126-130
บทที่ 126
หานเจวี๋ยพับแขนเสื้อขึ้น เอ่ยราวสายลมอันแผ่วเบา “ท่าน แพ้แล้ว”
อย่าปรากฏระดับความเกลียดชัง!
หากปรากฏขึ้นมา เจ้าก็ตายแน่!
จี้เซียนเสินนิ่งอึ้งอยู่กับที่ ราวกับถูกฟ้าผ่า แม้มุมปากของเขายังคงมีโลหิตไหลออกมา แต่เขากลับไม่ได้เช็ดมัน
สีหน้าของเขาประเดี๋ยวขึ้นสีประเดี๋ยวเผือดสีสลับไปสลับมา เห็นได้ชัดว่าภายในใจสับสนอย่างยิ่ง
จี้เซียนเสินกัดฟันเอ่ยถามว่า “ท่านคือระดับมหายาน”
แม้แต่ผู้บำเพ็ญสายมารระดับมหายานขั้นสี่เขาก็สังหารมาแล้ว จะพ่ายแพ้แก่คนตรงหน้าได้อย่างไร!
หรือคนผู้นี้คือระดับมหายานขั้นเก้า
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นพยักหน้าช้าๆ
เมื่อเห็นเช่นนี้ จี้เซียนเสินก็รู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง แต่ยังไม่สามารถยอมรับได้ เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวด “ข้าพ่ายแพ้แก่ผู้บำเพ็ญระดับมหายานได้อย่างไร… เพราะเหตุใดกัน …”
หานเจวี๋ยอยากพูดมากว่า เพราะเจ้าอ่อนแอเกินไป!
ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเก้าอย่างเจ้า เหตุใดถึงจะไม่มีทางพ่ายแพ้แก่ระดับมหายาน
แน่นอน ข้าเองก็ไม่ได้อยู่ในระดับมหายานเช่นกัน!
จี้เซียนเสินสูดหายใจเข้าลึกๆ จ้องมองไปที่หานเจวี๋ยแน่นิ่ง เอยว่า “กวนอวี่ ท่านเป็นคนแรกที่เอาชนะข้าได้ แต่ข้าจะเอาชนะท่านสักครั้ง ข้าถูกลิขิตให้ไร้ผู้ต่อต้าน! ข้าเกิดมาก็เพื่อเป็นเทพเซียน!”
หานเจวี๋ยพยักหน้าลง เอ่ยว่า “ข้าเชื่อท่าน พรสวรรค์ของท่านไม่มีใครเทียบได้อย่างแท้จริง อนาคตเป็นของท่านแล้ว”
สีหน้าของจี้เซียนเสินแปรเปลี่ยนเป็นดีขึ้น
[จี้เซียนเสินเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]
จี้เซียนเสินทิ้งคำพูดไว้ก่อนจากไปว่า “ข้าจะพิสูจน์ว่าคำพูดของท่านนั้นถูกต้อง!”
พริบตาเดียว เขาก็หายตัวไปที่ริมขอบฟ้า
หานเจวี๋ยกลับมายังถ้ำเทวาฟ้าประทาน ไม่สนใจทุกคนในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
อู้เต้าเจี้ยนรีบวิ่งกลับเข้าไปในถ้ำเทวา เอ่ยถามด้วยความสงสัย “คนเมื่อครู่นั้นแข็งแกร่งมากหรือ”
หานเจวี๋ยตอบว่า “แข็งแกร่งมาก เทียบได้กับระดับมหายาน”
อู้เต้าเจี้ยนตกใจ
แข็งแกร่งเพียงนี้เชียว
นางก็รู้ว่าระดับมหายานเป็นขอบเขตพลังที่สูงที่สุดในโลกมนุษย์
นั่นก็หมายความว่า…
นายท่านของนางคือระดับมหายานแล้ว?
หานเจวี๋ยส่ายหน้าและยิ้มเอ่ย “ข้ายังห่างไกลจากระดับมหายานนัก”
“แล้วเหตุใดท่านถึงโจมตีจนเขาล่าถอยได้”
“เพราะข้าตรากตรำฝึกฝน การสั่งสมของข้ามีมากกว่าเขา เพราะอย่างนั้นจากนี้ไปเจ้าก็จะเป็นเช่นข้า เพียงแค่เจ้าไม่หยุดฝึกฝน สะสมพลังมรรค ถึงจะสามารถเอาชนะการดำรงอยู่ของขอบเขตที่สูงกว่าเจ้า”
อู้เต้าเจี้ยนจมดิ่งสู่ห้วงความคิด
หานเจวี๋ยกล่าวต่อว่า “ระดับมหายานในโลกนี้ไม่มีหนึ่งแสน ก็น่าจะมีหนึ่งหมื่น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์และระดับรวมกายา แม้เจ้าจะแปลงกายแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็ยังเป็นของล้ำค่าฟ้าดิน หากมีผู้ทรงพลังพบเข้า เขาจะต้องกินเจ้าแน่”
อู้เต้าเจี้ยนได้ยิน ใบหน้าที่สวยงามก็ซีดเผือด
หานเจวี๋ยหลับตาลงและเริ่มฝึกฝนต่อ
การเอาชนะจี้เซียนเสินไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าตนนั้นยอดเยี่ยม ไม่สู้การรีบทะลวงระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นแปดให้ได้ในเร็ววัน ความน่าปีติยินดียิ่งใหญ่กว่า
…..
เรื่องการเอาชนะจี้เซียนเสินไม่ได้ทำให้ในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ตกอกตกใจ หลังจากที่นักพรตเต๋าจิ่วติ่งได้รู้สถานะตัวตนของจี้เซียนเสินแล้ว เขาก็แทบตกใจตาย จึงปิดบังเรื่องนี้ทันที เพราะเกรงว่าจะแพร่ออกไป
สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ห่างไกลจากจวนเซียนสวรรค์นัก ผลการต่อสู้ครั้งนี้เป็นดั่งคมมีด คมมีดที่จ่ออยู่ที่คอ!
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งให้ความสำคัญกับหานเจวี๋ยยิ่งขึ้น บางครั้งเขาก็ยังมาเปลี่ยนของล้ำค่าฟ้าดินที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนด้วยตนเอง ทั้งยังพูดคุยกับไก่คุกรัตติกาล หยางเทียนตงและสวินฉางอัน เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้ดียิ่งขึ้น
มู่หรงฉี่ยิ่งได้รับความสำคัญจากเขา รวมทั้งสถานะและอำนาจดั่งน้ำสูงเรือยิ่งสูงขึ้นตาม
เวลาส่วนใหญ่ของมู่หรงฉี่ก็จะกลับไปฝึกฝนที่ใต้ต้นฝูซัง จนกระทั่งจะออกไปปฏิบัติภารกิจของสำนัก
หานเจวี๋ยอุทิศตนเพื่อการฝึกฝน เตรียมที่จะฝึกฝนถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นแปดภายในครั้งเดียว
เวลาสิบสามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุด หานเจวี๋ยก็ทะลวงสู่ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นแปดแล้ว!
บัดนี้ เขามีอายุย่างเข้าหกร้อยปี
หานเจวี๋ยตรวจสอบตบะของสิงหงเสวียน เซียนซีเสวียน โม่จู๋และฉางเยวี่ยเอ๋อร์เล็กน้อย
ระดับต่ำสุดคือระดับปราณก่อกำเนิดขั้นห้า เซียนซีเสวียนนำหน้าไปก่อนในระดับเปลี่ยนวิญญาณ ซึ่งนับว่าไม่เลวทีเดียว
พวกนางมีความก้าวหน้าระดับนี้ นอกจากโอกาสวาสนาแล้ว ยังเป็นเพราะโชคดีได้พลังวิญญาณจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียนด้วย
หานเจวี๋ยเองก็หวังว่าพวกนางจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะแข็งแกร่งมากขึ้น
เขาไม่ใช่หลงเอ้าเทียน[1] ระบบนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นระบบสมดังใจปรารถนา เขาไม่สามารถคิดค้นยาอายุวัฒนะหรือยาที่ทำให้กลายเป็นเซียนได้
หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งจี้ไน่เหอ
เขาสาปแช่งไปพลางตรวจสอบจดหมาย
[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x53111
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x58934
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x467
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านพบถ้ำเทวาของราชาปีศาจโดยบังเอิญ ได้รับโอสถปีศาจหมื่นปี]
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x107666
[จี้เซียนเสินสหายของท่านล้างบางสำนักมารกลุ่มหนึ่ง ดวงชะตาเพิ่มพูน]
[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x5873
[นักพรตเต๋าชิงเสียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร ตัวตายมรรคผลสลาย]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านพบสถานที่ถกมรรคทรงพลังบรรพกาล ตระหนักถึงความหมายที่แท้จริงของฟ้าดิน พลังมรรคพุ่งทะยาน]
…..
อ่านข้อความทั้งหมดแล้ว ล้วนแล้วแต่เป็นมาร!
