ยินว่าวังสวรรค์จะกวาดล้างโลกมนุษย์ เรื่องนี้เป็นจริงหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเซียนเมฆาแดงก็มืดครึ้มลง
“เจ้าได้ยินมาจากผู้ใด”
“ไม่ขอปิดบังท่าน ข้ารู้จักผู้อาวุโสท่านหนึ่งที่แม่น้ำมรรคกระบี่”
“แม่น้ำมรรคกระบี่? หรือจะเป็นคนผู้นั้น…คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นถึงยอดอัจฉริยะมรรคกระบี่ โลกมนุษย์ของข้าแห่งนี้โชคชะตาแข็งแกร่งดังคาด มิน่าเผ่ามารถึงเอาแต่คิดวางอุบายชั่วร้ายอยู่เสมอ”
[ความประทับใจที่เซียนเมฆาแดงมีต่อเจ้าเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3.5 ดาว]
หานเจวี๋ยลอบพึงพอใจอยู่คนเดียว
‘นับว่าพี่ใหญ่ยังมีประโยชน์มากนัก!’
เซียนเมฆาแดงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ไม่ขอปิดบังเจ้า วังสวรรค์บรรจุโลกมนุษย์ที่เจ้าอาศัยอยู่ลงในรายชื่อพิจารณาสำคัญแล้วจริงๆ เป็นไปได้มากที่โลกใบนี้อาจจะถูกกวาดล้าง ถึงตอนนั้นสรรพชีวิตจะมอดดับ มรรคาสวรรค์ของโลกใบนี้จะไม่หลงเหลือ ข้าเองก็จะถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่งนี้ ไปรับผิดชอบหน้าที่ขุนนางเซียนอื่นๆ เพราะอย่างนั้นข้าถึงได้มาหาเจ้าโดยเฉพาะ ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็นับว่าเป็นคนธรรมดาที่ปลุกปั้นขึ้นในการปกครองของข้า ข้ายินดีที่จะช่วยสนับสนุนเจ้าอีกแรง”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าสามารถพาเหล่าลูกศิษย์ของข้าไปด้วยได้หรือไม่”
เซียนเมฆาแดงส่ายหน้ากล่าวว่า “เกรงว่าจะไม่ได้ ตบะของพวกเขาอ่อนแอ หากไปยังวังสวรรค์ก็คงทนแรงกดทับของไอเซียนที่วังสวรรค์ไม่ได้ อีกอย่างคนธรรมดาเข้าสู่วังสวรรค์ เดิมทีก็เป็นการฝ่าฝืนกฎสวรรค์แล้ว”
“ข้าสามารถพาเพียงเจ้าเข้าสู่วังสวรรค์เท่านั้น เมื่อออกจากวังสวรรค์แล้ว หากจูเชวี่ยมาหาเรื่องเจ้า ข้าเองก็เข้าไปยุ่งไม่ได้เช่นกัน”
คิ้วของหานเจวี๋ยยิ่งขมวดมุ่นมากกว่าเดิม
เซียนเมฆาแดงทอดถอนใจกล่าวว่า “เผ่ามารเข้ามารุกรานมากเกินไป กอรปกับหยางซ่านที่เป็นแม่ทัพสวรรค์ก็เอาแต่ยื่นฎีกาอยู่ตลอด แม้ตำแหน่งเซียนของข้าจะสูงกว่าเขา แต่ในวังสวรรค์ ในสายตาของจักรพรรดิสวรรค์ บุ๋นไม่สู้บู๊ ต้องโทษที่ข้าปิดด่านฝึกฝนนานปี ละเลยภาระหน้าที่ที่มีต่อโลกมนุษย์”
หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “โลกมนุษย์นี้ยังมีเผ่ามารอีกหรือ”
“มี มีทายาทเผ่ามารอยู่ไม่น้อย แม้กระทั่งแฝงตัวอยู่ในสำนักสายหลักและตระกูลชั้นสูง พวกเขาไม่ได้มีนิสัยชั่วร้าย เพียงแต่มีสายเลือดของเผ่ามารเท่านั้น หากฆ่าเสียให้สิ้นซาก เกรงว่าใต้หล้าจะวุ่นวายเป็นอย่างมาก ในฐานะที่ข้าเป็นขุนนางเซียนมรรคาสวรรค์ จะต้องไม่ลงมือต่อสรรพชีวิตมรรคาสวรรค์ใต้ปกครองของข้า มิเช่นนั้นจะต้องประสบพบเจอกับการย้อนกลับของมรรคาสวรรค์ จึงได้แต่ปล่อยให้แม่ทัพสวรรค์และทหารสวรรค์มาดำเนินการ”
วาจาของเซียนเมฆาแดงทำให้หานเจวี๋ยนึกถึงตระกูลโม่ขึ้นมา
คิดไม่ถึงว่าตระกูลอย่างเช่นตระกูลโม่จะยังมีอยู่ไม่น้อยเลย
คนรุ่นหลังของเผ่ามารมากมายใช้ได้จริงๆ!
“อันที่จริงก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธี” จู่ๆ เซียนเมฆาแดงก็กล่าวพร้อมกลั้วหัวเราะ
หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “วิธีใดกัน”
“สังหารแม่ทัพสวรรค์และทหารสวรรค์ที่มารุกรานให้สิ้นซาก!”
วาจาของเซียนเมฆาแดงชวนให้ตกใจไม่หยุดหย่อน
หานเจวี๋ยมองไปทางเขาด้วยความแปลกประหลาด
เจ้านี่คงจะไม่ใช่…
มนุษย์หมาป่า?
เซียนเมฆาแดงกล่าวว่า “ที่นี่เป็นโลกพลังจิตของข้า ไม่มีผู้ใดสามารถรับรู้บทสนทนาของเจ้ากับข้าได้ อันที่จริงแม้วังสวรรค์จะปกครองดูแลดินแดนเทพเซียนมากมายหลายหมื่นแดนทั่วสวรรค์ แต่ศัตรูก็มีจำนวนมากยิ่งนัก หากเจ้าสังหารแม่ทัพสวรรค์และทหารสวรรค์จนสิ้นซาก ก็เป็นการพิสูจน์ศักยภาพของเจ้า บางทีวังสวรรค์อาจจะนิรโทษกรรมให้เจ้าก็ได้!”
“พร้อมๆ กับการผงาดขึ้นของวังเทพและสำนักพุทธ วังสวรรค์ก็ปรารถนาบุตรแห่งสวรรค์ที่แข็งแกร่งมากเกินไป โดยเฉพาะบุตรแห่งสวรรค์ที่บุกสังหารมาจากโลกมนุษย์ ไม่มีภูมิหลังที่แข็งแกร่ง แต่กลับสามารถสังหารเซียนพิฆาตเทพ คุณสมบัติเช่นนี้ก็เพียงพอจะทำให้วังสวรรค์บ้าคลั่งได้แล้ว!”
“เมื่อล้านปีก่อน ยอดแม่ทัพเทพของวังสวรรค์ก็บุกสังหารออกมาเช่นนี้ ยังไม่ทันขึ้นสวรรค์ ก็ล้างบางสังหารเทพเซียนทั้งหมดที่ลงไปยังโลกมนุษย์ ทำให้วังสวรรค์สะท้านสะเทือน ยามนี้ ยอดแม่ทัพเทพก็เป็นผู้ที่แข็งแกร่งมากที่สุดในบรรดาแม่ทัพสวรรค์! และยังเป็นเทพเซียนที่มีผลงานการต่อสู้โดดเด่นที่สุดทั่วทั้งวังสวรรค์!”
บทที่ 162
“สังหารแม่ทัพสวรรค์และทหารสวรรค์ ยังต้องรอให้วังสวรรค์เชื้อเชิญอีกหรือ”
หานเจวี๋ยมองเซียนเมฆาแดงด้วยสีหน้าแปลกประหลาด สายตานั้นราวกับกำลังบอกว่าท่านเอาจริงหรือ
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็พลันนึกถึงตำนานหนึ่งขึ้นมาได้
ตำนานของซุนหงอคง
ซุนหงอคงมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่ แต่เขาไม่มี
เรื่องนี้อันตรายเกินไป!
ไม่อาจทำได้!
