106-110
บทที่ 106
หลังจากลังเลอยู่นาน หานเจวี๋ยตัดสินใจนำหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ผสานเข้าไปในกระบี่พิพากษาอนธการ
พญาอสรพิษหยกอาจมาโจมตีได้ทุกเมื่อ เขาต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังสังหาร ให้ดีที่สุดต้องสังหารพญาอสรพิษหยกให้ได้ภายในชั่ววินาที
หากไม่ใช่พญาอสรพิษหยก บางทีหานเจวี๋ยอาจจะเก็บหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ไว้
แต่เพราะความไม่ประมาท เขาจึงตัดสินใจที่จะใช้มันก่อน
เขาสาปแช่งเสียขนาดนั้น แต่พญาอสรพิษหยกยังทะลวงสำเร็จ ทั้งยังคอยสร้างเรื่องราวไปทั่วราวกับคนที่ไม่เป็นอะไรเลย แสดงให้เห็นว่าพญาอสรพิษหยกแข็งแกร่งยิ่งนัก!
หานเจวี๋ยไม่กล้าประมาท!
เขารีบนำกระบี่พิพากษาอนธการออกมา วางหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ไว้บนคมกระบี่ กรอกพลังวิญญาณหกสายเข้าไปบนสิ่งของทั้งสอง พยายามทำให้พวกมันผสมผสานเข้าด้วยกัน
กระบี่พิพากษาอนธการเป็นของวิเศษคู่ชีวิต ก่อนหน้านี้เขาเคยลองมาแล้ว กระบี่พิพากษาอนธการไม่สามารถสำแดงพลังที่เหนือกว่าระดับขอบเขตพลังของเขาได้
สิ่งนี้ต่างจากที่เขาจินตนาการไว้ เขายังคิดว่าจะเป็นแบบตงหวงไท่อีในเทพนิยายโบราณที่มือถือระฆังฮุ่นตุ้นสังหารไปทั่วทิศเสียอีก
ทว่าพอครุ่นคิดดูแล้ว ตอนที่ตงหวงไท่อีถือกำเนิด ตบะของเขาก็อยู่ระดับแนวหน้าของช่วงเวลานั้นแล้ว
ก็จริงอยู่ หากมนุษย์ธรรมดาจะทำให้ของวิเศษสำแดงพลังของเทพเซียนออกมา เช่นนั้นจะไม่ถูกบีบจนแห้งหมดตัวหรอกหรือ
[กระบี่พิพากษาอนธการไม่อาจถูกหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ยกระดับได้ กรุณาเปลี่ยนของวิเศษชิ้นใหม่]
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
ไร้เหตุผลสิ้นดี
ดูท่าคงจะเหมือนที่เขียนไว้ในนิยาย อนธการต้องสูงกว่ามรรคาสวรรค์
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง หรือไม่เช่นนั้นก็เก็บไว้ก่อน?
ใช้กับหนังสือแห่งความโชคร้ายก็รู้สึกจะสิ้นเปลืองไปสักหน่อย ยกระดับหนึ่งขั้นก็สามารถสาปแช่งพญาอสรพิษหยกให้ตายได้หรือ
หลังจากทะลวงระดับฝ่าด่านเคราะห์แล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะมีของวิเศษที่แข็งแกร่งยิ่งกว่า
หากอยากสังหารพญาอสรพิษหยกให้ได้ภายในชั่ววินาที คงต้องหาวิธีอื่น
ทำความเข้าใจมรรคากระบี่อีกครั้ง?
ก็ไม่รู้ว่าคนผู้นั้นยังเฝ้ารออยู่ในแม่น้ำมรรคกระบี่หรือไม่
หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งพญาอสรพิษหยกด้วยพลังทั้งหมด
ยืดเวลาได้แค่ไหน ก็แค่นั้น
หลายวันต่อมา
หานเจวี๋ยที่มีเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง เขาเช็ดเลือดบนหน้า ก่อนเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา
หลังจากใช้เวลารักษาตัวอีกหลายวัน หานเจวี๋ยก็เริ่มทำความเข้าใจมรรคกระบี่
ที่เขาทำความเข้าใจนั้นคือไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ เพราะอยากดูว่าจะสามารถทำให้ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิแข็งแกร่งกว่าเดิมได้หรือไม่
……
ชายแดนต้าเยี่ยน
หยางเทียนตงหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง รีบร้อนนั่งลงเคลื่อนย้ายลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บ บนร่างของเขาเต็มไปด้วยเลือด ท่าทางดูย่ำแย่เป็นอย่างมาก
ตั้งแต่ร่วมมือกับสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นโจมตีพญาอสรพิษหยกจนได้รับความพ่ายแพ้กลับมา เขาก็ถูกตามล่าสังหารมาโดยตลอด หลายปีนี้หลบซ่อนไปทั่วสารทิศ ถึงขั้นกล่าวได้ว่าอยู่ไม่สู้ตาย
“ลูกทรพี เจ้าหนีต่อไปเถิด ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปที่ใด ข้าก็จะจับเจ้าให้ได้ เมื่อถึงเวลานั้นข้าจะถลกหนังดึงเอ็นของเจ้า ให้เจ้าได้ลิ้มรสว่าอะไรคือความสิ้นหวัง!”
เสียงหัวเราะเยือกเย็นและเต็มไปด้วยความอาฆาตของพญาอสรพิษหยกดังขึ้นข้างหูหยางเทียนตง
หยางเทียนตงกลับไม่ได้รู้สึกตกใจแต่อย่างใด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาได้ยิน
เห็นได้ชัดว่าพญาอสรพิษหยกใช้เคล็ดวิชาบางอย่างที่ทำได้เพียงแค่ถ่ายทอดเสียง แต่ไม่อาจสังหารหยางเทียนตงโดยตรงได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงถูกจับไปนานแล้ว
“บัดซบ…”
หยางเทียนตงกัดฟันแน่น เขารู้สึกกลัวขึ้นมาแล้วจริงๆ
หลายปีมานี้ เขาตกอยู่ในสภาพบาดเจ็บสาหัสมาโดยตลอด ไม่ว่าจะหนีไปที่ใดล้วนไม่มีประโยชน์ ทั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้กับสำนักบำเพ็ญเซียนและราชาปีศาจต่างๆ ไม่น้อย
ไม่ง่ายเลยกว่าจะกลับมาต้าเยี่ยนได้ เขาลังเลเป็นอย่างมากว่าควรกลับไปยังสำนักหยกพิสุทธิ์ดีหรือไม่
พญาอสรพิษหยกแข็งแกร่งเกินไปแล้ว แข็งแกร่งเสียจนเขารู้สึกว่าไม่มีใครสามารถที่จะเอาชนะได้
หากไม่กลับสำนักหยกพิสุทธิ์ เช่นนั้นเขาก็ไม่มีสถานที่ให้ไปแล้วจริงๆ
หรือจะไปหาราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก่อน
แต่พญาอสรพิษหยกมีราชาปีศาจที่มีความแข็งแกร่งพอๆ กับราชาปีศาจเตี่ยนซู่อยู่ใต้อำนาจจำนวนไม่น้อย ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพญาอสรพิษหยก
หยางเทียนตงรักษาอาการบาดเจ็บไปพลางคิดใคร่ครวญ
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม เขาก็ออกเดินทางอีกครั้ง
เขาเพิ่งจากไปไม่นาน ปีศาจวิหคหลายสิบตัวก็บินเข้ามา ไล่ตามต่อไปในทิศทางที่เขาจากไป
……
ท้องนภาพลันเกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาดขึ้นอีกครั้ง แสงสีม่วงบดบังท้องฟ้าและดวงตะวัน แม้กระทั่งพื้นดินส่วนใหญ่ก็ถูกสะท้อนจนกลายเป็นสีม่วง
ขณะที่ผู้คนในใต้หล้ากำลังรู้สึกตกตะลึง พลังจิตของหานเจวี๋ยก็ได้เข้าไปในแม่น้ำมรรคกระบี่แล้ว
ยามนี้ เขากำลังเผชิญหน้ากับเงาร่างผู้หนึ่งเงียบๆ
“เจ้าอีกแล้ว!”
เงาร่างมนุษย์โกรธจนยั้งอารมณ์ไว้ไม่อยู่
หานเจวี๋ยยิ่งรู้สึกหมดคำพูด ‘เจ้านี่สติไม่ดีหรืออย่างไร ถึงเอาแต่เฝ้าดูแลอยู่ที่นี่ทุกคืนทุกวัน’
เขาระงับความโกรธ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านผู้อาวุโส ข้าประสบกับศัตรูแห่งความเป็นความตาย ให้ข้าก้าวเข้าไปอีกก้าวได้หรือไม่ เพียงก้าวเดียวเท่านั้น!”
เงาร่างมนุษย์เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเข้าใจพลังวิเศษไท่อี่กับจิตกระบี่แล้ว ในโลกมนุษย์ยังมีผู้ใดที่เจ้ารับมือไม่ได้อีก นอกเสียจากตบะของเจ้ากับอีกฝ่ายแตกต่างกันมากเกินไป!”
หานเจวี๋ยทอดถอนใจกล่าว “เดิมทีคิดจะรอจนสำเร็จมรรคผลแล้วค่อยมาเยี่ยมเยียนท่านผู้อาวุโส ขอบคุณที่ผู้อาวุโสคอยเตือนก่อนหน้านี้ ยามนี้คงจะต้องตายบนเส้นทางการบำเพ็ญเพียรแล้ว น่าเสียดายยิ่งนัก”
เงาร่างมนุษย์นิ่งเงียบ
ผ่านไปครู่หนึ่ง
เงาร่างมนุษย์ค่อยๆ เอ่ยปากกล่าวขึ้น “ถ้าอย่างนั้นเจ้าเดินไปข้างหน้าเถอะ!”
ขณะกล่าว ร่างของเขาก็หลีกทางให้จิตของหานเจวี๋ยตามไปด้านหน้า
ขณะที่เดินไปด้านหน้าอีกครั้ง หานเจวี๋ยพลันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันน่ากลัวหอบหนึ่ง รู้สึกราวกับแบกภูเขาทั้งลูกไว้จนแทบจะหายใจไม่ออก
ดูท่าผู้อาวุโสท่านนี้ไม่ได้หลอกเขา มนุษย์ธรรมดาไม่อาจทำความเข้าใจข้ามขั้นพลังไท่อี่ได้!
