151-155

บทที่ 151
การมาของถูหลิงเอ๋อร์ไม่ได้ทำให้หานเจวี๋ยสนใจมากมายนัก เขาฝึกบำเพ็ญต่อไป ช่วงชิงเวลาในการบรรลุระดับมหายานขั้นเก้าโดยเร็ววัน!

เวลาผันผ่าน

เมฆลมใต้หล้าผันเปลี่ยน แต่สำหรับผู้เพียรบำเพ็ญเพียรแล้วนั้น เวลาเสมือนหยุดนิ่ง

สิงหงเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์และเซียนซีเสวียนกลับมาแล้ว เพียงแต่ได้ยินว่าหานเจวี๋ยกำลังปิดด่านฝึกฝน พวกนางล้วนไม่ได้ไปรบกวน

เวลาเจ็ดปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็บรรลุระดับมหายานขั้นเก้า!

ขอบเขตสูงสุดของโลกมนุษย์!

หลังจากที่บรรลุแล้ว พลังวิญญาณภายในร่างของหานเจวี๋ยก็พุ่งทะยาน!

เขาไม่ได้หยุดนิ่ง หากแต่ฝึกบำเพ็ญต่อไป เพิ่มระดับพลังวิญญาณไปถึงสภาวะที่ไม่อาจเพิ่มทวีได้อีก

สามปีต่อมา

หานเจวี๋ยให้อู้เต้าเจี้ยนนำทางถูหลิงเอ๋อร์ขึ้นมาบนเขา ให้นางไปฝึกบำเพ็ญที่ใต้ต้นฝูซังก่อน ส่วนเรื่องกราบไหว้อาจารย์วันหลังค่อยว่ากันอีกที

หลังจากถูหลิงเอ๋อร์เข้าสู่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน พบว่าพลังวิญญาณด้านในเข้มข้นเสียยิ่งกว่าที่นางสัมผัสได้ตอนอยู่ที่เชิงเขา

“หรือว่าเขาลูกนี้มีเขตอาคมที่แข็งแกร่งและไร้ลักษณ์อยู่”

ถูหลิงเอ๋อร์ลอบตกใจกับตัวเอง ยิ่งสงสัยใคร่รู้ในตัวหานเจวี๋ยมากยิ่งขึ้น

เมื่อมาถึงใต้ต้นฝูซัง หยางเทียนตง สวินฉางอัน มู่หรงฉี่ สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น ไก่คุกรัตติกาล อีกาทองตัวน้อยสองตัวและราชามังกรสามหัวต่างพากันมองมาทางนาง

สายตาของถูหลิงเอ๋อร์ตกลงบนต้นฝูซังนั้น

“นี่คือ…”

ถูหลิงเอ๋อร์พลันมึนงงไปหมด เมื่อมองเห็นต้นฝูซังแล้ว นางก็เหม่อลอยอย่างไม่มีสาเหตุ

อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยปากกล่าวว่า “เจ้าฝึกบำเพ็ญที่นี่ก่อนเถิด ปกติแล้วห้ามส่งเสียงดังเอะอะ”

ถูหลิงเอ๋อร์ได้สติกลับมา ก่อนรีบร้อนพยักหน้าลง

คนอื่นๆ ก็ไม่ได้พูดคุยสนทนากับนาง ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝนต่อไป

ถึงแม้ในใจของถูหลิงเอ๋อร์จะมีความสงสัยมากมาย แต่ก็ยังข่มกลั้นไว้ในใจ เริ่มนั่งสมาธิฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจัง

ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางมักรู้สึกว่าคนเหล่านี้ล้วนไม่ธรรมดา

ทำให้นางนึกถึงบุตรแห่งสวรรค์เหล่านั้นในจวนเซียนสวรรค์ขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้


ครึ่งปีต่อมา

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ยกระดับตบะจนถึงระดับมหายานขั้นเก้าอย่างสมบูรณ์!

[ตบะของท่านได้บรรลุถึงขอบเขตสูงสุดของโลกมนุษย์แล้ว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ขึ้นสวรรค์ในทันที กลายเป็นมนุษย์เซียน จะได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง สมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

[สอง ยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว รั้งอยู่ในโลกมนุษย์ต่อไป จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

หานเจวี๋ยไม่ลังเลเลยสักนิด เลือกตัวเลือกที่สองในทันที

[ท่านเลือกยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วขณะ ได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับยอดสมบัติไท่อี่–อาภรณ์ดวงชะตาจักรพรรดิสูงศักดิ์]

[อาภรณ์ดวงชะตาจักรพรรดิสูงศักดิ์: ยอดสมบัติป้องกันไท่อี่ ยอดสมบัติที่กลั่นหลอมขึ้นจากโชคชะตาจักรพรรดิ พลังป้องกันแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก หลังจากสวมใส่แล้วจะได้รับอานุภาพจักรพรรดิ]

ยอดสมบัติป้องกันไท่อี่!

ป้องกัน!

หานเจวี๋ยปีติยินดี นี่ก็เยี่ยมไปเลยไม่ใช่หรือ!

ระบบรู้ใจข้ายิ่งนัก!

หานเจวี๋ยหยิบอาภรณ์ดวงชะตาจักรพรรดิสูงศักดิ์ออกมา นี่คือชุดคลุมสีทองปักลวดลายมังกรตัวหนึ่ง ดูองอาจมีอำนาจ ประกายแสงสีทองสว่างระยิบระยับภายในถ้ำเทวา อู้เต้าเจี้ยนเบิกตามอง สีหน้ายฉายแววประหลาดใจ

นี่ก็ช่างเว่อร์วังเกินไปแล้วกระมัง!

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

ทว่าพอหวนคิดอีกครั้ง วันๆ เขาเอาแต่หมกตัวอยู่ภายในถ้ำเทวา ก็ไม่กลัวความฟุ้งเฟ้อเว่อร์วังอะไร

เขารีบเริ่มทำให้อาภรณ์ดวงชะตาจักรพรรดิสูงศักดิ์ยอมรับเจ้าของในทันที

สองวันต่อมา ยอดสมบัติไท่อี่ชิ้นนี้ถึงจะยอมรับเขาเป็นเจ้าของ สมกับเป็นยอดสมบัติจริงๆ!

หานเจวี๋ยสวมอาภรณ์ดวงชะตาจักรพรรดิสูงศักดิ์ ความรู้สึกปลอดภัยพลุ่งพล่าน

เดิมทีเขาอยากนำอาภรณ์ดวงชะตาจักรพรรดิสูงศักดิ์รวมเข้ากับชุดอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทอง แต่หลังจากสวมใส่แล้วอึดอัดเป็นที่สุด เขาจึงทำได้เพียงถอดอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองออก

“นายท่าน อาภรณ์ชิ้นนี้มอบให้ข้าได้หรือไม่” อู้เต้าเจี้ยนชี้ไปที่อาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองที่อยู่บนโต๊ะพลางเอ่ยถาม ดวงตาลุกวาวอย่างยิ่ง

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “เจ้าก็ไม่ได้ออกไปไหน ไม่จำเป็นต้องสวมอาภรณ์สมบัติวิญญาณ”

“แต่นายท่านเองก็ไม่ได้ออกไปไหน”

“หากข้าตายไป เจ้าเองก็รอดยาก ดังนั้นข้าสามารถสวมได้”

อู้เต้าเจี้ยนเบ้ปาก น้อยใจอยู่บ้าง

เดิมทีหานเจวี๋ยคิดอยากมอบอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองให้กับสิงหงเสวียน แต่เมื่อหวนคิดอีกครั้ง อาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองก็เว่อร์วังไม่ต่างกัน หากสิงหงเสวียนสวมใส่ออกไปหาประสบการณ์ อาจจะยิ่งดึงดูดปัญหาที่ใหญ่โตกว่าเดิมมาให้ก็เป็นได้

“ช่างเถิด ให้เจ้าแล้วกัน หลังจากสวมแล้วเจ้าก็ออกไปเถอะ ข้าจะทะลวงขั้น เกรงว่าจะสั่นสะเทือนเจ้าจนตาย” หานเจวี๋ยโบกมือกล่าว

อู้เต้าเจี้ยนดีใจเกินคาด รีบร้อนคำนับหานเจวี๋ย จากนั้นจึงสวมใส่อาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทอง

หานเจวี๋ยจนคำพูด

‘แม่หนูนี่ถึงกับถอดเสื้อหน้าต่อหน้าต่อตาเขา…

ถึงแม้เขาจะเคยเห็นมาก่อน แต่นี่ก็ช่างไม่ระวังตัวเกินไปแล้วกระมัง!’

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ต่อไปเจ้าจะถอดเสื้อผ้าต่อหน้าผู้อื่นไม่ได้เด็ดขาด”

อู้เต้าเจี้ยนมองสำรวจอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองบนกายตนเองด้วยความปลาบปลื้ม กล่าวตอบว่า “ชายหญิงแตกต่าง ข้าย่อมเข้าใจดี ข้าจะเปลี่ยนอาภรณ์ต่อหน้านายท่านเท่านั้น”

กล่าวจบ นางก็จากไปด้วยความรวดเร็ว รีบไปอวดพวกหยางเทียนตง สวินฉางอันและคนอื่นๆ

หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา จากนั้นก็รวบรวมสติสมาธิ เตรียมตัวบรรลุขั้น

เขายกมือดูดศิลาแคล้วสวรรค์ตรงมุมกำแพงเข้ามาไว้กลางฝ่ามือ

เขาวางศิลาแคล้วสวรรค์ไว้ที่ข้างขา กล่าวพึมพำว่า “ขึ้นอยู่ที่เจ้าแล้ว!”

หากหานเจวี๋ยสามารถก้าวข้ามตบะบนโลกมนุษย์ และสามารถอยู่ที่โลกมนุษย์ได้ เช่นนั้นก็สมบูรณ์แบบแล้ว!

