136-140
บทที่ 136
หลังจากเซวียนฉิงจวินเข้ามาในถ้ำเทวา นางก็เดินไปนั่งลงที่หน้าโต๊ะ
นางมองไปที่หานเจวี๋ยพร้อมกับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เดาะลิ้นและเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ “แม้แต่อีกาทองก็ถูกเจ้ากำราบจนอยู่หมัด เจ้าคงเป็นระดับมหายานแล้วสินะ!”
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินก็พลันรู้สึกว่าตนเองพลาดอะไรบางอย่างไป
เขารีบร้อนเปิดระบบเขตอาคม ปกคลุมเขาเพียรบำเพ็ญเซียนทั้งลูกไว้
ขณะที่เขาแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน ประสิทธิภาพของระบบก็แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย เขตอาคมปกคลุมเขาลูกหนึ่งไม่ใช่เรื่องยาก
ก็ไม่รู้ว่าเขตอาคมของระบบจะสามารถอำพรางการตรวจสอบจากเทพเซียนได้หรือไม่
“ไม่ผิด” หานเจวี๋ยตอบ
เรื่องนี้ไม่มีอะไรให้น่าปิดบัง หากเซวียนฉิงจวินกล้าคิดเป็นอื่นกับเขา จะได้เคาะตีเข้าสักหน่อย
หากสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความยุ่งยากได้ ก็พยายามหลีกเลี่ยงให้มากเท่าที่จะมากได้
นับว่าเซวียนฉิงจวินดีกับเขามากยิ่งนัก เขาไม่อยากทำให้นางเกิดความเข้าใจผิดต่อเขา และเดินบนเส้นทางที่ไม่ถูกต้อง
‘สู้ เจ้าจะต้องสู้ข้าไม่ได้อย่างแน่นอน’
เสวียนฉิงจวินถอดถอนใจกล่าว “ข้าเคยคิดว่าจี้เซียนเสินจะเป็นบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเจ้า ปีนั้นข้ามองข้ามไปจริงๆ แต่นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าดวงชะตาของข้าแข็งแกร่ง ที่ได้พบเจอเจ้าในตอนที่เจ้ายังไม่แข็งแกร่ง”
“คู่บำเพ็ญเพียรน้อยของข้า ตอนนี้เจ้าคิดจะสะบัดข้าทิ้งหรือไม่”
เซวียนฉิงจวินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มกริ่ม
มาถึงเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ในใจของนางยังคงตกตะลึงเป็นอย่างมาก
สมบัติในเขาลูกนี้!
เพียงต้นฝูซังก็ทำให้นางรู้สึกว่าไม่ธรรมดาแล้ว ยังมีอีกาทองเพิ่มมาอีกสองตัว นี่ก็เป็นสมบัติที่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาควรจะมีหรือ
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีทางแน่ อย่างไรเสียเจ้าก็เคยช่วยข้าไว้หลายครั้ง”
ถึงแม้ทั้งสองจะเป็นคู่บำเพ็ญเพียร แต่เห็นได้ชัดว่าเกรงใจกันมาก
เซวียนฉิงจวินยกมือขวาลูบใบหน้าของตนเอง ใบหน้าธรรมดาเลือนหายไป แทนที่ด้วยใบหน้าที่งดงามหยาดเยิ้มเป็นอย่างยิ่ง คิ้วและดวงตาดึงดูดผู้คน เครื่องหน้าทั้งห้างดงามละเอียดอ่อน ทำให้หานเจวี๋ยมองดูจนเคลิบเคลิ้มอยู่บ้าง
เป็นที่อย่างที่คิดไว้จริงๆ!
เป็นถึงจอมมาร ไม่มีทางที่จะมีหน้าตาธรรมดาขนาดนั้น
คนธรรมดายังเปลี่ยนไปสวยได้ นับประสาอะไรกับผู้บำเพ็ญเซียน!
“ข้าจะขึ้นสวรรค์แล้ว เจ้ายินดีที่จะขึ้นไปพร้อมกับข้าหรือไม่” เซวียนฉิงจวินจ้องมองหานเจวี๋ยตรงๆ ก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
หานเจวี๋ยส่ายหน้ากล่าว “ตอนนี้ข้ายังไม่อยากขึ้นไป”
“เพราะเหตุใด เจ้าไม่อยากไปพร้อมกับข้าหรือ”
“ข้าคำนวณพบว่ามีศัตรูอยู่บนสวรรค์ มีคนชั่วรอให้ข้าขึ้นไปอยู่ ข้ายังต้องแข็งแกร่ง หากข้าขึ้นไปพร้อมกับเจ้า รังแต่จะทำให้เจ้าลำบาก”
เมื่อเซวียนฉิงจวินได้ยิน คิ้วก็ขมวดอย่างอดไม่ได้
นางมองหานเจวี๋ยอย่างล้ำลึกเพียงครั้ง
จู่ๆ นางก็รู้สึกว่าชายตรงหน้าเต็มไปด้วยความซับซ้อน ราวกับเป็นปริศนาที่ลึกลับที่สุดในโลก
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก่อนที่จะขึ้นไป สามารถฝึกฝนร่วมกับข้าครึ่งปีได้หรือไม่”
เซวียนฉิงจวินรุกมาด้านข้างของหานเจวี๋ย ถามพร้อมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่
หานเจวี๋ยอยากจะปฏิเสธในทันที แต่พอคิดดูแล้ว ‘คนเขาก็จ่ายเงินแล้วนี่ ก่อนหน้านั้นมอบทรัพยากรให้มากขนาดนั้น อีกอย่าง ใบหน้ารูปไข่นี้ก็ไม่เลว’
หานเจวี๋ยตอบรับไปหนึ่งคำ
……
เพียงแวบเดียวเวลาครึ่งปีก็ผ่านไป
เซวียนฉิงจวินจากไปแล้ว
ตอนที่หานเจวี๋ยส่งนางออกจากถ้ำเทวา พวกอู้เต้าเจี้ยนก็พากันมองมา
เซวียนฉิงจวินกล่าวเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้ม “วันหน้าเจอกันที่แดนเซียน”
หานเจวี๋ยพยักหน้า
เซวียนฉิงจวินกลายเป็นไอมารสลายหายไปจากตรงนั้น
หานเจวี๋ยรู้สึกทอดถอนใจ
เป็นการฝึกฝนร่วมกันจริงๆ เดิมทีหานเจวี๋ยยังคิดว่าระหว่างพวกเขาทั้งสองอาจจะเกิดเรื่องราวที่ไม่สามารถบรรยายได้เสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะเป็นแค่การถกมรรค แลกเปลี่ยนประสบการณ์ธรรมดา
‘แค่นี้หรือ ทำข้าตื่นเต้นมาตั้งหลายร้อยปี!’
หานเจวี๋ยคิดเย้ยหยันตนเอง เหตุใดถึงรู้สึกเสียใจเล่า
‘จะต้องเป็นเรื่องบ้าที่มรรคาสวรรค์สร้างขึ้นมาแน่ มรรคจิตของข้าไม่อาจถูกสตรีพัวพันได้!’
“นายท่าน นางเป็นใครกัน” อู้เต้าเจี้ยนเดินเข้ามาถาม
ไก่คุกรัตติกาลที่อยู่บนต้นฝูซังกล่าวด้วยรอยยิ้มแปลกๆ ว่า “ยังจะต้องถามอีก ปีศาจสาวที่อยากกินนายท่านอย่างไรเล่า!”
อีกาทองตัวหนึ่งเบียดเข้ามา ทำเอาไก่คุกรัตติกาลตกใจจนต้องกระโดดหนี
หานเจวี๋ยตอบ “สหายผู้หนึ่ง ก่อนหน้านั้นพวกเราถกมรรคกันไปหนึ่งยก นับว่าไม่เลว เจ้าเข้าไปในถ้ำเทวาได้แล้ว”
กล่าวจบหานเจวี๋ยก็หมุนตัวกลับเข้าไปในถ้ำเทวา
หานเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงและเริ่มฝึกฝน ขณะเดียวกันก็รู้สึกสงสัยว่าเหตุใดพวกสิงหงเสวียนถึงยังไม่กลับมา
เวลาส่วนใหญ่นั้นหานเจวี๋ยไม่ได้สนใจติดตามดูหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ นอกเสียจากพวกนางจะมีอันตราย
หานเจวี๋ยเปิดดูจดหมายในค่าความสัมพันธ์
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านประสบกับโอกาสวาสนา เข้าใจสุดยอดพลังวิเศษบรรพกาล]
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านได้รับดวงชะตาเผ่ามาร พลังมรรคเพิ่มพูน]
[เซียนซีเสวียนสหายของท่านหลงเข้าไปในแดนลึกลับบรรพกาล]
[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านหลงเข้าไปในแดนลึกลับบรรพกาล]
[นักพรตเต๋าจิ่วติ่งสหายของท่านหลงเข้าไปในแดนลึกลับบรรพกาล]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านไปจากโลกมนุษย์]
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากของผู้บำเพ็ญสายหลัก] x10877
……
หานเจวี๋ยเดาะลิ้นด้วยความประหลาดใจ ‘เจ้าเด็กฟางเหลียงประสบกับโอกาสวาสนาอีกแล้ว
หรือเขาจะไม่กลับมาแล้ว
หากกลับมาอีกครั้งอาจกลายเป็นเซียนไปแล้วก็ได้!’
