101-105

บทที่ 101
แค่นี้เอง?

ได้ยินไก่คุกรัตติกาลพ่นวาจานี้ออกมา โจวฝานแทบระเบิดอารมณ์

เขารู้สึกถูกเหยียดหยามอย่างใหญ่หลวง!

เป็นแค่ไก่ตัวหนึ่งกลับกล้าที่จะเย้ยหยันเขา?

เมื่อครู่เขาเพียงกลัวว่าจะล่วงเกินหานเจวี๋ย เพราะอย่างนั้นจึงไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด หากเขาออกแรงชกอย่างสุดกำลังจริงๆ คงไม่ระเบิดไก่เหม็นตัวนี้เลยหรือ

โจวฝานพลันยกขาขึ้น พลังวิญญาณมหาศาลรวมเข้าที่หัวเข่า ปะทะไก่คุกรัตติกาลอย่างมิอาจต้านทานได้

ไก่คุกรัตติกาลถูกเขาแทงเข่าจนร่างลอยสู่ท้องฟ้า โจวฝานกระโจนร่าวตามขึ้นไป หนึ่งคนหนึ่งไก่พุ่งขึ้นไปบนเวหา ต่อสู้กันต่อ

โจวฝานไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเซียน เขาเหมือนทหารในโลกมนุษย์มากกว่า ทว่าวิชามวยของเขาคล่องแคล่วแข็งแรง ทุกการเคลื่อนไหวสั่นสะเทือนท้องฟ้าปรากฏความผันผวนในห้วงอากาศที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

ไก่คุกรัตติกาลเอาแต่ป้องกันการกระทบกระทั่งมาโดยตลอด ไม่ต่างกับกระสอบทราย แต่คนที่มีสายตาเฉียบคมจะมองออกได้ชัดเจนว่าโจวฝานไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้กับมันแม้แต่น้อยเลยจริงๆ

หากใช้คำพูดของหานเจวี๋ยมากล่าว นี่คือการสะกิด

โม่ฟู่โฉวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม “ศิษย์พี่หาน ไก่ตัวนี้เป็นไก่ประเภทใดกัน”

หานเจวี๋ยหัวเราะกล่าว “ไก่ทั่วๆ ไป เป็นไก่ที่ข้าฉกฉวยมาจากชาวนาของสำนักหยกพิสุทธิ์ อบรมเลี้ยงดูมาหลายร้อยปีแล้ว”

โม่ฟู่โฉวรู้สึกตกตะลึง

เซวียนซือซือก็มองหานเจวี๋ยด้วยความแปลกใจ

ไก่ธรรมดาตัวหนึ่งสามารถอบรมเลี้ยงดูกลายเป็นระดับสุญตา?

เป็นไปได้อย่างไร!

ไก่ตัวนี้จะต้องมีสายเลือดที่เหนือธรรมดาและได้รับโอกาสวาสนาไม่น้อย เพียงแค่บังเอิญถูกหานเจวี๋ยเก็บมาได้

คุณสมบัติในการฝึกฝนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก สามารถตัดสินขีดจำกัดบนล่างได้

สวินฉางอันส่ายหน้า ไก่เหม็นตัวนี้รอบคอบเกินไปแล้ว

เหตุผลที่ไก่คุกรัตติกาลป้องกันมาโดยตลอด มิใช่จงใจหยอกล้อโจวฝาน

แต่เพราะอยากจะสำรวจความสามารถของโจวฝานให้แน่ใจ

ก่อนหน้านี้หานเจวี๋ยเคยบอกกับเขาว่า บางคนมีศักยภาพที่แข็งแกร่งกว่าขอบเขตพลัง อีกทั้งบางคนยังชอบแสร้งเป็นหมู เพื่อหลอกกินเสือ[1]

ไก่คุกรัตติการดูเหมือนว่าจะเสียงดังโอ้อวด จิตใจกลับละเอียดอ่อนมาก

มันมองตบะของเซวียนซือซือไม่ออก แต่เซวียนซือซือสามารถติดตามโจวฝานได้ แสดงว่าโจวฝานย่อมมีจุดที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน

ทว่าสู้กันมาสักพัก ไก่คุกรัตติกาลก็มองเห็นข้อเท็จจริงชัดเจน

เจ้าหนูนี่อ่อนแอจริงๆ!

