146-150

บทที่ 146
‘ทำลายโลกมนุษย์?’

หานเจวี๋ยตกใจมาก ‘โหดเหี้ยมเพียงนี้เชียว?’

เขารีบถามทันที “วังสวรรค์ทำเช่นนี้ ยังนับว่าเป็นวังสวรรค์อยู่หรือ”

ไม่ทันไรก็ทำลายล้างโลกมนุษย์ ช่างเหี้ยมโหดไร้มนุษยธรรม!

“นี่นับเป็นอะไรได้ โลกมนุษย์นับหมื่นนับพัน ทำลายโลกมนุษย์หนึ่งแห่ง ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบบนสวรรค์เลยแม้แต่น้อย อีกอย่างเพียงโลกมนุษย์ถูกทำลาย สรรพชีวิตยังสามารถเข้าสู่วัฏจักรหกวิถีกลับชาติมาเกิดใหม่ได้ อีกอย่าง เผ่าพันธุ์ที่มนุษย์ทำลายล้างยังน้อยอยู่หรือ เมื่อมนุษย์ใคร่ครวญถึงวังสวรรค์ ก็ไม่ควรเอาตัวเองป็นที่ตั้ง”

จั้งกูซิงปัดมือกล่าว รู้สึกว่าความคิดของหานเจวี๋ยช่างน่าขันยิ่งนัก

เมื่อหานเจวี๋ยได้ฟังก็รู้สึกว่ามีเหตุผลอยู่บ้าง

พูดให้ชัดเจนแล้ว

ผู้อ่อนแอยังคงเป็นเนื้อสมัน ผู้แข็งแกร่งเป็นเสือสมิง

ใครเป็นผู้กำหนดกฎ คนนั้นเป็นผู้ยิ่งใหญ่!

หานเจวี๋ยถาม “อีกนานเพียงใดวังสวรรค์ถึงมาชำระล้างเผ่ามาร”

จั้งกูซิงตอบด้วยรอยยิ้ม “อย่างเร็วที่สุดก็หลายร้อยปี อย่างช้าที่สุดก็นับพันปี ไม่อาจนานกว่านั้นได้ กลุ่มอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังเทพปีศาจใกล้จะเจรจากับวังสวรรค์ได้แล้ว แต่น่าเสียดายที่เทพปีศาจตนนั้นยังถูกผนึกอยู่ในกลอง”

หานเจวี๋ยถามด้วยสีหน้าแปลกประหลาด “เทพปีศาจตนนั้นใช่ซุนหงอคงผู้ยิ่งใหญ่เทียมฟ้าหรือไม่”

“ไม่ใช่”

“อ้อ”

หานเจวี๋ยนึกว่าตนเองมาถึงโลกของไซอิ๋วแล้วเสียอีก

ทั้งสองทักทายแลกเปลี่ยนกันอีกสองสามประโยค จากนั้นหานเจวี๋ยก็เดินไปข้างหน้าต่อ

……

เมื่อรับรู้ถึงร่างจริงของตนเอง หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตัวเองเข้าใจจิตกระบี่หวนคืนมากยิ่งขึ้น

จิตกระบี่หวนคืนก็ยกระดับถึงขั้นไท่อี่ได้สำเร็จ พลังแท้จริงของเขาสามารถพูดได้แค่ว่าครอบคลุมทุกด้านมากยิ่งขึ้น ในเรื่องระดับความแข็งแกร่งของการโจมตียังไม่ได้ถูกยกระดับ

ยังคงต้องเพิ่มพูนตบะ!

หลังจากทำจิตกระบี่ให้มีความเสถียรแล้ว หานเจวี๋ยก็นำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่งจูเชวี่ยและนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน

ไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จเช่นไร ก็ยังคงไม่ลืมเจตนาเดิม รวมถึงบรรดาศัตรู

สิบสองวันหลังจากนั้น หานเจวี๋ยฝึกฝนต่อ

แรงกดดันที่วังสวรรค์นำมาให้นับว่ามหาศาลยิ่งนัก หานเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกถึงแรงกดดันเช่นนี้มานานมากแล้ว

ระหว่างนั้น เขาเรียกฟางเหลียงให้เข้ามาในถ้ำเทวา

“วังสวรรค์เบื้องบนเตรียมล่าสังหารเผ่ามาร โลกมนุษย์ของพวกเราถูกเผ่ามารเข้ารุกราน เป็นไปได้อย่างมากที่จะถูกวังสวรรค์มองเป็นกองกำลังสำรองของเผ่ามาร เพราะอย่างนั้นจึงต้องถูกชำระล้างไปด้วย สรรพชีวิตบนโลกทั้งหมดจะถูกสังหารตายเป็นเบือ เข้าสู่วัฏสงสาร กลับชาติเกิดใหม่ หากอยากจะเลี่ยงเคราะห์ในครั้งนี้ เจ้าจำต้องไปแจ้งให้จวนเซียนสวรรค์ทราบ ให้พวกเขาเรียกร้องให้แดนบำเพ็ญพรตขุดรากถอนโคนอิทธิพลของเผ่ามาร เพื่อให้หลุดพ้นการเป็นที่ต้องสงสัย

เรื่องนี้ห้ามบอกว่าข้าเป็นผู้กล่าว เจ้าเพียงบอกว่าถูกเทพเซียนพสุธาท่านหนึ่งชี้แนะมา”

หานเจวี๋ยกล่าวด้วยท่าทีเคร่งเครียด ฟางเหลียงได้ฟังก็เบิกตากว้าง อู้เต้าเจี้ยนที่กำลังฝึกฝนอยู่ก็ลืมตาขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

ใบหน้าของฟางเหลียงเปลี่ยนสีไปอย่างมาก เอ่ยถามขึ้นว่า “อาจารย์ปู่ เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือ วังสวรรค์จะลงมือเมื่อใด”

“อย่างมากก็พันปี จำไว้ว่านั่นคืออย่างมาก ช่วงนี้บุตรแห่งสวรรค์จำนวนมากต่างก็ได้รับโอกาสวาสนา ถือว่าเป็นแสงสายัณห์ยามตะวันรอน[1]ของมรรคาสวรรค์ในโลกมนุษย์ ต้องการพึ่งพาพลังของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดเพื่อปกป้องตัวเอง”

“ศิษย์จะรีบส่งข่าวให้จวนเซียนสวรรค์ จะไม่เปิดเผยว่าวาจานี้เป็นของอาจารย์ปู่เด็ดขาด!”

ฟางเหลียงจากไปอย่างรีบร้อน

อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นายท่าน ท่านทราบเรื่องของสวรรค์เบื้องบนได้อย่างไร”

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ข้ามีความสัมพันธ์กับสวรรค์เบื้องบน”

“ความสัมพันธ์อันใดหรือ”

“ไม่อาจบอกได้”

หานเจวี๋ยหลับตาลง ไม่กล่าววาจาอีก

ในใจของอู้เต้าเจี้ยน ภาพลักษณ์ของเขาถูกยกขึ้นสูงอีกครั้ง

……

สองปีต่อมา

ฟางเหลียงได้รับสารตอบกลับว่า จวนเซียนสวรรค์ได้รับข้อเสนอของเขาแล้ว และเริ่มแจ้งสำนักต่างๆ ในใต้หล้า

ผ่านไปอีกไม่ถึงสามปี นักพรตเต๋าจิ่วติ่งมาเยี่ยมเยียน

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าเลือดและลมปราณของเขาไม่อยู่ในภาวะสมดุลอยู่บ้าง การออกไปหาประสบการณ์ด้านนอกในช่วงหลายปีมานี้ถูกโจมตีไม่น้อย

“ผู้อาวุโสหาน จวนเซียนสวรรค์เรียกร้องให้สำนักในใต้หล้าไล่สังหารฝ่ายมาร กล่าวว่าเป็นเพราะเผ่ามารเข้ามารุกราน เทพเซียนคิดว่าโลกมนุษย์ของพวกเราได้กลายเป็นโลกของเผ่ามารแล้ว เกรงว่าอาจจะทำให้สวรรค์พิโรธได้ มนุษย์จำต้องช่วยเหลือตนเอง ในฐานะที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ของเราเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์อันดับหนึ่งในต้าเยี่ยน ก็ได้รับสารจากจวนเซียนสวรรค์ด้วยเช่นกัน ท่านคิดว่าพวกเราควรทำเช่นไรดี”

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งกล่าวขึ้นอย่างกลัดกลุ้ม นี่เรียกว่าเรื่องอันใด

ในสายตาของเขาแล้ว จวนเซียนสวรรค์กำลังกล่าวเรื่องไร้สาระ

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “เรื่องนี้เป็นความจริง สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์สามารถออกแรงได้ก็ออกแรงเถิด”

เผชิญหน้ากับวังสวรรค์เจ้าแห่งเบื้องบน ไหนเลยมนุษย์ธรรมดาจะสามารถต้านทานได้

ทำได้เพียงพยายามตัดสัมพันธ์กับเผ่ามาร!

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งได้ฟังก็เกิดสีหน้าประทับใจอย่างอดไม่ได้ แม้แต่หานเจวี๋ยยังเอ่ยเช่นนี้ ดูท่านี่คงจะเป็นเรื่องจริง!