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นโม่ฟู่โฉวได้รับดวงชะตาเผ่ามาร เขาไม่เข้าใจว่านี่หมายความว่าอย่างไร
‘ดูเหมือนราชวงศ์ฝ่ายมารก่อนหน้านี้จะพัวพันกับเผ่ามาร หรือว่าความคิดชั่วช้าของเผ่ามารจะยังไม่หายไป
อีกทั้ง จี้เซียนเสินก็ไปจากโลกมนุษย์แล้วหรือ
ภาพประจำตัวยังอยู่ หรือว่าจะขึ้นสวรรค์ไปแล้ว’
หานเจวี๋ยคิดไม่ตก และคร้านที่จะคิดอีก
รีบช่วงชิงเวลาฝึกฝนดีกว่า เผื่อว่าจูเชวี่ยและนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนจะลงมาล่าสังหารเขา
……
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานก็ผ่านไปเจ็ดปีแล้ว
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงถึงระดับมหายานขั้นสอง
ความก้าวหน้าของการฝึกบำเพ็ญทำให้หานเจวี๋ยดีใจเป็นอย่างมาก และที่ทำให้ดีใจมากไปกว่านั้นคือเขาค้นพบว่าการมาของอีกาทองทั้งสองกระตุ้นต้นฝูซังให้กำเนิดพลังวิญญาณรวดเร็วขึ้นมากกว่าเดิม
อีกาทองตัวน้อยทั้งสองสามารถพูดภาษามนุษย์ได้แล้ว สติปัญญาก็เพิ่มมากขึ้น
พวกมันเคารพและยำเกรงหานเจวี๋ยมาก ทุกครั้งที่เห็นหานเจวี๋ยตัวก็จะสั่นเทิ้ม ทำให้ไก่คุกรัตติกาลสงสัยว่าหานเจวี๋ยเคยทรมานพวกมันหรือไม่
ตบะของบรรดาลูกศิษย์และศิษย์หลานก็ยกระดับขึ้นเช่นเดียวกัน มู่หรงฉี่กลายเป็นบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แล้ว ตั้งแต่เลือกฝึกฝนวิถีหอก เขาก็คิดค้นวิชาหอกขึ้นมาจำนวนมาก พลังการต่อสู้ก็พัฒนาขึ้นมาก
วันนี้
ในที่สุดกลุ่มคนของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็กลับมา
นักพรตเต๋าจิ่วติ่ง สิงหงเสวียนและเซียนซีเสวียนมาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ยที่ถ้ำเทวาฟ้าประทานก่อนเป็นอันดับแรก
“ผู้อาวุโสหาน คนที่สังหารจักรพรรดิมารคือท่านใช่หรือไม่” นักพรตเต๋าจิ่วติ่งระงับความตื่นเต้นก่อนถามออกไป
ระยะทางยาวไกล ต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการข้ามน้ำข้ามภูเขา
แต่เมื่อนึกถึงปราณกระบี่ในตอนนั้น นักพรตเต๋าจิ่วติ่งยังคงรู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมาก
หานเจวี๋ยกล่าว “เป็นข้าไม่ผิด แต่เรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น ตอนนี้สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ยังไม่อยู่ในขั้นที่ไร้คู่ต่อกร”
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งระงับอาการตื่นเต้นเอาไว้แล้วพยักหน้าลง
สิงหงเสวียนกล่าวด้วยสีหน้าเลื่อมใส “สมกับเป็นสามีของข้าจริงๆ ตอนนี้ท่านจะต้องเป็นยอดผู้บำเพ็ญอันดับหนึ่งในใต้หล้าอย่างแน่นอน!”
เซียนซีเสวียนเองก็เผยสีหน้าทอดถอนใจออกมา
เมื่อนึกถึงตอนนั้น นางจะคาดคิดได้อย่างไรว่าศิษย์ที่เคยทำนางปวดหัวในตอนนั้นจะกลับกลายเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าภายในช่วงเวลาสั้นๆ ไม่กี่ร้อยปีนี้
การปรากฏตัวของหานเจวี๋ยทำให้นางตระหนักได้ถึงจุดหนึ่ง
พรสวรรค์นั้นสำคัญจริงๆ!
พรสวรรค์ชั้นยอดไม่จำเป็นต้องออกไประหกระเหเร่ร่อน การเพิ่มพูนตบะให้รวดเร็วยังคงเป็นหนึ่งในใต้หล้า
หากพรสวรรค์ไม่ได้ ต่อให้จะได้รับโอกาสอยู่บ่อยครั้ง ก็ไม่อาจตามทันบุตรแห่งสวรรค์ได้
“อันดับหนึ่งในใต้หล้าไม่อาจรับได้ ไม่แน่บนโลกนี้อาจยังซ่อนผู้อาวุโสทรงพลังไว้มากมาย ไม่อาจดูถูกผู้คนในใต้หล้าได้” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างจริงจัง
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งปรับอารมณ์แล้วกล่าว “ช่วงนี้มีมารแท้ปรากฏตัวในโลกอยู่ผู้หนึ่ง นามว่าโม่ฟู่โฉว ข้าสงสัยว่าจะเป็นศิษย์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เรา ท่านว่าควรทำอย่างไรดี ต้องออกคำสั่งตามล่าสังหารหรือไม่”
หากเป็นศิษย์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์จริง เช่นนั้นจะทำให้สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เสียหน้าเป็นอย่างมาก อาจทำให้ผู้คนคิดว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์เป็นสำนักมารได้!
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “พวกเจ้าเปิดฉากสังหารแล้ว?”
“หาไม่ เพียงแค่มีคำเล่าลือว่าเขาเป็นมารแท้”
“ถ้าเช่นนั้นก็อย่าเพิ่งใส่ใจ”
สำหรับโม่ฟู่โฉว หานเจวี๋ยยังคงมีความประทับใจต่อเขาอยู่ แต่ก็แค่ประทับใจ ไม่ถึงกับทำเพื่อโม่ฟู่โฉวจนเกิดปัญหาตามมา
[ตี้หงเย่เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]
หานเจวี๋ยเห็นอักขระแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นในสมองของเขา
‘ตี้หงเย่คือใคร’
บทที่ 137
หานเจวี๋ยพูดคุยสัพเพเหระกับนักพรตเต๋าจิ่วติ่งไปพลาง พร้อมทั้งเปิดดูค่าความสัมพันธ์ค้นหาตี้หงเย่ไปด้วย
เพียงไม่นานเขาก็พบภาพประจำตัวของตี้หงเย่
ดูจากภาพประจำตัวแล้ว นี่เป็นสตรีที่ร่ำรวยและงดงามผู้หนึ่ง
[ตี้หงเย่: ไม่ทราบตบะ มาจากเผ่าเทพอีกาทอง เคยกำเนิดอีกาทองให้กับสามีเจ็ดตัว เนื่องด้วยอีกาทองน้องเล็กสุดสองตัวมีสติปัญญาที่อ่อนด้อยเกินไปจึงถูกขับไล่ออกจากเผ่าเทพอีกาทอง ตี้หงเย่เป็นห่วงมาโดยตลอด เห็นว่าท่านรับอีกาทองน้อยสองตัวไว้ จึงเกิดความประทับใจในตัวท่าน หากท่านสังหารอีกาทองน้อยสองตัวนี้ จะได้รับความเกลียดชังจากตี้หงเย่ ไม่ตายไม่เลิกรา ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 3 ดาว]
‘อ้อ ที่แท้ก็เป็นมารดาของอีกาทองนี่เอง’
หานเจวี๋ยลอบดีใจ โชคดีที่เขาไม่ได้สังหารอีกาทองทั้งสองตัวนี้ ไม่อย่างนั้นคงตายเป็นแน่แท้
นี่เป็นครั้งแรกที่มีการดำรงอยู่อันน่าสะพรึงกลัวของตบะที่ระบบไม่อาจวินิจฉัยได้!
จะว่าไปแล้ว ให้กำเนิดอีกาทองเจ็ดตัว เกิดได้เกิดดีเสียจริง!