ไก่คุกรัตติกาลหัวเราะลั่นก่อนเอ่ยว่า “ท่านปู่ไก่ไม่แสดงแล้ว เจ้าหนู เตรียมยอมรับความเจ็บปวดของการพ่ายแพ้หรือยัง”

โจวฝานตกตะลึง พลันถอยหลังออกมาอย่างไม่รู้สึกตัว

ไก่คุกรัตติกาลกระพือปีก ปราณกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากขนไก่ทั่วร่าง ราวกับห่าฝนโหมกระหน่ำ

ความเร็วของปราณกระบี่ รวดเร็วจนตกตะลึง!

เดิมทีโจวฝานก็ไม่อาจตอบโต้ได้ทัน ใบหน้าของเขาซีดเซียว

เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายอีกครั้ง

คุ้นเคยเกินไปแล้ว!

ถึงอย่างไรเขาก็เคยตายมาก่อน!

ในช่วงฟางเส้นสุดท้ายนั้น พลังวิญญาณที่แข็งแกร่งหอบหนึ่งแผ่ปกคลุมเขา ช่วยเขาต้านทานปราณกระบี่ของไก่คุกรัตติกาล

ตู้ม…

ปราณกระบี่ของไก่คุกรัตติกาลสลายหายไปในทันที โจวฝานเบิกตาโต พลังวิญญาณทั่วทั้งร่างทำให้เขารู้สึกล้นทะลักอย่างไร้ที่เปรียบ

กลิ่นอายพลังวิญญาณหอบนี้ก็ทำให้เขารู้สึกเหมือนเคยเกิดขึ้นมาก่อน

กลับไม่ใช่พลังวิญญาณของเซวียนซือซือ แต่เป็นหานเจวี๋ย!

“หยุดแค่นี้เถอะ!”

หานเจวี๋ยกล่าว เป็นการยุติการต่อสู้ครั้งนี้

โจวฝานมึนงงไปหมด

หลังจากที่โม่ฟู่โฉวประสานมือขอบคุณหานเจวี๋ย ก็รีบลากโจวฝานออกไปอย่างรวดเร็ว

เซวียนซือซือก็ไม่ได้พูดอะไรให้มากความ เดินตามสองคนนั้นออกไป

ไก่คุกรัตติกาลกลับมาตรงหน้าหานเจวี๋ย ก่อนเอ่ยอย่างภาคภูมิใจว่า “นายท่าน ความสามารถของข้าเป็นอย่างไรบ้าง ไม่ทำให้ท่านขายหน้าใช่หรือไม่”

หานเจวี๋ยตอบด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ว่า “สตรีเมื่อครู่นั้นมีตบะระดับรวมกายาขั้นเก้า นางมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับโจวฝาน หากเจ้าทำร้ายโจวฝาน เจ้าคิดว่าเจ้าจะสู้นางได้หรือไม่”

ได้ยินเช่นนั้น ไก่คุกรัตติกาลตกใจตัวสั่นเทิ้ม

เด็กดี!

มิน่าเล่าที่ท่านปู่ไก่มองตบะของนางไม่ออก ที่แท้เป็นผู้บำเพ็ญระดับรวมกายาขั้นเก้า!