เขาไม่ได้เอ่ยอะไรมาก รีบจากไปในทันที

หานเจวี๋ยรู้สึกประทับใจต่อจวนเซียนสวรรค์ขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

กลับไม่คิดว่าจวนเซียนสวรรค์จะเชื่อจริงๆ หากเป็นนิยายบางเรื่องจะต้องไม่เชื่ออย่างแน่นอน จึงนำมาซึ่งเคราะห์ครั้งใหญ่ บีบบังคับจนตัวเอกต้องพึ่งพาตนเอง หลังจากช่วยโลกแล้ว สรรพชีวิตใต้หล้าตื่นตระหนกตกใจ บรรดาดินแดนศักดิ์สิทธิ์เกิดความเสียใจในภายหลัง ขณะเดียวกันก็เคารพเลื่อมใสตัวเอกมากยิ่งขึ้น

อะแฮ่ม!

เมื่อหานเจวี๋ยขบคิดดูอีกที ก็รู้สึกว่าตนเองไร้เดียงสาเกินไป

บางทีจวนเซียนสวรรค์อาจมีความสัมพันธ์กับสวรรค์เบื้องบนเช่นกัน ถึงอย่างไรจวนเซียนสวรรค์ก็มีคนขึ้นสวรรค์มาหลายรุ่นจนนับไม่ถ้วน จะต้องมีคนที่ไม่ลืมมิตรภาพในวันวาน หลังจากรู้ข่าวแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะแอบไปแจ้งข่าวให้กับจวนเซียนสวรรค์ทราบ

ในฐานะดินแดนศักดิ์สิทธิ์ จวนเซียนสวรรค์ไม่อาจเชื่อข่าวที่แสร้งปล่อยมาเขย่าขวัญจากบุคคลลึกลับคนหนึ่งอย่างไม่มีเค้ามูลมาก่อน

ไม่ว่าอย่างไร มีจวนเซียนสวรรค์และดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เข้าควบคุมเรื่องนี้ หานเจวี๋ยก็สามารถฝึกฝนได้อย่างวางใจแล้ว

เวลาว่างจากการบำเพ็ญเพียร หานเจวี๋ยจะติดตามพวกโม่จู๋ทั้งสาม

คนตระกูลโม่ที่ร่วมเดินทางด้วยมีมากขึ้นเรื่อยๆ พวกโม่ฟู่โฉวไม่ได้มีจิตใจที่จะช่วงชิงเอาชัยชนะ เพียงแต่หาสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อหลบซ่อนเท่านั้น แต่ไอมารของโม่ฟู่โฉวเข้มข้นเกินไป มักจะถูกผู้บำเพ็ญสายหลักที่จิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยสัจจะช่วยเหลือคนดีโจมตีอยู่บ่อยๆ

เพราะเป็นความสัมพันธ์ส่วนตัว หานเจวี๋ยเองก็กังวลว่าโม่จู๋และโม่ฟู่โฉวจะเผชิญกับเหตุที่ไม่คาดคิด

แต่ว่าที่ควรพูดเกลี้ยกล่อมหานเจวี๋ยก็ได้พูดไปหมดแล้ว ทุกคนต่างมีเส้นทางของตัวเอง

หานเจวี๋ยไม่อาจรับคนตระกูลโม่ทั้งหมดเข้ามาบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนได้

ขอแค่เอ่ยคำพูดเช่นนี้ออกไป หลังจากนี้บรรดาศิษย์และศิษย์หลานของเขาก็คงขอให้เขารับคนเข้ามาอีกจำนวนมาก

ท่ามกลางโลกีย์วิสัย ใครเลยจะไม่มีไมตรีจิตมิตรภาพ

ใครเลยจะไม่มีคนที่สนใจ

……

ภายในถ้ำภูเขาที่มืดสลัว ปรมาจารย์มารโลหิต มารชีผมขาวและอรหันต์มารละโมบกำลังนั่งล้อมวงกัน

ท่ามกลางพวกเขามีไอมารกลุ่มหนึ่งลอยอยู่

“สายหลักใต้หล้าร่วมมือกัน สายมารทุกข์จนยากจะบรรยาย หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เวลาไม่กี่ร้อยปี อย่าว่าแต่ฟื้นฟูเผ่ามารเลย เกรงว่าแม้แต่มรรคมารเองก็ถูกชำระล้างจนหมดสิ้น” ปรมาจารย์มารโลหิตกล่าวด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น

มีเสียงเย็นยะเยือกดังมาจากท่ามกลางไอมาร “หึ ไม่ต้องกลัว ไม่นานข้าจะส่งมารแท้ไปล่วงหน้ากลุ่มหนึ่ง พอถึงเวลานั้นจะเอาเลือดล้างจวนเซียนสวรรค์ สั่นสะเทือนสยบจิตใจสายหลัก!”

วาจาสิ้นสุดลง ไอมารก็สลายไป

อรหันต์มารละโมบขมวดคิ้วเอ่ยถามว่า “ผู้อาวุโสเจวี๋ยเหยี่ยนบอกพวกเราว่าไม่ต้องเข้าแทรกเรื่องของฝ่ายมารมิใช่หรือ”

มารชีผมขาวส่ายหน้ากล่าว “ไม่ใช่ว่าพวกเราอยากเข้าแทรก แต่หากรอต่อไปแล้วผู้อาวุโสเจวี๋ยเหยี่ยนยังไม่ลงมาโลกมนุษย์อีก เกรงว่าพวกเราคงจะตกตายในเงื้อมมือของจี้เซียนเสิน พวกเราสามคนร่วมมือกันแล้วล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา!”

อรหันต์มารละโมบนิ่งเงียบ

ปรมาจารย์มารโลหิตทอดถอนใจกล่าวว่า “พวกเราได้กลายเป็นหมากแล้ว ความทะเยอทะยานใดๆ ล้วนไม่คู่ควรแก่การกล่าวถึง สามารถมีชีวิตรอดต่อไปได้ก็ดีแล้ว”

“ต่อให้พวกเราอยากขึ้นสวรรค์ ยามนี้ก็ไม่มีสถานที่ที่สามารถฝ่าด่านเคราะห์ได้ จวนเซียนสวรรค์จับจ้องพวกเราไม่วางตา แผนการในตอนนี้ก็คือขอให้เผ่ามารช่วยเหลือ”

สามมารอาวุโสที่เคยสง่างามน่าเกรงขามต่างก็ฝืนยิ้มอย่างขมขื่น ทอดถอนหายใจออกมา

ขึ้นสวรรค์ต้องใช้เวลา หากเผชิญกับการโจมตีในระหว่างที่ฝ่าด่านเคราะห์ อาจจะร่างตายมรรคสลายได้

ปรมาจารย์มารโลหิตก็ถูกขัดจังหวะการฝ่าด่านเคราะห์ในการขึ้นสู่สวรรค์หนึ่งครั้งแล้ว

อรหันต์มารละโมบกัดฟันกล่าว “สมควรตาย ที่จอมมารขึ้นสวรรค์ หรือว่าจะได้รับข่าวกรองอะไรมาก่อน ยามที่นางขึ้นสวรรค์ จวนเซียนสวรรค์ก็ไม่ได้รบกวนนาง เหตุใดเมื่อถึงคราวพวกเราถึง…”

เมื่อเอ่ยถึงจอมมาร มารทั้งสามก็รู้สึกแค้นเคืองเป็นอย่างมาก

เจ้าขึ้นสวรรค์ได้ แต่เหตุใดไม่พาพวกเราไปด้วย

บทที่ 147
ยี่สิบปีต่อมา

หานเจวี๋ยทะลวงถึงระดับมหายานขั้นแปด มีแรงกดดันแล้วก็มีแรงผลักดัน ความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของเขายังเร็วกว่าแต่ก่อนอยู่บ้าง

หลังจากทะลวงแล้ว หานเจวี๋ยก็นำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาสาปแช่ง พลางตรวจสอบจดหมายไปด้วยตามความเคยชิน

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x4729

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x110332

[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x78

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x74110

[นักพรตเต๋าจิ่วติ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x85

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านซาบซึ้งถึงมรรคาสวรรค์ขณะฝึกบำเพ็ญ พลังมรรคเพิ่มพูน]

[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านได้รับดวงชะตามรรคาเทพ]

[ตู้ขู่สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเซียนอิสระ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย]

……

ข้อความต่อมาล้วนเป็นการโจมตีของผู้บำเพ็ญสายมารทั้งหมด

แต่ครั้งนี้ไม่ใช่สายมารที่โหมพัดใต้หล้าอีก แต่กลับเป็นสายมารที่กลายเป็นหนูข้างถนน ถูกล่าสังหารแทน

หานเจวี๋ยไม่ได้รู้สึกเห็นใจแต่อย่างใด เขาไม่ใช่แม่พระ

เดิมทีสายหลักกับสายมารก็ไม่สามารถอยู่ร่วมโลกกันได้

ก่อนหน้านี้ที่สายมารโหมพัดสายหลักนั้น มีกี่สำนักที่ถูกสังหารไปเสียเท่าไร มีกี่คนที่ถูกผู้บำเพ็ญสายมารลงมืออย่างเหี้ยมโหด

บางทีในสายหลักเองก็มีคนชั่วไม่น้อย แต่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ว่าสายมารจะถูกใส่ร้ายว่ากลายเป็นมาร

ส่วนการที่จะให้สายหลักกับสายมารร่วมมือกันต่อต้านวังสวรรค์นั้น มันเป็นเรื่องไร้สาระเกินไป เดิมทีย่อมเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว!