เมื่อพูดคุยกันสักพัก นักพรตเต๋าจิ่วติ่งถึงจากไป
เซียนซีเสวียนกับสิงหงเสวียนก็ไม่ได้รั้งอยู่นานนัก
อู้เต้าเจี้ยนถามขึ้นด้วยความสงสัยอย่างอดไม่ได้ว่า “นายท่าน ท่านเป็นผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งสุดในใต้หล้าแล้วหรือ”
จากคำบอกเล่าของนักพรตเต๋าจิ่วติ่งก่อนหน้านี้ นางเข้าใจได้ในทันทีว่า การชี้นิ้วของหานเจวี๋ยในปีนั้นไม่ใช่เพียงการแสดงให้พวกเขาเห็นว่าสิ่งใดคือมหายาน
“เป็นไปไม่ได้ นั่นอาจเป็นเพราะว่าความรอบรู้ของพวกเขาตื้นเขิน ข้าสัมผัสได้ว่าผู้บำเพ็ญระดับมหายานในใต้หล้ามีจำนวนนับหมื่นเป็นอย่างน้อย มีคนจำนวนไม่น้อยที่แข็งแกร่งกว่าข้ามาก เพียงแค่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับทางโลก” หานเจวี๋ยพยักหน้าเอ่ย
อู้เต้าเจี้ยนขมวดคิ้ว
นางรับรู้ได้ถึงความกดดันอีกครั้ง
ยังคงต้องขยันฝึกฝน ไม่อาจชะล่าใจได้ มิเช่นนั้นหากวันใดนายท่านทิ้งนางไป นางคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้
……
หลังจากพวกนักพรตเต๋าจิ่วติ่งกลับมาแล้ว สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็เริ่มปล่อยภารกิจของสำนักจำนวนมาก ไม่ได้จำกัดแค่ในต้าเยี่ยนอีกต่อไป บรรดาศิษย์สามารถออกไปรับภารกิจนอกดินแดนต้าเยี่ยนได้อย่างอิสระ
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็มีเวลาในการฝึกฝนตามอุดมคติของตน
แม้จะนับว่าไร้คู่ต่อกรในใต้หล้า แต่เขาก็ไม่ได้ชะล่าใจแต่อย่างใด ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการบำเพ็ญเพียร ที่แตกต่างจากเมื่อก่อนก็คือ เขาจะเจียดเวลามาชี้แนะผู้คนรอบข้างอยู่บ้าง
คนที่เขาดูแลมากที่สุดคือสิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ สตรีทั้งสองล้วนไม่ใช่ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด คุณสมบัติก็ไม่นับว่าเลิศล้ำแต่อย่างใด หากอยากจะบำเพ็ญให้ถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์ กล่าวตามตรงว่ายากยิ่งนัก แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้
นอกเสียจากจะมีโอกาสวาสนาได้เกิดใหม่
แม้หานเจวี๋ยจะอยู่ในระดับมหายาน แต่เขาก็ไม่ได้มีความสามารถในการฝืนลิขิตฟ้าพลิกดวงชะตา ไม่อย่างนั้นอัตราการสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ของมนุษย์คงจะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
หากสิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์สิ้นอายุขัย ในความคิดของหานเจวี๋ยนั้นก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดี หากการเกิดใหม่ในภพหน้าได้คุณสมบัติที่ดีมา การฝึกบำเพ็ญก็จะได้ผลลัพธ์เป็นสองเท่าโดยใช้ความพยายามเพียงครึ่งเดียว
การกลับชาติมาเกิดสามารถเปลี่ยนวิญญาณของบุคคลได้อย่างง่ายดาย สาเหตุหลักนั้นมาจากประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้ความทรงจำแตกต่างกัน
หากหานเจวี๋ยช่วยพวกนางเปิดความทรงจำในชาติก่อนในขณะที่พวกนางเพิ่งกลับชาติมาเกิด พวกนางก็จะไม่มีทางกลายเป็นคนอีกคน
แน่นอนว่านี่เป็นแค่แบบแผนที่หานเจวี๋ยเตรียมการเอาไว้ ยามนี้สิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์จะต้องไม่ยอมตายอย่างแน่นอน
สิ่งที่หานเจวี๋ยสามารถทำได้ก็คือ ช่วยพวกนางบำเพ็ญเพียรอย่างสุดความสามารถ
……
เจ็ดปีต่อมา
เป็นอีกครั้งที่สิงหงเสวียนออกไปแสวงหาโอกาสวาสนาอย่างอดไม่ได้ ครั้งนี้ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ติดตามไปด้วย ทั้งสองนางอยู่ด้วยกันก็นับว่าได้ดูแลกันด้วย
ตั้งแต่ที่สิงหงเสวียนกลับมา ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็มักจะไปเยี่ยมเยียนนางโดยตลอด ความสัมพันธ์ของสตรีทั้งสองเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ตอนนี้ดูราวกับเป็นสหายสนิท ทำให้หานเจวี๋ยยากที่จะเข้าใจ
บางทีอาจจะเป็นอู้เต้าเจี้ยนและเซียนซีเสวียนที่กระตุ้นพวกนางเข้า
เมื่อสิงหงเสวียนรู้ว่าเซียนซีเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์มีหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ นางก็ยิ่งเข้าใจมากกว่าเดิม
วันนี้
ซูฉีและสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกลับมาแล้ว
หานเจวี๋ยตกใจแทบตาย
เขารีบร้อนเรียกซูฉีเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน ส่วนสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นนั้นเขาคร้านที่จะสนใจ
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นที่ถูกรายล้อมไปด้วยผู้คน เริ่มร้องไห้คร่ำครวญเป็นการใหญ่ มันลำบากเป็นอย่างมาก!
ตั้งแต่ไปจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ก็ได้รับความทุกข์ทรมานไม่หยุดหย่อน
หยางเทียนตงแสดงสีหน้าปลอบใจ แต่ในใจกลับรู้สึกยินดีกับความโชคร้ายของมัน
‘สุนัขเน่า!
สมควรแล้ว!’
สวินฉางอันรู้สึกประหลาดใจในตัวสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นและซูฉีเป็นอย่างมาก อีกทั้งช่วงนี้มู่หรงฉี่ก็ออกไปข้างนอกไม่ได้อยู่บนเขา
“มาเถอะ ผ่านไปหลายปีเช่นนี้ ให้ปู่ไก่ได้ดูความสามารถของเจ้า!” ไก่คุกรัตติกาลพูดขึ้นอย่างอวดดี
มาแล้ว!
ในที่สุดก็มาแล้ว!
แม้แต่ในความฝันมันก็ยังอยากจะสั่งสอนสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น!
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไม่ได้โง่ มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายพลังของไก่คุกรัตติกาลที่แข็งแกร่งกว่ามันมาก
มันหันหน้าไปมองอีกาเพลิงสองตัวที่อยู่บนต้นฝูซัง ก่อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นั่นคือสิ่งใด ลูกของเจ้าหรือ”
หลังจากอีกาทองน้อยดับเปลวเพลิงสุริยะแท้แล้ว ก็ไม่มีลักษณะที่ทรงพลังเลยแม้แต่น้อย ประกอบกับขอบเขตพลังที่สูงกว่าสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมาก ทำให้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมองไม่เห็นตบะของพวกมัน
“อืม นั่นคือน้องชายน้องสาวที่ข้าฟักมาให้เจ้า” ไก่คุกรัตติกาลตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ
พูดถึงอีกาทอง มันก็รู้สึกไม่สบายใจ
ไม่รู้ว่าเหตุใดอีกาทองน้อยสองตัวถึงชอบพัวพันมันอยู่เรื่อย ทำให้มันเป็นทุกข์มาก
เวลาเผชิญหน้ากับอีกาทอง มันรู้สึกหวาดกลัวจริงๆ
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นพองขนกล่าว “ถ้าอย่างนั้นข้าจะต่อสู้กับพวกมัน ให้เจ้าได้เห็นผลของการบำเพ็ญเพียรของข้า!”
เอ่ยจบมันก็เดินตรงไปต้นฝูซังทันที
หยางเทียนตง ไก่คุกรัตติกาลและสวินฉางอันไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด ต่างเผยรอยยิ้มแปลกๆ ออกมา
อีกด้านหนึ่ง
อู้เต้าเจี้ยนก็ถูกไล่ออกจากถ้ำเทวาอีกแล้ว
นางมีสีหน้าแค้นเคืองเป็นอย่างมาก
สตรียังพอว่า แต่เหตุใดนายท่านถึงไล่นางออกมาเพียงเพราะบุรุษผู้หนึ่งด้วย
……
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
ซูฉีก้มคำนับลงกับพื้นให้หานเจวี๋ยอย่างแรง เขาร้องไห้คร่ำครวญเหมือนกับสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไม่มีผิด จนหานเจวี๋ยรู้สึกหมดคำพูดเป็นอย่างมาก
“อาจารย์! ภารกิจที่ท่านมอบหมายให้ข้าทำสำเร็จแล้ว ขอบคุณที่ท่านลอบปกป้องข้ามาตลอดหลายปีเช่นนี้!”
ซูฉีตื่นเต้นจนแทบจะทนไม่ไหว เมื่อกลับมาถึงที่นี่ เขาถึงรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
‘ลอบปกป้อง?
นั่นเป็นเพราะความโชคร้ายของเจ้าต่างหาก!’
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าก็ฝึกฝนเป็นเพื่อนอาจารย์อยู่ในถ้ำเทวานี้เถิด”
คำพูดนี้เขาเอ่ยออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่กลับทำให้ซูฉีรู้สึกว่าเป็นคำพูดอบอุ่นที่สุดเท่าที่เคยได้ยินมาในชีวิต
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วในฉับพลัน และยกมือตบซูฉีผ่านอากาศ
ซูฉีถูกตบกระเด็นจนลอยไปปะทะกับผนัง ทนไม่ไหวจนกระอักเลือดออกมา เขาเงยหน้ามองหานเจวี๋ยอย่างตื่นตระหนก ขณะที่กำลังจะเอ่ยถามออกไปนั้น กลับมองเห็นเงามารสายหนึ่ง
เค้าโครงของเงามารสายนี้…
ประมุขมาร!
ซูฉีตกตะลึง ก่อนหน้านั้นเขายังเป็นกังวลว่าประมุขมารหายไปที่ใด คิดไม่ถึงว่าจะแอบซ่อนอยู่ภายในร่างของเขา!
หรือว่าตอนที่เขามีความสุขกับสตรี ประมุขมารก็…
ซูฉีเกิดความเกลียดชังต่อประมุขมารขึ้นมาทันที
หานเจวี๋ยมองเงามารด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก “เหตุใดสหายเต๋าถึงได้ซ่อนตัวอยู่ในร่างของศิษย์ข้า”
ประมุขมารเอ่ยวาจาหยอกล้อ “ที่แท้อาจารย์ที่เขาพูดถึงมาตลอดก็คือเจ้า เจ้าช่างมีความสามารถจริงๆ คิดไม่ถึงว่าจะค้นพบข้าได้ คิดว่าคงเป็นผู้บำเพ็ญระดับมหายานเช่นกัน”
“เขาคือประมุขมาร!” ซูฉีตะโกนออกมาด้วยความตกใจ
[ประมุขมารเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]
อักขระแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย ทำให้เขาต้องเลิกคิ้วอย่างอดไม่ได้
เขาตรวจสอบข้อมูลของประมุขมารอย่างระมัดระวัง
[ประมุขมาร: ระดับมหายานขั้นเจ็ด อยู่ในสภาพเสี้ยววิญญาณ ผู้บำเพ็ญสายมารที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบหมื่นปี มีฉายานามว่าประมุขมาร เพราะท่านเป็นอาจารย์ของซูฉีจึงเกิดความชิงชังในตัวท่าน ภายหน้าหากมีโอกาสจะต้องสังหารท่านอย่างแน่ ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]
‘หืม?
สภาพเสี้ยววิญญาณ?’