ความภาคภูมิใจของไก่คุกรัตติกาลหายวับไปกับตา แทนที่ด้วยความรู้สึกหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

หานเจวี๋ยส่ายหน้าน้อยๆ ไม่ชี้แนะให้ไก่คุกรัตติกาลฝึกบำเพ็ญอีก แต่กลับเข้าไปในถ้ำเทวาของตน

ไม่ถึงสามวัน ข่าวการกลับมาของโจวฝานและโม่ฟู่โฉวก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนักหยกพิสุทธิ์

เมื่อหวนนึกถึงปีนั้น ทั้งสองคนก็เคยเป็นบุคคลที่มีพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ในต้าเยี่ยน รวมกับประสบการณ์ที่ทรยศสำนักหยกพิสุทธิ์และเข้าร่วมกับสายมาร ทำให้พวกเขายิ่งน่าสนใจมากขึ้น

ทั้งคู่ล้วนอยู่ระดับระดับปราณก่อกำเนิด ศิษย์พี่ศิษย์น้องในวัยเดียวกันกับพวกเขาส่วนใหญ่ยังอยู่ระดับรวมแก่นปราณ

เมื่อโม่ฟู่โฉวรู้ว่าโม่จู๋สบายดี อีกทั้งยังทะลวงไปถึงระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว เขาตะลึงงันไปในทันที

เขาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ด้านนอกก็เพิ่งจะได้แค่ระดับปราณก่อกำเนิดมา โมจู๋อยู่ที่สำนักหยกพิสุทธิ์ ปิดด่านฝึกฝนทุกวัน คิดไม่ถึงว่าตบะกลับไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย…

นี่…

โม่ฟู่โฉวรู้สึกสงสัยในชีวิตคนมาก

ตั้งแต่ที่โจวฝานพ่ายแพ้ให้กับไก่คุกรัตติกาล ก็ปิดด่านกักตน ซ่อนตัวอยู่ในที่พัก ไม่เคยออกไปข้างนอก อาศัยเพียงโม่ฟู่โฉวที่ออกไปเยี่ยมเยียนสหายเก่าทั่วทุกสารทิศ

หนึ่งเดือนผ่านไป

โม่ฟู่โฉว เซวียนซือซือมาเยี่ยมเยียนหานเจวี๋ยอีกครั้ง

โจวฝานไม่ได้มาด้วย

ภายในถ้ำเทวา โม่ฟู่โฉวเอ่ยขอบคุณหานเจวี๋ย หากเขาไม่ห้ามปรามโม่จู๋ โม่จู๋ที่ออกไปเผชิญชะตากรรมข้างนอกเพียงลำพัง ไม่แน่ว่าอาจจะตายไปนานแล้วก็ได้

ศัตรูของตระกูลโม่มีมากมายนัก!

“โจวฝานยังสบายดีหรือ” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม

เขาเห็นใจโจวฝานมาก แต่เขาก็จนหนทาง ใครใช้ให้เจ้าหมอนั่นต้องการมาท้าประลองเขา

โม่ฟู่โฉวส่ายหน้าฝืนยิ้ม ก่อนเอ่ยว่า “ยังหลบอยู่ในที่พัก แต่ว่าไม่เป็นอะไร เขาเคยประสบกับการถูกโจมตีมาไม่น้อย สามารถปรับสภาพจิตใจได้ด้วยตนเอง ศิษย์พี่หาน ตอนนี้ท่านบรรลุระดับใดแล้วหรือ ระดับสุญตาใช่หรือไม่”

เซวียนซือซือนั่งอยู่ด้านข้าง ยิ้มแต่ไม่กล่าวอะไร

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบว่า “ประมาณนั้น”

รอยยิ้มของโม่ฟู่โฉวยิ่งฝืดเฝื่อนมากกว่าเดิม

พวกเขาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายถึงได้ตบะระดับปราณก่อกำเนิดมา ทว่าหานเจวี๋ย…

โม่ฟู่โฉวเองก็ไม่ใช่คนโวยวายไร้เหตุผล รีบปรับเปลี่ยนสภาพจิตใจทันที ก่อนเอ่ยขึ้น “พวกเราเคยพบหยางเทียนตงศิษย์ของท่านมาก่อน ตอนนี้เขากลายเป็นปีศาจเต็มตัวแล้ว กราบพญาอสรพิษหยกเป็นบิดาบุญธรรม ก่อนหน้านี้หากไม่ได้เขาลงมือช่วยเหลือ เกรงว่าพวกเราคงถูกพญาอสรพิษหยกกินไปเสียนานแล้ว”