จำนวนครั้งที่จี้เซียนเสินถูกโจมตีก็เกินจริงไปแล้ว
บนหน้าผาเป็นเขาที่ไปเยือนถึงที่ และเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมารนับแสน
หานเจวี๋ยสังเกตเห็นการตายของนักพรตเต๋าชิงเสียน คนผู้นี้คือผู้อาวุโสของสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต ครานั้นแอบเข้าไปในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ เพื่อต้องการจะสังหารหานเจวี๋ย แต่สุดท้ายกลับถูกสังหารเสียเอง หลังจากนั้นก็ไม่กล้าอีก กลับช่วยให้สำนักสวรรค์เพลิงโลหิตยอมจำนนต่อสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
การตายของเขาอาจจะทำให้หลิ่วปู๋เมี่ยเสียใจมาก
นี่ก็คือดินแดนบำเพ็ญพรต ย่อมมีคนตายตกทุกเมื่อเชื่อวัน
หานเจวี๋ยเปิดดูค่าความสัมพันธ์อีกครั้ง มักจะรู้สึกว่ามีรูปประจำตัวบางส่วนหายไป โชคดีที่คนที่เขาสนใจยังคงอยู่ครบ
‘ผงคลีคละคลุ้ง คลื่นใหญ่ซัดทราย สหายเต๋าทั้งหลาย ทางของพวกท่านข้าจะก้าวแทน’
หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ เขายกมือทั้งสองขึ้น ประสานหมัดเพื่อแสดงความเคารพต่อเบื้องหน้า
ในโลกมนุษย์นี้หากจากไปครั้งหนึ่ง ยากนักที่จะมีโอกาสได้พบเจอกันอีก ยิ่งต้องชื่นชมท่านให้มากขึ้น รู้สึกประทับใจข้า ข้าจำเป็นต้องขอบคุณ
หานเจวี๋ยทอดถอนหายใจ
อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นายท่าน ท่านกำลังทำอะไรหรือ”
หานเจวี๋ยตอบว่า “บอกลาสหายเต๋าผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว”
“ใครตายหรือ”
“คนที่ไม่คุ้นเคยท่านหนึ่ง และอีกหลายท่านที่ข้าจดจำไม่ได้”
“ในเมื่อไม่คุ้นเคย ซ้ำยังจำไม่ได้ เหตุใดท่านจึงต้องบอกลา”
“เป็นการเตือนสติตนว่าเส้นทางบำเพ็ญนั้นอันตรายยิ่งนัก จำต้องระมัดระวังอยู่เสมอ อย่าสูญเสียความเคารพยำเกรง”
อู้เต้าเจี้ยนเกิดความเคารพอย่างสุดซึ้ง ขอบเขตพลังของนายท่านสูงมากจริงๆ!
หานเจวี๋ยลุกขึ้น เดินออกไปจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน
เพิ่งจะเดินออกไป เขาก็ขมวดคิ้วขึ้น
ไก่คุกรัตติกาลกลับไม่ได้อยู่บนต้นไม้ แต่กำลังนอนพังพาบฝึกฝนอยู่ที่ชายป่าในระยะไกลออกไป
หานเจวี๋ยเดินเข้าไปที่ด้านหลังของสวินฉางอัน เอ่ยถามว่า “ช่วงนี้ต้นฝูซังมีการสั่นไหวหรือไม่”
สวินฉางอันกำลังฝึกฝนอยู่ จึงตกใจกับเสียงของหานเจวี๋ย เขาตอบออกไปทันทีว่า “มี!”
เขาหันหลังกลับไปมอง เมื่อพบว่าเป็นหานเจวี๋ย จึงรีบร้อนคุกเข่าลงคารวะ
หยางเทียนตงเองก็ตกใจไปตามๆ กัน คุกเข่าลงคารวะหานเจวี๋ย
ไก่คุกรัตติกาลลืมตาไก่ของมันขึ้น เมื่อมองเห็นหานเจวี๋ย ก็รีบร้อนบินไปที่ต้นฝูซัง
หานเจวี๋ยยกมือขึ้นดึงมันมาไว้ในมือ เขาคว้าคอไก่คุกรัตติกาล แล้วเอ่ยถามว่า “นานเพียงใดแล้ว”
“กี่ปี…”
“กี่ปี?”
“ดูเหมือนจะห้าปีแล้ว…”
“เจ้าเคยได้ยินไก่อบหม้อ ไก่พะโล้ ไก่ย่าง ไก่ตุ๋นเห็ดหรือไม่”
“หา… นายท่าน ข้าผิดไปแล้ว! ข้าผิดไปแล้วจริงๆ!”
ไก่คุกรัตติกาลตกใจกลัวจนแทบจะร้องไห้ น้ำเสียงสะอึกสะอื้น
สิ่งที่มันกลัวที่สุดก็คือหานเจวี๋ย
แม้ว่าหยางเทียนตงและสวินฉางอันจะไม่ชอบมัน แต่เมื่อได้ยินวาจาของหานเจวี๋ย ก็รีบพากันห้ามปราม
โทษนี้ไม่ถึงตายนะ!
หานเจวี๋ยพลันเงยหน้าขึ้นทันที
ไก่คุกรัตติกาลยังคงร้องขอความเมตตา
หยางเทียนตงและสวินฉางอันเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว สวินฉางอันมีสีหน้าแปลกประหลาด เอ่ยถามเสียงต่ำว่า “ข้าตายลายหรืออย่างไร เหตุใดบนท้องฟ้าถึงมีพระอาทิตย์สามดวง”
บทที่ 127
สีหน้าของหานเจวี๋ยหนักอึ้ง
มีดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นสองดวง หรือนี่จะเป็นอีกาทองสามขาในตำนาน
อีกาทองสามขาสองตัวมาพร้อมกันในคราเดียว ใครจะทนได้
หานเจวี๋ยใช้แบบจำลองการทดสอบเพื่อตรวจสอบ แต่ว่ากลับตรวจสอบไม่พบอีกาทองสามขา ระยะห่างในทางตรงนี้คาดว่ามากกว่าร้อยลี้
หยางเทียนตงนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหันหน้าไปทางไก่คุกรัตติกาล เอ่ยปากด่าทออย่างรุนแรง “เจ้าไก่อัปลักษณ์! อย่างไรเล่าทีนี้ เจ้ารู้หรือไม่ว่าพระอาทิตย์คือสัตว์เทพชนิดใด”
ไก่คุกรัตติกาลกังวลจนแทบทนไม่ไหว เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “สัตว์เทพชนิดใด”
“ก็อีกาทองคำที่กินมังกรและหงส์เป็นอาหารอย่างไรเล่า!”
“หา?”
ไก่คุกรัตติกาลสั่นเทาไปเสียทั้งร่าง ขนไก่ร่วงหล่นลงบนพื้น
ครั้งนี้มันเพิ่งจะตระหนักได้จริงๆ ว่ากำลังจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเสียแล้ว
นี่จะทำอย่างไรดี
มันไม่กล้าแม้แต่จะหันมองไปทางหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา เพียงจ้องมองไปยังท้องฟ้านิ่ง
ไม่นาน เขาก็พบว่ามีบางอย่างผิดปกติ
อุณหภูมิระหว่างฟ้าดินไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น หรือว่าอีกาทองคำสองตัวนี้จะถูกกีดกันไว้นอกโลกมนุษย์
เป็นไปได้มากทีเดียว!
จูเชวี่ยไม่สามารถลงมาที่โลกมนุษย์ได้ นั่นหมายความว่าหากเทพเซียนปรารถนาจะลงมายังโลกมนุษย์นั้นเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง อีกาทองคำก็เช่นเดียวกัน
บางทีอาจจะเพราะเหตุผลนี้ อีกาทองคำถึงเฝ้าอยู่ที่ประตูแห่งโลกมนุษย์
แต่หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วจะนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่
หานเจวี๋ยโยนไก่คุกรัตติกาลไปยังต้นฝูซัง เอ่ยขึ้นเสียงเย็นว่า “หากเจ้ากล้าลงมาแม้แต่ก้าวเดียว ข้าจะตัดปีกไก่ของเจ้าออกเป็นอันดับแรก!”
ไก่คุกรัตติกาลพยักหน้าลงอย่างรวดเร็ว ครั้งนี้ มันก็หวาดกลัวเข้าแล้วจริงๆ
หานเจวี๋ยมองอยู่ครู่หนึ่ง และหันกลับเข้าไปภายในถ้ำเทวาฟ้าประทานอีกครั้ง
ในเมื่อยามนี้อีกาทองคำยังไม่สามารถลงมาได้ เช่นนั้นเขาก็ไม่ต้องกังวล
ในเวลาเดียวกันนั้น
ผู้คนทั่วทั้งใต้หล้าที่พบว่ามีดวงอาทิตย์สามดวงปรากฏขึ้นบนท้องฟ้ายิ่งมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องนี้ทำให้ทั้งสายหลักและสายมารล้วนวิตกกังวล
เหตุการณ์แปลกประหลาดเช่นนี้ จะต้องเกิดมหันตภัยที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเป็นแน่
ชั่วขณะหนึ่ง การต่อสู้ระหว่างสายหลักและสายมารไม่ได้ดุเดือดรุนแรงถึงเพียงนั้น กระทั่งไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สรรพสิ่งทั้งหลายต่างพบว่าการที่มีดวงอาทิตย์เพิ่มขึ้นสองดวงราวกับไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ จึงกลับมาคึกคักกันอีกครั้ง
…..