เดิมทีวังสวรรค์ก็ยืนอยู่ข้างสายหลัก เปรียบเสมือนผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสายหลัก ตอนนี้ผู้บังคับบัญชาสูงสุดสงสัยว่าผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาสมคบคิดกับศัตรู เพื่อที่จะเอาตัวรอดแล้ว ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาจะสมคบคิดกับศัตรูจริงๆ หรือ

ยังไม่ต้องกล่าวถึงเรื่องนี้ สายหลักกับสายมารร่วมมือกันก็ต้านทานวังสวรรค์ไม่ได้ หากทำเช่นนั้น สายหลักจะยังคงเป็นสายหลักอยู่หรือ

หานเจวี๋ยไม่ได้ฝากความหวังไว้ที่สายหลักทั้งหมด ตนเองก็ยังต้องแข็งแกร่งมากขึ้นกว่านี้

เมื่อถึงเวลานั้น หากวังสวรรค์ยังดึงดันที่จะทำลายโลกมนุษย์ เขาก็ต้องมีกำลังในการปกป้องตัวเอง

อย่างมากที่สุด เมื่อถึงเวลานั้นก็พาเขาเพียรบำเพ็ญเซียนไปหลบในยมโลก!

หานเจวี๋ยยังสามารถหนีไปยังโลกอื่นได้ด้วย ถึงอย่างไรเขาก็เลือกเส้นทางเซียนกระบี่หวนคืนแล้ว แต่ว่าการหนีไปยังโลกอื่นเขาไปได้เพียงลำพังเท่านั้น ไม่อาจพาคนอื่นไปด้วยได้ อีกทั้งเขายังไม่รู้จักโลกอื่นโดยสิ้นเชิง จึงไม่อาจเลือกได้เองว่าจะหนีไปโลกใด กล่าวคือเมื่อสำแดงพลังวิเศษหวนคืนไปยังโลกอื่น มันจะเป็นการสุ่มเลือกสถานที่

หากไม่ถึงตาจน เขาก็ไม่มีทางหนีไปโลกอื่นอย่างแน่นอน

หากหนีไปยังโลกของเผ่ามาร นั่นก็ไม่เท่ากับการโดนระเบิดหรอกหรือ

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ วิธีการเอาชีวิตรอดของตัวเองยังมีอีกมาก

เขาแอบอธิษฐานให้เทพปีศาจตนนั้นก่อกวนอีกสักพัก อย่าได้ทำให้วังสวรรค์ได้สติกลับมาเร็วนัก

หลังจากสาปแช่งเสร็จแล้ว หานเจวี๋ยก็ฝึกฝนต่อ

ยามนี้เขามีเพียงเป้าหมายเดียวเท่านั้น นั่นก็คือบรรลุระดับมหายานขั้นเก้าอย่างสมบูรณ์โดยเร็ววัน!

……

หนึ่งปีต่อมา

น้ำเสียงคุ้นหูสายหนึ่งก็ดังเข้าสู่โสตประสาทของหานเจวี๋ย “สหายเต๋ากวน ออกมาพบกันหน่อย ครั้งนี้ข้าไม่ได้มาท้าสู้กับท่าน”

‘จี้เซียนเสิน!’

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ‘เจ้าหมอนี่มาอีกแล้ว?”

หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังออกไปพบเขาสักหน่อย เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหมอนี่ก่อเรื่อง

ยังคงเป็นป่าผืนนั้น ไม่เจอกันนานหลายสิบปี กลิ่นอายพลังของจี้เซียนเสินก็แข็งแกร่งขึ้นไม่น้อยกว่าหนึ่งเท่า

เจ้าหมอนี่ฆ่าสังหารผู้บำเพ็ญสายมารไปทั่วทุกหนแห่ง ยังสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ ช่างไม่มีหลักธรรมแห่งสวรรค์เลยจริงๆ

หานเจวี๋ยสงสัยแม้กระทั่งว่า เขากับหวงจี๋เฮ่ามีระบบที่สามารถอัพเกรดขั้นของตัวเองได้

‘เหตุใดระบบของข้าถึงไม่มีฟังก์ชันเช่นนี้บ้าง

ระบบเช็กอินในนิยายเหล่านั้น ผู้คนไปถึงไหนก็เช็กอินถึงที่นั่น และแข็งแกร่งขึ้นทันที แต่ข้ายังต้องฝึกฝนด้วยตนเอง’

หานเจวี๋ยแอบถอนหายใจ

จี้เซียนเสินมองหานเจวี๋ย และกล่าวด้วยสายตาแวววาว “สหายเต๋ากวน ข้าเป็นตัวแทนของจวนเซียนสวรรค์ มาเชิญท่านเข้าร่วมรับตำแหน่งผู้อาวุโสของจวนเซียนสวรรค์ ท่านยินดีเข้าร่วมหรือไม่”

“ขอบคุณในความหวังดีของจวนเซียนสวรรค์ แต่ไม่จำเป็น”

“เพราะเหตุใด”

“รังเงินรังทอง ไม่สู้รังสุนัขที่บ้านตนเอง”

“อึก…”

จี้เซียนเสินอึ้งตะลึงกับวาจาของหานเจวี๋ย นี่คือคำพูดอะไรกัน

เขากล่าวต่อ “จวนเซียนสวรรค์ค้นพบเขตอาคมที่สายมารสร้างขึ้น ซึ่งได้เชื่อมต่อกับโลกที่ไม่อาจทราบได้ เกรงว่าจะเกี่ยวข้องกับเผ่ามาร ก่อนหน้านั้นข้าเคยพบเจอกับโลกที่เผ่ามารบุกเบิกขึ้นมา ข้ายังเคยบุกสังหารเข้าไปแล้ว ท่านสนใจที่จะไปรบเผ่ามารกับข้าหรือไม่ โดยทั่วไปโลกเช่นนั้นล้วนซ่อนทรัพยากรบำเพ็ญเพียรที่เผ่ามารซ่อนไว้ให้สายมาร ไม่แน่ว่าอาจจะมีสมบัติที่ท่านต้องการก็เป็นได้”

หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เผ่ามารอ่อนแอถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

จี้เซียนเสินได้ยินก็พาลโกรธเอาดื้อๆ “ท่านหมายความว่าอย่างไร”

“อะแฮ่มๆ ข้าไม่ได้ดูถูกจวนเซียนสวรรค์ของพวกท่าน ถึงอย่างไรเผ่ามารก็คงจะแข็งแกร่งกว่ามนุษย์อยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเหตุใดสายมารถึงบูชาพวกเขาเล่า”

“เผ่ามารที่แท้จริงถูกขังอยู่ในยมโลก ทำได้เพียงส่งมารแท้บางส่วนมาเผยแพร่วิถีมารเท่านั้น มารแท้ที่แข็งแกร่งที่สุดที่พวกเราเคยพบเจอก็อยู่ประมาณระดับมหายานขั้นเก้า”

“ข้าก็ไม่ไปหรอก ขอให้พวกท่านประสบความสำเร็จราบรื่นทุกอย่าง”

หานเจวี๋ยส่ายหน้ากล่าว เมื่อกล่าวจบก็หมุนกายเตรียมจากไป

จี้เซียนเสินรั้งเขาไว้และเอ่ยถามขึ้นว่า “จริงสิ ฟางเหลียงกับท่านมีความพันธ์ใดต่อกันหรือไม่ ข้าเห็นว่าเขาอยู่บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนด้วย”

หานเจวี๋ยตอบ “ไม่มีความสัมพันธ์ใด เป็นเพียงแขกเท่านั้น”

“เช่นนั้นก็ดี เจ้าเด็กนี่พรสวรรค์แข็งแกร่งมาก แม้กระทั่งถูกคนอื่นเข้าใจว่าพรสวรรค์แข็งแกร่งกว่าข้า ข้าเตรียมที่จะเก็บเขา”

“อ้อ ข้านึกขึ้นได้แล้ว เขาเป็นศิษย์หลานของข้า”

“…”

จี้เซียนเสินอยากจะด่าคนนัก

มิน่าเล่าฟางเหลียงถึงได้วิปริตเช่นนี้!

กล่าวตามตรงว่าอยู่มานานนับพันปี นอกจากหานเจวี๋ยแล้ว นี่ก็เป็นครั้งแรกที่จี้เซียนเสินรู้สึกกดดัน

ไม่ใช่ความกดดันทางด้านพลัง แต่เป็นด้านพรสวรรค์!

การผุดขึ้นมาของฟางเหลียงนั้นเร็วเกินไป แม้แต่อาจารย์ของเขาก็เคยกล่าวเตือนเขา หวังว่าเขาจะช่วยประคับประคองฟางเหลียงให้มาก

“ฮึ! ลาก่อน!”

จี้เซียนเสินสะบัดแขนเสื้อแล้วจากไป

หานเจวี๋ยส่ายหน้า เขากลับเข้าไปภายในถ้ำเทวาฟ้าประทานอีกครั้ง

ราชามังกรสามหัวขมวดคิ้วอยู่ใต้ต้นฝูซัง

คนอื่นไม่อาจสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของจี้เซียนเสิน แต่เขากลับสัมผัสได้

‘แข็งแกร่งมาก!’

ผู้ที่มีความแข็งแกร่งระดับนี้เมื่ออยู่ต่อหน้าหานเจวี๋ยกลับดูราวกับเป็นเด็กน้อย ทำให้เขายิ่งสงสัยในตบะของหานเจวี๋ยมากขึ้น

……

เจ็ดปีต่อมา

หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกฝนอยู่พลันเขาก็รู้สึกไม่สบายใจ จึงลืมตาขึ้นมาทันที

‘เกิดเรื่องอะไรขึ้น

เหตุใดจู่ๆ ถึงรู้สึกไม่สบายใจเช่นนี้’

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น อู้เต้าเจี้ยนที่ฝึกฝนอยู่ตรงหน้าก็ลืมตาขึ้นมา

“นายท่าน ท่านรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยหรือไม่” อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยปากถามขึ้น

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เจ้าก็รู้สึกหรือ เจ้ารับรู้อะไรได้บ้าง”

“ข้าเองก็บอกไม่ถูก เพียงแต่มันอึดอัดใจมาก”

คำตอบของอู้เต้าเจี้ยนทำให้หานเจวี๋ยไม่สบายใจมากกว่าเดิม

‘หรือวังสวรรค์จะมาโจมตี

เร็วเพียงนี้เชียวหรือ’

ขณะนั้นเอง มีอักขระสามแถวปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย

[ตรวจสอบพบมารแท้รุกรานโลกมนุษย์ โลกมนุษย์เผชิญกับเคราะห์ใหญ่ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง รีบออกจากด่าน ฆ่าสังหารมารแท้ทั้งหมด ชื่อเสียงสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วปฐพี จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]

[สอง ฝึกฝนต่อไป อยู่ห่างไกลความขัดแย้ง จะได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]

‘มารแท้รุกราน?’