ได้ยินเช่นนั้น คิ้วคมของหานเจวี๋ยก็ขมวดขึ้นทันที

อะไรกัน

กราบบิดาบุญธรรมอีกแล้วหรือ

เจ้าหนูนี่ชาติที่แล้วแซ่หลี่ว์หรืออย่างไร

หานเจวี๋ยหมดคำพูดจริงๆ

ก่อนหน้านี้ราชามารปีศาจเตี่ยนซู่หยุดสร้างปัญหาไปแล้ว หยางเทียนตงยังวิ่งหนีไปทั่ว จะหนีก็หนีไปเถอะ แต่สุดท้ายกลับไปกราบราชาปีศาจตนหนึ่งเป็นบิดาบุญธรรมเสียได้

“ระหว่างทางที่กลับมา พวกเราได้ยินว่าหยางเทียนตงและพญาฮุ่นตุ้นสมรู้ร่วมคิดกับราชาปีศาจตนอื่นเพื่อล้อมปราบพญาอสรพิษหยก แต่ถูกพญาอสรพิษหยกสังหารเรียบ พญาอสรพิษหยกเดือดดาลถึงขีดสุด ออกคำสั่งไล่สั่งหารหยางเทียนตง ทำให้เกิดเรื่องราวโกลาหลวุ่นวาย” โม่ฟู่โฉวพูดต่อ

เมื่อหานเจวี๋ยได้ฟัง จึงรีบเปิดดูค่าความสัมพันธ์และตรวจสอบจดหมาย หน้าจอของระบบมีเพียงเขาที่สามารถมองเห็นได้

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x10421

[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ] x6982

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ตกลงไปในสระน้ำเก้าโลกันตร์ เป็นตายไม่แน่ชัด]

[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส บังเอิญพบค่ายกลส่งตัวบรรพกาล รอดพ้นมาได้]

[หวงจุนเทียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[ซั่งกวนฉิวเจี้ยนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเพื่อนร่วมสำนัก] x4

[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย สำนักมารปีศาจดวงชะตาอ่อนแอ ปราณวิญญาณสำนักเริ่มสลาย]

……

หานเจวี๋ยนิ่งอึ้ง บาดเจ็บสาหัสมากทีเดียว!

ดูเหมือนว่าพญาฮุ่นตุ้นก็คือสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสินะ คิดไม่ถึงว่าเมื่อเจ้าสุนัขโง่และศิษย์มหาภัยอยู่ด้วยกัน เมื่อเริ่มก็ถูกโจมตี

เซวียนซือซือพลันเอ่ยขึ้นมาว่า “พญาอสรพิษหยกนั่นอาจจะก้าวสู่ระดับฝ่าด่านเคราะห์เมื่อใดก็ได้ ตบะลึกล้ำไม่อาจหยั่งถึง ตอนนั้นที่ข้าช่วยสองคนนี้ก็เกือบได้รับบาดเจ็บ”

ระดับรวมกายาขั้นเก้ายังสู้พญาอสรพิษหยกไม่ได้?

คิ้วของหานเจวี๋ยยิ่งขมวดแน่นมากขึ้น

หยางเทียนตงหนีออกมาจากเงื้อมมือของพญาอสรพิษหยกได้อย่างไรกัน

ดูเหมือนว่าสถานการณ์การต่อสู้จะดุเดือดมาก อีกทั้งยังมีผู้ทรงพลังอื่นๆ ที่ควบคุมพญาอสรพิษหยกไว้

หรือว่าในนั้นจะรวมหวงจุนเทียนและซั่งกวนฉิวเจี้ยนด้วย?

