141-145
บทที่ 141
จี้เซียนเสินกล่าวจบก็พบว่าหานเจวี๋ยมีสีหน้ากังวล ทำให้เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
ดูท่าพรสวรรค์ของตนยังคงสามารถสั่นสะเทือนอีกฝ่ายได้!
เพียงได้ยินหานเจวี๋ยกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “หากครั้งนี้ข้าชนะ หลังจากนี้เจ้าจะยังมาแลกมือกับข้าอีกหรือไม่”
เมื่อจี้เซียนเสินได้ยินก็รู้สึกไม่พอใจทันที
‘หมายความว่าอย่างไร
เจ้าจะอวดดีเกินไปหน่อยแล้ว!’
“ไม่มีทาง! ข้าจี้เซียนเสินไร้คู่ต่อกรในใต้หล้า ก่อนหน้านี้ก็เพียงแค่ขอบเขตพลังอ่อนกว่าเจ้า ตอนนี้ข้าจะต้องชนะเจ้าอย่างแน่นอน!” จี้เซียนเสินสะบัดแขนเสื้อกล่าว
“เจ้าก็ใช้กระบวนท่าที่สังหารจักรพรรดิมารนั้น ข้าจะรับมันเอง!”
หานเจวี๋ยอับจนคำพูดขึ้นมาในทันที
‘เหตุใดคนหนุ่มต้องรนหาที่ตายให้จงได้’
เขากล่าวด้วยความลังเล “ไม่จำเป็นหรอกกระมัง”
จี้เซียนเสินแค่นเสียงกล่าวอย่างไม่พอใจ “เหตุใดเล่า เจ้ากลัวจะแพ้ข้าหรือ วันนี้เจ้าจะต้องเป็นฝ่ายตั้งรับ!”
หานเจวี๋ยทอดถอนใจ หลังจากนั้นก็ยกมือขวาขึ้น ครั้งนี้เขายกนิ้วกลางให้กับจี้เซียนเสิน
ไหล่ทั้งสองของจี้เซียนเสินยกขึ้น อัสนีสีทองพุ่งออกมาพันร่างของเขาไว้รอบกาย ก่อตัวเป็นเจดีย์สีทองอันแข็งแกร่ง
หานเจวี๋ยกระตุ้นพลังวิญญาณหกสาย เริ่มรวบรวมพลัง เตรียมพร้อมแสดงดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ
เขาลังเลมาก
‘ควรใช้พลังวิญญาณกี่ส่วน’
หานเจวี๋ยยกระดับพลังวิญญาณในนิ้วกลางจนถึงสามส่วน กลิ่นอายอันน่ากลัวทำให้จี้เซียนเสินขมวดคิ้ว
“นี่ก็คือปราณกระบี่ที่ใช้สังหารจักรพรรดิมารหรือ คาดไม่ถึงว่าจะใช้ดรรชนีเป็นกระบี่ ยอดเยี่ยมจริงๆ!”
จี้เซียนเสินลอบคิดอย่างอกสั่นขวัญหาย
เมื่อพลังวิญญาณในนิ้วกลางของหานเจวี๋ยถูกยกระดับถึงห้าส่วนนั้น จี้เซียนเสินก็รู้สึกขนพองสยองเกล้าขึ้นมา
‘แย่แล้ว!
จะต้านทานได้หรือไม่
จะตายหรือไม่’
ความคิดเช่นนี้ผุดขึ้นในสมองของจี้เซียนเสิน
‘เป็นไปได้อย่างไรกัน!
ข้าเป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เคยมีมาของจวนเซียนสวรรค์ จะตายได้อย่างไร!’
หานเจวี๋ยยกระดับพลังวิญญาณของดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพอย่างต่อเนื่อง
แปดส่วน!
“ช้าก่อน!”
จี้เซียนเสินตะโกนร้องเรียกให้หยุดในทันใด เหงื่อเย็นผุดขึ้นบนหน้าผากของเขา
หานเจวี๋ยเก็บมือ เอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เหตุใดเล่า”
จี้เซียนเสินรู้สึกโล่งใจอย่างอดไม่ได้ ปรางแก้มของเขาแดงเล็กน้อย กล่าวว่า “ช่างเถิด ในเมื่อเจ้าไม่อยากให้ข้ารบกวนเจ้า เช่นนั้นข้ารอเจ้ามีเวลาว่างแล้วค่อยมาหาใหม่”
“ขอลา!”
กล่าวจบจี้เซียนเสินก็หมุนตัวจากไป เขากลายเป็นเศษเงาหายไปท่ามกลางป่าเขาอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยส่ายหน้าหลุดยิ้มออกมา
‘เจ้าหมอนี่น่ารักอยู่บ้างแฮะ
นี่ก็คืออันดับหนึ่งในใต้หล้าหรือ’
หานเจวี๋ยกลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทานอีกครั้ง
อู้เต้าเจี้ยนถามด้วยความใคร่รู้ “เมื่อครู่ท่านไปไหนมาหรือ”
“ไปพบสหายท่านหนึ่ง”
“ชายหรือหญิง”
“หืม? เกี่ยวอะไรกับเจ้า”
เมื่อเห็นหานเจวี๋ยขมวดคิ้ว อู้เต้าเจี้ยนก็ลนลาน นางรีบร้อนโบกมือกล่าว “ข้าเพียงเป็นห่วงท่าน!”
หานเจวี๋ยคร้านที่จะสนใจนาง เขาหลับตาลงทันที นำจิตรับรู้ย้ายเข้าไปในหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ของสิงหงเสวียนอีกครั้ง
เขาตรวจสอบอารามเต๋าต่อ พบว่าในอารามเต๋ามีเพียงเศษเสี้ยววิญญาณดวงนั้น
ส่วนกลไกลควบคุมก็มีระดับความอันตรายที่ต่ำมาก
หานเจวี๋ยไม่ได้ตรวจสอบอีก
รอสิงหงเสวียนตื่นขึ้นมา เขาต้องเตือนนางทั้งสองสักหน่อยว่าอย่าได้รบกวนเศษเสี้ยววิญญาณดวงนั้น
‘หากว่าแข็งแกร่งมากเล่า’
จากประสบการณ์ในการอ่านนิยายแนวบำเพ็ญเซียนของหานเจวี๋ยในชาติก่อน ในโลกหล้านี้จะต้องมีผู้ทรงพลังซ่อนอยู่ไม่น้อย ไม่แน่ว่าในโลกมนุษย์อาจจะมีการดำรงอยู่อันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถพลิกคว่ำแดนทั้งหกซ่อนอยู่ก็ได้!
ไม่แน่ว่าเซียนอิสระอาจจะมีมากเหมือนสุนัข ยุคที่ระดับมหายานเดินอยู่ทุกหนทุกแห่งอาจจะมาถึงก็ได้
หานเจวี๋ยนำพลังจิตกลับเข้ามาในถ้ำเทวา และทำการฝึกฝนต่อ
เขาจำเป็นต้องรักษาระดับความเร็วในการฝึกฝนนี้ไว้ จะต้องเร็วขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น ไม่อาจช้า ไม่อย่างนั้นเขาไม่อาจสงบใจได้
……
ห้าปีต่อมา
ตู้ขู่ผู้อาวุโสรับเชิญของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็มาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย เขามาบอกลาเพื่อเตรียมขึ้นสู่สวรรค์
ก่อนจากไป เขายังอยากไปจะเยี่ยมเยียนซูฉีสักหน่อย
ไม่ว่าจะกล่าวอย่างไร ซูฉีก็เป็นศิษย์คนสุดท้ายของสำนักมารปีศาจ ก่อนขึ้นสวรรค์เขาจำเป็นต้องบอกลาให้ได้ นับว่าเป็นการตัดขาดจากโลกีย์วิสัย
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว “ข้าว่าท่านไม่ต้องไปเยี่ยมเยียนเขาจะดีกว่า ขึ้นสู่สวรรค์เลยเถิด”
ตู้ขู่ขมวดคิ้วตาม กล่าวว่า “เหตุใดเล่า หรือสหายเต๋ากลัวว่าข้าจะแซะขาเก้าอี้”
“มิใช่ ข้าแค่คิดเพื่อท่าน”
“ข้าก็แค่จะบอกลาเท่านั้น หากสหายเต๋าขัดขวาง หลังจากนี้หากข้านึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เกรงว่าจะเกิดเป็นมารในใจได้”
“เอาเถิด ถ้าเช่นนั้นท่านก็รีบสักหน่อย”
“อืม”
ตู้ขู่ออกจากถ้ำเทวาไปหาซูฉี
หานเจวี๋ยลอบก่นด่า
‘ข้าคิดเพื่อเจ้า เจ้ายังจะมาโกรธอีกหรือ’
สิ่งที่ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกหมดคำพูดยิ่งกว่านั้นก็คือ หลังจากเจ้าหมอนี่ไปหาซูฉีแล้วก็ไม่ได้บอกลาทันที แต่กลับเริ่มพร่ำพรรณนาถึงอดีตที่ผ่านมาของตนเองกับสำนักมารปีศาจ
ซูฉีเองก็รู้สึกหมดคำพูดเช่นกัน เพราะในความเห็นของเขานั้น ผู้ที่ทำลายล้างสำนักมารปีศาจก็คืออาจารย์ของเขา เขาจำเป็นต้องปิดบังเรื่องนี้ไว้ เพื่อไม่เพิ่มปัญหาให้กับอาจารย์
เวลาผ่านไปห้าวันห้าคืนเต็มๆ ตู้ขู่ถึงได้จากไป
ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด ขณะที่หานเจวี๋ยใช้พลังจิตตรวจสอบเขานั้น มักจะรู้สึกว่าหน้าผากของเขาขึ้นสีดำ
ลางร้าย!