หานเจวี๋ยเริ่มฝึกฝนวิชาวัฏจักรหกวิถี นำตำรับฝึกฝนบนโลกมนุษย์ผสานเข้าด้วยกัน ก็สามารถหยั่งถึงเคล็ดพลังภายในของการฝึกฝนในขอบเขตสูงขึ้นได้


ใต้ต้นฝูซัง

ทันทีที่อู้เต้าเจี้ยนออกมา บรรยากาศใต้ต้นไม้ก็กลับกลายเป็นคึกคัก

ฟางเหลียงที่นั่งขัดสมาธิฝึกฝนลืมตาขึ้นเหลือบมองไปทางถูหลิงเอ๋อร์ เอ่ยถามว่า “หลังจากนี้ท่านยังจะกลับไปที่จวนเซียนสวรรค์หรือไม่”

ถูหลิงเอ๋อร์ไม่แม้แต่จะลืมตาขึ้น กล่าวตอบว่า “กลับไปเพื่ออะไร ที่นี่ก็ดีอยู่แล้ว ตัดขาดทางโลก สามารถสงบจิตสงบใจฝึกฝน ข้าก็ไม่อยากกลับไปทนทุกข์อีก”

ฟางเหลียงจนคำพูด ‘จวนเซียนสวรรค์ชุบเลี้ยงคนเนรคุณหรือนี่’

เขายังพอทำเนา อย่างไรเสียตัวเขาเองเดิมทีก็ไม่ใช่ศิษย์ของจวนเซียนสวรรค์ และเคยปฏิบัติภารกิจให้จวนเซียนสวรรค์มาก่อน

แต่ถูหลิงเอ๋อร์เป็นถึงบุตรแห่งสวรรค์ที่จวนเซียนสวรรค์ให้ความสำคัญชุบเลี้ยงมา ตั้งแต่เล็กจนโต เพียงต้องฝึกฝนไม่ต้องออกไปข้างนอก หรืออาจกล่าวได้ว่า นางยังไม่เคยสร้างคุณูปการใดให้กับจวนเซียนสวรรค์เลย

“วันหน้าเมื่อตบะของท่านเพิ่มพูน คงไม่เนรคุณอาจารย์ปู่ของข้าต่อหรอกกระมัง” ฟางเหลียงเอ่ยถามเป็นเชิงกล่าวเตือน

คนอื่นๆ ต่างก็พากันมองไปทางถูหลิงเอ๋อร์เป็นสายตาเดียว

ในที่สุดถูหลิงเอ๋อร์ก็ลืมตาขึ้นมา กล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “อะไรที่เรียกว่าเนรคุณ แม้ข้าจะออกจากจวนเซียนสวรรค์ แต่ข้าก็ไม่ได้ตั้งตนเป็นศัตรูกับจวนเซียนสวรรค์ นับว่าเนรคุณได้อย่างไรกัน อีกอย่างที่นี่ไม่ใช่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนหรอกหรือ ตั้งใจเพียรบำเพ็ญ ไม่ใช่ว่าเป็นการปลอบประโลมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อท่านอาจารย์ผู้อาวุโสแล้วหรือ”

ยามนี้ ต่อให้ผู้อาวุโสของจวนเซียนสวรรค์มุ่งหน้ามาบีบบังคับให้นางกลับไปด้วยตนเอง นางก็ไม่กลับไปแน่

พลังวิญญาณใต้ต้นฝูซังเข้มข้นเกินไปจริงๆ!

ถูหลิงเอ๋อร์ทำใจจากไปไม่ได้แล้ว

โครม!

ฟากฟ้าแว่วเสียงคำรามดังลอยเข้ามา กลุ่มคนทั้งหลายหันหน้าไปมอง เมฆครึ้มหอบม้วนลอยมา ไม่มีไอปีศาจ และไม่มีไอมาร ราวกับว่าฝนฟ้าคะนองกำลังตั้งเค้ามาเยือน

ถูหลิงเอ๋อร์มุ่นหัวคิ้ว กล่าวพึมพำว่า “ในที่สุดเจ้าหมอนั่นก็ทำสำเร็จ”

ฟางเหลียงเอ่ยถามอย่างใคร่รู้ว่า “ใครทำสำเร็จ”

“จี้เซียนเสิน บุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของจวนเซียนสวรรค์ คนผู้นี้เจ้าไม่เคยพบมาก่อน แต่พรสวรรค์ของเขาเป็นที่หนึ่งแห่งยุคอย่างแน่นอน”

ในดวงตาของถูหลิงเอ๋อร์ฉายแววสลับซับซ้อนขึ้นมา

การเป็นคนรุ่นเดียวกันกับจี้เซียนเสิน คือความระทมทุกข์ของเหล่าบุตรแห่งสวรรค์เช่นพวกนาง

เมื่อฟางเหลียงได้ยิน ในดวงตาก็ฉายเจตจำนงต่อสู้ออกมา

เขาเองก็เคยได้ยินชื่อของจี้เซียนเสินมาก่อน ต้องมีสักวันหนึ่ง เขาจะพิสูจน์ให้คนทั่วทั้งใต้หล้าได้รู้ว่าผู้ใดกันแน่ที่เป็นบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งแห่งยุค!

เขาจะกู้ศักดิ์ศรีให้แก่อาจารย์ปู่!

มู่หรงฉี่ สวินฉางอันและคนอื่นๆ เองก็เคยได้ยินเรื่องของจี้เซียนเสินมาก่อน เมื่อได้ยินบทสนทนาของพวกฟางเหลียงแล้วจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับจี้เซียนเสินมากขึ้นไปอีก

“ไม่ต้องกังวลใจเกี่ยวกับจวนเซียนสวรรค์หรอก เคราะห์ของจวนเซียนสวรรค์นี้จะต้องคลี่คลายได้อย่างแน่นอน” ถูหลิงเอ๋อร์หลับตาลงกล่าวกลั้วหัวเราะ

ฟางเหลียงเอ่ยถามอย่างแปลกใจว่า “แค่เพียงเพราะจี้เซียนเสินหรือ เขาคนเดียวก็สามารถคลี่คลายเคราะห์ของจวนเซียนสวรรค์ได้?”

“อืม โลกมนุษย์นี้เกรงว่าไม่มีใครเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้”

“เขาก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของอาจารย์ปู่ข้า!”

“อาจารย์ปู่ของเจ้าไม่ใช่เทพเซียนพสุธาหรอกหรือ ย่อมไม่ถือเป็นคนธรรมดาอยู่แล้ว”

บทที่ 152
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หลังจากหานเจวี๋ยบูรณาการตำราฝึกบำเพ็ญโลกมนุษย์ของวิชาวัฏจักรหกวิถีแล้ว ในที่สุดก็หยั่งถึงวิชายุทธ์ฝึกบำเพ็ญในระดับที่สูงยิ่งขึ้น

วัฏจักรหกระดับ!

เซียนอิสระ เซียนพิภพ เซียนสวรรค์ เซียนแท้ เซียนลึกล้ำ เซียนทอง!

ความรู้สึกถาโถมในใจของหานเจวี๋ย เริ่มโจมตีในระดับเซียนอิสระ!

นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนก็เป็นเซียนอิสระ!

รอให้เขาถึงระดับเซียนอิสระแล้วจะไม่ปลิดชีพนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนในพริบตาได้อย่างไร

อีกทั้งยังมีจูเชวี่ย!

ก็เพิ่งถึงขั้นเซียนพิภพ!

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็รู้สึกว่าศัตรูทั้งสองนี้กลับไม่ได้แข็งแกร่งเท่าใดนัก อย่างน้อยสิ่งที่เหนือกว่าความคาดหมายของพวกเขาก็ได้พบเห็นมาแล้ว

หานเจวี๋ยไม่ได้คิดให้มากความอีก เพ่งสมาธิกับการทะลวงระดับ

ด้วยคุณสมบัติของเขา การทะลวงระดับย่อมไม่เสียเวลานานเกินไปแน่


ภายในถ้ำเทวาอันมืดสลัว

ปรมาจารย์มารโลหิต มารชีผมขาวและอรหันต์มารละโมบล้วนมารวมตัวกันอีกครั้ง

อรหันต์มารละโมบกำมือทั้งสองข้างแน่น สบถด่าออกมาเสียงขรึมว่า “เมื่อไรนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนถึงจะยอมลงมา มารแท้ของเผ่ามารบุกโจมตีจวนเซียนสวรรค์สิบปียังไม่อาจโค่นล้มลงได้ ได้ยินมาว่าจี้เซียนเสินเรียนวิชาศักดิ์สิทธิ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในจวนเซียนสวรรค์แล้ว วิชาศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ไม่มีใครเรียนได้มาหมื่นปี”

“เขาไร้ซึ่งศัตรูในใต้หล้า สิ่งที่รอคอยพวกเราอยู่คือหนทางสู่ความตาย!”

สีหน้าของปรมาจารย์มารโลหิตมืดทะมึน

มารชีผมขาวกัดฟันกล่าวว่า “ข้าไม่สนแล้ว ข้าอยากขึ้นสวรรค์!”

อรหันต์มารละโมบก็พยักหน้าว่าตาม เขาเองก็ไม่อยากรอแล้วเช่นกัน

“แต่หากขึ้นสวรรค์ตอนนี้ จะถูกสายหลักโจมตีหรือไม่” ปรมาจารย์มารโลหิตกล่าวอย่างลังเล

อรหันต์มารละโมบด่าทอว่า “ปรมาจารย์มารโลหิต เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรือ มารแท้โจมตีจวนเซียนสวรรค์ พวกเขาจะมีเวลาสนใจพวกเราได้อย่างไร หากเจ้าไม่ขึ้นสวรรค์ก็ช่าง ระวังจะนึกเสียใจภายหลัง!”