สามปีต่อมา
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งมาพบหานเจวี๋ย
สีหน้าเขาเป็นกังวล กล่าวว่า “ผู้อาวุโสหาน ท่าจะไม่ดีแล้ว จวนเซียนสวรรค์รวมถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ เรียกร้องให้สายหลักทั่วทั้งใต้หล้ามารวมตัวกัน ร่วมกันมุ่งหน้าไปทำลายล้างราชวงศ์ฝ่ายมาร สำนักสายหลักรอบๆ ต้าเยี่ยนต่างพร้อมออกเดินทาง หากสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ของพวกเราไม่เข้าร่วม จะถูกคิดว่าเป็นสายมารหรือไม่”
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น
เวลาที่จะเผชิญหน้าเร็วเพียงนี้เชียว
หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “เช่นนั้นก็ไปกันเถิด ให้ท่านเจ้าสำนักเป็นผู้นำด้วยตนเองแล้วกัน ถึงอย่างไรสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็ยังไม่แข็งแกร่งพอ มีข้าคุ้มกันสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ท่านเจ้าสำนักวางใจได้”
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งพยักหน้า รีบจากไปทันที
เขาก็พูดเพียงประโยคเดียว มาอย่างรีบร้อน และจากไปอย่างรีบร้อนเช่นกัน
หลังจากที่เขาจากไปแล้ว อู้เต้าเจี้ยนอดพูดขึ้นไม่ได้ว่า “นายท่าน เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่าท่านเป็นเจ้าสำนักมากกว่า”
หานเจวี๋ยถลึงตาใส่นาง เอ่ยว่า “วาจาเช่นนี้คราวหลังห้ามกล่าวออกมาอีก!”
อู้เต้าเจี้ยนเบ้ปาก และไม่เอ่ยคำใดอีก
หานเจวี๋ยฝึกฝนต่อ
เขาอธิษฐานในใจ หวังว่าจะไม่เกิดเหตุร้ายอันใดกับพวกนักพรตเต๋าจิ่วติ่ง
มีจวนเซียนสวรรค์เป็นผู้นำ ราชวงศ์ฝ่ายมารดูท่าจะแย่แล้ว!
ไม่กี่วันหลังจากนั้น นักพรตเต๋าจิ่วติ่งได้ประกาศรับสมัครศิษย์ที่เต็มใจจะไปจัดการกับราชวงศ์ฝ่ายมาร ล้วนแต่อาศัยความสมัครใจ เพราะการไปครั้งนี้อันตรายยิ่งนัก หวังว่าเหล่าศิษย์จะใคร่ครวญพิจารณาให้ดี
ที่ทำให้หานเจวี๋ยประหลาดใจก็คือ เซียนซีเสวียนและสิงหงเสวียนก็จะไปด้วย
ไม่ต้องเอ่ยถึงเซียนซีเสวียน เพราะนางนับเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสแกนหลักของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ อีกทั้งยังครอบครองยอดเขาหยกวิเวกซึ่งเป็นหนึ่งในยอดเขาทั้งสิบแปดยอด เรื่องใหญ่เช่นนี้นางจำเป็นต้องเป็นผู้นำ
สิงหงเสวียนมาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ยก่อนที่ออกเดินทาง เหตุผลที่นางจะไปนั้น เพราะว่านางเกลียดชังฝ่ายมาร
ตั้งแต่เล็ก นางก็ถูกลัทธิมารฟ้ามืดใช้อำนาจคุกคาม ส่งมาเป็นสายลับที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ เพราะอย่างนั้นนางจึงตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะขุดรากถอนโคนฝ่ายมารในใต้หล้าทั้งหมด
หานเจวี๋ยเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจของนางจึงไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด อย่างไรเสียหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ของนางและเซียนซีเสวียนก็ได้รับการปรับปรุงใหม่แล้ว มีหุ่นเชิดสวรรค์อยู่ การรักษาชีวิตก็ไม่ใช่ปัญหา
อีกอย่าง เวลานี้สายหลักร่วมมือกัน ราชวงศ์ฝ่ายมารย่อมพินาศ
ในที่สุดนักพรตเต๋าจิ่วติ่งก็นำเหล่าศิษย์จำนวนสองหมื่นคนจากไป ตบะที่อ่อนแอที่สุดก็คือระดับรวมแก่นปราณ ซึ่งครึ่งหนึ่งในนั้นมาจากสำนักสวรรค์เพลิงโลหิต
หานเจวี๋ยมองขึ้นไปบนท้องฟ้าอีกครั้ง
ไก่คุกรัตติกาลกลับไปอยู่บนต้นฝูซังแล้ว เหตุใดอีกาทองคำสองตัวนั้นยังไม่ยอมจากไปอีก
การเชิญเทพเป็นเรื่องง่าย แต่การส่งเทพเป็นเรื่องยาก?
หานเจวี๋ยพลันเกิดความคิดอุกอาจขึ้นมาอย่างหนึ่ง
เขาเริ่มหยั่งรู้ปราณกระบี่ฟ้าดินของตนเอง ฝึกฝนปราณกระบี่ฟ้าดินภายในแก่นปราณทอง ปากพ่นปราณกระบี่ออกมาเพื่อสังหารศัตรู น้อยครั้งนักที่เขาจะใช้มัน
ครั้งนี้ เขาตัดสินใจที่จะยกระดับปราณกระบี่ฟ้าดินให้อยู่ในระดับพลังพิเศษไท่อี่
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น
เกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องนภา แสงสีม่วงสาดส่อง ใต้หล้าตกตะลึงอีกครั้ง
หานเจวี๋ยมาที่แม่น้ำมรรคกระบี่ด้วยความคุ้นชิน ราวกับทางกลับบ้านอย่างไรอย่างนั้น
เขาเดินตรงไปข้างหน้า เพียงไม่นานก็มองเห็นจั้งกูซิง
ทั้งสองยืนตรงข้ามกัน จมดิ่งไปกับความเงียบ
หานเจวี๋ยเป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นมาก่อน เอ่ยถามว่า “ท่านผู้อาวุโสรู้จักอีกาทองคำหรือไม่”
จั้งกูซิงเอ่ยขึ้นเสียงเบา “เจ้าตั้งใจรู้แจ้งมรรคกระบี่ ก็เพื่อมาถามข้าเรื่องอีกาทองคำ?”
“แน่นอนย่อมไม่ใช่ ข้าชื่นชอบมรรคกระบี่อย่างสุดซึ้ง โชคดีที่ได้รู้แจ้ง จึงถือโอกาสสอบถามผู้อาวุโสสักหน่อย”
“อีกาทองคำเป็นสัตว์เทพบรรพกาล สามารถแปลงกายเป็นดวงอาทิตย์ได้ อีกาทองคำแบ่งออกเป็นอีกาทองสามัญและอีกาทองเทพ อีกาทองสามัญคือดวงอาทิตย์ของโลกมนุษย์ ไม่อาจละทิ้งโลกมนุษย์ภายใต้การดูแลของตนชั่วนิรันดร์ ตบะก็ไม่สามารถเติบโตได้ ส่วนอีกาทองเทพเป็นหนึ่งในเผ่าเทพแดนเซียน รากฐานที่มั่นคง แม้แต่วังสวรรค์ วังเทพและวังมารก็ไม่บังอาจยั่วยุได้โดยง่าย”
เมื่อได้ฟังคำพูดของเขา ในใจของหานเจวี๋ยจมดิ่ง
อีกาทองสามัญไม่สามารถจากไปได้ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าดวงอาทิตย์ใหม่สองดวงบนท้องฟ้าเป็นไปได้อย่างมากว่าจะเป็นอีกาทองเทพ?
หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “อีกาทองเทพสามารถลงมายังโลกมนุษย์ได้หรือไม่”
“แน่นอนว่าย่อมไม่ได้ เปลวเพลิงสุริยะแท้จริงบนกายของพวกเขาก็เพียงพอที่จะทำลายโลกมนุษย์ได้แล้ว และสวรรค์ก็มีกฎเข้มงวดว่าห้ามมิให้พวกมันลงไปยังโลกมนุษย์”
หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ดูเหมือนว่าจั้งกูซิงจะคิดอะไรขึ้นมาได้บางอย่าง หลังจากใช้นิ้วคำนวณ เขาก็เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจว่า “เหตุใดเหนือโลกมนุษย์ของพวกเจ้าถึงได้ปรากฏอีกาทองเทพสองตัว แม้พวกมันจะเป็นอีกาทองเทพที่ยังโตไม่เต็มที่…”
หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “อีกาทองเทพที่ยังโตไม่เต็มที่แข็งแกร่งหรือไม่”
จั้งกูซิงกล่าวว่า “ไม่แข็งแกร่ง ถือกำเนิดได้ไม่นาน ตบะก็แค่ระดับมหายาน”
ก็แค่หรือ
เพิ่งเกิดก็มีตบะระดับมหายานแล้ว?
หานเจวี๋ยรู้สึกว่าตนถูกเหยียดหยามเข้าให้แล้ว
“เหตุใดเผ่าอีกาทองเทพไม่สั่งสอนพวกมัน หากพวกมันมายังโลกมนุษย์ของพวกเรา สำหรับพวกเราที่เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนธรรมดาแล้ว นั่นก็ถือว่าเป็นข่าวร้าย” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างคับแค้นใจ
จั้งกูซิงเอ่ยตอบว่า “ใครจะไปรู้เล่า นี่ไม่ใช่เรื่องของข้า หน้าที่ของข้าคือการพิทักษ์มรรคกระบี่ เรื่องอื่นนั้นไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ข้าก็ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เจ้าอย่าได้หวังว่าข้าจะช่วยเหลือพวกเจ้า”
หานเจวี๋ยเงียบงัน
ผ่านไปสามอึดใจ
เขาเดินอ้อมจั้งกูซิง ก่อนจะเดินไปข้างหน้าต่อ
ไหนๆ ก็มาแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องพยายามทำให้แข็งแกร่งมากที่สุด
เช่นเดียวกับครั้งก่อน หานเจวี๋ยก้าวไปได้มากที่สุดเพียงหกก้าวเขาก็ทนไม่ไหว
ปราณกระบี่ฟ้าดินก็ได้เพิ่มระดับเป็นพลังพิเศษไท่อี่อย่างเป็นทางการ!