……
แปดปีต่อมา
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกฝนอยู่ลืมตาขึ้น เขานึกถึงตู้ขู่ขึ้นมา จึงเริ่มเปิดดูจดหมาย
[โจวฝานสหายของท่านพบกับโอกาสวาสนา ได้รับสมบัติวิญญาณไท่อี่]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[ตู้ขู่สหายของท่านฝ่าด่านเคราะห์ขึ้นสู่สวรรค์ เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของด่านเคราะห์สวรรค์ จนร่างเกือบตายมรรคเกือบสลาย แม้ว่าจะขึ้นสวรรค์สำเร็จ แต่สูญเสียพลังมรรคเป็นอย่างมาก ตบะไม่เพิ่มพูนกลับยังถดถอย]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านได้รับการยอมรับจากจิตบรรพบุรุษของจวนเซียนสวรรค์ ได้เรียนรู้สุดยอดพลังวิเศษ]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x75321
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเข้าใจวิถีหอกในขณะทำการสังหาร พลังมรรคเพิ่มพูน คุณสมบัติเทพตื่นตัว]
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากภูตประหลาด] x1762
……
หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะยืนสงบไว้อาลัยให้กับตู้ขู่
‘สหายเต๋าเอ๋ย นี่เป็นสิ่งที่เจ้าสมควรเจอแล้ว
แต่ก็นับว่าเจ้าเฒ่านี่ดวงแข็งไม่น้อย คาดไม่ถึงว่าจะยังประคองตัวเองให้รอดได้’
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าโจวฝานได้รับสมบัติวิญญาณไท่อี่ ‘นี่จะฟื้นคืนชีพอีกครั้งหรือ’
สมบัติวิญญาณไท่อี่นับว่าเป็นอาวุธเทพที่ไร้คู่ต่อกรในโลกมนุษย์!
ส่วนฟางเหลียงนั้น เป็นเรื่องปกติไม่ต้องตกใจ!
ที่ทำให้หานเจวี๋ยแปลกประหลาดใจก็คือ คาดไม่ถึงว่ามู่หรงฉี่จะปลุกคุณสมบัติเทพให้ตื่นขึ้นมาแล้ว
‘เยี่ยมมากศิษย์หลาน!’
ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยไม่ได้คาดคิดเลยว่าคนที่จะทำให้เขารู้สึกรอคอยที่สุดจะไม่ใช่ศิษย์ของตนเอง แต่กลับเป็นศิษย์หลาน
ฟางเหลียงและมู่หรงฉี่เหนือกว่าสวินฉางอันและหยางเทียนตงแล้ว พวกเขาได้แสดงความสามารถและดวงชะตาออกมาอย่างเต็มที่
โดยเฉพาะมู่หรงฉี่ ที่สามารถบ่มเพาะเป็นพิเศษได้
บางทีเขาอาจจะทำภารกิจอันหนักหน่วงอย่างการสังหารจูเชวี่ยได้สำเร็จ!
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ และกำลังจะฝึกฝนต่อ
“นายท่าน ท่านลืมตาแล้ว พอดีเลย ต้นฝูซังมีการเคลื่อนไหวอีกแล้ว!” อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยปากกล่าวขึ้น
หานเจวี๋ยได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว กล่าวว่า “เพราะเหตุใด”
อู้เต้าเจี้ยนส่ายหน้าเอ่ย “ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด แต่ช่วงนี้เมื่อถึงเวลากลางคืน ต้นฝูซังก็จะสั่นไหว บรรดาศิษย์ของท่านก็กังวลยิ่งนัก”
หานเจวี๋ยลุกขึ้นแล้วเดินออกไปนอกถ้ำเทวา
เมื่อเห็นหานเจวี๋ย สวินฉางอัน สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นและไก่คุกรัตติกาลก็รีบร้อนคุกเข่าลง
หานเจวี๋ยเหลือบสายตามองขึ้นไป อีกาทองสองตัวยังงีบอยู่บนต้นไม้
‘พวกมันก็ไม่ได้ไปจากต้นฝูซัง!
แล้วเหตุใดต้นฝูซังถึงสั่นไหว
อย่าได้นำปัญหามาอีกเลย!’
“นายท่าน ข้าไม่ได้ไปจากต้นฝูซังเลย! ต่อให้ไปก็ไม่เกินช่วงเวลาหนึ่งก้านธูป!”
ไก่คุกรัตติกาลรีบเอ่ยยืนยันด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจมัน แต่กลับนำพลังจิตเข้าไปตรวจสอบในต้นฝูซัง เพื่อดูว่าด้านในมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่
ต้นฝูซังแข็งแรงมาก พลังชีวิตเต็มเปี่ยม ไม่เหมือนว่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด
หานเจวี๋ยคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
เกิดเสียงดัง ตู้ม!
ฟ้าดินเกิดเสียงดังสะเทือนเลือนลั่น เสียงระเบิดที่ดังราวกับฟ้าผ่าในขณะที่ท้องฟ้าปลอดโปร่งดังขึ้นในฉับพลัน ทำให้พวกอู้เต้าเจี้ยนรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก แม้แต่ศิษย์ทั้งหมดในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็ตกใจเช่นกัน
อีกาทองสองตัวที่อยู่บนต้นฝูซังก็คอตั้งทันที ทอดมองไปในทิศทางเดียวกัน ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยเจตนาอันเป็นปฏิปักษ์
บทที่ 142
“เสียงอะไร”
“เกิดอะไรขึ้น หรือมีคนฝ่าด่านเคราะห์แล้วระเบิด”
“ไม่รู้เหมือนกัน ดูเหมือนว่าจะดังมาจากนอกสำนัก!”
“มารดาสิ ข้าเกือบเกิดมารในใจขึ้นมาแล้ว!”
“โอ๊ยๆ ข้ากำลังหลอมอาวุธอยู่ สมบัติวัสดุของข้าถูกทำลายหมดแล้ว!”
“หรือว่ามีศัตรูมาโจมตี”
……
ศิษย์สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์พากันวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความตกใจไปต่างๆ นานา บรรดาผู้อาวุโสก็พากันออกจากการปิดด่านฝึกฝนเพื่อสำรวจตรวจดูสถานการณ์รอบด้าน
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นความผิดปกติของอีกาทองน้อยทั้งสอง จนต้องมองตามครรลองสายตาพวกมันไปอย่างอดไม่ได้ แต่กลับมองไม่เห็นสัตว์เทพหรือวิหคปีศาจใดๆ
ภูเขาธารารอบๆ สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ล้วนไม่ได้รับความเสียหายใดๆ เห็นได้ชัดว่าเสียงดังสนั่นก่อนหน้านี้มาจากสถานที่ที่อยู่ไกลโพ้น
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบในรัศมีร้อยลี้ แต่กลับไม่พบสัตว์ปีศาจและสัตว์เทพ
เขาไม่ได้คลายความระแวดระวังลง และยังคงรอคอยอย่างอดทน
ไม่นาน
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งและหลี่ชิงจื่อมาเพื่อสอบถามสถานการณ์
หานเจวี๋ยส่ายหน้ากล่าว “ข้าเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น”
ไก่คุกรัตติกาล สวินฉางอัน อู้เต้าเจี้ยนและคนอื่นๆ ต่างก็รู้ตัวว่าไม่ควรพูดถึงความผิดปกติของต้นฝูซังขึ้นมา
พวกเขาเป็นเพียงคนของหานเจวี๋ย ไม่ใช่ของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
“หวังว่าจะไม่เกิดหายนะครั้งใหญ่ขึ้นมาอีก” หลี่ชิงจื่อกล่าวด้วยความกังวล
ช่วงนี้เขายุ่งอยู่กับการฝึกฝนมาโดยตลอด หลังจากทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว ตบะไม่อาจเพิ่มพูนได้อีก ทำให้เขารู้สึกกลัดกลุ้มเป็นอย่างมาก
แม้ว่าพลังวิญญาณบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนจะเต็มเปี่ยม แต่คุณสมบัติกลับจำกัดการบำเพ็ญเพียรของเขา
“วางใจเถิด มีข้าอยู่ จะไม่เกิดเรื่องใดกับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แน่นอน พวกท่านกลับไปดูแลในสำนักเถอะ อย่าได้ลนลานจนขัดแข้งขัดขาตนเอง” หานเจวี๋ยเอ่ยปากกล่าว
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งและหลี่ชิงจื่อพยักหน้าลง ไม่รบกวนเขาอีก
หลังพวกเขาจากไปแล้ว หานเจวี๋ยก็มองไปทางริมขอบฟ้าอีกครั้ง ‘มันคืออะไรกันแน่’
หลังจากฟ้าดินเกิดเสียงดังสนั่นแล้ว ต้นฝูซังก็สั่นไหวทุกคืน แต่สิ่งที่มันดึงดูดมายังคงไม่ปรากฏตัว
เป็นแบบนี้ต่อเนื่องนานครึ่งปี
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งมาเยี่ยมเยียนอีกครั้ง
“เสียงดังสนั่นเมื่อครึ่งปีก่อนเป็นการเคลื่อนไหวของเผ่าปีศาจ สัตว์ร้ายบรรพกาลตัวหนึ่งปรากฏตัว มีนามว่าราชามังกรสามหัว มังกรตัวนี้มีสายเลือดผสมซับซ้อน มีปีกสองปีก สามารถบังคับลมเรียกฝนได้ นิสัยโหดร้ายทารุณ อยู่ห่างจากต้าเยี่ยนเราไม่ไกลนัก” นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเอ่ยปากกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
‘ราชามังกรสามหัว?’