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น ที่แท้เผ่ามารก็ออกแรงแล้ว

ปฏิกิริยาแรกของเขาคือเชื่อมต่อกับหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ บอกให้สิงหงเสวียน เซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์รีบกลับมายังสำนัก

นี่เป็นครั้งแรกที่ดรุณีทั้งสามได้ยินหานเจวี๋ยเร่งให้พวกนางกลับเช่นนี้ พวกนางจึงรีบวางทุกสิ่งที่อยู่ตรงหน้า และพากันกลับมายังสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ทั้งหมด

หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองอย่างเงียบๆ

สามารถนำพาให้เกิดเคราะห์ใหญ่ได้ มารแท้กลุ่มนี้จะต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก เขาไม่อาจเสี่ยงอันตรายได้

ลงมือน่ะได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่มีความมั่นใจถึงจะดีที่สุด

ไม่นาน หานเจวี๋ยก็ตรวจสอบดูว่าภายในระยะร้อยลี้ในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์มีมารแท้หรือไม่

[โหลวอวี้เซวี่ย: ระดับมหายานขั้นเก้า ผู้บัญชาการมารแท้]

บทที่ 148
[ท่านเลือกฝึกฝนต่อไป อยู่ห่างไกลความขัดแย้ง ได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับพลังวิเศษ–วิชาอัญเชิญเทพ]

[วิชาอัญเชิญเทพ: พลังวิเศษสืบทอด สามารถถ่ายทอดให้ผู้อื่นได้ เวลาที่ผู้อื่นสำแดงวิชาอัญเชิญเทพ สามารถเรียกท่านจากระยะไกล และสามารถใช้วิชาอัญเชิญเทพกลับไปยังแหล่งที่จากมาได้ภายในหนึ่งชั่วยาม]

หานเจวี๋ยไม่สนใจอักขระสามแถวที่พลันปรากฏขึ้นตรงหน้า แต่กลับมองดูบรรทัดที่มีข้อมูลเกี่ยวกับโหลวอวี้เซวี่ยด้านบนนั้น

‘ผู้บัญชาการมารแท้?

เหตุใดถึงมาเร็วเพียงนี้

พุ่งเป้ามาที่ข้าหรือ หรือบังเอิญมาปรากฏตัวบริเวณสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์พอดี’

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วมุ่น และประหม่ามากกว่าเดิม

เขารีบใช้แบบจำลองการทดสอบต่อสู้กับโหลวอวี้เซวี่ยทันที

‘อันตรายมาก!

สังหารภายในเสี้ยววินาที!’

แต่กลิ่นอายที่โหลวอวี้เซวี่ยแผ่ออกมาในขณะที่ต่อสู้นั้นแข็งแกร่งกว่าจี้เซียนเสินและเซวียนฉิงจวินมาก

หานเจวี๋ยเริ่มตรวจสอบตำแหน่งของโหลวอวี้เซวี่ย เจ้าหมอนี่อยู่ห่างจากสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ไม่ถึงสามสิบลี้ ยืนอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง ไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ

“นี่เป็นโอกาสที่ดี จะได้ขู่ขวัญราชามังกรสามหัวสักหน่อย”

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ จากนั้นก็ถ่ายทอดเสียงให้ราชามังกรสามหัว

……

บนยอดเขา ชายชุดดำผู้หนึ่งกำลังทอดมองขอบฟ้าที่อยู่ไกลออกไป

เขามีผมขาวทั้งศีรษะ ใบหน้าแปลกประหลาด ดวงตาคู่นั้นของเขามีลูกตาดำคู่ ริมฝีปากสีแดงมีหยดเลือด ภายใต้แสงอาทิตย์ที่สาดส่องลงมา เขายังคงดูน่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

โหลวอวี้เซวี่ย มารแท้จากเผ่ามาร

ครั้งนี้ เขาพามารแท้มาโลกมนุษย์หลายสิบคน มารแท้คนอื่นๆ ไปรวบรวมข่าวคราวของจวนเซียนสวรรค์ก่อนแล้ว แต่เขากลับถูกปรมาจารย์มารส่งมายังดินแดนที่มีดวงชะตาแข็งแกร่งที่สุดในโลกมนุษย์ ปรมาจารย์มารให้เขาทำลายสถานที่แห่งนี้ก่อน เช่นนี้แล้วดวงชะตาของเผ่ามนุษย์ในโลกก็จะลดลงเป็นอย่างมาก ต่อไปพวกเขาก็จะกระทำการได้สะดวกราบรื่นมากกว่าเดิม

โหลวอวี้เซวี่ยใช้พลังจิตกวาดดูสักพัก ‘สำนักแห่งนี้ไม่แข็งแกร่งเลย น่าจะไม่ใช่จวนเซียนสวรรค์ แล้วเหตุใดถึงเป็นสถานที่ที่มีดวงชะตาแข็งแกร่งที่สุดในโลกมนุษย์นะ’

เขาคิดไม่ออก รู้สึกว่าจะต้องมีหลุมพรางอยู่ในนี้แน่ ไม่กล้าหลับหูหลับตากระทำการใด

ขณะนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็พุ่งยิงเข้ามา

เป็นราชามังกรสามหัว!

“ระดับมหายานขั้นหก”

โหลวอวี้เซวี่ยขมวดคิ้ว บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนถูกระบบเขตอาคมของหานเจวี๋ยปกคลุมไว้ เขาที่กวาดพลังจิตสำรวจดูก่อนหน้านี้จึงไม่ค้นพบราชามังกรสามหัว

ที่แท้ก็มีหลุมพรางจริงๆ ด้วย!

สถานที่แห่งนี้เพียงดูเล็กและอ่อนแอ แต่ในความเป็นจริงแล้วอาจจะเป็นสถานที่ที่น่าหวาดกลัวที่สุดในโลกมนุษย์ก็ได้!

ราชามังกรสามหัวนำทวนขนาดใหญ่ออกมาเล่มหนึ่ง กล่าวด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ “เจ้าก็คือมารแท้หรือ”

เขาสะบัดทวนสังหารไปทางโหลวอวี้เซวี่ยโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง

โหลวอวี้เซวี่ยมีสีหน้าประหลาดใจ

อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าเขาคือมารแท้

หรือว่าแผนการของเผ่ามารได้ถูกเปิดเผยไปเสียนานแล้ว

โหลวอวี้เซวี่ยไม่ทันได้คิดอะไรมาก เพียงไม่นานการต่อสู้ครั้งใหญ่กับราชามังกรสามหัวก็เริ่มต้นขึ้น

ระดับมหายานสองตน การต่อสู้จะดุเดือดเพียงใดกัน!

เวลาไม่ถึงห้าอึดใจ แม่น้ำภูเขาบริเวณรอบๆ ก็กลายเป็นพื้นที่ราบเรียบ เสียงการต่อสู้ดังสะเทือนถึงสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ บรรดาผู้อาวุโสพากันเหาะเหินออกจากสำนัก ทอดมองออกไปไกลๆ ด้วยความตื่นเต้น

โหลวอวี้เซวี่ยสมกับเป็นผู้บัญชาการมารแท้ พลังนั้นเหนือกว่าราชามังกรสามหัวจริงๆ ไอมารปกคลุมเต็มท้องฟ้า บดบังท้องนภาและดวงตะวัน ปกคลุมพื้นที่ในบริเวณรอบๆ สิบลี้ กดดันจนราชามังกรสามหัวร่วงลงมาอย่างต่อเนื่อง

ไอมารอันรุนแรงกลายเป็นเสายาวพุ่งลงจากฟากฟ้าเป็นสาย บีบจนราชามังกรสามหัวต้องหลบหลีกอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังเป็นพัลวัน

เพิ่งทำศึกกันไม่นาน ราชามังกรสามหัวก็เลือดอาบไปทั่วทั้งตัวแล้ว

“สมควรตาย!”

ในใจของราชามังกรสามหัวบังเกิดความตกใจทั้งโมโห คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งเพียงนี้

นี่เป็นศึกแรกหลังจากที่เขากราบตัวอยู่ภายใต้สังกัดของหานเจวี๋ย หรือว่าจะต้องพ่ายแพ้แล้ว

ราชามังกรสามหัวเงยหน้าขึ้นแผดเสียงคำรามยาว และกลายร่างที่แท้จริงออกมาทันที ยามนี้มังกรเกล็ดดำสามหัวตัวหนึ่งปรากฏตัวขึ้นบนโลกา ลำตัวยาวหลายร้อยจั้ง ยิ่งใหญ่ทรงพลัง กรงเล็บทั้งสี่เหยียบอยู่บนเพลิงมังกร ด้านหลังมีปีกงอกขึ้นมาคู่หนึ่ง ปีกนั้นกางสยายยาวพันจั้ง

โหลวอวี้เซวี่ยเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะลอบเอ่ยขึ้นว่า “สายเลือดมังกรแท้?”