เมื่อกลับมาถึงภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยรวบรวมพลัง ฝึกฝนต่อไป
เป้าหมายต่อไป ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเก้า!
หากอีกาทองเทพทั้งสองลงมายังโลก เขาต้องมีศักยภาพที่จะต้านทานพวกมัน!
…..
ในถ้ำเทวาที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง เซวียนฉิงจวิน ชายชราชุดดำ สตรีผมขาวและพระอำมหิตนั่งล้อมรอบอยู่ด้วยกัน
ชายชราชุดดำก็คือปรมาจารย์มารโลหิตหนึ่งในห้ามารอาวุโส ส่วนสตรีผมขาวนั้นคือมารชีผมขาว และพระอำมหิตคืออรหันต์มารละโมบ
เมื่อมีหนึ่งในห้าตกตายไป ทำให้บรรยากาศของพวกเขาเศร้าหมองลงไปมาก
อรหันต์มารละโมบกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “คาดไม่ถึงว่าจวนเซียนสวรรค์จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จี้เซียนเสินมีขอบเขตเหนือกว่าบุตรแห่งสวรรค์แล้ว แม้พวกเราจะสู้กับเขาตัวต่อตัว ก็ไม่แน่ว่าจะใช่คู่ต่อสู้ของเขาด้วยซ้ำ!”
ปรมาจารย์มารโลหิตมองไปยังเซวียนฉิงจวิน เอ่ยถามว่า “จอมมาร ท่านมีความมั่นใจหรือไม่ว่าท่านสามารถจัดการกับจี้เซียนเสินได้”
เซวียนฉิงจวินด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ไม่”
บทที่ 128
“จี้เซียนเสินแข็งแกร่งมากเกินไป พวกเราต้องหาโอกาสที่จะสังหารเขา ไม่อย่างนั้นอำนาจของสายหลักจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ!”
ปรมาจารย์มารโลหิตกล่าวเสียงขรึม สายตาของเขากวาดมองไปยังเซวียนฉิงจวิน มารชีผมขาวและอรหันต์มารละโมบ ลังเลด้วยไม่รู้ว่าควรจะให้ใครเป็นผู้ลงมือ
มารชีผมขาวป้องปากหัวเราะ เอ่ยว่า “เช่นนั้นเหตุใดปรมาจารย์ท่านยังไม่ลงมือ ในหมู่พวกเราท่านก็เป็นผู้ที่แข็งแกร่งมากที่สุด”
เซวียนฉิงจวินและอรหันต์มารละโมบต่างพยักหน้าเห็นพ้อง
ปรมาจารย์มารโลหิตก่นด่าในใจ
‘จะสังหารจี้เซียนเสินก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายเพียงนั้น แม้จะสำเร็จ แต่ปัญหาตามมาไม่รู้จบ’
นั่นก็คือสมบัติของจวนเซียนสวรรค์เชียวนะ!
เซวียนฉิงจวินพลันเอ่ยถามขึ้นว่า “เหนือโลกมนุษย์ปรากฏอีกาทองคำอยู่สองตัว นี่จะเป็นลางบอกเหตุอะไรหรือไม่”
มารทั้งสามขมวดคิ้วไปตามๆ กัน
พวกเขาเองก็กำลังสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
สุดท้ายไม่ว่าอย่างไรมารก็ไม่เป็นที่โปรดปรานของมรรคาสวรรค์ พวกเขาก็กังวลว่ามรรคาสวรรค์จะลงโทษพวกเขาหรือไม่
“ท่านจอมมาร ไม่เช่นนั้นท่านลองไปที่ยมโลกอีกสักครั้ง สอบถามเผ่ามารเกี่ยวกับเรื่องนี้” ปรมาจารย์มารโลหิตเอ่ยขึ้นอย่างลังเล
เซวียนฉิงจวินกล่าวอย่างเรียบนิ่งว่า “ไม่มีปัญหา แต่ข้าอาจใช้เวลาสิบกว่าปี พวกท่านแน่ใจหรือว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้”
มารชีผมขาวยิ้มและเอ่ยว่า “แน่นอนว่าคุมได้ พวกเราเองก็อยากจะไปที่ยมโลก แต่ทำอย่างไรเล่าพวกเราไม่มีความสามารถเช่นจอมมารอย่างท่าน”
เซวียนฉิงจวินยิ้มออกมาเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยวาจาโต้ตอบ
บรรยากาศระหว่างมารอาวุโสทั้งสี่ซับซ้อนขึ้น แต่ละคนล้วนแฝงด้านมืดเอาไว้ในใจ
…..
บนหน้าผาสูงชันแห่งหนึ่ง ซูฉีถูกผู้บำเพ็ญสายมารจำนวนนับไม่ถ้วนโอบล้อม
เขาถือกระบี่ไว้ในมือ ทั่วทั้งร่างต็มไปด้วยโลหิต หายใจหอบกระชั้น ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยเส้นโลหิต
จี้ไน่เหอยืนอยู่บนร่างของสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น กดสายตามองลงมาที่ซูฉี ก่อนเอ่ยถามว่า “เหตุใดเจ้าต้องทรยศข้า เป็นความคิดของประมุขมารหรือ”
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมองซูฉีด้วยแววตาซับซ้อน ภายในใจดิ้นรนเป็นอย่างมาก
มันไม่รู้ว่ามันควรจะช่วยซูฉีดีหรือไม่
ทว่าถึงแม้มันจะลงมือ แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงตอนจบได้ มันไม่อาจเป็นคู่ต่อสู้ของจักรพรรดิมาร!
“ไม่เกี่ยวกับประมุขมาร ข้าเป็นผู้บำเพ็ญสายหลัก ไม่อาจเข้าร่วมสายมาร!”
ซูฉีพูดเอ่ยเสียงขรึม เขาเหยียดกายตั้งตรง ท่าทางไม่กลัวเกรง
อาจารย์จะต้องลงมือช่วยข้าแน่!
ซูฉีเชื่อมั่นในสิ่งนี้
จี้ไน่เหอหรี่ตาลง แววตาเผยให้เห็นเจตนาสังหาร เขาออกคำสั่งด้วยเสียงหนักแน่นว่า “สุนัขสวรรค์ เจ้าไปกินเขาซะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็ตกใจเป็นอย่างมาก
จี้ไน่เหอบินทะยานออกไป ไม่ได้ควบคุมมันอีก
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นมองไปทางซูฉี ซูฉีทอดมองมันอย่างสงบนิ่ง
ซูฉีส่ายหน้าเล็กน้อย
พวกเขารู้จักกันมาเป็นเวลานาน กระทั่งยังเคยอยู่ด้วยกันนับสิบปี แต่ซูฉีทนไม่ได้ที่จะต้องขายชีวิตให้แก่จี้ไน่เหอ เพราะอย่างนั้นเขาจึงหักหลังจี้ไน่เหอ
ยามนี้เพื่อนร่วมสำนักกลายเป็นศัตรู ทำให้ผู้คนรู้สึกทอดถอนใจ
ซูฉียังคงอยากช่วยสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น
เขาใช้ส่งสายตาเพื่อบอกว่าไม่ให้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นลงมือกับเขา
ไม่อย่างนั้น อาจารย์ไม่มีทางปล่อยมันไปแน่!
ซูฉีไม่กล้าใช้พลังจิตถ่ายทอดเสียง ด้วยเกรงว่าจะเปิดเผยการดำรงอยู่ของอาจารย์
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นถลำเข้าสู่สงครามระหว่างสวรรค์และมนุษย์
มันนึกถึงไก่คุกรัตติกาลและหานเจวี๋ยขึ้นมา
นึกถึงเขาเพียรบำเพ็ญเซียนที่อบอุ่น
ทุกอย่างที่มันเคยมี เป็นมันที่ละทิ้งไปเอง
เวลานี้ มันกลายเป็นเชลย แล้วจะฆ่าเพื่อนร่วมสำนักของตนเองอีกได้อย่างไร
ยิ่งสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นยิ่งคิดเท่าไร มันก็ยิ่งโศกเศร้ามากขึ้นเท่านั้น ไฟโทสะภายในใจปะทุขึ้นมา
“นี่เจ้ายังรออะไรอีก!”
จี้ไน่เหอตะโกนขึ้นอย่างเหลืออด น้ำเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเงยหน้าร้องคำราม หมุนกายโผเข้าหาจี้ไน่เหออย่างรวดเร็ว ตะโกนด่าทออย่างดุเดือดว่า “ข้าจะขอสู้กับเจ้าให้มันรู้กัน!”
ตู้ม!
จี้ไน่เหอตบมันจนลอยกระเด็นในฝ่ามือเดียว เลือดสาดกระเซ็นทั่วท้องฟ้า
“บังอาจ!”
ซูฉีโกรธจัดจนขาดสติ ในหัวสมองมืดมัว ดวงตาทั้งสองของเขากลายเป็นสีดำทมิฬ รอบกายปรากฏไอสีดำแปลกประหลาด
จี้ไน่เหอมองมาทางเขาด้วยความประหลาดใจ ภายในใจรู้สึกหวาดกลัว “พลังนี้คือ…”
เวลานั้นเอง
เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพลันดังขึ้น
“จักรพรรดิมาร ในที่สุดข้าก็ตามหาเจ้าจนพบ ตายเสียเถิด!”