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ปีศาจตัวนี้ไม่รวมเป็นหนึ่งกับเผ่าปีศาจหรือ”
“ไม่ได้เป็นเช่นนั้น กล่าวกันว่าเผ่าปีศาจก็ขับไล่เขา เขาโลภอาหาร สมัยก่อนที่เป็นราชาปีศาจนั้นไม่ทันไรก็กินปีศาจภายใต้อาณัติ บรรดาปีศาจต่างก็ไม่ยอมอุทิศตนรับใช้เขา” นักพรตเต๋าจิ่วติ่งตอบ
หานเจวี๋ยรู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
เขายังคิดว่าเผ่าปีศาจจะเป็นเหมือนสายมารก่อนหน้านี้ที่เปิดฉากศึกใหญ่ในใต้หล้า ยังดีที่ราชามังกรสามหัวไม่ได้มีจิตใจชั่วช้า
‘ถ้าอย่างนั้นปัญหาก็เกิดแล้ว!
ต้นฝูซังยังคงสั่นไหว แสดงว่าราชามังกรสามหัวปรากฏตัวเพื่อต้นฝูซัง!
เหตุใดราชามังกรสามหัวถึงไม่มาสักที
ระแวดระวังหรือ หรือว่าแอบวางแผนลับอะไรอยู่’
หานเจวี๋ยคิดไม่ตก ในเมื่อคิดไม่ตกก็ได้แต่นำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาจัดการแล้ว
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งพูดถึงความคืบหน้าของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ในช่วงนี้อีกเล็กน้อย เขาตั้งใจที่จะบ่มเพาะมู่หรงฉี่ให้เป็นศิษย์เอกของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ มีอำนาจสั่งการศิษย์ทั่วทั้งสำนัก นอกจากตำแหน่งที่ไม่สามารถเทียบเคียงกับผู้อาวุโสได้แล้ว อำนาจที่แท้จริงนั้นสูงกว่าผู้อาวุโส
สำหรับเรื่องนี้หานเจวี๋ยไม่มีความเห็นใดๆ ให้นักพรตเต๋าจิ่วติ่งจัดการตามสมควร
มู่หรงฉี่ทำให้นักพรตเต๋าจิ่วติ่งรู้สึกประหลาดใจจริงๆ คิดไม่ถึงว่าพรสวรรค์ของเจ้าเด็กนี่จะน่ากลัวถึงเพียงนี้
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งยังคิดแม้กระทั่งว่า ศิษย์คนอื่นๆ ภายใต้สังกัดของหานเจวี๋ยจะเก่งกาจเช่นนี้หรือไม่
แต่เขาไม่กล้าถามอะไรมาก หานเจวี๋ยยอมให้มู่หรงฉี่ทำคุณให้กับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
หลังจากนักพรตเต๋าจิ่วติ่งจากไป หานเจวี๋ยก็นำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งราชามังกรสามหัว
……
ดินแดนทางตอนเหนือของต้าเยี่ยน
ราชาปีศาจเตี่ยนซู่กำลังคุกเข่าตัวสั่นเทิ้มอยู่บนพื้นหิมะ ตรงหน้าเขามีดวงตาแดงฉานสามคู่อยู่ท่ามกลางหิมะที่โปรยปรายเต็มท้องฟ้า ดวงตานี้มีขนาดใหญ่กว่าราชาปีศาจเตี่ยนซู่มากนัก ร่างของเจ้าของดวงตาจะต้องมีขนาดมหึมาอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
“ทิศทางที่ท่านพูดถึงน่าจะมาจากสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์…ข้าขอเตือน ท่านล้มเลิกความคิดนี้ไปเสียจะดีกว่า”
ราชาปีศาจเตี่ยนซู่กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ความหวาดกลัวที่เขามีต่อปีศาจตรงหน้านี้ทำให้เขานึกถึงพญาอสรพิษหยกก่อนหน้านี้ขึ้นมา
เทียบกันแล้วมีแต่เหนือกว่า!
ราชามังกรสามหัว!
น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นมาแทบจะทันที “สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แข็งแกร่งมากหรือ”
“แข็งแกร่งมาก อาจจะมีมนุษย์เซียนอยู่ในนั้นหนึ่งท่าน”
“เหลวไหล มนุษย์เซียนจะอยู่ในโลกมนุษย์ได้อย่างไร”
“ถึงอย่างไรก็แข็งแกร่งมาก ใต้หล้าในยามนี้สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เป็นสถานที่ที่น่าหวาดกลัวที่สุด แม้แต่ข้ายังคิดว่าจวนเซียนสวรรค์ยังไม่น่ากลัวเท่าสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์”
ได้ยินเช่นนี้ราชามังกรสามหัวก็นิ่งเงียบไป
เดิมทีราชามังกรสามหัวก็นอนหลับสนิทอยู่ใต้พิภพ ดูดซับพลังวิญญาณพสุธา แต่ขณะที่ต้นฝูซังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เขาก็ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลในที่สุด
เขาทะลวงผ่านพื้นพิภพ คิดที่จะหาสมบัติล้ำค่าที่ดึงดูดเขาท่ามกลางความมืดมิด
แต่ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด ระหว่างที่เดินทางมานั้นเขารู้สึกหวาดผวาพิกล
เขามักจะรู้สึกว่าการไปครั้งนี้ อาจนำพาไปสู่ความตาย
เพราะอย่างนั้นราชามังกรสามหัวจึงไม่กล้าไปโดยง่าย
เขาเริ่มลดระดับความเร็ว ขณะที่เดินทางไปนั้น ก็สอบถามปีศาจที่อยู่ระหว่างทางไปด้วย
เขาได้รับคำตอบแบบเดียวกัน
หากต้าเยี่ยนมีสมบัติล้ำค่าที่ดึงดูดเขา นั่นจะต้องเป็นสมบัติที่อยู่ในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์อย่างแน่นอน
หากนั่นคือสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ อย่าได้ไปเด็ดขาด!
ก่อนหน้านี้จูโต้วที่บินเข้ามาในต้าเยี่ยนอย่างเกรียงไกร และบินไปยังสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ได้ตายลงแล้ว
ก่อนหน้านี้พญาอสรพิษหยกที่มีอานุภาพไม่อาจต้านทานได้โจมตีไปยังสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ก็ได้ตายลงแล้ว
เรื่องราวเหล่านี้อาจจะลางเลือนไปแล้วในเผ่ามนุษย์ แต่ในเผ่าปีศาจยังคงเป็นตำนานที่ทำให้บรรดาปีศาจที่ได้ฟังรู้สึกหวาดกลัวจนอกสั่นขวัญหาย
“หรือสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์จะไปไม่ได้จริงๆ”
ราชามังกรสามหัวครุ่นคิดอย่างเงียบๆ
เขาก็มีตบะถึงระดับมหายานขั้นหก!
ใต้หล้านี้ใครจะสามารถสังหารเขาได้!
แต่ความรู้สึกไม่ปลอดภัยกลับยังคงอยู่!
ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก กลัวว่าราชามังกรสามหัวจะพาลโกรธแล้วกินเขา
สุดท้ายราชามังกรสามหัวก็จากไปแล้ว
ราชาปีศาจเตี่ยนซู่รู้สึกโล่งใจไปเปราะหนึ่ง
……
สิบสามปีผ่านไป
หานเจวี๋ยทะลวงถึงระดับมหายานขั้นห้า
ต้นฝูซังเองก็ยังสั่นไหวมาถึงสิบสามปี หานเจวี๋ยสงสัยแม้กระทั่งว่าต้นฝูซังจงใจทำให้เกิดขึ้น
นี่อาจเป็นพฤติกรรมการจับเหยื่อ
เหมือนกับดอกไม้กินคน
มีอีกาทองสองตัวอยู่ คาดว่าปีศาจและสัตว์เทพในโลกมนุษย์คงไม่กล้ามา
แต่หานเจวี๋ยยังคงระมัดระวังเป็นอย่างมาก เขามักจะตรวจสอบดูสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เป็นระยะๆ เพื่อป้องกันการแฝงตัวเข้ามาของปีศาจ
หลังจากทะลวงสำเร็จแล้ว หานเจวี๋ยก็ทำตบะให้มั่นคง ในขณะเดียวกันก็ตรวจสอบดูการดำรงอยู่ของตบะที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
[ราชามังกรสามหัว: ระดับมหายานขั้นหก ทายาทมังกรแท้]
‘มาแล้วจริงๆ ด้วย!’
หานเจวี๋ยหรี่ตาลง ‘ทายาทมังกรแท้?
มีภูมิหลัง?’
หานเจวี๋ยเริ่มจำลองการทดสอบกับราชามังกรสามหัวหนึ่งรอบ
เจ้าหมอนี่เปราะบางเกินไป ถูกเขาสังหารภายในพริบตา
หานเจวี๋ยเริ่มตรวจสอบดูตำแหน่งของราชามังกรสามหัว ประเดี๋ยวเดียวเขาก็รู้สึกหมดคำพูดขึ้นมา
คิดไม่ถึงว่าราชามังกรสามหัวจะแปลงร่างเป็นศิษย์หนุ่มผู้หนึ่ง กำลังคุกเข่าอยู่ตรงตีนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนกับศิษย์จำนวนมาก เพื่อต้องการกราบหานเจวี๋ยเป็นอาจารย์
ตั้งแต่สวินฉางอัน มู่หรงฉี่และฟางเหลียงทำสำเร็จ ก็มีศิษย์มาคุกเข่าตรงตีนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนอยู่ตลอด พวกเขาไม่กล้าส่งเสียงวุ่นวาย ได้แต่โขกศีรษะคำนับกับพื้นอย่างเงียบๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมู่หรงฉี่โดดเด่นขึ้นมา บรรดาศิษย์ก็เฝ้าปรารถนาในตัวผู้อาวุโสสังหารเทพยิ่งกว่าเดิม
“นี่จะมาไม้ไหนกัน”
หานเจวี๋ยเอามือลูบคางครุ่นคิด
‘ช่างเถอะ! ให้เขาคุกเข่าต่อไป!’