เซียนเมฆาแดงกล่าวยิ้มๆ ว่า “หากเจ้าไม่กล้า แล้วยังคิดอยากมีชีวิตรอด เช่นนั้นก็มีเพียงแต่ตามข้าเข้าสู่วังสวรรค์แล้ว”
หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “ไม่มีวิธีอื่นแล้วจริงๆ หรือ”
“ไม่มี หากเจ้าอยากช่วยเหล่าศิษย์และศิษย์หลานของเจ้าก็มีเพียงแต่วิธีนี้”
“วังสวรรค์จะกวาดล้างโลกมนุษย์เมื่อใด”
“หากเร็วหน่อยก็หลายร้อยปี ช้าหน่อยก็พันปี”
“ข้าคิดดูก่อนแล้วกัน”
“อืม”
เซียนเมฆาแดงสะบัดแขนเสื้อ ทะเลดาราจักรวาลรอบกายพลันแตกกระจายโดยพลัน หลังจากนั้นจิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับเข้าสู่กายเนื้อ
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น ลูบปลายคางครุ่นคิด
‘เรื่องนี้ยังต้องถามพี่ใหญ่สักหน่อย’
หานเจวี๋ยรีบหยั่งรู้มรรคกระบี่ในทันที
หลายสิบวันต่อมา เขาเข้าสู่แม่น้ำมรรคกระบี่ด้วยความคุ้นชินเป็นอย่างมากไม่ต่างอะไรกับการกลับบ้านเกิด
เขาหาจั้งกูซิงพบ สอบถามตำนานของยอดแม่ทัพเทพ ส่วนเซียนเมฆาแดง เขาไม่ได้เอ่ยถึง
การที่เซียนเมฆาแดงสามารถบอกกับเขาได้มากมายเพียงนั้นก็ถือว่ามีเมตตามหาศาลแล้ว หากเขายังพูดถึงเซียนเมฆาแดงอีก นั่นยังนับว่าเป็นคนอยู่อีกหรือ
เช่นนี้อาจจะเป็นการล่วงเกินเซียนเมฆาแดงก็ได้!
จั้งกูซิงพึมพำกล่าวว่า “เจ้าอยากเอาอย่างยอดแม่ทัพเทพของวังสวรรค์หรือ จักรพรรดิสวรรค์ก็มีเรื่องราวฉาวโฉ่เช่นนี้จริง ใช้กำลังข่มขู่ผู้อ่อนแอกว่า แม่ทัพสวรรค์ของวังสวรรค์จำนวนไม่น้อยล้วนเคยเป็นศัตรูของวังสวรรค์ จักรพรรดิสวรรค์เห็นว่าคุณสมบัติของพวกเขาไม่เลว จึงไม่สนใจเรื่องราวในอดีต ถึงขั้นยังปูนบำเหน็จครั้งใหญ่ หากเจ้าอยากเดินเส้นทางนี้ก็ย่อมได้ หากเข้าตาจักรพรรดิสวรรค์ได้ จูเชวี่ยนั่นก็ไม่กล้าทำอะไรเจ้า”
“แม้วังสวรรค์จะกริ่งเกรงพวกจูเชวี่ย แต่ใส่ใจผู้กล้ามากกว่า จักรพรรดิสวรรค์เคยล่วงเกินสำนักพุทธเพื่อยอดแม่ทัพเทพ จนเกือบจะเปิดศึกใหญ่ในแดนเซียนขึ้น”
“คิดอยากเดินเส้นทางนี้ก็ยากยิ่งนัก อีกอย่างเวลาของเจ้าก็ไม่ได้มากถึงเพียงนั้น”
หานเจวี๋ยทอดถอนใจกล่าวว่า “ข้าจะลองพยายามอย่างสุดความสามารถ หากไม่ได้จริงๆ เช่นนั้นข้าก็มีแต่ต้องเลือกที่จะหนี”
‘สู้ไม่ไหว เขาก็จะหนีไปที่ยมโลก หากวังสวรรค์ให้เมืองยมบาลไล่ล่าสังหารเขา เขาก็จะหนีไปยังโลกอื่น
ต้องมีสักที่ให้หนีได้!’
“จึ๊ๆ หากเจ้าทำสำเร็จจริง เช่นนั้นเส้นทางข้างหน้าก็สว่างรุ่งโรจน์ แม้ช่วงนี้วังสวรรค์จะวุ่นวายไม่หยุดหย่อน แต่ดีร้ายอย่างไรก็เป็นขุมอำนาจที่รากฐานแน่นหนาที่สุดในสวรรค์ เป็นตัวแทนมรรคาสวรรค์”
จั้งกูซิงกล่าวขึ้นยิ้มๆ แต่ในใจกลับกำลังสงสัยว่าเป็นใครกันที่เล่าเรื่องนี้ให้หานเจวี๋ยฟัง
‘คนผู้นั้นช่างใจกล้าจริงๆ!’
หานเจวี๋ยทอดถอนใจกล่าวว่า “สรรพชีวิตส่วนใหญ่ในโลกมนุษย์มีความผิดใดกัน ถึงต้องเผชิญหน้ากับจุดจบที่ถูกฆ่าล้างสังหาร แม่ทัพสวรรค์และทหารสวรรค์บุกน้ำลุยไฟเพื่อวังสวรรค์ เมื่อเผชิญกับคำว่าคุณสมบัติแล้วล้วนกลายเป็นมดเป็นแมลง นี่ดูเหมือนว่าความแข็งแกร่งอันศักดิ์สิทธิ์ก็แฝงไว้ด้วยปัญหาอยู่มากมายเช่นกัน”
เหล่าคนที่เลื่อมใสศรัทธาในเทพเซียน มีหรือจะรู้ว่าเทพเซียนก็เป็นแค่คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นเอง
“สิ่งที่เรียกว่าเทพเซียน เดิมก็เป็นแค่คำลวงหลอกอย่างหนึ่ง” จั้งกูซิงส่ายหน้ากล่าว
หานเจวี๋ยไม่ได้พูดอะไรให้มากความ หลังจากรู้ว่าวิธีนี้ใช้ได้การก็จากไปทันที
กระทั่งหานเจวี๋ยออกไปจากแม่น้ำมรรคกระบี่แล้ว เงาร่างสีม่วงสายหนึ่งก็ปรากฏอยู่ข้างกายจั้งกูซิง
“นี่ก็คือมนุษย์ธรรมดาที่เจ้าถูกใจผู้นั้น?” เงาร่างสีม่วงเอ่ยถาม
จั้งกูซิงกล่าวตอบว่า “อืม เจ้าเด็กนี่เพิ่งอายุแปดร้อยปี”
เงาร่างสีม่วงกล่าวเย้ยหยันว่า “เขาก็ไม่ใช่มนุษย์ทั่วไป”
“หืม”
“บนร่างเขามีดวงชะตาจักรพรรดิเซียนอยู่ คาดว่าคงเป็นลูกหลานของจักรพรรดิเซียนสักองค์ หรือไม่ก็เคยได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิเซียน”
“จักรพรรดิเซียน? ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เช่นนั้นอนาคตของเขาก็ยิ่งคุ้มค่าแก่การรอคอย”
“เจ้ารอคอยอะไร คิดอยากให้เขามาแทนที่เจ้า?”
“รอให้เขาประคับประคองผ่านด่านเคราะห์นี้ไปก่อนค่อยว่ากัน”
“ไม่พูดเรื่องเขาแล้ว วังเทพให้ข้ามาเชิญเจ้า เจ้ายินดีกลับไปหรือไม่ ร่างเดิมของเจ้ายังเก็บรักษาอยู่ที่วังเทพ แต่ไหนแต่ไรวังเทพก็ไม่เคยทอดทิ้งเจ้าจริงๆ”
“วังเทพล้ำลึก ข้าไม่อยากกลับไปอีก อยู่ที่นี่ก็ดีมากแล้ว ไร้ห่วงไร้กังวล หยั่งรู้มรรคกระบี่ ก็ไม่ต้องพิจารณาสิ่งอื่นใด หากชีวิตตลอดกาลล้วนเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็พึงพอใจ”
…
เมื่อกลับมาถึงภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็ทำให้มรรคกระบี่ที่เพิ่งรู้แจ้งมานั้นเสถียรมากขึ้น
หลายวันต่อมา เขาถึงเพิ่งจะเริ่มฝึกบำเพ็ญใหม่อีกครั้ง
ระดับเซียนอิสระวัฏจักรระยะกลางก็ไม่เพียงพอ!
ตอนที่หานเจวี๋ยกำลังปิดด่านฝึกฝนอยู่นั้น แดนบำเพ็ญพรตก็เกิดคลื่นลมซัดโหม
จวนเซียนสวรรค์พบเจอกับการฆ่าล้างสังหารของนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน บาดเจ็บล้มตายเกินครึ่ง เรื่องนี้ผ่านไปหลายปีแล้ว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ สัมผัสได้ถึงความหวัง ต่างพากันถือโอกาสพัฒนาแผ่ขยาย สายมารยิ่งรวบรวมกำลังล้อมโจมตีจวนเซียนสวรรค์อีกครั้ง
ถึงแม้จวนเซียนสวรรค์จะน่าเวทนาจนยากจะบรรยาย แต่เมื่อทอดสายตามองดินแดนบำเพ็ญพรตทั่วทั้งใต้หล้า ส่วนใหญ่แล้วล้วนอยู่ท่ามกลางความสุขสงบ ไม่ต่างอะไรจากแดนบำเพ็ญพรตหลายปีที่ผ่านมา
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเริ่มออกไปข้างนอกอีกครั้ง ชักชวนศิษย์ใหม่ที่เป็นแขกต่างแดน มีคุณสมบัติรากวิญญาณโดดเด่นให้แก่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
เพียงพริบตา เวลาผ่านพ้นไปเจ็ดปี
หลี่ชิงจื่อทนไม่ไหว ขีดจำกัดของเขามาถึงแล้ว
เขามุ่งหน้ามาเยี่ยมหานเจวี๋ย
“ผู้อาวุโสหาน ข้าอาจจะประคองไปได้อีกไม่กี่ปี ของล้ำค่าฟ้าดินภายในสำนักก็ไม่สามารถเพิ่มอายุขัยให้ข้าได้อีก ข้าเตรียมตัวที่จะออกไประหกระเหินข้างนอกสักหลายปี เป็นไปได้ว่าอาจจะตายอยู่ข้างนอกเหมือนกับท่านอาจารย์ของข้า” หลี่ชิงจื่อกล่าวกลั้วหัวเราะ
เขาไม่ได้เศร้าโศกเสียใจ ตรงกันข้ามกลับดูปล่อยวาง
หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “เจ้ายังมีความปรารถนาใดที่ยังทำไม่สำเร็จหรือไม่”
รอยยิ้มของหลี่ชิงจื่อเลือนหาย กล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ก่อนที่เจ้าจะขึ้นสวรรค์ ช่วยปกป้องสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ให้ดี ปกป้องเซียนซีเสวียน ศิษย์น้องของข้าให้ดี”
หานเจวี๋ยพยักหน้า
หลี่ชิงจื่อเริ่มพูดคุยกับเขาไปเรื่อยๆ พรรณนาถึงชีวิตของตน
หานเจวี๋ยฟังอย่างตั้งใจ
อู้เต้าเจี้ยนเองก็ฟังอย่างเข้าถึงจิตวิญญาณ
ชีวิตของหลี่ชิงจื่อบางทีอาจจะไม่ถือว่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ ตั้งแต่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้อาวุโสสูงสุดสายใน จนถึงการวิ่งเต้นเพื่อสำนัก เขาอธิบายด้วยความเรียบนิ่ง ท่าทางดูไม่เหน็ดไม่เหนื่อย
หานเจวี๋ยไม่ได้โศกเศร้า เพียงแต่ทอดถอนใจออกมาเล็กน้อย
‘ตายไปก็ดีเช่นกัน เกิดใหม่ชาติหน้า ค่อยไล่ตามมหามรรคอีกครั้ง’
นอกจากชีวิตที่เป็นอมตะแล้ว เรื่องชื่อเสียง อำนาจและสตรีที่คนส่วนใหญ่เฝ้าใฝ่ฝันปรารถนา หลี่ชิงจื่อล้วนเคยได้รับมาหมดแล้วทั้งสิ้น ชีวิตนี้ไม่มีอะไรให้นึกเสียใจ
จวบจนกระทั่งวันที่สอง เขาถึงจากไป
หานเจวี๋ยลุกขึ้นส่งเขาออกจากถ้ำเทวา
ก่อนนหน้านี้หลี่ชิงจื่อเคยเยี่ยมเยียนผูกไมตรีกับเซียนซีเสวียนและนักพรตเต๋าจิ่วติ่ง หานเจวี๋ยถูกเขาวางไว้ลำดับท้ายสุด
ทั้งชีวิตนี้คนที่มีอิทธิพลต่อเขามากที่สุดอาจจะไม่ใช่หานเจวี๋ย แต่หลี่ชิงจื่อรู้สึกว่าคนที่ตนควรขอบคุณมากที่สุดก็คือเขา
มองดูหลี่ชิงจื่อบินทะยานขึ้นไปบนฟ้า หานเจวี๋ยที่ยืนอยู่ริมหน้าผาก็ทอดมองอย่างเงียบๆ ด้วยสีหน้านิ่งสงบ
ไก่คุกรัตติกาลไม่ได้พูดล้อเล่นอย่างหาได้ยากนัก หากแต่มาหยุดข้างกายหานเจวี๋ย เอ่ยถามว่า “นายท่าน จากนี้ต่อไป พวกเราก็ไม่ต้องใช้ทางหนีแล้วใช่หรือไม่”
แม้หานเจวี๋ยจะเอาแต่พูดถึงทางหนีมาโดยตลอด ทว่าตั้งแต่ไก่คุกรัตติกาลจำความได้มันก็อาศัยอยู่ที่นี่มาโดยตลอด
“นั่นก็ไม่แน่” หานเจวี๋ยกล่าวตอบ
การจากไปของหลี่ชิงจื่อกลับไม่ได้ทำให้เกิดระลอกคลื่นโหมซัดในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
ผ่านไปหลายปีเพียงนี้ มีคนมากมายลืมเลือนเขาไปแล้ว
“หากชาติหน้าได้พบกัน ข้าจะมอบโอกาสวาสนาให้แก่เจ้า”
หานเจวี๋ยกล่าวกลั้วหัวเราะเสียงเบา กล่าวเสร็จ เขาก็ก้มหน้าหันกายกลับไป
มนุษย์มีเกิดแก่เจ็บตายพลัดพราก เป็นเรื่องธรรมดายิ่งนัก
อีกอย่างหลี่ชิงจื่อก็ไม่ได้ตายเพราะความเกลียดชัง
สี่ปีต่อมา
หานเจวี๋ยมองเห็นจดหมายฉบับหนึ่ง
[หลี่ชิงจื่อสหายของท่านอายุขัยถึงขีดจำกัด ตัวตายวิญญาณสลาย จมสู่ห้วงวัฏจักร]
หานเจวี๋ยทำเพียงทอดถอนใจออกมาเบาๆ ก่อนฝึกบำเพ็ญต่อไป
ผ่านการสูญเสียหลี่ชิงจื่อไป สภาพจิตใจของหานเจวี๋ยก็ยกระดับขึ้น
ยี่สิบสามปีต่อมา
หานเจวี๋ยก็ทะลวงถึงระดับเซียนอิสระวัฏจักรระยะปลายแล้ว
เขาหยุดการฝึกบำเพ็ญ หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่งหยางซ่าน จูเชวี่ยและนักพรตเต๋าตันชิง
วันนี้
ท้องนภาแปรเปลี่ยนฉับพลัน รอยแยกสีดำที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาสายหนึ่งปรากฏขึ้นเหนือทะเลเมฆ เหล่าผู้บำเพ็ญของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ที่เป็นพยานเห็นภาพเหตุการณ์ในครั้งนี้ ล้วนพากันตกใจลนลาน
นี่มัน…
ฟ้าถล่ม?
บทที่ 163
“นั่นคืออะไร”
“สวรรค์แหวกเปิดแล้วรึ”
“อย่าบอกนะว่ามรรคมารมาบุกรุก? ทุกคนระวัง!”
“ไม่ใช่สิ ไม่เห็นจะมีไอมารหรือไอปีศาจเลย”
“รอยแยกเส้นนี้ยาวแค่ไหนกันนะ”
บรรดาศิษย์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แหงนหน้าขึ้นมองรอยแยกบนฟ้า พากันออกความเห็นไม่หยุด
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ภายในถ้ำเทวาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติด้านนอก เขาแผ่จิตออกไป และมองเห็นปรากฏการณ์ประหลาดที่ทั้งตระการตาและน่าตกใจบนท้องฟ้า
หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบผู้บำเพ็ญภายในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ เรียงตามตบะระดับสูงไปหาต่ำ แต่ก็ไม่พบตัวศัตรู
เขาลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำเทวา อู้เต้าเจี้ยนเดินตามหลังเขามาติดๆ
พวกสวินฉางอันและหยางเทียนตงต่างพากันเข้ามาใกล้
“ท่านอาจารย์ ลักษณ์สวรรค์นี่มาจากที่ใด ศัตรูจู่โจมหรือ” หยางเทียนตงเอ่ยถาม
หานเจวี๋ยเงยหน้าขึ้นมองเวิ้งฟ้า หรี่ตามองไป
เขามองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น
ผ่านไปไม่ทันไร รอยแยกบนฟ้าก็เลือนหายไปอีกครั้ง เวิ้งฟ้ากลับสู่สภาพปกติ งามเด่นกว้างไพศาล เสมือนว่าเหตุการณ์ประหลาดก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตา
ในเมื่อไม่ใช่ศัตรูบุกจู่โจม เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็วางใจได้
เขายังกลัวจริงๆ ว่าวังสวรรค์จะบุกเข้ามาในเวลานี้
ด้วยตบะของเขาในตอนนี้ไหนเลยจะต้านทานแม่ทัพสวรรค์ได้ไหว
‘เทพปีศาจตนนั้น เจ้าต้องมุ่งมั่นตั้งใจต่อไปอีก’
หานเจวี๋ยครุ่นคิดเงียบๆ
จากนั้น เขาเดินมาหยุดที่ใต้ต้นฝูซัง เริ่มมองสำรวจพัฒนาการการเติบโตของต้นฝูซังและเถาน้ำเต้าพิภพเซียน
ค่อยยังชั่ว!