เหล่าผู้บำเพ็ญต่างหันหน้ามอง เห็นเพียงเมฆฝนฟ้าคะนองที่พัดผ่านท้องฟ้า สายอัสนีฟาดผ่าลงมาไม่ขาดสาย เสียงอื้ออึงดังทั่วบริเวณ ท่ามกลางเสียงฟ้าร้องบนท้องนภา บุรุษอาภรณ์สีครามผู้หนึ่งเดินข้ามบันไดอัสนีเข้ามา เขาดูราวกับเซียนแท้บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้า มาพร้อมกับสายอัสนีทรงพลังนับพันที่ประดังประเดเข้ามา
จี้เซียนเสิน!
…..
หลังจากที่หานเจวี๋ยรู้แจ้งปราณกระบี่ฟ้าดิน เวลาก็ผ่านไปอีกสิบเอ็ดปี
[ตรวจพบว่าท่านอายุ 600 ปีเต็ม ชีวิตของท่านก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ออกจากการกักตนทันที สังหารปีศาจกำจัดมาร ชื่อเสียงสะเทือนฟ้าดิน จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]
[สอง ฝึกฝนต่อไป ห่างไกลจากโลกีย์ ทะยานสู่ระดับมหายาน จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น สุ่มโอสถหนึ่งขวด]
หานเจวี๋ยไม่เอ่ยวาจา เลือกตัวเลือกที่สองทันที
[ท่านเลือกที่จะฝึกฝนต่อไป ทะยานสู่ระดับมหายาน ได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น สุ่มโอสถหนึ่งขวด]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับสมบัติวิญญาณไท่อี่–กำไลวิญญาณ]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับโอสถจักขุวิญญาณมหายาน]
[กำไลวิญญาณ: สมบัติวิญญาณไท่อี่ระดับห้า สามารถดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดิน ระหว่างต่อสู้สามารถเพิ่มความแข็งแกร่งทางกายภาพ]
[โอสถจักขุวิญญาณมหายาน: โอสถที่ผู้บำเพ็ญระดับมหายานใช้เสริมความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณ]
สมบัติวิญญาณไท่อี่อีกแล้ว!
ไม่เลว!
อารมณ์ของหานเจวี๋ยปีติขึ้นทันที
เขารีบหยิบกำไลวิญญาณออกมาในทันที เริ่มทำให้มันยอมรับเจ้าของ
สองชั่วยามต่อมา เขานำกำไลวิญญาณมาสวมใส่ ยิ่งมองดูก็ยิ่งรู้สึกชอบ
สำหรับโอสถจักขุวิญญาณมหายาน เขายังไม่สามารถใช้มันได้ในเวลานี้ รอหลังจากที่เขาทะลวงสู่ระดับมหายานแล้วค่อยใช้มัน
หานเจวี๋ยเริ่มเข้าใกล้ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเก้าแล้ว
เขายังคงฝึกฝนต่อไป ในขณะเดียวกันก็เรียกดูค่าความสัมพันธ์และตรวจสอบจดหมายไปด้วย
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x67823
[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร ได้รับบาดเจ็บสาหัส เคราะห์ดีได้รับการช่วยเหลือจากผู้ทรงพลัง]
[ซูฉีศิษย์ของท่านธาตุไฟเข้าแทรก ไม่อาจควบคุมพลังแห่งคุณสมบัติเทพได้ สรรพสิ่งระยะหมื่นลี้ล้วนประสบความโชคร้าย]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x12004
[จี้เซียนเสินสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x110982
[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านออกจากโลกมนุษย์]
[โม่จู๋สหายของท่านเข้าไปในแดนต้องห้ามบรรพกาล เป็นตายไม่แน่ชัด]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการยึดร่างจากผู้บำเพ็ญสายมาร ดวงชะตาแว้งกัดผู้บำเพ็ญสายมาร ทำให้จิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล]
[นักพรตเต๋าจิ่วติ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x9877
…..
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
ซูฉีธาตุไฟเข้าแทรก?
เกิดเรื่องอะไรขึ้น
อีกทั้งสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าสองคนนี้ก็น่าเวทนาเกินไปแล้วกระมัง!
แดนบำเพ็ญพรตนี้กำลังวุ่นวายมากขึ้นเรื่อยๆ
หานเจวี๋ยสื่อสารกับหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ของเซียนซีเสวียน สิงหงเสวียนและโม่จู๋ สตรีทั้งสามไม่เป็นอะไร เพราะอย่างนั้นเขาจึงไม่ได้มุ่งความสนใจไปอีก
“ฝ่ายมารนั้นแข็งแกร่งเกินไป มีผู้บำเพ็ญสายมารอยู่กี่คนกันแน่”
หานเจวี๋ยแอบสงสัย สงครามต่อสู้ระหว่างสายหลักและสายมารนี้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว หรือแม้กระทั่งอาจจะต่อเนื่องไปถึงร้อยปี
โชคดีที่เขาไม่ได้เข้าร่วม!
ใช้เวลาในการต่อสู้ จะสู้หมั่นฝึกฝนได้อย่างไร!
หานเจวี๋ยพลันเพ่งความสนใจไปที่ท้องฟ้าเหนือเขาเพียรบำเพ็ญเซียน อีกาทองคำทั้งสองตัวยังคงอยู่ที่นั่น ช่างดึงดันจริงๆ
ทันใดนั้น หานเจวี๋ยก็เลิกคิดให้มากความ ฝึกฝนต่อไป
ไม่ว่าฟ้าจะถล่มดินจะทลาย ก็อย่าได้คิดว่าจะรบกวนการฝึกบำเพ็ญของข้า!
…..
เวลาผ่านไปราวห้าปี
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงสู่ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเก้า!
ไม่เกินสามปี เขาก็อาจจะเริ่มทะลวงระดับมหายานได้!
ระดับมหายานในวัยหกร้อยต้นๆ!
ยังพอไหว!
หานเจวี๋ยค่อนข้างพอใจกับความก้าวหน้าของตบะของตน ทว่าไม่ได้ลำพองใจ ถึงอย่างไรบนสวรรค์ก็ยังคงมีศัตรูของเขากำลังรอกดดันอยู่
ไม่ต้องเอ่ยถึงสิ่งอื่นใด หากไม่เหนือกว่าตบะขั้นเซียนพิภพไท่อี่ระยะกลางของจูเชวี่ย หานเจวี๋ยก็จะไม่ขึ้นสวรรค์
หานเจวี๋ยเริ่มตรวจสอบตบะของผู้อื่น
คาดไม่ถึงว่าฟางเหลียงจะบรรลุระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว มู่หรงฉี่ยังคงอยู่ในระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเก้า
หยางเทียนตงและสวินฉางอันก็อยู่ในระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเก้าเช่นกัน
ฟางเหลียงกลับเหนือกว่าเพื่อนร่วมสำนักคนอื่นๆ!
อู้เต้าเจี้ยนเองก็บรรลุถึงระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเจ็ด
หลังจากซูฉีธาตุไฟเข้าแทรก ตบะของเขาก็พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว เวลานี้เขาก็บรรลุถึงระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นหก!
บทที่ 129
เวลาสามปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยยกระดับตบะของตนสู่ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเก้าอย่างสมบูรณ์
หลังจากนี้ก็คือการทะลวงสู่ระดับมหายาน!
สายตาของหานเจวี๋ยมองไปที่ศิลาสีม่วงเข้มที่มุมถ้ำเทวา ศิลาก้อนที่ตกลงมาจากฟ้าและกระแทกเข้ากับศีรษะของฟางเหลียงก้อนนั้น
นับตั้งแต่ศิลาก้อนนี้ปรากฏขึ้น การทะลวงของอู้เต้าเจี้ยนก็ไม่เคยเผชิญกับเคราะห์สวรรค์อีกเลย ทะลวงภายในถ้ำเทวาโดยตรง
บางทีศิลาก้อนนี้อาจจะปกปิดกลไกสวรรค์ไว้ ทำให้คนไม่ต้องประสบเคราะห์สวรรค์
เหตุผลที่เทพเซียนถือศิลาชนิดนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงมรรคาสวรรค์ในโลกมนุษย์หรือ
หานเจวี๋ยเพียงแค่คาดเดา ไม่กล้าที่จะยืนยันทั้งหมด
หากฝ่าด่านเคราะห์ได้ทันที เคราะห์สวรรค์ก็ยังดำเนินต่อไป เช่นนั้นเขาเพียรบำเพ็ญเซียนจะต้องราบเป็นหน้ากลองอย่างแน่นอน
เคราะห์สวรรค์ที่พบเจอในยามที่ทะลวงระดับฝ่าด่านเคราะห์ก่อนหน้านั้นก็น่าหวาดกลัวมากแล้ว นับประสาอะไรกับเคราะห์สวรรค์ที่ทะลวงไปสู่ระดับมหายาน
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง หานเจวี๋ยหยิบศิลาสีม่วงเข้มขึ้นมา จากนั้นก็ลุกขึ้นจากไป
“นายท่าน ท่านจะไปที่ใดหรือ” อู้เต้าเจี้ยนรีบร้อนเอ่ยถามขึ้น
หานเจวี๋ยตอบว่า “ข้าจะออกไปข้างนอกสักพัก ไม่นานก็กลับมา เฝ้าบ้านให้ดี”
กล่าวจบเขาก็หายไปจากที่เดิม
จากไปครานี้ หานเจวี๋ยไม่ได้รบกวนผู้อื่นแต่อย่างใด
เขามาถึงดินแดนรกร้างที่เขาเคยทะลวงฝ่าด่านเคราะห์ครั้งก่อน
ร้อยปีผ่านไป พื้นที่ราบรกร้างแห่งนี้ก็ไม่มีฝนตกลงมาอีก เห็นได้ว่าพลังอำนาจของเคราะห์สวรรค์นั้นแข็งแกร่งเพียงใด
หานเจวี๋ยถือศิลาสีม่วงเข้มไว้ในมือ เข้าฌานกลางอากาศ เริ่มทะลวงระดับมหายาน
หากว่าเคราะห์สวรรค์ไม่มา เช่นนั้นศิลาสีม่วงเข้มก้อนนี้ก็สุดยอดมาก!