หานเจวี๋ยหลับตาลง และฝึกฝนต่อ
……
หนึ่งปีผ่านไป
ราชามังกรสามหัวยังคงโขกศีรษะคำนับกับพื้น หานเจวี๋ยคิดว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช้วิธีการที่ดีนัก ดังนั้นจึงให้สวินฉางอันไปรับราชามังกรสามหัว และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องกับสวินฉางอัน เขาจึงให้อีกาทองทั้งสองเกาะอยู่บนบ่าของสวินฉางอันเพื่อปกป้องเขา
ตบะของอีกาทองสูงถึงระดับมหายานขั้นเจ็ด ระดับมหายานขั้นเจ็ดถึงสองตนจะสู้ระดับมหายานขั้นหกตนเดียวไม่ได้เชียวหรือ
บทที่ 143
ในระหว่างทางที่ลงเขา สวินฉางอันตัวแข็งทื่อ ย่างก้าวดูไม่เป็นธรรมชาติเป็นอย่างมาก
อีกาทองสองตัวเกาะอยู่บนไหล่เขา เขาก็รู้สึกหวาดกลัวจริงๆ
หากเจ้าสองตัวนี้มีตัวใดตัวหนึ่งจุดเปลวเพลิงสุริยะแท้ออกมาโดยไม่ตั้งใจล่ะก็ เขาคงหายไปในพริบตา
ขณะที่เดินผ่านตรงไหล่เขา หยางเทียนตงที่กำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย “ศิษย์น้อง เจ้าจะไปที่ใด”
“อาจารย์กล่าวว่าตรงตีนเขามีอัจฉริยะที่สามารถบ่มเพาะได้ ให้ข้าไปพาขึ้นมา” สวินฉางอันตอบตามความเป็นจริง
หยางเทียนตงได้ยินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘รับศิษย์อีกแล้วหรือ
ไม่ได้! ครั้งนี้ ข้าก็อยากรับศิษย์!’
คุณสมบัติของมู่หรงฉี่กับฟางเหลียงทำให้หยางเทียนตงจ้องตาเป็นมัน เขาก็อยากได้ศิษย์เช่นนั้นบ้าง
“ข้าไปดูกับเจ้าก็แล้วกัน”
“อืม”
สวินฉางอันไม่ได้โง่ เขาคาดเดาความคิดของหยางเทียนตงออก แต่ไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด
กล่าวตามตรง เขาไม่อยากรับศิษย์แล้วจริงๆ
เขารู้สึกว่าตนเองเป็นแค่โครงเปล่าๆ ศิษย์ของตนเองก็ได้อาจารย์เป็นผู้สอน
เห็นได้ชัดว่าศิษย์เคารพอาจารย์ของเขามากกว่า
หากวันใดวันหนึ่ง หานเจวี๋ยให้ฟางเหลียงและมู่หรงฉี่สังหารเขา เขาเชื่อว่าเจ้าเด็กหน้าเหม็นสองคนนั้นจะไม่ลังเลอย่างแน่นอน
ศิษย์พี่ศิษย์น้องทั้งสองต่างก็กันคิดไปคนละแบบจนกระทั่งมาถึงตีนเขา
สวินฉางอันเปิดค่ายกลแล้วเรียกราชามังกรสามหัวเข้ามา ศิษย์คนอื่นๆ ต่างพากันมองราชามังกรสามหัวด้วยแววตาอิจฉาริษยา
ราชามังกรสามหัวมองเห็นอีกาเพลิงสองตัวบนไหล่สวินฉางอันก็ใจเต้นระส่ำ
อีกาทองทั้งสองจ้องมองเขาไม่วางตา แววตาเต็มไปด้วยเจตนาอันเป็นปฏิปักษ์
‘นี่คือนกอะไรกัน คิดไม่ถึงว่าจะทำให้ข้ารู้สึกหวาดกลัวได้…’
ราชามังกรสามหัวรู้สึกถึงคลื่นที่โหมซัดสาดอยู่ภายในใจอย่างบ้าคลั่ง
ในโลกมนุษย์นี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบเจอกับสิ่งมีชีวิตที่ทำให้รู้สึกหวาดผวาจนถึงเส้นเลือด
ที่สำคัญคือหยางเทียนตงและสวินฉางอันอ่อนแอถึงเพียงนี้ แล้วพวกเขาไปได้อีกาเพลิงลึกลับสองตัวนี้มาได้อย่างไร
“ขอถามผู้อาวุโสทั้งสอง ท่านใดคือผู้อาวุโสสังหารเทพหรือ” ราชามังกรสามหัวเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
สวินฉางอันตอบด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก “ผู้อาวุโสสังหารเทพเป็นอาจารย์ของพวกเรา เจ้ายังไม่มีคุณสมบัติที่จะได้พบเขา”
หยางเทียนตงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม “ผู้เยาว์อย่างเจ้าไม่ต้องรีบร้อนไป อาจารย์ให้พวกเราพาเจ้าขึ้นไป จะต้องเห็นความสำคัญของเจ้าแล้ว”
ท่าทีของทั้งสองแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ราชามังกรสามหัวรู้สึกฉงนเป็นอย่างมาก
ราชามังกรสามหัวได้แต่เก็บความฉงนไว้ และตามทั้งสองขึ้นไปบนเขา
อีกาทองสองตัวจ้องมองเขาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เขารู้สึกอึดอัดมาก
ไม่นานเท่าไร
พวกเขาก็มาถึงบนยอดเขา ราชามังกรสามหัวมองเห็นต้นฝูซังก็พลันตกใจเป็นอย่างมาก
นี่ต้องเป็นสิ่งที่เขาต้องการหาอย่างแน่นอน!
ราชามังกรสามหัวระงับอาการตื่นเต้นไว้
เขาสังเกตเห็นว่าบนต้นฝูซังยังมีไก่ดำอยู่ตัวหนึ่ง ที่ใต้ต้นก็ยังมีสุนัขสีขาวอยู่อีกตัว
‘ทั้งหมดนี้ก็คือสัตว์เลี้ยงปีศาจของผู้อาวุโสสังหารเทพหรือ’
“ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าฝึกบำเพ็ญอยู่ใต้ต้นฝูซังก่อน ส่วนจะได้กราบอาจารย์หรือไม่นั้น ก็ดูการแสดงออกของเจ้าแล้ว”
สวินฉางอันทิ้งคำพูดนี้ไว้แล้วก็เดินไปที่ริมหน้าผา เขาเหม่อมองไปทางขอบฟ้า ภาพเงาด้านหลังดูตกอับราวกับสุนัขตัวหนึ่ง
ในช่วงหลายปีนี้ เขามักจะนึกถึงเชี่ยนเอ๋อร์ ทำให้เขาไม่อาจจดจ่ออยู่กับการฝึกบำเพ็ญได้
เคราะห์ที่พุทธาเทพสร้างขึ้นมา ไม่ใช่สิ่งที่หัวใจมนุษย์ธรรมดาจะสามารถต้านทานได้!
ราชามังกรสามหัวเดินไปนั่งลงที่หน้าต้นฝูซัง อีกาทองน้อยทั้งสองขึ้นไปบนต้นไม้อีกครั้ง และยังคงจ้องเขานิ่งไม่วางตา
หยางเทียนตงนั่งลงที่ด้านข้างและพูดคุยกับเขา
ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโส หยางเทียนตงเริ่มเล่าประสบการณ์ของตนเองในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ เขาอยากให้ราชามังกรสามหัวเลื่อมใสในตัวเขา
แม้ราชามังกรสามหัวจะรู้สึกไม่ชอบใจ แต่ก็ต้องอดทนไว้
เขายิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกเหยียดหยาม
‘ราชาปีศาจเตี่ยนซู่?
เจ้าขี้ขลาดทางตอนเหนือของต้าเยี่ยนน่ะหรือ’
ราชามังกรสามหัวกำลังเคลื่อนไหวที่จะก่อการร้าย เขาอยากครอบครองต้นฝูซัง แต่ไม่รู้ตบะที่ชัดเจนของผู้อาวุโสสังหารเทพผู้นั้น จึงทำให้เขาลังเลเป็นอย่างมาก
สติสัมปชัญญะบอกเขาว่า การที่สามารถเลี้ยงอีกาเพลิงลึกลับสองตัวนั้นได้ ผู้อาวุโสสังหารเทพผู้นี้จะต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก
‘รออีกหน่อย!’