เขายกมือขวาขึ้นก่อนกดลงด้านล่าง ไอมารที่พวยพุ่งอยู่บนท้องนภากลายเป็นฝ่ามือสีดำขนาดใหญ่ราวกับภูเขา กดทับลงมา

ต่อหน้าฝ่ามือสีดำนี้ ราชามังกรสามหัวที่มีขนาดมหึมาพลันดูราวกับอสรพิษน้อยในบัดดล ถูกกดอยู่บนพื้นไม่อาจขยับตัวได้

“นายท่าน ข้าต้านทานไม่ไหวแล้ว!”

ราชามังกรสามหัวรีบร้อนตะโกนออกมา พลังวิญญาณห่างชั้นกันเกินไป ทำให้ไม่ทันได้สำแดงแม้กระทั่งพลังวิเศษและวิชาเวทต่างๆ ออกมา

ไอมารของโหลวอวี้เซวี่ยแปลกประหลาดอย่างถึงขีดสุด ส่งผลให้ราชามังกรสามหัวไม่อาจสำแดงพลังวิเศษการเคลื่อนย้ายในพื้นที่ที่ไอมารครอบคลุมได้ แม้แต่ความเร็วก็ลดลงมาก ราวกับว่าบนร่างแบกภูเขาขนาดใหญ่หมื่นจั้งไว้

ราชามังกรสามหัวยังไม่เคยพบเจอคู่ต่อสู้ที่น่ากลัวเช่นนี้มาก่อน!

ทั้งๆ ที่เขาแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก แต่ในมุมมองของผู้ชมการต่อสู้ที่อยู่ด้านข้างแล้ว เขาไม่มีแรงต้านทานเลยแม้แต่น้อย เป็นราวสัตว์ยักษ์โง่ๆ หาใช่ราชาปีศาจระดับมหายาน

‘ยังมีคนอื่นอย่างที่คิดไว้จริงๆ!’

โหลวอวี้เซวี่ยลอบคิดด้วยตาที่เป็นประกาย

ตู้ม!

พายุแกร่งระลอกหนึ่งโจมตีเข้ามาปะทะไอมารที่ปกคลุมเต็มฟ้าจนสลายหายไป ดวงตาทั้งสองข้างของโหลวอวี้เซวี่ยเบิกโพลง เมื่อหันหน้ากลับไปดู เห็นเพียงเงาร่างที่พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยนั่นเอง!

วิญญาณโหลวอวี้เซวี่ยสั่นเทิ้ม สัมผัสได้ถึงความอันตรายที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง เขานำกระบี่ไม้สีดำออกมาทันที ก่อนวาดตวัดไปทางหานเจวี๋ย

กระบี่ไม้เพิ่งยกขึ้น หานเจวี๋ยก็ชิงยกนิ้วยิงปราณกระบี่ออกมาก่อน

ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ!

โหลวอวี้เซวี่ยต้านทานไว้ไม่ทัน กายเนื้อของเขาถูกปราณกระบี่ทำให้ดับสลายไปทันที

ช่วงเวลาเพียงสายฟ้าฟาด หานเจวี๋ยยกฝ่ามือดูดวิญญาณของโหลวอวี้เซวี่ยเข้ามา

นี่คือเหตุผลที่เขาออกมาด้วยตนเอง ไม่อย่างนั้นขายืนอยู่บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนก็สามารถสังหารโหลวอวี้เซวี่ยได้แล้ว

โหลวอวี้เซวี่ยแตกดับ!

ไอมารกลางอากาศสลายหายไปจนหมดสิ้น

ฝ่ามือสีดำที่กดทับราชามังกรสามหัวอยู่ก็แหลกสลายไปตามกัน เขามองไปทางหานเจวี๋ยอย่างตกตะลึง

หานเจวี๋ยที่อยู่บนที่สูงปราดสายตามองเขาคราหนึ่ง ก่อนหายวับไปกลางอากาศ

ราชามังกรสามหัวรู้สึกละอายใจแทบทนไม่ไหว อยากจะมุดธรณีหนีเข้าไปหลับสนิทอยู่ในนั้นหลายหมื่นปี!

เมื่อกลับมาถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน อักขระแถวหนึ่งพลันปรากฏขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย

[ความประทับใจที่ราชามังกรสามหัวมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4.5 ดาว]

หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจ เขานั่งลงบนเตียงไม้และแบมือขวาออก วิญญาณของโหลวอวี้เซวี่ยลอยขึ้นมา ภายใต้พันธการของพลังวิญญาณหกสาย โหลวอวี้เซวี่ยไม่อาจหลุดหนีไปได้

เขามองหานเจวี๋ยด้วยความหวาดกลัว “ท่านคือมนุษย์เซียนหรือ”

‘มนุษย์ธรรมดาจะแข็งแกร่งเพียงนี้ได้อย่างไร!”

หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “เหตุใดเจ้าถึงมาปรากฏตัวบริเวณนี้”

โหลวอวี้เซวี่ยกัดฟันเอ่ย “ข้าแค่ผ่านทางมา ไม่ได้คิดจะทำร้ายพวกท่าน”

วาจาเพิ่งจะสิ้นสุดลง พลังจิตอันน่าหวาดกลัวก็พุ่งปะทะใส่วิญญาณของเขา เขารู้สึกเจ็บปวดจนแทบกรีดร้องออกมา

“ข้าถูกส่งตัวมา เพียงเพราะดวงชะตาของสถานที่แห่งนี้คือที่สุดแห่งโลกมนุษย์ ข้าเองก็กลัวตาย! วอนท่านผู้อาวุโสโปรดไว้ชีวิตข้า!”

โหลวอวี้เซวี่ยกัดฟันกล่าว วิญญาณสั่นสะท้านไม่หยุด

หานเจวี๋ยถามด้วยใบหน้าราบเรียบไร้ความรู้สึก “ผู้ใดส่งเจ้ามา”

“ปรมาจารย์…มาร…”

“ปรมารจารย์มารคิดจะทำสิ่งใด”

“ฆ่าสังหารโลกมนุษย์”

“เขาส่งมาแค่พวกเจ้าหรือ เผ่ามารอ่อนแอเพียงนี้เชียว?”

โหลวอวี้เซวี่ยรู้สึกถึงการถูกสบประมาทอย่างรุนแรง แต่เขาก็จำต้องก้มหัวให้

เขาไม่อยากตาย

เขากัดฟันเอ่ย “เผ่ามารที่แท้จริงพ่ายแพ้ในเคราะห์ใหญ่ของมรรคาสวรรค์เมื่อหลายยุคก่อนแล้ว ถูกผนึกอยู่ในวัฏจักรหกวิถี มารแท้อย่างพวกข้าคือกลุ่มที่เผ่ามารออกตามหาอย่างยากลำบาก ปรมาจารย์มารล่อลวงวิญญาณบนสะพานอนิจจัง ให้วิญญาณที่ไม่อยากเกิดใหม่กลายเป็นผู้บำเพ็ญสายมาร บำเพ็ญจนกระทั่งกลายเป็นมารแท้ โลกมนุษย์มีข้อจำกัดของกฎสวรรค์ หากผู้ที่อยู่เหนือกว่าระดับมหายานเข้ามาโดยพลการ จะสะเทือนถึงกฎสวรรค์ วังสวรรค์ วังเทพ รวมทั้งสำนักพุทธก็ต้องพิโรธ ปรมาจารย์มารจึงทำได้เพียงส่งมารแท้ระดับมหายานขั้นเก้าอย่างพวกข้าแฝงตัวเข้ามาในโลกมนุษย์”

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว

มีเครื่องหมายคำถามผุดขึ้นในหัวสมองของเขา

‘หรือว่าเผ่ามารและยมโลกจะไม่มีศิลาแคล้วสวรรค์’

บทที่ 149
“ผู้อาวุโส เพียงท่านปล่อยข้าไป ข้าจะไม่มาอีกเด็ดขาด!”

โหลวอวี้เซวี่ยกัดฟันกล่าว ความแข็งแกร่งของหานเจวี่ยทำให้เขาเทียบไม่ติด เพียงได้แต่ขอความเมตตาแล้ว

‘สมควรตาย!

ภารกิจนี้ไม่น่าไว้ใจอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย!’

ยามที่โหลวอวี้เซวี่ยได้รับคำสั่งจากปรมาจารย์มารนั้น ปฏิกิริยาแรกของเขาคือรู้สึกว่าจะต้องมีหลุมพรางบางอย่าง

แผนการทั้งหลายที่เผ่ามารมีต่อโลกมนุษย์เดิมทีไม่ใช่แผนการที่ใช้เวลาร้อยปีหรือพันปี แต่เป็นแผนที่คำนวณไว้หมื่นปี แต่ไม่สำเร็จมาโดยตลอด

เป็นดังที่คาดไว้จริงๆ!

เขาเพิ่งมาถึงโลกมนุษย์ก็ล้มเหลวเสียแล้ว!

โหลวอวี้เซวี่ยโกรธแค้นปรมาจารย์มารเป็นอย่างมาก

รออยู่ในยมโลกไม่สบายใจหรอกหรือ จะต้องมาสร้างเรื่องในโลกมนุษย์ให้ได้!