…..
ภายในถ้ำแห่งหนึ่ง ซูฉีนั่งขัดสมาธิอยู่ภายในกระถางสามขาใบใหญ่ ร่างกายกำลังแช่อยู่ในน้ำโอสถ ผิวของเขาแดงก่ำ ใบหน้าแสดงถึงความเจ็บปวด
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นนอนอยู่ข้างกระถางสามขาใบใหญ่นั้น ประเดี๋ยวจ้องมองทางซูฉี ประเดี๋ยวก็มองไปที่เงาร่างหนึ่งที่กำลังทอดมองพระอาทิตย์ตกที่ปากถ้ำ
ร่างนั้นก็คือจี้เซียนเสิน
ด้านนอกปากถ้ำก็คือหน้าผา จี้เซียนเสินนั่งสมาธิที่ริมผา มือถือขลุ่ยไม้ไผ่ เสียงขลุ่ยที่เยือกเย็นและอ้างว้างลอยเข้ามาในถ้ำเทวา
แสงระเรื่อยามสนธยาตกกระทบบนเรือนกายของจี้เซียนเสิน ราวกับอาภรณ์เทพที่สวมคลุมบนร่างเขา
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามว่า “เขาสามารถฟื้นสติขึ้นมาได้จริงๆ หรือ”
เป็นเวลากว่าสิบปีแล้วที่ซูฉีไม่ได้ตื่นขึ้นมา ทำให้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นคิดว่าเขาไม่มีทางรอดแล้ว
“วางใจเถิด ก่อนหน้านี้เขาถูกธาตุไฟเข้าแทรก เพียงแค่ควบคุมพลังในร่างกายของเขาไม่ได้เท่านั้น เขาก็เหมือนกับข้า ถือกำเนิดมาไม่ธรรมดา แฝงไปด้วยพลังแข็งแกร่งที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งปวง แช่โอสถลับแห่งจวนเซียนสวรรค์ของพวกเราสักหน่อย ไม่นานเขาก็จะสามารถควบคุมพลังภายในร่างของตน ฟื้นคืนสติขึ้นมาได้” จี้เซียนเสินเอ่ยตอบเสียงเบา
สายตาของเขาทอดมองไปบนท้องฟ้า ไม่รู้เพราะเหตุใด เขากลับนึกถึงหานเจวี๋ยขึ้นมา
คนผู้นั้นต้องถือกำเนิดมาอย่างไม่ธรรมดาแน่!
เมื่อนึกถึงความพ่ายแพ้ต่อหานเจวี๋ย จี้เซียนเสินก็อารมณ์เสียเป็นอย่างมาก เขาผุดลุกขึ้นในทันใด ทิ้งไว้เพียงประโยคหนึ่งแล้วจากไป
“ข้าจะออกไปฆ่าล้างบางสำนักมารสักแห่งเพื่อระบายอารมณ์!”
หลังจากที่จี้เซียนเสินจากไป สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็มองไปที่ซูฉีอีกครั้ง
“หรือจะแบกเขาหนีไปดี” สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นครุ่นคิดอย่างลังเล
แม้จี้เซียนเสินจะช่วยพวกเขาไว้ แต่มันมักจะรู้สึกว่าจี้เซียนเสินมีเป้าหมายของตัวเอง
สายตาของจี้เซียนเสินที่มองมันทุกครั้งนั้นแผดเผา ทำให้มันนึกถึงจี้ไน่เหอ
หากสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นคาดเดาไม่ผิด จี้เซียนเสินคิดจะใช้มันเป็นสัตว์พาหนะ และบ่มเพาะให้ซูฉีอยู่ใต้บัญชาของเขา!
“เฮ้อ อยากกลับต้าเยี่ยนจริงๆ”
สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นทอดถอนใจ
ที่นี่อยู่ห่างไกลจากต้าเยี่ยนเกินไป ไกลเสียจนสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นไม่แน่ใจว่าจะสามารถกลับไปได้
หากพวกเขากลับไป จี้เซียนเสินจะโกรธหรือไม่
หานเจวี๋ยเคยสังหารพญาอสรพิษหยกแล้ว บางทีตบะของเขาอาจจะถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์ แต่จี้เซียนเสินก็สามารถต่อสู้กับระดับมหายานได้!
เมื่อนึกถึงฉากที่จี้เซียนเสินต่อสู้กับจี้ไน่เหอ สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นก็อดไม่ได้ที่จะหวาดวิตก
…..
ครึ่งปีต่อมา
หานเจวี๋ยบรรลุระดับมหายานอย่างเป็นทางการเงียบๆ
เขาไม่ได้เผชิญกับเคราะห์สวรรค์!
นี่ก็หมายความว่าอย่างไรหรือ
หมายความว่าศิลาสีม่วงเข้มนั้นเป็นไปตามที่เขาคาดเดาไว้ ศิลาก้อนนี้สามารถปกปิดกลไกสวรรค์ได้!
ศิลาเทพเอ๋ย!
หานเจวี๋ยระงับความตื่นเต้น ร่างลอยลงมาบนพื้นหญ้า และเริ่มทำตบะของตนให้เสถียร
หลังจากทะลวงสู่ระดับมหายานแล้ว ท่ามกลางความมืดสลัว เขาเข้าใจความหมายที่แท้จริงหลายอย่าง เช่นกฎแห่งฟ้าดิน และระเบียบของโลกมนุษย์
ระดับมหายานเป็นตบะสูงสุดที่โลกมนุษย์สามารถถือครอง หลังจากทะลวงระดับระดับมหายานขั้นเก้าอย่างสมบูรณ์ ก็จะถูกขับออกจากโลกมนุษย์เพื่อขึ้นสู่สวรรค์
หานเจวี๋ยก็ไม่อยากขึ้นสวรรค์โดยเร็ว บางทีศิลาสีม่วงเข้มอาจจะนำความหวังมาสู่เขาได้
เพราะว่าศิลาก้อนนี้สามารถช่วยให้เขาหลีกหนีจากเคราะห์สวรรค์ ถ้าเช่นนั้นมันจะช่วยให้เขาอยู่บนโลกมนุษย์ต่อไปได้หรือไม่
หานเจวี๋ยคิดว่ามันเป็นไปได้มาก!
การที่นายท่านคนก่อนของอู้เต้าเจี้ยนหรือเทพเซียนผู้นั้นสามารถรั้งอยู่ที่โลกมนุษย์ได้ บางทีอาจจะเป็นเพราะศิลาก้อนนี้
ถึงแม้มันจะไม่ได้ผล แต่เมื่อถึงเวลานั้นหานเจวี๋ยก็จะหลบหนีไปฝึกบำเพ็ญที่ยมโลกก่อน
วิถีทางยากกว่าความลำบากเสมอ!
[ยินดีด้วย ท่านทะลวงสู่ระดับมหายาน ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ขึ้นสวรรค์ทันที หลุดพ้นจากโลกโลกีย์ จะได้สืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง หินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน สมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]
[สอง ฝึกฝนต่อไป ยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]
เมื่อหานเจวี๋ยมองข้อความที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า ก็อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้
นี่เป็นการล่อลวงให้ข้าขึ้นสวรรค์หรือ
ไม่มีทางเสียหรอก!
หานเจวี๋ยเลือกตัวเลือกที่สองทันที
[ท่านเลือกที่จะฝึกฝนต่อไป ยังไม่ขึ้นสวรรค์ชั่วคราว ได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับสมบัติวิญญาณไท่อี่–เกี้ยวดวงชะตามังกรจักพรรดิ]
[เกี้ยวดวงชะตามังกรจักพรรดิ: สมบัติวิญญาณไท่อี่ระดับสอง ของวิเศษประเภทพาหนะ สามารถทนต่อการโจมตีเต็มรูปแบบของเซียนอิสระได้]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
สามารถทนต่อการโจมตีเต็มรูปแบบของเซียนอิสระได้?
ในที่สุดการชี้แนะที่ชัดเจนก็ปรากฏ กล่าวคือ เมื่อรวมสมบัติวิญญาณไท่อี่อื่นๆ บนตัวเขาเข้าด้วยกัน เซียนอิสระธรรมดาก็ไม่สามารถสังหารเขาได้?
หานเจวี๋ยลอบดีใจ นี่สิถึงจะเป็นสมบัติที่ข้าชื่นชอบ!
การป้องกันคือสิ่งที่หานเจวี๋ยต้องการมากที่สุด!