หานเจวี๋ยแสดงพลังดูดวิญญาณหกสายออกมาอย่างรุนแรง ดูดเสี้ยววิญญาณของประมุขมารมาไว้ในฝ่ามือ จากนั้นก็ประทับตราหกวิถีลงบนเสี้ยววิญญาณของประมุขมารอย่างรวดเร็ว
“เจ้าคิดจะทำอะไร”
ประมุขมารกล่าวเสียงขรึม เขารู้สึกโมโหแต่ทำอะไรไม่ได้
หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นลังเลก่อนกล่าวว่า “เจ้าคือประมุขมาร สังหารเจ้าเป็นเรื่องที่สายหลักอย่างข้าสมควรทำ แต่ข้ากลัวความยุ่งยาก หากข้าปล่อยเสี้ยววิญญาณของเจ้าไป เจ้าจะปล่อยศิษย์ของข้าหรือไม่”
เมื่อได้ฟัง ในใจของประมุขมารก็รู้สึกเหยียดหยาม ที่แท้ก็พวกขี้ขลาด
“ย่อมได้อย่างแน่นอน!”
“ดี เช่นนั้นเจ้าไปเถอะ!”
“ลาก่อน!”
เสี้ยววิญญาณของประมุขมารดอดหนีไปอย่างรวดเร็ว
[ความเกลียดชังที่ประมุขมารมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
หานเจวี๋ยมองดูการแจ้งเตือนตรงหน้าแล้วก็รู้สึกหมดคำพูดอย่างช่วยไม่ได้
‘ทางของเจ้ายิ่งเดินยิ่งแคบ!’
รอจนประมุขมารจากไปแล้ว ซูฉีถึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “อาจารย์ คำพูดของเขาไม่อาจเชื่อถือได้!”
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างเรียบนิ่ง “เดิมทีอาจารย์ก็ไม่เชื่ออยู่แล้ว แต่เป็นเพราะเมื่อครู่เป็นเพียงเสี้ยววิญญาณ”
รอจนเสี้ยววิญญาณของประมุขมารกลับเข้าร่างแล้ว หานเจวี๋ยจะให้เขาได้ลิ้มรสแบบเดียวกับที่จี้ไน่เหอได้พบ
บทที่ 138
ได้ยินคำพูดของหานเจวี๋ย ซูฉีอดนึกถึงปราณกระบี่ที่สังหารจักรพรรดิมารไม่ได้
หรือว่า…
ซูฉีเผยสีหน้าวาดหวังออกมา
“เล่าเรื่องที่ประสบมาในหลายปีนี้ให้อาจารย์ฟังหน่อย” หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม ในสายตาของซูฉีรอยยิ้มของหานเจวี๋ยนั้นอ่อนโอนและอบอุ่นถึงเพียงนั้น
ในใจของซูฉีรู้สึกประทับใจอย่างไม่สามารถบรรยายออกมาได้ เขาเช็ดคราบเลือดตรงมุมปาก นั่งลงด้านหน้าหานเจวี๋ย เริ่มเล่าประสบการณ์ที่ตนเองพบเจอในหลายปีที่ผ่านมา
หานเจวี๋ยดูดซับปราณฝึกฝนไปด้วย และฟังไปด้วย
เขาไม่จำเป็นต้องพูดแทรก แค่ฟังซูฉีเล่าก็เพียงพอแล้ว
จำต้องกล่าวว่าสิ่งที่ซูฉีประสบพบเจอมานั้นดูเป็นเทพนิยายมาก เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงพลิกผันไม่แน่นอน จนสามารถเขียนเป็นนิยายเซียนยุทธ์เล่มเล็กๆ ได้หนึ่งเล่ม
เล่าไปสิบวันสิบคืนเต็มๆ ซูฉีถึงเล่าจบแบบคร่าวๆ
แม้ว่าตบะของเขาจะเข้าใกล้ระดับสุญตาแล้ว แต่ยังคงรู้สึกคอแห้งอยู่ดี
หานเจวี๋ยทอดถอนใจกล่าวว่า “หลายปีมานี้ลำบากเจ้าแล้ว”
ซูฉีตอบกลับ “อาจารย์จะต้องเป็นห่วงข้าอยู่ตลอด ที่ผ่านมาการที่ข้าสามารถกลับร้ายให้กลายเป็นดีได้ จะต้องเป็นการจัดการของอาจารย์อย่างแน่นอน ก็เหมือนกับการที่ท่านสังหารจักรพรรดิมาร”
หานเจวี๋ยฟังจนรู้สึกประดักประเดิด แต่สีหน้ายังคงเรียบสงบ
“ฝึกฝนสิบปีก่อน หลังจากนั้นอาจารย์จะถ่ายทอดพลังวิเศษให้เจ้า” หายเจวี๋ยกล่าว
ซูฉีพยักหน้า ตอนนี้เขาก็รู้สึกสงบลงแล้ว
จากนั้นสองศิษย์อาจารย์ก็เข้าสู่สภาวะฝึกฝน ไม่พูดคุยกันอีก
……
หลังจากศึกใหญ่ระหว่างสายหลักและสายมารสิ้นสุดลง และตามมาด้วยความร่วมมือของดินแดนศักดิ์สิทธิ์จำนวนมากที่มีจวนเซียนสวรรค์เป็นผู้นำ สายมารก็พากันถอยร่นราวกับหนูติดจั่นข้างถนน เผ่าปีศาจยิ่งไม่กล้าเข้ามาวุ่นวาย ใต้หล้ากลับคืนสู่ความสงบสุข
ดูเหมือนสายหลักจะตระหนักได้ว่าพละกำลังฉากหน้าไม่แข็งแกร่งพอ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จึงเริ่มสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับบุตรแห่งสวรรค์ของแต่ละสำนักที่อยู่ในสังกัด
หนึ่งในนั้นจี้เซียนเสินเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด การสังหารมารหลัวฉิวที่เป็นหนึ่งในห้ามารอาวุโส การสังหารผู้ฝึกฝนสายมารนับหมื่น ทำให้ชื่อเสียงของเขาไม่มีใครเทียบได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง
จี้เซียนเสินมีแม้กระทั่งมาดของยอดผู้บำเพ็ญอันดับหนึ่งในใต้หล้า เพียงแต่สถานะของผู้บำเพ็ญลึกลับที่สังหารจักรพรรดิมารนั้นยังไม่ปรากฏ ทำให้จี้เซียนเสินไม่อาจนั่งเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างมั่นคง
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วดังกระแสน้ำไหลภายใต้ฉากหลังของยุคดังกล่าว
จนเวลาสิบปีล่วงเลยผ่านไปอีกครั้ง
หานเจวี๋ยทะลวงถึงระดับมหายานขั้นสามแล้ว!
ใช้เวลาสิบเจ็ดปีเพื่อทะลวงขั้นเล็กๆ หนึ่งขั้น หานเจวี๋ยก็รู้สึกว่าช้าไปอยู่บ้าง แต่หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป จะต้องก่อให้เกิดเรื่องราวใหญ่โตอย่างแน่นอน
เป้าหมายของหานเจวี๋ยคือการบรรลุระดับมหายานขั้นสมบูรณ์ในเร็ววัน และพุ่งเข้าสู่ระดับมนุษย์เซียน
วันนี้
หานเจวี๋ยพาซูฉีมาที่นอกถ้ำเทวา และเริ่มถ่ายทอดพลังวิเศษให้เขา
หยางเทียนตงถูกเขาไล่ให้ไปยังตีนเขา ส่วนคนอื่นๆ ล้วนมีดวงชะตายิ่งใหญ่เทพเซียน คงจะไม่ถูกซูฉีทำให้ตกตายได้ อย่างไรเสียสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็ยังสามารถแบกรับมาได้
สำหรับสิ่งมีชีวิตในโลกมนุษย์นั้น โชคร้ายของซูฉีคือหายนะขั้นสูงสุด แต่หากในสวรรค์อาจจะไม่ได้แข็งแกร่งถึงเพียงนั้น อีกทั้งตอนนี้ซูฉีก็ยังเป็นแค่มนุษย์ธรรมดา
ซูฉีตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ในที่สุดเขาก็ได้เรียนรู้ความสามารถจากอาจารย์แล้ว
หยางเทียนตง สวินฉางอันและอู้เจี้ยนเต้ารู้สึกอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับเขามาก
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นรู้สึกทนไม่ไหวอีกต่อไป ออกไปข้างนอกหลายร้อยปีเหมือนกัน แต่เหตุใดซูฉีถึงได้รับความรักจากนายท่านเพียงผู้เดียวเช่นนี้
มันเคยคิดว่านายท่านอาจจะด่ามัน จะตีมัน แต่คิดไม่ถึงว่านายท่านจะมองข้ามมันไปเช่นนี้ นี่ทำให้มันรู้สึกยากที่จะรับได้เป็นอย่างมาก
หานเจวี๋ยใช้เวลาหนึ่งเดือนในการถ่ายทอดพลังวิเศษ ขณะที่ซูฉีฝึกฝนพลังวิเศษอยู่นั้น เขาเดินมานั่งที่ใต้ต้นฝูซัง ก่อนสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอันมหาศาลของต้นฝูซัง
‘สมกับเป็นต้นไม้เทพ!’
ยามนี้ พลังวิญญาณที่แพร่ออกมาจากต้นฝูซังได้ปกคลุมไปทั่วเขาเพียรบำเพ็ญเซียน ไม่เพียงเท่านี้ พลังวิญญาณยังเข้มข้นเกินไป เริ่มกระจายออกไป ได้รับอานิสงส์กันทั่วทั้งสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ภูเขาที่อยู่ใกล้ที่สุดจะได้เสพสุขก่อน นักพรตเต๋าจิ่วติ่งจัดให้ภูเขาที่อยู่บริเวณรอบๆ เป็นดินแดนผาสุก มีแค่บุคคลมากความสามารถที่สร้างคุณูปการยอดเยี่ยมให้กับสำนักเท่านั้นถึงจะสามารถย้ายถ้ำเทวาไปอยู่ได้
เรื่องราวเหล่านี้ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับหานเจวี๋ย หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งจูเชวี่ยและนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน
เขาเปิดค่าความสัมพันธ์เพื่อตรวจดูจดหมาย
ไม่ได้ดูมานานหลายปี ไม่รู้ว่าสถานการณ์ของเหล่าสหายจะเป็นอย่างไรบ้าง
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x43211
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเทพปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีมีผู้ทรงพลังผ่านมา จึงรอดพ้นจากความตายมาได้]
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านสืบทอดพลังวิเศษสายมาร พลังมรรคเพิ่มพูน]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านกลับสู่โลกมนุษย์ ซาบซึ้งในสัจธรรมฟ้าดิน ย่างเข้าสู่ระดับมหายาน]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากโม่ฟู่โฉวสหายของท่าน ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านขึ้นสู่สวรรค์ ได้รับมรรคสำเร็จเซียน ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านพบกับโอกาสวาสนา กายเนื้อเกิดการเปลี่ยนแปลง]
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x3892
……
หานเจวี๋ยอ่านแล้ว รู้สึกว่าแดนบำเพ็ญพรตสงบสุขเกินไปจริงๆ
อยู่ๆ เขาก็นึกถึงประมุขมารขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าเสี้ยววิญญาณของประมุขมารกลับเข้ากายเนื้อหรือยัง
เขาเริ่มตอบสนองกับตราประทับหกวิถีบนเสี้ยววิญญาณของประมุขมาร
ไม่นาน หานเจวี๋ยก็จับกลิ่นอายของประมุขมารได้
เขาตรวจสอบดูค่าความสัมพันธ์ พบว่าสภาพเสี้ยววิญญาณของประมุขมารได้หายไปแล้ว คิดว่าเสี้ยววิญญาณคงได้กลับสู่ร่างแล้ว
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นก็ได้เวลาสังหารแล้ว!
หานเจวี๋ยยกมือขวาขึ้น นิ้วชี้ชี้ไปตรงขอบฟ้า เขาหลับตาลง และสัมผัสกับทิศทางที่ตราประทับหกวิถีอยู่อย่างละเอียด
อีกด้านหนึ่ง
ณ อีกฝั่งหนึ่งของโลก
ผืนทะเลทรายเปล่าเปลี่ยวแห่งหนึ่ง พายุทรายม้วนตัวอยู่บนท้องฟ้า
ประมุขมารลอยอยู่บนหน้าผา ตรงหน้าของเขามีคนอยู่สามคน นั่นก็คือโม่ฟู่โฉว โม่จู๋และสตรีในชุดสีดำผู้หนึ่ง
สีหน้าของพวกโม่ฟู่โฉวทั้งสามดูไม่อยากจะเชื่อเป็นอย่างมาก ราวกับว่าถูกสายฟ้าฟาด
“นี่ก็คือที่มาของตระกูลโม่ของพวกเจ้า เผ่ามารได้เลือกพวกเจ้าแล้ว หากพวกเจ้าทำภารกิจที่เผ่ามารมอบหมายให้สำเร็จ ตระกูลโม่จะหลุดพ้นจากโลกีย์ กลายเป็นตระกูลเซียนบนสวรรค์” ประมุขมารกล่าวด้วยรอยยิ้ม แม้ว่าเขาจะกำลังยิ้ม แต่เห็นได้ชัดว่ารอยยิ้มนั้นน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
โม่ฟู่โฉวกัดฟันเอ่ย “พวกเราไม่อาจจัดการชาติกำเนิดของตนเองได้ แต่พวกเราไม่อยากเป็นมารที่เป็นภัยต่อมวลมนุษย์!”
ประมุขมารหัวเราะเยาะก่อนกล่าว “อ้อ? คนที่เจ้าฆ่ายังน้อยอยู่หรือ”
“ไม่ได้เป็นการกระทำที่ข้าจงใจ มีหลายครั้งที่ข้าถูกบีบบังคับให้ทำ”
“ถ้าเช่นนั้นโจวฝานที่เป็นสหายของเจ้าเล่า เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าฆ่าเขาอย่างไร”
สีหน้าของโม่ฟู่โฉวหม่นหมองลง การตายของโจวฝานเป็นตราบาปที่ใหญ่ที่สุดในใจเขา
ทุกครั้งที่นึกถึงโจวฝาน โม่ฟู่โฉวล้วนทรมานอย่างถึงขีดสุด ภายในใจเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง อาจกล่าวได้ว่าอยู่ไม่สู้ตาย
สตรีชุดดำเอ่ยปากแทรกขึ้นว่า “เผ่ามารอยากจะควบคุมโลกมนุษย์ เทพเซียนจะมีความคิดเห็นเช่นไร ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็นมนุษย์มิใช่มาร ช่วยเผ่ามารเข้าแทนที่เผ่ามนุษย์ ถ้าเช่นนั้นพวกเราควรจะดำรงชีวิตอยู่อย่างไร อีกอย่างแม้แต่จักรพรรดิมารยังไม่อาจทำได้สำเร็จ แล้วพวกเราต้องใช้เวลากี่ปีถึงจะสำเร็จ เผ่ามารส่งผู้ช่วยที่แข็งแกร่งมาหรือไม่”
ประมุขมารปราดสายตามองนาง แค่นเสียงกล่าวอย่างไม่พอใจ “แม้ว่าจะไม่มีพวกเจ้า เผ่ามารก็ทำสำเร็จได้ ตอนที่พวกเราฝึกฝนสายมาร พวกเราก็ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว เดิมทีเผ่ามารก็ไม่ได้สืบทอดมาเพียงสายเดียว โลกมนุษย์ทุกหนทุกแห่งล้วนมีเงาร่างของเผ่ามาร ส่วนผู้ช่วยที่แข็งแกร่งที่เผ่ามารส่งมา ข้าก็คือคนผู้นั้น!”
น้ำเสียงของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ!
โม่จู๋อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นว่า “เจ้าแข็งแกร่งกว่าจักรพรรดิมารหรือ”
“แน่นอนย่อมเป็นเช่นนั้น จักรพรรดิมารจะแข็งแกร่งกว่าข้าไปได้อย่างไร ที่ก่อนหน้านี้ข้าไม่ลงมือ ก็เพื่อให้จักรพรรดิมารตรวจสอบกำลังที่แท้จริงของสายหลักเท่านั้น”
วาจาของประมุขมารเต็มไปด้วยความเหยียดหยามจักรพรรดิมาร
ขณะนั้นเอง!
แรงกดดันที่เต็มไปด้วยความน่าสะพรึงกลัวมหาศาลก็โจมตีเข้ามา ทำให้ประมุขมารและพวกโม่ฟู่โฉวทั้งสามคนต้องหันไปมองในทันที
แสงกระบี่ตกกระทบลงบนใบหน้าของพวกเขา ประมุขมารไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง เพียงแวบเดียวที่มองเห็นปราณกระบี่ก็พุ่งยิงเข้ามา
นั่นคือ…
ตู้ม!
ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพฟาดซัดสาดเข้ามา ปกคลุมร่างของประมุขมารไว้ พายุแข็งแกร่งอันน่าหวาดกลัวที่ตามติดมา พัดพาพวกโม่ฟู่โฉวทั้งสามคนปลิวออกไป
ปราณกระบี่มาเร็วและหายไปอย่างรวดเร็ว
พวกโม่ฟู่โฉวทั้งสามคนทรงตัวอยู่กลางอากาศ มองไปด้วยความตกตะลึง แต่มองไม่เห็นเงาร่างของประมุขมารแล้ว และสัมผัสไม่ได้ถึงไอมารของเขาด้วย
ทั้งร่างและวิญญาณของประมุขมารถูกทำลาย!
บทที่ 139
ขณะที่หานเจวี๋ยไล่ตามหาตราประทับหกวิถีบนร่างของประมุขมารจนพบนั้น ก็พบว่าด้านข้างยังมีตราประทับหกวิถีอยู่อีกอันหนึ่ง เมื่อสัมผัสดูอย่างละเอียดถึงรู้ว่าที่แท้ก็คือโม่จู๋
เขารีบเชื่อมต่อกับหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ที่อยู่ในแหวนเก็บสมบัติของโม่จู๋ และได้ยินคำพูดของประมุขมารเข้า
ที่แท้จิตใจชั่วช้าของเผ่ามารก็ยังไม่หายไปจริงๆ!
เมื่อได้ฟังวาจาปลิ้นปล้อนของประมุขมารแล้ว หานเจวี๋ยก็ทนฟังไม่ได้อีกต่อไป
‘เจ้าจะตายหรือไม่!
ไม่จำเป็นต้องพูด!
ใช้ดรรชนีสังหารทันที จะได้เตือนสติพวกโม่ฟู่โฉวทั้งสามคนนั้น บอกพวกเขาว่าเผ่ามารไม่อาจกระทำสำเร็จ!’
โม่จู๋เป็นผู้ที่ได้สติก่อนใคร นางกลืนน้ำลายก่อนกล่าวขึ้นมาว่า “เขาก็ตายเช่นนี้หรือ”
สีหน้าของสตรีชุดดำเผยให้เห็นถึงความหวาดกลัว
นางก็คือโม่โยวหลิง ประมุขรุ่นสองของตระกูลโม่ที่มีตบะระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นห้า!
ในบรรดาทั้งสามนางมีตบะที่สูงที่สุด เพราะอย่างนั้นการรับรู้จึงลึกซึ้งยิ่งกว่า
ประมุขมารทำให้นางสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งอย่างถึงขีดสุด กระทั่งทำให้นางรู้สึกหายใจลำบาก
ผู้แข็งแกร่งระดับนี้กลับถูกผู้ฝึกสายกระบี่ลึกลับสังหารภายในชั่วพริบตา!
ผู้ที่ลงมือจะแข็งแกร่งเพียงใดกัน
“โชคดีที่พวกเราไม่ได้ตอบรับเขาออกไปทันที ไม่อย่างนั้นพวกเราคงจะต้องตายไปด้วยแล้ว” โม่ฟู่โฉวกล่าวด้วยรอยยิ้มอันขมขื่น
อธรรมหรือจะสู้ธรรมะ!