หวงจุนเทียน เจ้าสำนักเก้ามังกร ระดับสุญตาขั้นหนึ่ง

ซั่งกวนฉิวเจี้ยน ผู้อาวุโสคุมกระบี่ของลัทธิสัจจะยุทธ์ ระดับสุญตาขั้นเก้า

สองคนนี้ก็ไม่น่าจะใช่คู่ต่อสู้ของพญาอสรพิษหยกสิถึงจะถูก

บทที่ 102
“ระดับฝ่าด่านเคราะห์…จอมปีศาจระดับนี้เป็นหายนะสำหรับเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างพวกเราจริงๆ ไม่รู้ว่าหยางเทียนตงจะสามารถหลบหนีเอาชีวิตรอดได้หรือไม่ เฮ้อ”

โม่ฟู่โฉวทอดถอนหายใจเอ่ย เมื่อหวนนึกถึงความน่ากลัวของพญาอสรพิษหยก เขาก็กลัวจนตัวสั่น

เขาไม่อยากจะเผชิญหน้ากับพญาอสรพิษหยกอีก

“ดูสิ ด้านนอกอันตรายมาก ศิษย์พี่โม่ หลังจากนี้ก็พำนักอยู่ที่สำนักหยกพิสุทธิ์เถอะ” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างมีนัย

โม่ฟู่โฉวไม่ได้ปฏิเสธทันที กลับถอนหายใจออกมา

มรรคจิตของเขาหวั่นไหวจริงๆ

แม้ว่าศัตรูส่วนใหญ่ของตระกูลโม่จะถูกกำจัดไปแล้วกว่าครึ่ง อำนาจที่เหลือไม่กล้าสร้างปัญหาให้กับพวกเขา แต่เขาและโจวฝานล้วนเป็นผู้บำเพ็ญสายมาร พักอยู่สำนักหนกพิสุทธิ์คงไม่เหมาะ

เซวียนซือซือจ้องมองหานเจวี๋ยนิ่ง ก่อนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “สหายเต๋าหานมีคู่บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งใช่หรือไม่”

หานเจวี๋ยพยักหน้า ถามว่า “เหตุใดสหายเต๋าถึงถามเช่นนี้”

เขายังไม่แน่ใจในความสัมพันธ์ระหว่างเซวียนซือซือกับเซวียนฉิงจวิน

เขายังมีความระมัดระวังในตัวเซวียนฉิงจวินอยู่บ้าง

หากเซวียนฉิงจวินซ่อนแผนร้ายอะไรเอาไว้เล่า

“ไม่มีอะไร” เซวียนซือซือส่ายหน้าพลางหัวเราะกล่าว ไม่คิดจะเผยตัวตนของตนและเซวียนฉิงจวินออกไป

เซวียนฉิงจวินเคยกล่าวว่า หานเจวี๋ยไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของนาง

ทั้งสองไม่รบกวนกันนานนัก พูดคุยกันครู่หนึ่งแล้วจากไป

ตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ เซวียนซือซือไม่ได้มีความประทับใจที่ดีต่อหานเจวี๋ยเลย

เมื่อพวกเขาออกจากเขาเพียรบำเพ็ญเซียน หานเจวี๋ยรีบทำแบบจำลองการทดสอบ ต่อสู้กับเซวียนซือซือทันที

หานเจวี๋ยที่อยู่ระดับรวมกายาขั้นหกต่อสู้กับเซวียนซือซือที่อยู่ระดับรวมกายาขั้นเก้า

ปลิดชีพในทันที!

หานเจวี๋ยถอนหายใจออกมาน้อยๆ

พ่ายแพ้ให้กับเซวียนซือซือที่อ่อนแอเช่นนี้ พญาอสรพิษหยกอาจจะไม่แข็งแกร่งจนเกิดเหตุ

หากเปลี่ยนเป็นเขา เซวียนซือซือคงไม่สามารถช่วยโม่ฟู่โฉวและโจวฝานหลุดรอดจากน้ำมือเขาไปได้

หานเจวี๋ยหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งพญาอสรพิษหยก

เขาไม่เคยเจอพญาอสรพิษหยกมาก่อน จึงทำได้เพียงสาปแช่งชื่อนี้เท่านั้น ไม่รู้จะได้ผลหรือไม่