เขายังคงทำตบะให้เสถียรต่อไป
ครึ่งเดือนหลังจากนั้น
หานเจวี๋ยมีตบะเสถียรอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นผู้บำเพ็ญระดับมหายานอย่างแท้จริง
เขารีบกลับไปที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์
เมื่อมาถึงภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็นั่งลงบนเตียง
อู้เต้าเจี้ยนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ตบหน้าอกแล้วพูดขึ้นว่า “นายท่าน ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว ข้ายังนึกว่าท่านจะทอดทิ้งข้าไปแล้วเสียอีก”
“วางใจเถิด ถึงแม้ข้าจะทอดทิ้งเจ้า แต่ก็มิอาจทอดทิ้งสมบัติข้างนอก”
ใบหน้าอู้เต้าเจี้ยนเต็มไปด้วยคำถาม
หานเจวี๋ยหยิบศิลาสีม่วงเข้มออกมา เอ่ยถามว่า “ศิลาก้อนนี้ควรชื่อว่าอะไร”
อู้เต้าเจี้ยนเบ้ปาก ยังคงรู้สึกไม่พอใจกับคำพูดของหานเจวี๋ยเมื่อสักครู่
“ชื่อว่าศิลาแคล้วสวรรค์ก็แล้วกัน”
หานเจวี๋ยเอ่ยพึมพำ เผยรอยยิ้มออกมาอย่างพอใจ
ระดับการตั้งชื่อของตนนั้นสูงมาก!
เขาโยนศิลาแคล้วสวรรค์ไปยังมุมหนึ่ง จากนั้นจึงนำเกี้ยวดวงชะตามังกรจักพรรดิออกมา
เกี้ยวนี้มีขนาดเท่าฝ่ามือ เมื่อตกลงบนฝ่ามือของหานเจวี๋ย แสงสีทองก็สว่างพร่างพราย มังกรทองสี่ตัวแบกรับเกี้ยวทองหนึ่งหลัง โอ่อ่างดงามเป็นอย่างยิ่ง
หานเจวี๋ยเริ่มทำให้มันยอมรับเจ้าของ
สองชั่วยามต่อมา
เกี้ยวดวงชะตามังกรจักพรรดิยอมรับเจ้าของสำเร็จ หานเจวี๋ยเก็บมันเข้าไปในเข็มขัดเก็บสมบัติ
หลังจากนั้น หานเจวี๋ยเริ่มจำลองการทดสอบกับเซวียนฉิงจวิน
ครั้งนี้ เขาไม่ได้ปรับตบะของเซวียนฉิงจวิน แต่เผชิญหน้ากับระดับมหายานขั้นแปดทันที!
เมื่อดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพปรากฏออกมา!
สั่งหารในชั่ววินาที!
เจ๋ง!
ความมั่นใจของหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นในทันใด
คราวนี้ บนโลกมนุษย์คงมีเพียงไม่กี่คนที่สามารถสังหารเขาได้
หานเจวี๋ยหยั่งรู้ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพอีกครั้ง
หลังจากทะลวงสู่ระดับมหายานแล้ว เขาคงจะสามารถเพิ่มขีดจำกัดสูงสุดของพลังวิเศษนี้ให้สูงขึ้นอีกครั้ง
ไม่ใช่ความแข็งแกร่ง แต่เป็นแก่นแท้พลังวิเศษ!
หนึ่งเดือนต่อมา
หานเจวี๋ยกลับมาที่แม่น้ำมรรคกระบี่อีกครั้ง เขาเร่งฝีเท้าเดินไปข้างหน้า ไม่นานก็พบจั้งกูซิง
จั้งกูซิงหงุดหงิด ด่าขึ้นมาว่า “เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่อีก พลังวิเศษเดิมๆ ยกระดับครั้งแล้วครั้งเล่า มีประโยชน์อย่างไรกัน เจ้าก็บำเพ็ญเงียบๆ เสริมตบะให้แข็งแกร่งขึ้นไม่ได้หรือ”
บทที่ 130
“ผู้อาวุโส วาจานี้ของท่านข้าไม่อาจเห็นด้วย ในโลกมนุษย์ไม่มีผู้ใดที่มุ่งมั่นฝึกฝนไปมากกว่าข้าแล้ว!” หานเจวี๋ยขมวดคิ้วกล่าว
จั้งกูซิงนิ่งอึ้ง เอ่ยขึ้นอย่างประหลาดใจ “เจ้าบรรลุระดับมหายานแล้ว? นี่เพิ่งไม่กี่ปีเอง…”
เจ้าเด็กนี่ไม่เพียงมีพรสวรรค์มรรคกระบี่ที่โดดเด่น แม้แต่พรสวรรค์ในการฝึกบำเพ็ญยังน่ากลัวถึงเพียงนี้?
จั้งกูซิงอดไม่ได้ที่จะมองประเมินหานเจวี๋ยใหม่อีกครั้ง
หานเจวี๋ยประสานมือคาราวะเขา จากนั้นเดินผ่านเขา มุ่งหน้าต่อไป
คราวนี้ หานเจวี๋ยอยากรู้ว่าตนเองจะสามารถไปได้ไกลแค่ไหน!
จั้งกูซิงหันกลับมา มองตามหลังเขาไป
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด จั้งกูซิงรู้สึกว่าหานเจวี๋ยแตกต่างจากเมื่อก่อน
ราวกับเขา จะไม่ใช่มนุษย์ปุถุชนอีกต่อไป
…..
ภายใต้ท้องฟ้าที่มืดครึ้ม กำแพงและซากปรักหักพังที่แตกกระจายไปทั่วพื้นดิน นักพรตเต๋าจิ่วติ่งนำเหล่าผู้บำเพ็ญของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์มุ่งหน้าไปอย่างระมัดระวัง
หลิ่วปู๋เมี่ย กวนโยวกัง เซียนซีเสวียนและสิงหงเสวียนก็เป็นหนึ่งในนั้น
“ที่นี่ก็คือเมืองหลวงฝ่ายมารหรือ มองดูแล้วชำรุดทรุดโทรมยิ่งนัก!”
“กล่าวกันว่าผู้บำเพ็ญฝ่ายมารมักบ้าคลั่งเป็นนิจ จักรพรรดิมารก็ขี้เกียจเกินกว่าจะก่อบ้านสร้างเมืองอีก”
“แปลก เหตุใดถึงไม่พบผู้บำเพ็ญสายหลักของสำนักอื่นเลย”
“ข้าก็รู้สึกว่าผิดปกติเช่นกัน”
“ทุกคนระวังตัวด้วย คนของฝ่ายมารมีกลอุบายมากมายนัก!”
เหล่าผู้บำเพ็ญของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ต่างพากันกระซิบกระซาบ ทุกคนต่างกุมของวิเศษของตนไว้ ไม่กล้าที่จะชะล่าใจ
สิงหงเสวียนเหลือบสายตาขึ้นมอง ท้องฟ้าที่มืดครึ้มไร้ขอบเขตกลายเป็นสีแดงฉาน สุดขอบผืนดินกว้างใหญ่ยาวเหยียดสุดลูกหูลูกตาสามารถมองเห็นเมืองขนาดใหญ่แห่งหนึ่งได้อย่างเลือนราง
นางขมวดคิ้วหมุ่น ในใจรู้สึกกังวลอย่างบอกไม่ถูก
หลิ่วปู๋เมี่ยตามมายืนอยู่ข้างๆ นักพรตเต๋าจิ่วติ่ง เอ่ยเสียงต่ำว่า “ท่านเจ้าสำนัก ท่านพบเรื่องแปลกประหลาดเรื่องหนึ่งหรือไม่”
“เรื่องใดกัน”
“ราวกับว่าฆ่าสังหารผู้บำเพ็ญสายมารไม่หมด”
“หืม?”
“ตามหลักแล้ว จำนวนของผู้บำเพ็ญสายมารไม่อาจมากไปกว่าสายหลักของเรา แต่หลังจากสงครามใหญ่หลายสิบปี ก็ยังมีผู้บำเพ็ญสายมารอยู่ทุกหนทุกแห่ง นอกจากนี้ จำนวนเงาร่างของผู้บำเพ็ญสายหลักของเราดูเหมือนจะลดน้อยลง”
สีหน้าของนักพรตเต๋าจิ่วติ่งเปลี่ยนแปลง ก่อนเอ่ยถามเสียงต่ำว่า “ท่านหมายความว่า…”
หลิ่วปู๋เมี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “สิ่งหนึ่งมลายหายไปและสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมาแทนที่ ข้าสงสัยว่าสายมารมีพลังบางอย่างที่ทำให้ผู้บำเพ็ญสายหลักถลำสู่สายมารได้ ระหว่างทาง พวกเราก็พบผู้บำเพ็ญสายมารหลายคนที่ธาตุไฟเข้าแทรกไม่ใช่หรือ”
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งจิตใจสั่นไหว คราวนี้ เขาไม่สามารถรักษาท่าทีที่สงบนิ่งได้เลย
เขามองดูเมืองที่ทรุดโทรมรอบๆ ด้วยความกังวลใจ สามารถพบซากศพได้ทุกหนแห่ง ทันใดนั้นเขาพลันรู้สึกว่ามีบางอย่างกำลังลอบมองตนเองอยู่ในความเงียบ
“ไม่อย่างนั้นก็ถอยทัพเถอะ พวกเราไม่จำเป็นต้องฆ่าสังหารไปถึงเมืองหลวงฝ่ายมาร” กวนโยวกังเข้ามาใกล้พร้อมกล่าว
แม้ว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์จะเป็นสำนักอันดับหนึ่งในต้าเยี่ยน แต่กวาดตามองไปทั่วใต้หล้านี้ ก็พบฝืนนับว่าเป็นอันดับสามได้บ้าง
ในสงครามชี้ชะตาครั้งใหญ่เช่นนี้ ผลกระทบของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์นั้นนับได้น้อยมาก
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งหยุดฝีเท้าลง หันหลังกลับไปเอ่ยว่า “ทุกคนตามข้าถอยทัพกลับ!”