ราชามังกรสามหัวแอบทอดถอนใจ
……
หลายปีผ่านไป
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน มีอักขระสามตัวปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย
[ตรวจสอบพบว่าท่านมีอายุเจ็ดร้อยปี ชีวิตก้าวไปข้างหน้าอีกหนึ่งก้าว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง รีบออกจากด่านฝึกบำเพ็ญ พุ่งถลันสู่ชื่อเสียงอันดับหนึ่งในใต้หล้า จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]
[สอง ฝึกบำเพ็ญต่อไป อยู่เหนือกว่าระดับมหายานในเร็ววัน จะได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
หานเจวี๋ยเลือกฝึกบำเพ็ญต่ออย่างไม่ลังเล
หินวิญญาณมรรคาสวรรค์ไม่เลว สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งให้ของวิเศษได้
หานเจวี๋ยนำหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ออกมา เริ่มยกระดับให้กับหนังสือแห่งความโชคร้าย
หนังสือแห่งความโชคร้ายเป็นของวิเศษเพียงหนึ่งเดียวที่เขาสามารถใช้ทำร้ายศัตรูบนสวรรค์ที่อยู่ในระยะไกลได้ มันคุ้มค่าที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่างไม่จำกัด
หลายวันผ่านไป หินวิญญาณมรรคาสวรรค์ก็หลอมรวมสำเร็จ
[หนังสือแห่งความโชคร้ายของท่านถูกเลื่อนขั้นจากสมบัติวิญญาณไท่อี่ชั้นสุดยอดเป็นยอดสมบัติไท่อี่]
[หนังสือแห่งความโชคร้ายเป็นของวิเศษแห่งผลกรรม โปรดใช้อย่างระมัดระวัง]
‘ยอดสมบัติไท่อี่?’
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว เขารู้สึกเสียใจขึ้นมาในทันที
หนังสือแห่งความโชคร้ายจะพลิกกลับมาทำร้ายเขาหรือไม่
หานเจวี๋ยเริ่มใช้หนังสือแห่งความโชคร้ายสาปแช่งนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนอย่างระมัดระวัง
เขาไม่กล้าใช้พลังวิญญาณมากเกินไป อยากจะลองดูผลลัพธ์ก่อน
เจ็ดวันต่อมา
หานเจวี๋ยวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง เพราะเขาสังเกตเห็นว่าอายุขัยของตนเองลดลงไปหลายสิบปีอย่างคาดไม่ถึง
ดูท่าไม่ควรใช้เกินเจ็ดวันต่อครั้ง มิเช่นนั้นอายุขัยของเขาจะลดลง
เขาเปิดค่าความสัมพันธ์เพื่อตรวจสอบดูจดหมาย
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x97884
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] 170210
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านบุกเข้าไปในหุบเหวมาร เป็นตายไม่อาจล่วงรู้]
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านดูดซับวิญญาณเทพภูต ดวงชะตาเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการไล่สังหารจากสิบสำนัก หลอมรวมความชั่วร้าย]
[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านเข้าใจวิธีกำหนดลมหายใจแบบบรรพกาล]
[ฉางเยวี่ยเอ๋อร์สหายของท่านเข้าใจวิธีกำหนดลมหายใจแบบบรรพกาล]
[นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนศัตรูของท่านอายุขัยลดลงหมื่นปี เกิดมารในใจเนื่องด้วยการสาปแช่งของท่าน]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านหลงเข้าไปในแดนต้องห้ามของจวนเซียนสวรรค์ รับประทานผลศักดิ์สิทธิ์หมื่นปี คุณสมบัติทะยานอย่างรวดเร็ว]
……
มองเห็นชะตากรรมของนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน หานเจวี๋ยเป็นสุขขึ้นมาทันที
เขารู้สึกว่าตนเองสามารถสาปแช่งนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนให้ตกตายได้
เขาสูญเสียอายุขัยไม่กี่สิบปี แต่สามารถทำให้นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนอายุขัยลดลงหมื่นปีได้
นี่ก็ไร้เหตุผลเกินไปแล้ว!
แต่หานเจวี๋ยก็ไม่กล้าเสี่ยงอันตราย
แม้เขาจะมีอายุขัยมากกว่าแสนปี แต่หากทำเช่นนี้บ่อยๆ อาจเป็นการทำร้ายตัวเองเข้าสักวัน
ครั้งต่อไปสาปแช่งมากสุดหกวันก็พอแล้ว ไม่อาจมากกว่านี้ได้!
ค่อยๆ ทรมานนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนและจูเชวี่ยให้ตกตายอย่างช้าๆ
หานเจวี๋ยคิดอย่างพึงพอใจ
เขามุ่งความสนใจไปที่นอกถ้ำเทวา ราชามังกรสามหัวยังคงฝึกบำเพ็ญอยู่ใต้ต้นฝูซัง มีหยางเทียนตงเป็นเพื่อนอยู่ข้างๆ
หลายปีมานี้ราชามังกรสามหัวดูว่านอนสอนง่ายเป็นอย่างมาก
หานเจวี๋ยตัดสินใจทิ้งไพ่ตายให้กับเขา
“เจ้าออกไปเรียกเด็กที่เพิ่งมาใหม่ให้เข้ามา รอเขาออกไปแล้วเจ้าค่อยกลับเข้ามา” หานเจวี๋ยเอ่ยปากสั่ง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อู้เต้าเจี้ยนก็รีบลุกไปทันที
ราชามังกรสามหัวได้ยินคำพูดที่ถ่ายทอดจากปากอู้เต้าเจี้ยน ก็รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
หยางเทียนตงตบบ่าเขาน้อยๆ กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “โอกาสมาถึงแล้ว! อาจารย์จะถ่ายทอดพลังวิเศษให้กับเจ้า!”
ราชามังกรสามหัวลอบรังเกียจเหยียดหยาม แต่ก็แสร้งทำเป็นพยักหน้าด้วยรอยยิ้มแห้งๆ
เขาเดินเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทานอย่างระมัดระวัง
โครม!
ประตูหินปิดลง ทำเอาราชามังกรสามหัวรู้สึกตื่นตระหนกมากกว่าเดิม
ราชามังกรสามหัวมาคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ย แวบแรกที่เห็นหานเจวี๋ยเขาก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก
‘เป็นบุรุษที่รูปงามยิ่งนัก!’
เป็นครั้งแรกที่เขาเคยพบเจอกับใบหน้าที่งดงามเช่นนี้
‘ถุย!
ข้ากำลังคิดอะไรอยู่กัน’
ราชามังกรสามหัวรู้สึกว่าตัวเองติดเชื้อจากหยางเทียนตงเข้าเสียแล้ว ในใจเริ่มบิดเบือน
พอคิดได้เช่นนี้ เขาก็ยิ่งเบื่อหน่ายหยางเทียนตงมากกว่าเดิม
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “ราชามังกรสามหัว ระดับมหายานขั้นหก ข้าให้ตัวเลือกเจ้าสองข้อ”
“หนึ่ง กลายเป็นแม่ทัพพิทักษ์เขาของเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ในยามปกติสามารถฝึกบำเพ็ญใต้ต้นไม้เทพได้
สอง ตาย”
ราชามังกรสามหัวเงยหน้าขึ้นมาในทันที มองเขาด้วยความหวาดผวา
บทที่ 144
‘เขารู้สถานะและตบะของข้าได้อย่างไร
เป็นไปได้อย่างไร!’
ในใจของราชามังกรสามหัวเกิดความรู้สึกอันตรายขึ้นมา
เขามีพลังวิเศษประจำกายที่สามารถเก็บซ่อนตบะและร่างที่แท้จริงไว้ได้ แล้วถูกผู้อาวุโสสังหารเทพค้นพบได้อย่างไร
นี่หมายความว่าอย่างไรกัน
หมายความว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าเขามาก!
ยามที่หานเจวี๋ยกล่าววาจานั้นเรียบนิ่งเป็นอย่างมาก ไม่เหมือนการสร้างสถานการณ์ขู่ขวัญลวงตาแต่อย่างใด
ราชามังกรสามหัวมีลางสังหรณ์บางอย่าง หากเขาลุกขึ้นมา จะต้องถูกสังหารอย่างแน่นอน!
แม้แต่โอกาสที่จะหนีก็ไม่มี!
หานเจวี๋ยจ้องมองเขาด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก รอฟังคำตอบจากเขา
เพียงแค่ราชามังกรสามหัวกล้าพูดว่าไม่ออกมาเพียงคำเดียว หรือว่าคิดที่จะหนี เช่นนั้นก็จงตายไปเสีย!
เรื่องต้นฝูซังถูกเปิดเผยแล้ว ต้นไม้เทพระดับนี้ไม่อาจให้แพร่งพรายออกไปได้!
หานเจวี๋ยก็ไม่กลัวว่าจะล่วงเกินมังกรแท้ที่อยู่เบื้องหลังของราชามังกรสามหัว เดิมทีมังกรก็ไม่สอดคล้องกับหลักทำนองคลองธรรมโดยทั่วไป ผีที่ไหนจะรู้ว่าทายาทมังกรแท้มีเท่าไร
ราชามังกรสามหัวกัดฟันเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสเป็นเทพศักดิ์สิทธิ์จากที่ใดกันแน่”
หานเจวี๋ยกล่าว “ข้า วัฏจักรหกวิถี กายไม่อยู่ในธาตุทั้งห้า วิญญาณไม่ตกอยู่ในวัฏสงสาร”
แม้ราชามังกรสามหัวจะไม่เข้าใจ แต่ก็รู้สึกว่าร้ายกาจมาก
เขายังคงลังเลอยู่บ้าง
แค่ทำตัวเป็นสุนัขเฝ้าประตูให้อีกฝ่ายอย่างนั้นหรือ
หานเจวี๋ยเอ่ยถามขึ้นว่า “เจ้าคิดว่าข้าขู่ขวัญเจ้ารึ ไม่อย่างนั้นเจ้าลองรับข้าหนึ่งดรรชนี หากยังมีชีวิตอยู่รอดเจ้าก็ควรที่จะยอมแพ้”
“ไม่ ไม่ ไม่…”
ราชามังกรสามหัวรีบโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน เขาเกือบตกใจตายแล้ว
เขาก้มหน้าลงในทันที กัดฟันกล่าวว่า “นับแต่นี้เป็นต้นไป ข้าราชามังกรสามหัวจะเป็นแม่ทัพพิทักษ์เขาของผู้อาวุโส! ภูเขาอยู่ ปีศาจอยู่ ภูเขาสลาย ปีศาจตาย!”