หานเจวี๋ยกัดฟันอดทน
หนึ่งก้าว!
สองก้าว!
สามก้าว!
จิตรับรู้ของหานเจวี๋ยเริ่มวิงเวียน เขารีบร้อนตะโกนออกมา “ท่านผู้อาวุโสช่วยข้าด้วย!”
เมื่อวาจาสิ้นสุดลง มือข้างหนึ่งก็ยื่นเข้ามาจับไหล่ของเขาไว้จากด้านหลัง ก่อนดึงตัวเขาออกไป จากนั้นเขาก็รู้สึกว่าโลกหมุนคว้าง ก่อนที่จิตของเขาจะร่วงลงจากแม่น้ำมรรคกระบี่
“ผู้เยาว์ หากมีครั้งหน้า ข้าจะไม่ช่วยเจ้าอีก!”
น้ำเสียงฮึดฮัดดังเข้าสู่โสตประสาทของหานเจวี๋ย
จิตของหานเจวี๋ยกลับเข้าสู่กายเนื้อ เขารีบเคลื่อนย้ายลมปราณ ทำดวงจิตให้มั่นคง
อักขระแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า
[ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ–พลังวิเศษมรรคกระบี่ของท่านถูกยกระดับ]
ผ่านไปสักพัก
สภาพจิตใจของหานเจวี๋ยก็ฟื้นคืนสู่ปกติ เขาเปิดแบบจำลองการทดสอบทันที เพื่อทำการต่อสู้กับเซวียนซือซือ
ก่อนหน้านี้เขาเคยจำลองการต่อสู้กับเซวียนซือซือมาก่อน ระบบมักจะคัดลอกข้อมูลของนางอยู่เสมอ
ผ่านไปชั่วอึดใจ หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น
เขาผ่อนลมหายใจออกมายาวๆ
แม้จะเป็นการสังหารภายในชั่ววินาทีเช่นกัน แต่เขาสามารถรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ
เพียงก้าวไปด้านหน้าสามก้าว เงากระบี่ของไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิก็สามารถเพิ่มขึ้นล้านเงา ล้วนเป็นกระบี่ที่มีชื่อเสียงในแม่น้ำมรรคกระบี่ เงากระบี่นับล้านเพ่งเล็งจุดสังหารไปที่เซวียนซือซือ ทั้งร่างและวิญญาณดับสลายไปพร้อมกัน!
แต่กระบวนท่านี้สิ้นเปลืองพลังวิญญาณเป็นอย่างมาก ในช่วงเวลาปกติไม่อาจสำแดงออกมาโดยง่าย
หานเจวี๋ยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ เขามีความมั่นใจในการสังหารพญาอสรพิษหยกภายในชั่ววินาทีมากขึ้นแล้ว
หญ้าโลกาสวรรค์สั่นระริก หลังจากเห็นรอยยิ้มของเขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามออกมาว่า “นายท่าน กลิ่นอายพลังของท่านเมื่อครู่นี้น่ากลัวยิ่งนัก…มันทำให้ข้านึกถึงนานท่านคนก่อน”
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น ‘จะบอกว่าตอนนี้ข้าก็พอจะเทียบกับเทพเซียนได้แล้วหรือ’
เขาเพียงโอ้อวดฤทธิ์เดชเพียงเท่านี้ ไหนเลยจะเทียบกับเทพเซียนได้ หญ้าโลกาสวรรค์อ่อนแอเกินไป เดิมทีก็ไม่อาจตัดสินความแข็งแกร่งของเทพเซียนที่เป็นนายท่านคนก่อนได้
“นายท่านคนก่อนอะไรกัน เจ้าก็มีข้าเป็นนายท่านแค่คนเดียวเท่านั้น!” หานเจวี๋ยแค่นเสียงกล่าว
“อา…อือๆ”
หานเจวี๋ยลุกขึ้นเดินจากไปโดยไม่สนใจหญ้าโลกาสวรรค์อีก
ปรากฏการณ์แปลกประหลาดบนท้องนภาสลายหายไป
สวินฉางอันเห็นหานเจวี๋ยเดินออกมา เขาก็ตะโกนกล่าวขึ้น “อาจารย์ ท้องฟ้าเกิดปรากฏการณ์แปลกประหลาด นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรก ไม่รู้ว่าครั้งนี้เป็นปีศาจชั่วระดับใดจะปรากฏออกมาอีก”
เขาไม่อาจรับรู้ได้ถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้นภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน ดังนั้นจึงไม่คิดว่าเป็นฝีมือของหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนแอบก่นด่าในใจ ‘เจ้าสิถึงเป็นปีศาจชั่ว’
เขาไม่ได้ต่อปากต่อคำ แต่กลับทอดมองออกไปไกลๆ
มองไปตามทิศทางสายตาที่เขามองออกไป ภายในป่าแห่งหนึ่งที่ห่างไกลหลายสิบลี้ ชายแปลกประหลาดผู้หนึ่งกำลังนั่งเข้าฌานรักษาอาการบาดเจ็บ
เขาก็คือหยางเทียนตง!
หยางเทียนตงเคลื่อนย้ายลมปราณพลางแหงนหน้ามองท้องนภา เอ่ยพึมพำว่า “ผู้ปรีชาสามารถอันอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นอีกคนแล้ว เฮ้อ หากสามารถสังหารพญาอสรพิษหยกได้จะดีสักเพียงใดกัน”
เมื่อวาจาสิ้นสุดลง เสียงอันคุ้นเคยสายหนึ่งก็ดังเข้ามา “มาถึงประตูบ้านแล้วยังไม่เข้ามาอีก หรือเจ้าอยากจะเป็นบุตรของพญาอสรพิษหยกเข้าจริงๆ แล้ว”
เมื่อได้ยินคำนี้ หยางเทียนตงอยากจะร้องไห้ออกมาทันที ขอบตาพลันร้อนผ่าวขึ้นตามไปด้วย
อาจารย์ยังใส่ใจเขาอยู่จริงๆ!
ทันใดนั้นเขาพลันรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่คน รู้สึกผิดต่อหานเจวี๋ยขึ้นมา
ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยเคยบอกกับเขาแล้วว่าอย่าออกไป เป็นเขาเองที่ไม่ฟัง ตอนนี้ก็ดียิ่งนัก ถูกพญาอสรพิษหยกตามล่าสังหารจนไร้ที่ไป ถึงได้คิดที่จะกลับมา
“อา…จารย์…”
“อย่าร้อง ไปโขกศีรษะอยู่ที่ตีนเขาห้าปี ทุกวันให้ท่องคำว่าเจ้าผิดไปแล้วหนึ่งพันครั้ง!”
“หา?”
บทที่ 107
หยางเทียนตงมาถึงตีนเขาเพียรบำเพ็ญเซียน คุกเข่าลงตรงหน้าป้ายศิลา เริ่มโขกศีรษะคำนับกับพื้น
“อาจารย์ ศิษย์ผิดไปแล้ว”
“อาจารย์ ศิษย์ผิดไปแล้ว”
“อาจารย์ ศิษย์ผิดไปแล้ว”
……
ขณะที่เขาท่องนั้น ก็โขกศีรษะลงกับพื้นไม่หยุด
บนเขา
ไก่คุกรัตติกาลกระโดดผล็อยลงมาจากต้นฝูซัง เอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ครึ่งปีศาจกลับมาแล้ว?”
ครึ่งปีศาจ?
สวินฉางอันพลันรู้สึกสนใจขึ้นมา หรือจะเป็นศิษย์พี่ใหญ่ที่พูดถึง
หานเจวี๋ยหมุนกายเดินกลับเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน ไก่คุกรัตติกาลและสวินฉางอันกลับเดินลงเขา
เมื่อกลับเข้ามาในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็รีบตรวจสอบปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักหยกพิสุทธิ์
เขาไม่พบพญาอสรพิษหยก ทว่าตรวจสอบพบทหารปีศาจของพญาอสรพิษหยก ซึ่งเป็นปีศาจวิหคไม่กี่ตัว
เขาไม่ได้ไปจับปีศาจวิหคเหล่านั้น แต่กลับปล่อยให้พวกมันไปส่งข่าว และรอให้พญาอสรพิษหยกมาสังหาร
ช่วงเวลาต่อมา ศิษย์ของสำนักหยกพิสุทธิ์พากันทยอยกลับสำนัก มู่หรงฉี่ก็กลับมาแล้ว เขามาที่ใต้ต้นฝูซังเพื่อเริ่มฝึกฝนกับสวินฉางอัน และไม่ออกไปอีก
หยางเทียนตงรู้สึกตกตะลึงกับตบะของสวินฉางอันและมู่หรงฉี่มาก
ศิษย์หลานใกล้จะทะลวงถึงระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว?
ทั้งยังไก่คุกรัตติกาลอีก!
ไม่คิดว่าจะมีตบะระดับสุญตา!
หยางเทียนตงยืนนิ่งไว้อาลัยให้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นอย่างอดไม่ได้ เมื่อหลายปีก่อนสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเพิ่งจะทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณ ทั้งยังคิดที่จะสั่งสอนไก่คุกรัตติกาลอีก ดูท่ามันคงจะหมดหวังเสียแล้ว
หานเจวี๋ยฟังพวกเขาพูดคุยกันอยู่ในถ้ำเทวา ถึงได้รู้ว่าตบะของสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นเพิ่งจะอยู่แค่ระดับเปลี่ยนวิญญาณ ทำให้เขาหมดคำพูดอย่างอดไม่ได้
‘พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรกัน!’