โม่ฟู่โฉวทำมรรคจิตให้มั่น แม้ว่าจะเขากลายเป็นมารแท้ แต่เขาก็จะเป็นมารแท้ที่มีจิตใจคุณธรรม!
โม่จู๋รีบร้อนหันไปคารวะในแต่ละทิศทาง กล่าวว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ให้อภัย! ขอบคุณผู้อาวุโสที่ให้อภัย! ขอบคุณผู้อาวุโสที่ให้อภัย…”
นางกลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะลงมืออีก
หานเจวี๋ยได้ยินคำพูดของนางก็อดหัวเราะไม่ได้
ทั้งสามไม่ได้รั้งอยู่นาน รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
โม่ฟู่โฉวมองไปทางโม่โยวหลิง เอ่ยถามว่า “หลังจากนี้พวกเราจะไปที่ใด”
โม่โยวหลิงสูดหายใจเข้าลึกๆ กล่าวว่า “ตามหาคนในตระกูลที่แยกย้ายกระจัดกระจายไปทั่วหล้า จากนั้นก็กลับไปยังดินแดนของตระกูลโม่ ตระกูลโม่ใหญ่โต ที่ตกค้างอยู่ในต้าเยี่ยนของพวกเจ้านั้นเป็นเพียงกลุ่มก้อนเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ขณะที่ตระกูลของพวกเราเผชิญกับการถูกฆ่าล้างสังหาร คนในตระกูลในพื้นที่ต่างๆ ก็เจริญรอยตามเช่นกัน แต่ก็ไม่ต่างจากพวกเจ้า มักจะมีคนที่ยังมีชีวิตรอดอยู่”
โม่ฟู่โฉวพยักหน้าลง
โม่จู๋ดูเหมือนอยากจะเอ่ยอะไรแต่ก็ไม่ได้เอ่ยออกมา
นางอยากพูดว่า ในเมื่อตระกูลโม่ไม่แก้แค้นแล้ว เช่นนั้นนางก็สามารถกลับไปที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ได้ใช่หรือไม่
แต่เมื่อกลับมาครุ่นคิดดูอีกที คนตระกูลโม่ยังต้องการการช่วยชีวิต ตอนนี้นางไม่อาจละทิ้งภาระหน้าที่แล้วจากไปได้
ผ่านไปนานหลายปีเช่นนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างหานเจวี๋ยกับสิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์จะต้องใกล้ชิดมากกว่าเดิมเป็นแน่ ‘ข้ากับหานเจวี๋ยจะค่อยๆ ยิ่งห่างไกลกันมากกว่าเดิมหรือไม่นะ’
เมื่อคิดเช่นนี้ โม่จู๋ก็เป็นกังวลเรื่องของตนเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
……
หลังจากฆ่าสังหารประมุขมารแล้ว หานเจวี๋ยรู้สึกสบายใจไม่น้อย
รีบสังหารก็ดี เจ้าหมอนี่จะได้ไม่เล่นลูกไม้อะไรที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในใต้หล้า และลามมากระทบการฝึกฝนของเขาอีก
แต่จะว่าไป เผ่ามารแข็งแกร่งเพียงใดกัน
เหตุใดเทพเซียนถึงไม่ลงมือ
หากหานเจวี๋ยเป็นประมุขวังสวรรค์ มองเห็นเผ่ามารโจมตีโลกมนุษย์ ก็สามารถเข้าใจได้ว่าเผ่ามารกำลังพัฒนาใต้พิภพ แน่นอนว่าจะต้องขัดขวาง
หานเจวี๋ยคิดว่าจะต้องมีปัญหาในนั้นเป็นแน่
หรือว่าจะสอบถามจั้งกูซิงดูสักหน่อย
หานเจวี๋ยคิดว่าน่าจะได้ ดังนั้นจึงเริ่มทำความเข้าใจไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ ยกระดับแก่นแท้ของพลังวิเศษนี้
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น
ท้องฟ้าเกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาด ทำให้ผู้คนในใต้หล้าพากันวิพากษ์วิจารณ์ ประกอบกับกระแสลมในใต้หล้า ผู้บำเพ็ญส่วนใหญ่จึงพากันคิดว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์บางแห่งได้กำเนิดบุตรแห่งสวรรค์ที่โดดเด่นขึ้นมา!
หานเจวี๋ยมาถึงแม่น้ำมรรคกระบี่
เขาก้าวแซงเงาของผู้ฝึกกระบี่แต่ละเงา จนพบกับจั้งกูซิง
“พี่ใหญ่…ผู้อาวุโส ไม่เจอกันนานเลย” หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ไม่ว่าโลกมนุษย์จะวุ่นวายและเกิดวิบัติตาลปัตรเท่าไร ภายในแม่น้ำมรรคกระบี่แห่งนี้ หานเจวี๋ยมักจะได้พบกับเซียนกระบี่ที่เฝ้าปกปักษ์รักษาแม่น้ำมรรคกระบี่ผู้นี้อยู่เสมอ
จั้งกูซิงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจต่อการมาของเขาอีกแล้ว กลับถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจว่า “ระดับมหายานขั้นสาม ยังไม่ขึ้นสวรรค์อีกหรือ”
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “วังสวรรค์มีศัตรู ไม่กล้าขึ้นไป”
“อ้อ”
จั้งกูซิงไม่ได้ซักไซร้ต่อ ประจักษ์ชัดว่าไม่อยากยุ่งเกี่ยว หานเจวี๋ยเองก็ไม่กล้าคาดหวังว่าเขาจะช่วยตนเอง
หานเจวี๋ยกล่าว “โลกมนุษย์ของพวกเราเผชิญกับการรุกรานของเผ่ามาร เหตุใดเทพเซียนถึงไม่ลงมือ”
จั้งกูซิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบสงบ “สวรรค์วุ่นวาย วังสวรรค์ยังเอาตัวเองไม่รอด ไหนเลยจะมาสนใจโลกมนุษย์ได้ แต่อีกไม่นานวังสวรรค์ก็จะกลับมาปกติสุขอีกครั้ง”
‘สวรรค์วุ่นวาย?’
หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย “สวรรค์ยังเกิดความวุ่นวายได้ด้วยหรือ เกิดเรื่องใดขึ้นกัน”
“เผ่าปีศาจได้ปรากฏพญาเทพปีศาจตนหนึ่ง ไม่ยอมรับการควบคุมดูแลของวังสวรรค์จึงก่อความวุ่นวายบนวังสวรรค์ อาจมีอิทธิพลขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลังของพญาเทพปีศาจตนนี้ ทำให้วังสวรรค์ไม่อาจปราบปรามได้ในระยะเวลาอันสั้น แต่ด้วยภูมิหลังของวังสวรรค์ ไม่นานก็สามารถจัดการได้ อดทนรอสักหน่อยเถิด ส่วนเผ่ามารนั้น ยุคของพวกเขาได้จบสิ้นลงไปนานแล้ว ที่สวรรค์วังมารก็นับได้ว่าเป็นกลุ่มอิทธิพลชั้นสองเท่านั้น”
“หลังจากมนุษย์อย่างพวกเราขึ้นสวรรค์ไปแล้ว จะเข้าร่วมกับวังสวรรค์ได้เลยหรือไม่”
“วาดฝันสวยงามเกินไปแล้ว บนสวรรค์มีแท่นขึ้นสวรรค์มากมายที่เชื่อมโยงบรรดาสวรรค์กับโลกมนุษย์ต่างๆ นานา มนุษย์ส่วนมากหลังจากบินขึ้นไปแล้ว เข้าร่วมได้เพียงสำนักบำเพ็ญเซียนของสวรรค์เท่านั้น มีผู้มีพรสวรรค์เลิศล้ำเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะต้องตาอิทธิพลใหญ่อย่างวังสวรรค์ สำนักพุทธและวังเทพ เจ้าก็สามารถคิดพิจารณาดูได้ว่าเมื่อเวลานั้นมาถึงแล้วจะเลือกเช่นไร ด้วยคุณสมบัติของเจ้าจะต้องพบกับการคัดเลือกเช่นนี้ นี่คือการเลือกฝ่าย เมื่อเลือกแล้วก็ยากที่จะเปลี่ยนแปลง”
จั้งกูซิงพูดอะไรบางอย่างที่แฝงความหมายลึกซึ้ง ในดวงตาของเขาเผยแวววาดหวัง
เขารอคอยการเคลื่อนไหวที่จะเกิดจากการขึ้นสู่สวรรค์ของหานเจวี๋ย
บุตรแห่งสวรรค์เช่นนี้ เป็นสิ่งที่สวรรค์พบเจอได้ยากในรอบพันปี
หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ผู้อาวุโส ท่านคิดว่าข้าควรเลือกฝ่ายใดหรือ”
จั้งกูซิงกลอกตา เอ่ยว่า “อย่าคิดให้มากความเลย ข้าเดินทางไปที่ต่างๆ เพียงลำพังมากมาย ไม่มีอำนาจหนุนหลังใด เจ้าเป็นเผ่ามนุษย์ ทางที่ดีควรเลือกวังสวรรค์และวังเทพ เมื่อพิจารณาจากการกระจายอำนาจของสวรรค์ในขณะนี้แล้ว วังเทพ วังสวรรค์และสำนักพุทธกลายเป็นสามอำนาจใหญ่ ตั้งตนเป็นอิสระแข่งขันกัน แต่สวรรค์กว้างใหญ่ ยังมีเผ่าพันธุ์อื่นๆ นับหมื่นนับพัน เช่นเผ่ามังกร เผ่าหงส์ เผ่าเทพอีกาทอง เผ่ากิเลน เผ่าอสูร ยังมีสำนักลึกลับและสำนักเซียนแต่บรรพกาล ซึ่งลึกลับซับซ้อนมาก ในเมื่อเจ้ากับข้ามีวาสนาต่อกัน เช่นนั้นข้าจะเตือนเจ้าด้วยความจริงใจ หากไม่บรรลุเซียนสวรรค์ไท่อี่ อย่าได้ออกจากโลกีย์จะดีที่สุด”
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผู้อาวุโสกับข้าเป็นคนบนเส้นทางเดียวกันจริงๆ กล่าวตามตรงชีวิตนี้ของข้าก็ไม่เคยไปจากสำนักของตนเองมาก่อน สำหรับข้าแล้วการมุมานะฝึกฝนเปรียบเสมือนอาหารประจำวันของครอบครัว ต่อให้เป็นเซียนสวรรค์ไท่อี่ข้าก็ไม่ออกจากโลกีย์”
“จริงหรือ”
“จริง!”