[โหลวอวี้เซวี่ยเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 1 ดาว]

หานเจวี๋ยหรี่ตาลง

ที่จริงแล้วความเกลียดชัง 1 ดาวก็ยังดีอยู่ อยู่ห่างจากสถานการณ์ที่ไม่ตายไม่เลิกราอยู่มาก

หานเจวี๋ยลังเลว่าจะปล่อยเขาไปดีหรือไม่ แต่ต่อให้จะปล่อยไป อย่างไรก็ต้องคุมขังวิญญาณของเขาไว้

“มารแท้คนอื่นๆ แข็งแกร่งกว่าเจ้าหรือไม่” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม

โหลวอวี้เซวี่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “มีที่ไหนกัน ที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือข้า กลับกลายเป็นว่าลงมือครั้งแรกก็ได้พบกับท่าน…”

หานเจวี๋ยหุบฝ่ามือลง นำวิญญาณของโหลวอวี้เซวี่ยคุมขังไว้ในส่วนลึกสุดของวิญญาณตนเอง

บางทีภายหน้าอาจจะได้ใช้งานเจ้าหมอนี่ก็ได้

อู้เต้าเจี้ยนที่อดกลั้นมาโดยตลอด เอ่ยถามขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ “นายท่าน เผ่ามารมาโจมตี พวกเราควรทำอย่างไรดี”

หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้นอย่างราบเรียบว่า “รอดูไปก่อน หากสู้ไม่ไหวจริงๆ พวกเราค่อยหนี”

ภายนอกถ้ำเทวา

ราชามังกรสามหัวกลับมาถึงใต้ต้นฝูซังด้วยสีหน้าหงอยเหงาเศร้าซึม เขาก้มหน้าลงไม่กล้าเผชิญหน้ากับผู้อื่น

ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยหยอกเย้าด้วยรอยยิ้ม “นี่หรือราชามังกร พวกเราต้องให้นายท่านลงมือ เจ้าเองก็ต้องให้นายท่านช่วยเหลือ เจ้าบอกข้าหน่อย พวกเราแตกต่างกันตรงที่ใด”

ราชามังกรสามหัวได้ฟังก็แทบระเบิดโทสะออกมา

ฟางเหลียงทอดถอนใจกล่าว “มารแท้เมื่อครู่นี้แข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ ดูเหมือนว่าราชามังกรจะถูกกดดันจนไร้แรงต่อต้านแม้แต่น้อย จริงๆ แล้วพลังของทั้งสองก็ห่างกันเกินไป”

ได้ยินเช่นนี้ราชามังกรสามหัวก็ยิ่งระทมทุกข์กว่าเดิม

สวินฉางอันอาศัยโอกาสนี้สอนฟางเหลียง เขาเอ่ยว่า “เจ้าก็ต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี เจ้ากับศิษย์พี่ของเจ้าคือความหวังของพวกเรา ต่อไปอาจารย์ก็ต้องอาศัยพวกเจ้าในการขจัดความกังวลปลดภยันตรายแล้ว”

หยางเทียนตง ราชามังกรสามหัว ไก่คุกรัตติกาลและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นต่างก็รู้สึกว่าถูกประชดเข้าเสียแล้ว

โดยเฉพาะสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น

พลังของมันต่ำต้อยที่สุด ปกติแล้วสู้ใครก็ไม่ได้ ทำให้รู้สึกคับแค้นใจเป็นอย่างมาก

‘ไม่ได้!

ข้าต้องแข็งแกร่งเหนือพวกเขา!’

อีกาทองตัวน้อยสองตัวนอนหมอบอยู่บนกิ่งของต้นฝูซัง หันซ้ายหันขวามองดูคนเหล่านี้ไปมา

พวกมันสื่อสารกันด้วยน้ำเสียงที่หวานหยาดเยิ้ม ราวกับเด็กน้อยอายุหกเจ็ดขวบ

“เจ้าคนเมื่อครู่นั่นแข็งแกร่งมากหรือ”

“ไม่รู้สึกว่าแข็งแกร่งเท่าไหร่”

“อาจเป็นเพราะพวกเขาอ่อนแอเกินไปกระมัง”

“คาดว่าเป็นเช่นนั้น”

……

หนึ่งปีต่อมา

หานเจวี๋ยศึกษาวิชาอัญเชิญเทพสำเร็จ

วิชาอัญเชิญเทพมีพลังวิเศษหลักและพลังวิเศษสาขา เมื่อเรียนรู้พลังวิเศษสาขาแล้วสามารถเรียกผู้ที่ควบคุมพลังวิเศษหลักได้

เรียนรู้พลังวิเศษสาขา เป็นเพียงการควบคุมการเรียกเท่านั้น

หานเจวี๋ยตัดสินใจถ่ายทอดพลังวิเศษสาขาให้กับศิษย์และศิษย์หลานของตนเอง

พลังวิเศษนี้ถ่ายทอดให้ได้เพียงคนของตนเองเท่านั้น ไม่อาจถ่ายทอดให้ทั่วทั้งสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ได้ ต่อให้ถ่ายทอดให้กับคนของตัวเอง แต่ก็ต้องเปลี่ยนวิธีการพูดด้วย

หานเจวี๋ยเรียกอู้เต้าเจี้ยนให้ออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทานพร้อมกัน เมื่อมาถึงใต้ต้นฝูซังเขาก็เรียกซูฉีให้ออกมาด้วย

มู่หรงฉี่กลับมาแล้ว ก่อนหน้านั้นเขายังคิดจะออกไปอีก แต่สุดท้ายถูกหานเจวี๋ยเรียกตัวไว้เพื่อที่จะถ่ายทอดวิชาอัญเชิญเทพให้

ท่ามกลางคนทั้งหมดยกเว้นไก่คุกรัตติกาลและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น ทกุคนต่างพบกับซูฉีเป็นครั้งแรก

ฟางเหลียงและมู่หรงฉี่รู้สึกสนใจในตัวอาจารย์ลุงรองผู้ลึกลับคนนี้เป็นอย่างมาก

“ผู้บำเพ็ญสายมาร” ฟางเหลียงพูดพึมพำเบาๆ

ซูฉียิ้มแห้งๆ ในใจเขารู้สึกตื่นเต้นมาก พรสวรรค์ของศิษย์พี่ศิษย์น้องและผู้เยาว์เหล่านี้ล้วนไม่เลวเลย

โดยเฉพาะฟางเหลียงและมู่หรงฉี่ ตบะของศิษย์รุ่นสามเกือบจะตามศิษย์รุ่นสองอย่างเขาทันแล้ว

หานเจวี๋ยเอ่ยปากกล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ซูฉีถูกข้าส่งไปแฝงตัวในสำนักมาร จึงจำต้องเปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญสายมาร ครานั้นสายหลักกับสายมารทำศึกใหญ่ มีผู้บำเพ็ญสายมารตายในเงื้อมมือของเขาจำนวนไม่น้อย”

ได้ยินเช่นนี้ ทุกคนก็ลุกขึ้นแสดงความเคารพเลื่อมใสต่อซูฉีอย่างสุดซึ้ง

ในบรรดาศิษย์และศิษย์หลานของหานเจวี๋ย ไม่มีผู้ใดอีกแล้วที่หายเจวี๋ยมอบหมายภารกิจให้

เมื่อเห็นใบหน้าของซูฉีที่ผ่านชีวิตมาอย่างลำบากโชกโชน พวกเขาก็รู้สึกละอายใจ หานเจวี๋ยปกป้องพวกเขาถึงเพียงนี้ แต่พวกเขายังคิดที่ออกไปข้างนอกอยู่บ่อยๆ

หานเจวี๋ยจับสีหน้าท่าทางของทุกคนได้ แต่ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมามาก

ครั้งนี้ที่เรียกซูฉีมาด้วย ก็เพื่อที่เขาจะลองหยั่งเชิงดูสักหน่อย

อยากจะรู้ว่าดวงชะตาของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนจะสามารถกำราบความโชคร้ายของซูฉีได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้โหลวอวี้เซวี่ยก็เคยกล่าวว่าดวงชะตาของที่นี่คือที่สุดในโลกมนุษย์

ส่วนตู้ขู่นั้น เขาไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกับหานเจวี๋ย อีกทั้งยังไม่ใช่ผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่ อาจหาญอยู่กับซูฉีตามลำพังนานถึงห้าวัน ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องประสบกับหายนะ

“ข้าจะถ่ายทอดพลังวิเศษให้พวกเจ้ากระบวนท่าหนึ่ง พลังวิเศษนี้ให้ได้เฉพาะตอนชีวิตตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น เมื่อใช้พลังวิเศษนี้ พวกเจ้าจะได้รับพลังที่แข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง ทว่าค่าตอบแทนก็ยากที่จะจินตนาการได้ พวกเจ้าจะเผชิญกับฝันร้ายที่พวกเจ้าหวาดกลัวที่สุด”

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง ทุกคนได้ฟังจนต้องมองหน้าสบตากัน

ฟางเหลียงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “ฝันร้ายเป็นภาพมายา หรือว่าเรื่องที่หวาดกลัวจะกลายเป็นจริง”

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างลึกซึ้งจนยากจะคาดเดา “มีเพียงพวกเจ้าเองที่จะรู้แน่ชัด พวกเจ้ากลัวที่จะกลายเป็นความจริง หรือกลัวว่าทุกอย่างจะกลายเป็นแค่มายา สรุปแล้วหากไม่ถึงคราวคับขันอย่าได้สำแดงพลังวิเศษนี้ออกมาโดยเด็ดขาด แต่หากสำคัญถึงชีวิต จำเป็นต้องใช้ก็ให้ใช้ ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะมีชีวิตอยู่ และมุ่งสู่มหามรรคาไปพร้อมกับข้า เสพสุขความเป็นนิจนิรันดร์”

วาจานี้ทุกคนที่ได้ฟังแล้วต่างเลือดกายพลุ่งพล่าน

สู่มหามรรคาไปด้วยกัน!