‘หนึ่งระดับปราณก่อกำเนิด หนึ่งระดับเปลี่ยนวิญญาณก็กล้าวางแผนโจมตีพญาอสรพิษหยกแล้วหรือ’
‘ไม่แปลกใจเลยที่พญาอสรพิษหยกจะโกรธถึงเพียงนั้น การถูกมดก่อกบฏเป็นการหยามเกียรติอย่างใหญ่หลวง’
‘โชคดีที่พวกเขาพบกับพวกหวงจุนเทียน มิเช่นนั้นคงตายไปเสียนานแล้ว’
หลายเดือนต่อมา
หลี่ชิงจื่อมาเยี่ยมเยียน
ยามที่เขาเห็นหยางเทียนตงยังโขกศีรษะอยู่ตรงตีนเขา สีหน้าก็แปลกประหลาดขึ้นในทันที
เมื่อเข้าไปในถ้ำเทวาฟ้าประทาน เขาก็ก้าวฝีเท้าไปตรงหน้าหานเจวี๋ยอย่างรวดเร็ว กล่าวอย่างรีบร้อนขึ้นว่า “ผู้อาวุโสหาน เกิดเรื่องใหญ่แล้ว พญาอสรพิษหยกนำทหารปีศาจบุกสังหารเข้ามาในต้าเยี่ยน ตามที่สัตว์เลี้ยงปีศาจของพวกเราสืบมา เป้าหมายของพวกเขาเป็นไปได้มากที่จะเป็นพวกเรา ที่แท้ครึ่งปีศาจที่พญาอสรพิษหยกตามล่าสังหารก็คือศิษย์ของท่าน…”
เขาเป็นผู้แนะนำหยางเทียนตงให้กับหานเจวี๋ย หยางเทียนตงยังเคยช่วยให้สำนักหยกพิสุทธิ์กับราชาปีศาจเตี่ยนซู่มีสัมพันธ์อันดีต่อกัน ซึ่งนับว่ามีผลงานอยู่มาก เพราะอย่างนั้นตอนนี้เขาก็ไม่อาจให้หานเจวี๋ยขับไล่หยางเทียนตงออกจากสำนักได้
“มาก็มาเถอะ บรรดาศิษย์กลับมาหมดแล้วหรือ แล้วตำหนักลับเล่า” หานกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ในใจเขายังคงรู้สึกเป็นกังวลอยู่บ้าง
หากไม่สามารถสังหารพญาอสรพิษหยกภายในชั่ววินาที จะทำให้พญาอสรพิษหยกหนีไปหรือไม่ เมื่อถึงตอนนั้นจะเกิดภัยพิบัติตามมาไม่จบสิ้น!
“กลับมาหมดแล้ว ตำหนักลับถูกผนึกเรียบร้อย ทางส่งตัวอื่นๆ ข้าทำลายหมดแล้ว หลังจากนี้สามารถผ่านเข้ามาได้เพียงสำนักหยกพิสุทธิ์” หลี่ชิงจื่อตอบ
หานเจวี๋ยพยักหน้า ประสิทธิภาพการทำงานของหลี่ชิงจื่อยังนับว่าค่อนข้างสูงนัก
หลี่ชิงจื่อถามอย่างระมัดระวัง “หลังจากนี้ก็แค่รอหรือ”
สถานการณ์ครั้งนี้ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา พญาอสรพิษหยกเข้ายึดครองแดนบำเพ็ญพรตหลายเขต เขาโกรธขึ้นมาจริงๆ แล้ว
ความลำบากในครั้งนี้กล่าวได้ว่าเป็นภัยจากปีศาจที่พบเจอได้ยากในรอบหมื่นปี!
ลำพังแค่หานเจวี๋ยคนเดียว จะสามารถต้านทานได้จริงหรือ
“อืม” หานเจวี๋ยรับคำเพียงครั้ง
หลี่ชิงจื่อเห็นเช่นนี้ก็ได้แต่ระงับความหวาดหวั่นและความกระวนกระวายใจไว้ จากนั้นก็จากไป
รอกระทั่งเขาไปแล้ว หานเจวี๋ยถึงสูดหายใจเข้าลึกๆ
หญ้าโลกาสวรรค์ถูกเขาบรรจุไว้ในแจกันหยกขาวเรียบร้อย เตรียมพร้อมจะหนีได้ตลอดเวลา
แม้หานเจวี๋ยจะเชื่อมั่นในตนเอง แต่เขามักจะคิดถึงความเป็นไปได้ที่เลวร้ายที่สุดด้วยความเคยชิน
หากสู้ไม่ไหวจริงๆ คงได้แต่หนีจริงๆ แล้ว!
หานเจวี๋ยนำหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาเริ่มสาปแช่งพญาอสรพิษหยก ครั้งนี้เขาไม่ได้สาปแช่งด้วยพลังทั้งหมด เพราะต้องเก็บพลังไว้เตรียมพร้อมต่อสู้ได้ตลอดเวลา
เพียงเล่นกับสภาพจิตใจของฝ่ายตรงข้ามก็พอแล้ว!
……
ทางเหนือของต้าเยี่ยน หิมะปกคลุมเต็มพสุธา
ปีศาจมากมายจำนวนนับไม่ถ้วนรวมตัวกันท่ามกลางหิมะที่ตกหนัก มีเงาร่างสูงใหญ่นับร้อยจั้งยืนองอาจอยู่บนพื้นหิมะ ในมือถือไม้เท้าพฤกษาทองอยู่ท่อนหนึ่ง
เขาก็คือพญาอสรพิษหยก!
พญาอสรพิษหยกที่ร่างสวมเกราะเกล็ดอสรพิษก้มลงมองราชาปีศาจเตี่ยนซู่ที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า กล่าวด้วยรอยยิ้มดุดัน “จะยอมจำนนหรือไม่”
ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ที่กลายร่างเป็นมนุษย์ในยามนี้มีสภาพย่ำแย่อย่างหาที่เปรียบ บนกายเต็มไปด้วยโลหิต ศีรษะถูกพญาอสรพิษหยกเหยียบย่ำ ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
ไม่ใช่แค่เขา ผู้ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขาเองก็ถูกปีศาจตนอื่นกำราบ ถูกเหยียบย่ำอยู่บนพื้นไม่ต่างกัน แต่ละตัวล้วนหวาดกลัว มองมาที่เขาอย่างสิ้นหวัง
เหล่าปีศาจต่างเข้าใจดีว่าหากราชาปีศาจเตี่ยนซู่ไม่ยอมจำนน พวกเขาอาจถูกสังหารตามปีศาจเตี่ยนซู่ไป
แข็งแกร่งเกินไปแล้ว!
เมื่อหวนนึกถึงภาพฉากเมื่อครู่นี้ เหล่าปีศาจก็ตัวสั่นสะท้านอย่างอดไม่ได้
ในใจของพวกเขาราชาปีศาจเตี่ยนซู่คือการดำรงอยู่ที่ไร้คู่ต่อสู้ ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับพญาอสรพิษหยกกลับไม่มีแรงที่จะโต้ตอบเลยแม้แต่น้อย!
“บัดซบ…”
ราชาปีศาจเตี่ยนซู่กัดฟันกรอด เขารู้สึกอัดอั้นตันใจอย่างถึงขีดสุด
ตอนนั้นเอง
คิ้วของพญาอสรพิษหยกพลันขมวดมุ่น เกิดอารมณ์ฉุนเฉียวขึ้นมา
“เจ้านั่นก็สมควรตายยิ่งนัก สาปแช่งข้าอีกแล้ว!”
พญาอสรพิษหยกด่าทอด้วยความโกรธเกรี้ยว เสียงของเขาราวกับระฆังที่ดังก้อง
สาปแช่ง?
เมื่อราชาปีศาจเตี่ยนซู่ได้ยินเช่นนั้น ก็นึกถึงเรื่องที่ตนเองเคยประสบพบเจอมาก่อนอย่างอดไม่ได้
ดูท่าเจ้าหมอนี่ก็ถูกเทพเซียนจับจ้องแล้ว!
ช่างเถอะ!
ก้มหัวให้ก่อน อย่างไรเสียเขาก็คงอยู่ได้ไม่นาน!
ราชาปีศาจเตี่ยนซู่กล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ข้ายินยอมอยู่ใต้อำนาจ!”
พญาอสรพิษหยกแค่นเสียงเย็น ยกเท้าหินออก ขณะเดียวกันก็ส่งสัญญาณให้บริวารใต้อาณัติปล่อยคนของราชาปีศาจเตี่ยนซู่
“เจ้ารู้จักหยางเทียนตงหรือไม่” พญาอสรพิษหยกเอ่ยถาม เมื่อมือขวาพัดโบก หิมะก็ปลิวมารวมกันก่อตัวเป็นกระจกบานหนึ่ง ในกระจกปรากฏภาพใบหน้าของหยางเทียนตงขึ้นมา
ราชาปีศาจเตี่ยนซู่เพิ่งจะตะเกียกตะกายลุกขึ้น เมื่อเพ่งสายตามองดูก็อดที่จะตกตะลึงไม่ได้ เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “นี่ไม่ใช่บุตรบุญธรรมของข้าหรอกหรือ หรือว่าเขาไปล่วงเกินอะไรท่าน”
บุตรบุญธรรม?
ดวงตาอสรพิษของพญาอสรพิษหยกเยือกเย็นขึ้นมาทันที
ปัก!
พญาอสรพิษหยกใช้ไม้เท้าตีเข้าที่ศีรษะของราชาปีศาจเตี่ยนซู่จนแตก เลือดสาดนองเต็มพื้น ทำเอาปีศาจทั้งหลายตกใจจนตัวสั่นเทิ้ม
จิตดั้งเดิมของราชาปีศาจเตี่ยนซู่ลอยออกจากกายเนื้อ ร่ำร้องด้วยความหวาดกลัว “พญาอสรพิษหยก! ท่านจะทำอะไร! ข้ายอมอยู่ใต้อำนาจแล้ว! หยางเทียนตงล่วงเกินท่าน ก็ไม่ใช่ว่าข้าเป็นคนสั่งให้ทำ!”
พญาอสรพิษหยกแค่นเสียงเอ่ย “เขาก็คำนับข้าเป็นบิดาบุญธรรมเช่นกัน อีกทั้งยังรวบรวมราชาปีศาจมาก่อกบฏ!”
ราชาปีศาจเตี่ยนซู่นิ่งอึ้งไปทันที
ก่อกบฏ?
เฮือก…
“ข้าไม่ทำลายดวงจิตของเจ้า จากนี้ไปเจ้าไม่มีสัมพันธ์ใดๆ กับหยางเทียนตงอีก รอข้าจับหยางเทียนตงได้แล้ว หากเจ้ากล้าเอ่ยออกมาแม้ประโยคเดียว ข้าจะทำให้เจ้าไม่อาจเกิดใหม่ได้!”
ใบหน้าของพญาอสรพิษดุดันเป็นยิ่งนัก และยังกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น เพลิงโทสะประทุขึ้นในใจของเขาอีกครั้ง
เจ้าลูกสุนัข!
คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะยังคำนับราชาปีศาจตนอื่นเป็นบิดาบุญธรรม!
พญาอสรพิษหยกรู้สึกว่าตนเองถูกหยามเกียรติเข้าแล้ว!
ไม่อาจทนได้!
……
หน้าป้ายศิลาบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียน
หยางเทียนตงยังคงโขกศีรษะอยู่เช่นนั้น
ครืน ครืน…
เสียงฟ้าร้องทำให้หยางเทียนตงที่อยู่ในภวังค์ตกใจตื่นขึ้นมาทันใด เขาเงยหน้ามองออกไป เมฆสีทะมึนม้วนตัวพวยพุ่งเข้ามา นั่นก็คือเมฆครึ้มที่ก่อตัวขึ้นจากไอปีศาจ!
ราวกับเขานึกอะไรขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็นตกใจกลัวขึ้นมาทันที หันหน้ามองไปตรงขอบฟ้า ไอปีศาจปกคลุมฟ้าดินกลืนกินไปทั่วภูเขาธารา ราวกับจู่โจมมาจากขุมนรก น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก
พญาอสรพิษหยกมาแล้ว!
ไม่เพียงแต่หยางเทียนตงเท่านั้นที่ตกใจ ผู้คนทั้งหลายในสำนักหยกพิสุทธิ์ก็ตกใจจนพากันออกจากถ้ำเทวาและหอของตนเอง
“ผู้อาวุโสทั้งหลาย รีบพาศิษย์แต่ละยอดเขามุ่งหน้าไปยังค่ายกลใหญ่คุ้มกันสำนัก และรีบเปิดค่ายกลทันที!”
เสียงของกวนโยวกังดังสะท้านไปทั่วสำนัก ผู้คนทั้งหลายต่างฟังออกถึงความเคร่งเครียดในน้ำเสียงของเขา
บรรดาศิษย์ต่างเหาะเหินไปยังทิศทางต่างๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นไม่ขาดสาย
“พญาอสรพิษหยกมาแล้วหรือ”
“จบเห่แล้ว พวกเราจะต้านได้หรือ”
“ได้ยินว่าเขตอื่นๆ ถูกยึดครองหมดแล้ว!”
“ให้ตายสิ! เหตุใดท่านเจ้าสำนักถึงไม่พาพวกเราหนีนะ ตอนนี้พวกเราล้วนเป็นตะพาบในอ่างน้ำไม่อาจหนีรอดแล้ว!”
“หนี? เจ้าจะหนีไปที่ใด เขตและราชวงศ์รอบๆ ต้าเยี่ยนล้วนถูกปีศาจรุกรานจนหมด จะหนีอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ไม่สู้รวมตัวกัน อย่างน้อยก็ยังมีพลังต้านทาน!”
……
เรื่องของพญาอสรพิษหยกได้ถูกเล่าขานขึ้นตั้งแต่หลายปีก่อน เหล่าลูกศิษย์ต่างหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด แต่โชคดีที่คนเยอะพลังมาก ไม่ถึงกับทำให้ฐานที่มั่นสั่นคลอน
“เจ้าลูกทรพี! ข้ายังคิดว่าเจ้าจะหนีไปที่ไหน คิดไม่ถึงว่าจะหนีมาสำนักที่เล็กจ้อยเช่นนี้ วันนี้ข้าจะกินคนในสำนักเล็กๆ นี้ให้หมด! ดูสิว่าเจ้าจะหนีไปไหนได้!”
เสียงหัวเราะเย็นยะเยือกดังสะท้านไปทั่วผืนฟ้าพื้นปฐพี หยางเทียนตงตกใจจนใบหน้าซีดเผือด
บทที่ 108
เมื่อได้ยินวาจาของพญาอสรพิษหยก ผู้คนในสำนักหยกพิสุทธิ์ตั้งแต่ศิษย์สายนอกไปจนถึงเจ้าสำนักต่างตกใจเป็นอย่างมาก
คิดไม่ถึงว่าปีศาจตนนี้จะกินพวกเขาทั้งหมด!
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็ได้ยินวาจาของพญาอสรพิษหยกเช่นกัน
เขาเลิกคิ้วอย่างอดไม่ได้
‘อวดดีถึงเพียงนี้!’
‘ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบจากหนังสือแห่งความโชคร้ายเลย…’
หรือจะแข็งแกร่งมาก?
หานเจวี๋ยรีบใช้แบบจำลองการทดสอบค้นหาพญาอสรพิษหยกทันที
ทว่าในระยะร้อยลี้กลับไม่พบพญาอสรพิษหยก เจ้านี่ยังมาไม่ถึงก็เริ่มอวดดีเสียแล้ว
หานเจวี๋ยจนปัญญา เขารีบย้ายหยางเทียนตงขึ้นไปบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พญาอสรพิษหยกจับหยางเทียนตงมาข่มขู่เขา
แน่นอนว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง หานเจวี๋ยก็คงไม่มีใจเมตตาและออมมือแต่อย่างใด
อย่างไรเสียเขาก็ประทับตราประทับหกวิถีให้หยางเทียนตงแล้ว ตายไปก็ไม่เป็นไร ชาติหน้าค่อยมาสานวาสนาศิษย์อาจารย์กันใหม่!
หานเจวี๋ยค่อยๆ ลุกขึ้น สมบัติวิญญาณทั่วทั้งร่างเปล่งประกายแวววาว
หญ้าโลกาสวรรค์สั่นสะท้าน เอ่ยปากพูดขึ้น “นายท่าน ท่านจะไปที่ใด อย่าทิ้งข้าไว้สิ!”
หานเจวี๋ยกล่าวโดยไม่หันหน้ากลับไปมอง “ไม่นานก็กลับมาแล้ว”
เขาเดินออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน ไก่คุกรัตติกาล สวินฉางอัน หยางเทียนตงและมู่หรงฉี่รอคอยอยู่ใต้ต้นฝูซังด้วยความร้อนใจ
ไอปีศาจอันน่าหวาดกลัวของพญาอสรพิษหยกปกคลุมทั่วสำนักหยกพิสุทธิ์แล้ว ไม่เพียงแค่ไอปีศาจของเขาเท่านั้น ยังมีไอปีศาจของปีศาจตนอื่นด้วย ไอปีศาจทั้งหลายรวมตัวเข้าด้วยกัน ดูราวกับคลื่นทะเลที่ถาโถมเข้ามาจากทั่วสารทิศ ราวกับจะทำให้สำนักหยกพิสุทธิ์จมดิ่งอยู่ในนั้น
เซียวเหยา กวนโยวกัง หลิ่วปู๋เมี่ย หลี่ชิงจื่อ เซียนซีเสวียนและคนอื่นๆ ต่างลอยอยู่กลางอากาศ จากมุมมองของพวกเขา ฟ้าดินรอบทิศล้วนเป็นเมฆดำทะมึนที่เกิดจากไอปีศาจ น่าหวาดกลัวเป็นอย่างมาก
หน้าผากของเหล่าผู้อาวุโสต่างก็มีเหงื่อผุดซึมขึ้นมา
“พญาอสรพิษหยกแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่”
“เจ้าลูกทรพีที่เขาพูดถึงคือใครกัน”
“ต้านทานไม่ไหวแล้ว ผู้อาวุโสสังหารเทพเล่า”
“ผู้อาวุโสเซียว ผู้อาวุโสหลิ่ว พวกท่านสามารถรับมือกับพญาอสรพิษหยกได้หรือไม่”
“ที่แท้ทหารปีศาจของพญาอสรพิษหยกมีจำนวนเท่าใดกัน!”
“ค่ายกลใหญ่คุ้มกันสำนักเปิดใช้งานแล้วหรือ”
……
ขณะที่บรรดาผู้อาวุโสต่างก็อกสั่นขวัญหายอยู่นั้น เหล่าลูกศิษย์ก็ยิ่งตื่นตระหนกตกใจเสียยิ่งกว่า
สิงหงเสวียนเดินออกจากถ้ำเทวามาอยู่ข้างกายหานเจวี๋ย เอ่ยถามอย่างเป็นกังวล “สามี ท่านจะทำอย่างไร”
นางมักจะได้ยินเขาพูดอยู่เสมอว่า หากเผชิญกับศัตรูที่ไม่อาจต่อกรได้ เขาก็จะหนี
สิงหงเสวียนไม่ได้ต่อต้านการหนีของหานเจวี๋ย เพียงแต่กลัวว่าหานเจวี๋ยจะทิ้งนางไว้แล้วหนีไปคนเดียว
“รออีกสักหน่อย” สายตาของหานเจวี๋ยทอดมองออกไปไกล กล่าวขึ้นเสียงเบา
เห็นเขาใจเย็นเช่นนี้ สิงหงเสวียน ไก่คุกรัตติกาล สวินฉางอันและมู่หรงฉี่ก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
หยางเทียนตงมองหานเจวี๋ยด้วยสีหน้ายากที่จะเชื่อ
‘หรืออาจารย์จะแข็งแกร่งจนไม่หวาดกลัวพญาอสรพิษหยกแล้ว’
เขารู้จักหานเจวี๋ยดี หากไม่มีความเชื่อมั่นมากพอ จะไม่มีทางสุขุมเยือกเย็นเช่นนี้แน่
หารู้ไม่ว่าหานเจวี๋ยกำลังใช้แบบจำลองการทดสอบ ตรวจสอบดูสำนักหยกพิสุทธิ์อย่างบ้าคลั่ง
‘เหตุใดถึงยังไม่ปรากฏ’
หานเจวี๋ยรู้สึกราวกับกำลังเล่นเกมออนไลน์ เขากดรีเฟรชอยู่เช่นนั้นไม่หยุด เพื่อรีเฟรชบอส
ผ่านไปสักพัก
[พญาอสรพิษหยก: ระดับฝ่าด่านเคราะห์ขั้นหนึ่ง เทพปีศาจตนล่าสุดของเผ่าปีศาจ]
หานเจวี๋ยรีบจำลองการทดสอบทันที
ผ่านไปสองอึดใจ
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว หลับตาลงอีกครั้ง
ชั่วอึดใจผ่านไป เขาลืมตาขึ้น ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ยังดี ยังดี!
โชคดีที่เขายกระดับไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิไปบ้างแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่อาจทำลายการป้องการของไม้เท้าพฤกษาทองท่อนนั้นได้
หานเจวี๋ยกางแขนขวาออก ตั้งท่าจับกระบี่ เหตุที่เขาไม่นำกระบี่พิพากษาอนธการออกมา เป็นเพราะเขาอยากสังหารพญาอสรพิษหยกแบบไม่ให้รับมือได้ทัน!
ฝีเท้าของเขาก้าวเดินไปยังริมหน้าผา ทอดมองไปยังจุดตัดของขอบฟ้า
พญาอสรพิษหยกกำลังพุ่งมาทางเขาเพียรบำเพ็ญเซียนอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพราะเขาเดาได้ว่าบนเขาเพียรบำเพ็ญเซียนมีศัตรูที่แข็งแกร่งอยู่ แต่เพราะว่าหยางเทียนตงอยู่ที่นี่!
หยางเทียนตงสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของพญาอสรพิษหยกอย่างชัดเจน เหงื่อเย็นผุดเต็มศีรษะ เนื้อตัวสั่นระริก หวาดกลัวถึงขีดสุด
หานเจวี๋ยไม่ได้สนใจเขา ยังคงมองไปทางขอบฟ้า
เพียงไม่นาน เงาร่างของพญาอสรพิษหยกก็ปรากฏ ร่างปีศาจที่สูงร้อยจั้งกำลังเดินเหยียบเมฆดำไอปีศาจเข้ามา บนบ่าแบกไม้เท้าพฤกษาทองท่อนหนึ่ง ดูราวกับมาจากบุพกาล ไอสังหารอันดุเดือดน่ากลัวแผ่ออกจากกาย
เมฆปีศาจที่พวยพุ่งอยู่ด้านหลังของเขาไม่ขาดสายนั้นคือปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วน แต่ละตัวล้วนดุร้าย สายตาที่มองมาทางสำนักหยกพิสุทธิ์ราวกับกำลังมองดูแดนสุขาวดีที่เต็มไปด้วยอาหารอันโอชะ
“ยังคงเป็นกลิ่นอายเลิศรสของผู้บำเพ็ญ!”
“วันนี้ห้ามแย่งเชียว ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!”
“พวกเจ้าก็เห็นแต่กิน มนุษย์ไม่ใช่เพียงแค่กินได้เท่านั้น โดยเฉพาะหญิงสาว!”
“คนน้อยเกินไป ไม่พอพวกเราแบ่งกัน!”
“ฟังคำสั่งของท่านเทพปีศาจ พวกเราห้ามแย่งไปก่อน”
……
พญาอสรพิษหยกมองเห็นหยางเทียนตงแล้ว ใบหน้าของเขาก็เผยรอยยิ้มอันดุร้ายออกมา
“ครั้งนี้ไม่หนีแล้วหรือ”
เสียงหัวเราะของพญาอสรพิษหยกดังขึ้นอีกครั้ง ผู้คนในสำนักหยกพิสุทธิ์ได้ฟังจนรู้สึกตระหนกเป็นอย่างมาก
หยางเทียนตงไม่กล้าสบตากับเขาโดยตรง ได้แต่หันหน้าไปมองหานเจวี๋ย
ท่าทีของหานเจวี๋ยสงบยิ่งนัก
เขากำลังประเมินอยู่ว่าจะลงมือเมื่อใด
รอให้ใกล้อีกหน่อย เขาอยากสังหารพญาอสรพิษหยกแบบไม่ทันได้ตั้งตัว!
พญาอสรพิษหยกสังเกตเห็นหานเจวี๋ย สมบัติวิญญาณเต็มกาย ตบะอ่อนนัก
เขายังปราดตามองไปที่ไก่คุกรัตติกาลอีกครั้ง ‘เจ้าไก่ตัวนี้ตบะไม่เลว สามารถกำราบให้อยู่ใต้อาณัติได้’
จากนั้น สายตาของเขาก็ตกอยู่ที่ต้นฝูซัง
‘เอ๊ะ!’
‘ต้นไม้นี้!’
พญาอสรพิษหยกเบิกตากว้างราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้
“เป็นไปได้อย่างไร! ต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ระดับนี้เหตุใดถึงอยู่ที่นี่ได้”
พญาอสรพิษหยกรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก เพียงไม่นาน ในใจบังเกิดความโลภอย่างรุนแรง
เขาต้องการต้นไม้ต้นนี้!
พลังจิตของเขาได้กวาดไปทั่วสำนักหยกพิสุทธิ์ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็แค่ระดับสุญตาขั้นเก้า ไม่สามารถรับการโจมตีของเขาได้แม้แต่ไม้เดียว!
พญาอสรพิษหยกสังเกตเห็นผู้บำเพ็ญสำนักหยกพิสุทธิ์ที่จัดกระบวนทัพพร้อมรับมือข้าศึกอย่างเสร็จสรรพ ทำให้เขาหัวเราะอย่างกำเริบเสิบสาน “ให้เจ้าได้รับรู้ถึงพลังของข้าสักหน่อย!”
เขากระโจนร่างขึ้นไปในทันที แรงกดดันมหาศาลพุ่งลงมาจากฟากฟ้า ยอดเขาทั้งสิบแปดของสำนักหยกพิสุทธิ์ ยอดเขาหลัก รวมไปถึงกลุ่มเขาที่อยู่บริเวณใกล้เคียงพากันสั่นสะเทือน
พญาอสรพิษหยกทะยานร่างลงมา เป้าหมายคือเขาเพียรบำเพ็ญเซียน
เหล่าผู้บำเพ็ญในสำนักหยกบริสุทธิ์ต่างตื่นตระหนกจนถึงขีดสุด พวกเขาต่างรู้ว่าในเขาเพียรบำเพ็ญเซียนนั้นซ่อนผู้ใดเอาไว้
หากแม้แต่ท่านผู้นั้นยังไม่อาจต้านทานได้ พวกเขาคงได้แต่รอความตายแล้ว!
มือทั้งสองที่อยู่ใต้แขนเสื้อของหลี่ชิงจื่อกำเข้าหากันแน่น เหงื่อเย็นเม็ดเป้งผุดขึ้นบนหน้าผาก
คิ้วงามของเซียนซีเสวียนพลันขมวด ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย
บรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายต่างหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุด นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาตั้งตารอผู้อาวุโสสังหารเทพ แต่สถานการณ์ในครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา
ทุกเขตในบริเวณใกล้เคียงต่างถูกยึดครองไปหมดแล้ว เคราะห์ร้ายเช่นนี้สามารถพูดได้ว่าไม่เคยมีมาก่อน อย่างน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ที่พวกเขารู้จักก็ไม่เคยมี!
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ภาพเหตุการณ์เหมือนถูกกดปุ่มให้เคลื่อนไหวช้าลง ผู้คนทั้งหลายจ้องมองไปที่พญาอสรพิษหยก พวกเขาไม่ได้ยินเสียงใดแล้วในขณะนี้
ฟ้าดินไร้ซึ่งสรรพเสียง!
ภายใต้การจ้องมองของพวกเขา เงากระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนพลันพุ่งออกมาจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียนอย่างแน่นขนัด ดุจดังมัจฉาที่แหวกว่ายในธารา พุ่งขึ้นฟ้าด้วยอานุภาพที่ไม่อาจต้านทาน!
ตามมาด้วยเสียงดังสะเทือนเลือนลั่นจนหูแทบหนวก แสงกระบี่สีดำเปล่งประกายวูบวาบไปทั่วฟ้าดิน!
พญาอสรพิษหยกถูกเงากระบี่ปกคลุมในทันที!
ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิ!
หานเจวี๋ยลงมือแล้ว!
เขาที่ยืนอยู่ตรงริมผายังคงตั้งท่าโบกสะบัดกระบี่พิพากษาอนธการอยู่ กระบี่ชี้ขึ้นฟ้า อาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองพลิ้วสะบัดจนเกินเสียง ภูษาเทพพสุธาต้านวิญญาณพลิ้วไหวอย่างบ้าคลั่ง!
ไก่คุกรัตติกาล สวินฉางอัน มู่หรงฉี่ หยางเทียนตงและสิงหงเสวียนต่างตาเบิกโพลง พวกเขามองเงาหลังของหานเจวี๋ยด้วยสีหน้าตกตะลึง
เงาหลังของหานเจวี๋ยประดุจดังเทพเซียน สูงตระหง่านถึงเพียงนั้น ทำให้ผู้คนรู้สึกเคารพและยำเกรงถึงเพียงนั้น!
“ข้าจะทำเช่นนี้”
หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงเบา สายตาเรียบนิ่ง ใบหน้าไร้ซึ่งความรู้สึก
สิงหงเสวียนได้ฟังคำตอบที่ไม่ได้ฟังก่อนหน้า แม้เสียงของหานเจวี๋ยจะเบา แต่กลับเต็มไปด้วยพลังที่โจมตีหัวใจของนางอย่างรุนแรง
ตราตรึงอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจ!
บทที่ 109
ตู้ม…
เมื่อไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิปรากฏออกมา เพียงพริบตาเดียวเงากระบี่นับแสนก็พุ่งขึ้นฟ้า บดสังหารพญาอสรพิษหยกที่กำลังพุ่งลงมาทันที!
ไม่ผิด!
บดสังหาร!
ทั้งร่างและวิญญาณถูกทำลาย แม้แต่โอกาสเกิดใหม่ยังไม่มี!
พายุบ้าระห่ำที่เกิดจากเงากระบี่พัดกระพือม้วนตัวไปทั่วสารทิศ ราวกับเทพเซียนพัดโบกจนทำให้เกิดคลื่นพายุในโลกมนุษย์
มือขวาของหานเจวี๋ยกระชับกระบี่พิพากษาอนธการไว้ เมื่อคมกระบี่พลิกหมุน ปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมก็พุ่งขึ้นจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียนจนทะลุท้องนภา
ปราณกระบี่กลายเป็นทะเล บดบังท้องนภาและดวงอาทิตย์!
ผู้คนและปีศาจทั้งหลายต่างเบิกตาโพลง อ้าปากค้างอย่างอดไม่ได้
ตกตะลึงพรึงเพริด!
ไม่อยากที่จะเชื่อ!
ท่ามกลางปราณกระบี่เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา เงากระบี่แต่ละสายก่อตัวขึ้น รูปร่างของกระบี่เหล่านี้แตกต่างกัน บ้างก็ราวกับบุรุษสูงศักดิ์ สุภาพงดงาม บ้างก็ราวกับจักรพรรดิ หมางเมินทุกสรรพสิ่ง บ้างก็ราวกับนักปราชญ์ คมกระบี่กว้างขวาง ลักษณะยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม
ชั่วเวลาเพียงพริบตา จำนวนเงากระบี่ก็เพิ่มขึ้นนับล้าน ทั้งยังเพิ่มจำนวนอย่างบ้าคลั่ง!
เหล่าผู้คนและปีศาจทั้งหลายรู้สึกเพียงว่ามีอะไรบางอย่างพาดผ่านสายตา เมื่อเพ่งสายตามองดูอีกครั้ง ท้องฟ้าต่างเต็มไปด้วยเงากระบี่ ปกคลุมแน่นหนาจนไม่อาจนับจำนวนได้
เซียวเหยา หลิ่วปู๋เมี่ย กวนโยวกังและผู้อาวุโสระดับเดียวกันต่างตกตะลึงนิ่งงัน
โดยเฉพาะเซียวเหยา แม้ว่าจะตาบอด แต่พลังจิตสามารถจับดูทุกสิ่ง
ร่างของเขาสั่นสะท้าน เอ่ยพึมพำว่า “พลังวิเศษระดับนี้…”
เขานึกถึงภาพฉากที่สำนักเมฆาวิญญาณถูกพลังเทพเซียนสังหารเมื่อห้าพันปีก่อนขึ้นมาอย่างอดไม่ได้
“ไอปีศาจของพญาอสรพิษหยก…”
นักพรตเต๋าจิ้งซวีตัวสั่นสะท้าน เอ่ยกับตนเองเสียงเบา
ไม่มีแล้ว!
ปราณปีศาจของพญาอสรพิษหยกอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
ผู้คนทั้งหลายยังไม่ทันได้สติกลับมา พญาอสรพิษหยกก็ตายแล้วหรือ
เหล่าผู้อาวุโสต่างเคยคิดว่าหานเจวี๋ยอาจจะเอาชนะได้ แต่คิดไม่ถึงว่าจะชนะอย่างขาดลอยเช่นนี้!
ภาพเหตุการณ์ตรงหน้าบอกพวกเขาว่า พญาอสรพิษหยกถูกหานเจวี๋ยสังหารภายในการโจมตีเดียว
ความแข็งแกร่งระดับนี้ห่างชั้นเพียงใดกัน
ผู้อาวุโสสังหารเทพแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่!
ขณะเดียวกันนั้น!
เงากระบี่นับล้านของไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิก็พุ่งไปคนละทิศคนละทาง ปราณกระบี่สุดลูกหูลูกตาก่อตัวขึ้นเป็นเงากระบี่ พุ่งสังหารต่อ!
ตอนนี้เองเหล่าปีศาจที่มองดูอยู่ที่ไกลๆ ถึงได้สติกลับมา
ตู้ม!
เหล่าปีศาจตกใจจนหันกายคิดที่จะหนี!
“เทพปีศาจตายแล้ว!”
“เทพปีศาจของพวกเราตายแล้ว!”
“รีบหนีสิ!”
“เป็นไปได้อย่างไรกัน! สำนักหยกพิสุทธิ์ซ่อนเทพศักดิ์สิทธิ์ระดับใดไว้กันแน่”
“เหตุใดพญาอสรพิษหยกถึงตายเร็วเช่นนี้ เหลวไหลสิ้นดี!”
ความเร็วของเหล่าปีศาจไหนเลยจะเทียบกับเงากระบี่ของหานเจวี๋ยได้ แทบจะในพริบตาเดียว ขอบฟ้าทุกทิศทางของสำนักหยกพิสุทธิ์ก็มีละอองเลือดสาดกระเซ็น ดูราวกับดอกไม้ไฟยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต
วันนี้ เวลานี้ ผู้บำเพ็ญของสำนักหยกพิสุทธิ์ในยุคนี้ต่างลืมเลือนภาพฉากนี้ไม่ลง!
เพราะวันนี้ พวกเขาได้เห็นพลังเทพเซียนด้วยตาตนเอง!
พลังหนึ่งเดียวสามารถกำราบทหารปีศาจและราชาปีศาจนับไม่ถ้วน!
อักขระแถวหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าของหานเจวี๋ย
[ท่านสังหารระดับฝ่าด่านเคราะห์เป็นครั้งแรก ได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]
หินวิญญามรรคาสวรรค์อีกแล้ว!
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว เขายกมือซ้ายขึ้น รับไม้เท้าพฤกษาทองเข้ามาไว้ในมือ
นั่นก็คือของวิเศษของพญาอสรพิษหยก!
ทั้งเนื้อทั้งตัวของพญาอสรพิษหยกเหลือเพียงสมบัติชิ้นนี้ ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิกลับไม่สามารถทำลายสมบัตินี้ได้ ดูท่าสมบัตินี้คงแข็งแกร่งไม่น้อย
ไม้เท้าพฤกษาทองถูกระเบิดจนเกิดรอยร้าวเป็นเส้นๆ ทั้งยังตลบอบอวบไปด้วยควันไฟ
หานเจวี๋ยนำพลังจิตเข้าไปตรวจสอบภายในไม้เท้าพฤกษาทองอย่างไม่รู้ตัว วินาทีต่อมา เขาลืมตาขึ้นอย่างฉับพลัน ก่อนรีบร้อนดึงพลังจิตกลับมา
สีหน้าของเขาดูเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก
คิดไม่ถึงว่าในไม้เท้าพฤกษาทองจะซ่อนเสี้ยววิญญาณไว้ เป็นบุรุษแปลกประหลาดผู้หนึ่ง ขดกายอยู่ในพื้นที่ว่างในไม้เท้าสีทอง
“นี่คืออะไร”
หานเจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจ เขารีบนำไม้เท้าพฤกษาทองใส่เข้าไปในเข็มขัดเก็บสมบัติทันที
เสี้ยววิญญาณดวงนั้นยังไม่เพียงพอที่จะทำร้ายหานเจวี๋ยได้ แต่หานเจวี๋ยกลัวว่าจะทำให้เขาตื่นขึ้นมา ‘หากเจ้าหมอนี่มีผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งอยู่เล่า’
หานเจวี๋ยมองไปทั่วบริเวณอีกครั้ง กองทัพปีศาจแตกพ่าย ชั่วระยะเวลาสั้นๆ ไม่กี่อึดใจ ไตรวิสุทธิ์กำราบภูมิก็สังหารปีศาจประหลาดไปหลายแสนตัว
หานเจวี๋ยหันกลับไปมองพวกสิงหงเสวียนและไก่คุกรัตติกาลที่ยังคงอึ้งอยู่
โดยเฉพาะหยางเทียนตง ที่ดูทึ่มทื่อไร้สติ
เขารู้ดีที่สุดว่าพญาอสรพิษหยกแข็งแกร่งเพียงใด!
ผู้ที่ไร้คู่ต่อกรอย่างแท้จริงในใจของเขาคือพญาอสรพิษหยก!
เทพปีศาจที่ทำให้หยางเทียนตงรู้สึกสิ้นหวังและหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด กลับถูกอาจารย์ของเขาสังหารภายในชั่ววินาที!
อารมณ์มากมายหลายหลากก่อตัวขึ้นในใจของหยางเทียนตง สุดท้ายกลับกลายเป็นความละอายใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ที่แท้ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดก็อยู่ข้างกายเขามาโดยตลอด แต่เขากลับไปแสวงหาอำนาจที่จับต้องไม่ได้ไปทั่วหล้า…
หยางเทียนตงยิ้มออกมาอย่างขมขื่น เขาไม่กล้าแม้กระทั่งไปพบหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเดินไปทางถ้ำเทวา
“นายท่านแข็งแกร่งเกินไปแล้ว! ไร้คู่ต่อกรในใต้หล้า!”
ไก่คุกรัตติกาลตื่นเต้นจนแทบเสียสติ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาเห็นผู้แข็งแกร่งไร้คู่ต่อกรมาที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียน และถูกหานเจวี๋ยสังหารภายในชั่ววินาที!
คิดไว้ไม่มีผิด!
นายท่านกล่าวถูก มุ่งมั่นฝึกฝนถึงเป็นมรรคาที่แท้จริง!
ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝน ถึงจะเหนือกว่าศัตรูทั้งปวง!
สายตาที่สิงหงเสวียนมองหานเจวี๋ยเป็นประกาย สมกับเป็นบุรุษที่นางถูกใจตั้งแต่แรกพบ
ไม่มีใครภูมิใจไปมากกว่านางอีกแล้ว!
ตอนที่นางถูกใจหานเจวี๋ยนั้น หานเจวี๋ยยังเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา นางเป็นคนแรกที่คิดว่าหานเจวี๋ยแตกต่างจากคนอื่น
แม้จะเริ่มต้นด้วยรูปลักษณ์…
สวินฉางอัน มู่หรงฉี่เองก็รู้สึกเลื่อมใสในตัวหานเจวี๋ยอย่างสุดซึ้ง
โดยเฉพาะมู่หรงฉี่ สำหรับเขาแล้วหานเจวี๋ยยังเป็นคนแปลกหน้าอยู่บ้าง เขารู้สึกสงสัยตบะของอาจารย์ปู่อย่างมากมาโดยตลอด
วันนี้ เขาได้เห็นแล้ว!
ตอนที่หานเจวี๋ยเดินผ่านหยางเทียนตง เขาทิ้งคำพูดไว้ประโยคหนึ่ง “ยังไม่รีบไปคุกเข่าที่ตีนเขาอีก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากเจ้ากล้าออกไปข้างนอกโดยที่ข้าไม่ได้อนุญาต จะถือว่าข้าเจ้าสิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างศิษย์อาจารย์ ความเป็นตายของเจ้า ข้าจะไม่ยื่นมือเข้าแทรก”
หยางเทียนตงสูดหายใจเข้าลึกๆ กำมือทั้งสองไว้แน่น
เขาหมุนกายคุกเข่าลงให้กับหานเจวี๋ย โขกศีรษะลงกับพื้นอย่างรุนแรงสามครั้ง จากนั้นถึงลงไปจากเขา
……
ปีศาจแต่ละตัวบินโฉบผ่านภูเขาธารา หนึ่งในนั้นคือราชาปีศาจเตี่ยนซู่!
แม้จะเหลือเพียงจิตดั้งเดิม แต่ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ยังคงมีฝีมืออยู่บ้าง ขณะที่เขาหลบหนีไปพลางก็สังหารปีศาจที่มีตบะค่อนข้างอ่อนแอเหล่านั้นไปด้วย
เขากำลังแก้แค้นพญาอสรพิษหยก!
‘ที่แท้เซียนท่านนั้นก็ซ่อนตัวอยู่ในสำนักหยกพิสุทธิ์…มิน่าเล่าหลังจากไปที่สำนักหยกพิสุทธิ์แล้วคำสาปก็หายไป… ดูท่าคำสาปที่พญาอสรพิษหยกได้รับก็เป็นการกล่าวเตือนจากเซียนท่านนั้น น่าเสียดายที่เจ้าหมอนี่กำเริบเสิบสานจนถึงจุดจบที่ร่างตายมรรคาสลาย…’
ราชาปีศาจเตี่ยนซู่ลอบคิดในใจ
เขาสาบานว่า ต่อจากนี้จะไม่ล่วงเกินสำนักหยกพิสุทธิ์อย่างเด็ดขาด และเขาก็จะไม่ฆ่าคนในต้าเยี่ยนอย่างเด็ดขาด!
หากมีโอกาส เขาจะไปเยี่ยมเยียนสำนักหยกพิสุทธิ์!
ถึงเป็นม้าให้ท่านเซียนผู้นั้นขี่ก็ได้ไม่มีปัญหา!
ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเป็นโอกาสก็ได้!
อีกด้านหนึ่ง
ผู้คนทั่วทั้งสำนักหยกพิสุทธิ์ต่างอยู่ในอารมณ์ตื่นเต้นอย่างถึงขีดสุด หลี่ชิงจื่อที่รู้งานรีบมอบหมายให้บรรดาผู้อาวุโสไปจัดการเรื่องราวหลังจากนั้น และออกคำสั่งเด็ดขาดว่าไม่ให้ไปรบกวนความสงบของเขาเพียรบำเพ็ญเซียน!
ศึกในวันนี้ ทำให้ผู้อาวุโสสังหารเทพขึ้นสู่แท่นบูชาในหัวใจของเหล่าผู้บำเพ็ญในสำนักหยกพิสุทธิ์อีกครั้ง
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
หานเจวี๋ยนั่งอยู่บนเตียง พลิกไม้เท้าพฤกษาทองไปมา
เขากำลังพิจารณาว่าจะทำอย่างไรกับไม้เท้านี้ดี
เขาอยากจะทำลายมัน แต่ก็กลัวจะทำให้เสี้ยววิญญาณที่อยู่ด้านในตื่นขึ้น
ไม่ได้!
เก็บไว้ไม่ได้!
ทำลายไปเลยจะดีกว่า!
หากเสี้ยววิญญาณนี้มีร่างจริง บางทีอาจจะอาศัยเสี้ยววิญญาณมาถึงที่นี่ก็ได้
หานเจวี๋ยรีบสำแดงพลังดูดวิญญาณหกสายทันที เพื่อดูดเสี้ยววิญญาณในนั้นออกมา
ในเวลานั้นเอง เสี้ยววิญญาณพลันลืมตาตื่นขึ้น
“เจ้าจะทำอะไร”
น้ำเสียงเยือกเย็นสายหนึ่งดังขึ้น ทำให้หานเจวี๋ยรู้สึกตกใจจนหนังตากระตุก
[นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
เมื่อหานเจวี๋ยเห็นอักขระที่อยู่ตรงหน้า ก็ตกใจจนทำลายเสี้ยววิญญาณไปทันที
ดูเหมือนว่าความอาฆาตแค้นระดับ 5 ดาวแทบจะไม่สามารถทำให้สลายไปได้ แล้วจะเก็บเสี้ยววิญญาณไปทำไมกัน
บทที่ 110
หลังจากทำลายเสี้ยววิญญาณของนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนแล้ว หานเจวี๋ยก็รีบเรียกดูค่าความสัมพันธ์ทันที
ไม่นาน เขาก็หารูปประจำตัวของนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนพบ
[นักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน: ระดับเซียนอิสระขั้นแปด เนื่องด้วยท่านสังหารสัตว์เลี้ยงปีศาจและเสี้ยววิญญาณที่เขาทิ้งไว้ในโลกมนุษย์ จึงเกลียดชังท่านเป็นอย่างมาก รอจนท่านสำเร็จมรรคผลบินขึ้นสู่สวรรค์ จะต้องมาหาเรื่องท่านอย่างแน่นอน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว]
ระดับเซียนอิสระขั้นแปด?
รอข้าสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์?
อันดับแรกหานเจวี๋ยรู้สึกตกใจ หลังจากนั้นถึงได้ทอดถอนหายใจออกมา
เท่านี้หรือ
‘ข้าก็จะรอจนข้ามีตบะที่สามารถสังหารเจ้าได้แล้วค่อยขึ้นไป เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าจะทำอะไรข้าได้’
หานเจวี๋ยลอบคิดอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
เช่นนี้ก็ดี รู้เส้นสนกลในของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน หานเจวี๋ยก็ไม่ต้องคิดสะระตะให้มากความ
หานเจวี๋ยเกิดความคิดขึ้นมาบางอย่าง เขานำหนังสือแห่งความโชคร้ายกับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์สองก้อนออกมา
ศัตรูแข็งแกร่งมีมากเกินไป จะต้องใช้วิธีการแหกกฎสักหน่อย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาออกไปจากตัวข้า!
หลังจากหานเจวี๋ยตัดสินใจแล้วก็รีบนำหินวิญญาณมรรคาสวรรค์สองก้อนผสานเข้าไปในหนังสือแห่งความโชคร้ายทันที
ผ่านไปประมาณสองชั่วยาม
หนังสือแห่งความโชคร้ายก็ถูกยกระดับสำเร็จ
[หนังสือแห่งความโชคร้ายเลื่อนขั้นเป็นสมบัติวิญญาณระดับไท่อี่ชั้นสุดยอด]
จากสมบัติวิญญาณชั้นเลิศกลายเป็นสมบัติวิญญาณระดับไท่อี่ชั้นสุดยอด นี่เป็นการยกยกระดับถึงสองขั้น
หรืออาจจะกล่าวได้ว่า หลังจากสมบัติวิญญาณชั้นเลิศแล้วจะแบ่งออกเป็นสมบัติวิญญาณระดับไท่อี่และสมบัติวิญญาณระดับไท่อี่ชั้นสุดยอด!
หานเจวี๋ยเริ่มสาปแช่งนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยนทันที เพื่อทดสอบผลลัพธ์
หนังสือแห่งความโชคร้ายก็เป็นของวิเศษที่ไม่เป็นมงคล หานเจวี๋ยจึงไม่กล้าใช้พลังมาก ด้วยกลัวว่าพลังจะหมดตัว
……
พญาอสรพิษหยกดับสูญ!
เมื่อเรื่องนี้กระจายออกไปทั่วต้าเยี่ยน ก็ถูกแพร่ต่อไปยังเขตและราชวงศ์บำเพ็ญพรตต่างๆ ที่อยู่โดยรอบ
ทั้งสายหลักสายมารในแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนล้วนเกิดความเคารพยำเกรงต่อสำนักหยกพิสุทธิ์
เมื่อก่อนอาจจะเพียงแค่เกรงกลัว ทว่าตอนนี้ทั้งสายหลักและสายมารล้วนเคารพนับถือสำนักหยกพิสุทธิ์!
พญาอสรพิษหยกผู้แข็งแกร่งแห่งยุคตายในสำนักหยกพิสุทธิ์ สำนักหยกพิสุทธิ์จะต้องแข็งแกร่งเพียงใดกัน
อาศัยการลงมือของหานเจวี๋ย ทำให้สำนักหยกพิสุทธิ์ได้ชื่อว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในต้าเยี่ยนทันที
เมื่อข่าวคราวแพร่สะพัดไปถึงเขตอื่นๆ ก็ก่อให้ความฮือฮาขึ้นมาเช่นกัน
จากการโจมตีของพญาอสรพิษหยก สำนักบำเพ็ญเพียรของเขตต่างๆ บ้างก็หลบหนี บ้างก็ปิดสำนัก ล้วนเงียบเหงาเป็นอย่างมาก
เขตแก่นประจิม ลัทธิสัจจะยุทธ์
เขตแก่นประจิมเองก็เผชิญกับการโจมตีของพญาอสรพิษหยกเช่นกัน แต่โชคดีที่ลัทธิสัจจะยุทธ์สามารถหนีรอดมาได้ ที่สำคัญคือพญาอสรพิษหยกยังไม่ทันได้ลงมือกับพวกเขา ก็ถูกหยางเทียนตงดึงดูดความสนใจไปเสียก่อน
ผู้บำเพ็ญระดับสูงของลัทธิสัจจะยุทธ์มารวมตัวกันในโถงใหญ่ หลังจากที่ทุกคนได้ยินข่าวการตายของพญาอสรพิษหยก ก็ล้วนตกตะลึงนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน
ซั่งกวนฉิวเจี้ยนกล่าวด้วยรอยยิ้มขมขื่น “ดีนี่สำนักหยกพิสุทธิ์ ดีนี่ผู้อาวุโสสังหารเทพ!”