ต้นฝูซังในตอนนี้ใกล้จะสูงร้อยจั้งแล้ว เถาน้ำเต้าพิภพเซียนเหมือนงูตัวหนึ่งเลื้อยรัดอยู่บนลำต้นหลัก อีกาทองสองตัวต่างสร้างรังของใครของมันเสร็จสรรพ ฝึกบำเพ็ญไปอย่างสงบ
เมื่อเวลาเคลื่อนผ่าน พวกมันไม่ได้ใกล้ชิดหรือมักจะเบียดอยู่ด้วยกันตลอดเหมือนที่ผ่านมาแล้ว
สิ่งที่ควรค่าให้เอ่ยถึงคือ บางทีอาจจะเพราะอิทธิพลของไก่คุกรัตติกาล อีกาทองสองตัวจึงพลอยปากร้ายไปด้วย มักจะถากถางคนอื่น โดยเฉพาะสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกับราชามังกรสามหัว
“อาจารย์ ข้าอยากกลับไปดูจวนเซียนสวรรค์เสียหน่อย สักพักจะรีบกลับมา” ถูหลิงเอ๋อร์เดินมาหยุดข้างกายหานเจวี๋ย ก่อนเอ่ยปากอย่างระมัดระวัง
อาจารย์จะคิดว่านางคิดหนีไปหรือไม่
หานเจวี๋ยตอบรับว่า “ไปเถอะ”
สำหรับถูหลิงเอ๋อร์ เขาไม่กังวลใจเลยสักนิด
หนีก็หนีไปสิ!
เมื่อถูหลิงเอ๋อร์ได้ยินก็ถอนหายใจโล่งอกทันที กล่าวว่า “อาจารย์วางใจได้ ข้าจะรีบกลับมาโดยเร็วที่สุดแน่นอน!”
“ไม่ต้องขนาดนั้น”
ถูหลิงเอ๋อร์คิดไปว่าอาจารย์ไม่อยากให้ตนเหน็ดเหนื่อย จึงไม่ได้คิดอะไรมาก
หลังจากนางออกไป หานเจวี๋ยเรียกดูค่าความสัมพันธ์และตรวจสอบกล่องจดหมาย
ผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้ ก็ไม่รู้ว่าแดนบำเพ็ญพรตจะสงบสุขดีหรือไม่
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x2993
[โจวฝานสหายของท่านเข้าสู่เขาห้าเซียน คารวะเทพเซียนพสุธาเป็นอาจารย์ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x84333
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตแขวนอยูบนเส้นด้าย โชคดีมีผู้ทรงพลังช่วยเหลือ]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านไปจากโลกมนุษย์]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านรู้แจ้งพลังวิเศษในชาติก่อน พลังมรรคเพิ่มพูน]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านหลอมร่างอริยะอัสนีครามสำเร็จ แหวกฟ้าครามออก สะเทือนฟ้าดินเทพผีหวาดผวา]
……
โจวฝาน หวงจี๋เฮ่า ฟางเหลียง มู่หรงฉี่ และจี้เซียนเสินแต่ละคนล้วนมีมหาโชค เรียกได้ว่าห้าสุดยอดตัวเอก!
หานเจวี๋ยตรวจสอบภาพประจำตัวของฟางเหลียงครู่หนึ่ง ยังอยู่ บ่งบอกว่ายังไม่ได้จากโลกนี้ไป เพียงแค่ออกจากโลกปุถุชนแถบนี้เท่านั้น
ในช่วงหลายสิบปีที่หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญมา พวกเขาล้วนมีความเป็นเลิศของตัวเอง พานพบโอกาสวาสนาของตนเอง
หานเจวี๋ยมองดูอยู่ครู่หนึ่งก็กลับถ้ำเทวาฟ้าประทาน ตั้งหน้าฝึกบำเพ็ญต่อ
หลายเดือนต่อมา
สหายเก่าคนหนึ่งมาเยี่ยมเยียนเขา
เว่ยหยวนเจ้าสำนักเก้ามังกรเขตแก่นประจิม
สถานะที่แท้จริงของเขาคือหวงจุนเทียนเจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ
หากไม่ใช่เพราะหานเจวี๋ยให้โอกาสหวงจุนเทียน ป่านนี้หวงจุนเทียนตายไปนานแล้ว และยิ่งไม่มีทางยึดร่างเว่ยหยวน กลายเป็นเจ้าสำนักเก้ามังกรที่แข็งแกร่งกว่าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณได้
หวงจุนเทียนมาหานักพรตเต๋าจิ่วติ่ง เปิดเผยจุดประสงค์การมาตามตรง
เขายอมแล้ว!
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งตกใจ สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็ไม่เคยพุ่งเป้าเล่นงานสำนักเก้ามังกร เหตุใดเจ้าสำนักผู้นี้ถึงยอมเสียแล้ว
หรือว่าจะประสบปัญหา?
สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตในอดีตก็สู้สำนักไร้ลักษณ์ไม่ไหว ดังนั้นจึงรวมเข้ากับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
หลังจากสนทนากันพักหนึ่ง ในที่สุดนักพรตเต๋าจิ่วติ่งก็เชื่อ สำนักเก้ามังกรต้องการรวมเข้ากับพวกเขาจริงๆ!
ด้วยความรอบคอบ นักพรตเต๋าจิ่วติ่งบอกว่าต้องหารือกับเหล่าผู้อาวุโสก่อน ให้หวงจุนเทียนอยู่เป็นแขกสักระยะหนึ่ง
หวงจุนเทียนไม่ว่าอะไร จากนั้นก็มุ่งหน้าไปเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยให้เขาเข้าจวนมา
หลังจากเข้ามาในเขาเพียรบำเพ็ญเซียน หวงจุนเทียนตกใจขวัญสะท้าน
พลังวิญญาณของที่นี่ออกจะ…
เมื่อเห็นพวกหยางเทียนตงและสวินฉางอัน ในใจของหวงจุนเทียนก็เกิดความคิดชั่ววูบอันแรงกล้าอย่างหนึ่งขึ้นมา
เขาอยากเป็นวัวเป็นม้าให้หานเจวี๋ย!
เมื่อได้เห็นหานเจวี๋ยอีกครั้ง หวงจุนเทียนตื่นเต้นมาก
เขาในตอนนี้มีตบะระดับสุญตาขั้นสอง เทียบกับหลายร้อยปีก่อนก็เพิ่งทะลวงระดับได้หนึ่งขั้น
ฝ่ายหานเจวี๋ยยิ้มถามว่า “หลายปีมานี้เป็นอย่างไรบ้าง”
ตอนแรกหวงจุนเทียนเคยช่วยชีวิตหยางเทียนตงกับสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น และบาดเจ็บสาหัสเพราะเหตุนี้ น้ำใจนี้เขาจำขึ้นใจมาโดยตลอด
หวงจุนเทียนมองเห็นรอยยิ้มของเขาก็หายประหม่าทันที เริ่มสาธยายประสบการณ์หลายปีมานี้ให้ฟัง
อู้เต้าเจี้ยนฟังเงียบๆ อยู่ด้านข้าง
หลังฟังมาค่อนวัน หานเจวี๋ยก็ถือว่าเข้าใจจุดประสงค์การมาเยือนของหวงจุนเทียนแล้ว
หวงจุนเทียนต้านแรงกดดันของสำนักเก้ามังกรไม่ไหว ไม่อยากรับหน้าที่เจ้าสำนักอีกต่อไป อยากจดจ่อกับการฝึกบำเพ็ญ
“หากเจ้าอยากย้ายมาอยู่ข้างกายข้า ก็ต้องสร้างคุณงามความดี รอจนสำนักเก้ามังกรรวมเข้ากับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แล้ว เจ้าจงสร้างคุณูปการให้แก่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ให้มาก เมื่อเจ้ากลายเป็นผู้อาวุโสที่ศิษย์ในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เคารพเลื่อมใส ข้าจะอนุญาตให้เจ้าย้ายเข้ามา”
หานเจวี๋ยกล่าวเสียงเบา พอหวงจุนเทียนได้ยินก็ดีใจออกนอกหน้า รีบตกปากรับคำทันที
ทั้งสองคนพูดคุยกันอีกสักพัก หวงจุนเทียนจึงกลับไป
หานเจวี๋ยตกเข้าสู่ภวังค์ความคิด
เมื่อพลังวิญญาณบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเข้มข้นขึ้นทุกที วันหน้าก็ยังจะดึงดูดคนมากกว่านี้เข้ามาอีก เขาจำเป็นต้องควบคุมสัดส่วนให้ดี เลี่ยงไม่ให้เขาเพียรบำเพ็ญเซียนแออัดยัดเยียด เพราะกลับจะทำให้พลังวิญญาณอ่อนลง
‘ถ้าหากดึงดูดผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่มามากกว่านี้ได้ก็ไม่เลวทีเดียว ถึงตอนนั้นข้าจะไม่ชี้แนะด้วยตัวเองอีก จะให้พวกลูกศิษย์มาทำแทน’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เขาไม่มีเครือข่ายเส้นสายยิ่งใหญ่อะไร แต่เขาสามารถสร้างเครือข่ายเส้นสายที่ยิ่งใหญ่ได้!