เขาทะยานร่างขึ้น มุ่งหน้าสู่ทิศทางที่จากมา
ครืน
เงาร่างสายหนึ่งพุ่งลงมาจากก้อนเมฆา ก่อนจะพุ่งตรงไปบนเส้นทางที่ทรุดโทรม ทำให้เกิดฝุ่นละอองฟุ้งตลบ หินกรวดเกลื่อนกระจายรอบทิศ
เมื่อฝุ่นละอองจางหาย เงาร่างที่สูงใหญ่แข็งแกร่งก็ปรากฏ
เขาคืออรหันต์มารละโมบ หนึ่งในห้ามารอาวุโส!
ทันทีที่พวกเขาเห็นอรหันต์มารละโมบ พวกนักพรตเต๋าจิ่วติ่งต่างพากันหน้าเปลี่ยนสี ทุกคนล้วนสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย
อรหันต์มารละโมบค่อยๆ ลืมตาขึ้น วางมือขวาไว้บนหน้าอกแล้วกล่าวว่า “อมิตาพุทธ พวกท่านประสงค์จะไปที่ใด ในเมื่อมาแล้ว เช่นนั้นก็เข้าร่วมสายมารด้วยกันเถิด!”
…..
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยกลับเข้าร่าง
พลังวิญญาณแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง พลังมรรคของเขาก็เริ่มเพิ่มพูนขึ้น
ครั้งนี้ เหนือกว่าขั้นไท่อี่ เขาเดินหน้าไปถึงยี่สิบก้าว!
ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพได้แปรเปลี่ยน!
ภายใต้การบรรลุของเขา พลังวิเศษนี้ทลายขอบเขตจากระดับความแข็งแกร่งขยายไปสู่ระดับวงโคจร ปราณกระบี่พุ่งออกมา พุ่งขยายออกไปในระยะไกล คล้ายกับการเคลื่อนย้ายในพริบตา ก้าวกระโดดในที่ว่าง เพียงพลังจิตสามารถจับอีกฝ่ายได้ ก็สามารถยิงสังหารจากระยะไกลได้ทันที!
หานเจวี๋ยพึงพอใจเป็นอย่างมาก
ไม่ว่าจะระยะใกล้หรือไกล ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพต่างมีอานุภาพฆ่าสังหารอนันต์ เขาเชื่อว่ามีเพียงไม่กี่คนในโลกมนุษย์ที่สามารถรับมันได้
หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งจี้ไน่เหอ จูเชวี่ยและนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน
ไม่ว่าจะแข็งแกร่งเพียงใด ภารกิจประจำวันก็อาจไม่ขาด!
เขาสาปแช่งไปพลางตรวจสอบจดหมายไปด้วย
[นักพรตเต๋าจิ่วติ่งสหายของท่านถูกผู้บำเพ็ญสายมารจับกุมเป็นเชลย]
[เซียนซีเสวียนสหายของท่าถูกผู้บำเพ็ญสายมารจับกุมเป็นเชลย]
[สิงหงเสวียนคู่บำเพ็ญเพียรของท่านถูกผู้บำเพ็ญสายมารจับกุมเป็นเชลย]
[ซูฉีศิษย์ของท่านหลุดพ้นจากธาตุไฟเข้าแทรก คุณสมบัติเทพฟื้นคืนอย่างสมบูรณ์ พลังมรรคเพิ่มพูน]
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x4679
[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส เคราะห์ดีที่ได้สัตว์เทพช่วยเหลือ ถูกนำตัวไปที่แดนผาสุกสวรรค์แห่งหนึ่ง]
[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านได้รับการช่วยเหลือจากโม่จู๋สหายของท่าน รอดพ้นจากการถูกผนึก]
[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านถูกผู้บำเพ็ญสายมารจับกุมเป็นเชลย]
…..
เชลยมากมายเพียงนี้!
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว แม้แต่พวกกวนโยวกัง หลิ่วปู๋เมี่ยก็ถูกจับเป็นเชลย
เกิดอะไรขึ้น
หานเจวี๋ยรีบนำจิตรับรู้ผสานเข้ากับหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ของสิงหงเสวียนทันที
เวลานั้นเอง
สิงหงเสวียนและเหล่าผู้บำเพ็ญของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ถูกคุมขังไว้ภายในตำหนักแห่งหนึ่ง สภาพของพวกเขาแต่ละคนล้วนดูสิ้นหวัง
ตำหนักหลังนี้กว้างใหญ่เป็นอย่างมาก จับกุมผู้บำเพ็ญไว้หลายหมื่นคน หานเจวี๋ยยังมองเห็นหวงจี๋เฮ่าอยู่ในนั้น
หวงจี๋เฮ่ากำลังเข้าฌานอยู่ที่มุมหนึ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง ท่าทางจนตรอกเป็นอย่างมาก
นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น
หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงไปให้สิงหงเสวียนผ่านหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ “เกิดเรื่องอะไรขึ้น เจ้าถ่ายทอดเสียงให้กับแหวนเก็บสมบัติของเจ้า ห้ามทำอย่างเปิดเผย!”
สิงหงเสวียนตกใจกับเสียงที่ดังขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เมื่อนางได้ยินเสียงของหานเจวี๋ย ก็พลันสงบลงในทันที
“พวกเราถูกอรหันต์มารละโมบจับตัวมา…” สิงหงเสวียนถ่ายทอดเสียงเข้าไปในแหวนเก็บสมบัติของตนเอง และเริ่มเล่ารายละเอียดถึงเรื่องราวที่ผ่านมาในช่วงเวลานี้
เมื่อเผชิญหน้ากับอรหันต์มารละโมบผู้เป็นหนึ่งในห้ามารอาวุโส สำนักศักดิ์หยกพิสุทธิ์เพียงกลุ่มเดียวย่อมไม่ใช่คู่ต้อสู้ของเขาแน่
นักพรตเต๋าจิ่วติ่งและหลิ่วปู๋เมี่ยถูกอรหันต์มารละโมบทำร้ายภายในหมัดเดียว
นับว่าโชคดีที่อรหันต์มารละโมบไม่ได้ต้องการจะสังหารพวกเขา พวกเขาจึงมีชีวิตรอดมาได้
“ดูเหมือนสายมารทั้งสี่จะกำลังจับกุมผู้บำเพ็ญสายหลักอย่างโจ่งแจ้ง กล่าวกันว่าเกี่ยวข้องกับพิธีอันเชิญมาร”
“อันไหน”
“ถุย อย่าคิดซี้ซั้ว อัญที่มาจากคำว่าอัญเชิญ ดูเหมือนจักรพรรดิมารจะมีความลับที่ไม่อาจบอกใครได้ กล่าวกันว่าเขาถูกอัญเชิญมายังโลกมนุษย์ และเขาอาจจะต้องอัญเชิญมารให้ได้มากกว่า”
“หมายความว่าพวกเจ้าอาจจะต้องเป็นเครื่องสังเวย?”
“อืม สามี ครั้งนี้พวกเราแพ้แล้ว ชาติหน้าเรามาเป็นสามีภรรยากันใหม่เถอะ”
“จวนเซียนสวรรค์เล่า”
“ข้าก็ไม่แน่ใจ”
หานเจวี๋ยจมอยู่ในห้วงความคิด
เกิดอะไรขึ้น
เขาคิดว่าสายหลักเป็นฝ่ายได้เปรียบแล้ว ยามนี้ได้ยินสิงหงเสวียนพูดเช่นนี้ ดูเหมือนว่าสายมารจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบมากกว่า
ทั้งยังมีพิธีอันเชิญมารด้วย มิใช่ว่าอันเชิญเผ่ามารบรรพกาลหรอกนะ
หานเจวี๋ยยิ่งคิดยิ่งกังวล เขาปลอบขวัญสิงหงเสวียนสองสามประโยค ก่อนจะไม่ถ่ายทอดกระแสเสียงอีก
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ หากไม่ลงมือคงไม่ได้แล้ว!
หากรอเผ่ามารมาเยือน เช่นนั้นใต้หล้าคงไม่สงบสุข หานเจวี๋ยเองก็ไม่อยากให้การฝึกบำเพ็ญของตนถูกรบกวนอีก
หานเจวี๋ยยกมือขวาของตน ก่อนชูนิ้วกลางขึ้น เอ่ยพึมพำว่า “ถึงตอนนั้นก็ต้องพึ่งเจ้าแล้ว”
อู้เต้าเจี้ยนกำลังนั่งเผชิญหน้ากับเขา เลียนแบบเขาโดยยกนิ้วกลางของมือขวาขึ้น เอ่ยถามหานเจวี๋ยว่า “นายท่าน นี่หมายความว่าอย่างไร พลังวิเศษแบบใช้มือหรือ”
“อืม พลังวิเศษนี้ใช้ไม่ได้ง่ายๆ ยกเว้นในสถานการณ์ที่ต้องตายเท่านั้น”
“เช่นนั้นมันจะมีประโยชน์อะไรกัน”
“มันสามารถทำให้เจ้ารู้สึกสบายใจขึ้นบ้างก่อนที่จะตาย”
“หืม?”
หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจอู้เต้าเจี้ยนอีก ลุกขึ้นและเดินออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทานไป