121-125

บทที่ 121
สิงหงเสวียนนั่งลงข้างกายหานเจวี๋ย เริ่มบรรยายถึงประสบการณ์ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นางบังเอิญได้พบกับผู้ทรงพลังสายมารผู้หนึ่ง ทั้งยังได้รับการชี้แนะเรื่องการฝึกบำเพ็ญ

ผู้ทรงพลังสายมารผู้นั้นเป็นศิษย์ของมารชีผมขาวหนึ่งในห้ามารอาวุโส และเป็นยอดผู้บำเพ็ญระดับรวมกายา ประสงค์จะรับสิงหงเสวียนเป็นศิษย์ของตน

สิงหงเสวียนกล่าวว่าตนมีสามีแล้ว จะต้องกลับไปถามสามีเรื่องนี้ก่อน แม้ผู้บำเพ็ญสายมารผู้นั้นจะไม่พอใจ แต่เขาก็ยินยอมตกลง

“สามี ยอดผู้บำเพ็ญระดับรวมกายา ท่านกลัวที่จะทำให้นางไม่พอใจหรือไม่” สิงหงเสวียนเอ่ยถาม

น้ำเสียงของนางแฝงไปด้วยอารมณ์หยอกเย้า

แม้กระทั่งเทพปีศาจระดับฝ่าด่านเคราะห์ยังไม่สามารถเอาชนะสามีของนางได้ เพียงระดับรวมกายาจะมีอะไรให้น่ากลัวกัน

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “กลัวสิ อย่างไรเสียนางก็มีผู้สนับสนุนที่แข็งแกร่ง หากต่อสู้กันขึ้นมาแล้วข้าสังหารนางเข้าและอาจารย์ของนางมาช่วย ข้าก็ยังต้องคิดหาหนทางสังหารอาจารย์ของนางอีก เช่นนั้นคงลำบากไม่น้อย”

สิงหงเสวียนนิ่งอึ้ง หมดคำจะกล่าว

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “ช่วงนี้ข้างนอกไม่ค่อยสงบ เจ้าก็อย่าออกไปเลย อยู่ในระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว อายุขัยก็น่าจะเกือบพันปีแล้วกระมัง”

ระดับปราณก่อกำเนิด!

ไม่ผิด!

ภรรยานางนี้ก็ทะลวงถึงระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว!

หานเจวี๋ยรู้สึกว่านางถึงจะเป็นมนุษย์ธรรมดาบำเพ็ญเซียนอย่างแท้จริง ช่วงชิงโอกาสวาสนา

สิงหงเสวียนพยักหน้า เอ่ยว่า “ข้าเองก็รู้สึกว่าข้างนอกกำลังจะวุ่นวาย นับวันยิ่งมีผู้บำเพ็ญสายมารเพิ่มมากขึ้นทุกที ผู้บำเพ็ญสายมารหญิงท่านนั้นกล่าวว่าสายมารจะผงาดขึ้นอย่างฉับพลัน ผู้บำเพ็ญสายมารในใต้หล้าจะเคารพจักรพรรดิมาร กวาดล้างใต้หล้าอีกครั้ง สามี ท่านคิดว่าจักรพรรดิมารจะทำได้หรือไม่”

“ไม่ได้”

“เหตุใด”

“มารสูงหนึ่งฉื่อ เต๋าสูงหนึ่งจั้ง นี่คือมรรคาสวรรค์”

สิงหงเสวียนจมดิ่งสู่ห้วงความคิด

หานเจวี๋ยรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ภรรยานางนี้ออกไปข้างนอกตั้งหลายปีเพียงนี้ ก็ไม่พบของล้ำค่าดีๆ บ้างเลยหรือ

สิงหงเสวียนพลิกมือขวาของนาง เอ่ยว่า “สามี แม้หลายปีมานี้ข้าจะมีโอกาสวาสนา แต่ก็ไม่พบของล้ำค่าที่ดีอะไร ของสิ่งนี้เป็นอย่างไร ท่านชอบมันหรือไม่”

หานเจวี๋ยมองไปที่ฝ่ามือของนาง นั่นเป็นเศษผลึกแก้วชิ้นหนึ่ง สีของมันค่อนข้างออกไปทางชมพู

เขาหยิบเศษผลึกแก้วขึ้นมา ส่งพลังจิตเข้าไปในทันใด

เขาสัมผัสได้ถึงพลังต้านทานสายหนึ่ง

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ใช้พลังจิตฝืนบุกทะลวงเข้าไป

เสียง ‘ตู้ม!’ ดังขึ้น

เศษผลึกแก้วแตกกระจายกลายเป็นละอองฝุ่นลอยฟุ้งในพริบตา พลังจิตของหานเจวี๋ยพลันจับความทรงจำได้บางส่วน

นั่นเป็นตำหนักวังแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่เหนือทะเลเมฆราวกับแดนเซียน มีเทพธิดามากมายกำลังวิ่งเล่นและส่งเสียงหัวเราะอยู่บนท้องนภา

หลังจากที่หานเจวี๋ยอ่านความทรงจำส่วนนี้แล้ว เขาก็ต้องประหลาดใจที่พบว่าพลังจิตของเขากลับเพิ่มขึ้นไม่น้อย!

น่าสนใจ!

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นอย่างในเวลารวดเร็ว ยังไม่ทันที่สิงหงเสวียนจะสังเกตเห็นความผิดปกติของหานเจวี๋ย ทุกอย่างก็จบลงแล้ว

“ไม่เลว เป็นของล้ำค่าที่ดีจริงๆ”

หานเจวี๋ยยิ้มเอ่ยด้วยความพอใจ จากนั้นจึงหยิบรองเท้าวิเศษเก้าดารามอบให้กับสิงหงเสวียน

แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน

สิงหงเสวียนพลันคว้ามือของหานเจวี๋ยไว้ ขยับเรือนกายแนบชิด นางโน้มตัวเข้าใกล้ เอ่ยด้วยลมหายใจแผ่วเบา “ท่านพี่… ”

หานเจวี๋ยถอนหายใจ ถอดเสื้อผ้าอย่างไม่มีบิดพลิ้ว

สิงหงเสวียนรั้งเขาไว้ ดวงตางามวิบวาวราวกับผ้าไหม เอ่ยหัวเราะอย่างซุกซน “ไม่ต้องรีบน่า ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป พวกเราสวมเสื้อผ้าก่อน…”

หานเจวียขมวดคิ้ว

ภรรยาผู้นี้ได้คืบจะเอาศอกนี่!

…..

หนึ่งเดือนต่อมา

สิงหงเสวียนเดินออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทานด้วยใบหน้าพรายยิ้ม หันไปพยักหน้าน้อยๆ ให้กับพวกหยางเทียนตงและสวินฉางอัน ก่อนจะหมุนตัวจากไป

อู้เต้าเจี้ยนขมวดคิ้ว เอ่ยถามเสียงต่ำว่า “เหตุใดบนตัวนางถึงมีกลิ่นอายของนายท่านเข้มข้นเช่นนี้”

ไก่คุกรัตติกาลบนต้นฝูซังแย้มยิ้มอย่างแปลกประหลาด เอ่ยว่า “เพราะนางกินนายท่านน่ะสิ!”

“หา?”

อู้เต้าเจี้ยนตกใจ รีบร้อนหยัดกายลุกขึ้นเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทานทันที

สวินฉางอันส่ายหน้ายิ้มและกล่าวว่า “บนโลกนี้ความรักคือสิ่งใดกัน … ”

ไก่คุกรัตติกาลพึมพำตอบ “เซี่ยนเอ๋อร์ตายแล้ว!”

รอยยิ้มของสวินฉางอันพลันหุบลงในชั่วพริบตา

ไก่คุกรัตติกาลไม่ได้หยอกล้อ เซี่ยนเอ๋อร์ตายไปแล้วจริงๆ เมื่อสิบปีก่อน นางตายขณะออกไปฝึกประสบการณ์ข้างนอก หลี่ชิงจื่อทราบถึงอดีตที่ผ่านมาของนางกับสวินฉางอัน เพราะอย่างนั้นจึงตั้งใจมาบอกกล่าวเขาเป็นพิเศษ ทำเอาหลายปีนั้นสวินฉางอันนั่งเหี่ยวแห้งหน้าต้นฝูซัง สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

“เจ้าไก่อัปลักษณ์”

สวินฉางอันกัดฟันพูดด้วยความแค้นเคือง

ไก่คุกรัตติกาลยิ้มเอ่ยว่า “ตายไปแล้วก็ดี อย่างไรเสียนางก็ไม่เหลียวแลเจ้า ตั้งใจฝึกฝนเสียเถิด หากอนาคตได้ขึ้นสวรรค์ ข้าจะมอบเทพธิดาให้เจ้าสักนาง!”

สวินฉางอันแค่นเสียงเย็น แล้วหันหน้าหนี ไม่มองเขาอีก

มู่หรงฉี่ทนไม่ได้ที่เห็นอาจารย์ถูกรังแก ลุกขึ้นยืนและกล่าวว่า “ปู่ไก่ พวกเรามาแลกเปลี่ยนกันสักหน่อยเถิด! ศิษย์น้อง พวกเรามาพร้อมกันเลย!”

“ตกลง!”

ฟางเหลียงลุกขึ้นตามไป ท่าทางกระตือรือร้นอยากจะลองฝีมือ

ไก่คุกรัตติกาลไม่ได้แยแส ทว่าในใจกลับมีความรู้สึกอันตรายบางอย่าง

ความเร็วในการทะลวงของเจ้าเด็กสองคนนี้ก็เร็วเกินไปแล้ว

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วคงมีสักวันที่อยู่เหนือกว่ามัน

เฮ้อ!

หากมีจูโต้วมาอีกสักตัวคงจะดีไม่น้อย!

ไก่คุกรัตติกาลก้มหน้ามองลงไปที่ลำต้นของต้นฝูซัง พลันมีความคิดที่อุกอาจหนึ่งผุดขึ้นในสมอง

หรือมันจะออกจากต้นฝูซังสักระยะ

…..