จั้งกูซิงนับนิ้วคำนวณดูแล้ว ทอดถอนใจกล่าว “เจ้านี่ช่างน่าเบื่อเสียจริง”
หานเจวี๋ยแทบจะกระอักเลือดออกมา
‘เรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย’
หานเจวี๋ยเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เอ่ยถามขึ้นว่า “ผู้อาวุโส ท่านเคยได้ยินชื่อจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินหรือไม่”
“เอ๊ะ เหตุใดเจ้าถึงรู้เรื่องจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจิน นั่นคือเทพสงครามอันดับหนึ่งของวังเทพ แตกดับไปนานแล้ว เคยเป็นผู้ที่ไร้คู่ต่อกรในระดับจักรพรรดิเซียน”
“เทียบกับท่านแล้วเป็นเช่นไร”
“ห่างชั้นกันมาก”
“ความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินกับวังเทพเป็นอย่างไรบ้าง”
“ไม่แน่ชัด กล่าวกันว่าเหตุที่จักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินแตกดับนั้น มีความเกี่ยวข้องกับการต่อสู้กันภายในวังเทพ จักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินถูกจักรพรรดิเซียนเผ่าปีศาจจำนวนมากล้อมโจมตี วังเทพไม่ได้ส่งกำลังสนับสนุน หลังจากจักรพรรดิเทพเมี่ยวเจินแตกดับไปแล้ว วังเทพก็ไม่ได้สร้างรูปเคารพเทพให้เขา”
พอหานเจวี๋ยได้ยินก็ลอบคิดว่าไม่ได้การ
‘นี่คือแค้นเลือดขนาดใหญ่ของมู่หรงฉี่!
วังเทพ ไม่อาจไปได้!’
“รีบขึ้นสรรค์เถิด อย่าได้เสียเวลาเลย ด้วยคุณสมบัติเช่นเจ้า เพียงแค่เข้าร่วมกลุ่มกับอำนาจใหญ่ ศัตรูเหล่านั้นย่อมไม่อาจสร้างความลำบากให้กับเจ้าได้” จั้งกูซิงโบกมือกล่าว
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ศัตรูคู่แค้นของข้าคือจูเชวี่ย”
“จูเชวี่ย? เช่นนั้นเจ้าก็อย่าขึ้นไปเลย รีบละสังขารเถิด”
จั้งกูซิงกล่าวด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด “เจ้าไปยั่วยุจูเชวี่ยได้อย่างไร เผ่าวิหคชาดเป็นสัตว์เทพโชคชะตา แม้แต่วังสวรรค์ วังเทพ และสำนักพุทธยังต้องเอาใจ หากจูเชวี่ยสร้างความลำบากให้เจ้า คาดว่าทั้งสามกลุ่มอิทธิพลใหญ่คงทำเป็นมองไม่เห็น ต่อให้พรสวรรค์เจ้าจะล้ำเลิศมากกว่านี้เพียงใด แต่เจ้าก็มาจากโลกมนุษย์ ไม่สามารถเทียบกับจูเชวี่ยได้”
“ฟังคำแนะนำของข้า สลายพลังแล้วบำเพ็ญเพียรใหม่เถอะ กระโดดเข้าสู่วัฏสงสาร เปลี่ยนสถานะใหม่”
บทที่ 140
‘มารดามันสิ!
กลับชาติบำเพ็ญเพียรใหม่?’
หานเจวี๋ยไม่อาจสงบอารมณ์ได้จริงๆ
เขาก็ไม่ใช่สตรีอย่างเช่นสิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ ที่หลังจากเข้าสู่วัฏจักรแล้วจะมีคนช่วยพวกนางฟื้นคืนความทรงจำในชาติก่อน เขาได้แต่อาศัยตนเองเท่านั้น
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นก็จำเป็นต้องเหนือกว่าจูเชวี่ยแล้วค่อยคิดเรื่องขึ้นสวรรค์อีกที!
อย่างไรเสียต้นฝูซังก็เติบโตอยู่ตลอด นี่ก็คือต้นไม้เทพ สามารถดึงดูดสัตว์เทพบนสวรรค์ให้ลงมายังโลกมนุษย์ได้ หานเจวี๋ยเชื่อว่าเขาสามารถอาศัยต้นฝูซังฝึกฝนต่อไปได้
“ผู้อาวุโส มีวิธีที่จะไม่ขึ้นสวรรค์ ฝึกฝนอยู่ในโลกมนุษย์ตลอดหรือไม่” หานเจวี๋ยหรี่ตาลง เอ่ยถาม
จั้งกูซิงเอ่ยตอบ “หากจะบอกว่าไม่มี ย่อมเป็นเรื่องโกหก ฟ้ากว้างแผ่นดินใหญ่ มีหลายสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้มากมาย เท่าที่ข้าทราบ มีหินวิญญาณที่เกี่ยวข้องกับมรรคาสวรรค์อยู่ชนิดหนึ่งที่สามารถหลบหลีกข้อจำกัดของมรรคาสวรรค์ได้ ไม่ต้องฝ่าด่านเคราะห์ แม้ตบะจะอยู่เหนือกว่าโลกมนุษย์ก็สามารถอยู่ในโลกมนุษย์ได้ หินวิญญาณเช่นนี้ก็ไม่นับว่าหายากในสวรรค์ มักจะมีเทพเซียนอาศัยหินวิญญาณชนิดนี้ลงมายังโลกมนุษย์ แต่วังสวรรค์มีคำสั่งเข้มงวดว่าสรรพชีวิตบนแดนเซียนไม่อาจลงมายังโลกมนุษย์ได้ หากพบเจอจะถูกจัดการตามกฎสวรรค์”
เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินก็มั่นใจว่าศิลาแคล้วสวรรค์ก็คือหินชนิดนั้น
เขารู้สึกวางใจลงแล้ว
หลังจากนี้ก็สามารถเอาตัวรอดอย่างสงบใจได้
‘ถุย!
มุมานะบำเพ็ญเพียรอย่างวางใจต่างหาก!’
“ขอบคุณผู้อาวุโสที่ชี้แนะ ครั้งหน้าจะมาหาท่านใหม่”
หานเจวี๋ยคารวะ หลังจากนั้นก็เดินผ่านจั้งกูซิง เพื่อตรงต่อไปด้านหน้า
จั้งกูซิงส่ายหน้าเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรมากอีก
……
หลังจากยกระดับไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิแล้ว หานเจวี๋ยก็ซาบซึ้งถึงสัจธรรมฟ้าดิน หลังจากทำให้มั่นคงอยู่หลายเดือนแล้ว ถึงจะหยุดทำการฝึกฝน
เขาให้ซูฉีเปิดถ้ำเทวาอยู่ข้างๆ หากไม่มีคำสั่งจากเขา ห้ามออกจากถ้ำ
เพื่อไม่ให้ซูฉีเกิดความสงสัย หานเจวี๋ยจึงออกคำสั่งเข้มงวดไม่ให้ศิษย์คนอื่นๆ รบกวนซูฉี
ซูฉีรู้สึกภาคภูมิใจในทันที ‘อาจารย์คงอยากบ่มเพาะข้าเป็นพิเศษสินะ หวังให้ข้าตั้งใจฝึกฝน’
และตอนนี้ อู้เต้าเจี้ยนที่รู้สึกไม่พอใจมาโดยตลอดก็ได้กลับเข้าถ้ำเทวาของหานเจวี๋ยในที่สุด
ที่หานเจวี๋ยให้นางเข้าถ้ำเทวาไม่ใช่เพราะคำนึงถึงความรู้สึกของนาง แต่ที่สำคัญมากกว่านั้นคือนางสามารถยกระดับพลังวิญญาณในถ้ำเทวาได้
หญ้าโลกาสวรรค์แม้แปลงร่างแล้วก็ยังเป็นของล้ำค่าฟ้าดินอยู่!
หานเจวี๋ยเข้าสู่การบำเพ็ญอันยาวนานอีกครั้ง
ช่วงนี้บนสวรรค์วุ่นวาย ไม่แน่นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนและจูเชวี่ยอาจลงมาเมื่อไรก็ได้ หานเจวี๋ยจำเป็นต้องสร้างความแข็งแกร่งให้มากที่สุด
……
ภายในถ้ำภูเขาอันมืดสลัวแห่งหนึ่ง ปรมาจารย์มารโลหิต มารชีผมขาวและอรหันต์มารละโมบกำลังนั่งขัดสมาธิหันหน้าเข้าหากัน
สีหน้าของทั้งสามมืดครึ้มอย่างถึงขีดสุด
ตรงกลางระหว่างพวกเขามีลูกแก้วลูกหนึ่งลอยอยู่ ภายในลูกแก้วมีไอมารก่อตัวเป็นระลอกคลื่น
“มารหลัวฉิวตายแล้ว?”