ยามวานรซุนผู้แข็งแกร่งเหยียบย่างบนเส้นทางสู่ชมพูทวีป ไม่ใช่ว่าต้องอาศัยสายสัมพันธ์เหล่านั้นบนวังสวรรค์ของตน ถึงจะผ่านด่านทดสอบมาได้ตลอดทางหรอกหรือ!
แน่นอน ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่กระทบต่อการฝึกบำเพ็ญของหานเจวี๋ยด้วย
……
เหนือทะเลเมฆ อัสนีสวรรค์นับไม่ถ้วนผ่าไปยังจุดเดียวกัน ซึ่งเป็นคนผู้หนึ่ง
จี้เซียนเสิน!
จี้เซียนเสินนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศ รอบกายรายล้อมด้วยสายฟ้า ผมดำทั่วศีรษะของเขาบิดเลื้อยอย่างย่ามใจราวกับฝูงงู
เขาในเวลานี้ดุจดั่งร่างอวตารเทพเซียน แผ่รัศมีอำนาจอันยิ่งใหญ่โอหังออกมา!
ไกลออกไป เงาร่างหลายสิบร่างยืนอยู่เหนือเมฆหมอกแถบหนึ่ง พวกเขาล้วนเป็นบุคคลระดับสูงของจวนเซียนสวรรค์
“ไม่อยากจะเชื่อ เขาหลอมร่างอริยะอัสนีครามสำเร็จแล้วจริงๆ!”
“นับว่าเขาอยู่เหนือบุตรแห่งสวรรค์ทุกคนในอดีตของจวนเซียนสวรรค์แล้ว ก่อนนี้ไม่เคยมีมาก่อน!”
“อานุภาพน่ากลัวยิ่งนัก เกรงว่าผู้บำเพ็ญระดับมหายานก็ยังต้านกระบวนท่าหนึ่งของเขาไม่ได้”
“ยอดผู้บำเพ็ญอันดับหนึ่งในหล้า!”
“ก็ไม่รู้ว่าเขาจะเลือกสำเร็จมรรคขึ้นสู่สวรรค์ในยามไหน”
ตอนที่เหล่าคนระดับสูงของจวนเซียนสวรรค์ยังวิพากษ์วิจารณ์กันนั้น กลางเมฆอัสนีเหนือศีรษะของจี้เซียนเสินปรากฏดวงตามหึมาข้างหนึ่งขึ้นมา มองลงมาหาจี้เซียนเสิน
พร้อมกันนั้น
เหนือฟ้าอีกแถบหนึ่ง ทะเลเมฆปั่นป่วนก่อตัวเป็นพื้นเรียบ เสาหินใหญ่มโหฬารสองต้นตั้งตระหง่าน บนเสาหินแต่ละต้นมีมังกรขาวสองตัวพันรัด เบื้องล่างมีทหารสวรรค์สวมเกราะเงินยืนเรียงกันสองแถว ดูเกรียงไกรไม่ธรรมดา
ยอดเสาหินทั้งสองต้นเชื่อมต่อกับแผ่นป้ายหยกทองคำซึ่งสลักตัวอักษรใหญ่เอาไว้ว่า
ประตูสวรรค์บูรพา!
อัสนีสวรรค์สายหนึ่งพุ่งผ่านทะเลเมฆ ตรงไปทางป้ายชื่อประตูสวรรค์บูรพา
ทหารสวรรค์นายหนึ่งรีบกวัดแกว่งหอกยาวในมือ โจมตีอัสนีสวรรค์สายนั้นจนแตกกระจุย
บทที่ 164
อัสนีสวรรค์ที่มาแบบฉับพลันทำให้ทหารสวรรค์ทั้งกองตกใจ
พวกเขาเข้าใจไปว่าศัตรูเข้าจู่โจม จึงรีบรายงานแม่ทัพสวรรค์ จากนั้นเริ่มไต่สวนว่าอัสนีสวรรค์มาจากที่แห่งใด
ไม่นานนัก แม่ทัพสวรรค์ที่สวมเกราะหนาสีเงินสวมมงกุฎปีกหงส์ฝังมุกก็พาดดาบใหญ่รีบเร่งเข้ามา
แม่ทัพสวรรค์คนนี้ใบหน้าน่ายำเกรง ดวงตาทั้งคู่ดุจคบไฟ แม้ไม่โกรธก็น่าเกรงขาม
“อัสนีสวรรค์เมื่อครู่มาจากที่ใด” แม่ทัพสวรรค์ถามเสียงเข้ม
ทหารสวรรค์คนหนึ่งกล่าวตอบว่า “มาจากโลกมนุษย์จุดหนึ่งขอรับ”
“โลกมนุษย์?”
แม่ทัพสวรรค์เกิดความสนใจ เขาเดินไปข้างหน้าหลายก้าว หยิบกระจกบานหนึ่งออกมาแล้วส่องลงไปเบื้องล่าง มือซ้ายร่ายวิชาอยู่ด้านหลังกระจก
บานกระจกส่งลำแสงออกมา พุ่งทะลุเข้ากลางทะเลเมฆ
ผ่านไปไม่ทันไร ลำแสงเลือนหายไป แม่ทัพสวรรค์ยกกระจกขึ้นมาส่อง ภายในบานกระจกปรากฏภาพฉากที่จี้เซียนเสินกำลังฝ่าด่านเคราะห์
“เอ๋? โลกมนุษย์มีบุตรแห่งสวรรค์ระดับนี้โผล่มาอีกแล้ว ทำให้กฎสวรรค์สั่นสะเทือนได้ น่าทึ่งจริงๆ”
แม่ทัพสวรรค์พึมพำกับตัวเอง ดวงตากำลังเปล่งประกาย
เจ้าเด็กนี่ เขาต้องรับตัวมาให้ได้!
…
สามสิบปีต่อมา
หานเจวี๋ยบรรลุไปถึงระดับเซียนอิสระวัฏจักรขั้นสมบูรณ์อย่างราบรื่น
ความเร็วของการทะลวงระดับเช่นนี้ เมื่อเทียบกับระดับเซียนอิสระเมื่อก่อนแล้วก็ช้าไม่มากนัก ถึงขั้นเรียกได้ว่าพอๆ กัน
ก่อนหน้านี้ประมาณร้อยปีก็สามารถทะลวงขอบเขตพลังใหญ่ขอบเขตหนึ่งได้ ตอนนี้ก็ไม่ต่างกันเท่าไร
หลังจากบรรลุถึงระดับเซียนอิสระวัฏจักรขั้นสมบูรณ์ หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา ก่อนเริ่มจัดการภารกิจประจำวัน
ทุกสิบปีเขาจะสาปแช่งหนึ่งรอบ เพื่อเลี่ยงไม่ให้เหล่าศัตรูอยู่สบายจนเกินไป
เขาสาปแช่งไปพลาง ตรวจสอบกล่องจดหมายไปพลาง
[ถูหลิงเอ๋อร์ศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x10489
[ถูหลิงเอ๋อร์ศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ช่วงเวลาวิกฤตคับขันกระตุ้นให้ปล่อยพลังวิญญาณมหาเวท]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านหวนคืนโลกมนุษย์อีกครั้ง ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านได้รับวิชาเทพเซียนเข้าฝัน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[โจวฝานสหายของท่านตระหนักรู้พลังวิเศษบรรพกาล พลังมรรคเพิ่มพูน]
[หลิ่วปู๋เมี่ยสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารร้าย ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านช่วยเหลือธิดาเทพเผ่าปีศาจที่กลายร่างเป็นปลา ได้ธิดาเทพเผ่าปีศาจอุทิศกายถวายชีวิตให้ ตบะก้าวกระโดด]
……
นี่คือแสงสายัณห์ยามตะวันรอนของมรรคาสวรรค์หรือ
น่าสะพรึงกลัวเหลือเกิน!
หานเจวี๋ยลอบเหน็บแนมกับตัวเอง
คนมากมายได้รับโอกาสวาสนา!
หานเจวี๋ยตระหนักได้ว่าหลิ่วปู๋เมี่ยถูกมารปีศาจโจมตี หลิ่วปู๋เมี่ยในตอนนี้เป็นถึงผู้อาวุโสคุมกฎของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ สถานะพิเศษ อย่าได้ตายเป็นดีที่สุด
เขาตรวจสอบภาพประจำตัวของหลิ่วปู๋เมี่ย พบว่ายังคงอยู่ นั่นหมายความว่าไม่เป็นอะไร
หานเจวี๋ยจึงสาปแช่งต่อ
ครึ่งเดือนต่อมา
เขาเริ่มฝึกฝนวิชาวัฏจักรหกวิถี เตรียมพร้อมทะลวงระดับเซียนพิภพ!