หลังปลอบใจอู้เต้าเจี้ยนสักพัก จนกระทั่งนางใจเย็นลง หานเจวี๋ยถึงจะหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา

‘ไก่คุกรัตติกาลกระโดดอีกแล้ว ได้เวลาตบตีสักหน่อยแล้ว’

หานเจวี๋ยลอบคิดอย่างเงียบๆ

อู้เต้าเจี้ยนเพิ่งแปลงกาย มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ยังไม่เข้าใจ เมื่อครู่นางยังคิดว่าสิงหงเสวียนกินหานเจวี๋ยเข้าไปจริงๆ ทำให้นางรู้สึกเป็นปรปักษ์กับสิงหงเสวียนอย่างมาก

หานเจวี๋ยเริ่มสาปแช่งจี้ไน่เหอ ในขณะเดียวกันก็เรียกดูค่าความสัมพันธ์และตรวจสอบจดหมายไปด้วย

ผ่านไปหลายปีเพียงนี้ ก็ไม่รู้ว่าภายนอกแดนบำเพ็ญพรตจะเปลี่ยนแปลงเป็นเช่นไรบ้าง

[โม่ฟู่โฉวสหายของท่านถูกเสวียนซือซือสหายของท่านปิดผนึกไว้ในแดนต้องห้าม]

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการแพร่กระจายความโชคร้ายจากซูฉีศิษย์ของท่าน เพราะมันเป็นสัตว์เทพโชคชะตา โชคชะตาจึงยับยั้งความโชคร้าย] x6643

[จี้ไน่เหอศัตรูของท่านเผชิญกับการแพร่กระจายความโชคร้ายจากซูฉีศิษย์ของท่าน ความชั่วร้ายดั่งมารเพิ่มพูน]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสำนักเดียวกัน] x15

[มารหลัวฉิวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x4921

[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านกลับสู่โลกมนุษย์]

[โจวฝานสหายของท่านกลับชาติมาเกิดใหม่ ปลุกคืนความทรงจำในภพก่อน]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x40024

…..

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

สองพี่น้องโม่ฟู่โฉวและโจวฝานนี้ช่างน่าเวทนานัก คนหนึ่งถูกผนึก ส่วนอีกคนตกตายแล้วกลับชาติมาเกิดใหม่

อีกทั้งหวงจี๋เฮ่า จำนวนครั้งที่เขาถูกโจมตีก็สูงเกินไปแล้ว ก่อนหน้านี้ก็ด้วย เจ้าหมอนี่บุกเข้าไปในรังมารแล้วหรือ

ดูเหมือนพลังของจักรพรรดิมารคงจะแพร่กระจายมายังต้าเยี่ยนในไม่ช้าก็เร็ว

หานเจวี๋ยรู้สึกได้ถึงความอันตราย

จำต้องรีบไปฝึกฝน!

สาปแช่งก่อนก็แล้วกัน หลังจากทำภารกิจประจำวันเสร็จแล้วค่อยเริ่มฝึกฝน

ด้วยการเสริมเข้ามาของหินสีม่วงเข้ม การแปลงกายของอู้เต้าเจี้ยน พลังวิญาณภายในถ้ำเทวาฟ้าประทานก็เพิ่มพูน ระดับความเร็วในการฝึกฝนของหานเจวี๋ยหากเปรียบกับก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้ช้ามากเท่าไรนัก

อันที่จริงหานเจวี๋ยไม่ได้หวาดกลัวจักรพรรดิมาร บนกายของเขามีสมบัติวิญญาณมากมายขนาดนี้ ทั้งยังมีสมบัติวิญญาณไท่อี่ด้วย จักรพรรดิมารจะฆ่าเขาได้อย่างไร

สิ่งที่เขาหวาดกลัวมีเพียงการที่เขาไม่สามารถปลิดชีพจักรพรรดิมารได้ชั่ววินาทีต่างหาก!

เฮ้อ

หากเลือกฝึกฝนเส้นทางนี้ก็ลำบากมากจริงๆ

หนึ่งเดือนต่อมา

หานเจวี๋ยยังคงฝึกฝนต่อปเรื่อยๆ

…..

กาลเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

เวลาสิบสามปีผ่านไปอีกครั้ง ข่าวสารเรื่องหนึ่งได้แพร่มาถึงต้าเยี่ยน

ราชวงศ์ฝ่ายมารที่นำทัพโดยจักรพรรดิมารได้เริ่มโจมตีสำนักสายหลักในใต้หล้า รุดหน้าเหมือนผ่าลำไผ่ สำนักสายหลักถูกสังหารกลุ่มแล้วกลุ่มเล่า!

สำนักใหญ่และดินแดนศักดิ์สิทธิ์ใต้หล้าต่างเริ่มร่วมมือกันแล้ว ศึกการต่อสู้ใหญ่ระหว่างสายหลักและสายมารได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!

สำนักต่างๆ ในต้าเยี่ยนรู้สึกร้อนใจเป็นอย่างมาก สิ่งที่สมควรกล่าวถึงคือ สำนักมารในต้าเยี่ยนทั้งหมดถูกอพยพออกไป นอกจากผู้บำเพ็ญอิสระแล้ว ต้าเยี่ยนในตอนนี้ก็ไม่มีสำนักมารแม้แต่กลุ่มเดียว!

พวกเขาก็หวาดกลัวที่จะถูกสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ขุดรากถอนโคน!

ขณะที่แดนบำเพ็ญพรตในต้าเยี่ยนต่างตื่นตระหนก หานเจวี๋ยก็ได้ทะลวงสู่ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นห้าอย่างราบรื่น

บทที่ 122
วันนี้นักพรตเต๋าจิ่วติ่งมาเยี่ยมเยียน ขัดจังหวะการฝึกฝนของหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยให้เขาเข้ามาในถ้ำเทวาเพื่อพูดคุย

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเห็นอู้เต้าเจี้ยนแล้วก็อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง

ผู้อาวุโสหานซ่อนสาวงามไว้ในถ้ำ?

“นี่คือสัตว์เลี้ยงปีศาจของข้า นางเกิดที่นี่ ไม่ต้องกังวลว่านางจะเปิดเผยข้อมูล” หานเจวี๋ยเอ่ยปาก

สัตว์เลี้ยงปีศาจ?

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเผยสีหน้าว่าข้าเข้าใจในความนัยนั้น จนหานเจวี๋ยต้องกลอกตาอย่างเอือมระอา

ตาแก่นี่เพียงมองก็รู้ว่าเป็นผู้บำเพ็ญประเภทรักสนุก

มากประสบการณ์ยิ่งนัก!

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งกล่าวด้วยสีหน้าปกติ “จักรพรรดิมารเริ่มเปิดศึกกับสายหลักแล้ว ใต้หล้าอลหม่านวุ่นวาย โชคดีที่สำนักมารในต้าเยี่ยนล้วนแตกตื่นจนหลบหนีออกจากต้าเยี่ยนไปหมด ตอนนี้พวกเรายังไม่ต้องกังวล แต่นั่นก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น ข้าอยากจะถามความคิดเห็นของท่าน ก่อนหน้านี้ท่านเองก็ติดตามเรื่องของจักรพรรดิมารมานานแล้ว”

หานเจวี๋ยมีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวว่า “ความคิดเห็นของข้านั้นง่ายมาก สงบจิตใจพัฒนาฝึกฝน สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ไม่ใช่สำนักอันดับหนึ่งในใต้หล้า แม้แต่สำนักที่มีชื่อเสียงในใต้หล้าสามอันดับแรกก็ยังไม่อาจนับได้ ด้วยกำลังของพวกเราคงเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใต้หล้าไม่ไหว แทนที่จะเป็นเป้ากระสุนปืนใหญ่ มิสู้ฝึกฝนอย่างสบายใจจะดีกว่า”

“หากฟ้าจะถล่มลงมา มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสายหลักค้ำยันอยู่ เหตุใดพวกเราต้องเข้าร่วม”

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งได้ฟังเช่นนี้ รู้สึกมีเหตุผลอยู่บ้าง

เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามว่า “ยามนี้ตบะของผู้อาวุโสหานเป็นเช่นไร”

ตอนที่เขาได้ยินว่าหานเจวี๋ยบดขยี้ระดับฝ่าด่านเคราะห์ได้นั้น ก็ตกใจจนแทบจะฉี่ราด

เพียงไม่กี่ปี ความเร็วในการทะลวงของหานเจวี๋ยนั้นก็ออกจะเกินไปจริงๆ!

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ยังอยู่ในระดับฝ่าด่านเคราะห์”

ยังอยู่!

สองคำนี้ทิ่มแทงนักพรตเต๋าจิ่วติ่งเข้าอย่างจัง

ทว่าเขารู้ว่าอายุของหานเจวี๋ยเพิ่งจะห้าร้อยปีเท่านั้น

แต่ไรมาเขาไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ฝึกบำเพ็ญระดับฝ่าด่านเคราะห์ทั้งที่ยังมีอายุเพียงห้าร้อยปีมาก่อน!

เกินไปแล้ว!

“ตกลง ข้าจะทำตามที่ท่านบอก หวังว่าสายมารจะไม่ลุกลามมาถึงต้าเยี่ยนของพวกเรา”

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งไม่ได้รั้งอยู่ต่อ เขาจากไปอย่างรวดเร็ว

หลังจากที่เขาจากไป อู้เต้าเจี้ยนเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย “เขาคือใครหรือ”

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างเรียบนิ่งว่า “เจ้าสำนักของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์”

“ข้าออกไปเดินเล่นที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ได้หรือไม่”

“อืม ขอเพียงไม่ออกจากสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็พอ”

อู้เต้าเจี้ยนพลันกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจและจากไปในทันที

หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจนาง หันไปฝึกฝนต่อ

เขายังจัดการกับพวกมู่หรงฉี่แบบเดียวกัน สามารถไปไหนมาไหนได้ในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ขอเพียงไม่ออกจากสำนักก็พอ ใครที่กล้าออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต จากนี้ไปจะไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับเขาอีก

หานเจวี๋ยตรวจสอบจดหมายไปพลางขณะที่ฝึกฝน

ดังที่คาดไว้ นอกจากคนของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์แล้ว สหายเกือบทั้งหมดล้วนเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร

จำนวนครั้งที่หวงจี๋เฮ่าถูกโจมตีเกือบจะถึงห้าหมื่นครั้งแล้ว ระหว่างการต่อสู้ตบะของเจ้าหมอนี่ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างมาก

สมกับที่เป็นผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด!