หานเจวี๋ยลุกขึ้นเดินมาตรงหน้าและลูบศีรษะของเขา ก่อนที่จะแอบประทับตราหกวิถีลงไป
“อยู่กับข้า เจ้าไม่มีทางเสียเปรียบแน่ นี่คือโอกาสวาสนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตนี้ของเจ้า” หานเจวี๋ยกล่าวเบาๆ
ราชามังกรสามหัวรีบร้อนขอบคุณหานเจวี๋ย
แต่ว่า…
ไม่ได้เกิดความรู้สึกประทับใจ!
ดียิ่งนัก!
ภายหลังยังต้องจับตามองเจ้าอีกสักหน่อย หากมีอะไรที่ไม่ชอบมาพากล จะได้สังหารในทันที!
หานเจวี๋ยลอบคิดอย่างเงียบๆ
จากนั้นเขาก็ให้ราชามังกรสามหัวออกไปจากถ้ำเทวา
เขาถ่ายทอดเสียงให้กับอีกาทองคำทั้งสอง ให้พวกมันจับตามองราชามังกรสามหัวตลอดเวลา
อีกาทองตัวน้อยอยากจะกินราชามังกรสามหัวยิ่งนัก แต่ราชามังกรสามหัวในขณะนี้ไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไร และก็ไม่ได้เกิดความเกลียดชังต่อหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยคิดว่าสามารถบ่มเพาะได้สักหน่อย
รอยามที่เขาเหนือกว่าจูเชวี่ยและขึ้นสู่สวรรค์ จะต้องพาเขาเพียรบำเพ็ญเซียนขึ้นไปพร้อมกันอย่างแน่นอน
เมื่อถึงตอนนั้น ศิษย์และศิษย์หลานของเขาอาจจะถึงธรณีประตูสวรรค์แล้วก็ได้ ยิ่งกำลังของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนแข็งแกร่งเท่าไรก็ยิ่งดี
ราชามังกรสามหัวกลับมาที่ใต้ต้นฝูซัง หยางเทียนตงเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า “เร็วเช่นนี้เชียวหรือ”
เมื่อเห็นเขา ราชามังกรสามหัวก็รู้สึกรำคาญใจเป็นอย่างมาก จึงกล่าวอย่างฮึดฮัดว่า “อืม ตั้งแต่นี้ไปข้าก็เป็นแม่ทัพพิทักษ์เขาของเขาเพียรบำเพ็ญเซียน!”
“แม่ทัพพิทักษ์เขา?”
“ไม่ผิด ข้าเป็นถึงราชามังกรสามหัวระดับมหายานขั้นหก ข้าไม่อยากเสแสร้งอีกแล้ว เจ้าไสหัวไปไกลๆ หน่อยเถอะ!”
“อะไรนะ”
หยางเทียนตงตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก
ไก่คุกรัตติกาล อู้เต้าเจี้ยน สวินฉางอันและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นต่างพากันมองมาทางเขาด้วยความประหลาดใจ
ศีรษะมนุษย์ของราชามังกรสามหัวพลันเปลี่ยนเป็นหัวมังกรสามหัวในทันที ทำเอาหยางเทียนตกใจจนต้องกลิ้งไสหัวไป ทั้งกลิ้งทั้งคลานให้อยู่ห่างจากเขา
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขาแล้วราชามังกรสามหัวก็เป็นสุขยิ่งนัก
“ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ที่เจ้าพูดถึง ยามที่เผชิญหน้ากับข้าก็อ่อนแอเช่นเจ้าไม่มีผิด!”
ราชามังกรสามหัวกล่าวอย่างทระนงองอาจ หยางเทียนตงที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี
หานเจวี๋ยที่อยู่ในถ้ำเทวาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่กลับไม่พูดอะไรออกมา
ราชามังกรสามหัวเปิดเผยสถานะของตนเองเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก อย่างน้อยก็แสดงว่าราชามังกรสามหัวไม่ใคร่สนใจชื่อเสียง อีกทั้งยังทำให้คนอื่นๆ เกิดความระแวดระวังในตัวเขาด้วย
หานเจวี๋ยเข้าสู่สภาวะการฝึกฝนอีกครั้ง
……
ภายในอารามเต๋าแห่งหนึ่งตลบอบอวลไปด้วยไม้จันทน์หอม ดูราวกับหมอกเซียนที่หมุนวนเป็นเกลียว
นักพรตเต๋าชราที่กำลังเข้าฌานผู้หนึ่งพลันกระอักเลือดออกมา สภาพดูอ่อนระโหยโรยแรง
เขาลืมตาขึ้น หลังจากปาดเช็ดคราบเลือดตรงมุมปากออกแล้วก็กัดฟันกล่าวด้วยสีหน้าดุร้าย “สมควรตาย! ใครกันแน่ที่กำลังสาปแช่งข้า”
กี่ปีแล้ว!
พลังสาปแช่งลึกลับนั้นนับทีจะแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน!
เขาก็จำไม่ได้แล้วว่าโดนสาปแช่งไปกี่ครั้ง
ใช่!
เขาก็คือนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน!
นายท่านของพญาอสรพิษหยก อาจารย์ของมารหลัวฉิว ศัตรูคู่แค้นของคนแซ่หานผู้หนึ่ง!
แม้นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนจะกำลังด่าทอ แต่ในใจกลับรู้สึกหวาดกลัวยิ่งกว่า
อีกฝ่ายจะต้องเป็นผู้ทรงพลังเป็นแน่!
พลังการสาปแช่งในช่วงนี้เริ่มสั่นคลอนแม้กระทั่งรากเต๋าของเขา นี่ยังไม่พออีกหรือ
หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เขาจะถูกสาปแช่งจนตายหรือไม่
นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนกัดฟัน หยิบแผ่นหยกชิ้นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนที่จะกรอกพลังวิญญาณเข้าไปในนั้น
ผ่านไปสักพัก
เงาร่างหนึ่งพุ่งออกจากแผ่นหยกนั้น แสงสีครามเปล่งประกายรอบตัว ทำให้มองใบหน้าและอาภรณ์ไม่ชัดเจน
“เกิดเรื่องใดขึ้น”
“ผู้อาวุโส ข้าถูกคนสาปแช่งแล้ว”
“หืม? ข้าคำนวณดูก่อน”
นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนรอคอยอย่างเป็นกังวลใจ
เงาแสงสีครามกล่าวด้วยความประหลาดใจ “ข้าคำนวณไม่ได้เลย เจ้าได้ไปล่วงเกินใครหรือไม่”
นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนกล่าวด้วยความกล้ำกลืน “ตั้งแต่ขึ้นสวรรค์มา ข้าปิดด่านฝึกฝนมาโดยตลอด ไหนเลยจะไปล่วงเกินผู้ใดได้”
“น่าแปลกยิ่งนัก”
เงาแสงสีครามลอบเอ่ยพึมพำกับตนเอง
นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนตื่นตระหนกตกใจยิ่งกว่าเดิม แม้แต่ผู้อาวุโสท่านนี้ยังคำนวณไม่ได้ นั่นไม่เท่ากับว่าเขาต้องตายลงอย่างแน่แท้หรอกหรือ
“ช่วงนี้วังสวรรค์ถูกเทพปีศาจบุกโจมตี เผ่ามารจึงอาศัยโอกาสนี้ไปก่อความวุ่นวายในโลกมนุษย์หลายครั้ง เจ้าเพิ่งขึ้นสวรรค์มาไม่กี่พันปี อาจจะเกี่ยวข้องกับดวงชะตาโลกมนุษย์ก็เป็นได้ อย่างมากที่สุดพันปี รอวังสวรรค์คลายความตึงเครียดลง วังสวรรค์ก็คงจะสะสางกลุ่มอิทธิพลในโลกมนุษย์ของเผ่ามารเอง”
“มีโลกมนุษย์บางแห่งที่ถูกเผ่ามารกัดกร่อนลึกเกินไป เมื่อถึงเวลาที่จะต้องชำระล้างโลกทั้งใบ ข้าจะอาศัยโอกาสนี้ให้เจ้ากลายเป็นทหารสวรรค์ ยึดกุมโอกาสให้ดี”
เงาแสงสีครามเอ่ยปากกล่าว คำพูดของเขาทำให้นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนประหลาดใจเป็นอย่างมาก
นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนรีบกล่าวขึ้นมาในทันทีว่า “โลกมนุษย์ที่ข้าอยู่ก็ถูกเผ่ามารเข้ารุกราน ข้ากำลังวางแผนจะลงไปดูที่โลกมนุษย์ในอีกหลายร้อยปีนี้”
“อืม ลงไปทำความเข้าใจสถานการณ์ก่อนก็ดี เมื่อถึงเวลานั้นก็สามารถแจ้งข่าวให้กับวังสวรรค์ได้”
เงาแสงสีครามหายไปอย่างไร้ร่องรอย นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนเก็บแผ่นหยกอย่างระมัดระวัง
“เผ่ามารอันน่าสมควรตาย ไม่คาดคิดว่าจะกล้าสาปแช่งข้า!”
นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนคิดด้วยความโกรธแค้น รอเขาลงไปโลกมนุษย์ก่อน จะต้องทำลายแผนร้ายของเผ่ามารให้จงได้!
…….
วสันตฤดูผ่านพ้น สารทฤดูเข้ามาเยือน
เวลาสิบเอ็ดปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยทะลวงถึงระดับมหายานขั้นหกอย่างราบรื่น
วันนี้เอง
ฟางเหลียงกลับมาแล้ว
ไก่คุกรัตติกาล สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น สวินฉางอัน มู่หรงฉี่ อู้เต้าเจี้ยนและหยางเทียนตงล้วนมาห้อมล้อมรอบตัวเขา
คิดไม่ถึงว่าฟางเหลียงจะบรรลุระดับสุญตาแล้ว!
ทุกคนพากันตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก
มู่หรงฉี่ติดอยู่ที่ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นเก้า เดิมทีคิดว่าการพัฒนาของตนเองไม่เป็นไปตามครรลองแล้ว คิดไม่ถึงว่าฟางเหลียงจะเกินจริงยิ่งกว่า
ไก่คุกรัตติกาลรู้สึกหดหู่ขึ้นมา เรื่องที่มันกังวลใจก่อนหน้านี้ได้เกิดขึ้นแล้ว ยามนี้หากฟางเหลียงกับมู่หรงฉี่ร่วมมือกัน เป็นไปได้อย่างมากที่มันจะสู้พวกเขาไม่ได้
สวินฉางอันก็รู้สึกหดหู่เช่นเดียวกัน สุดท้ายเขาก็ถูกศิษย์แซงหน้าไปไกล
ความอิจฉาของหยางเทียนตงกลายเป็นความริษยา เขาเองก็อยากได้ศิษย์เช่นนี้!
ส่วนสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นนั้นทึ่มทื่อไปเลย
ศิษย์ของพระอัปลักษณ์นั่นก็แข็งแกร่งกว่ามันอย่างนั้นหรือ
“หลายปีมานี้ได้รับโอกาสวาสนาไม่น้อย ดังนั้นจึงมีขอบเขตพลังอย่างทุกวันนี้” ฟางเหลียงเอ่ยยิ้มๆ อย่างถ่อมตน
ทว่าทุกคนสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว
เปลี่ยนไปเป็นมั่นใจในตนเองกว่าก่อนหน้านั้นมาก จิตใจฮึกเหิมและองอาจห้าวหาญ
ราชามังกรสามหัวรู้สึกเหยียดหยามยิ่งนัก แค่ระดับสุญตาก็ทำให้พวกเขาตื่นตะลึงได้เช่นนี้เชียวหรือ
อีกาทองสองตัวพลันทะยานมาเกาะลงบนไหล่ของฟางเหลียง และถูไถเสียดสีกับใบหน้าของเขาอย่างสนิทสนม
ฟางเหลียงเอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า “เจ้าเด็กน้อยสองตัวนี้คือ…”
ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยด้วยรอยยิ้มร้ายว่า “เป็นปู่ไก่ที่คลอดมาเอง ก่อนหน้านี้นายท่านให้ปู่ไก่จับวิหคเพลิงมาตัวหนึ่ง…”
มันยังพูดไม่ทันจบ อีกาทองน้อยสองตัวก็หันหน้ามามองมัน ทำเอามันตกใจจนไม่กล้าคุยโวอีก
บทที่ 145
“ศิษย์น้อง ไม่เจอกันนาน ไม่สู้พวกเราร่วมมือกันสู้กับไก่คุกรัตติกาลกันหน่อยดีหรือไม่”
มู่หรงฉี่กล่าวด้วยรอยยิ้มและขยิบตาให้ เขาเองก็ทนดูไก่คุกรัตติกาลเสแสร้งไม่ไหว
ได้ยินเช่นนี้ฟางเหลียงก็กล่าวด้วยรอยยิ้มเบิกบานใจว่า “เอาสิ!”
ไม่เจอกันหลายปี ไก่คุกรัตติกาลก็ยังคงต่ำทรามถึงเพียงนี้!
ไก่คุกรัตติกาลหาววอดไปหนึ่งที ทำราวกับไม่ได้ยิน
ทุกคนพากันนั่งลงและเริ่มพูดคุยกัน
ฟางเหลียงเล่าถึงประสบการณ์ที่ผ่านมาในหลายปีนี้ ต่อสู้กับภูตมารปีศาจ ยามนี้เขากลายเป็นบุตรแห่งสวรรค์ของจวนเซียนสวรรค์แล้ว มีชื่อเสียงในจวนเซียนสวรรค์เป็นอย่างมาก
ราชามังกรสามหัวแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่ความจริงแล้วกำลังแอบฟัง
‘เหตุใดพรสวรรค์ของเจ้าเด็กนี่ถึงได้น่ากลัวเช่นนี้’
ราชามังกรสามหัวแอบรู้สึกตกใจ
‘ผู้ที่อยู่ใต้การนำของผู้อาวุโสสังหารเทพล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์หรือ’
ดูเหมือนนอกจากหยางเทียนตงแล้ว พรสวรรค์ของคนอื่นๆ ล้วนยอดเยี่ยมทั้งนั้น
ขณะเดียวกัน
อักขระแถวหนึ่งพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าของหานเจวี๋ย
[ราชามังกรสามหัวเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าราชามังกรสามหัวมีปัญหาแล้ว
สมองมีปัญหา!
จู่ๆ ก็เกิดความประทับใจขึ้นมาแบบแปลกๆ
หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจ เขาเองก็กำลังแอบฟังประสบการณ์ของฟางเหลียงอยู่เช่นกัน
หากกล่าวว่าซูฉีคือตัวเอกในนิยายเซียนยุทธ์ที่ต้องระหกระเหิน เช่นนั้นฟางเหลียงก็เป็นตัวเอกในนิยายแนวแฟนตาซีที่กล้าได้กล้าเสียมาก
หลายปีมานี้ จำนวนครั้งที่เขาได้รับบาดเจ็บน้อยจนสามารถนับนิ้วได้ ส่วนมากจะตะลุยไปทั่วทุกหนทุกแห่ง โอกาสวาสนาเข้ามาหาถึงที่อย่างต่อเนื่อง
ทุกคนได้ฟังแล้วก็ล้วนทอดถอนใจ
ฟางเหลียงเก่งกาจจริงๆ!
แม้แต่มู่หรงฉี่เองก็รู้สึกนับถืออยู่บ้าง
หลายชั่วยามผ่านไป ฟางเหลียงลุกขึ้น เดินเข้าไปเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย
หลังจากเข้าไปภายในถ้ำเทวาแล้ว ฟางเหลียงคุกเข่าลงตรงหน้าหานเจวี๋ย เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แม้กระทั่งมีน้ำตาอุ่นๆ คลออยู่ตรงเบ้าตา
หานเจวี๋ยกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้มว่า “การออกไปหาประสบการณ์ในครั้งนี้รู้สึกอย่างไรบ้าง”
ฟางเหลียงกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ในที่สุดศิษย์หลานก็เข้าใจความหวังดีของอาจารย์ปู่ ฝึกประสบการณ์ทำให้ข้าเกิดการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ข้าเป็นบุตรแห่งสวรรค์ในจวนเซียนสวรรค์ โอกาสวาสนาที่คิดว่าจะได้รับก็ได้มาหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้โอกาสอีก ดังนั้นข้าจึงกลับมา”
“ศิษย์หลานอยากฝึกฝนตรงหน้าอาจารย์ปู่ มุมานะบำเพ็ญมหามรรค”
หลังจากบรรลุระดับสุญตาแล้ว ฟางเหลียงก็ไม่ต้องการโอกาสวาสนาจริงๆ ของอย่างพวกวิชายุทธ์ พลังวิเศษ วิชาเวท ของวิเศษของเขาในตอนนี้ ที่ควรมีก็มีครบสมบูรณ์ ต้องการเพียงแค่สะสมตบะอย่างต่อเนื่อง
อาจารย์ปู่และศิษย์หลานสองคนพูดคุยกันอยู่นาน
หลังจากฟางเหลียงออกไปแล้ว เขาก็มาหาที่นั่งเข้าฌานหน้าต้นฝูซัง
อู้เต้าเจี้ยนกลับเข้ามาในถ้ำเทวา นางมองหานเจวี๋ยแล้วถามขึ้นว่า “นายท่าน ท่านว่าข้าต้องไปหาประสบการณ์สักครั้งหรือไม่”
ประสบการณ์ของฟางเหลียงทำให้ทุกคนจิตใจฟุ้งซ่าน
พวกเขาเองก็อยากได้รับโอกาสวาสนาในแบบต่างๆ บ้าง
หานเจวี๋ยถามขึ้น “เจ้าต้องการหาประสบการณ์ไปเพื่อเหตุใด”
“หาประสบการณ์จะได้รับโอกาสวาสนาอย่างไร”
“โอกาสวาสนามีประโยชน์อันใด”
“สามารถแข็งแกร่งได้”
“แข็งแกร่งเพื่อสิ่งใดกัน”
“เพื่อปกป้องนายท่านอย่างไรเล่า”
“ข้าต้องการให้เจ้าปกป้องหรือ”
อู้เต้าเจี้ยนคิดอย่างถี่ถ้วนอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าเหตุผลจะเป็นเช่นนี้
นางเอียงคอแล้วเอ่ยถาม “ถ้าเช่นนั้นสำหรับนายท่านแล้ว การดำรงอยู่ของข้ามีความหมายใด”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง “อยู่เป็นเพื่อน ความสุขทางตาและทางใจ เจ้าเพียงฝึกฝนอย่างสงบ สามารถตามทันย่างก้าวของทุกคนได้ก็พอ”
อู้เต้าเจี้ยนได้ยินก็จิตใจเบิกบานอย่างช่วยไม่ได้ รอยยิ้มดูงดงามยิ่งกว่าเดิม
ในสายตาของหานเจวี๋ย อู้เต้าเจี้ยนเพียงแค่ฝึกฝนอย่างสบายใจ ช้าเร็วก็กลายเป็นเซียนอยู่ดี ไม่จำเป็นต้องไประเหเร่ร่อนในโลกกว้าง
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ใช่ว่าประสบการณ์ของทุกคนจะมีผลลัพธ์อย่างเช่นฟางเหลียง
ฟางเหลียงมีแค่คนเดียว!