เสพสุขความเป็นนิจนิรันดร์!

มู่หรงฉี่กำมือทั้งสองแน่นและกล่าวออกมา “ศิษย์หลานจะต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี วันหน้าจะขจัดทุกสิ่งที่ขวางทางสู่มหามรรคาเพื่ออาจารย์ปู่!”

คนอื่นๆ ก็พากันให้คำมั่นสัญญา

สวินฉางอันที่ดูไร้ชีวิตชีวามาโดยตลอดก็เผยสีหน้าวาดหวังออกมา

“อีกาทอง สามหัว พวกเจ้าก็เข้ามาเถิด มาเรียนด้วยกัน” หานเจวี๋ยมองไปด้านข้างแล้วกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม

เมื่อราชามังกรสามหัวที่แอบฟังมาโดยตลอดได้ยินเช่นนี้ ก็รีบร้อนคลานเข้ามา

อีกาทองสองตัวก็บินเข้ามาเกาะอยู่บนบ่าของฟางเหลียง

ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด พวกมันถึงชอบฟางเหลียงเป็นพิเศษ มักจะคลอเคลียฟางเหลียงอยู่บ่อยๆ

[ความประทับใจที่ราชามังกรสามหัวมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5.5 ดาว]

หานเจวี๋ยเริ่มถ่ายทอดพลังวิเศษสาขาของวิชาอัญเชิญเทพ

สอนไปสองเดือนเต็มๆ

พลังวิเศษสาขาของวิชาอันเชิญเทพยังคงซับซ้อนเป็นอย่างมาก แต่ฟางเหลียง มู่หรงฉี่และซูฉีใช้เวลาไม่กี่วันก็สามารถเข้าใจได้แล้ว ที่เรียนรู้ช้าสุดคือหยางเทียนตงและไก่คุกรัตติกาล

พวกเขาแทบจะรู้สึกหดหู่ไปหมดแล้ว

ในที่สุดสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็เรียกความมั่นใจกลับคืนมาได้ มันมีความสุขจะแย่อยู่แล้ว

หานเจวี๋ยพาอู้เต้าเจี้ยนกลับมาที่ถ้ำเทวาฟ้าประทาน

ซูฉีเองก็ไม่ได้รั้งอยู่นาน เขารีบกลับไปตั้งใจฝึกฝนในถ้ำของตัวเองอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยใช้หุ่นเชิดแห่งสวรรค์ตรวจสอบดูสถานการณ์ของพวกสิงหงเสวียนทั้งสาม พวกนางยังคงอยู่ในระหว่างเดินทางกลับ ชั่วขณะนี้ไม่ได้เผชิญกับมารแท้แต่อย่างใด

ตามที่โหลวอวี้เซวี่ยกล่าวไว้ เป้าหมายของพวกมารแท้คือจวนเซียนสวรรค์

ไม่รู้ว่าจวนเซียนสวรรค์จะสามารถต้านทานได้หรือไม่

……

แปดปีต่อมา

หานเจวี๋ยอยู่ห่างจากระดับมหายานขั้นเก้าไม่มากแล้ว เขากำลังคิดที่จะฝึกฝนต่อไปภายในอึดใจเดี๋ยว

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น

ไม่ได้พบผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่คนใหม่มานานแล้ว คนก่อนคือจี้เซียนเสิน ผู้ที่ลำพองตนเพ้อฝันว่าจะเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้า

หานเจวี๋ยเลือกตรวจสอบที่มาทันที

เขามองดูการแนะนำผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดคนนี้จนต้องเบิกตากว้างขึ้นมา

‘นี่…

มีของอยู่บ้างนี่!’

บทที่ 150
[ถูหลิงเอ๋อร์: ระดับสุญตาขั้นเก้า มหาเวทบรรพกาลกลับชาติมาเกิด ยุคสมัยไร้อารยะป่าเถื่อน เผ่าจอมเวทช่วงชิงอำนาจแห่งมรรคาสวรรค์กับเผ่าปีศาจจนแตกดับทั้งสองฝ่าย สูญเสียดวงชะตาที่ยิ่งใหญ่ของเผ่าพันธุ์ เผ่าจอมเวทถูกเผาทำลาย คนเผ่าจอมเวทจำนวนไม่มากลงไปแอบซ่อนในวัฏจักรหกวิถี ถูหลิงเอ๋อร์ผ่านวัฏสงสารมาหมื่นชาติ สุดท้ายแรงกรรมของเผ่าจอมเวทก็ถูกชะล้างออกไป แต่วิญญาณยังคงเป็นวิญญาณของมหาเวท สำเร็จเป็นจักรพรรดิเซียนที่สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นมหาเวททะลุฟ้าทะลวงปฐพีได้ ถูหลิงเอ๋อร์เป็นผู้ดูแลจวนเซียนสวรรค์ รับคำสั่งอาจารย์มาตามหาฟางเหลียง]

‘มหาเวทบรรพกาล?

บรรลุจักรพรรดิเซียนถึงสามารถเปลี่ยนเป็นมหาเวทได้?

ถ้าเช่นนั้นจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน’

หานเจวี๋ยแอบตกใจ แม่นางผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยนี่

แต่เขาสังเกตเห็นว่าถูหลิงเอ๋อร์ได้รับคำสั่งมาจากอาจารย์ คาดว่าคงไม่ได้มาดี

เขาค่อนข้างระมัดระวัง จึงจำลองการต่อสู้กับถูหลิงเอ๋อร์ไปหนึ่งรอบ

วินาทีต่อมา เขายิ้มเยาะกับตนเอง

ถูหลิงเอ๋อร์เพียงมีภูมิหลังของมหาเวทเท่านั้น แต่ไม่ใช่มหาเวทที่แท้จริง พลังแท้จริงก็พอเทียบเท่าผู้บำเพ็ญระดับรวมกายาจำนวนหนึ่งเท่านั้น ห่างชั้นจากเขามากนัก

หานเจวี๋ยตรวจสอบพบว่าถูหลิงเอ๋อร์ได้มาถึงตีนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนแล้ว

ฟางเหลียงรับรู้ถึงกลิ่นอายพลังของนาง จึงลงไปพบนางด้วยตนเอง

“ผู้อาวุโส ท่านมาได้อย่างไร” ฟางเหลียงกุมมือคารวะแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน

เขาเกือบลืมไปแล้วว่าตนเองเป็นศิษย์ของจวนเซียนสวรรค์

ถูหลิงเอ๋อร์สวมอาภรณ์สีเหลืองเสื้อคลุมสีเขียว ผมขดอยู่ใต้ปิ่นหยก ใบหน้างดงามเพริศพริ้ง แม้จะไม่ได้งามเลิศ แต่รวมกับคุณสมบัติประจำตัวแล้ว ยังคงทำให้ผู้คนตกตะลึงได้

ถูหลิงเอ๋อร์มองไปทางเขาเพียรบำเพ็ญเซียน เอ่ยถามว่า “ฟางเหลียง ภูเขาลูกนี้มีที่มาอย่างไร เหตุใดพลังวิญญาณถึงได้เข้มข้นเพียงนี้”

‘นี่แทบจะไม่ต่างจากแดนบำเพ็ญเพียรศักดิ์สิทธิ์ของจวนเซียนสวรรค์เลย!

ดินแดนคับแคบเช่นต้าเยี่ยนกลับแอบซ่อนสถานที่ล้ำค่าเช่นนี้เอาไว้!’

ฟางเหลียงกล่าวขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน “นี่คือสำนักแรกของข้า ท่านมาหาข้ามีเรื่องอันใดหรือ ไม่ใช่ว่าข้าบอกกับจวนเซียนสวรรค์แล้วหรือว่าจะไม่กลับไปอีก นอกเสียจากจวนเซียนสวรรค์จะพบกับความยากลำบาก”

จวนเซียนสวรรค์ไม่ใช่สำนักเรียบง่ายธรรมดา นอกจากจะบ่มเพาะศิษย์ของตนแล้ว ยังชี้แนะศิษย์ที่มาจากสำนักอื่น สร้างสัมพันธ์กับผู้คนอย่างกว้างขวาง

“พรสวรรค์เช่นเจ้าสามารถเทียบกับจี้เซียนเสินได้ เจ้าคิดว่าจวนเซียนสวรรค์จะทิ้งเจ้าได้ลงหรือ ที่ข้ามาหาเจ้าในครั้งนี้ เพราะจวนเซียนสวรรค์พบกับความลำบากครั้งใหญ่ มารแท้หลายสิบตนโจมตีจวนเซียนสวรรค์ จวนเซียนสวรรค์ตกอยู่ในศึกใหญ่ อาจารย์ข้าให้ข้ามาหาเจ้า หวังว่าจะขอให้เทพเซียนพสุธาที่เจ้านับถือท่านนั้นลงมือ เขาอยู่บนเขาหรือไม่” ถูหลิงเอ๋อร์ถามอย่างไม่ใส่ใจนัก

สายตาของนางจ้องอยู่ที่ต้นฝูซังบนยอดเขา

‘ต้นไม้นั่นไม่ธรรมดา มีที่มาอย่างไรกัน’

ฟางเหลียงส่ายหน้ากล่าว “เทพเซียนพสุธาที่ข้าพบเจอท่านนั้นเพียงแค่พบกันโดยบังเอิญ ซึ่งได้จากไปนานแล้ว ในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็ไม่มีผู้ทรงพลังที่สามารถช่วยจวนเซียนสวรรค์ได้”

ถูหลิงเอ๋อร์กล่าวพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ “สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ของพวกเจ้ายังขาดผู้อาวุโสหรือไม่ ข้าอยากฝึกฝนอยู่บนเขาลูกนี้ เจ้าช่วยถามให้ข้าหน่อยเถิด”

“หา?”