……

เขตแก่นประจิม สำนักเก้ามังกร

หวงจุนเทียนกลับไปภายในตำหนักของตน เมื่อประตูปิดลง เขาก็ทอดถอนหายใจออกมายาว

“ในที่สุดก็กลับมาแล้ว…หลังจากนี้จะไม่สามารถออกไปได้อีก และมิอาจช่วยผู้คนได้ตามใจ…”

หวงจุนเทียนฝืนยิ้ม เมื่อนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่น

หลายปีก่อน สำนักใหญ่สำนักหนึ่งเชิญเจ้าสำนักสำนักใหญ่ทั่วใต้หล้าร่วมถกมรรค ถือโอกาสสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน หวงจุนเทียนและซั่งกวนฉิวเจี้ยนผู้อาวุโสคุมกระบี่ของลัทธิสัจจะยุทธ์ก็ไปร่วมเช่นกัน

ขณะที่เจ้าสำนักกลุ่มหนึ่งกำลังถกมรรคในหุบเขาลึก ได้บังเอิญพบกับพญาอสรพิษหยกที่กำลังไล่สังหารหยางเทียนตงเข้าพอดี

หวงจุนเทียนรู้จักหยางเทียนตง อย่างไรเสียก่อนหน้านี้เขาก็เป็นเจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ เพราะอย่างนั้นจึงลงมือช่วยเหลือ ผลปรากฏว่าทำให้พญาอสรพิษหยกบันดาลโทสะ เจ้าสำนักทั้งหลายร่วมมือกัน คาดไม่ถึงว่าจะไม่สามารถเอาชนะพญาอสรพิษหยกได้

พญาอสรพิษหยกแข็งแกร่งเกินไปแล้ว!

หากไม่มีผู้ทรงพลังที่ซ่อนกายอยู่ใกล้ๆ บางทีพญาอสรพิษหยกอาจจะสังหารพวกเขาทั้งหมดไปแล้ว

หวงจุนเทียนอดนึกถึงหานเจวี๋ยขึ้นมาไม่ได้ ไม่รู้ว่าผู้อาวุโสท่านนั้นจะสามารถต่อสู้กับพญาอสรพิษหยกได้หรือไม่

ไม่นาน หวงจุนเทียนจึงเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บ

น่าเสียดาย เรื่องราวต่างๆ มักไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

หลังจากพญาอสรพิษหยกปราบราชาปีศาจราวสิบตน อำนาจบารมีพุ่งทะยานขึ้น ปีศาจที่เข้าร่วมกองกำลังในบังคับบัญชาของเขามากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มแก้แค้นราชาปีศาจที่โจมตีเขาด้วยความโกรธแค้น ราชาปีศาจถูกเขาสังหารในทันที กลุ่มปีศาจที่เหลือต้องยอมจำนนแก่เขา ไม่เช่นนั้นก็ต้องตกตาย!

เวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่ปี พลังอำนาจของพญาอสรพิษหยกพุ่งสูงขึ้น เริ่มมุ่งหน้าสู่เผ่ามนุษย์

เขาบุกรุกอาณาเขตเผ่ามนุษย์อย่างอุกอาจ ด้วยข้ออ้างในการไล่สังหารหยางเทียนตง

หยางเทียนตงเคยเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งปีศาจ พญาอสรพิษหยกจึงอ้างว่าหยางเทียนตงอาจกลายร่างเป็นมนุษย์ไปแล้ว แค้นนี้หากไม่ชำระ เขาก็ไม่เหมาะที่จะเป็นพญาของเผ่าปีศาจ

ชั่วขณะนั้น เผ่ามนุษย์จากเขตแดนต่างๆ ล้วนตื่นตระหนก

……

ท่ามกลางขุนเขา พญาอสรพิษหยกที่สูงใหญ่แข็งแกร่งราวภูเขาลูกเล็กๆ กำลังนั่งอยู่บนไหล่เขา ด้านล่างเขามีหม้อขนาดใหญ่ใบหนึ่ง ในน้ำร้อนที่กำลังเดือดพล่านเผยโครงกระดูกให้เห็นอย่างเลือนราง ไม่ไกลออกไปนั้นยังมีมนุษย์จำนวนหลายร้อยคนนั่งเป็นอัมพาตอยู่บนพื้น เนื้อตัวสั่นระริก รอบด้านเต็มไปด้วยปีศาจ