สุดท้าย ผู้คนทั้งหมดต่างก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องออกไปหาประสบการณ์ด้านนอกกับหานเจวี๋ยอีก
โดยเฉพาะหยางเทียนตงและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น
พวกเขากลัวแล้วจริงๆ
ไม่กล้าออกไปอีกแล้ว
บนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเองก็ไม่นับว่าแห้งแล้งเกินไปนัก ช่วงที่ไม่มีเรื่องอะไรพวกเขายังสามารถพูดคุยถกมรรคกันได้ หรือแม้กระทั่งยังประลองเวทกันได้
หานเจวี๋ยยังอนุญาตให้พวกเขาไปเดินเล่นเตร็ดเตร่ภายในเมืองของสำนักฝ่ายในได้ นี่ก็นับว่าดีมากแล้ว
ในขณะเดียวกันนั้น บรรดาศิษย์และศิษย์หลาน รวมถึงสัตว์เลี้ยงเทพต่างก็เป็นกังวลอยู่บ้าง
กังวลว่าหานเจวี๋ยจะสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์!
ด้วยความแข็งแกร่งที่หานเจวี๋ยแสดงออกมา เขาอยู่ห่างจากการขึ้นสู่สวรรค์ไม่มากแล้ว
รอหานเจวี๋ยขึ้นสวรรค์แล้วพวกเขาจะทำอย่างไร
ภายใต้การเรียกร้องของมู่หรงฉี่ ทุกคนตัดสินใจมุมานะฝึกฝน ช่วงชิงเวลาในการขึ้นสวรรค์พร้อมกับหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยยิ่งมีความประทับใจในตัวมู่หรงฉี่มากขึ้น
มู่หรงฉี่ไม่เพียงแต่มีคุณสมบัติสูงส่ง บุคลิกอาจหาญเท่านั้น แต่ยังมีความสามารถในการเป็นผู้นำด้วย
‘ไม่เลว ไม่เลว
สมกับเป็นเทพสงครามวังเทพ!
เทพสงครามมิใช่หรือ จะต้องไม่เพียงมีตบะที่แข็งแกร่ง แต่ยังต้องบัญชาการกองทัพใหญ่ด้วย!’
……
สิบเก้าปีต่อมา
หานเจวี๋ยทะลวงถึงระดับมหายานขั้นเจ็ด
ในที่สุดจิตใจที่นิ่งสงบดั่งบ่อน้ำโบราณที่ไร้คลื่นก็เกิดความตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย
ระดับมหายานขั้นเจ็ด!
เข้าใกล้เพดานโลกมนุษย์แล้ว!
อย่างมากก็ยี่สิบปีบรรลุหนึ่งขั้นเล็กๆ ไม่แน่อีกห้าสิบปีให้หลังเขาก็อยู่เหนือกว่าระดับมหายานแล้ว!
‘เบิกบานใจเสียจริง!’
หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา และเริ่มสาปแช่งจูเชวี่ย
เขาเคยทดลองดูแล้ว เพียงแค่สาปแช่งติดต่อกันไม่เกินหกวันก็จะไม่ถูกลดทอนอายุขัย
เขาเรียกค่าความสัมพันธ์ออกมาเพื่อตรวจสอบดูจดหมาย
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x54427
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x74200
[จี้เซียนเสินสหายของท่านหยั่งรู้พลังวิเศษไท่อี่ สะเทือนเลือนลั่นไปทั่วพื้นปฐพี]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านหลอมรวมหัวใจกระบี่ จิตกระบี่เทียมฟ้า]
[นักพรตเต๋าจิ่วติ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีของผู้บำเพ็ญสายมาร] x743
[ไก่คุกรัตติกาลสัตว์เลี้ยงเทพของท่านปลุกฟื้นพลังวิเศษในชาติก่อน]
[จูเชวี่ยศัตรูคู่แค้นของท่านเกิดมารในใจเนื่องด้วยการสาปแช่งของท่าน]
……
นอกจากโม่ฟู่โฉวและโจวฝานสองพี่น้องคู่ทุกข์คู่ยากแล้ว จำนวนการถูกโจมตีของคนอื่นๆ ล้วนดูไม่เกินจริงไปนัก
หานเจวี๋ยกวาดสายตาดูคราหนึ่ง ส่วนมากล้วนเป็นข่าวของคนที่ได้รับโอกาสวาสนา
เขารู้สึกกลัดกลุ้มอยู่บ้าง
‘ช่วงหลายปีที่ผ่านมา สหายเหล่านี้ล้วนมีอาการคึกคะนองเช่นนี้เลยหรือ’
ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด หานเจวี๋ยถึงรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมารุนแรงอย่างบอกไม่ถูก
มักจะรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง
เป็นถึงผู้บำเพ็ญระดับมหายาน ลางสังหรณ์ย่อมมีอยู่จริง
นี่คือการหยั่งรู้ถึงมรรคาสวรรค์!
ไม่ได้!
ต้องไปถามพี่ใหญ่สักหน่อย!
หานเจวี๋ยเริ่มทำความเข้าใจจิตกระบี่ทันที จิตกระบี่หวนคืนของเขาไม่ได้รับการยกระดับมาโดยตลอด จะได้ยกระดับไปด้วยเลย
หนึ่งเดือนต่อมา
ท้องนภาเกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดขึ้นอีกครั้ง ผู้บำเพ็ญใต้หล้าล้วนมีอาการสงบมาก มีเพียงมนุษย์ธรรมดาที่รู้สึกประหลาดใจ
สำหรับมนุษย์ธรรมดาแล้ว เวลาหลายทศวรรษนั่นคือชั่วชีวิตของพวกเขา
เป็นการยากที่ชั่วชีวิตหนึ่งจะได้เห็นปรากฏการณ์ท้องฟ้าเช่นนี้
หานเจวี๋ยมาถึงแม่น้ำมรรคกระบี่อีกครั้ง
เขาก้าวมาตรงหน้าจั้งกูซิงอย่างรวดเร็ว
จั้งกูซิงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ครั้งนี้มาเพื่อถามเรื่องอันใดเล่า”
ตั้งแต่หานเจวี๋ยมาที่นี่บ่อยครั้ง ทำให้จั้งกูซิงมักจะอดคิดไม่ได้อยู่เสมอว่าเจ้าเด็กนี่จะมาตอนไหนอีก
เขาสงสัยแม้กระทั่งว่าตัวเองอาจจะป่วยก็เป็นไปได้
“ผู้อาวุโส ช่วงนี้โลกมนุษย์ของพวกเราปรากฏผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่จำนวนไม่น้อย อีกทั้งยังได้รับโอกาสวาสนาในช่วงเวลาเดียวกัน ท่านคิดว่ามันปกติหรือไม่” หานเจวี๋ยถาม
จั้งกูซิงเอ่ยตอบ “โลกมนุษย์มีผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่เป็นเรื่องธรรมดา แม้แต่สวรรค์เองก็มีผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่จำนวนไม่น้อย แต่ผู้มีดวงชะตายิ่งใหญ่ไม่ได้หมายความว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง ผู้แข็งแกร่งเองก็ไม่จำเป็นต้องมีดวงชะตายิ่งใหญ่ เจ้าอาจจะคิดมากไปก็ได้”
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วกล่าว “แต่ข้ามักจะรู้สึกไม่สบายใจ”
จั้งกูซิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวว่า “มีความเป็นไปได้อย่างหนึ่งจริงๆ มนุษย์มีสีหน้าสดใสขึ้นก่อนที่จะตาย มรรคาสวรรค์ก็มีเช่นกัน มรรคาสวรรค์ในโลกมนุษย์อาจมีลางสังหรณ์ว่าปัญหากำลังจะมา นี่คือการช่วยเหลือตนของมรรคาสวรรค์”
‘โลกมนุษย์จะเกิดปัญหาหรือ’
หานเจวี๋ยรู้สึกไม่สบายใจยิ่งกว่าเดิม
จั้งกูซิงกล่าวต่อว่า “คำนวณดูเช่นนี้แล้ว ข้ากลับเข้าใจขึ้นมาบ้าง บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับการที่เผ่ามารรุกรานโลกมนุษย์ วังสวรรค์อาจจะต้องการชำระล้างเผ่ามาร พอถึงเวลานั้นเทพเซียนจะลงมาโลกมนุษย์ หากเผ่ามารมีมากเกินไป และวิถีแห่งมารแพร่หลาย วังสวรรค์อาจจะทำลายโลกมนุษย์นี้ทันที
แม้ว่ามรรคาสวรรค์จะเป็นข้อบังคับ แต่อย่าได้คิดว่ามันง่ายเกินไปตลอด”