หวงจี๋เฮ่ายืนอยู่ด้านหลังของซั่งกวนฉิวเจี้ยน สีหน้าของเขาซับซ้อน สถานะของเขาคือศิษย์แกนหลัก
ผู้คนพากันมองไปทางเขา ผู้อาวุโสหนึ่งในนั้นเอ่ยถามขึ้น “ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชา ก่อนหน้านี้ท่านเคยไปสำนักหยกพิสุทธิ์ในต้าเยี่ยนมาก่อน สำนักหยกพิสุทธิ์ก็ร้ายกาจเพียงนี้จริงหรือ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซั่งกวนฉิวเจี้ยนก็กล่าวด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน “ไม่ขอปิดบัง ข้าเคยไปท้าประลองกับผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์ ผลสุดท้ายพ่ายแพ้ในกระบี่เดียว ข้าละอายใจที่จะกล่าวถึงเรื่องราวในอดีต วันนี้ดูท่าผู้ที่สังหารพญาอสรพิษหยกก็คือผู้อาวุโสสังหารเทพท่านนั้น”
แม้แต่พญาอสรพิษหยกยังถูกสังหาร ซั่งกวนฉิวเจี้ยนพลันรู้สึกสบายใจขึ้นมาก
เมื่อหานเจวี๋ยที่อยู่ไกลถึงสำนักหยกพิสุทธิ์ได้รับการแจ้งเตือนว่าความประทับของเขาถูกยกระดับขึ้น ก็รู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก
ซั่งกวนฉิวเจี้ยนยืดตัวตรง ราวกับว่าการพ่ายแพ้ให้กับหานเจวี๋ยนั้นเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมาก
“ตั้งแต่นี้ไป สำนักหยกพิสุทธิ์จะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยน เป็นแม้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของสิบเขตเก้าราชวงศ์ ลัทธิสัจจะยุทธ์ไม่อาจล่วงเกินได้ และพวกเราจะไปสานสัมพันธ์ในทันที ข้ายินดีให้ศิษย์ของข้าไปสำนักหยกพิสุทธิ์โดยเร็ว เพื่อเป็นตัวแทนของลัทธิสัจจะยุทธ์ เป็นตัวแทนของเขตแก่นประจิมเพื่อขอบคุณสำนักหยกพิสุทธิ์!”
“พวกเราต้องเตรียมของขวัญใหญ่สักชิ้น!”
ซั่งกวนฉิวเจี้ยนกล่าวด้วยเสียงทุ้มลึกอันทรงพลัง
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งขมวดคิ้วกล่าว “ลัทธิสัจจะยุทธ์ก็เสียหายอย่างหนัก ไปเอาใจสำนักหยกพิสุทธิ์ในเวลานี้ ศิษย์ในลัทธิจะมองอย่างไร”
ซั่งกวนฉิวเจี้ยนถลึงตาใส่เขาเพียงครั้ง ตะคอกกล่าวว่า “ตื่นสักที! ท่านกำลังคิดอะไรอยู่ ในทางส่วนรวมสำนักหยกพิสุทธิ์ช่วยคนในใต้หล้าไว้ พวกเราไม่ควรขอบคุณหรือ ในทางส่วนตัวหลังจากนี้สำนักหยกพิสุทธิ์จะเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้บำเพ็ญในใต้หล้าต่างวาดหวัง หากพวกเราช้าไปเพียงก้าวเดียวก็จะมีสำนักอื่นรุดหน้าไปก่อน รอกระทั่งสำนักหยกพิสุทธิ์ยิ่งใหญ่เกรียงไกรขึ้นมา จะต้องมีสำนักอื่นอาศัยอิทธิพลของสำนักหยกพิสุทธิ์ไปข่มสำนักต่างๆ ยิ่งไปเร็วก็จะยิ่งเป็นผลดี!”
วาจาของเขาทำให้เหล่าผู้อาวุโสครุ่นคิดอย่างหนัก
……
สำนักเก้ามังกร
เมื่อหวงจุนเทียนฟังรายงานของศิษย์จบ ก็โบกมือเป็นสัญญาณให้ศิษย์ออกไปทันที
ในห้องเหลือเพียงเขา สีหน้าของเขาจึงแสดงถึงความเลื่อมใสออกมา
“ผู้อาวุโสก็คือผู้อาวุโส แม้แต่พญาอสรพิษหยกก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา หรือข้าจะยกสำนักเก้ามังกรให้สำนักหยกพิสุทธิ์ดีนะ”
หวงจุนเทียนเอ่ยพึมพำกับตนเอง ดวงตาของเขาเป็นประกาย ไม่ได้พูดเล่นแต่อย่างใด
เขาก็มีความคิดเช่นนี้จริงๆ!
ตั้งแต่เผชิญกับภัยพิบัติจากพญาอสรพิษหยก สามารถกล่าวได้ว่าภายในสำนักเก้ามังกรแตกกระเจิง คนจำนวนมากต่างหวาดกลัวพญาอสรพิษหยก แม้กระทั่งมีคนจำนวนไม่น้อยที่หลบหนีออกไป
สำหรับสำนักเช่นนี้ เขาก็รู้สึกเหนื่อยจริงๆ
อีกอย่าง การตายของพญาอสรพิษหยกก็ทำให้เขาคิดได้ว่า มีแต่การมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างผู้อาวุโสเท่านั้น ถึงจะเป็นการฝึกบำเพ็ญที่แท้จริง!
เดิมทีผู้บำเพ็ญก็ควรจะบำเพ็ญเพื่อความเป็นอมตะ สำนักควรดำรงอยู่เพื่อการสืบทอด หากสำนักดำรงอยู่เพื่ออำนาจแล้วไซร้ แล้วจะต่างอะไรกับกลุ่มก้อนในโลกมนุษย์
หวงจุนเทียนไม่อยากเข้าไปพัวพันในอำนาจอีก เขาต้องการเอาอย่างหานเจวี๋ย!
……
หลังจากสาปแช่งนักพรตเต๋าเจวี๋ยเหยี่ยน จูเชวี่ยและโม่โยวหลิงทีละคน คนละเจ็ดวันแล้ว หานเจวี๋ยก็วางหนังสือแห่งความโชคร้ายลงด้วยความพึงพอใจ
หญ้าโลกาสวรรค์เอ่ยถามด้วยความสงสัย “นายท่าน ที่ท่านทำคือสิ่งใด”
หานเจวี๋ยตอบ “หยั่งรู้มหามรรคาฟ้าดิน หนังสือเล่มนี้ไม่มีอักขระ และไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้น และเพราะไม่มีสิ่งใดเลย ถึงทำให้จิตใจของข้าว่างเปล่า”
หญ้าโลกาสวรรค์เหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
หานเจวี๋ยโบกมือ เคลื่อนย้ายมันออกจากแจกันหยกขาว ก่อนนำปลูกลงในดิน
หานเจวี๋ยหลับตาฝึกฝนต่อ
การสังหารพญาอสรพิษหยกไม่ได้ทำให้เขารู้สึกดีใจมากนัก บนเส้นทางของการบำเพ็ญเพียรมักจะต้องสังหารศัตรูบ้างถึงจะสมเหตุสมผล
เขาหวังว่าผลกระทบที่เกิดจากเรื่องนี้จะหายไปโดยเร็วที่สุด เพื่อป้องกันปัญหาที่ตามมาไม่หยุด
ช่วงเวลาหลังจากนั้น เขาอยู่ในถ้ำเทวาฟ้าประทานตลอด ไม่ได้ออกไปข้างนอกเลย
ด้วยการจัดการของหลี่ชิงจื่อ จึงไม่มีใครกล้าที่จะมารบกวน
สำนักหยกพิสุทธิ์เริ่มคึกคักขึ้นมา ขณะที่เรื่องที่พญาอสรพิษหยกตายในสำนักหยกพิสุทธิ์ถูกแพร่ออกไป ทั้งสายหลักและสายมารต่างพากันมาขอบคุณสำนักหยกพิสุทธิ์ที่ช่วยมนุษย์จัดการศัตรูตัวฉกาจ แม้กระทั่งสำนักจากเขตอื่นๆ ก็มาด้วย
หวงจี๋เฮ่าก็มาแล้ว เขาคิดจะมาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ยแต่ถูกห้ามไว้ สุดท้ายก็เป็นผู้อาวุโสสำนักหยกพิสุทธิ์ที่คอยรับรอง
เวลาแปดปีผ่านไปในชั่วพริบตา
หานเจวี๋ยเข้าใกล้ระดับรวมกายาขั้นเก้ามากขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้เอง
หลี่ชิงจื่อมาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ย
ได้เจอหน้าหานเจวี๋ยอีกครั้ง ท่าทีของหลี่ชิงจื่อก็กระอักกระอ่วนเป็นอย่างมาก
“ผู้อาวุโสหาน ช่วงนี้เหล่าผู้อาวุโสต่างเสนอให้เปลี่ยนชื่อสำนักหยกพิสุทธิ์เป็นชื่อสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ จักรพรรดิของราชวงศ์ต้าเยี่ยนก็มาเยี่ยมเยียน ยินยอมเชื่อมั่นในสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์ ท่านคิดเห็นเช่นไร” หลี่ชิงจื่อเอ่ยถาม
หานเจวี๋ยลืมตา กล่าวว่า “หากพวกท่านคิดว่าดีก็ดี”
ชื่อสำนักศักดิ์สิทธิ์หยกพิสุทธิ์นี้ฟังดูแล้วสูงส่งยิ่งนัก มีความรู้สึกของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เช่นนี้ก็ดี สามารถดึงดูดผู้บำเพ็ญให้มาเข้าร่วมได้มากขึ้น
“นอกจากนี้ พวกเราก็ส่งสารให้อาจารย์ปู่กลับมาแล้ว อาจารย์ปู่ตอบตกลงเป็นที่เรียบร้อย อีกไม่กี่ปีท่านจะกลับมารับตำแหน่งเจ้าสำนักอีกครั้ง ข้าไม่อยากตายเร็ว จึงตัดสินใจมุ่งมั่นฝึกฝน ช่วงชิงอายุขัยให้ตัวเอง”
หลี่ชิงจื่อทอดถอนใจกล่าว เมื่อกล่าวมาถึงตรงนี้เขาก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
หานเจวี๋ยมองความคิดของเขาออก กล่าวว่า “รอส่งต่อตำแหน่งเจ้าสำนักแล้ว ท่านก็ย้ายมาฝึกฝนที่เขาเพียรบำเพ็ญเซียนเถิด ส่วนถ้ำเทวา ท่านสามารถเปิดด้วยตนเองได้”