ปีศาจจำนวนไม่น้อยกำลังถือซากของผู้คนแทะกิน ภาพนั้นเต็มไปด้วยความโหดร้ายป่าเถื่อน ทารุณเป็นยิ่งนัก ดูราวกับนรกบนดิน

พญาอสรพิษหยกขมวดคิ้วแน่น ปากพ่นภาษางู เอ่ยพึมพำว่า “แปลก…”

ช่วงนี้เขามักรู้สึกว่ามีพลังแห่งคำสาปแช่งกำลังรบกวนเขาอยู่ ถึงแม้เขาจะเอาสมบัติวิญญาณมาสวมใส่ไว้บนกาย แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดออกไปได้อย่างสมบูรณ์

หากไม่ใช่เพราะรากฐานของเขาแตกต่างจากธรรมดา ประกอบกับสมบัติวิญญาณบนกาย บางทีอาจจะบาดเจ็บสาหัสจากพลังการสาปแช่งลึกลับนี้ไปแล้ว

ดูเหมือนว่าคงถึงเวลาที่จะทะลวงระดับฝ่าด่านเคราะห์แล้ว!

เวลานั้นเอง ปีศาจอินทรีตัวหนึ่งบินเข้ามา เอ่ยว่า “ท่านราชาผู้ยิ่งใหญ่ หยางเทียนตงหลบหนีเข้าไปในเขตต้นกำเนิดบรรพกาลแล้ว ยังต้องไล่สังหารเขาต่อไปหรือไม่”

พญาอสรพิษหยกมีสีหน้ามืดครึ้ม แค่นเอ่ยเสียงว่า “แน่นอนว่าต้องไล่สังหาร! แม้เขาจะหลบหนีไปจนสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะตามสังหารเขาจนถึงที่สุด! หากมีสำนักหรือเมืองใดกล้าให้ที่พำนักพักพิงแก่เขาก็ฆ่าล้างบางได้ทันที หากไม่สังหารเขา ก็ยากที่จะจะขจัดความเกลียดแค้นในใจข้าได้!”

“รับบัญชา!”

ปีศาจอินทรีรีบร้อนพลิกกายจากไป

เมื่อนึกถึงหยางเทียนตง พญาอสรพิษหยกก็โกรธแค้นจนยากจะทานทน เขาปรานีต่อหยางเทียนตงเป็นอย่างมาก แต่เจ้าหมอนี่กล้าสมรู้ร่วมคิดกับราชาปีศาจตนอื่นเพื่อโจมตีเขา!

ช่างน่าขัน!

ช่างน่ารังเกียจ!

พญาอสรพิษหยกตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะตามไล่ล่าหยางเทียนตงจนถึงที่สุด ระหว่างทางฆ่าล้างสังหารตามอำเภอใจ กินเผ่ามนุษย์เป็นอาหาร หากมีสำนักใหญ่ของแดนบำเพ็ญพรตใดทักท้วง เขาจะหยิบยกเรื่องของหยางเทียนตงมากล่าวอ้าง

แม้พญาอสรพิษหยกจะโกรธเกรี้ยวมากก็จริง แต่กลับไม่ได้ขาดสติ จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาคือการขยายอำนาจของตน!

“หาสถานที่ฝ่าด่านเคราะห์ก่อน รอจนข้าก้าวย่างสู่ระดับฝ่าด่านเคราะห์เมื่อใด สัตว์ร้ายพวกนั้นก็อย่าคิดว่าจะมีชีวิตรอดไปได้!”