น้ำเสียงเย็นเยือกดังออกมา
ปรมาจารย์มารโลหิตสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนกล่าวว่า “ถูกบุตรแห่งสวรรค์ของจวนเซียนสวรรค์สังหาร ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น พวกเราที่อุทิศตนรับใช้เผ่ามารในครั้งนี้ล้วนได้รับบาดเจ็บสาหัส จักรพรรดิมารก็แตกสลายไปแล้ว”
น้ำเสียงเย็นเยือกดังขึ้นตามมา “เหตุใดต้องอุทิศตนรับใช้เผ่ามาร พวกเจ้าจะทรยศต่อโลกนี้หรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ มารอาวุโสทั้งสามก็นิ่งเงียบไป
พวกเขาไหนเลยจะอยากอุทิศตนรับใช้เผ่ามาร หากไม่ใช่เพราะว่าเผ่ามารได้เสนอเงื่อนไขที่พวกเขาไม่อาจปฏิเสธได้
อรหันต์มารละโมบทอดถอนใจกล่าวว่า “อมิตาพุทธ อย่างไรเสียข้าก็ไม่เล่นด้วยแล้ว ข้าวางแผนที่จะขึ้นสวรรค์เหมือนกับจอมมาร”
มารชีผมขาวพยักหน้า นางเองก็เหนื่อยแล้ว
ปรมาจารย์มารโลหิตถอนหายใจ
แม้พวกเขาจะอยู่บนจุดสูงสุดของโลกมนุษย์ แต่การขึ้นสวรรค์ด้วยตบะของพวกเขาในตอนนี้ หลังจากฝ่าด่านเคราะห์ของการขึ้นสู่สวรรค์แล้ว ก็ไม่ถึงกับต้องเกิดใหม่
มีคำกล่าวที่เล่าลือสืบกันมาตั้งแต่สมัยโบราณว่า หลังจากขึ้นสวรรค์สำเร็จแล้วตบะจะเพิ่มพูน ตบะก่อนขึ้นสวรรค์ยิ่งสูง ตบะหลังขึ้นสวรรค์จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น!
นี่ก็เป็นเหตุผลที่พวกเขาไม่ยอมขึ้นสวรรค์มาโดยตลอด
ในโลกมนุษย์ พวกเขาเป็นผู้ทรงพลังที่สามารถควบคุมอาณาประชาราษฎร์ในใต้หล้า หลังจากขึ้นสวรรค์แล้ว พวกเขาก็จะกลายเป็นเพียงหนึ่งในบรรดาสิ่งมีชีวิตทั้งปวงเท่านั้น
ยังไม่ถึงขีดจำกัดขั้นสูงสุด ใครเล่าจะขึ้นไป
“ฮึ อย่าเพิ่งขึ้นสวรรค์เลย อย่างมากห้าร้อยปีข้าก็จะลงไปโลกมนุษย์ เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะทำลายจวนเซียนสวรรค์แล้วค่อยขึ้นสวรรค์ ข้าจะแนะนำสำนักสวรรค์ให้กับพวกเจ้า ให้พวกเจ้าได้พึ่งพิง ส่วนเผ่ามารไม่ต้องไปใส่ใจ อีกไม่นานวังสวรรค์ก็จะลงมือกับเผ่ามารแล้ว!”
น้ำเสียงเย็นเยือกดังขึ้นอีกครั้ง พวกปรมาจารย์มารโลหิตทั้งสามได้ยินดวงตาก็เป็นประกาย
หากสามารถทำลายจวนเซียนสวรรค์ได้จริงๆ เช่นนั้นก็เป็นเรื่องที่ดีเป็นอย่างยิ่ง!
กล่าวตามตรง ภายในใจของพวกเขาก็มีเรื่องอัดอั้นอยู่ ไม่สามารถหาที่ระบายได้!
ปรมาจารย์มารโลหิตรีบกุมมือคารวะ เอ่ยว่า “ผู้อาวุโสเจวี๋ยเหยี่ยน พวกเราจะรอท่านลงมาโลกมนุษย์!”
“อืม!”
……
เวลายี่สิบปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยทะลวงถึงระดับมหายานขั้นสี่ หลังจากทะลวงสำเร็จแล้ว เขาก็นำหนังสือแห่งความโชคร้ายมาเพื่อสาปแช่งนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนและจูเชวี่ยตามความเคยชิน
ความเร็วในการทะลวงระดับนี้ หานเจวี๋ยค่อนข้างพอใจมาก อย่างมากที่สุดร้อยปี เขาก็สามารถทะลวงระดับที่เหนือกว่าระดับมหายานแล้ว
เขาสาปแช่งไปด้วย ตรวจสอบจดหมายไปด้วย
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x4897
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านหลงเข้าไปในแดนต้องห้ามบรรพกาล ได้รับการยอมรับจากกระบี่เทพไร้เทียมทาน]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านรับประทานผลเทพโลกาสวรรค์ พลังมรรคเพิ่มพูน]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x78834
[นักพรตเต๋าจี้คงสหายของท่านสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านหลงเข้าไปในอารามเต๋าของเทพเซียนพสุธา]
[ฉางเยวี่ยเอ๋อร์สหายของท่านหลงเข้าไปในอารามเต๋าของเทพเซียนพสุธา]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเข้าไปในจวนเซียนสวรรค์ ดวงชะตาเพิ่มพูน]
……
หานเจวี๋ยคำนวณดูอย่างละเอียด
ภายในยี่สิบปีมานี้ ฟางเหลียงได้รับโอกาสวาสนาถึงเก้าอย่าง
ไร้เหตุผลสิ้นดี!
บุตรแห่งฟ้าดินสวรรค์ช่างไร้เหตุผลจริงๆ!
ที่สำคัญคือคาดไม่ถึงว่าเจ้านี่จะยังได้เข้าจวนเซียนสวรรค์ด้วย
รู้สึกว่าพอเจ้าเด็กนี่กลับมา เขาอาจจะมีตบะระดับมหายานแล้วจริงๆ
บุตรแห่งฟ้าดินก็เหมาะกับการเลี้ยงดูแบบปล่อยจริงๆ
หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นโอกาสวาสนาของสิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์ เขาเกิดความสนใจในเทพเซียนพสุธาขึ้นมาทันที
‘สิ่งใดคือเทพเซียนพสุธา’
หนึ่งเดือนต่อมา
หานเจวี๋ยสาปแช่งเสร็จ หลังจากเก็บหนังสือแห่งความโชคร้ายแล้ว ก็ให้ความสนใจกับหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ของสิงหงเสวียนอีกครั้ง
เรื่องราวต้องจัดการทีละเรื่องๆ ภารกิจประจำวันไม่อาจละทิ้งไปได้
หานเจวี๋ยมองเห็นอารามเต๋าอันโอ่อ่ายิ่งใหญ่แห่งหนึ่งผ่านหุ่นเชิดแห่งสวรรค์
อารามเต๋าแห่งนี้เหลืองอร่ามงามตา พื้นที่ภายในอารามสูงถึงหลายร้อยจั้ง เสาหินที่ค้ำยันอารามเต๋าเหล่าแห่งนั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางหลายจั้ง ราวกับว่านี่เป็นอารามเต๋าของมนุษย์ยักษ์
สิงหงเสวียนและฉางเยวี่ยเอ๋อร์นั่งขัดสมาธิอยู่หน้าภาพวาดบนฝาผนัง ดูเหมือนว่ากำลังทำความเข้าใจอะไรบางอย่าง บางคราก็คิ้วขมวด บางคราก็หัวเราะ
หานเจวี๋ยส่งพลังจิตไปสังเกตดูอารามเต๋าแห่งนี้อย่างละเอียด
เพียงไม่นาน
หานเจวี๋ยก็ค้นพบเศษเสี้ยววิญญาณหนึ่งที่อาศัยอยู่ในรูปปั้นหิน
เศษเสี้ยววิญญาณนี้เป็นแม่ชีเฒ่าผู้หนึ่ง สวมชุดนักพรตเต๋า ขดตัวอยู่ภายในรูปปั้นหิน ดูเหมือนกำลังหลับสนิท
หานเจวี๋ยไม่รู้ตบะของนางจึงไม่กล้ารบกวน
‘หรือจะเป็นเทพเซียนพสุธา’
“สหายเต๋ากวน ข้าทะลวงระดับมหายานแล้ว ออกมาแลกมือศึกษากันหน่อยเถิด!”
น้ำเสียงหนึ่งลอยเข้าสู่โสตประสาทในร่างจริงของหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยจำเป็นต้องดึงจิตกลับเข้าร่างอย่างอดไม่ได้
‘จี้เซียนเสิน! เจ้าหมอนี่ทะลวงถึงระดับมหายานแล้ว?’
ก่อนหน้านั้นก็เหมือนเคยสังเกตดูอยู่ แต่เขาไม่ได้ใส่ใจมากนัก
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบต่อสู้กับเขาสักรอบก่อนอย่างระมัดระวัง
ใกล้เคียงมาก
ยังคงสามารถสังหารได้ภายในชั่วพริบตา!
หานเจวี๋ยหายไปจากถ้ำเทวาในทันที
จี้เซียนเสินรอหานเจวี๋ยอยู่ในป่าที่ห่างออกไปหลายสิบลี้
เขาเองก็ระมัดระวังมากเช่นกัน แม้จะทะลวงถึงระดับมหายานแล้ว แต่หากสู้ไม่ชนะเล่า หากระดมกำลังกันเล่า ข่าวการพ่ายแพ้ของเขาจะไม่ถูกเล่าลือออกไปหรือ
หานเจวี๋ยมาปรากฏตัวอยู่ที่ด้านหลังของจี้เซียนเสิน
จี้เซียนเสินหันกลับมากล่าวด้วยจิตใจฮึกเหิม “กวนอวี่ ข้าบรรลุระดับมหายานแล้ว เข้าใจพลังวิเศษใหม่ ผู้อาวุโสจวนเซียนสวรรค์ถูกข้าตีจนพ่ายแพ้ราบคาบ เพียงแค่เอาชนะเจ้าได้ ข้าก็จะเป็นผู้มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งในใต้หล้าที่แท้จริง!”