เขาเอาศิลาแคล้วสวรรค์เหน็บไว้ตรงเอว ศิลาแคล้วสวรรค์อยู่ใกล้เขามากหน่อย เขายิ่งมีความรู้สึกปลอดภัยมากขึ้น
ไม่รู้ว่าศิลาแคล้วสวรรค์จะทำให้เขาอยู่ที่โลกมนุษย์ได้นานแค่ไหน
ไอเซียนของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเอ่อทะลักมาทางเขานับไม่ถ้วน ก่อตัวเป็นลมหมุนภายในถ้ำเทวา ทำให้อู้เต้าเจี้ยนไม่อาจสงบใจฝึกบำเพ็ญได้
หานเจวี๋ยจึงให้อู้เต้าเจี้ยนออกไปรอข้างนอก
ครั้งนี้ เขาจะต้องบรรลุระดับเซียนพิภพให้ได้!
……
ใต้ฟ้าสีคราม ท้องทะเลกว้างใหญ่
บนหาดทราย ฟางเหลียงนั่งอยู่บนโขดหินพลางทอดสายตามองท้องฟ้าไกล เหม่อลอยอยู่เงียบๆ
เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มในตอนนั้นอีกต่อไปแล้ว ยามนี้เปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ช่วงไหล่ก็กว้างขึ้นไม่น้อย
หญิงชุดดำท่าทางงดงามเปี่ยมเสน่ห์คนหนึ่งเดินออกมาจากป่าด้านหลังของเขา ใบหน้าของนางสวยสด บนศีรษะมีหูสัตว์คู่หนึ่ง
นางเดินมานั่งลงข้างๆ ฟางเหลียง จากนั้นกล่าวเสียงนุ่มว่า “เหลียง ต่อไปเจ้าวางแผนไว้ว่าอย่างไร”
ฟางเหลียงดึงสติกลับมา ตอบว่า “ข้าอยากกลับไปพบอาจารย์ปู่ของข้า”
“ทำไมกัน ตกลงกันแล้วว่าจะไปพูดเรื่องแต่งงานกับท่านพ่อของข้าไม่ใช่หรือ”
“เรื่องนี้ต้องผ่านความเห็นชอบจากอาจารย์ปู่ของข้า”
“หือ? อาจารย์ปู่เจ้าเลี้ยงดูเจ้ามาหรือ”
“ไม่ใช่หรอก แต่หากไม่มีอาจารย์ปู่ของข้า ก็จะไม่มีข้าในวันนี้”
“ข้าไปกับเจ้าด้วยได้ไหม”
“เจ้ากลับไปก่อนเถอะ รอให้อาจารย์ปู่ของข้าเห็นด้วยแล้ว ข้าจะรีบไปคุยเรื่องแต่งงานทันที”
“หากอาจารย์ปู่ของเจ้าไม่เห็นด้วยเล่า”
“ไม่หรอก วางใจเถิด อาจารย์ปู่ไม่ชอบยุ่งเรื่องส่วนตัวของพวกเรา ข้าแค่รู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องแจ้งให้เขาทราบก่อน นี่คือการเคารพ”
“เอาเถอะ”
หญิงชุดดำมุ่นคิ้ว แต่ก็ยังเห็นด้วยกับฟางเหลียง
ฟางเหลียงหยัดตัวลุกขึ้นตาม กล่าวด้วยว่า “เอาเช่นนี้แล้วกัน คราวหน้าไว้พบกันอีก”
หญิงชุดดำตอบรับครั้งหนึ่ง จากนั้นก็มองส่งฟางเหลียงเดินจากไป
“ฮึ นี่คือไอ้หนูที่เจ้าถูกใจรึ ถึงแม้คุณสมบัติจะไม่เลว แต่โตขนาดนี้แล้วยังต้องฟังคำของอาจารย์ปู่อยู่อีก หรือว่าอาจารย์ปู่เขาเป็นระดับมหายาน”
เสียงที่หยาบกระด้างและน่ายำเกรงดังขึ้นข้างหูของหญิงชุดดำ
หญิงชุดดำเอ่ยอย่างเง้างอด “นี่ไม่ใช่ว่าดียิ่งแล้วหรือ เน้นทั้งคุณธรรมและความรัก”
“ความรักระหว่างมนุษย์กับปีศาจ คนบนโลกยากจะเข้าใจยิ่ง หากอาจารย์ปู่ของเขาคัดค้าน…”
“ไม่มีทาง! เหลียงไม่มีทางทอดทิ้งข้า!”
“เช่นนั้นก็คอยดูไปเถิด”
…
สองปีต่อมา
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงระดับสำเร็จ!
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 880/5,761,200]
[เผ่าพันธุ์: เซียน]
[ตบะ: ระดับเซียนพิภพวัฏจักรระยะต้น]
…….
ขณะมองหน้าจอแสดงคุณสมบัติของตน หานเจวี๋ยร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
อายุขัยห้าล้านเจ็ดแสนปี!
นี่แหละชีวิตอมตะ!
พลังเวทของหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลังจิตก็แกร่งขึ้นไม่หยุดเช่นกัน
หลังจากเข้าสู่ระดับเซียนพิภพ ประสาทสัมผัสทั้งหมดของเขาล้วนได้รับการแปรสภาพ ฟ้าดินในสายตาของเขาแตกต่างไปจากเดิม
‘ห้ามหลงระเริง ตบะนี่ไม่พอให้ดูสักนิด!’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ในใจ
หลังทะลวงระดับได้ เขายังต้องเร่งทำเวลาฝึกบำเพ็ญอีก
ครึ่งปีต่อมา หานเจวี๋ยก็ทำให้พลังเวทของระดับเซียนพิภพมั่นคงอย่างสมบูรณ์
เขาหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสะสางภารกิจประจำวันเพื่อฉลองให้เรื่องนี้
หลังจากสาปแช่งเสร็จสิ้น เขาก็เรียกอู้เต้าเจี้ยนเข้ามา จากนั้นตนเองก็ฝึกบำเพ็ญต่อไป
อู้เต้าเจี้ยนถามอย่างใคร่รู้ว่า “นายท่าน ท่านทะลวงระดับอีกแล้วหรือ”
นางเองก็กำลังแกร่งขึ้นเช่นกัน แต่ในสายตาของนางหานเจวี๋ยกลับยิ่งสูงส่งสุดจะหยั่งเข้าไปทุกที
“ใช่” หานเจวี๋ยตอบรับง่ายๆ เสียงหนึ่ง
อู้เต้าเจี้ยนกล่าวต่อว่า “สวินฉางอันอยากพบท่าน แต่ก็ดันไม่กล้า”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นแล้วจึงถาม “มีเรื่องอะไร”
“เขาอยากไปหาแม่นางเชี่ยนเอ๋อร์ที่กลับชาติมาเกิดใหม่ ช่วงนี้เขาไม่ได้ฝึกบำเพ็ญ แต่นั่งอยู่ใต้ต้นฝูซัง เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปก็ไม่ปาน”
พออู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถึงเรื่องนี้ ก็อดส่ายหน้าไม่ได้
นางไม่อาจเข้าใจท่าทีของสวินฉางอันได้
จำเป็นต้องยึดติดกับคนคนหนึ่งเช่นนี้ด้วยหรือ
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ
คำสาปแช่งของพุทธาเทพน่ากลัวขนาดนี้เชียว?
วิชากระบี่บินไร้หัวใจก็ไม่อาจทำให้สวินฉางอันลืมรักได้อย่างสิ้นเชิง
“ช่างเถิด ให้ฉี่เอ๋อร์ไปเป็นเพื่อนอาจารย์เขาเสีย จะได้ฝึกฝนเคี่ยวกรำเขาด้วยพอดี” หานเจวี๋ยเอ่ยปาก
มู่หรงฉี่กลับมาแล้ว กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ใต้ต้นฝูซังนี่เอง
อู้เต้าเจี้ยนลุกขึ้นนำความไปบอกต่อทันที
เมื่อสวินฉางอันที่แต่เดิมใจไม่อยู่กับตัวได้ยิน ก็ลุกขึ้นมาอย่างตื่นเต้นทันที ก่อนโขกศีรษะไปทางถ้ำเทวาฟ้าประทาน
มู่หรงฉี่เบ้ปากกล่าว “ให้ข้าเฝ้าคุ้มครองอาจารย์?”
สวินฉางอันถลึงตามองเขาปราดหนึ่ง พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ทำไม เจ้าไม่ยอมรับอาจารย์อย่างข้าคนนี้หรือ”
“มิใช่ เพียงแต่รู้สึกว่าท่านผู้เฒ่าอยู่ว่างจนเลอะเลือน ผู้หญิงทั่วหล้ามีตั้งมากมาย กลับไล่ตามคนคนเดียวอยู่ได้”
“เฮอะ เจ้าไม่เข้าใจหรอก บนโลกนี้สิ่งที่จริงใจที่สุด บริสุทธิ์ที่สุด และศักดิ์สิทธิ์ที่สุดก็คือความรัก”
“ความรักทำลายอุปสรรคด้านรูปลักษณ์หน้าตาได้หรือไม่ล่ะ”
“…”
หยางเทียนตงที่อยู่ไม่ไกลมองดูอย่างอิจฉา
ดวงของพระอัปลักษณ์นี่ช่างดีเสียจริง ทั้งยังมีศิษย์ที่แข็งแกร่งเช่นนี้อยู่เคียงข้าง
ถ้าเจ้ามีศิษย์ที่เก่งกาจขนาดนี้อยู่ ไยต้องกังวลอีกว่าจะไม่อาจกลายเป็นราชาปีศาจกุมอำนาจคับฟ้า?
‘พอดีเลย ถ้าเขาออกไป ระยะนี้หากอาจารย์อยากรับศิษย์ใหม่อีก ข้าก็สามารถรับไว้ได้’ หยางเทียนตงคิดไว้อย่างสวยหรู
เขาอยากได้ตัวมู่หรงฉี่กับฟางเหลียงมาเหลือเกิน
พรสวรรค์ของสองคนนี้ช่างสุดแสนจะพิสดาร!
บทที่ 165
หลังจากมู่หรงฉี่จากไปพร้อมกับสวินฉางอัน หยางเทียนตงก็มาพบหานเจวี๋ย
เขาเผยจุดประสงค์การมาเยือนของตัวเอง
หานเจวี๋ยไม่รู้จะหัวเราะหรือร้องไห้ดี
ไม่นึกว่าจะมีคนแย่งรับศิษย์ด้วย?
“เจ้าคงไม่ได้อยากรับศิษย์ไว้เป็นสมุนของตัวเอง แล้วไปแย่งชิงถิ่นอาศัยของเผ่าปีศาจหรอกกระมัง” หานเจวี๋ยถามอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
หยางเทียนตงถูกมองออกก็กระวนกระวายทันที รีบโบกมือพร้อมปฏิเสธ “จะเป็นไปได้อย่างไร!”
หานเจวี๋ยแค่นเสียง “วันหน้าค่อยดูอีกทีแล้วกัน ตอนนี้ก็ไม่มีต้นกล้าดีๆ ให้เจ้ารับเป็นศิษย์ด้วย ข้ารับคนเข้าสำนักต้องดูคุณสมบัติ ทางที่ดีที่สุดเจ้าอย่าเอาคนด่างพร้อยกลับมาให้ข้าจากทั่วทุกที่”
“ฮี่ๆ เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว ศิษย์เองก็กลัววุ่นวาย”
“ออกไปเถิด ระดับสุญตาก็ยังไม่บรรลุ เกรงว่าเจ้าจะกลายเป็นศิษย์ที่อ่อนแอที่สุดในสำนักข้าแล้ว”
“ขอรับ…”
หยางเทียนตงหน้าม่อยคอตกออกไป พลังบำเพ็ญของเขารั้งท้ายแล้วจริงๆ
ดีที่สวินฉางอันยังอยู่เป็นเพื่อนเขา
จู่ๆ อู้เต้าเจี้ยนก็กล่าวขึ้นว่า “นายท่าน จัดศิษย์คนหนึ่งมาให้ข้าดูแลได้ทุกเมื่อเลยนะเจ้าคะ”
รับศิษย์ดูเหมือนจะสนุกมาก!
“เจ้าต้องการศิษย์ชายหรือศิษย์หญิง” หานเจวี๋ยระบายยิ้มบางพลางเอ่ยถาม
อู้เต้าเจี้ยนหัวเราะคิกคัก “ย่อมเป็นศิษย์หญิงอยู่แล้ว ศิษย์ชายในมือท่านมีมากเกินไป ข้าเห็นจนชินแล้ว แต่ศิษย์หญิงยังมีน้อย หลิงเอ๋อร์ปกติมุ่งแต่ฝึกบำเพ็ญ และก็ไม่ชอบพูดคุยกับข้าด้วย”
“ตั้งใจฝึกบำเพ็ญ คุยเล่นอะไรกัน”
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้บอกว่าข้าชอบ…”
“เอาละ เรื่องนี้รอให้เจ้าถึงมหายานก่อนค่อยว่ากัน”
อู้เต้าเจี้ยนทำปากยื่น รู้สึกน้อยใจอยู่บ้าง
หานเจวี๋ยชอบเห็นท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจเช่นนี้ของนาง ใบหน้าที่สูงส่งเย็นชาดั่งเทพธิดากลับฉายแววน้อยใจอย่างเด็กสาวตัวน้อยออกมา จะว่าไปก็ดูน่ารักแปลกๆ
“ศิษย์หญิงคนต่อไป ก็ให้เจ้ารับไว้แล้วกัน”
“ขอบคุณนายท่านมาก!”
อู้เต้าเจี้ยนยิ้มกว้างดุจดอกไม้ผลิบานทันที
หานเจวี๋ยรู้สึกเหมือนกำลังเย้าแหย่เด็กน้อยอยู่
เฮ้อ สภาพจิตใจแก่เฒ่าแล้วหรือนี่
ไม่รู้เพราะเหตุใด หานเจวี๋ยรู้สึกว่าหัวใจของตนเองไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
จะต้องตั้งมั่นในมรรคจิต!
หานเจวี๋ยรีบหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา จากนั้นเริ่มสาปแช่ง
……
สามปีต่อมา
ฟางเหลียงกลับมาถึง เขามาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ยอย่างกุลีกุจอ
หลังคุกเข่าลงตรงหน้าหานเจวี๋ย เขาคารวะก่อนเป็นอย่างแรก จากนั้นก็เล่าเรื่องราวของตนกับธิดาเทพเผ่าปีศาจอย่างไม่หมกเม็ด
ครั้งหนึ่งบังเอิญพบกัน เขาเห็นกับตาว่าปลาตัวหนึ่งดิ้นทุรนทุรายอยู่ริมน้ำ จึงเดินเข้าไปจับปลาปล่อยลงสู่แม่น้ำ คิดไม่ถึงว่าจะได้รับความโปรดปรานจากธิดาเทพเผ่าปีศาจเพราะเหตุนี้
ธิดาเทพเผ่าปีศาจผู้นี้ถูกศัตรูทำร้ายจนเจ็บหนัก ทำได้เพียงกลายร่างเป็นปลาตัวหนึ่งเพื่อซ่อนตัว
ฟางเหลียงเห็นปลาตัวนั้นคอยตามตัวเองตลอดเวลา รู้สึกว่ามีสติปัญญา จึงใช้ตะกร้าไม้ไผ่ช้อนขึ้นมา
ต่อมาก็พบว่าปลาตัวนี้ผิดแปลกไม่ธรรมดา ซ้ำยังได้รับบาดเจ็บ ฟางเหลียงจึงใช้พลังวิญญาณรักษาบาดแผลให้มัน
หานเจวี๋ยฟังอย่างได้อรรถรส
ฟางเหลียงถามอย่างกระสับกระส่ายว่า “อาจารย์ปู่ ข้าสู่ขอนางได้หรือไม่”
หานเจวี๋ยกล่าว “หากเจ้ารู้สึกชอบจากใจจริง ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แต่อย่าให้การฝึกบำเพ็ญของเจ้าล่าช้าเพราะสตรี เป้าหมายของเจ้าคือการบรรลุเป็นเซียน หาใช่การใช้ชีวิตบนโลกปุถุชนเช่นมนุษย์ทั่วไป”
ฟางเหลียงถอนหายใจโล่งอกอยู่ในใจ เอ่ยว่า “ศิษย์หลานเข้าใจแล้ว”
ความจริงเขาเองก็ค่อนข้างสับสนอยู่เหมือนกัน
ช่วยไม่ได้ที่เขาได้พบเจอความรักครั้งแรก อีกฝ่ายรุกเข้ามารุนแรงเกินไป เป็นผลให้เขาเอาแต่โดนจูงจมูกเดิน
ไม่รู้ทำไม เขามักรู้สึกว่าการแต่งงานมีลูกไม่ใช่ชีวิตที่ตนเองควรจะมี
เป้าหมายของเขาคือหานเจวี๋ย
เขาอยากใช้ชีวิตแบบอาจารย์ปู่
หลังจากฟางเหลียงออกไป หานเจวี๋ยไม่ได้คิดมากความ
ในความคิดของเขา นี่คือเคราะห์อย่างหนึ่งที่ฟางเหลียงต้องพบเจอ
หากไม่อาจมองสาวงามทะลุปรุโปร่งได้ จะมองมหามรรคกระจ่างได้อย่างไร
หานเจวี๋ยเองก็เคยตกอยู่ในความขมขื่นของความรัก ทว่านั่นเป็นเมื่อชาติก่อน
ชายและหญิงต่างค้ำยันท้องฟ้า แต่เมื่อรวมเข้าด้วยกันกลับทำลายฟ้านั้น!
…….