“เหตุใดเล่า”

“มิใช่ว่าจวนเซียนสวรรค์ประสบความยากลำบากหรอกหรือ ผู้อาวุโส ท่านไม่เป็นกังวลหรืออย่างไร”

“ก็เพราะว่าลำบากถึงไม่กลับไป”

“…”

“เจ้าเองก็กล่าวไม่ใช่หรือว่าหากจวนเซียนสวรรค์ประสบกับความยากลำบากเจ้าจะกลับไป ถ้าเช่นนั้นเจ้ากลับไปหรือไม่”

“…”

ฟางเหลียงพูดไม่ออก

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “ท่านรออยู่ที่นี่ก่อน ข้าจะไปถามอาจารย์ปู่ของข้า”

ถูหลิงเอ๋อร์พยักหน้า และนั่งลงขัดสมาธิตรงหน้าแผ่นหินตรงประตูขึ้นเขา

ฟางเหลียงรีบขึ้นเขาไปกราบไหว้หานเจวี๋ยอย่างรวดเร็ว

หานเจวี๋ยให้เขาเข้าไปคุยในถ้ำเทวา

ฟางเหลียงบอกจุดประสงค์ในการมาของถูหลิงเอ๋อร์ให้เขาฟัง จากนั้นก็กล่าวว่า “อาจารย์ปู่ คุณสมบัติของถูหลิงเอ๋อร์จัดอยู่ในสิบอันดับแรกของจวนเซียนสวรรค์ แต่นางผู้นี้ขึ้นชื่อว่าเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ยมนี้อาศัยภารกิจแอบอ้างออกห่างจากจวนเซียนสวรรค์ เห็นได้ชัดว่านางก็ไม่ใช่คนดีอะไร”

ชัดเจนมากว่าเขาไม่ชอบถูหลิงเอ๋อร์ เพียงแต่ด้วยระดับความอาวุโสในจวนเซียนสวรรค์เขาจำเป็นต้องไว้หน้านาง

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “นางแบกรับหนี้เลือดไว้หรือไม่”

ฟางเหลียงนึกอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “หาไม่ ตั้งแต่เล็กนางเติบโตในจวนเซียนสวรรค์ แต่นางมุมานะฝึกฝนมาตลอดหลายปี คบค้าสมาคมกับผู้คนน้อยนัก”

“ปฏิเสธนางไปเถิด”

“ขอรับ!”

ฟางเหลียงจากไปด้วยความดีใจ

แม้ถูหลิงเอ๋อร์จะมีภูมิหลังวิญญาณที่ยอดเยี่ยม แต่ตอนนี้นางโตแล้วไม่สะดวกที่จะล้างสมอง อีกทั้งนางยังเป็นศิษย์ของจวนเซียนสวรรค์ หานเจวี๋ยไม่อยากสร้างปัญหา

ทันใดนั้น หานเจวี๋ยก็เริ่มตรวจสอบจดหมาย

ผ่านไปนานหลายปีเช่นนี้ มารแท้ก็ไม่ได้เคลื่อนไหวใหญ่โตมากนัก ไม่มีการนำของโหลวอวี้เซวี่ย แม้แต่จวนเซียนสวรรค์พวกเขาก็ไม่อาจโจมตีครอบครองได้ กลับทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก

‘จวนเซียนสวรรค์มีของอยู่บ้าง!’

[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารแท้] x145

[จี้เซียนเสินสหายของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย]

[จี้เหลิ่งฉานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารแท้] x4

[โจวฝานสหายของท่านได้รับโอกาสวาสนา กายเนื้อเกิดการเปลี่ยนแปลง]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากมารแท้ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านทราบซึ้งสัจธรรมมหามรรค พลังมรรคเพิ่มพูน]

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการปลุกปั่นของเผ่ามาร จนทำให้เกิดมารในใจ]

[จี้เซียนเสินสหายของท่านหยั่งรู้วิชาศักดิ์สิทธิ์ จิตดั้งเดิมเกิดการเปลี่ยนแปลง]

……

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว

แม้แต่จี้เซียนเสินยังได้รับบาดเจ็บสาหัส ดูท่าจวนเซียนสวรรค์คงจะตกอยู่ในอันตรายจริงๆ

หานเจวี๋ยลังเลว่าจะไปช่วยดีหรือไม่

ทันใดนั้นเขาก็ส่ายหน้า

เขาจัดการผู้บัญชาการมารแท้ไปแล้ว หากแม้แต่มารแท้ตนอื่นๆ จวนเซียนสวรรค์ยังจัดการไม่ได้ วันหน้าจะเผชิญหน้ากับเผ่ามารได้อย่างไร

หานเจวี๋ยก็ไม่อยากให้สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ถูกขโมยไปหลังจากเขาจากไปแล้ว

นอกจากนี้ จี้เสินเซียนยังหยั่งรู้วิชาศักดิ์สิทธิ์ เห็นได้ชัดว่ามาในรูปแบบของตัวเอก บางทีศึกนี้อาจจะเป็นศึกที่ทำให้จี้เซียนเสินทะยานขึ้นฟ้าในคราเดียวก็ได้

ขณะที่หานเจวี๋ยครุ่นคิดอยู่นั้น

ฟางเหลียงก็มาอีกครั้ง

“อาจารย์ปู่ นางไม่ยอมไป นางกล่าวว่านางสามารถกราบท่านเป็นอาจารย์ได้” ฟางเหลียงกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น

เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของถูหลิงเอ๋อร์ ดังนั้นจึงไม่อาจบีบไล่นางได้

หานเจวี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “อยากกราบข้าเป็นอาจารย์ย่อมได้ คำนับพื้นสิบปี”

ฟางเหลียงได้ยินก็ลังเลอยู่บ้าง แต่ยังคงลงเขาไปถ่ายทอดวาจาของเขา

อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความสงสัย “ท่านอยากจะรับนางเป็นศิษย์จริงๆ หรือ”

หานเจวี๋ยยิ้มกล่าว “ดูก่อนว่านางจะยอมก้มหัวหรือไม่”

……

ตรงตีนเขา เมื่อฟังวาจาของฟางเหลียงจบ ถูหลิงเอ๋อร์ก็คุกเข่าตรงหน้าแผ่นหิน และเริ่มคำนับกับพื้นทันที

ฟางเหลียงขมวดคิ้วถาม “นี่ก็จำเป็นด้วยหรือ แม้ท่านอยากจะหลบเคราะห์ของจวนเซียนสวรรค์ ก็ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”

ถูหลิงเอ๋อร์คำนับไปด้วยพร้อมกล่าวไปด้วยว่า “สามารถทำให้เจ้าละทิ้งความเมตตาของจวนเซียนสวรรค์ได้ สามารถบ่มเพาะภูเขาอันล้ำค่าเช่นนี้ออกมาได้ เจ้าของภูเขาลูกนี้จะต้องเป็นเทพเซียนพสุธาที่เจ้านับถืออย่างแน่นอน”

ฟางเหลียงนิ่งเงียบไป

ยังมีอีกเรื่องที่ถูหลิงเอ๋อร์ไม่ได้กล่าว

อันที่จริงแล้วไม่ใช่จวนเซียนสวรรค์ที่ขอร้องให้ฟางเหลียงกลับไป สำหรับเคราะห์ของจวนเซียนสวรรค์ในครั้งนี้ ฟางเหลียงจะช่วยได้สักเพียงใดกัน

เป็นนางเองที่เสนอเรื่องให้ตามหาฟางเหลียง นางจงใจใช้คำสวยหรูว่ารวบรวมพลังของจวนเซียนสวรรค์ที่อยู่ด้านนอก

สิบกว่าปีก่อนหน้านี้ ตอนที่ถูหลิงเอ๋อร์บำเพ็ญเพียรนางมักจะฝันอยู่บ่อยๆ

ในฝันนั้น นางมักจะเห็นภูเขาลูกหนึ่ง บนภูเขานั้นมีเงาร่างลึกลับอยู่หนึ่งเงา

ตอนแรกฝันยังแค่เลือนราง ต่อมาเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งนางฝันเห็นฟางเหลียงที่นางเคยคบค้าสมาคมคุกเข่าอยู่ตรงหน้าเงาร่างลึกลับนั้น นางถึงเข้าใจว่าอีกฝ่ายจะต้องมีความเกี่ยวข้องกับฟางเหลียงอย่างแน่นอน

ถูหลิงเอ๋อร์เชื่อในความฝันของตัวเองมาก

ตั้งแต่เล็กจนโต นางยังหยั่งรู้พลังวิเศษจากในฝันด้วย

นี่ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่สุดที่นางกลายเป็นบุตรแห่งสวรรค์ของจวนเซียนสวรรค์

ตอนที่ได้ยินว่าหานเจวี๋ยให้นางคำนับลงกับพื้น การตอบสนองแรกของนางคือโกรธแค้น แต่ในใจกลับโล่งใจไปเปราะหนึ่ง

มาดในการพูดจาของอีกฝ่ายใหญ่โตเช่นนี้ แน่นอนว่าจะต้องเป็นผู้ทรงพลัง!

เป็นดังที่คิดไว้จริงๆ!

ดินแดนแห่งความฝันชักนำให้นางเดินเข้าหาโอกาสอีกครั้ง!

ฟางเหลียงเห็นนางยืนกรานเช่นนี้ ก็ไม่เอ่ยวาจาเกลี้ยกล่อมอีก เขาหมุนตัวเดินจากไปเพื่อกลับไปฝึกฝนต่อในถ้ำ