มารหลัวฉิวก็เผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมารอีกแล้วเช่นกัน หานเจวี๋ยคาดว่าคงจะเป็นเพราะเขากำลังช่วยจี้ไน่เหอดูดซับผู้บำเพ็ญสายมาร

เดิมทีผู้บำเพ็ญสายมารเป็นพวกหัวแข็ง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้บำเพ็ญสายมารทั้งหมดจะเชื่อฟังคำสั่งของจักรพรรดิมารโดยตรง

ยังคงจู่โจม!

เมื่อเห็นเช่นนี้ ในเวลาหนึ่งร้อยปีคงเป็นเรื่องยากที่จักรพรรดิมารจะรวบรวมผู้บำเพ็ญสายมารในใต้หล้าให้เป็นหนึ่ง

นี่ก็ไม่ใช่สงครามในโลกมนุษย์ วิธีการของเหล่าผู้บำเพ็ญเปลี่ยนแปลงไปร้อยแปดพันเก้า หากสู้ไม่ได้ก็ยังสามารถหนี หากถูกพิชิตก็ยังสามารถทรยศหักหลัง

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าราชวงศ์ฝ่ายมารก็เป็นแค่เรื่องตลกขบขัน

ราชวงศ์ที่เต็มไปด้วยขุนนางบุ๋นบู๊ที่บ้าดีเดือดได้ตลอดเวลาเช่นนี้จะสามารสถาปนาขึ้นมาได้อย่างไร

เหตุผลที่ผู้ฝึกบำเพ็ญสายมารถูกทอดทิ้ง ไม่ใช่เพราะความแตกต่างในระบบการถ่ายทอดความคิดลัทธิเต๋า แต่เป็นเพราะผู้บำเพ็ญสายมารง่ายต่อการธาตุไฟเข้าแทรก คลั่งไคล้การเข่นฆ่า และบางครั้งยังอันตรายยิ่งกว่าสัตว์ปีศาจ

หลังจากโจวฝานกลับชาติมาเกิด ตบะของเขาก็พัฒนาไปได้ไม่เลว บรรลุถึงระดับหลอมปราณขั้นแปดเป็นที่เรียบร้อย เมื่อคำนวณดูแล้วเขาเพิ่งมีอายุเพียงสิบสามปีเท่านั้น

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าเขาดิ้นรนจริงๆ ตายไปไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง คราวนี้กลับดีนัก เพียงทิ้งนามแล้วเริ่มต้นใหม่

ส่วนโม่ฟู่โฉวยิ่งน่าอนาถเสียมากกว่า ต้องแบกรับหน้าที่แก้แค้นตั้งแต่เยาว์วัย กว่าจะแก้แค้นได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ติดตามโจวฝานออกไปเผชิญโลกกว้าง สุดท้ายถูกพลังชั่วร้ายลุกลามจนกลายเป็นมารแท้ ยามนี้ถูกกักขังไว้ที่แดนต้องห้ามบรรพกาล ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสามารถหลุดพ้น

หานเจวี๋ยนึกถึงภาพฉากตอนที่เขาได้รู้จักโม่ฟู่โฉวขึ้นมา ตอนนั้นโม่ฟู่โฉวดูราวกับสุภาพบุรุษ ไม่ว่าชายหรือหญิงต่างก็เกิดความประทับใจในตัวเขาได้ง่ายดาย หากเปรียบเทียบเมื่อก่อนและตอนนี้ คงทำให้ผู้คนทอดถอนใจ

นี่ก็คือโลกมนุษย์ สรรพสิ่งทั้งหลายมีรูปแบบที่แตกต่างกัน แต่ละคนล้วนมีโชคชะตาเป็นของตนเอง

หานเจวี๋ยไม่ได้จมอยู่ในความเห็นอกเห็นใจ แต่กลับเตือนตัวเองแทน

จงอย่าเดินทางผิด!

เส้นทางที่เขากำลังเดินไปตอนนี้คือเส้นทางที่ถูกต้องที่สุด!

…..

ท้องฟ้ายามสนธยา งดงามดุจภาพวาด

ผู้บำเพ็ญสายมารจำนวนนับไม่ถ้วนลอยอยู่กลางอากาศ ในมือถืออาวุธเวทต่างๆ ไว้

พวกเขาทั้งหมดต่างจ้องมองไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือกลางไหล่เขาแห่งหนึ่ง เลือดสดอาบย้อมไปทั่วยอดเขา ร่างไร้วิญญาณที่ตีนเขากองพะเนินรวมกันเป็นภูเขาลูกย่อมๆ

ชายผู้หนึ่งถือกระบี่ยืนอยู่บนไหล่เขา อาภรณ์สีขาวของเขาเปื้อนเลอะไปด้วยโลหิต อาบย้อมเป็นสีแดงเข้ม เกศายุ่งเหยิง เต็มไปด้วยไอสังหาร

เขาก็คือหวงจี๋เฮ่า!

ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดที่เคยไปท้าประลองหานเจวี๋ยบนสำนักหยกพิสุทธิ์ผู้นั้น จิตกระบี่ฟ้าประทาน ภายหลังออกจากต้าเยี่ยน ผู้ที่ลัทธิสัจจะยุทธ์จำต้องยอมรับว่าเป็นอัจฉริยะมรรคกระบี่

หวงจี๋เฮ่าถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาต่อสู้มาเป็นเวลาห้าวันห้าคืน พลังวิญญาณใกล้จะเหือดแห้งเต็มทน

ในเวลานั้นเอง

เมฆปีศาจที่ม้วนตัวรวมกัน พลานุภาพมากมายมหาศาลแผ่ปกคลุมทั่วท้องฟ้าผืนปฐพี

สีหน้าหวงจี๋เฮ่าแปรเปลี่ยน จิตใจจมดิ่ง

ผู้ทรงพลังสายมารปรากฏแล้ว!

เมฆปีศาจที่ทอดยาวออกไปหลายสิบลี้หลอมรวมเป็นใบหน้าขนาดใหญ่น่าสะพรึงกลัว พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นว่า “ผู้เยาว์ พรสวรรค์ของเจ้าไม่เลวนี่ หากเจ้ายอมคุกเข่า ข้าก็จะไม่สังหารเจ้า แต่หากเจ้ายังดื้อดึง หึ!”

เสียงนี้เป็นเสียงของมารหลัวฉิวไม่ผิดแน่

ใบหน้าของหวงจี๋เฮ่ามืดครึ้ม มือที่ถือกระบี่กำลังสั่นเทา

เขาสัมผัสได้ถึงความอันตรายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

กับมารตนนี้ เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้อย่างแน่นอน!

หวงจี๋เฮ่าอดนึกถึงหานเจวี๋ยขึ้นมาไม่ได้ หากมารตนนี้แข็งแกร่งมากกว่านี้จะสามารถเป็นคู่ต่อสู้ของผู้อาวุโสท่านนั้นได้หรือไม่นะ

หากข้าไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับมารตนนี้ ภายภาคหน้าข้าจะท้าประลองกับผู้อาวุโสท่านนั้นได้อีกอย่างไร

“จิตกระบี่ฟ้าประทาน มีชีวิตอยู่เพื่อกระบี่ สิ้นชีพเพื่อกระบี่ หากกระบี่ของข้าไร้คมแล้ว ชีวิตของข้าอยู่ไปจะมีความหมายอะไร!”

หวงจี๋เฮ่าพึมพำกับตนเอง เขาก็กำลังพูดให้ตัวเองฟัง

ขณะที่หวงจี๋เฮ่าเตรียมยกกระบี่ขึ้นนั้น พลังที่น่าเกรงขามมหาศาลสายหนึ่งก็กดทับมาจากรอบด้าน ปกฟ้าคลุมดิน กดเหล่าผู้บำเพ็ญสายมารในอากาศให้ร่วงลงมา เสียงกรีดร้องน่าเวทนาดังเข้าหูไม่ขาดสาย

“เหอะ มารหลัวฉิว เจ้าก็คิดว่าสายหลักไม่มีใครเช่นนั้นจริงๆ หรือ”

“ข้าปิดด่านฝึกตนมานับพันปี เวลานี้ได้ยินว่าสายมารต้องการจะครอบครองใต้หล้า ช่างเป็นเรื่องที่น่าตลกขบขันสิ้นดี!”

“สหายเก่าทุกท่าน ไม่ได้พบกันนาน พลังมรรคสูงขึ้นหรือไม่”

“ฮ่าๆ วันนี้มาร่วมสังหารหนึ่งในห้ามารอาวุโส ยกย่องเกียรติภูมิสายหลักของข้า!”

“ตั้งแต่สมัยบรรพกาล ความชั่วร้ายไม่อาจชนะความชอบธรรม เมื่อเผชิญหน้ากับสายมาร ผู้บำเพ็ญสายหลักยอมตายเสียดีกว่ายอมแพ้ ผู้เยาว์ เจ้าทำได้ดีมาก!”

เมื่อได้ยินเสียงที่ส่งมาจากทุกทิศทุกทาง หวงจี๋เฮ่าก็พรูลมหายใจยาวออกมา บนใบหน้าปรากฏเป็นรอยยิ้ม

…..

ใต้หล้าถูกสายมารทำลายล้าง แม้ต้าเยี่ยนโชคดีที่รอดพ้นมาได้ แต่ก็ยังให้ความสนใจกับเหตุการณ์ในใต้หล้ามาโดยตลอด โดยเฉพาะสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ได้ติดต่อกับแดนบำเพ็ญพรตโดยรอบ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้เร็วและกว้างขวางยิ่งขึ้น

ยามที่ได้รู้ว่าเหล่าผู้ทรงพลังสายหลักในใต้หล้าล้วนออกจากการปิดด่านกักตนอย่างต่อเนื่อง เหล่าผู้อาวุโสของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ก็ดีใจเป็นล้นพ้น

แม้กระทั่งยังมีผู้อาวุโสจำนวนไม่น้อยที่ยังต้องการมีส่วนร่วมในคลื่นยักษ์แห่งการเข่นฆ่ามารพวกนี้ โชคดีที่นักพรตเต๋าจิ่วติ่งยับยั้งความคิดนี้อย่างเด็ดขาด ไม่อนุญาตให้ศิษย์ของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ออกจากต้าเยี่ยน

เวลาก็ผ่านไปเช่นนี้นับเจ็ดปี

หานเจวี๋ยยังคงติดอยู่ที่ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นห้า ส่วนฟางเหลียงทะลวงไปสู่ระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว

พรสวรรค์ที่สำแดงออกมาของฟางเหลียงนั้นยังดุดันมากกว่ามู่หรงฉี่ ทำให้ทั้งเหล่าศิษย์และศิษย์หลานเลื่อมใสในตัวหานเจวี๋ยมากขึ้น ในความเห็นของพวกเขา นี่ล้วนเป็นคุณูปการของหานเจวี๋ยที่ทำลายกฎธรรมชาติแห่งโชคชะตา

บุตรแห่งฟ้าดิน อย่างน้อยในโลกนี้ก็มีดวงชะตาไม่เป็นสองรองใคร แม้แต่มู่หรงฉี่ที่เป็นเทพสงครามสวรรค์กลับชาติมาเกิดก็ยากที่จะปกปิดขอบเขตความสามารถของเขาได้

หานเจวี๋ยเจียดเวลามาชี้แนะฟางเหลียงและมู่หรงฉี่โดยเฉพาะ

หานเจวี๋ยตัดสินใจปล่อยฟางเหลียงออกไป ด้วยดวงชะตาของฟางเหลียงเขาน่าจะได้รับโอกาสวาสนามากมาย ไม่แน่ว่าบางทีเขาอาจมีส่วนในวาสนานี้ด้วย ถึงอย่างไรฟางเหลียงก็มีระดับความประทับใจต่อเขาถึงหกดาว

หลังจากชี้แนะมาหลายปีเช่นนี้ ฟางเหลียงได้ถูกบ่มเพาะให้มีลักษณะนิสัยที่ละเอียดรอบคอบ ประกอบกับดวงชะตาฟ้าดิน แม้อยากที่จะตายก็คงยาก

บทที่ 123
หานเจวี๋ยถ่ายทอดสามกระบี่แยกเงา ย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้น มหาวายุอัสนีและวิชาเทพวายุให้กับฟางเหลียงและมู่หรงฉี่

ทั้งคู่ต่างสมกับเป็นอัจฉริยะ เวลาเพียงครึ่งปีก็เชี่ยวชาญทั้งหมด

พวกเขาล้วนมีตบะอยู่ในระดับปราณก่อกำเนิด หากออกไปด้านนอกเวลานี้ก็คงมีพลังที่จะปกป้องตนเองได้

“ฟางเหลียงคงมีประสบการณ์ในการออกไปด้านนอกแล้วกระมัง กระทั่งเจ้ารู้ซึ้งทางโลกและละทางโลกได้แล้ว ค่อยกลับมาบำเพ็ญเพียร จะสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของฟ้าดินได้อย่างแน่นอน”

“มู่หรงฉี่ จากนี้ไปเจ้าก็สามารถมีส่วนร่วมในภารกิจของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ได้ จะไม่ถูกผูกมัดใดๆ จากเขาลูกนี้อีก”

หานเจวี๋ยไพล่มือทั้งคู่ไว้ด้านหลัง หันหลังคุยกับทั้งสองคน

สวินฉางอันและหยางเทียนตงที่อยู่ใต้ต้นฝูซังอดไม่ได้ที่จะลืมตาขึ้น

หานเจวี๋ยจะให้ฟางเหลียงออกไปข้างนอกหรือ

นี่เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยยอมปล่อยให้ใครลงจากเขาด้วยตนเองเช่นนี้

นัยน์ตาของหยางเทียนตงเต็มไปด้วยความอิจฉา เขาเองก็เข้าใจดีว่าตนนั้นเทียบกับฟางเหลียงไม่ได้

ฟางเหลียงตระหนกตกใจ ก่อนรีบร้อนเอ่ยขึ้น “อาจารย์ปู่…เหตุใดท่านถึงไล่ข้า”

มู่หรงฉี่ก็แอบประหลาดใจเช่นกัน ท่าทีของเขาไม่ต่างอะไรกับฟางเหลียง

ฟางเหลียงระมัดระวังรอบคอบ แต่มู่หรงฉี่กลับไม่ใช่ แม้กระทั่งเขายังมีความถือดีอยู่บ้าง ภายในเนื้อแท้มีความหยิ่งยโสบางส่วน เป็นความหยิ่งยโสที่ไม่ว่าสวินฉางอันจะพร่ำสอนอย่างไร ก็ไม่สามารถกำจัดความยโสนั้นออกไปได้

จากมุมของมู่หรงฉี่ พรสวรรค์ของตนโดดเด่นเป็นหนึ่ง และเขาควรจะมีชื่อเสียงทั่วทั้งใต้หล้า หาใช่มังกรที่ซ่อนอยู่ในน้ำลึก!

เหตุผลที่เขายินยอมที่จะรั้งอยู่ ก็เป็นเพราะรู้สึกว่าตบะของตนยังไม่เพียงพอ

“ออกไปฝึกฝนประสบการณ์ดูสักครั้ง เมื่อใดที่คิดอยากกลับมาก็กลับมาได้ทุกเมื่อ” หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ

เมื่อเป็นเช่นนี้ฟางเหลียงถึงได้รู้สึกโล่งใจ

หานเจวี๋ยไม่สนใจพวกเขาอีก หันกายกลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทานทันที

อู้เต้าเจี้ยนยังคงเข้าฌานฝึกฝน นางไปเดินเล่นที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์มาแล้วรอบหนึ่ง เพียงไม่นานก็รู้สึกเบื่อหน่าย เพราะอย่างนั้นนางจึงเริ่มฝึกฝนอย่างว่าง่าย

หานเจวี๋ยนั่งสมาธิบนเตียงและเริ่มฝึกฝนเช่นกัน

แม้ภายในถ้ำเทวาจะมีอู้เต้าเจี้ยนเพิ่มเข้ามา แต่ทั้งคู่พูดคุยกันน้อยมาก เวลาส่วนใหญ่ต่างคนล้วนต่างเงียบไม่กล่าววาจา ซึ่งเป็นสิ่งที่หานเจวี๋ยชอบมาก

ฟางเหลียงอยู่ต่ออีกเจ็ดวัน ก่อนจะลงจากเขาไปเพียงลำพัง

สวินฉางอันยืนอยู่ที่ริมหน้าผา เฝ้ามองเขาจากไป บนใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล

เห็นท่าทางของเขาเช่นนี้แล้ว ไก่คุกรัตติกาลก็ไม่ได้หาเรื่องเขาเหมือนแต่ก่อน กลับถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เฮ้อ เจ้าสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นนั่นจะตายแล้วหรือยังนะ เหตุใดยังไม่กลับมาอีก”

หยางเทียนตงเอ่ยอย่างจนใจ “ตายน่ะไม่น่าเป็นไปได้ เจ้านั่นโชคชะตาประเสริฐนัก คิดจะสังหารมันยากกว่าการปีนขึ้นสวรรค์เสียอีก”

ไก่คุกรัตติกาลไม่ได้โต้ตอบอะไร

…..

แปดเดือนต่อมา

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงสู่ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นหก

สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากการทะลวงคือใช้การแบบจำลองการทดสอบเพื่อต่อสู้กับเซวียนฉิงจวินซึ่งเขาปรับให้อยู่ในระดับมหายานขั้นสาม

ครั้งนี้ ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ไม่ได้พ่ายแพ้อีกต่อไป

หลังจากต่อสู้อยู่หลายนาที เขาก็สามารถสังหารเซวียนฉิงจวินได้สำเร็จ

หานเจวี๋ยยังคงรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แม้แต่พลังพิเศษไท่อี่ก็ถูกนำมาใช้แล้ว แต่ยังไร้หนทางที่จะสังหารเซวียนฉิงจวินในชั่ววินาที

จักรพรรดิมารเองก็คงมีตบะระดับนี้ เมื่อถึงเวลานั้นที่จักรพรรดิมารสังหารเขา หากไม่สามารถสังหารได้ภายในชั่ววินาทีคงจะยุ่งอยากไม่น้อย

ดูท่าคงถึงเวลาที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับพลังวิเศษอีกครั้ง!

ครั้งก่อนที่เพิ่มความแข็งแกร่งนั้น ยังเป็นช่วงที่อยู่ในระดับรวมกายา ยามนี้ท่ามกลางแม่น้ำมรรคกระบี่น่าจะเข้าใกล้ได้อีกขั้นหนึ่ง

หานเจวี๋ยครุ่นคิดหลายตลบ ก่อนที่จะตัดสินใจเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ

พลังวิเศษนี้สามารถสังหารศัตรูจากระยะไกลได้ เช่นนี้หานเจวี๋ยก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยใบหน้าของตน

หานเจวี๋ยเริ่มใคร่ครวญ และหยั่งรู้ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพ

เพียงไม่นานเขาก็เข้าสู่สภาวะแห่งการรู้แจ้ง

สองเดือนต่อมา

เกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดขึ้นบนท้องนภา ทำให้ทั้งโลกมนุษย์เกิดความตกตะลึง แต่ในช่วงที่อยู่ในศึกสงครามระหว่างสายหลักกับสายมาร สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายเป็นกังวลคือการที่ฝ่ายศัตรูมีผู้ทรงพลังทะลวงระดับ

ผู้ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ท้องฟ้าแปลกประหลาดนี้แน่นอนว่าย่อมเป็นหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยเดินทางมาที่แม่น้ำมรรคกระบี่ด้วยความรู้สึกคุ้นเคย คราวนี้แตกต่างจากครั้งก่อน เขาสามารถควบคุมจิตรับรู้ของตนให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้า และหยุดลงได้

“ครั้งนี้ก็น่าจะได้พบกับคนผู้นั้นอีกกระมัง”

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ

เขาก้าวเดินไปข้างหน้า

เงามนุษย์เงาแล้วเงาเล่าถูกเขาแซงหน้าไปเรื่อยๆ เขาก้าวเดินไม่ช้าไม่เร็ว ในขณะที่กำลังตั้งใจอยู่นั้นภาพของผู้ฝึกสายกระบี่ก็วาบผ่านเข้ามา

ผ่านไปครู่หนึ่ง

หานเจวี๋ยมองเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้น กำลังรอคอยเขาอยู่

เขารีบกล่าวทักทายในทันที “ผู้อาวุโส ไม่เจอกันนาน ท่านยังสบายดีหรือไม่”

อีกฝ่ายแค่นเสียงเอ่ย “ก็ไม่นับว่านาน เจ้ามาอีกแล้วหรือ ครั้งนี้ข้าจะไม่ขวางเจ้า เจ้าไปรนหาที่ตายเถอะ”

หานเจวี๋ยเดินมาเบื้องหน้าเขา ประสานมือยิ้มเอ่ย “ขอบคุณผู้อาวุโสที่ช่วยเหลือข้าหลายครั้ง ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสมีนามว่าอันใด”

อีกฝ่ายเงียบงัน ไม่ตอบคำถาม

“ข้าบรรลุระดับฝ่าด่านเคราะห์แล้ว ไม่ช้าก็เร็วคงได้ขึ้นสวรรค์ หากมีโอกาสวันหน้าอยากตอบแทนผู้อาวุโส ด้วยตบะของผู้เยาว์ในตอนนี้ อาจไม่ได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโส แต่ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่”

หานเจวี๋ยกล่าวต่อ อีกฝ่ายพิทักษ์อยู่ที่แม่น้ำมรรคกระบี่มาโดยตลอด แน่นอนว่าย่อมไม่ใช่คนที่สัญจรไปมา บางทีเขาอาจจะเป็นผู้ทรงพลังที่ไม่มีใครเทียบเทียมได้ในแดนสวรรค์

บนแดนสวรรค์ก็มีศัตรูของหานเจวี๋ยอยู่แล้วสองคน หานเจวี๋ยก็ไม่อยากหัวเดียวกระเทียมลีบ

อีกฝ่ายแค่นเสียงเอ่ยว่า “ช้าก่อน ข้าเฝ้าดูแม่น้ำมรรคกระบี่ เพียงต้องการพิทักษ์มรรคกระบี่เท่านั้น โลกมนุษย์ที่เจ้าอยู่ไม่ธรรมดา นอกจากเจ้าแล้วก่อนหน้านี้ก็เคยมีบุตรแห่งสวรรค์เดินทางมา แม้จะเดินได้ไม่ไกลเท่าเจ้า แต่ภายภาคหน้าการที่เขาจะกลายเป็นเซียนกระบี่ ก็คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร”

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น เอ่ยถามด้วยความสงสัย “คนผู้นั้นมีนามว่าอะไร”

“ข้าย่อมไม่อาจเอ่ยออกไปได้ แต่เขานั้นมีกรรมร่วมกับเจ้า”

คำพูดนี้ทำให้หานเจวี๋ยนึกถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมา

หวงจี๋เฮ่า!

หวงจี๋เฮ่าที่มีจิตกระบี่ฟ้าประทานก็ได้ก้าวเข้าสู่ระดับสุญตาแล้ว แสดงให้เห็นถึงลักษณะของบุตรแห่งสวรรค์!

หานเจวี๋ยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้อีก พลันเดินหน้าต่อไป

ขณะที่เขาก้าวผ่านชายลึกลับผู้นั้น เพียงแค่หนึ่งก้าวก็สัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล

เขาก้าวไปข้างหน้าต่อเนื่อง

ก้าวที่สอง!

ก้าวที่สาม!

ครั้งก่อนเขาหยุดอยู่ที่ก้าวที่สาม และไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อีก

ครั้งนี้ หานเจวี๋ยเดินหน้าไปอีกก้าว

ก้าวที่สี่!

ก้าวที่ห้า!

แรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวปะทะเข้ามา ทำเอาหานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่น

เขากัดฟันกรอด

เดินหน้าอีกก้าว!

ตู้ม!

จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยพลันเกิดเปลวเพลิงสีน้ำเงินลุกไหม้ขึ้นมาทันใด ทว่าเท้าของเขายังคงก้าวลงอย่างมั่นคง

เขารู้ดีว่าตนเองไม่สามารถเข้าไปได้อีกแล้ว

หลังขั้นไท่อี่ เดินหน้าอีกหกก้าว ก็เพียงพอแล้ว!

หานเจวี๋ยไม่ได้ถอยกลับในทันที แต่แบกรับแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัวนั้น และค่อยๆ หันกายกลับมาอย่างช้าๆ

ชายลึกลับกล่าวชม “ไม่ธรรมดา พรสวรรค์มรรคกระบี่ของเจ้า เหนือกว่าผู้ฝึกสายกระบี่ทุกคนในโลกมนุษย์”

[จั้งกูซิงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

จั้งกูซิง?

กระบี่กูซิงจั้ง?

หานเจวี๋ยใคร่ครวญอย่างเงียบๆ หลังจากนั้นเดินไปด้านหน้าจั้งกูซิง กล่าวว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสที่กล่าวชม ผู้เยาว์ไม่รบกวนการฝึกฝนของผู้อาวุโสแล้ว”

จั้งกูซิงพยักหน้าเล็กน้อย หลังจากนั้นหานเจวี๋ยจึงขับให้จิตรับรู้แตกสลายไป

ชั่วพริบตา แม่น้ำมรรคกระบี่แตกกระจายเป็นเสี่ยง หานเจวี๋ยกลับสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง

ตู้ม!

พลังวิญญาณหกสายภายในร่างของเขาพลันระเบิดออก!

ตบะของเขากลับเกิดความบ้าคลั่งขึ้น!

[ดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพพลังวิเศษของท่านเพิ่มระดับขึ้นมหาศาล เลื่อนขั้นเป็นพลังวิเศษขั้นไท่อี่]

[ท่านรู้แจ้งมรรคกระบี่ พลังมรรคเพิ่มพูน]

หานเจวี๋ยโคจรวิชายุทธ์ในทันที เริ่มคล้อยตามการเลื่อนขั้น

อู้เต้าเจี้ยนลืมตาขึ้น มองไปยังหานเจวี๋ยด้วยความตกตะลึง ไม่ได้รบกวนแต่อย่างใด

เพื่อหลีกเลี่ยงที่จะทำให้สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ต้องตื่นตระหนก หานเจวี๋ยเปิดเขตอาคมของระบบ ปิดกั้นถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หลังจากผ่านไปเจ็ดวันเต็ม

ตบะของเขาไม่เพิ่มขึ้นอีก แม้ว่าเขาจะห่างจากระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเจ็ดอีกเพียงช่วงหนึ่ง แต่ยังดีกว่าการเพียรบำเพ็ญหนักหลายปีแล้ว

ไม่เลวนี่!

หานเจวี๋ยเรียกดูค่าความสัมพันธ์เพื่อค้นหาจั้งกูซิง

[จั้งกูซิง: เซียนแท้ไท่อี่ระยะกลาง พิทักษ์มรรคกระบี่หลายล้านปีแล้ว เนื่องด้วยท่านมีคุณสมบัติมรรคกระบี่ที่ยอดเยี่ยมจึงเกิดความประทับใจในตัวท่าน ทว่ายังมีความแคลงใจต่อนิสัยของท่านอย่างมาก หากท่านจงใจชวนเขาเสวนาอีกครั้ง จะทำให้เขาเกิดความเอือมระอา ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

เซียนแท้ไท่อี่!

สุดยอดไปเลย!

เมื่อหานเจวี๋ยมองเห็นหมายเหตุด้านหลัง สีหน้าท่าทางกระอักกระอ่วนอย่างอดไม่ได้

นี่ก็คือผู้แข็งแกร่งหรือ

เย็นชาชะมัด!

ครั้งหน้าหากเมินเขาไปเลย ระดับความประทับใจจะเพิ่มขึ้นหรือไม่นะ

บทที่ 124
หานเจวี๋ยตะลึงกับตบะของจั้งกูซิง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ล้วนเป็นความคิดที่จะสร้างความประทับใจหลากหลายวิธี

สุดท้าย เขาก็ล้มเลิกความคิดต่างๆ นานาเหล่านี้ไป

ตีเหล็กยังต้องมีร่างกายที่แข็งแกร่ง!

ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอถึงจะเป็นวิธีที่ถูกต้อง อย่าคิดแต่จะพึ่งพาความแข็งแกร่งของผู้อื่นไปตลอด!

หานเจวี๋ยรวมพลัง เริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบ

เผชิญหน้ากับเซวียนฉิงจวินที่อยู่ระดับมหายานขั้นสาม เขาแสดงดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพออกมาทันที

สังหารในชั่วพริบตา!

หานเจวี๋ยไม่หยุดเพียงเท่านั้น ปรับตบะของเซวียนฉิงจวินให้ขึ้นเป็นระดับมหายานขั้นสี่

สังหารในชั่วพริบตา!

ระดับมหายานขั้นห้า!

ไม่สามารถสังหารในชั่วพริบตา แต่สามารถทำให้เซวียนฉิงจวินบาดเจ็บหนัก!

ระดับมหายานขั้นหก!

เอาล่ะ โจมตีไม่โดนเลย ถูกเซียนฉิงจวินสังหารในชั่วพริบตา

ผู้มีฝีมือต้องเจียระไน ชัยชนะและความพ่ายแพ้มักเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ผู้ใดลงมือก่อน ผู้นั้นย่อมเป็นฝ่ายชนะ!

หานเจวี๋ยลองทดสอบอีกสองสามครั้ง ปฏิกิริยาตอบสนองไม่เร็วเท่าเซวียนฉิงจวินจริงๆ

รับมือกับจักพรรดิมารได้ก็เพียงพอแล้ว

หากจี้ไน่เหอแข็งแกร่งกว่าเซวียนฉิงจวิน เช่นนั้นก็คงจะไม่ตายในเคราะห์สวรรค์ขณะขึ้นสวรรค์แน่ๆ

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น นำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เตรียมสาปแช่งจี้ไน่เหอ มารหลัวฉิว นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน จูเชวี่ยและโม่โยวหลิง

ภารกิจประจำวัน จะละเลยไม่ได้!

หานเจวี๋ยเปิดจดหมายเพื่อตรวจสอบ

ผ่านมาหลายปีเพียงนี้ ไม่รู้ว่าฟางเหลียงเป็นอย่างไรบ้าง

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x38222

[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x12004

[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย ดวงชะตาของราชวงศ์ฝ่ายมารถดถอยอย่างหนัก]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านบังเอิญพบโอกาสวาสนา ได้รับพลังเทพหลอมกายา]

[มารหลัวฉิวสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้ทรงพลังสายหลัก ตัวตายมรรคผลสลาย]

[ฟางเหลียงศิษย์หลานของท่านข้ามขอบเขตพลังสังหารผู้บำเพ็ญสายมารระดับเปลี่ยนวิญญาณ ตรัสรู้พลังวิเศษ]

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x41172

…..

เยี่ยมมาก!

ภายในเวลาแปดปี ฟางเหลียงได้พบเจอโอกาสถึงสี่ครั้ง!

นี่น่ะหรือบุตรแห่งฟ้าดิน

น่าหวาดกลัวถึงเพียงนี้เชียว!

หานเจวี๋ยตกใจจนพูดไม่ออก ทันใดนั้น เขาสังเกตเห็นว่ามารหลัวฉิวกลับตายไปแล้ว?

เขารีบร้อนตรวจสอบค่าความสัมพันธ์ในทันที

ภาพประจำตัวของมารหลัวฉิวหายไปแล้ว

หานเจวี๋ยรู้สึกเศร้าสลดอยู่บ้าง

บางคนก็หายไปโดยไม่รู้ตัว

ภารกิจประจำวันลดลงไปอีกหนึ่ง

จะว่าไป หนึ่งในห้ามารอาวุโสตายไป สายหลักก็เริ่มทรงพลังแล้ว?

นี่ก็เป็นเรื่องปกติ ในสายตาของหานเจวี๋ย ในใต้หล้านี้สายหลักแน่นอนว่าย่อมแข็งแกร่งกว่า?

สุดท้ายสายมารก็เป็นวิธีการฝึกบำเพ็ญที่ไม่สามารถเปิดเผยได้

แม้แต่ตนเองยังควบคุมไม่ได้ แล้วจะตามมามหามรรคาได้อย่างไร

หานเจวี๋ยลอบหยอกล้อกับตนเองว่า “จี้ไน่เหอเอ๋ยจี้ไน่เหอ หวังว่าจะมีโอกาสให้ข้าได้สังหารเจ้านะ อย่าได้ตายไปก่อนที่ข้าจะได้พบเจ้า”

…..

ห้าปีต่อมา

หานเจวี๋ยทะลวงสู่ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเจ็ดอย่างราบรื่น

เขาพึงพอใจกับความเร็วในการฝึกบำเพ็ญของตนมาก เมื่อเทียบกับสหายและศัตรูในค่าความสัมพันธ์ ความเร็วในการทะลวงของเขานั้นไม่มีใครเทียบได้อย่างแน่นอน

ความเร็วในการฝึกบำเพ็ญของอู้เต้าเจี้ยนก็เร็วมากเช่นเดียวกัน คาดว่าอีกไม่นานจะสามารถบุกเข้าระดับปราณก่อกำเนิดได้

หยางเทียนตงเข้าใกล้ระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว ไก่คุกรัตติกาลยังคงต่อสู้ดิ้นรนอยู่ในระดับสุญตา ตบะค่อนข้างเชื่องช้า

วันนี้เอง

โม่จู๋เรียกเขาจากด้านในตำหนัก น้ำเสียงค่อนข้างร้อนรน เมื่อหานเจวี๋ยสัมผัสได้ก็พลันเคลื่อนย้ายไปที่ตำหนักทันที

“มีเรื่องใด” หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยคิ้วขมวด

โม่จู๋ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกฝนอย่างเงียบๆ ตบะของนางเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เกือบจะบรรลุถึงระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว ดูเหมือนว่าวิชายุทธ์ที่สืบทอดกันมาของบรรพบุรุษตระกูลโม่นั้นจะไม่ธรรมดา

โม่จู๋กัดฟันเอ่ยว่า “ข้าต้องการออกไปข้างนอก ได้โปรดเถิด ปล่อยข้าออกไป เผ่ามนุษย์ของข้ากำลังรอให้ข้าไปช่วย”

“ช่วยผู้ใด โม่ฟู่โฉวหรือว่าบรรพบุรุษของเจ้า”

“ช่วยทุกคน!”

หานเจวี๋ยเงียบงัน

ตระกูลโม่นี่ก็ได้สร้างกลุ่ม QQ[1] ไว้ในสายเลือดหรือ พวกเขาติดต่อกันอย่างไรกันแน่

โม่จู๋คว้ามือของหานเจวี๋ยไว้ พูดอย่างจริงจังว่า “ข้ารู้ว่าเจ้ากำลังกังวลอะไร กังวลว่าข้าจะถูกบรรพบุรุษตระกูลโม่หลอกลวง แต่ถึงแม้ตระกูลโม่ของพวกเราจะเป็นสายมาร แต่ใช่ว่าจะเย็นชาไร้หัวใจ ยามนี้ ตระกูลโม่ทั้งหมดถูกผนึก เหลือเพียงข้าที่ยังอยู่ หากข้าไม่ช่วยพวกเขา ตระกูลโม่ก็จะจบสิ้น”

“ไม่ง่ายเลยกว่าที่ข้าจะพบว่านอกจากพี่ชายของข้าแล้ว ตระกูลโม่ยังมีคนอื่นๆ หลงเหลืออยู่ ข้าไม่สามารถมองข้ามความเจ็บปวดของพวกเข้าได้”

หานเจวี๋ยเอ่ยขึ้นอย่างเรียบนิ่ง “เจ้าอาจจะตายได้ เจ้ายังจะไปอยู่หรือ”

โม่จู๋พยักหน้าหนักแน่น

หานเจวี๋ยนำหุ่นเชิดแห่งสวรรค์ที่เขาตระเตรียมไว้นานแล้วมอบให้นาง เอ่ยว่า “เก็บไว้ในแหวนเก็บสมบัติ ยามวิกฤตมันสามารถช่วยชีวิตเจ้าได้ แต่ก็เพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากไปครั้งนี้ เจ้าก็อย่าได้คิดว่าข้าจะออกไปช่วย หากเจ้าตาย พวกเราทำได้เพียงสานวาสนากันใหม่ในภพหน้า”

อย่างไรเสียโม่จู๋ก็ถูกเขาประทับตราประทับหกวิถีแล้ว ที่ควรบอกก็ต้องบอกให้ชัดเจน

เอ่ยเพียงเท่านี้ หานเจวี๋ยก็หันหลังจากไป

โม่จู๋รู้สึกกล้ำกลืน นางเองรู้ดีว่าหานเจวี๋ยเป็นห่วงนาง เพียงแต่การไขว่คว้าของมนุษย์หาใช่เพียงเพื่อความปลอดภัยของตนเองเท่านั้น

นอกจากตนเองและหานเจวี๋ยแล้ว นางยังเป็นห่วงผู้อื่น

หลังจากออกจากตำหนัก หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงให้นักพรตเต๋าจิ้งซวี ขอให้นางปลดผนึกและปล่อยโม่จู๋ออกไป

เมื่อกลับมาถึงภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยเปิดดูภาพประจำตัวของโม่โยวหลิงเพื่อตรวจสอบดูอีกครั้ง

ตบะระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นห้า ยามนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของหานเจวี๋ยอีกต่อไป

ด้วยการสาปแช่งของหานเจวี๋ยตลอดทั้งปี ก่อนหน้านี้โม่โยวหลิงถูกธาตุไฟเข้าแทรก เวลานี้ยังได้รับบาดเจ็บสาหัส

‘หลังจากนี้ข้าจะไม่สาปแช่งเจ้าแล้ว หวังว่าเจ้าจะพยายามอย่างถึงที่สุด’

หานเจวี๋ยครุ่นคิดอยู่ภายในใจเงียบๆ

โม่โยวหลิงเป็นศัตรูกับเขา แต่ไม่จำเป็นต้องทำร้ายโม่จู๋ อย่างไรเสียนางก็เลือกโม่จู๋เป็นผู้สืบทอดของตัวเอง

หากกล้าเข้ามาวุ่นวาย ก็จะถือว่าปล่อยให้โม่จู๋ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของนาง อย่างไรเสียยังมีหุ่นเชิดแห่งสวรรค์อยู่ การสังหารโม่โยวหลิงในชั่ววินาทีไม่ใช่เรื่องยาก

‘เห็นเช่นนี้แล้ว ข้าคงต้องขอบคุณพ่อกับแม่ที่ทิ้งข้าไป ลดเรื่องราวยุ่งยากลงไปได้มากทีเดียว’

หานเจวี๋ยคิดพลางหัวเราะกับตัวเอง เวลาผ่านไปหลายปีเพียงนี้ พวกเขาก็คงกลายเป็นเถ้ากระดูกไปแล้ว

หากพวกเขายังจำหานเจวี๋ยได้ พวกเขาจะต้องประทับใจในตัวหานเจวี๋ยแน่ ครั้นแล้วก็เข้าไปดูในหน้าต่างค่าความสัมพันธ์

ทว่า กลับไม่มี

แน่นอน บางทีพวกเขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่ เพียงแต่ไม่คิดถึงหานเจวี๋ยเท่านั้น

หานเจวี๋ยกลับไปฝึกฝนต่อ ไม่ได้สนใจโม่จู๋อีก

ทุกคนล้วนมีปณิธานเป็นของตนเอง เขาไม่อาจกำหนดปณิธานของเขาให้กับทุกคนรอบตัวได้

หากมีวันหนึ่ง ศิษย์ของเขาต้องจากไปเพราะไม่มีทางเลือกหรือมีเรื่องลำบากที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หานเจวี๋ยก็ไม่สามารถที่จะฝืนบังคับกักขังพวกเขา

ไม่ว่าอย่างไร สิ่งที่หานเจวี๋ยควบคุมได้ก็มีเพียงตัวเองเท่านั้น

เขามีเพียงเป้าหมายเดียว

มีชีวิตยืนยาวเป็นอมตะ!

เส้นทางการบำเพ็ญเพียรนี้ ถูกกำหนดให้โดดเดี่ยว!

ผู้คนรอบกาย หากหานเจวี๋ยสามารถช่วยได้ก็ช่วย แต่เขาจะไม่มีวันยอมเฉือนเนื้อตัดกระดูกเพื่อพวกเขาเด็ดขาด

…..

สองปีต่อมา

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเดินทางมาเยี่ยมเยียน

“ผู้อาวุโสหาน มีข่าวดี ท่านกล่าวไม่ผิดจริงๆ ไม่จำเป็นที่สำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ต้องลงมือ สายมารก็ไม่อาจทำสำเร็จ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สายหลักลงมือแล้ว มารหลัวฉิวผู้เป็นหนึ่งในห้ามารอาวุโสถูกบุตรแห่งสวรรค์ผู้โดดเด่นในจวนเซียนสวรรค์ผู้หนึ่งสังหาร กล่าวกันว่าบุตรแห่งสวรรค์ผู้โดดเด่นท่านนั้นมีอายุเพียงพันปี ช่างน่ากลัวจริงๆ” นักพรตเต๋าจิ่วติ่งกล่าวอย่างตื่นเต้นดีใจ

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว เขานึกว่ามารหลัวฉิวถูกล้อมตีจนตาย คิดไม่ถึงว่าจะถูกสังหารโดยบุตรแห่งสวรรค์จากจวนเซียนสวรรค์เพียงผู้เดียวเช่นนี้

อายุพันปีก็สามารถสังหารหนึ่งในห้ามารอาวุโสได้ ไม่อาจดูแคลนจริงๆ

ระดับมหายานอายุพันปี?

น่ากลัวเกินไปแล้ว

หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “เช่นนั้นตอนนี้สายมารก็กำลังอยู่ในสถานการณ์ตื่นตระหนกใช่หรือไม่”

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งส่ายหน้า เอ่ยว่า “การตายของมารหลัวฉิวกลับทำให้ความขัดแย้งระหว่างสายหลักและสายมารทวีความรุนแรงมากขึ้น ได้ยินมาว่ามารอาวุโสอีกสี่คนที่เหลือกำลังจะออกมา”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

‘เซวียนฉิงจวินจะเข้าร่วมด้วยหรือไม่’

กล่าวตามตรง เขาไม่ต้องการให้เซวียนฉิงจวินมาตายในหายนะครั้งนี้

เพียงแต่เขามักจะรู้สึกว่าเซวียนฉิงจวินกลับไม่ได้ยืนอยู่ฝ่ายสายมารอย่างสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นก็คงไม่ช่วยเขาปกปิดเรื่องที่เขาสังหารพญาอสรพิษหยกแน่

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง

จู่ๆ ก็มีอักขระแถวหนึ่งปรากฏขึ้นต่อหน้าหานเจวี๋ย

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

บทที่ 125
ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด?

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้นน้อยๆ เลือกตรวจสอบทันที

[จี้เซียนเสิน: ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเก้า เกิดมาพร้อมกับจิตใจที่ไร้ศัตรู เชื่อว่าตนถึงจะเป็นเทพเซียนองค์เดียวที่อยู่เหนือหมู่คน หยิ่งทระนงถือดีเป็นที่สุด กำเนิดในจวนเซียนสวรรค์ อายุร้อยปีระดับรวมแก่นปราณ สองร้อยปีระดับปราณกอกำเนิด เป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของจวนเซียนสวรรค์ ปิดด่านฝึกบำเพ็ญมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดศึกระหว่างสายหลักและสายมารทำให้จำต้องออกมา เนื่องด้วยได้ยินว่ากวนอวี่จากสำนักหยกพิสุทธิ์เป็นผู้บำเพ็ญอันดับหนึ่งในหล้า จึงตั้งใจเดินทางมาท้าประลองโดยเฉพาะ]

บุตรแห่งสวรรค์ที่แข็งแกร่งที่สุดของจวนเซียนสวรรค์?

ช้าก่อน!

หรือบุตรแห่งสวรรค์ที่สังหารมารหลัวฉิวก็คือคนผู้นี้

หานเจวี๋ยเอ่ยถามว่า “ท่านเจ้าสำนัก ผู้ที่สังหารมารหลัวฉิวมีนามว่าจี้เซียนเสินใช่หรือไม่”

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งส่ายหน้าและเอ่ยว่า “ข้าเองก็ไม่รู้แน่ชัด ข่าวแพร่กระจายมาไกลเกินไป ข้อมูลจำนวนมากล้วนตกหล่นไปหมด”

หานเจวี๋ยจนปัญญา

เขาสังเกตเห็นจุดหนึ่ง จี้เซียนเสินหยิ่งทระนงถือดีเป็นที่สุด

จวนเซียนสวรรค์นี่ก็ผลิตแต่พวกอวดดีหรือ

ก่อนหน้านี้จี้เหลิ่งฉานก็มีนิสัยอวดดีเช่นกัน

จะว่าไปสองคนนี้ต่างก็อยู่ที่จวนเซียนสวรรค์มาโดยตลอด กระทั่งตบะแข็งแกร่งขึ้นถึงได้ออกมาภายนอก

จวนเซียนสวรรค์นี้ดูเหมือนจะลึกล้ำกว่าที่หานเจวี๋ยจินตนาการเอาไว้

หานเจวี๋ยรีบตรวจสอบผู้แข็งแกร่งที่สุดภายในสำนักหยกพิสุทธิ์ทันที

ไม่นานก็จับไปที่จี้เซียนเสิน เขาหลับตาลงทันที เริ่มทำแบบจำลองการทดสอบ

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเห็นเขาหลับตาลงก็ไม่ได้รบกวน ด้วยคิดว่าเขามีอะไรอยากจะกล่าว ตอนนี้กำลังใคร่ครวญ

หลังจากผ่านไปสิบอึดใจ

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น คิ้วขมวดน้อยๆ

เจ้าหมอนี่ก็น่าสนใจอยู่บ้างนี่!

ไม่แปลกใจเลยที่สามารถสังหารมารหลัวฉิวระดับมหายานขั้นสี่ได้!

ที่สำคัญที่สุดคือหานเจวี๋ยสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณบางอย่างจากตัวเขา

ท่าทางที่เชื่อมั่นแน่วแน่ว่าตนเองไร้ศัตรู ท่าทางเช่นนี้สามารถขู่ขวัญผู้คนในยามต่อสู้ได้ดียิ่งนัก

หานเจวี๋ยไม่สามารถสังหารเขาได้ภายในชั่ววินาที ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิประกอบกับดรรชนีกระบี่โลกาสวรรค์ทลายภพรวมเข้าด้วยกัน ถึงจะสังหารเขาได้

จำต้องรู้ว่าเจ้าหมอนี่ก็เพิ่งระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเก้า!

ส่วนหานเจวี๋ยระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นเจ็ด!

ข้ามไปอีกสองระดับเล็กๆ ก็ไม่สามารถสังหารในชั่ววินาทีได้?

หานเจวี๋ยรู้สึกถึงแรงกดดัน

เขามองไปทางนักพรตเต๋าจิ่วติ่ง เอ่ยถามอย่างสงสัย “มีอะไรจะกล่าวอีกหรือ”

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งนิ่งงัน ส่ายหน้าเล็กน้อย แล้วลุกขึ้นจากไป

มองแผ่นหลังของเขา ก็ราวกับเขาดูกลุ้มใจอยู่บ้าง

หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจเขาอีก แต่กำลังคิดว่าจะต้านทานจี้เซียนเสินได้อย่างไร

ในเวลานั้นเอง

หานเจวี๋ยได้ยินเสียงขลุ่ย มีคนกำลังเป่าขลุ่ย

เสียงขลุ่ยนี้เต็มไปด้วยพลังอันหนาวเหน็บ ราวกับว่าศึกตัดสินครั้งใหญ่กำลังปะทุ

หานเจวี๋ยกวาดพลังจิตออกไป พบว่าสวินฉางอัน ไก่คุกรัตติกาลและหยางเทียนตงราวกับจะไม่ได้ยินเสียงขลุ่ยนี้

“สหายเต๋า มีศัตรูที่แข็งแกร่งบุกมาโจมตี ควรทำอย่างไร” เสียงของตู้ขู่ลอยเข้ามา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

หรือว่ามีเพียงผู้บำเพ็ญระดับฝ่าด่านเคราะห์เท่านั้นถึงจะได้ยิน

เป็นจี้เซียนเสินที่กำลังเป่าขลุ่ยหรือ

หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสียงให้ตู้ขู่ เอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ข้าจะออกไปดูหน่อย”

สามารถสังหารมารหลัวฉิวได้ ภายในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์นอกจากหานเจวี๋ยแล้ว ไม่มีใครอื่นที่สามารถต้านทานได้

หานเจวี๋ยหายตัวไปจากภายในถ้ำเทวาฟ้าประทานทันที

ห่างออกไปหลายสิบลี้

เทือกเขาทอดยาวสุดลูกหูลูกตา บุรุษอาภรณ์สีครามยืนอยู่ริมผากลางไหล่เขา ยืนตระหง่านลู่ลม เขามีเกศาสีดำทมิฬยาวจรดเอว ปลิวสยายตามแรงลม ใบหน้างดงาม ให้ความรู้สึกถึงลักษณะเฉพาะตัวที่สูงศักดิ์ทรงภูมิ มือซ้ายไพล่อยู่ด้านหลัง ส่วนมือขวายกค้างอยู่กลางอากาศ ในมือขยับหมุนขลุ่ยไม้ไผ่สีมรกตอยู่หนึ่งเลา

หานเจวี๋ยปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเขา เอ่ยถามว่า “สหายเต๋ามีจุดประสงค์ใด”

บุรุษอาภรณ์สีครามหมุนกายกลับมา ชำเลืองมองเขา หัวเราะเอ่ย “ข้าน้อยจี้เซียนเสินแห่งจวนเซียนสวรรค์ ได้ยินว่าสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์มียอดผู้บำเพ็ญท่านหนึ่งนามว่ากวนอวี่ เป็นหนึ่งในใต้หล้า ข้าประสงค์จะประลองเวทกับเขา แลกเปลี่ยนเรียนรู้สักครั้ง”

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบว่า “กวนอวี่? เขาจากไปนานแล้ว ตอนนี้ก็ผ่านไปร้อยปีได้”

“เขาไปที่ใด”

“ไปจัดการกับสายมาร”

“เช่นนั้นท่านแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับข้าสักครั้งเป็นอย่างไร ไม่อันตรายถึงชีวิต”

“ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน”

“สามารถได้ยินเสียงขลุ่ยของข้า คงเป็นระดับฝ่าด่านเคราะห์แน่ อีกอย่างข้าก็ยังมองตบะของท่านไม่ออก ท่านจะต้องแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ใช่หรือไม่ กวนอวิ๋นฉาง!”

หานเจวี๋ยเงียบงัน

เขาเริ่มไตร่ตรองว่าจะเอาชนะจี้เซียนเสินได้อย่างไร

คนผู้นี้เป็นคนอวดดีอย่างยิ่ง หากโจมตีเขาจนแพ้พ่าย จะทำให้เขาโกรธหรือไม่

หากจำต้องสังหารเขา จวนเซียนสวรรค์จะโกรธหรือไม่

จี้เซียนเสินหัวเราะน้อยๆ กล่าวว่า “วางใจ ข้าไม่สังหารท่านแน่”

ช่างอวดดีจริงๆ!

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วเอ่ย “หากข้าชนะท่านแล้ว ท่านจะพัวพันไม่ยอมรามือหรือไม่ หรือแม้แต่จะก่อเกิดเป็นความเกลียดชัง”

จี้เซียนเสินยิ่งหัวเราะอย่างมีเลศนัย เอ่ยขึ้น “ไม่มีทาง ไม่ขอปิดบังท่าน ข้านั้นทั่วหล้าไร้ผู้ต้านทาน”

เหอะ!

วาจานี้เหตุใดถึงกล้าพูดออกมา!

หานเจวี๋ยรู้สึกนับถือจี้เซียนเสินอยู่บ้าง หากพูดเรื่องความหนาของใบหน้า เจ้าหมอนี่คงไม่มีใครในโลกต้านทานได้

“เช่นนี้เถิด ท่านกับข้าแข่งขันกันด้วยพลังวิญญาณ ต่อสู้ด้วยฝ่ามือ หากผู้ใดถอยหลังก่อนหนึ่งก้าว ถือว่าผู้นั้นพ่ายแพ้”

จี้เซียนเสินกล่าวด้วยรอยยิ้ม ขณะที่พูดนั้น เขาก็เก็บขลุ่ยไม้ไผ่จนเรียบร้อย ก่อนยกมือขวาไปทางหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ย “ขึ้นไปบนฟ้าเถอะ เพื่อป้องกันความเสียหายของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์”

“ได้!”

ทั้งสองกระโจนร่างขึ้นไป เพียงพริบตาก็กระโดดถึงทะเลเมฆา

ภายในตำหนักหลังหนึ่งในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ตู้ขู่กำลังมองดูการประลองอย่างเป็นกังวล

“จี้เซียนเสิน… บุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของจวนเซียนสวรรค์ออกมาแล้ว… สหายเต๋าสังหารเทพเดือดร้อนครั้งใหญ่แล้ว” ตู้ขู่ครุ่นคิดอย่างกลัดกลุ้ม

หากหานเจวี๋ยพ่ายแพ้ เขาจะลงมือดีหรือไม่

หากจี้เซียนเสินต้องการจัดการกับสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ แล้วเขาควรทำอย่างไรดี

บัดซบ!

หากสำนักนี้ไม่เกิดเรื่อง เรื่องที่เกิดก็ต้องใหญ่แน่!

…..

เหนือทะเลเมฆา ท้องนภากว้างใหญ่และงดงาม

หานเจวี๋ยและจี้เซียนเสินยืนประจันหน้ากัน ในขณะนั้นต่างฝ่ายยกฝ่ามือขวาขึ้น มีระยะห่างระหว่างกันสิบจั้ง

แทบจะในทันที ทั้งสองคนต่างเคลื่อนย้ายพลังวิญญาณในเวลาเดียวกัน

ตู้ม!

ทะเลเมฆาสั่นสะเทือน ม้วนตลบไปหลายร้อยลี้!

อาภรณ์ของทั้งสองสั่นตลบอย่างบ้าคลั่ง พละกำลังมหาศาลสองสายปะทะเข้าพร้อมกัน พื้นที่โดยรอบก่อให้เกิดภาพฉากบิดเบี้ยวของอุณหภูมิที่สูงประหนึ่งถูกแผดเผา

สองคนขมวดคิ้วขึ้นในเวลาเดียวกัน

สองคนล้วนมีความคิดเพียงหนึ่ง

อีกฝ่ายค่อนข้างแข็งแกร่ง

จี้เซียนเสินเริ่มเพิ่มพลังจิตวิญญาณของตน หานเจวี๋ยก็เช่นเดียวกัน

“ข้าจะทำอย่างไรดี”

หานเจวี๋ยรู้สึกสับสน

จี้เซียนเสินลอบเอยว่า “ข้าจะใช้พลังทั้งหมดดีหรือไม่ จะทำให้เขาบาดเจ็บหนักหรือไม่”

ความคิดของทั้งสองเปลี่ยนไปแทบจะในเวลาเดียวกัน

ต่างคนต่างพิจารณาถึงอีกฝ่าย!

ตามพลังวิญญาณของทั้งสองที่แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ จึงสั่นสะเทือนไปยังสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ เหล่าศิษย์จำนวนนับไม่ถ้วนต่างทะยานขึ้นไปในอากาศ เพื่อมองดูพวกหานเจวี๋ยสองคนจากระยะไกล

ใต้ต้นฝูซัง พวกไก่คุกรัตติกาลและสวินฉางอันต่างตื่นตะลึงเช่นเดียวกัน

อู้เต้าเจี้ยนและสิงหงเสวียนวิ่งออกมาจากถ้ำเทวา

นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเพิ่งจะนำเหล่าผู้อาวุโสมาสมทบกับหานเจวี๋ย ตู้ขู่ก็พลันขัดขวางพวกเขาไว้ กล่าวเสียงขรึมว่า “คนผู้นี้เป็นถึงบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของจวนเซียนสวรรค์ ผู้แข็งแกร่งระดับฝ่าด่านเคราะห์อย่างสมบูรณ์ ระดับอย่างพวกท่านหากขึ้นไปก็เท่ากับเอาชีวิตไปทิ้ง!”

เซียวเหยาได้ยินเช่นนี้ ก็อึ้งตะลึงไปอยู่บ้าง

เขาเองก็เคยเป็นบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งของจวนเซียนสวรรค์

ทว่าเวลานั้นเขายังไม่เติบโตนัก

บุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งเมื่อห้าพันปีก่อนนั้นด้อยกว่าบุตรแห่งสวรรค์อันดับหนึ่งในยามนี้นัก หากบอกเรื่องนี้ออกไป ใครเล่าจะเชื่อ

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ จึงตัดสินใจไม่เสแสร้งอีก ระเบิดพลังออกมาทันที!

ตู้ม!

ใบหน้าของจี้เซียนเสินเปลี่ยนสี พลันใช้พลังวิญญาณทั้งหมดทันที เรือนกายของเขาสั่นไหว หากแต่ยังไม่ถูกกดดันให้ถอยร่นไปในพริบตา

“แย่แล้ว! ข้าต้านไว้ไม่ไหว!”

จี้เซียนเสินตกตะลึง ดวงหน้ากระจ่างสง่างามเปลี่ยนเป็นดุดันในทันที

จากนั้นไม่นาน พลังวิญญาณของเขาถูกพลังวิญญาณหกสายของหานเจวี๋ยสั่นสะเทือนจนแตกซ่านในทันที ทำให้เขาต้องถอยหลังตามมา โลหิตในกายปั่นป่วน ที่มุมปากมีคราบโลหิตไหลออกมาเป็นสาย

เขาจ้องมองไปที่หานเจวี๋ยแน่นิ่ง สีหน้าเผยความไม่อยากจะเชื่อ

เป็นไปไม่ได้!