หลังจากเข้าสู่ระดับเซียนพิภพวัฏจักร หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญต่อไป เร่งทำเวลาทะลวงระดับเซียนสวรรค์ในเร็ววัน
จากที่จั้งกูซิงกล่าว แม่ทัพสวรรค์ที่กวาดล้างโลกมนุษย์อาจจะมีเซียนสวรรค์อยู่ แต่หานเจวี๋ยมีพลังบำเพ็ญอยู่แค่เซียนพิภพ ยังไม่พอที่จะรับประกันได้
ตอนที่หานเจวี๋ยวุ่นอยู่เพียงลำพัง แดนบำเพ็ญพรตใต้ฟ้ายังคงคึกคัก วีรชนปรากฏกายดาษดื่น
จี้เซียนเสินแห่งจวนเซียนสวรรค์เริ่มฆ่าล้างผู้บำเพ็ญสายมารทั่วสารทิศ ขณะเดียวกันก็ท้าดวลยอดฝีมือของแดนศักดิ์สิทธิ์ ยังไม่เคยลิ้มรสความพ่ายแพ้ และสร้างชื่อไร้เทียมทานของตนขึ้นมา
ผู้ยิ่งใหญ่บางคนกล่าวอย่างทอดถอนใจว่า “บุตรแห่งสวรรค์ย่อมเหมือนจี้เซียนเสิน!”
ประโยคนี้พาให้บุตรแห่งสวรรค์คนอื่นๆ พากันเอาอย่าง ชั่วขณะเดียว แต่ละสำนักทั่วหล้าก็เริ่มถูกท้าดวลจากเหล่าบุตรแห่งสวรรค์
แม้แต่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็ยังเป็นเช่นนี้ ดีที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์รับมือได้ด้วยตนเอง
เซียวเหยาอาศัยความแข็งแกร่งทรงพลัง กำราบบุตรแห่งสวรรค์ไปหลายคน เฒ่าตาบอดคนนี้สมกับเป็นบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของจวนเซียนสวรรค์เมื่อห้าพันปีก่อน
เวลาผ่านไป
เจ็ดปีต่อมา จี้เซียนเสินมาเยือนอีกแล้ว
“สหายเต๋ากวน ออกมาสังสรรค์กันหน่อยเถิด ครั้งนี้ไม่ได้ประลองเวท แต่หวนรำลึกความหลัง ข้ามีวาสนามามอบให้ท่าน”
น้ำเสียงของจี้เซียนเสินค่อนข้างร่าเริง เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดีไม่เลว
หานเจวี๋ยลังเลครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ยังลุกขึ้นเดินออกไปพบเขา
ยังเป็นป่าผืนเล็กที่คุ้นเคยผืนนั้นเช่นเคย
เมื่อได้พบหานเจวี๋ยอีกครั้ง จี้เซียนเสินก็ยังคงมองอีกฝ่ายไม่ทะลุปรุโปร่งเหมือนเดิม
“เจ้านี่แข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่”
จี้เซียนเสินลอบด่า เขาถึงระดับมหายานขั้นแปดแล้ว หลอมร่างอริยะอัสนีครามสำเร็จ ทว่าก็ยังมองพลังบำเพ็ญของหานเจวี๋ยไม่ออก
เคราะห์ดีที่ครั้งนี้ไม่ได้อวดเบ่ง ไม่เช่นนั้นคงได้ขายหน้าอีกแน่
“มีอะไรหรือ” หานเจวี๋ยถาม
วาสนา…อย่าบอกนะว่าจะมอบของขวัญให้
คิดจะคารวะเขาเป็นอาจารย์หรือ
หานเจวี๋ยพลันรู้สึกขึ้นมาว่าจี้เซียนเสินยิ่งมองก็ยิ่งระรื่นตา
ขอเพียงมอบของขวัญให้เขาก็ล้วนเป็นคนดีทั้งนั้น
จี้เซียนเสินแกล้งไอครั้งหนึ่ง ก่อนกล่าว “ข้าได้รับวิชาเทพเซียนเข้าฝันมา มาจากวังสวรรค์ชั้นฟ้า แม่ทัพสวรรค์ท่านหนึ่งยินดีรับข้าไว้ ถึงตอนนั้นหากข้าขึ้นสู่สวรรค์ ก็จะได้เป็นส่วนหนึ่งของวังสวรรค์”
แค่นี้เอง?
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว รู้สึกค่อนข้างไม่พอใจ
‘ที่แท้ก็แค่จะมาอวดข้านี่เอง’
“พลังของท่านไม่เลวเลย ข้าสามารถรับท่านขึ้นไปด้วยกันได้ ถึงเวลานั้นท่านกับข้ากระบี่คู่จะผนึกกำลัง กลายเป็นเทพสงครามสององค์ที่แข็งแกร่งที่สุดบนวังสวรรค์ ว่าอย่างไร” จี้เซียนเสินถามด้วยดวงตาเปล่งประกาย
สู้เขาไม่ได้ ก็เชิญเขาแทน!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วบอก “นี่ท่านเป็นสุนัขรับใช้ให้วังสวรรค์กระมัง!”
เมื่อจี้เซียนเสินได้ยิน สีหน้าก็มืดทะมึนทันที กล่าวเสียงเข้มว่า “ท่านหมายความว่าอย่างไร”
เขาหวังดีมีเจตนาดี ผลลัพธ์กลับถูกด่าว่า หากไม่ใช่เพราะสู้ไม่ได้ เขาก็คงเดือดดาลลงมือไปแล้ว!
“ท่านไม่รู้หรือว่าวังสวรรค์อาจจะกวาดล้างโลกมนุษย์? ท่านในฐานะบุตรแห่งสวรรค์ของจวนเซียนสวรรค์ จะยอมปล่อยให้บ้านเกิดตัวเองถูกล้างบางได้หรือ” หานเจวี๋ยกล่าวโดยไม่อ้อมค้อม
จี้เซียนเสินขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนี้
จวนเซียนสวรรค์ก็เคยได้รับคำเชิญจากผู้อาวุโสบนวังสวรรค์ ซึ่งเป็นผู้ทรงพลังของจวนเซียนสวรรค์ที่สำเร็จมรรคผลขึ้นไปก่อนหน้านี้ ทำให้พวกเขาสามารถขึ้นสวรรค์ตามไปได้ทันที
จี้เซียนเสินเองก็รู้เรื่องนี้ ดังนั้นหลังจากได้รับคำเชิญจากแม่ทัพสวรรค์จึงดีใจยิ่งนัก
“แล้วข้าจะทำอย่างไรได้ ข้าเปลี่ยนการตัดสินใจของวังสวรรค์ไม่ได้เสียหน่อย!” จี้เซียนเสินแย้งพลางข่มกลั้นเพลิงโทสะ
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึกว่า “หากสวรรค์ต้องการทำลายเผ่ามนุษย์ของข้า ผู้บำเพ็ญอาวุโสเช่นข้าก็จะโค่นล้มสวรรค์! หากท่านไม่มีแม้แต่ความหยิ่งในศักดิ์ศรีเช่นนี้ เมื่อไปถึงวังสวรรค์ วังสวรรค์จะมองท่านอย่างไร
เทพเซียนพวกนั้นรู้ว่าบ้านเกิดเมืองนอนของท่านถูกกวาดล้าง แต่ท่านกลับนิ่งดูดาย พวกเขาจะมองท่านแบบไหน”
หัวใจของจี้เซียนเสินถูกกรีดลึก
เขามีจิตใจที่แน่วแน่ไม่อาจทำลายโดยกำเนิด คำพูดของหานเจวี๋ยกระตุ้นความหยิ่งทระนงของเขาขึ้นมาแล้ว
‘ข้าจะเป็นถึงเทพเซียนที่แกร่งที่สุด หากตอนนี้ก้มหัวเสียแล้ว แล้วต่อไปเล่า เอาแต่ก้มหัวตลอดหรือ’
จี้เซียนเสินกำหมัดทั้งสองข้างแน่น กัดฟันเอ่ยว่า “ท่านกับข้าสองคนสามารถโค่นวังสวรรค์ได้รึ”
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างราบเรียบ “โค่นไม่ได้ แต่มาเท่าไรพวกเราก็ฆ่าเท่านั้น! พวกเราสามารถสำแดงความยิ่งใหญ่ของตัวเอง ทำให้วังสวรรค์ล้มเลิกการกวาดล้างโลกมนุษย์เพราะพวกเราได้!”
จี้เซียนเสินฟังประโยคเหล่านี้แล้วเลือดร้อนเดือดพล่าน
ก่อนหน้านี้เหตุใดเขาจึงไม่เคยคิดถึงข้อนี้เลย
หรือว่านี่จะเป็นสาเหตุที่หานเจวี๋ยแกร่งกว่าเขา
[ราชันสวรรค์พิฆาตมารเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]
[เหวินชวีซิงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]
[เทพยุทธ์จวี้หลิงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
[จักษุเทพเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]