กล่าวจบ เขาและมารชีผมขาวก็หยัดตัวลุกขึ้นเดินออกไป

สีหน้าของปรมาจารย์มารโลหิตเปลี่ยนเป็นวูบไหวมืดทะมึน

กระทั่งหลังจากกลิ่นอายของอรหันต์มารละโมบและมารชีผมขาวไกลออกไปแล้ว ยามนี้ปรมาจารย์มารโลหิตจึงนำก้อนผลึกใสชิ้นหนึ่งออกมา เอ่ยถามเสียงเบาว่า “ผู้อาวุโส ท่านยังมีเวลาอีกนานเพียงใด”

เขาไม่ได้รับการตอบกลับ ทำเพียงเฝ้ารอต่อไป

เนิ่นนาน

น้ำเสียงอ่อนแรงสายหนึ่งดังลอยออกมาจากก้อนผลึกใสนั้น “ไม่ต้องรีบ…แค่กๆ…ใกล้แล้ว”

ใจของปรมาจารย์มารโลหิตเต้นระรัวเล็กน้อย เอ่ยถามว่า “ท่านได้รับบาดเจ็บหรือ”

“หาไม่ การฝึกบำเพ็ญเกิดปัญหาเล็กน้อย ข้ากำลังรอผู้อาวุโสจากวังสวรรค์ท่านหนึ่ง เจ้าวางใจเถิด ขอเพียงเจ้าเชื่อข้า หลังจากขึ้นสวรรค์แล้วมีข้าดูแลเจ้า ไม่มีทางปล่อยให้เจ้าระหกระเหินเร่ร่อนแน่”

ปรมาจารย์มารโลหิตข่มกลั้นความดีใจเอาไว้ กล่าวว่า “เผ่ามารส่งมารแท้มาโจมตี แต่กลับสู้จวนเซียนสวรรค์ไม่ได้ ข้าเพียงแต่เกรงว่า…”

“จวนเซียนสวรรค์พวกเศษสวะ เจ้าจงชี้นำเผ่ามารให้ส่งมารแท้มุ่งหน้าเข้ามาเรื่อยๆ จำไว้ว่าเจ้าไม่ต้องเข้าไปมีส่วนร่วม เจ้าเพียงต้องพูดเกลี้ยกล่อมเท่านั้น หากตัวเจ้าเองตกอยู่ในอันตราย ถึงตอนนั้นข้าก็ไม่อาจคุ้มครองเจ้าได้”

“ผู้เยาว์เข้าใจ ผู้เยาว์เข้าใจแล้ว…”

“อืม”

“เช่นนั้นผู้อาวุโสสามารถเผยตัวสักระยะได้หรือไม่ ข้าเกรงว่าข้าจะเอาไม่อยู่…”

“อย่างมากที่สุดร้อยปี พอได้กระมัง”

“ร้อยปี…”

“ข้าจะพยายามให้เร็วกว่านี้ แค่ก!”

“ขอบคุณผู้อาวุโสยิ่งนัก…”


สองปีต่อมา

ถ้ำเทวาฟ้าประทานสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ส่งผลให้ทั่วทั้งเขาเพียรบำเพ็ญเซียนพลอยสั่นสะเทือนตามไปด้วย

ใต้ต้นฝูซัง พวกฟางเหลียงและสวินฉางอันต่างพากันเหลียวหน้าหันไปมองตามๆ กัน

หลี่ชิงจื่อ เซียนซีเสวียน สิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ก็ตกใจจนพากันเดินออกมาจากถ้ำเทวาด้วยเช่นเดียวกัน

พวกเขาเดินตามกันมาจนถึงบนยอดเขา รวมตัวเข้ากับกลุ่มคนที่เหลือ

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น”

“เป็นถ้ำเทวาของอาจารย์!”

“อาจารย์กำลังทะลวงระดับหรือ”

“ก่อนหน้านี้ล้วนไม่เป็นเช่นนี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยกระมัง”

“ยามนี้อาจารย์ปู่อยู่ขอบเขตใด หากทะลวงระดับเช่นนั้นต้องฝ่าด่านเคราะห์สิ! เหตุใดถึงเอาแต่อยู่ภายในถ้ำเทวามาโดยตลอด”

กลุ่มคนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์

หลี่ชิงจื่อเอ่ยปากกล่าวว่า “ผู้อาวุโสหานก็ต้องฝ่าด่านเคราะห์ ก่อนหน้านี้ข้ายังเคยพาเขาไปฝ่าด่านเคราะห์เลย ครั้งนี้ดูท่าคงหยั่งถึงพลังวิเศษบางอย่างกระมัง”

สิงหงเสวียนกล่าวหัวเราะอย่างได้ใจว่า “สามีข้าก็เก่งกาจเช่นนี้แหละ!”

สามี?

ถูหลิงเอ๋อร์อดมองไปทางนางไม่ได้ ท่านผู้นี้ก็คืออาจารย์หญิงหรือ

อู้เต้าเจี้ยนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์เหลือบมองไปทางสิงหงเสวียน สายตามีเลศนัยล้ำลึก

และเวลาเดียวกันนั้น

ภายในถ้ำเทวา

หานเจวี๋ยทะลวงระดับสำเร็จ พลังวิญญาณหกสายภายในร่างเปลี่ยนเป็นพลังเวท เวียนวนไม่ขาดสาย เร่งกำเนิดไม่หยุด

[ยินดีด้วย ท่านบรรลุเซียนอิสระวัฏจักร ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง ขึ้นสวรรค์ทันที เพลิดเพลินกับมรรคาสวรรค์ล้างบาป จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]

[สอง ไม่ขึ้นสวรรค์ก่อนชั่วคราว รั้งอยู่ที่โลกมนุษย์ จะได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

เบื้องหน้าหานเจวี๋ยปรากฏอักขระขึ้นมาสามแถว เขาเลือกตัวเลือกที่สองในทันที

ในเมื่อไม่มีเคราะห์สวรรค์ และไม่ได้ถูกมรรคาสวรรค์ขับไล่ เช่นนั้นเขาจะขึ้นสวรรค์ไปเพื่อเหตุใดกัน

‘นอกเสียจากวังสวรรค์ต้องการเผาทำลายโลกมนุษย์จริงๆ ไม่เช่นนั้นข้าก็จะอยู่ที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนต่อไป!’

หานเจวี๋ยตั้งเป้าหมายให้กับตนเอง

ไม่ขึ้นสวรรค์ หรือไม่ก็ขึ้นสวรรค์แล้วก็ไม่ต้องกลัวจูเชวี่ย!

[ท่านเลือกไม่ขึ้นสวรรค์ก่อนชั่วคราว ได้รับยอดสมบัติหนึ่งชิ้น]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับยอดสมบัติไท่อี่–มงกุฎปีกหงส์ไท่ซี]

[มงกุฎปีกหงส์ไท่ซี: ยอดสมบัติป้องกันไท่อี่ มงกุฎที่ชุบหลอมขึ้นมาจากปราณไท่ซีและขนปีกหงส์เพลิง พลังป้องกันระดับสูงสุด]

ยอดสมบัติป้องกัน!

ใช้ได้เลย!

สภาพจิตใจหานเจวี๋ยยิ่งเบิกบานมากขึ้นเรื่อยๆ

เขาทำตบะให้เสถียรต่อ พลังเวทภายในร่างไหลเวียนตามพลังภายในวิชาวัฏจักรหกวิถี ระดับความเร็วเพิ่มพูน

ท่ามกลางท้องนภาสีคราม หานเจวี๋ยรู้สึกว่าพันธนาการมากมายลดน้อยลง

ฟ้าดินนี้เสมือนต้านเขาไม่อยู่อีกต่อไป!

เขาเหยียดกายกระโจน ก็สามารถทะยานออกจากโลกมนุษย์!

ความรู้สึกเช่นนี้ช่างมหัศจรรย์เกินไปแล้ว!

กายเนื้อตบะตั้งมั่น จิตดั้งเดิมของหานเจวี๋ยออกจากร่าง ทะยานออกจากถ้ำเทวาด้วยความรวดเร็ว มาถึงบนยอดเขาเพียรบำเพ็ญเซียน

เขาก้มหน้าลงมอง เห็นว่าที่เหนือศีรษะของพวกศิษย์และศิษย์หลานล้วนมีเงามายา

เหนือศีรษะของฟางเหลียงเป็นปราณกลุ่มหนึ่ง เหนือศีรษะของสวินฉางอันเป็นโสมคนรากหนึ่ง เหนือศีรษะมู่หรงฉี่ผุดลอยเงาเทพองค์หนึ่ง ร่างกายสวมเกราะ องอาจเผด็จการ

เหนือศีรษะของไก่คุกรัตติกาลผุดลอยหงส์เพลิงทมิฬตัวหนึ่ง แตกต่างจากร่างไก่ของมันอย่างสิ้นเชิง ถึงขั้นเรียกได้ว่าต่างกันราวฟ้ากับเหว

สายตาของหานเจวี๋ยตกไปบนร่างของถูหลิงเอ๋อร์

มหาเวท!

รูปร่างหน้าตาของถูหลิงเอ๋อร์ค่อนข้างงดงาม ถือได้ว่าเป็นสาวงามคนหนึ่ง แต่มหาเวทนั้นเห็นได้ชัดว่าน่าเกลียดน่ากลัวอย่างถึงที่สุด ร่างเป็นคนหัวเป็นสัตว์ ลักษณะดุดันโหดเหี้ยม

น่ากลัวเพียงนี้เชียว?

ยามเมื่อหานเจวี๋ยจ้องมองวิญญาณของมหาเวทที่อยู่เหนือศีรษะของถูหลิงเอ๋อร์ ทันใดนั้นวิญญาณของมหาเวทก็เงยหน้าขึ้นมาโดยพลัน ดวงตาที่ดุร้ายดั่งอสรพิษคู่นั้นมองมาทางหานเจวี๋ยทันที

สายตาสองคู่มองสบกัน หานเจวี๋ยรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่ง

ไม่ได้!

เจ้าหมอนี่ออกจะอันตรายเกินไปหน่อยแล้ว!

ต้องส่งกลับไป!

วิญญาณของมหาเวทอ้าปากมาทางหานเจวี๋ย ไม่มีเสียงใดออกมา แต่หานเจวี๋ยกลับสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่านางกำลังพูดอะไร

ช่วยข้าด้วย!

ในใจของหานเจวี๋ยเกิดความสงสัย เหตุใดต้องช่วยนางกัน

เขาไม่ได้คิดให้มากความ ช่วงชิงความรู้สึกที่ทะลวงระดับในตอนนี้เอาไว้ก่อน

หานเจวี๋ยทะยานขึ้นฟ้าต่อไป ผืนดินใหญ่ภูเขาลำธารพลันหดเล็กลงอย่างรวดเร็วในสายตาของเขา

ในเวลาชั่วพริบตา เขาก็มาหยุดอยู่เหนือฟากฟ้า เหนือขึ้นไปอีกก็คือทะเลดาราไร้ที่สิ้นสุด

ครั้งนี้ หานเจวี๋ยสัมผัสได้ว่าตนเองสามารถกระโจนข้ามธารดาราระยิบระยับได้อย่างง่ายดาย บินเหินสู่สวรรค์เบื้องบน

แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น

เขากลัวว่าจูเชวี่ยจะกำลังรอคอยตนเองอยู่!

ด้วยเหตุนี้ จิตดั้งเดิมของหานเจวี๋ยจึงพุ่งไปยังแผ่นดินใหญ่ สายตาเขาแน่วแน่ ทะยานออกจากโลกมนุษย์ลงมายังยมโลกทันที

ความมืดสนิทอันคุ้นเคย กลิ่นอายแห่งวัฏจักรอันคุ้นเคย

โชคดีที่แถวนี้ไม่มีปรโลก ไม่มีสะพานอนิจจัง

หานเจวี๋ยส่งพลังจิตออกไป ภายในอาณาบริเวณหมื่นลี้ล้วนไม่มีสิ่งมีชีวิตใด จิตดั้งเดิมของเขาเริ่มเพลิดเพลินกับการล้างบาปของปราณแห่งวัฏจักร

ในกระบวนการนี้ จิตดั้งเดิมของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

“เจ้า มาอีกแล้ว” เสียงแหบพร่าสายหนึ่งดังลอยเข้ามา

หานเจวี๋ยตกใจเป็นอย่างมาก นี่ไม่ใช่เสียงที่หุ่นเชิดแห่งสวรรค์พบเจอก่อนหน้านั้นหรอกหรือ

เขาคิดอยากหนีในทันที

“ช้าก่อน ข้าไม่ได้จะทำร้ายเจ้า”

หานเจวี๋ยได้ยินเช่นนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะสงบลง

เมื่อไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก่อนหน้านี้ดูเหมือนเขาจะหุนหันเกินไป จริงๆ แล้วอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาอยากสังหารเขา

“โลกมนุษย์กลับมีอัจฉริยะมากพรสวรรค์เช่นเจ้า ไม่ถึงแปดร้อยปีก็อยู่เหนือสรรพสิ่งในโลกมนุษย์ ไม่ฝ่าด่านเคราะห์ เข้าสู่เซียนอิสระ สามารถไปมาระหว่างหยินหยางสองดินแดนได้อย่างอิสระ บางที เจ้าอาจจะเป็นคนผู้นั้นที่ข้าต้องรอคอย”

บทที่ 153
หานเจวี๋ยได้ยินวาจาของอีกฝ่าย ในใจก็คิดใคร่ครวญ

หมายความว่าอย่างไร

อยากชักชวนเขา?

อยากรับเขาเป็นศิษย์?

อยากยึดร่างเขา?

ยึดร่าง!

ในใจหานเจวี๋ยสับสนไปครู่หนึ่ง

เขาหน้าตาหล่อเหลาเพียงนี้ อีกทั้งคุณสมบัติยังสูงส่งเช่นนี้ หากเปลี่ยนเป็นเทพเซียน คาดว่าล้วนตาลุกวาว!

“ที่บริเวณนี้ถูกพลังเวทของข้าตัดขาดแล้ว ไม่มีผู้ใดสามาถตรวจพบการมีตัวตนของเจ้ากับข้าได้ พวกเราสามารถพูดคุยกันได้อย่างสบายใจ” น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นอีกครั้ง

หานเจวี๋ยเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “ไม่ทราบว่าสถานะของผู้อาวุโสคือ…”

เสียงแหบพร่าเอ่ยตอบกลับมาว่า “ข้ามาจากสะพานอนิจจัง”

สะพานอนิจจัง?

นั่นไม่ใช่สะพานแห่งหนึ่งหรอกหรือ

สะพานอนิจจังแปลงกาย?

ช้าก่อน!

ยายเมิ่ง!

ในใจของหานเจวี๋ยสั่นสะท้าน ยายเมิ่งคิดจะทำอะไร

ชักชวนเขาไปเป็นลูกสมุนหรือ

“ศิษย์ที่เจ้ารับเข้ามาใหม่ เจ้ารู้แก่นแท้ของนาง ใช่หรือไม่”

หานเจวี๋ยเอ่ยถามอย่างแคลงใจว่า “นางมีแก่นแท้อย่างไร บุตรแห่งสวรรค์ของจวนเซียนสวรรค์? หรือว่าท่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังจวนเซียนสวรรค์นั้น”

เซียนอิสระก็สามารถมองทะลุแก่นแท้ของมหาเวทได้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป จะต้องสร้างความหวาดกลัวให้กับผู้คนอย่างแน่นอน

“ไม่รู้จริงๆ หรือ บรรดาศิษย์และศิษย์หลานของเจ้าเหล่านั้นล้วนไม่ใช่พวกธรรมดาดาษดื่น” น้ำเสียงแหบพร่ากล่าวกลั้วหัวเราะล้อเลียน

หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ

น้ำเสียงแหบพร่ากล่าวต่อไปว่า “ข้าจะเข้าเรื่องเลยแล้วกัน ถูหลิงเอ๋อร์เป็นมหาเวทกลับชาติมาเกิดของเผ่าจอมเวทของข้า การที่นางสามารถหาเจ้าพบได้ต้องเป็นเพราะว่าเจ้าสามารถทำให้นางแกร่งขึ้นได้ มหาเวทแต่ละคนล้วนมีความสามารถพิเศษที่มีแต่กำเนิด ความสามารถพิเศษของถูหลิงเอ๋อร์ก็คือการสามารถรับรู้ถึงโอกาสวาสนาที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเองมากที่สุดล่วงหน้าผ่านความฝัน นี่ก็คือเหตุผลที่นางสามารถมีชีวิตอยู่รอดท่ามกลางมหาเคราะห์ของจอมเวทปีศาจ ก่อนหน้านี้เจ้าก็เคยมายังยมโลกแล้ว ข้าจำกลิ่นอายของเจ้าได้ เพราะอย่างนั้นยามที่ถูหลิงเอ๋อร์หาเจ้าพบ ข้าจึงตรวจสอบเจ้าเป็นพิเศษ เจ้าไม่มีแรงกรรม และไม่มีภูมิหลังใหญ่โต แต่เจ้ากลับสามารถมาถึงจุดนี้ได้ บางทีเจ้าอาจจะกลายเป็นความหวังของเผ่าจอมเวท”

ความหวังของเผ่าจอมเวท?

ยายเมิ่งเป็นเผ่าจอมเวทหรือ

หานเจวี๋ยรีบประมวลผลในใจอย่างรวดเร็ว

“ขอเพียงเจ้านำทางพาถูหลิงเอ๋อร์บรรลุเป็นจักรพรรดิเซียน เจ้าก็คือคนสำคัญของเผ่าจอมเวท”

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างใคร่รู้ว่า “จักรพรรดิเซียนคือขอบเขตใดกัน เซียนทอง?”

“เหนือเซียนทองขึ้นไป ก็คือจักรพรรดิเซียน”

“ไม่ขอปิดบังท่านแล้ว วังสวรรค์อาจจะกวาดล้างโลกมนุษย์ที่ข้าอาศัยอยู่ ท่านสามารถช่วยพูดให้หน่อยได้หรือไม่”

“ไม่ได้ วังสวรรค์ปกครองเมืองยมบาล ข้าไม่มีอำนาจแทรกแซง”

“เช่นนั้นหากข้าช่วยเผ่าจอมเวท ข้าจะได้รับสิ่งใด”

“หากตัวเจ้าตายไป ข้าสามารถให้ที่พักพิงแก่เจ้าได้”

“…”

หานเจวี๋ยจนวาจา

เขารู้สึกว่าตัวเองถูกแหย่เล่นเข้าเสียแล้ว

เขาหันมาแล้วเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นท่านช่วยจัดแจงหาสถานที่ที่ข้าสามาถพักอาศัยในยมโลกให้สักแห่ง แบบไม่ถูกรบกวนได้หรือไม่”

“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา”

หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกคราหนึ่ง นี่ยังพอไหว

“เพราะอย่างนั้น นับว่าเจ้ารับปากแล้ว?” น้ำเสียงแหบพร่าเอ่ยถาม

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบว่า “ข้าค่อนข้างถูกชะตากับถูหลิงเอ๋อร์อยู่เช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่านางกราบไหว้ข้าเป็นอาจารย์แล้ว”

อีกฝ่ายเผยไพ่ออกแล้ว ขืนหานเจวี๋ยปฏิเสธ เกรงว่าคงไปไหนไม่ได้แล้ว

[ยายเมิ่งเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]

หานเจวี๋ยรีบตั้งจิตดั้งเดิมเป็นศูนย์กลาง เปิดใช้งานแบบจำลองการทดสอบ

เขาหายายเมิ่งพบแล้ว เริ่มต่อสู้กันทันที

หนึ่งวินาทีต่อมา

เขาปราชัยในพริบตา

หานเจวี๋ยกลับไม่ได้ประหลาดใจแต่อย่างใด เขาเพียงแต่อยากคัดลอกข้อมูล หลังจากนี้จะถือเอายายเมิ่งมาเป็นแบบอย่าง

ในสายตาของยายเมิ่ง หานเจวี๋ยแค่หลับตาเพียงวินาที ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรอยู่

หานเจวี๋ยประสานหมัดกล่าวว่า “ผู้เยาว์ยังต้องทะลวงระดับต่อ ไม่รบกวนผู้อาวุโสแล้ว”

“อืม”

น้ำเสียงของยายเมิ่งดังลอยมา

หานเจวี๋ยไม่คิดอะไรให้มากความ เพ่งจิตดูดเก็บปราณแห่งวัฏจักร เพิ่มจิตดั้งเดิมให้แข็งแกร่ง


เขาเพียรบำเพ็ญเซียนกลับสู่ความสงบอีกครั้ง พวกสิงหงเสวียนและหลี่ชิงจื่อก็ทยอยจากไป ตั้งหน้าฝึกบำเพ็ญต่อ

บรรดาศิษย์และศิษย์หลานก็ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์กันนานนัก

สามปีต่อมา

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

จิตดั้งเดิมของหานเจวี๋ยกลับเข้าสู่กายเนื้อ สภาพของตัวเขาทั้งหมดแปรเปลี่ยน สมบัติวิญญาณ ยอดสมบัติทั่วทั้งร่างส่องประกายระยิบระยับ ดุจดั่งเทพเซียน

เขากลายเป็นเซียนอิสระวัฏจักรอย่างสมบูรณ์!

เมื่อเทียบกับการทะลวงและความแข็งแกร่งทั้งร่างก่อนหน้านี้ องอาจขึ้นมากกว่าร้อยเท่า!

หานเจวี๋ยเรียกดูหน้าต่างค่าสถานะของตนเอง:

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 779/129,4000]

[เผ่าพันธุ์: มนุษย์เซียน]

[ตบะ: ระดับเซียนอิสระวัฏจักรระยะต้น]

[วิชายุทธ์: วิชาวัฏจักรหกวิถี (สามารถสืบทอดได้)]

[วิชาเวท: ดรรชนีกระบี่เทพ ย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้น สามกระบี่แยกเงา (ไร้เทียมทาน) ตราประทับเก้ามังกรขจัดมาร มหาวายุอัสนี วิชาเทพวายุ วิชาเผยโฉม]

[พลังวิเศษ: พลังดูดวิญาณหกสาย กระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจ ค้ำฟ้าเสมือนพสุธา เมฆตีลังกา พลังเทพหมื่นกระบี่ คำสาปตถาคต ตราประทับหกวิถี ปราณกระบี่ฟ้าดิน (ไท่อี่) ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ (ไท่อี่) ภูษาเอกภพ ประตูวัฏจักร วิชาอัญเชิญเทพ]

[อาวุธเวท: เข็มขัดเก็บสมบัติ กระบี่กิเลน เชือกพันธนาการปีศาจ ระฆังเพลิงอัคคี (สมบัติวิญญาณระดับหก) มงกุฎแก้วเจ้าเหมันต์ (สมบัติวิญญาณระดับสี่) หนังสือแห่งความโชคร้าย (ยอดสมบัติไท่อี่) ภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณ (สมบัติวิญญาณระดับสาม) สร้อยเซียนคุ้มจิต (สมบัติวิญญาณระดับสาม) เบาะสงบจิตใจ (สมบัติวิญญาณระดับหกขั้นไท่อี่) กำไลวิเศษบรรลุสวรรค์ (สมบัติวิญญาณชั้นเลิศ) เกราะอ่อนทองม่วง (สมบัติวิญญาณระดับแปดขั้นไท่อี่) รองเท้าขึ้นสวรรค์เก้าชั้นฟ้า (สมบัติวิญญาณระดับหกขั้นไท่อี่) กำไลวิญญาณ (สมบัติวิญญาณระดับห้าขั้นไท่อี่) เกี้ยวดวงชะตามังกรจักรพรรดิ (สมบัติวิญญาณระดับสองขั้นไท่อี่) อาภรณ์ดวงชะตาจักรพรรดิสูงศักดิ์ (ยอดสมบัติไท่อี่)]

[พลังวิเศษที่สร้างเอง: ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ (ขั้นไท่อี่)]

[มรรคกระบี่: จิตกระบี่หวนคืน (ขั้นไท่อี่)]

[ของวิเศษคู่ชีวิต: กระบี่พิพากษาอนธการ]

[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ร่างวิญญาณหกสาย ประกอบไปด้วยรากวิญญาณขั้นสูงสุดวายุ อัคคี วารี พสุธา พฤกษา อัสนี เสริมดวงชะตาอีกหนึ่งขั้น]

[ดวงชะตาแต่กำเนิดมีดังนี้]

[ไม่เป็นสองรองใคร: คุณสมบัติเซียน มหาเสน่ห์ขั้นสูงสุด]

[ชะตาเซียนกระบี่: คุณสมบัติมรรคกระบี่ระดับสูงสุด ความสามารถในการเข้าใจมรรคกระบี่ระดับสูงสุด]

[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบัติท่าร่างระดับสูงสุด]

[ทายาทจักรพรรดิเซียน: ได้รับวิชายุทธ์บำเพ็ญเซียนชั้นเลิศหนึ่งชุด…]


อายุขัยหนึ่งล้านสองแสนเก้าหมื่นปี!

ยังจะมีผู้ใดอีก!

หานเจวี๋ยยืดอกในทันที

เพดานอายุขัยที่พุ่งทะยานเป็นสิ่งที่หานเจวี๋ยชอบเห็นมากที่สุด

หานเจวี๋ยอดกลั้นความตื่นเต้นดีใจ เรียกดูค่าความสัมพันธ์ เพื่อตรวจสอบตบะของยายเมิ่ง

[ยายเมิ่ง: เซียนแท้ไท่อี่ระยะต้น เทพภูตยมโลก สร้างขึ้นโดยจอมเวทบรรพชน หลบซ่อนอยู่ในเมืองยมบาล รับผิดชอบวัฏจักรเวียนว่ายตายเกิด มุ่งมั่นหมายใจเสริมความแกร่งให้เผ่ามหาเวท ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]

เซียนแท้ไท่อี่!

มิน่าถึงสู้ไม่ได้!

หานเจวี๋ยลอบดีใจ เคราะห์ดีที่ตนไม่ได้สมองฝ่อปฏิเสธยายเมิ่งไป หาไม่คงต้องตายอยู่ที่ยมโลกแน่แล้ว

เช่นนี้ก็ดี จากนี้หลังจากคนที่เขาเป็นกังวลนั่งนิพพานจากไปแล้ว เขาสามารถทักทายปราศรัยกับยายเมิ่ง ให้ยายเมิ่งไม่ต้องป้อนน้ำแกงยายเมิ่งให้แก่พวกนางได้

เพียงแต่กล่าวไปแล้ว เผ่ามาร เผ่าจอมเวทล้วนซ่อนตัวอยู่ในยมโลก

หรือว่ายมโลกเป็นสถานที่ลี้ภัยของเผ่าพันธุ์ที่พ่ายแพ้สงคราม

หานเจวี๋ยหยิบมงกุฎปีกหงส์ไท่ซีออกมา เริ่มทำให้มันยอมรับเจ้าของ

หลายชั่วยามต่อมา

เขาสวมมงกุฎปีกหงส์ไท่ซี ตัดสินใจมอบมงกุฎแก้วเจ้าเหมันต์ให้กับสิงหงเสวียน

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งจูเชวี่ย

ส่วนนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน ก็ไม่ได้น่ากลัวพอสำหรับเขาอีกแล้ว

หานเจวี๋ยตัดสินใจรอให้เขามาหาตนเองถึงที่

เขาสาปแช่งไปพลาง ตรวจสอบจดหมายไปพลาง

ดูจากจดหมายแล้ว ดูเหมือนนว่าแดนบำเพ็ญพรตจะสันติสุขยิ่งนัก

มีก็แค่จี้เซียนเสินที่พบการโจมตีจากมารแท้หลายสิบครั้ง จากนั้นก็ไม่มีข่าวคราวของมารแท้อีก

หรือว่าจี้เซียนเสินจะกวาดล้างเหล่ามารแท้หมดแล้ว

ดีนี่!

เจ้าหมอนี่ออกจะเหี้ยมโหดไปหน่อย ไม่ได้มีภูมิหลังของชาติภพก่อนที่เด่นชัด แต่กลับโดดเด่นเหนือกลุ่มผู้ที่มีดวงชะตายิ่งใหญ่มากมายขึ้นมาได้ สำเร็จเป็นบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งในใต้หล้า!

หานเจวี๋ยตรวจสอบภาพประจำตัวของจี้เซียนเสิน พบว่าตบะของเจ้าหมอนี่บรรลุถึงระดับมหายานขั้นสี่แล้ว

ระดับความเร็วในการทะลวงนี่โหดเหี้ยมยิ่งนัก!

เพียงด้อยกว่าข้าเท่านั้น!

บทที่ 154
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงให้กับอู้เต้าเจี้ยน เป็นสัญญาณให้นางเข้ามาได้

เมื่ออู้เต้าเจี้ยนได้ยินก็รีบหยัดกายลุกขึ้นด้วยความดีใจ พุ่งมาทางถ้ำเทวาฟ้าประทาน

คนอื่นๆ เห็นเช่นนั้นก็เข้าใจว่าหานเจวี๋ยปิดด่านฝึกฝนเสร็จแล้ว

มู่หรงฉี่เดาะลิ้นกล่าวขึ้นว่า “ยามนี้อาจารย์ปู่จะแข็งแกร่งเพียงใดกัน นี่ยังเป็นครั้งแรกที่เขาปิดด่านฝึกฝนนานถึงเพียงนี้”

ถึงแม้หานเจวี๋ยจะเพียรบำเพ็ญมาโดยตลอด แต่ในยามปกติก็จะสามารถมาเยี่ยมเยียนเขาได้ทุกเมื่อ

ไม่เหมือนกับครั้งนี้ หลายปีห้ามรบกวน แม้แต่อู้เต้าเจี้ยนก็ยังถูกไล่ออกมา

“ไม่แน่ใจ เกรงว่าตบะคงสูงกว่าระดับมหายานขั้นห้าแล้วกระมัง” ฟางเหลียงส่ายหน้ากล่าวขึ้น

ระดับมหายานขั้นห้า?

ราชามังกรสามหัวลอบยิ้มเยาะกับตนเอง

‘เกรงว่าอาจารย์ปู่ของพวกเจ้าคงบรรลุระดับมหายานขั้นเก้าแล้ว!’

ราชามังกรสามหัวสงสัยยิ่งนัก ทั้งที่หานเจวี๋ยเป็นผู้ที่เพียรบำเพ็ญแท้ๆ ตบะบรรลุถึงขอบเขตสูงสุดของโลกมนุษย์ แล้วเหตุใดถึงไม่ขึ้นสวรรค์

หรือว่าอยากสัมผัสประสบการณ์ไร้ศัตรูในใต้หล้า

แต่หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกนี่!

ถูหลิงเอ๋อร์เองก็ใคร่รู้เช่นกันว่าตบะของหานเจวี๋ยสูงถึงระดับใดกันแน่

อีกด้านหนึ่ง

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

อู้เต้าเจี้ยนนั่งบนเบาะรองนั่งของตนเอง มองมาทางหานเจวี๋ยอย่างสงสัยใคร่รู้ เอ่ยถามขึ้นว่า “นายท่าน ที่ท่านทะลวงคือขอบเขตพลัง หรือว่าพลังวิเศษ”

หานเจวี๋ยกำลังหลับตาฝึกบำเพ็ญ เอ่ยตอบว่า “ขอบเขตพลัง”

เขารู้สึกประหลาดใจเมื่อพบว่าสิ่งที่ต้นฝูซังแผ่ออกมาไม่ใช่เพียงพลังวิญญาณฟ้าดินเท่านั้น แต่ยังมีพลังวิญญาณที่มีระดับสูงยิ่งกว่าประเภทหนึ่ง พลังวิญญาณชนิดนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าพลังวิญญาณทั่วไปมากมายหลายโข

หรือนี่ก็คือไอเซียนของแดนเซียน

มีความเป็นไปได้มาก!

ต้นฝูซังสามารถดึงดูดอีกาทองจากสวรรค์เบื้องบนให้มายังโลกมนุษย์ได้ นี่ก็หมายความว่าต้นฝูซังมีพลังวิญญาณที่สามารถช่วยสิ่งมีชีวิตบนสวรรค์ฝึกบำเพ็ญได้

หานเจวี๋ยวางใจอย่างสมบูรณ์ แม้จะเหยียบย่างเข้าสู่ระดับเซียนอิสระวัฏจักรแล้ว แต่เขาก็ยังสามารถฝึกบำเพ็ญในโลกมนุษย์ได้

เขามีจุดหนึ่งที่แคลงใจเป็นอย่างมาก

ระดับเซียนอิสระวัฏจักรนั้นเท่ากับระดับเซียนอิสระหรือไม่

วัฏจักรหกระดับแบ่งออกเป็นเซียนอิสระ เซียนพิภพ เซียนสวรรค์ เซียนแท้ เซียนลึกล้ำ เซียนทอง

วัฏจักรเซียนพิภพเท่ากับเซียนพิภพไท่อี่หรือไม่

นี่ยังต้องสอบถามพี่ใหญ่

“ตั้งใจฝึกบำเพ็ญเถิด ข้าต้องหยั่งรู้พลังวิเศษอีก”

หานเจวี๋ยเอ่ยตัดบทอู้เต้าเจี้ยนที่พูดจ้อไม่หยุด จากนั้นก็เริ่มหยั่งรู้ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ

อู้เต้าเจี้ยนข่มกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ และเริ่มฝึกบำเพ็ญเช่นกัน

หลายวันต่อมา

หานเจวี๋ยเข้าสู่แม่น้ำมรรคกระบี่ ครั้งนี้ เขาไม่ได้ดึงดูดเหตุการณ์ประหลาดฟ้าดิน เพราะเขาอยู่เหนือสรรพชีวิตแล้ว มรรคาสวรรค์ไม่เกี่ยวข้องกับเขาแล้ว

เขาเร่งฝีเท้ามาหยุดลงตรงหน้าจั้งกูซิง

จั้งกูซิงเอ่ยขึ้นยิ้มๆ ว่า “เจ้าหนูนี่มาอีกแล้ว เจ้า…ระดับเซียนอิสระ! เจ้าขึ้นสวรรค์แล้วหรือ”

ประโยคหน้าเขายังเอ่ยอย่างราบเรียบยิ่งนัก ทว่าน้ำเสียงครึ่งประโยคหลังกลับแผดสูงขึ้นฉับพลัน

หานเจวี๋ยเอ่ยถามยิ้มๆ ว่า “ผู้อาวุโส ข้าอยากจะถามท่าน เหนือเซียนอิสระคือเซียนพิภพ หรือว่าเซียนพิภพไท่อี่”

จั้งกูซิงสงบสติอารมณ์ เอ่ยตอบว่า “ย่อมเป็นเซียนพิภพไท่อี่อยู่แล้ว เหนือขึ้นไปคือเซียนสวรรค์ไท่อี่ เซียนแท้ไท่อี่ เซียนลึกล้ำไท่อี่และเซียนทองไท่อี่”

“ไท่อี่คือผลมรรค รังสรรค์ขึ้นโดยสำนักเต๋า ยามเมื่อสำนักเต๋าเจริญรุ่งเรือง บุกเบิกระบบฝึกบำเพ็ญ ผลมรรคไท่อี่หยั่งลึกในกฎเกณฑ์มรรคาสวรรค์”

หานเจวี๋ยเข้าใจในทันที ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้

เขายังคิดว่าเหนือวัฏจักรหกระดับถึงจะเป็นระดับไท่อี่ วาจาเช่นนั้นช่างขู่ขวัญคนเกินไปแล้ว

ก็จริง

เขาเป็นเซียนกระบี่หวนคืน ทางที่ก้าวเดินไม่ใช่ระบบทั่วไป

หานเจวี๋ยถามต่อว่า “เหนือไท่อี่คือต้าหลัว?”

ในนิยายเทพเซียนล้วนเป็นระบบเช่นนี้ทั้งนั้น ในเอกสารลัทธิเต๋าก็เคยกล่าวถึงไท่อี่และต้าหลัวว่าเทียบเคียงกัน เพียงแต่ไม่ใช่ระบบเดียวกัน

จั้งกูซิงเอ่ยตอบว่า “ในยุคไร้อารยะ จริงอยู่ที่เหนือไท่อี่คือต้าหลัว ทว่าในกาลเวลาอันยาวนานปรากฏผู้แข็งแกร่งจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน พวกเขาใช้พลังมรรคของตนยกระดับความแข็งแกร่งของขอบเขตพลัง ถ่ายทอดรุ่นสู่รุ่น เปลี่ยนแปลงระดับฝึกบำเพ็ญ ยามนี้ระหว่างไท่อี่และต้าหลัวยังคั่นกลางด้วยระดับจักรพรรดิ ระดับเทพ บรรลุจักรพรรดิเซียน สามารถกระโจนพ้นออกจากหกแดน ทะลวงผ่านหมื่นโลกใต้หล้าอย่างอิสระ ไม่ติดข้อจำกัดกฎเกณฑ์มรรคาสวรรค์ ไม่มีข้อจำกัดในเรื่องอายุขัยอีกต่อไป จักรพรรดิเซียนเป็นการมีอยู่ที่เหนือสุดในสวรรค์เบื้องบน แม้ว่าตัวจักรพรรดิเซียนจะตายไป แต่หากวิญญาณของเขายังมีอยู่เพียงเสี้ยว ก็สามารถบุกฝ่าออกมาจากวัฏจักรได้ใหม่ โดยไม่ถูกวัฏจักรดับกลืนจิตมรรค”

เมื่อเอ่ยถึงจักรพรรดิเซียน น้ำเสียงของจั้งกูซิงก็เปี่ยมไปด้วยความอิจฉา

หานเจวี๋ยอดนึกถึงมู่หรงฉี่ไม่ได้

ชาติก่อนเจ้าหมอนี่ถูกจักรพรรดิเซียนกลุ่มหนึ่งล้อมโจมตีจนตาย หรือเขาจะบรรลุถึงระดับที่สูงยิ่งกว่าระดับเทพแล้ว

หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “ระดับเทพเล่า อะไรคือระดับเทพ”

จั้งกูซิงเอ่ยตอบว่า “ระดับเทพคือเพลิดเพลินโชคชะตา สร้างขึ้นจากเครื่องบูชาโลกมนุษย์ โชคชะตาไม่มอดดับ ต่อให้ขวัญหลุดวิญญาณกระเจิงก็ยังสามารถฟื้นคืนชีพใหม่ได้ โค่นยากยิ่งกว่าจักรพรรดิเซียน ด้านความแข็งแกร่งในพลังเวท ก็กล้าแกร่งยิ่งกว่าระดับจักรพรรดิ ผู้ทรงพลังที่บรรลุระดับเทพในอดีตล้วนรังสรรค์ฟ้าดินที่เป็นของตนขึ้นมาแห่งหนึ่ง”

“ส่วนเซียนทองต้าหลัว นั่นก็คือการมีอยู่ระดับสูงสุด ตำนานกล่าวว่าเซียนทองต้าหลัวแล่นโคจรอยู่เหนือสามพันกฎเกณฑ์ สามารถเหาะเหินอยู่ในสายธารแห่งประวัติศาสตร์ ผลกรรมกาลเวลา”

หานเจวี๋ยฟังจนรู้สึกทึ่งทั้งที่ไม่เข้าใจ

ในใจกำหนดเป้าหมายเล็กๆ หนึ่งเป้าหมาย

เซียนทองต้าหลัว!

จั้งกูซิงเปลี่ยนประเด็น เอ่ยขึ้นด้วยความแปลกใจว่า “เจ้าอายุยังไม่ถึงพันปีก็บรรลุเซียนอิสระแล้ว ด้วยคุณสมบัติของเจ้าหากข้ามผ่านเคราะห์แห่งการสำเร็จมรรคผลได้ ไม่แน่ว่าอาจจะสามารถบรรลุเซียนพิภพไท่อี่ได้ทันที เจ้าไม่ได้ขึ้นสวรรค์หรือ”

หานเจวี๋ยพยักหน้า กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกท่านหรือว่า จูเชวี่ยกำลังรอข้าอยู่บนสวรรค์ ข้าไม่อยากส่งตัวเองไปตาย และยิ่งไม่อยากลบชื่อเพื่อเริ่มใหม่”

“ลบชื่อเพื่อเริ่มใหม่?”

“กลับมาเกิดใหม่นั่นแหละ”

“อ้อ”

ทั้งคู่จมสู่ความเงียบ

ผ่านไปครู่หนึ่ง

หานเจวี๋ยเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งว่า “วังสวรรค์กวาดล้างโลกมนุษย์คือกวาดล้างอย่างไรหรือ เผาทำลายโลกมนุษย์ทันที หรือว่าฆ่าล้างเหล่าสรรพชีวิต”

จั้งกูซิงเอ่ยตอบว่า “ฆ่าล้างสรรพชีวิต การก่อร่างสร้างฟ้าดินโลกมนุษย์แห่งหนึ่งต้องใช้เวลามากมายหลายปี มูลค่าของการเผาทำลายสูงเกินไป โดยทั่วไปแล้วเพียงส่งแม่ทัพสวรรค์ทหารสวรรค์ไปสังหารสรรพชีวิตให้สิ้นซาก แล้วค่อยนำเอาสิ่งมีชีวิตจากโลกมนุษย์อื่นๆ เข้ามา เริ่มวงจรวัฏจักรใหม่ สำหรับมรรคาสวรรค์โลกมนุษย์แล้ว สรรพชีวิตก็คือมรรคาสวรรค์ สรรพชีวิตดับสิ้น มรรคาสวรรค์มอดดับ”

“แล้วแม่ทัพสวรรค์ทหารสวรรค์ที่วังสวรรค์ส่งมาแข็งแกร่งเพียงใดกัน”

“ส่วนใหญ่เป็นเซียนพิภพไท่อี่ที่นำทัพ ภายใต้สถานการณ์ขั้นสูงสุดบางอย่าง ก็จะส่งให้เซียนสวรรค์ไท่อี่ออกโรง”

หานเจวี๋ยรู้สึกถึงแรงกดดัน

เขาเอ่ยถามอีกสองสามคำถาม จั้งกูซิงบอกทุกสิ่งที่รู้แก่เขาทุกอย่าง

หานเจวี๋ยขอตัวลา ก่อนมุ่งหน้าเดินต่อไป

หลังจากบรรลุเซียนอิสระวัฏจักร เขากลับอยากลองดูว่าตนจะเดินไปได้ไกลสักเพียงใด

จั้งกูซิงมองเงาร่างของหานเจวี๋ย ลอบตั้งตาคอยกับตัวเอง

‘เจ้าหนูนี่จะไปได้ไกลสักเพียงใด’

เบื้องหน้าหานเจวี๋ยพลันผุดอักขระบรรทัดหนึ่งขึ้นมา

[ความประทับใจที่จั้งกูซิงมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3.5 ดาว]

หานเจวี๋ยระบายยิ้มออกมาน้อยๆ

คิดไว้ไม่มีผิด!

ความแข็งแกร่งถึงจะเป็นทักษะการเข้าสังคมที่ดีที่สุด!


เมื่อกลับมาภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพของหานเจวี๋ยเกิดการเปลี่ยนแปลง ไกลลิบกว่าที่ผ่านมา!

หลังจากเพิ่มความแข็งแกร่งในการรู้แจ้งแล้ว หานเจวี๋ยรีบจำลองการทดสอบทันที ประลองกับยายเมิ่งหนึ่งยก

เฮือก ถูกยายเมิ่งปลิดชีพในพริบตาอีกครั้ง!

หานเจวี๋ยประลองกับเซวียนฉิงจวินอีกหนึ่งยก ปลิดชีพในทันที

ไม่ตื่นเต้นเลย

หานเจวี๋ยอยากเจอกับเซียนอิสระสักท่านหนึ่งโดยเร็ว เพื่ออยากทดสอบความแข็งแกร่งของตน

‘แย่แล้ว มรรคจิตไม่นิ่งแล้ว ข้าไม่ควรหนีห่างอันตรายหรือ’

หานเจวี๋ยลอบระวังตนเอง รู้สึกว่าความคิดของตนนั้นอันตรายเป็นอย่างมาก

‘มรรคาสวรรค์หลอกล่อข้าอีกแล้ว!’

หานเจวี๋ยสงบสติอารมณ์ ไม่คิดอะไรอีก และไม่ทำอะไรทั้งนั้น

กระทั่งหลังจากที่จิตใจของเขานิ่งดุจสายน้ำ คราวนี้เขาจึงหยัดกายลุกเดินออกไป

เมื่อออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน กลุ่มคนที่อยู่ใต้ต้นฝูซังก็พากันหยัดกายลุกขึ้น

“อาจารย์!”

“อาจารย์ปู่!”

เมื่อถูหลิงเอ๋อร์ได้ยิน ก็พลอยลืมตามองไปทางหานเจวี๋ยด้วย

นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับหานเจวี๋ย

‘ช่างเป็นบุรุษที่รูปงามนัก!’

ถูหลิงเอ๋อร์ถูกทำให้ตกตะลึงนิ่งอึ้ง ต่อใหเป็นจวนเซียนสวรรค์ก็ไม่มีชายหนุ่มใดที่หล่อเหลาได้ถึงเพียงนี้

[ถูหลิงเอ๋อร์เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความความประทับใจขณะนี้คือ 4 ดาว]

บทที่ 155
ระดับความประทับใจเพิ่งจะ 4 ดาว?

หานเจวี๋ยลอบทอดถอนใจ ไม่ได้สนใจพวกบรรดาศิษย์และศิษย์หลาน เดินตรงไปทางถ้ำเทวาของสิงหงเสวียน

เมื่อเข้ามาภายในถ้ำเทวาของสิงหงเสวียน หานเจวี๋ยก็ได้รับการต้อนรับอันแสนอบอุ่นจากนางทันที

เดิมทีหานเจวี๋ยอยากจะพูดคุยกับนางก่อน คิดไม่ถึงว่านางจะใจร้อนยิ่งนัก

เขาจำต้องใช้พลังเวทปิดครอบถ้ำเทวาแห่งนี้เอาไว้ เพื่อเลี่ยงไม่ให้มีเสียงการเคลื่อนไหวดังเล็ดลอดออกไป

หนึ่งเดือนต่อมา

ทั้งคู่อาภรณ์สะอาดเรียบร้อย นั่งหันหน้าเข้าหากัน

หานเจวี๋ยหยิบมงกุฎแก้วเจ้าเหมันต์ออกมา ส่งมอบให้กับสิงหงเสวียน

สิงหงเสวียนรับไว้ด้วยความปลาบปลื้ม และไม่ได้พูดคุยอย่างเกรงใจกับเขาอีก

นางหยิบโอสถที่ตนเองได้มาโดยบังเอิญออกมาด้วยคิดอยากมอบให้หานเจวี๋ย แต่ถูกหานเจวี๋ยปฏิเสธเสียก่อน

“สิ่งของของโลกมนุษย์ ข้าไม่ต้องการแล้ว หลังจากนี้เจ้าก็ดูแลตัวเองให้ดีเถิด” หานเจวี๋ยยิ้มกล่าว

แม้เขาจะมีสาวงามคู่ใจไม่น้อย แต่คนที่เขาชอบมากที่สุดก็ยังเป็นสิงหงเสวียน

ยามรู้สึกรักนั้นง่ายดาย ยามเลิกรักกลับยากยิ่งนัก

การชอบพอคนผู้หนึ่ง บางทีอาจเป็นเพราะนางหน้าตาสะสวย อาจเป็นเพราะนางพูดจาตรงใจเจ้า และอาจเป็นเพราะนางแย้มยิ้มในเวลาที่เจ้าอ่อนแอ

มีเพียงทุ่มเทออกไป ถึงสามารถพิสูจน์สถานะของคนผู้นั้นในใจเจ้าได้

ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่สิงหงเสวียนออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก หลังจากกลับมาแล้วนางล้วนมอบของล้ำค่าให้กับเขา ถึงแม้หานเจวี๋ยจะไม่ได้เอ่ยขอบคุณ แต่เขาก็จดจำขึ้นใจมาโดยตลอด

หานเจวี๋ยให้สิงหงเสวียนนำหุ่นเชิดแห่งสวรรค์อกมา พูดคุยกับนางไปพลางเปลี่ยนพลังวิญญาณของหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ให้นาง

หุ่นเชิดแห่งสวรรค์ที่มีความแข็งแกร่งระดับเซียนอิสระ หลังจากนี้หากสิงหงเสวียนออกไปข้างนอกอีก คิดอยากตายก็คงยากแล้ว

ใบหน้าของสิงหงเสวียนเปื้อนยิ้มตลอดเวลา นางเห็นว่าหานเจวี๋ยดีกับตนมากขึ้น คำพูดคำจาก็มีมากกว่าแต่ก่อน

ยามนี้นางไม่ได้เพ้อฟันอยากครอบครองหานเจวี๋ยแล้ว หวังเพียงแต่ตนเองสามารถกลายเป็นคนผู้นั้นที่สำคัญที่สุดในใจของเขาได้

หานเจวี๋ยรับรู้ได้ถึงความคิดบางอย่างของนาง แต่นี่กลับไม่สำคัญเลย

นางสามารถคิดสารพัดวิธีเพื่อเอาใจเขา แล้วเขายังต้องถือสาอะไรอีก

ด้วยการบอกเล่าของสิงหงเสวียน หานเจวี๋ยก็ได้เข้าใจสถานการณ์ในช่วงนี้ของแดนบำเพ็ญพรต

จวนเซียนสวรรค์เผชิญกับการโจมตีจากเผ่ามาร จนเกือบถูกทำลายเสียย่อยยับ โชคดีที่แดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ลงมือช่วยเหลือ สุดท้าย จี้เซียนเสินอาศัยพลังแห่งตนสยบสังหารมารแท้ทั้งหมด ชื่อเสียงสั่นสะท้านทั่วทั้งใต้หล้า!

จี้เซียนเสินในยามนี้กลายเป็นที่หนึ่งในหล้าสมคำเล่าลือแล้ว!

“ที่หนึ่งในหล้าอะไรกัน ข้าว่าสามีข้าต่างหากถึงจะเป็นที่หนึ่งในหล้า เพียงแต่สามีข้าถ่อมตน นี่ต่างหากถึงจะเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญอย่างแท้จริง” สิงหงเสวียนแค่นเสียงกล่าว

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “รอให้เจ้ากลายเป็นที่หนึ่งในหล้า เช่นนั้นข้าถึงจะพึงพอใจอย่างแท้จริง”

“ก็ได้ ข้าจะพยายาม วันปกติข้าก็มุ่งมั่นเพียรบำเพ็ญ ไม่ได้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์เสียหน่อย”

“ทำต่อไปเถิด”

หลายวันต่อมา

หุ่นเชิดแห่งสวรรค์เปลี่ยนพลังเวทเป็นเซียนอิสระ หานเจวี๋ยจึงให้สิงหงเสวียนเก็บไว้ในแหวนเก็บสมบัติ

หลังจากนั้น เขาพาสิงหงเสวียนเดินออกจากถ้ำเทวา เรียกเซียนซีเสวียน ฉางเยวี่ยเอ่อร์ หลี่ชิงจื่อและซูฉีมาที่ใต้ต้นฝูซังทั้งหมด

หานเจวี๋ยจงใจให้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น ฟางเหลียงและมู่หรงฉี่ล้อมรอบซูฉีไว้ เพื่อสยบความโชคร้ายของซูฉี ก่อนเริ่มให้โอวาทแก่กลุ่มคน

หลังจากกลายเป็นเซียนอิสระวัฏจักร ความเข้าใจที่หานเจวี๋ยมีต่อมหามรรคาก็ลึกซึ้งมากขึ้น

ทุกถ้อยคำของเขายิ่งสามารถทำให้กลุ่มคนหยั่งรู้ได้อย่างลึกซึ้ง เสียงของเขายิ่งสามารถทำให้ความสามารถในการเข้าใจของกลุ่มคนเพิ่มระดับขึ้นได้ในระยะเวลาอันสั้น สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะหานเจวี๋ยผสานมรรคของตนเข้าไปในน้ำเสียง ทำให้พวกเขาร่วมหยั่งรู้ไปด้วยกัน

การให้โอวาทครั้งนี้ดำเนินต่อเนื่องไปถึงหนึ่งปี

หานเจวี๋ยหยุดการให้โอวาทลง กลุ่มคนก็ได้สติตื่นรู้ขึ้นมา

[ความประทับใจที่ถูหลิงเอ๋อร์มีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]

ไม่เพียงแค่ถูหลิงเอ๋อร์ ระดับความประทับใจของคนอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกัน

หานเจวี๋ยหยัดกายขึ้น เอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “พอเท่านี้เถิด ข้าเองก็ควรไปฝึกบำเพ็ญต่อเช่นเดียวกัน”

เขาหันกายเดินกลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน อู้เต้าเจี้ยนรีบกุลีกุจอตามเข้าไป

หลี่ชิงจื่อกล่าวทอดถอนขึ้นว่า “นับวันผู้อาวุโสหานยิ่งเก่งกาจมากขึ้นจริงๆ รู้สึกราวกับว่ากลายเป็นเซียนไปแล้ว”

เซียนซีเสวียนเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “หากกลายเป็นเซียน เหตุใดถึงยังอยู่ที่โลกมนุษย์ได้”

คนอื่นๆ ต่างก็กำลังสงสัยใคร่รู้ถึงขอบเขตพลังของหานเจวี๋ยเช่นเดียวกัน

ซูฉีออกไปก่อนใคร รีบเร่งกลับถ้ำเทวาของตนแบบไม่หยุดพัก เข้าหยั่งรู้มหามรรคต่อ


หลังจากบรรลุเซียนอิสระวัฏจักร หานเจวี๋ยก็ไม่ได้ผ่อนปรน มุ่งมั่นเพียรบำเพ็ญต่อไป

ขอเพียงสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ปราศจากเคราะห์ภัยไร้อันตราย เขาก็ไม่สนว่าแดนบำเพ็ญจะประสบเภทภัยอะไร

ผ่านไปประมาณห้าปี

จี้เซียนเสินโผล่มาอีกครั้ง

“กวนอวี่อยู่ที่ใด ออกมาประลองเวท!”

ครั้งนี้ จี้เซียนเสินไม่ได้ถ่ายทอดเสียงบอกหานเจวี๋ยอีก หากแต่แหกปากตะโกนลั่น สั่นสะเทือนไปทั่วสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ทำให้ผู้คนได้ยินอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

ใต้ต้นฝูซัง ถูหลิงเอ๋อร์ลืมตาขึ้นมา สีหน้าฉายแววแปลกประหลาด

‘จี้เซียนเสินมาได้อย่างไรกัน’

มู่หรงฉี่เอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “กวนอวี่คือผู้ใด”

หยางเทียนตงกล่าวขึ้นยิ้มๆ “คืออาจารย์ปู่ของพวกเจ้า ผู้อาวุโสอย่างเขาก็ยังมีนามอื่นอีก อย่างเฉาเชาเอย จ้าวอวิ๋นเอย”

ภายในถ้ำเทวา

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ครั้งนี้เจ้าหมอนี่ออกจะเหิมเกริมไปหน่อยแล้ว!

ดูท่าหลังจากกลายเป็นอันดับหนึ่งในหล้า จะทำให้เขาโอหังขึ้นมาบ้าง

หานเจวี๋ยรีบทำแบบจำลองการทดสอบ

สังหารในพริบตา!

เท่านี้เองหรือ

หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดหัวเราะ รู้สึกว่าจี้เซียนเสินจะอวดดีเกินไปหน่อย

เขาหายลับไปภายในถ้ำเทวา

ไกลออกไปหลายสิบลี้ ยังคงเป็นป่าไม้ผืนนั้น

หานเจวี๋ยปรากฏกายต่อหน้าจี้เซียนเสิน จี้เซียนเสินในยามนี้เปลี่ยนมาสวมชุดคลุมสีทองทั้งกาย ทว่าระดับยังด้อยกว่าอาภรณ์ดวงชะตาจักรพรรดิสูงศักดิ์บนร่างของหานเจวี๋ยอยู่ดี

จี้เซียนเสินเหลือบมองหานเจวี๋ย ลอบริษยากับตัวเองในใจ

‘คิดไม่ถึงว่าจะยังโอ่อ่ากว่าข้าได้!’

จี้เซียนเสินกล่าวอย่างผยองว่า “กวนอวี่ ข้าเด็ดหัวมารระดับมหายานมาหลายสิบคนแล้ว ความแข็งแกร่งในตอนนี้หาใช่เมื่อก่อนจะเทียบชั้นได้ ท่านกล้าประลองกับข้าสักครั้งหรือไม่”

หานเจวี๋ยกล่าวด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “เมื่อก่อนท่านเคยบอกไม่ใช่หรือว่าจะไม่มารบกวนข้าอีก”

“ข้า…เพียงอยากแลกเปลี่ยนฝีมือกับเจ้า”

“ไม่แล้วไม่เลิก ท่านกับข้าสู้ตัดสินเป็นตายกันไปเลยดีกว่า!”

อวดดีเพียงนี้?

จี้เซียนเสินได้ยินน้ำเสียงของหานเจวี๋ยที่ดุดันเช่นนี้ ในใจก็บันดาลโทสะ ทว่าเมื่อคิดอีกที หากสู้หานเจวี๋ยไม่ไหวจะทำอย่างไร

เขาเริ่มลังเลขึ้นมาแล้ว

เขากัดฟันกล่าวว่า “ครั้งนี้ หากข้าแพ้อีก ข้าจะขึ้นสวรรค์ทันที! ไม่มารบกวนท่านอีกเด็ดขาด!”

“ท่านกล่าวแล้ว?”

“อืม เพียงประลองเวท ไม่สนเป็นตาย!”

หานเจวี๋ยพลันก้าวหน้าขึ้นมาหนึ่งก้าว ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ไม่ถึงครึ่งหมี่[1] หานเจวี๋ยยกมือขึ้น กดหัวไหล่ของจี้เซียนเสินไว้ พลังเวทลุกโชน สยบกำราบจี้เซียนเสิน

ตู้ม!

จี้เซียนเสินต้านทานไม่ไหว สองขาอ่อนยวบ คุกเข่าลงพื้นข้างหนึ่ง สั่นสะเทือนจนป่าไม้ไหวเอนอย่างรุนแรง

สีหน้าเขาซีดขาวฉับพลัน

เป็นไปได้อย่างไร!

พลังวิญญาณหอบนี้…

จี้เซียนเสินคิดอยากขัดขืน ทว่าเดิมทีก็ทำไม่ได้สักนิด พลังวิญญาณภายในร่างของเขาไม่สามารถพุ่งทะลุผิวกายออกมาได้เลย พลังเวทของหานเจวี๋ยก่อร่างเป็นโซ่ตรวน กักขังเขาเอาไว้

เนิ่นนาน

จี้เซียนเสินก้มหน้าลง กัดฟันกล่าวว่า “ข้าแพ้แล้ว!”

เขาใช่เพียงแพ้แล้วที่ไหน นี่ก็พ่ายแพ้จนเละเทะไม่เป็นท่าเลยต่างหาก!

หานเจวี๋ยเก็บมือ กล่าวว่า “ตั้งใจฝึกบำเพ็ญให้ดี ด้วยพรสวรรค์ของท่าน ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเหนือกว่าข้า ส่วนเรื่องขึ้นสวรรค์ รออีกหน่อยเถิด โลกมนุษย์ยังต้องการท่านคอยคุ้มครอง”

เจ้าหมอนี่จะขึ้นสวรรค์ไม่ได้เด็ดขาด!

อีกเดี๋ยววังสวรรค์ก็จะมาแล้ว!

จี้เซียนเสินสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาเองก็มีเกียรติศักดิ์ศรีเช่นกัน

“หลังจากนี้ข้าจะไม่มาอีกเด็ดขาด!”

จี้เซียนเสินหยัดกายลุกขึ้นจากไป

หานเจวี๋ยวาบกายกลับมาในถ้ำเทวา ฝึกบำเพ็ญต่อไป

ใต้ต้นฝูซัง ถูหลิงเอ๋อร์และฟางเหลียงยังตกอยู่ในอารามตกตะลึง

คนอื่นไม่รู้จักจี้เซียนเสิน แต่ว่าพวกเขารู้จัก

แม้จะห่างออกไปหลายสิบลี้ แต่ด้วยตบะของพวกเขาก็สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง

จี้เซียนเสินถูกหานเจวี๋ยกดราบลงกับพื้น ขยับเขยื้อนไม่ได้เลยสักนิด!

ตบะนี้จะห่างชั้นมากเพียงใดกัน

‘มาถูกที่แล้วจริงๆ!’ ถูหลิงเอ๋อร์ลอบคิดกับตัวเอง

เพียงแต่จนถึงตอนนี้หานเจวี๋ยก็ไม่ได้เอ่ยปากอย่างเป็นทางการว่าจะรับนางเป็นศิษย์ หรือยังไม่ไว้ใจนางอยู่อีก

เป็นเพราะสถานะก่อนหน้านี้ของนางหรือ

ถูหลิงเอ๋อร์ตกอยู่ในความคิดกังวล นางควรจะประจบเอาใจหานเจวี๋ยอย่างไรดี

เมื่อนึกถึงใบหน้างามไม่เป็นสองรองใครของหานเจวี๋ยแล้ว พวงแก้มของนางก็เรื่อแดงขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

เหอะ!

ผู้ฝึกบำเพ็ญเช่นข้าจะคิดเรื่องพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน

หรือจะมอบสมบัติให้ดี