156-160

บทที่ 156
การบุกโจมตีจี้เซียนเสิน ไม่ได้ทำให้หานเจวี๋ยดีใจเท่าไรนัก

จี้เซียนเสินสามารถปลีกตัวมาท้าประลองกับเขาได้ นั่นหมายความเคราะห์ภัยจากมารแท้ได้สิ้นสุดลงแล้ว

หานเจวี๋ยเข้าใจหลักการข้อหนึ่ง

ผู้ใดจากโลกไป วิถีเดิมก็ยังคงหมุนเวียนต่อไปได้!

“พิจารณาเช่นนี้แล้ว เผ่ามารแพ้ไม่เป็นท่า สายมารถูกควบคุม วังสวรรค์ก็คงยังไม่ต้องกวาดล้างโลกมนุษย์หรอกกระมัง”

หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ

ไม่ได้!

จะต้องมีแผนที่ครอบคลุมรอบด้านแน่!

จิตดั้งเดิมของหานเจวี๋ยพลันออกจากร่าง กระโจนสู่ยมโลกทันที

จากโลกมนุษย์กระโจนเข้าสู่ยมโลก รวดเร็วยิ่งกว่าตอนที่เขาเร่งรุดไปยังสุดหล้าฟ้าเขียวเสียอีก

หลังจากบรรลุเซียนอิสระวัฏจักร หานเจวี๋ยสามารถสัมผัสได้ถึงการมีอยู่ของยมโลกกับแดนเซียนอย่างชัดเจน เบื้องบนเป็นแดนเซียน เบื้องล่างเป็นยมโลก ส่วนฟ้าดินอื่นๆ ยามนี้เขายังเข้าไม่ถึง

“ท่านยายเมิ่ง!”

หานเจวี๋ยแหกปากตะโกนลั่น

สี่ทิศแปดทางล้วนเป็นหมอกภูตผี ฟ้าดินมิดสนิท ไม่มีสุริยันจันทรา ดุจดั่งก้นบึ้งสุดของหุบเหวลึก

“มีเรื่องใดรึ” เสียงของยายเมิ่งดังลอยเข้ามา

หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “หากข้าต้องการนำคนจำนวนหนึ่งไปที่ยมโลก ท่านจะอนุญาตหรือไม่”

“คนเป็นห้ามเข้ายมโลก เจ้าสามารถฆ่าพวกเขาได้ เมื่อถึงยามนั้นข้าจะส่งวิญญาณของพวกเขามาอยู่ต่อหน้าเจ้า”

“…”

หานเจวี๋ยหัวเราะน้อยๆ พลางเอ่ยถามว่า “ท่านผู้อาวุโส นี่ท่านเอาจริงหรือ”

ยายเมิ่งกล่าวอย่างจนปัญญาว่า “ข้าก็เป็นเพียงยมทูต ตัดสินชี้ขาดเมืองยมบาลไม่ได้ วันหน้าหากเผ่าจอมเวทผงาดขึ้นมา ยังจะพอช่วยเหลือเจ้าในเรื่องนี้ได้”

“เช่นนั้นตอนนี้ผู้อาวุโสสามารถช่วยอะไรข้าได้บ้าง ท่านให้ข้ารับถูหลิงเอ๋อร์ข้าก็รับแล้ว แต่ท่านกลับไม่สามารถช่วยเหลือข้าได้เลย หรือท่านอยากจับหมาป่าขาว…ด้วยมือเปล่า[1]”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ยายเมิ่งก็นิ่งเงียบ

หานเจวี๋ยเองก็นิ่งเงียบ

ยายเมิ่งคงไม่อับอายจนพาลโกรธ แล้วคิดอยากฆ่าเขาหรอกกระมัง

หากเป็นเช่นนี้ อย่างนั้นคนผู้นี้คงจะผูกสัมพันธ์ขั้นลึกซึ้งไม่ได้!

หานเจวี๋ยสับสนอยู่บ้าง

ผ่านไปครู่หนึ่ง

ยายเมิ่งทอดถอนใจกล่าวว่า “ข้ามอบตำแหน่งยมทูตให้เจ้าสองตำแหน่งเป็นอย่างไร”

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจนใจว่า “นั่นไม่ใช่ว่าต้องทำให้คนตายอีกรึ”

“ข้าจะมอบดอกพลับพลึงแดงให้เจ้าอีกหนึ่งช่อ สามารถเพิ่มพูนพลังวิญญาณ และสามารถผูกผลกรรมฟื้นคืนชีพจากความตายได้”

‘ดอกพลับพลึงแดงยังจะออกผลได้ด้วยหรือ’

หานเจวี๋ยเปิดโลกทัศน์แล้ว

“ตกลง ข้าจะได้ดอกพลับพลึงแดงได้อย่างไร” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม

“ยามดึกดื่นเงียบสงัดไร้ผู้คน ข้าจะให้ยมทูตดำขาวส่งไปที่ถ้ำเทวาของเจ้า”

“ตกลง!”

“ถูหลิงเอ๋อร์ก็มอบให้เจ้าดูแลแล้ว”

“ไม่มีปัญหา”

หานเจวี๋ยประสานหมัดคารวะให้กับความว่างเปล่า จากนั้นจึงจากไป


ยามดึกสงัด

หานเจวี๋ยอดทนรอการมาถึงของยมทูตดำขาว

จะว่าไปแล้ว เขายังไม่เคยเห็นยมทูตเลย สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็มีวิญญาณอยู่น้อยนัก อย่างไรเสียก็เป็นสำนักสายหลัก มีโชคชะตาคุ้มครอง หลังจากศิษย์ตายไป ดวงวิญญาณก็ถูกวัฏจักรดึงดูดเข้าสู่เมืองยมบาลทันที ไม่สามารถตกเป็นวิญญาณเร่ร่อนได้

เที่ยงคืน ลมหนาวสะท้านพัดโชยเข้าไปภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน เห็นเพียงวิญญาณสองตนทะลุผ่านประตูหินเข้ามา ตนหนึ่งดำตนหนึ่งขาว

พวกเขามีลักษณะท่าทางเหมือนยมทูตดำขาว สวมชุดคลุมผียาวเฟื้อย ใบหน้าบิดเบี้ยว ลิ้นห้อยยาวถึงหน้าอก ดูน่าเกลียดน่ากลัว ลักษณะรูปร่างของผีสองตนนี้เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน สิ่งเดียวที่แตกต่างนั่นก็คือตนหนึ่งดำตนหนึ่งขาว

ผีผูกคอตาย?

หานเจวี๋ยลอบสบถกับตัวเอง

อู้เต้าเจี้ยนยังคงฝึกบำเพ็ญ เห็นได้ชัดว่าไม่รับรู้ถึงการมของยมทูตดำขาวเลย

ยมทูตดำมาหยุดลงต่อหน้าหานเจวี๋ย กล่าวด้วยความเคารพว่า “ยายเมิ่งให้ข้าสองคนนำสมบัตินี้มามอบให้ท่าน”

เขาโบกมือขวาคราหนึ่ง ดอกไม้ช่อหนึ่งปรากฏขึ้นบนโต๊ะ

ดอกพลับพลึงแดง กลีบดอกด้านนอกเป็นสีแดงสด กลีบดอกด้านในเรียวเล็ก ดูราวกับเส้นสีแดงนับพันที่ระเบิดออก ทั้งแปลกประหลาดและงามสะพรึง

หานเจวี๋ยรีบใช้แบบจำลองการทดสอบเพื่อตรวจสอบทันที

[ยมทูตดำขาว: ระดับเซียนอิสระขั้นห้า ยมทูตยมโลก]

เพิ่งระดับเซียนอิสระขั้นห้า?

หานเจวี๋ยยังคิดว่ายมทูตดำขาวจะแข็งแกร่งมากเสียอีก

เขาเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “เมืองยมบาลมีเพียงพวกท่านยมทูตดำขาวสองตนหรือ”

ยมทูตขาวกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “ไม่ใช่เท่านี้หรอก พวกเราทั้งสองเพียงรับผิดชอบเรื่องผีหยินหยางของโลกมนุษย์เท่านั้น”

หนึ่งโลกมนุษย์ต่อยมทูตดำขาวหนึ่งคู่?

“ขอตัวลา”

ยมทูตดำประสานมือกล่าวยิ้มๆ หันกายเดินออกไปพร้อมกับยมทูตขาว ยังไม่ทันเดินไปถึงประตูหิน พวกเขาก็หายลับไปกลางอากาศ

หานเจวี๋ยหยัดกายหยิบดอกพลับพลึงแดงขึ้นมา อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “เมื่อครู่ท่านพูดกับใครหรือ”

เมื่อได้ยินเช่นนี้ หานเจวี๋ยก็เอ่ยตอบออกไปง่ายๆ ว่า “ยมทูตสองตน”

ยมทูต?

อู้เต้าเจี้ยนขนพองสยองเกล้า

เหตุใดนางถึงมองไม่เห็น

หานเจวี๋ยมองสำรวจดอกพลับพลึงแดงอย่างถี่ถ้วน สามารถรับรู้ถึงพลังวิญญาณอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ในดอกไม้นี้ ยังมีกลิ่นอายแห่งวัฏจักรอีก

สมกับเป็นดอกไม้ของยมโลก!

หานเจวี๋ยเองก็ไม่อาจจะประเมินมูลค่าของดอกพลับพลึงแดงได้ เขานำดอกพลับพลึงแดงไปปลูกไว้ในมุมหนึ่งของถ้ำเทวา

“หลังจากนี้ดอกไม้นี้ก็มอบให้เจ้าดูแลแล้ว” หานเจวี๋ยหันไปสั่งกับอู้เต้าเจี้ยน

อู้เต้าเจี้ยนรีบร้อนพยักหน้า จากนั้นก็จ้องมองหานเจวี๋ยที่นำดอกพลับพลึงแดงไปปลูกไว้ที่มุมถ้ำเทวา

หานเจวี๋ยกลับไปยังแท่นนอนอีกครั้ง เริ่มต้นฝึกบำเพ็ญ

ระดับเซียนอิสระวัฏจักรไม่ได้แบ่งเป็นระดับเล็กเก้าขั้น แต่แบ่งเป็นระยะต้น ระยะกลาง ระยะปลาย ระยะสมบูรณ์

หลังจากแบ่งเป็นสี่ขั้นแล้ว เวลาที่หานเจวี๋ยจะต้องทะลวงระดับเล็กในแต่ละครั้งก็ต้องยาวนานกว่าที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

ยิ่งเป็นเช่นนี้ หานเจวี๋ยยิ่งต้องทุ่มเทพละกำลังในการฝึกบำเพ็ญมากขึ้นไปอีก

จะชะล่าใจไม่ได้!


เหนือทะเลเมฆชั้นแล้วชั้นเล่า ผืนฟ้าสีครามอ่อนปรากฏรอยแยกสีดำขึ้นมาสายหนึ่ง ประกายอสนีสว่างวูบวาบต่อเนื่อง ดุจดั่งงูอสนีที่สั่นโคลง

ท่ามกลางรอยแยกสีดำปรากฏเงาร่างสายหนึ่งเยื้องย่างออกมาช้าๆ

เขาก็คือนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน!

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนกางแขนทั้งสองข้าง สูบพลังวิญญาณของโลกมนุษย์ กล่าวทอดถอนว่า “โลกมนุษย์ช่างดีนัก”

ท่ามกลางรอยแยกสีดำด้านหลังเขามีเงาร่างอีกสายเดินออกมา คราวนี้เป็นสตรีชุดดำนางหนึ่ง

สตรีชุดดำใบหน้าเย็นชา ผมงามสลวยม้วนขึ้นเป็นมวย ท่วงท่าสง่างาม เพียงแต่สีหน้าแววตาเย็นชามืดทะมึน

“เรื่องของโลกมนุษย์ ข้าไม่อาจแทรกแซง นอกเสียจากบังเอิญพบพวกที่อยู่เหนือกว่าโลกมนุษย์” สตรีชุดดำเอ่ยปากกล่าวขึ้น

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนรีบหันไปมองนางทันที ค้อมกายลงโค้งคารวะ กล่าวว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสยิ่งนักที่ตามข้ามาในครั้งนี้”

สตรีชุดดำแค่นเสียงกล่าวว่า “ก็ไม่รู้ว่าเจ้ามีความสัมพันธ์ใดกับเขา ในเมื่อเขาเอ่ยปากออกมาด้วยตัวเอง เช่นนั้นข้าก็ได้แต่มุ่งหน้ามาช่วยเจ้า เจ้าไปเถิด ข้าจะถือโอกาสเดินเล่นในโลกมนุษย์เสียหน่อย”

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนยิ้มให้ตามมารยาท พยักหน้าค้อมกายลง

สตรีชุดดำหายลับไปจากจุดเดิม

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนถอนหายใจออกมายืดยาว ใบหน้าเขาปรากฏรอยยิ้ม

“จวนเซียนสวรรค์…อีกทั้งเจ้าคนที่ฆ่าสัตว์เลี้ยงปีศาจของข้า พวกเจ้าอย่าคิดหนีรอดแม้แต่คนเดียว!”


หลังจากปลูกดอกพลับพลึงแดงเสร็จแล้ว เวลาก็เคลื่อนคล้อยจนกระทั่งผ่านไปสิบปี

หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ลืมตาขึ้น มุ่นหัวคิ้วเล็กน้อย

ไม่รู้เพราะเหตุใด พักนี้จิตใจของเขามักจะไม่สงบ ความรู้สึกเช่นนี้นับวันยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ครั้งก่อนเป็นเพราะมารแท้บุกรุก

หรือว่าเผ่ามารจะสร้างเรื่องอีกแล้ว

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งจูเชวี่ยเป็นการระบายอารมณ์

เขาสาปแช่งไปพลาง ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์ไปพลาง

ผ่านไปหลายปีเพียงนี้ เหล่าสหายของเขาล้วนมีพัฒนาการกันหมด

ที่ช้าที่สุดก็ยังเป็นเหล่าผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แต่เดิม รวมถึงหลี่ชิงจื่อที่มีคุณสมบัติธรรมดาสามัญเกินไป

สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ในยามนี้ถือว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แล้ว ศิษย์ที่รับเข้ามาไม่เพียงมาจากต้าเยี่ยนเท่านั้น แต่ยังมาจากเขตใกล้เคียงต่างๆ อีกด้วย คุณสมบัติล้วนเหนือชั้นกว่าศิษย์รุ่นก่อนๆ อยู่มาก

ในขณะที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์นับวันยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่าผู้อาวุโสก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไม่หยุด คนส่วนมากล้วนปลดตัวเอง พวกเขาก็ทนรับแรงกดดันไม่ไหวเช่นกัน

ยามที่ค่าตบะเฉลี่ยของศิษย์แกนหลักบรรลุถึงระดับปราณก่อกำเนิด ก็เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสระดับปราณก่อกำเนิดก็กระอักกระอ่วนเป็นอย่างมากจริงๆ

‘ไม่ได้ ตบะไม่สามารถเพิ่มขึ้นในเวลาอันสั้นได้ ข้าต้องเสริมความแข็งแกร่งให้พลังวิเศษ อย่างไรเสียวังสวรรค์ก็สามารถบุกมาได้ทุกเมื่อ’

หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ

หกวันต่อมา เขาเริ่มหยั่งรู้ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ

หนึ่งเดือนต่อมา เขาหยั่งรู้เมฆตีลังกาต่อ

จะเอาแต่คิดปลิดชีพฉับพลันไม่ได้ ยังต้องพัฒนาให้รอบด้าน!

หนึ่งปีต่อมา

หานเจวี๋ยหยั่งรู้พลังวิเศษและจิตกระบี่ของตนจนถึงขีดจำกัดสูงสุดทั้งหมดแล้ว

เขาถอนหายใจออกมาคราหนึ่ง ในที่สุดความไม่สงบในใจก็คลายลง

อย่างที่คิดไว้!

ความรู้สึกปลอดภัยก็ยังต้องพึ่งพาความแข็งแกร่งแห่งตน!

บทที่ 157
ผ่านการหยั่งรู้มาหนึ่งปี หานเจวี๋ยรู้สึกว่าความแข็งแกร่งของตนพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

เขาเริ่มทำการจำลองการทดสอบ

สู้ประจันหน้ากับยมทูตดำขาว!

ประจันศึกหนึ่งต่อสอง!

ยมทูตดำขาวล้วนเป็นพวกระดับเซียนอิสระขั้นห้า

เมื่อการต่อสู้เริ่มต้นขึ้น หานเจวี๋ยก็สำแดงไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิออกมาทันที เงากระบี่หลายล้านเงาแตกปะทุ ฆ่าสังหารจนยมทูตดำขาวไม่มีที่ให้หลบลี้ อานุภาพแข็งแกร่งปลิดชีพในพริบตา!

หานเจวี๋ยเป็นเซียนกระบี่หวนคืน สิ่งมีชีวิตในแดนหยินหยางสองแดนเขาล้วนสามารถขยี้สังหารได้ทันที

ถือว่าไม่เลว!

ขอแค่ปลิดชีพในพริบตาได้ก็พอ

เพียงไม่รู้ว่าหากได้พบนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนที่อยู่ในระดับเซียนอิสระขั้นแปด จะสามารถปลิดชีพในพริบตาได้หรือไม่

เมื่อนึกถึงนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน หานเจวี๋ยก็พลันรู้สึกว่าตนผ่อนปรนลงแล้ว

บางทีจิตใจที่ไม่สงบอาจไม่ได้เป็นเพราะวังสวรรค์ หากแต่เป็นเพราะนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน?

มีความเป็นไปได้มาก!

หานเจวี๋ยรีบนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนทันที

หลังจากสาปแช่งหกวัน เขายังคงไม่วางใจ

เช่นนั้นอาจยอมสละอายุขัยสักหน่อย สาปแช่งนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนจนตายเสียก็สิ้นเรื่อง?

อย่างไรเสียเขาก็มีอายุขัยถึงหนึ่งล้านปี!

ทันทีที่ความคิดนี้ผุดขึ้นมา ใจของหานเจวี๋ยก็พลันเต้นรัว

ไม่ได้!

เมื่อมีครั้งแรก ก็จะมีครั้งที่สอง แล้วก็มีครั้งต่อไปอีกนับไม่ถ้วน!

นี่ก็เหมือนกับสิ่งล่อลวงในสังคมยุคสมัยใหม่ นี่เป็นหลุมพราง นี่คือกับดัก!

หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา จากนั้นก็เริ่มตรวจดูกล่องจดหมาย

ไม่รู้ว่าแดนบำเพ็ญพรตในช่วงนี้เป็นอย่างไรบ้าง

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านบังเอิญพบโอกาสวาสนา เมตตาโปรดสัตว์เทพ ดวงชะตาเพิ่มพูน]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนศัตรูของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[จี้เหลิ่งฉานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนศัตรูของท่าน ตัวตายมรรคผลสลาย]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x76544

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านฝันว่าเข้าสู่มรรคาสวรรค์ในขณะฝึกบำเพ็ญ พลังมรรคเพิ่มพูน]

[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x10223


นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน!

เจ้านี่ลงมายังโลกมนุษย์แล้ว?

หานเจวี๋ยตกใจ

จี้เซียนเสินได้รับบาดเจ็บสาหัส จี้เหลิ่งฉานถูกสังหารในทันที หรือจวนเซียนสวรรค์จะถูกนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนจัดการแล้ว

ไม่ได้ ต้องสาปส่งเจ้าหมอนี่ให้ตาย!

หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาอีกครั้ง สาปแช่งนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนต่อไป

ถึงแม้เขาจะสามารถปลิดชีพยมทูตดำขาวได้ในพริบตา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลิดชีพนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนภายในพริบตาได้

แม้กระทั่งอาจจะไม่สามารถโจมตีให้พ่ายแพ้ได้

อย่างไรเสียยมทูตดำขาวกับนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนก็ห่างกันถึงสามขั้นเล็ก!


ทิวเขาทอดยาวเรียงราย ท้องนภาแจ่มใสไกลหมื่นลี้ ผืนฟ้างดงามวิจิตรเหลือคณา

บนยอดเขามหึมาที่สูงหลายพันจั้ง ตำหนักหลังแล้วหลังเล่าถูกทำลายจนพังยับเยิน ควันคลุ้งขุ่นมัว

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนนั่งอยู่ภายในโถงตำหนักใหญ่ที่ปรักหักพัง ใบหน้าของเขาขาวซีด ราวกับว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส

ที่มุมของโถงตำหนักใหญ่ กลุ่มคนชั้นสูงของจวนเซียนสวรรค์ถูกคุมขังอยู่ในตะรางช่องแต่ละช่อง หนึ่งในนั้นรวมถึงจี้เซียนเสินด้วย

“เขาเป็นอะไร”

“ได้รับบาดเจ็บหรือ ใครทำร้ายเขากัน”

“อาจจะธาตุไฟเข้าแทรกกระมัง”

“เดิมทีเขาก็เป็นผู้บำเพ็ญสายมาร ในใจอาจจะมีสิ่งชั่วร้าย ยามนี้อาจกำลังต่อสู้อยู่ก็เป็นได้”

“เฮ้อ เขาคิดจะจับพวกเรามาทำอะไรกันแน่ เหตุใดถึงไม่ฆ่าพวกเราเสีย”

จี้เซียนเสินสีหน้ามืดทะมึน ไม่ได้ร่วมวงสนทนาซุบซิบกับคนอื่นๆ

เขาจ้องมองนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนอย่างเอาเป็นเอาตาย แทบอยากจะบดเขาให้แหลกเป็นหมื่นชิ้น

เมื่อเผชิญหน้ากับนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน เขาพ่ายแพ้ไม่เป็นท่า แม้กระทั่งอนาถกว่ายามที่เผชิญหน้ากับหานเจวี๋ยเสียอีก อย่างน้อยหานเจวี๋ยก็ยังออมมือให้เขาอยู่บ้าง แต่นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนไม่ได้ทำเช่นนั้น

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนไม่เพียงแต่โจมตีเขา ซ้ำยังเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขา

จี้เซียนเสินเฝ้ารอโอกาสมาโดยตลอด

เขาไม่รู้ว่าเหตุใดนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนถึงไม่สังหารพวกเขาเสียให้หมด แต่เขาเข้าใจดีว่านี่คือโอกาส!

และในตอนนั้นเอง

พรวด…

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนกระอักเลือดออกมา เลือดสดสาดกระจายเต็มพื้น กลิ่นอายทั่วทั้งร่างของเขาก็พลอยหม่นมัวไปด้วย

เขากุมหน้าอกไว้ ลืมตาขึ้น ใบหน้าบิดเบี้ยว กล่าวพึมพำว่า “สมควรตาย! ที่แท้เป็นใครกันแน่!”

เขาสับสนไปหมดแล้ว

เป็นอีกครั้งที่เขาถูกสาปแช่ง และการสาปแช่งครั้งนี้ยังรุนแรงยิ่งกว่าที่ผ่านมา!

พลังเวทของเขาถดถอยลงอย่างรวดเร็ว ส่วนอายุขัยก็ยิ่งลดน้อยลงอย่างฮวบฮาบ

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เป็นไปได้มากว่าเขาอาจจะตายก็ได้!

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนรีบร้อนร่ายวิชา ร้องเรียกสตรีชุดดำให้ออกมา

ผ่านไปไม่นานนัก เบื้องหน้าเขาก็ปรากฏวังน้ำวนสีดำขึ้น สตรีชุดดำเดินเยื้องย่างตามออกมา

“มีเรื่องใดกัน ถึงได้ตื่นตระหนกเพียงนี้!”

สตรีชุดดำเอ่ยถามอย่างรำคาญ หลังจากนั้นสายตาของนางก็ตกลงบนร่างของนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน สีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนเริ่มมีเลือดออกทวารทั้งเจ็ด น่าเวทนาอย่างหาที่เปรียบ

เขากัดฟันเอ่ยว่า “คำสาปแช่งที่ข้าบอกก่อนหน้านี้เริ่มขึ้นอีกแล้ว ทั้งยังรุนแรงกว่าที่ผ่านมา…”

สตรีชุดดำยกมือขวาขึ้น นับนิ้วคำนวณ

ทว่า เดิมทีนางกลับคำนวณไม่ได้เลยว่าพลังแห่งคำสาปแช่งนั้นมาจากที่ใด

นางจำเป็นต้องเดินไปหยุดอยู่ข้างหลังนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน ฝ่ามือทั้งสองประทับลงบนแผ่นหลังของเขา ใช้พลังเวทของตนรักษาอาการบาดเจ็บให้เขา

ไม่ถึงห้าอึดใจ สตรีชุดดำก็เริ่มมีเลือดออกทวารทั้งเจ็ดด้วยเช่นกัน นางจึงจำต้องเก็บมือลง

“ไม่ได้ พลังแห่งคำสาปแช่งนี้แข็งแกร่งเกินไป!” สตรีชุดดำกล่าวเสียงขรึม

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนสิ้นหวัง รีบร้อนตะโกนกล่าวว่า “ขอความช่วยเหลือจากผู้อาวุโสได้หรือไม่ เร็วเข้า ข้าใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว!”

สตรีชุดดำลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังล้วงป้ายคำสั่งออกมา ก่อนจะส่งพลังจิตเข้าไปในนั้น

คนทั่วทั้งจวนเซียนสวรรค์มองดูจนนิ่งอึ้งไป

พลังแห่งคำสาปแช่ง?

มีคนกำลังสาปแช่งนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนหรือ

ภายในใจพวกเขาดีใจจนแทบคลั่ง

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนเป็นถึงผู้บำเพ็ญทรงพลังที่ผ่านการขึ้นสวรรค์มาก่อน การที่สามารถสาปแช่งเขาจนบาดเจ็บสาหัสได้ ย่อมต้องเป็นฝีมือของเทพเซียนแน่!

สตรีชุดดำจ้องมองนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนนิ่ง เอ่ยปากกล่าวว่า “จำต้องหาสถานที่ที่มีดวงชะตาแน่นหนาที่สุดเพื่อสยบพลังแห่งคำสาปแช่ง หาไม่เจ้าคงอยู่ได้ไม่ถึงตอนที่เขามุ่งหน้ามา”

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนพยักหน้า ทั้งคู่รีบหยัดกายลุกขึ้นในทันที ก่อนหายลับไปจากที่เดิม

ส่วนกลุ่มคนของจวนเซียนสวรรค์ ในความคิดของนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนเดิมทีก็หนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว โลกมนุษย์ก็คือกรงขังที่ใหญ่ที่สุด


[นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนศัตรูของท่านเนื่องด้วยการสาปแช่งของท่าน อายุขัยลดลงห้าแสนปี ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

เมื่อมองเห็นกล่องจดหมายนี้ หานเจวี๋ยก็หยุดชะงักในทันที

เขาปาดเช็ดคราบเลือดทั่วใบหน้า ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

คราวนี้ เขาเสียอายุขัยไปเกือบร้อยปี แม้เมื่อเทียบกับอายุขัยหลายล้านปีของเขาแล้วจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก แต่เขาก็ยังปวดใจมากอยู่ดี

‘เพียงครั้งนี้เท่านั้น ไม่อาจมีครั้งต่อไป’

หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ จากนั้นก็เริ่มรักษาอาการบาดเจ็บ

หลายวันต่อมา อาการบาดเจ็บของเขาดีขึ้นแล้ว เขาจึงตั้งหน้าฝึกบำเพ็ญต่อ

อาการบาดเจ็บของเขาไม่ถือว่าสาหัสนัก แต่ด้านนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนคงใช้เวลาหลายสิบปีถึงจะฟื้นคืนสภาพปกติได้

เวลาหลายสิบปี เพียงพอที่จะทำให้หานเจวี๋ยทะลวงระดับเซียนอิสระวัฏจักรระยะกลางแล้ว

ไอเซียนที่แผ่ซ่านออกมาจากต้นฝูซังอุดมสมบูรณ์ยิ่งกว่าพลังวิญญาณของมัน ทุกๆ วันหานเจวี๋ยสามารถสัมผัสได้ถึงการเพิ่มพูนของพลังเวท

แต่ภาพสวยงามมักไม่ยืดยาว

หนึ่งเดือนต่อมา

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนและสตรีชุดดำมาเยือน

พวกเขายืนอยู่เหนือชั้นเมฆา ทอดสายตามองมาที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนที่อยู่ไกลออกไป สีหน้าฉายแววประหลาดใจ

“เขาลูกนี้กลับอบอวลไปด้วยไอเซียน มาจากแห่งใดกัน”

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนตกตะลึง ก่อนหน้าที่จะขึ้นสวรรค์เขาเคยเดินทางท่องไปในใต้หล้า แต่ยังไม่เคยพบเห็นภูเขาสมบัติเช่นนี้มาก่อน

สายตาของสตรีชุดดำตกลงบนยอดเขาเพียรบำเพ็ญเซียน นางมองเห็นต้นฝูซังแล้ว

อีกาเพลิงสองตัวที่อยู่บนต้นฝูซังนั้นดูเหมือนจะเป็น…

นางเบิกดวงตากว้าง ความรู้สึกภายในใจถาโถม

เป็นไปได้อย่างไร!

อีกาทองน้อยสองตัว!

หรือเขาลูกนี้คือถิ่นอาศัยของเผ่าเทพอีกาทอง

นางสูดหายใจเข้าลึกๆ นำนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนมุ่งหน้าเข้าไปอย่างระแวดระวัง

ยามนี้มีเพียงสถานที่แห่งนี้ที่สามารถช่วยสยบพลังแห่งคำสาปแช่งให้นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนได้

เมื่อมาถึงเบื้องหน้าเขาเพียรบำเพ็ญเซียน สตรีชุดดำไม่กล้าอุกอาจพังค่ายกล หากแต่ประสานหมัดโค้งกายลงคารวะ กล่าวว่า “พวกข้าสองคนบังอาจรบกวน ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมีนามว่าอะไร”

พวกมู่หรงฉี่ ฟางเหลียงและสวินฉางอันที่อยู่ใต้ต้นฝูซังต่างพากันลืมตาขึ้นมอง

พวกเขาตื่นตระหนกเมื่อพบว่าตนเองมองไม่เห็นตบะของคนทั้งสอง

อีกาทองน้อยสองตัวราวกับเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ ต่างพากันกางสยายปีกออก

บทที่ 158
[นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน: ระดับเซียนอิสระขั้นแปด ผู้บำเพ็ญอิสระแดนเซียน]

[หยางเยี่ยนจวิน: ระดับเซียนอิสระขั้นเก้า ศิษย์หมู่เกาะเซียนมังกรแดนเซียน]

เห็นอักขระสองแถวที่ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า หานเจวี๋ยก็นิ่งเงียบไป

ภายในใจเขาสับสนยิ่งนัก

เขาไม่ได้ตอบสตรีชุดดำที่มีนามว่าหยางเยี่ยนจวิน หากแต่เริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ

เผชิญหน้ากับนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน ปลิดชีพในพริบตา!

ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับหยางเยี่ยนจวินนั้น เขาไม่อาจปลิดชีพในพริบตาได้ เจ้าหมอนี่กลับมีของวิเศษลึกลับที่สามารถต้านการบุกโจมตีของหานเจวี๋ย โชคดีที่หลังจากผ่านไปหลายวินาที หานเจวี๋ยยังสามารถอาศัยพลังอันแข็งแกร่งดุดันเชือดสังหารได้

หานเจวี๋ยลองใช้วิธีหนึ่งต่อสองดู

หลังผ่านไปสิบอึดใจ เขาถึงลืมตาขึ้นมา

ไม่ได้!

ไม่สามารถปลิดชีพในพริบตาได้!

จากความสามารถของสองคนนี้ เป็นไปได้สูงว่าอาจจะนำภัยพิบัติมาสู่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์

ควรทำอย่างไรดี

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วมุ่น

อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยปากถามว่า “นายท่าน เหตุใดท่านถึงคิ้วขมวดเล่า ผู้มาเยือนด้านนอกเป็นศัตรูหรือ”

หานเจวี๋ยกล่าวเสียงเบาว่า “เจ้ารออยู่ภายในถ้ำเทวาเถิด อย่าได้ไปไหนเด็ดขาด”

หานเจวี๋ยหยัดกายลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำเทวา

อีกฝ่ายมาถึงแล้ว เขาคิดอยากหลบซ่อนก็คงไม่ได้

เบื้องหน้าเขาเพียรบำเพ็ญเซียน นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนและหยางเยี่ยนจวินยังคงรออยู่

“เป็นเผ่าเทพอีกาทองจริงๆ หรือ” นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนเอ่ยถามอย่างสั่นสะท้าน

หยางเยี่ยนจวินพยักหน้ากล่าวว่า “เป็นอีกาทองจริงๆ แต่มีเพียงตบะระดับมหายานเท่านั้น ในเผ่าเทพอีกาทองนับว่าเป็นคุณสมบัติทั่วๆ ไป แต่การที่สามารถเก็บอีกาทองที่มีคุณสมบัติทั่วไปไว้ได้ คนผู้นี้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดาแน่ พวกเรายังต้องเผชิญหน้าอย่างระมัดระวัง”

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนพยักหน้าลง ดวงตาฉายแวววาดหวังขึ้นมา

“ไม่ทราบว่าสหายเต๋าทั้งสองท่านมีธุระใดหรือ”

เสียงของหานเจวี๋ยดังลอยออกมา

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนได้ยินเช่นนั้น ก็รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

เขาหรี่ตามองเข้าไป เห็นหานเจวี๋ยที่เดินออกมาจากถ้ำเทวา

‘เป็นเขา!’

ใบหน้าของนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนพลันบิดเบี้ยวขึ้นมาทันที

ความทรงจำก่อนสิ้นใจของพญาอสรพิษหยกลอยเข้ามาในดวงตาของนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนผ่านพลังวิเศษเฉพาะ นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนถึงเกิดความเกลียดชังในตัวหานเจวี๋ย

เพียงพริบตา นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนก็นึกถึงความเป็นไปได้หลากหลายประการ

เป็นไปได้มากว่าคนที่สาปแช่งเขานั้นก็คือหานเจวี๋ย!

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนรีบถ่ายทอดเสียงให้หยางเยี่ยนจวินทันที บรรยายความอาฆาตแค้นของสัตว์เลี้ยงปีศาจของตนออกไป

ได้ฟังเช่นนั้น หยางเยี่ยนจวินกลับไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด นางหันไปยิ้มให้กับหานเจวี๋ยพลางกล่าวว่า “พอจะให้พวกเราสองคนพักอยู่บนเขาสักระยะหนึ่งได้หรือไม่ สหายเต๋าของข้าผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเป็นต้องหาสถานที่พักรักษาอาการบาดเจ็บ”

นางมองตบะของหานเจวี๋ยไม่ออก จึงรู้แน่ชัดว่าอีกฝ่ายเองก็มาจากสวรรค์เช่นกัน

อีกอย่าง คนผู้นี้หน้าตาหล่อเหลามากจริงๆ!

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนพยายามระงับอารมณ์ความรู้สึก ไม่ได้เอ่ยแทรกขึ้นมา

‘เจ้าหนูนี่ไม่รู้ถึงการมีตัวตนของข้า ข้าสามารถหาโอกาสลอบโจมตีได้!’ นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนครุ่นคิดเงียบๆ

เสียงของหานเจวี๋ยดังลอยเข้ามา “เช่นนี้ไม่ดีกระมัง พื้นที่บนเขาไม่เพียงพอ ไม่สะดวกที่จะรองรับสหายเต๋าทั้งสอง”

[หยางเยี่ยนจวินเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]

แค่นี้ก็สี่ดาวแล้ว?

หานเจวี๋ยลอบสบถ ‘แม่นางนี่ดูท่าทางมีมายาทยิ่งนัก คิดไม่ถึงว่าจะคิดเล็กคิดน้อยเพียงนี้’

หยางเยี่ยนจวินทอดถอนใจกล่าวว่า “เหตุใดสหายเต๋าถึงได้ใจร้ายเพียงนี้ เห็นคนใกล้ตายไม่ช่วยเหลือ พวกเราแค่ขอพักอาศัยชั่วคราว ไม่มีทางรบกวนท่านเป็นอันขาด ช่วยชีวิตคนผู้หนึ่งได้บุญกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น”

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งรีบรุดหน้ามาพร้อมกับผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่ง อีกฝ่ายพอมาถึงก็หมายจะพักที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน เห็นได้ชัดว่าไม่ปกตินัก

“สหายเต๋าทั้งสองมาจากสำนักใดหรือ” นักพรตเต๋าจิ่วติ่งประสานมือยิ้มพลางเอ่ยถาม

เขาฉลาดมาก ไม่ได้บุกขึ้นหน้า ทว่ารักษาระยะห่างกับหยางเยี่ยนจวินและนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน

หยางเยี่ยนจวินเหลือบสายตามองเขาปราดหนึ่ง ก่อนมองไปทางหานเจวี๋ยอีกครั้ง กล่าวว่า “สหายเต๋า ไม่ได้จริงๆ หรือ”

แม้นางจะมองตบะของหานเจวี๋ยไม่ออก แต่ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายใดจากตัวหานเจวี๋ยเลย

ท่าทีของหานเจวี๋ยก็ไม่ได้แข็งกระด้าง ดูท่าคงไม่ได้มีเบื้องหลังที่ใหญ่โตอะไร

ก่อนที่หยางเยี่ยนจวินจะลงมายังโลกมนุษย์ก็เคยสืบเสาะมาก่อนแล้ว โลกมนุษย์นี้ไม่ได้มีเทพเซียนที่เลื่องชื่อหลบซ่อนอยู่

คิดเสร็จ หยางเยี่ยนจวินก็ยกมือขวาขึ้น ดาบบินเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาในมือ

หานเจวี๋ยหรี่ตาลงกล่าวว่า “สหายเต๋ากำลังข่มขู่ข้า?”

เขาหายตัวเคลื่อนย้ายออกจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียนทันที มาหยุดอยู่ด้านนอกค่ายกลใหญ่พิทักษ์เขา

หยางเยี่ยนจวินหรี่ตาลงกล่าวยิ้มๆ ว่า “พวกเราสิ้นไร้ไม้ตอก จำเป็นต้องพักอยู่ที่เขาของท่านสักระยะ หวังว่าสหายเต๋าจะไม่…”

คำว่า ‘ใจร้าย’ สองคำยังไม่ทันเอ่ยออกมา หานเจวี๋ยก็โบกแขนเสื้อพรึ่บ ไม่รู้ว่าเมื่อไรที่ในมือปรากฏกระบี่พิพากษาอนธการขึ้นมา

ชั่วพริบตานั้น เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งยิงออกมาตามคมกระบี่ของกระบี่พิพากษาอนธการ สลายเป็นกระแสอุทกธารสีดำหอบม้วนไปทางหยางเยี่ยนจวิน

หยางเยี่ยนจวินหน้าเปลี่ยนสียกใหญ่ คิดไม่ถึงว่าหานเจวี๋ยจะลงมือได้เด็ดขาดเช่นนี้!

แทบจะในพริบตา หยางเยี่ยนจวินสลัดดาบบินออกมา

ดาบบินกลายเป็นมีดยักษ์ยาวนับร้อยจั้ง ตั้งตรงอยู่เบื้องหน้า ขวางเงากระบี่ของหานเจวี๋ยเอาไว้

โครม

ศึกของเซียนอิสระ อานุภาพกดดันสั่นสะเทือนฟ้าดิน กระทั่งผืนฟ้ายังถูกฉีกกระชาก อสนีสวรรค์สายแล้วสายเล่าผุดปรากฏขึ้น

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งและเหล่าผู้อาวุโสตกใจจนถอยหลังหนีกรูด

ใต้ต้นฝูซัง กลุ่มคนต่างก็ชมการต่อสู้ด้วยความตึงเครียด

“กลิ่นอายพลังน่ากลัวยิ่งนัก…พวกเขาอยู่ระดับใดกันแน่” หน้าผากของมู่หรงฉี่ผุดเหงื่อเย็นขึ้นมา

เดิมเขาคิดว่าตนนับเป็นผู้แข็งแกร่งแล้ว แต่เมื่อเผชิญหน้ากับแรงกดดันของหานเจวี๋ยและหยางเยี่ยนจวิน เขาถึงตระหนักได้ว่าตนเองเล็กจ้อยเพียงใด

คนอื่นๆ ต่างก็ถูกซัดสะเทือนไปตามๆ กัน

สายตาที่ถูหลิงเอ๋อร์มองไปทางหานเจวี๋ยล้วนกำลังเปล่งแสงทอประกาย

ในใจนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนอึ้งตะลึง คิดไม่ถึงว่าหานเจวี๋ยจะแข็งแกร่งเพียงนี้

และในเวลานั้นเอง!

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็ยกมือซ้ายขึ้นมา นิ้วชี้ชี้ไปทางนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน

ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ!

ฟึ่บ!

ปราณกระบี่พุ่งยิง โฉบขวางท้องนภา!

หยางเยี่ยนจวินเบิกเนตรงามกว้าง ร้องตะโกนขึ้นว่า “เจ้ากล้า!”

หานเจวี๋ยสู้กับนางยกใหญ่ ถึงกับกล้าลอบสังหารนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน!

ไม่กลัวว่าจะล่วงเกินพวกเขาจนตายเลยสักนิดหรือ

ภายใต้สถานการณ์ที่ไร้การระวังภัยทำให้นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่ทันได้ตอบสนองเลยสักนิดเดียว เขาจึงถูกปราณกระบี่ดับสังหารในทันที

ตัวตายมรรคผลสลาย!

ขวัญหลุดวิญญาณกระเจิง!

หานเจวี๋ยตามไปบีบคั้นทางฝั่งหยางเยี่ยนจวิน

มือขวาของเขาเก็บกระบี่ ยกดรรชนีกระบี่ขึ้นเหนือฟ้า

จิตกระบี่พุ่งทะยาน ท้องนภาสีครามปรากฏเป็นทะเลปราณกระบี่แถบหนึ่งทันควัน ดูตระการตายิ่งใหญ่ ทอดยาวไม่รู้กี่ร้อยลี้

“เจ้าต้องตายเป็นแน่แท้!”

หยางเยี่ยนจวินเดือดดาล หน้าที่ของนางก็คือการอารักขานักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน แต่คิดไม่ถึงว่านักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนจะมาตายลงต่อหน้านาง

แล้วนางจะอธิบายกับศิษย์พี่ของตนอย่างไร

นางจะต้องเชือดสังหารคนผู้นี้ให้ได้!

และถือโอกาสครอบครองภูเขาสมบัติของเขาเสีย!

สองมือของหยางเยี่ยนจวินร่ายวิชา ดาบบินใหญ่ยักษ์พุ่งสังหารไปทางหานเจวี๋ยทันที

นางหมายจะขัดจังหวะหานเจวี๋ยที่กำลังสำแดงพลังวิเศษ!

ไหนเลยจะรู้ว่าหานเจวี๋ยไม่ได้สนใจดาบบินของนางสักนิด เขาสำแดงไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิออกมาอย่างต่อเนื่อง เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนรวมตัวกันขึ้นมาท่ามกลางทะเลปราณกระบี่ มากมายถึงหลายล้าน พาดขวางท้องฟ้ากว้างไกล ซัดสะเทือนฟ้าดิน

ผู้บำเพ็ญทั้งหลายในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เงยหน้าขึ้นไปมอง ไม่มีผู้ใดที่ไม่ปากอ้าตาค้าง

จากระดับการมองเห็นของพวกเขาขึ้นไป ทั่วทั้งท้องนภาสีครามล้วนพร่างพรายด้วยเงากระบี่ ภาพฉากระดับนี้ ชั่วชีวิตนี้พวกเขาเพิ่งเคยพบเจอเป็นครั้งแรก

ปัง!

ดาบบินใหญ่ยักษ์ฟาดปะทะหานเจวี๋ย บนร่างของหานเจวี๋ยระเบิดลำแสงกล้าออกมา นึกไม่ถึงว่าจะฝืนต้านดาบบินลงได้

“ยอดสมบัติไท่อี่!”

หยางเยี่ยนจวินร้องตะโกนเสียงหลง ‘เจ้าหมอนี่มียอดสมบัติไท่อี่ได้อย่างไรกัน!’

วิธีที่หานเจวี๋ยตอบคำถามนางนั้นเป็นการรุกโจมตี!

เงากระบี่หลายล้านโฉบดิ่งลงมาอย่างจัง ดุจดั่งฟ้าถล่มทลาย ผู้บำเพ็ญทั้งหลายของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์รู้สึกเพียงว่ามีมรสุมแข็งแกร่งวูบหนึ่งตกลงมาจากฟากฟ้า กดทับจนพวกเขาพากันฟุบล้มลงกับพื้น

ทิวเขาสั่นสะเทือน ผืนดินกว้างถล่มทลาย!

หยางเยี่ยนจวินร่ายวิชาอย่างฉับไว พลังเวททอแสงกล้าพร่างพราวรอบๆ กาย เสมือนก้อนแสงขนาดมหึมา

ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม…

เงากระบี่นับไม่ถ้วนกระหน่ำตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง ก้องกระหึ่มจนก้อนแสงมหึมาสั่นสะเทือนรุนแรง

กายเนื้อของหยางเยี่ยนจวินก็กำลังสั่นเทิ้ม

“เขาไม่ใช่เซียนอิสระ?”

หยางเยี่ยนจวินฉุกคิดอย่างตื่นกลัว

แย่แล้ว!

ต้านไม่ไหว!

บทที่ 159
หานเจวี๋ยจ้องหยางเยี่ยนจวินอย่างเอาเป็นเอาตาย เห็นว่าหยางเยี่ยนจวินไม่ได้หนี ในใจเขาก็ดีใจอย่างบ้าระห่ำ

‘ในเมื่อเจ้าอาจหาญ เช่นนั้นเจ้าก็อย่าได้คิดหนี!’

หานเจวี๋ยโบกกระบี่อีกครั้ง ทะเลปราณกระบี่บนเวิ้งฟ้าควบรวมเป็นเงากระบี่จำนวนมากมายนับไม่ถ้วนขึ้นมาอีกครั้ง ใช้อานุภาพฟ้าถล่มพุ่งสังหารไปทางหยางเยี่ยนจวิน

อานุภาพไม่อาจต้าน!

หยางเยี่ยนจวินหน้าถอดสียกใหญ่ รีบเคลื่อนกายไปในทันที แต่ในจังหวะนั้นเอง ทันทีที่พลังเวทแผ่ซ่าน นางก็ถูกปราณกระบี่ของหานเจวี๋ยซัดสะเทือนจนได้รับบาดเจ็บ

นางเคลื่อนกายห่างออกไปหลายสิบลี้ กายเพิ่งจะเริ่มปรากฏ ลมหายใจถี่ระรัว ขย้อนเลือดเสียพุ่งทะลักออกมา

พรวด…

หยางเยี่ยนจวินยกมือขึ้นโบกหนึ่งครา ดาบบินกรีดแหวกท้องฟ้ากว้างไกล ตกมาอยู่ในมือของนางอีกครั้ง

“สมควรตาย! หากไม่ใช่เพราะกฎสวรรค์ สภาพของข้าหรือจะอนาถเช่นนี้!”

หยางเยี่ยนจวินโพล่งตะโกนด่าทอ นางทิ้งดาบบินไปไว้บนเหนือศีรษะ สองมือร่ายวิชาอย่างฉับไว

โครม

ฟ้าดินสั่นสะเทือนรุนแรง พลังวิญญาณปฐพีพุ่งรวมตัวไปทางดาบบินของนางก่อนทะยานขึ้นฟ้า ก่อตัวเป็นคลื่นปราณที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ตระการตาอย่างถึงที่สุด

นางไม่ได้มีทีท่าที่จะหลบหนี นางยังอยากสู้ต่อ!

หานเจวี๋ยยั่วโทสะนางอย่างสิ้นเชิง!

ฉัวะ!

เสียงอากาศปริแตกสายหนึ่งพุ่งเข้ามา!

เป็นดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ!

หยางเยี่ยนจวินเตรียมใจไว้เสียนานแล้ว รีบเบี่ยงกายหลบในทันใด

นางเพิ่งจะหันกายกลับไป หานเจวี๋ยก็ปรากฏกายอยู่ด้านหลังของนาง!

ปีก่อนหานเจวี๋ยใช้เมฆตีลังกาเป็นฐาน รังสรรค์ท่าร่างระดับไท่อี่ออกมา ตีลังกาคราเดียวก็สามารถกระโจนมาหยุดอยู่ด้านหลังศัตรูได้อย่างแม่นยำจนหาที่เปรียบไม่ได้

หางตาของหยางเยี่ยนจวินเหลือบไปเห็นหานเจวี๋ย นัยน์ตาของนางจึงอดเบิกกว้างไม่ได้

เป็นไปได้อย่างไรกัน!

ปราณกระบี่สีดำสายหนึ่งพลันแตกปะทุ ทะยานเหินฟ้าขึ้นไป ดูคล้ายพู่กันที่โบกสะบัดขึ้นไปทางเวิ้งฟ้า ปราณกระบี่สีดำลอยแขวนอยู่กลางนภาสูง

กายเนื้อของหยางเยี่ยนจวินถูกปราณกระบี่ของหานเจวี๋ยสังหารจนดับสลายในทันที มีเพียงจิตดั้งเดิมที่เหลืออยู่เบื้องหน้าหานเจวี๋ย

“ข้าเป็นถึงศิษย์ของหมู่เกาะเซียนมังกร! ศิษย์พี่ของข้าก็คือแม่ทัพสวรรค์แห่งวังสวรรค์!”

หยางเยี่ยนจวินร้องบอกด้วยน้ำเสียงตกใจ เสียงนั้นเพิ่งสิ้นสุด นางก็หันกายในทันที จิตดั้งเดิมบินหนีไกลออกไป

หานเจวี๋ยชูกระบี่ขึ้นโบกคราหนึ่ง เงากระบี่นับล้านพุ่งมาจากฟ้าดินรอบทิศทาง พันเกี่ยวสังหารจิตดั้งเดิมของหยางเยี่ยนจวินในทันที

‘ในที่สุดก็ตายแล้ว!

แม่ทัพสวรรค์ยิ่งใหญ่มากนักหรือ

ข้าก็เป็นถึงทายาทจักรพรรดิเซียนเชียวนะ!’

หานเจวี๋ยลอบเย้นหยันกับตนเอง

เรื่องราวดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว หากปล่อยหยางเยี่ยนจวินไป ก็ไม่สามารถยุติผลกรรมข้อนี้ได้!

หานเจวี๋ยยกมือซ้ายขึ้น ดึงดูดแหวนเก็บสมบัติและดาบบินเล่มหนึ่งเข้าสู่กลางฝ่ามือผ่านอากาศ

เขาเหาะเหินไปทางเขาเพียรบำเพ็ญเซียน

ระหว่างทาง เขาหาแหวนเก็บสมบัติของนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนไม่พบ คาดว่าคงถูกดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพซัดจนแหลกละเอียดไปเสียแล้ว

เมื่อกลับมาถึงใต้ต้นฝูซัง กลุ่มคนต่างล้อมวงเข้ามาหาเขาในทันที แม้แต่สิงหงเสวียน เซียนซีเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์และหลี่ชิงจื่อเองก็อยู่ที่นี่ด้วย

“อาจารย์ สถานการณ์เป็นเช่นไรบ้าง”

“สองคนเมื่อครู่นี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกัน”

“อาจารย์ปู่เก่งกาจเกินไปแล้ว!”

“ยังต้องถามอีกหรือ ต้องตายเป็นแน่แท้อยู่แล้ว!”

“ใต้หล้านี้มีผู้ใดรอดชีวิตจากเงื้อมมือของอาจารย์พวกเราได้บ้าง”

กลุ่มคนต่างฮึกเหิมเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อก่อนหานเจวี๋ยแทบล้วนปลิดชีพศัตรูในพริบตาทั้งนั้น น้อยครั้งที่จะต่อสู้แบบอลังการเปิดเผยเช่นนี้

พวกเขาไม่อาจลืมเงากระบี่ทั่วฟ้าเมื่อครู่นี้ได้ ไหนจะอานุภาพกดดันที่ทำให้พวกเขาขวัญหนีดีฝ่อนั่นอีก

ราชามังกรสามหัวสะท้านสะเทือนอย่างถึงที่สุด

เขาที่อยู่ระดับมหายานขั้นหกเมื่อครู่ก็ถูกอานุภาพกดดันบีบคั้นจนต้องคุกเข่าลงกับพื้น

นี่หมายความอย่างไรกัน

หมายความว่าหานเจวี๋ยและหยางเยี่ยนจวินจะต้องอยู่เหนือกว่าระดับมหายาน เป็นระดับมนุษย์เซียนอย่างแน่นอน!

หานเจวี๋ยระบายยิ้มน้อยๆ กล่าวว่า “ไม่มีอะไร พวกเจ้าตั้งหน้าฝึกบำเพ็ญต่อไปเถอะ”

กล่าวจบ เขาก็กลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

เรื่องบางอย่างไม่จำเป็นต้องกล่าวกับคนอื่น กล่าวไปก็มีแต่จะสร้างความตื่นกลัวเสียเท่านั้น

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเห็นว่าการต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว จึงรีบร้อนให้เหล่าผู้อาวุโสไปปลอบขวัญเหล่าศิษย์ในสำนักทันที

การต่อสู้ในวันนี้ทำให้ชื่อเสียงของผู้อาวุโสสังหารเทพก้องกระหึ่มไปทั่วสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์อีกครั้ง

ผ่านไปหลายปีเพียงนี้ ศิษย์มากมายล้วนแทบจะลืมเลือนผู้อาวุโสสังหารเทพกันหมดแล้ว

คนที่ตื่นเต้นเป็นที่สุดนั้นคือบรรดาศิษย์ใหม่ คิดไม่ถึงว่าผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยดพิสุทธิ์จะน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้!

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยเริ่มตรวจสอบดูแหวนเก็บสมบัติของหยางเยี่ยนจวิน อู้เต้าเจี้ยนจึงประชิดเข้ามาใกล้อย่างสงสัยใคร่รู้

หยางเยี่ยนจวินสมกับที่เป็นคนของสวรรค์ ช่างมั่งคั่งจริงๆ ทั้งของวิเศษเอย ตำรับลับวิชาเวทเอย ตำราพลังวิเศษเอย ที่ควรมีล้วนมีทั้งหมด อีกทั้งยังมีโอสถที่ช่วยในการฝึกบำเพ็ญของเซียนอิสระมากมาย

พวกนี้ก็มีประโยชน์แล้ว!

[หยางซ่านเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว]

[นักพรตเต๋าตันชิงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]

เบื้องหน้าหานเจวี๋ยปรากฏอักขระขึ้นสองแถว

เขาไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร

ความชื่นชมเกลียดแค้นรวมกัน ก็คือคำนี้

ตุ๊กตาลูกดก!

ฆ่าผู้เยาว์เสร็จ เดี๋ยวผู้อาวุโสก็จะตามมา

อะไรคือมนุษย์ อะไรคือยุทธภพ

ยุทธภพก็คือเครือข่ายสังคม!

หากมีผู้ใดฆ่าศิษย์หรือศิษย์หลานของหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยเองก็ต้องลงมือแก้แค้นอย่างแน่นอน

อีกอย่างคนของสวรรค์ย่อมต้องมีพลังวิเศษ สามารถคำนวณได้ว่าผู้ใดเป็นคนฆ่าคนที่พวกเขาเป็นกังวลและใส่ใจ

มีเพียงสองคนที่เกิดความเกลียดชังในตัวหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยยังรู้สึกว่าน้อยไปนัก

ดูท่าสตรีอย่างหยางเยี่ยนจวินนางนี้วาสนาคงไม่ดีนัก

หานเจวี๋ยเรียกดูค่าความสัมพันธ์ เริ่มตรวจสอบข้อมูลของสองคนนี้

[หยางซ่าน: เซียนพิภพไท่อี่ระยะปลาย แม่ทัพสวรรค์ขั้นแปดแห่งวังสวรรค์ เนื่องด้วยท่านสังหารหยางเยี่ยนจวินศิษย์น้องอันเป็นที่รักของเขา รวมถึงนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนผู้ใต้บังคับบัญชาที่เขาเตรียมถ่ายทอดวิชาให้ จึงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ไม่ตายไม่เลิกรา ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว]

[นักพรตเต๋าตันชิง: เซียนแท้ไท่อี่ระยะกลาง หนึ่งในเจ็ดนักพรตเต๋าแห่งหมู่เกาะเซียนมังกร เนื่องด้วยท่านสังหารหยางเยี่ยนจวินศิษย์รักของเขา จึงเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน หากบังเอิญพบกัน จะต้องสังหารท่านอย่างแน่นอน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 3 ดาว]

เซียนพิภพไท่อี่ระยะปลาย!

เซียนแท้ไท่อี่ระยะกลาง!

ดีมาก!

ล้วนแข็งแกร่งยิ่งนัก!

หานเจวี๋ยฝืนปั้นหน้ายิ้ม ภายในใจค่อนข้างสับสน

แต่เขาสังเกตเห็นในข้อมูลของนักพรตเต๋าตันชิงที่เขียนไว้ว่าหากบังเอิญพบกัน หรืออาจกล่าวได้ว่า นักพรตเต๋าตันชิงจะไม่ลงมาในโลกมนุษย์หรือ

ยังมีหยางซ่านอีก

แม่ทัพสวรรค์แห่งวังสวรรค์ รอให้วังสวรรค์จัดการกวาดล้างเผ่ามารแล้ว เจ้าหมอนี่จะต้องนำทัพมาด้วยตนเองเป็นแน่แท้

ไม่ได้การ!

จะต้องสาปแช่ง!

หานเจวี๋ยไม่ได้สาปแช่งในทันที แต่กลับปล่อยเวลาให้ผ่านไปสักระยะ เพื่อเป็นการไม่ให้อีกฝ่ายได้รู้ตัว

เมื่อครั้นหยางซ่านและนักพรตเต๋าตันชิงพบว่าเป็นหานเจวี๋ยที่กำลังสาปแช่งพวกเขาอยู่ พวกเขาจะต้องกำจัดตัวหายนะอย่างหานเจวี๋ยทิ้งโดยเร็วที่สุดอย่างแน่นอน


โถงตำหนักใหญ่ที่สว่างไสวแห่งหนึ่ง เสาหินภายในตำหนัก รวมถึงข้าวของเครื่องประทับทั้งหมดล้วนสั่นคลอน

บุรุษที่รูปร่างองอาจผู้หนึ่งนั่งอยู่บนที่นั่งด้านบนสุด เขาสวมชุดนักพรตแขนกว้าง ใบหน้าหล่อเหลาห้าวหาญ ยามนี้บนใบหน้าเต็มไปด้วยแววเดือดดาล ไอสังหารในแววตาจวนจะควบรวมออกมาเป็นของจริง

“ศิษย์น้อง…”

หยางซ่านขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน สองหมัดกำเข้าหากันแน่น

ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยเส้นโลหิต ลูกตาจวนเจียนจะกลายเป็นก้อนเลือดแล้ว

“ข้าผิดเอง…ข้าไม่ควรให้ศิษย์น้องไปเลย…หากรออีกสักหน่อย รอให้วังสวรรค์เก็บกฎสวรรค์เสียก่อน ตบะเซียนพิภพไท่อี่ระยะต้นเช่นนางจะถูกจำกัดอยู่ที่ระดับเซียนอิสระได้อย่างไร จะตายได้อย่างไร”

หยางซ่านพูดกับตัวเองด้วยความขมขื่น

เขาจะคาดคิดได้อย่างไรว่าโลกมนุษย์ถึงกับซุกซ่อนเซียนอิสระไว้!

ทั้งหมดล้วนเป็นความผิดของนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน!

เพราะความเร่งร้อนของเจ้าหมอนี่ ที่จะต้องลงมายังโลกมนุษย์ให้จงได้ จนลากศิษย์น้องของเขาให้ตกตายไปด้วยกัน!

เจ้าหมอนั่นจิตใจโหดเหี้ยมยิ่งนัก แม้กระทั่งสตรียังฆ่าสังหารได้ลงคอ!

ทำให้ศิษย์น้องของเขาต้องเปิดเผยสถานะด้วยตนเอง แต่คิดไม่ถึงว่าจะไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้!

หยางซ่านโกรธแค้นหานเจวี๋ยจนถึงขีดสุด แทบอยากจะเอามีดกรีดเนื้อเขาเป็นพันเป็นหมื่นชิ้น บดร่างให้แหลกละเอียดเป็นหมื่นท่อน

รอให้เขาจับหานเจวี๋ยได้ก่อนเถิด เขาจะทำให้หานเจวี๋ยได้ลิ้มรสของทัณฑ์สวรรค์ที่เจ็บปวดรวดร้าวอย่างถึงที่สุด!

“ไม่ได้ เรื่องนี้ต้องรายงานแก่ขุนนางเซียน!”

หยางซ่านหยัดกายลุกขึ้นในทันที กลายร่างเป็นสายลมหอบหนึ่ง พุ่งกระโจนออกจากโถงตำหนักใหญ่


หลังจากฆ่าสังหารหยางเยี่ยนจวินและนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนแล้ว หานเจวี๋ยจึงนำดาบบินของหยางเยี่ยนจวินไปกำจัดตราประทับวิญญาณ แล้วจึงมอบให้กับซูฉี

ซูฉีกำลังขาดแคลนของวิเศษแข็งแกร่งอยู่ชิ้นหนึ่งพอดี

หานเจวี๋ยนำโอสถของหยางเยี่ยนจวินออกมา ตั้งหน้าฝึกบำเพ็ญต่อ เร่งทำเวลาทะลวงระดับเซียนอิสระวัฏจักรระยะกลางโดยเร็ววัน

จากความสามารถของเขา ยากยิ่งนักที่เอาชนะเซียนพิภพไท่อี่ระยะปลายได้

หนึ่งปีต่อมา

หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งหยางซ่าน!

หลังจากนี้ จูเชวี่ยสามารถผลัดเลื่อนการสาปแช่งได้ ทว่าหยางซ่านเป็นเป้าหมายแรก!

เขาเพิ่งเริ่มทำการสาปแช่ง จู่ๆ เบื้องหน้าก็พลันปรากฏอักขระขึ้นมาหนึ่งแถว:

[เซียนเมฆาแดงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]

บทที่ 160
เซียนเมฆาแดง?

ผู้ใดกัน

หานเจวี๋ยนิ่งอึ้งไป รีบเรียกดูค่าความสัมพันธ์เพื่อตรวจสอบภาพประจำตัวในทันที

รูปร่างหน้าตาของเซียนเมฆาแดงก็เหมือนคนธรรมดาคนหนึ่ง ผมสีแดงชาดทั่วศีรษะ ใบหน้าไม่นับว่าหล่อเหลานัก แต่ก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไร นัยน์ตาสีเขียว ยากที่จะมองออกว่าเขาแปลงกายมาจากเผ่าพันธุ์ใด

[เซียนเมฆาแดง: เซียนสวรรค์ไท่อี่ระยะต้น ขุนนางเซียนขั้นหกแห่งวังสวรรค์ ควบคุมดูแลมรรคาสวรรค์ของโลกมนุษย์ เนื่องด้วยหยางซ่านนำเรื่องที่เจ้าฆ่าสังหารหยางเยี่ยนจวินไปบอกแก่จักรพรรดิสวรรค์แห่งวังสวรรค์ได้ฟัง จึงเกิดความไม่พอใจในตัวหยางซ่านเป็นอย่างมาก ขณะเดียวกันก็เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]

เซียนสวรรค์ไท่อี่ระยะต้น!

ออกจะโหดร้ายอยู่บ้าง!

หานเจวี๋ยลอบดีใจกับตนเอง

ขอบเขตพลังของการฝึกบำเพ็ญแบ่งออกเป็นเซียนอิสระ เซียนพิภพไท่อี่ เซียนสวรรค์ไท่อี่ เซียนแท้ไท่อี่ เซียนลึกล้ำไท่อี่ เซียนทองไท่อี่!

หรืออาจกล่าวได้ว่า เซียนเมฆาแดงนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าหยางซ่าน!

เขาควบคุมดูแลมรรคาสวรรค์ของโลกมนุษย์ หรือว่าจะเป็นเทพสวรรค์ของโลกมนุษย์ที่หานเจวี๋ยอาศัยอยู่

หากเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นหานเจวี๋ยก็พอเข้าใจแล้ว เท่ากับว่าหยางซ่านกำลังจ้องเล่นงานถิ่นอาศัยของเซียนเมฆาแดง แล้วเซียนเมฆาแดงจะยอมทนหรือ

เพียงแต่นี่ก็เป็นเพียงการคาดเดาของหานเจวี๋ยเท่านั้น หากวังสวรรค์คิดอยากล้างบางโลกมนุษย์แห่งนี้จริง ขุนนางเซียนขั้นหกอย่างเซียนเมฆาแดงจะกล้าคัดค้านหรือ

หานเจวี๋ยไม่ได้คิดให้มากความอีก ทำการสาปแช่งหยางซ่านต่อ

หกวันต่อมา หานเจวี๋ยหยุดการสาปแช่ง เริ่มต้นฝึกบำเพ็ญ

ไม่ว่าอย่างไร เขาต้องช่วงชิงเวลาที่ทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นให้ได้


สามปีต่อมา

[ตรวจพบว่าท่านมีอายุครบแปดร้อยปี ชีวิตก้าวหน้าไปอีกขั้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ขึ้นสวรรค์ทันที กลายเป็นเทพเซียน จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

[สอง ยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว อยู่ฝึกบำเพ็ญบนโลกมนุษย์ จะได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]

หานเจวี๋ยมองดูอักขระสามแถวที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า ไม่ได้ตัดสินใจเลือกในทันที

โดยไม่รู้ตัว เขาก็อายุแปดร้อยปีแล้ว

เขาอดรู้สึกหดหู่ใจไม่ได้

ชีวิตมนุษย์ช่างผ่านไปเร็วเสียจริง

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบๆ

[ท่านเลือกยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว ได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับพลังวิเศษ–สามเศียรหกกร]

[สามเศียรหกกร: เมื่อสำแดงวิชาท่าร่างสามเศียรหกกร จะสามารถใช้ของวิเศษหกชิ้นได้ในเวลาเดียวกัน ระดับความแข็งแกร่งของกายเนื้อจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก]

หานเจวี๋ยเริ่มสืบทอดสามเศียรหกกรทันที

หลายวันต่อมา เขาควบคุมพลังวิเศษสามเศียรหกกรได้อย่างสมบูรณ์ ทว่าตอนที่เขาเริ่มเปลี่ยนเป็นสามเศียรหกกรนั้น ทำเอาอู้เต้าเจี้ยนตกใจจนสะดุ้งโหยง

เมื่อรู้ว่านี่คือพลังวิเศษ อู้เต้าเจี้ยนก็แสดงท่าทีว่านางเองก็อยากเรียน

หานเจวี๋ยมองประเมินนาง กล่าวว่า “เจ้ารูปร่างหน้าตาสะสวยถึงเพียงนี้ หากเรียนมันแล้วอาจกระทบต่อรูปร่างหน้าตาก็เป็นได้”

อู้เต้าเจี้ยนถูกปฏิเสธ กลับไม่ได้เศร้าใจแต่อย่างใด ตรงกันข้ามนางค่อนข้างดีใจอยู่บ้าง

‘ข้าหน้าตาดีมากหรือ’

วินาทีต่อมา นางก็นึกถึงปัญหาข้อหนึ่งขึ้นมาได้

รูปร่างหน้าตาของนางจำลองมาจากนายท่านเทพเซียนคนก่อน หานเจวี๋ยชอบนาง หรือว่าชอบนายท่านเทพเซียนคนก่อนของนางกันแน่

เมื่อคิดเช่นนี้ อู้เต้าเจี้ยนก็เศร้าใจขึ้นมาอีกครั้ง

หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจสีหน้าที่เปลี่ยนไปของนางเลยแม้แต่น้อย เขาตั้งหน้าตั้งตาฝึกบำเพ็ญต่อ

ในขณะที่อู้เต้าเจี้ยนเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ นางเองก็มีความรู้สึกรักโลภโกรธหลงเช่นมนุษย์แล้วเช่นกัน มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพจิตใจของตนเองก็เป็นเรื่องปกติ

ดังคำกล่าวที่ว่า หัวใจของหญิงสาวลึกล้ำเหมือนเข้มก้นสมุทร

หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญไปพลาง เรียกดูค่าความสัมพันธ์เพื่อตรวจสอบไปพลาง

เขาอายุตั้งแปดร้อยปีแล้ว เซียนซีเสวียนจะต้องอายุนับพันปีแล้วแน่ๆ ก็ไม่รู้ว่าจุดสิ้นสุดของอายุขัยจะมาถึงเมื่อใด

ยามนี้ เซียนซีเสวียนทะลวงถึงระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นห้าแล้ว นับว่ามีการพัฒนาที่ไม่เลว ได้รับอานิสงส์จากพลังวิญญาณของเขาเพียรบำเพ็ญเซียน รวมถึงโอกาสวาสนาที่ตนเองบังเอิญพบเจอ

สิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ยังคงอยู่ในระดับปราณก่อกำเนิด แต่ระยะห่างก็เริ่มใกล้ระดับเปลี่ยนวิญญาณเข้าทุกที

โม่จู๋ก็อยู่ในระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้วเช่นกัน ตระกูลโม่นับว่ายังพอมีของอยู่บ้าง

หลี่ชิงจื่อยังค้างอยู่ที่ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นสอง ผ่านไปเนิ่นนานก็ไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้ ของจำพวกคุณสมบัติช่างหนักหนาจริงๆ

ซูฉีก้าวเข้าสู่ระดับสุญตาแล้ว ไก่คุกรัตติกาลเองก็อยู่ในระดับสุญตาเช่นกัน ระยะห่างจากระดับรวมกายายังอีกไกล ส่วนหยางเทียนตง สวินฉางอันและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นยังอยู่ระดับเปลี่ยนวิญญาณ เริ่มเข้าใกล้ระดับสุญตาเข้ามาแล้ว

ฟางเหลียงและมู่หรงฉี่ต่างก็ใกล้เข้าสู่ระดับสุญตา พรสวรรค์ของศิษย์ทั้งสามรุ่นล้วนน่ากลัวไม่ต่างกัน

ตั้งแต่ถูหลิงเอ๋อร์มาถึงเขาเพียรบำเพ็ญเซียน นางก็ยังคงไม่ได้ทะลวงสู่ระดับรวมกายาเลย แต่ทว่าก็ใกล้แล้วเช่นกัน

อีกาทองน้อยสองตัวบรรลุถึงระดับมหายานขั้นแปดแล้ว ในแง่ของตบะบำเพ็ญของราชามังกรสามหัวไม่ได้รุดหน้าเท่าใดนัก

หานเจวี๋ยมองดูกล่องข้อความอีกครั้ง แดนบำเพ็ญพรตกลับคืนสันติสุขอีกครั้ง จี้เซียนเสิน หวงจี๋เฮ่า โจวฝานและโม่ฟู่โฉวต่างก็ยื้อแย่งผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้ถูกโจมตีสามอันดับแรกบนกระดานอยู่ตลอด

เผ่ามารคล้ายกับหยุดชะงักลง

ก็จริง

หากหานเจวี๋ยเป็นปรมาจารย์มาร คาดว่าก็คงถอดใจไม่ต่างกัน


สิบปีต่อมา

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงระดับเซียนอิสระวัฏจักรระยะกลางได้สำเร็จ!

จากระยะต้นมาสู่ระยะกลาง เขาใช้เวลารวมทั้งสิ้นสามสิบเอ็ดปี!

สำหรับเซียนอิสระแล้ว ระดับความเร็วเช่นนี้นับว่ารวดเร็วอย่างแน่นอน แต่หานเจวี๋ยก็ยังรู้สึกว่าค่อนข้างช้าไปอยู่ดี

ไอเซียนของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเริ่มเข้มข้นขึ้นมากแล้ว กอรปกับไม่มีใครแย่งชิงไอเซียนกับเขา ทำให้เขาดื่มด่ำกับไอเซียนได้เพียงลำพัง

นอกจากต้นฝูซังแล้ว เถาน้ำเต้าพิภพเซียนเองก็เริ่มเร่งผลิตไอเซียนออกมาเช่นกัน อีกทั้งเมื่อรวมกับดอกพลับพลึงแดง กาลเวลาที่เคลื่อนคล้อยไปก็ทำให้ไอเซียนของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเพิ่มพูนขึ้นไม่หยุดหย่อน ถึงอย่างไรต้นฝูซัง เถาน้ำเต้าพิภพเซียนและดอกพลับพลึงแดงก็ยังห่างไกลจากสภาวะเจริญเติบโตเต็มที่อีกไกลโข

รอกระทั่งอู้เต้าเจี้ยนและสวินฉางอันทะลวงถึงระดับเซียนอิสระแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะมีส่วนช่วยให้ไอเซียนของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเพิ่มทวีขึ้นก็เป็นได้

หลังจากการทะลวงระดับ สิ่งแรกที่หานเจวี๋ยทำก็คือการจำลองการทดสอบ

ด้วยวิธีหนึ่งต่อสอง หานเจวี๋ยสามารถปลิดชีพนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนและหยางเยี่ยนจวินได้ในพริบตา

ในใจของเขารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง

เขาตรวจสอบสถานการณ์ของเหล่าสหายเล็กน้อย ไม่มีใครตาย ด้านหญิงสาวทั้งสามอย่างพวกสิงหงเสวียนก็ไม่ได้พบกับอันตรายใดๆ เขาจึงตั้งหน้าฝึกบำเพ็ญต่อ

หลายเดือนต่อมา

ถูหลิงเอ๋อร์เข้ามาเยี่ยมเยียน

สิบปีมานี้ นางออกไปฝ่าด่านเคราะห์ข้างนอก ทะลวงระดับรวมกายาจนสำเร็จ

หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ให้นางเข้ามาในถ้ำเทวา

ถึงแม้เขาจะไม่ชอบท่าทีที่ถูหลิงเอ๋อร์มีต่อจวนเซียนสวรรค์ แต่มีคนอยู่เบื้องหลังถูหลิงเอ๋อร์ เขาเองก็ไม่สามารถแสดงอาการผลักไสจนเกินไปได้

อย่างไรเสียยายเมิ่งก็เคยส่งอัฐมาให้!

ถูหลิงเอ๋อร์เข้ามาโค้งคารวะต่อหน้าหานเจวี๋ย กล่าวว่า “ผู้อาวุโส ข้าทะลวงระดับรวมกายาสำเร็จแล้ว ระหว่างทางที่กลับมาได้รับโอกาสวาสนาชิ้นหนึ่ง ตั้งใจนำมามอบให้ท่านผู้อาวุโสโดยเฉพาะ”

นางหยิบแผ่นเกล็ดที่มีขนาดเท่าฝ่ามือชิ้นหนึ่งออกมา

หานเจวี๋ยเหลือบสายตามองปราดหนึ่ง เอ่ยถามว่า “นี่คือสิ่งใด”

ตอนนี้เขาไม่ได้รู้สึกสนใจสมบัติจากโลกมนุษย์แล้ว

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจ และเป็นเพราะข้าไม่แน่ใจ ถึงได้รู้สึกว่าอาจจะมีคุณค่ามากมาย ยังต้องให้ท่านผู้อาวุโสประเมินด้วยสายตาสักหน่อย” ท่าทีของถูหลิงเอ๋อร์อ่อนน้อมเป็นอย่างมาก

หานเจวี๋ยรับแผ่นเกล็ดนั้นเอาไว้ ส่งพลังจิตเข้าไปในนั้น

สีหน้าของเขาฉายแววประหลาดใจ

คาดไม่ถึงว่าภายในแผ่นเกล็ดนั้นกลับบรรจุวิญญาณมังกรตัวหนึ่งเอาไว้

อีกทั้งยังไม่ใช่วิญญาณธรรมดา แต่แผ่ซ่านระลอกคลื่นของพลังเวทออกมา หรืออาจกล่าวได้ว่า อย่างน้อยก็เป็นเซียนอิสระ!

เพียงแต่วิญญาณของมังกรตัวนี้อ่อนแรงเป็นอย่างมาก สำหรับหานเจวี๋ยแล้ว ไม่หลงเหลือความน่ากลัวอยู่เลย

หานเจวี๋ยรับไว้ชั่วคราว มองไปทางถูหลิงเอ๋อร์แล้วกล่าวว่า “เจ้ามีน้ำใจนัก”

“ผู้อาวุโส ท่านชอบก็พอแล้ว!”

ถูหลิงเอ๋อร์กล่าวขึ้นด้วยความดีใจ

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างลังเลว่า “นับแต่นี้เป็นต้นไป เจ้าก็คือศิษย์ลำดับสี่ของข้า”

ศิษย์ใหญ่หยางเทียนตง ศิษย์รองซูฉี ศิษย์สามสวินฉางอัน

ถูหลิงเอ๋อร์กล่าวว่า “ข้าไม่เป็นศิษย์ของท่านก็ได้ เป็นบ่าวรับใช้ก็ได้ ข้าสามารถเป็นเช่นราชามังกรสามหัว เผ้าอารักขาอยู่ที่นี่ เฝ้าพิทักษ์ดูแลท่าน”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

แม่นางผู้นี้คือ…

กระหายร่างกายของเขา?

ระดับความประทับใจที่ถูหลิงเอ๋อร์มีต่อเขามากถึง 5 ดาวแล้ว ขอเพียงเขาเอ่ยปาก นางก็พร้อมอุทิศร่างของตน

ทว่าหานเจวี๋ยกลับไม่อยากผูกความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับนางมากไปกว่านี้ อย่างไรเสียแม่นางผู้นี้ก็เป็นมหาเวทกลับชาติมาเกิด จากอดีตที่ผ่านมารวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันของเผ่าจอมเวท หลังจากนี้จะต้องวุ่นวายไม่หยุดหย่อนเป็นแน่

“ข้าได้ตัดสินใจแล้ว เจ้าออกไปเถิด” หานเจวี๋ยโบกมือกล่าว

ถูหลิงเอ๋อร์ได้แต่ทำตามเท่านั้น ในใจกลับไม่ยินยอม

หลังออกจากถ้ำเทวา สายตาของนางเด็ดเดี่ยว

‘ข้าจะไม่ยอมแพ้แน่!’

จนถึงตอนนี้ พวกหยางเทียนตงสามคนก็มีศิษย์น้องเล็กเพิ่มมาอีกคนหนึ่ง ศิษย์น้องเล็กที่แกร่งยิ่งกว่าพวกเขา