พญาอสรพิษลอบเอ่ยอย่างเด็ดขาด

……

ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน

หานเจวี๋ยที่มีเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดวางหนังสือแห่งความโชคร้ายลง เขาคิดกับตนเองว่า ‘ไม่รู้ว่าตอนนี้ พญาอสรพิษหยกจะเป็นอย่างไรบ้าง’

ไม่รู้เพราะเหตุใด เขามักรู้สึกไม่ชอบมาพากลอยู่เสมอ

เพระหยางเทียนตงยังคงถูกโจมตี ถูกไล่สังหารอยู่ตลอดเวลา

หากพญาอสรพิษหยกหาหยางเทียนตงพบ หยางเทียนตงจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย

เพียงแค่การโจมตีจากสัตว์ปีศาจ นี่มันหมายความว่าอย่างไร

หมายความว่าเป็นไปได้อย่างมากที่พญาอสรพิษหยกจะปิดด่าน บุกทะลวงระดับฝ่าด่านเคราะห์!

หานเจวี๋ยพลันรู้สึกถึงความอันตรายอย่างหนักหน่วง

อย่างไรเสียเขาก็ยังไม่เคยต่อกรกับระดับฝ่าด่านเคราะห์มาก่อน รอจนหยางเทียนตงไม่มีที่ไปแล้วจริงๆ เขาคงจะกลับมาที่สำนักหยกพิสุทธิ์แน่ หากพญาอสรพิษหยกตามมาสังหาร เขาคงต้องเผชิญหน้ากับพญาอสรพิษหยกอย่างไม่ต้องสงสัย

หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึกๆ ไม่ได้สาปแช่งจูเชวี่ยและโม่โยวหลิงต่อ แต่เริ่มนั่งสมาธิฝึกฝน

หนึ่งปีต่อมา

โม่ฟู่โฉว โจวฝานและเซวียนซือซือออกจากสำนักหยกพิสุทธิ์

พวกเขาจากไปอย่างกะทันหัน หลี่ชิงจื่อคิดจะรั้งไว้แต่ไร้โอกาส

เวลาผ่านไปอีกประมาณหกปี

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงถึงระดับรวมกายาขั้นเจ็ด

หญ้าโลกาสวรรค์ก็เจริญเติบโตงอกงาม ด้วยความช่วยเหลือของมัน ต้นฝูซังและเถาน้ำเต้าพิภพเซียน พลังวิญญาณของเขาเพียรบำเพ็ญเซียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตบะของไก่คุกรัตติกาล สวินฉางอันและเซียนซีเสวียนเองก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้รวดเร็วเท่าหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยเปิดดูค่าความสัมพันธ์และตรวจสอบจดหมาย

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x14021

[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x12842

[นักพรตเต๋าจิ่วติ่งสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x199

[ฉางเยวี่ยเอ๋อร์สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x12

[หวงจี๋เฮ่าสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x1073

[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากเพื่อนร่วมสำนัก] x2174

[ซูฉีศิษย์ของท่านได้รับบาดเจ็บสาหัส ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เคราะห์ดีที่ประมุขมารช่วยชีวิตไว้]

[ซูฉีศิษย์ของท่านแพร่กระจายความโชคร้าย สำนักมารปีศาจเผชิญกับการสังหารจากประมุขมาร ตายทั้งสำนัก]

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x2681

…..

น่าอนาถจริงๆ!

หานเจวี๋ยมองดูแล้ว ก็มองเห็นอักษรสองตัว เวทนา!

บทที่ 103
คาดไม่ถึงว่าสำนักมารปีศาจจะไม่มีแล้ว

หานเจวี๋ยเห็นข่าวนี้ ก็ถอนหายใจไม่หยุด

ซูฉีไม่ได้ยอมรับบิดาบุญธรรมเช่นหยางเทียนตง แต่ประมุขมารกลับช่วยเขาฆ่าล้างสำนักมารปีศาจ!

บางทีประมุขมารอาจจะกระหายเลือดเองอยู่แล้ว เพียงแค่ใช้ซูฉีเป็นข้ออ้าง

หานเจวี๋ยยังสังเกตเห็นว่าฉางเยวี่ยเอ๋อร์และนักพรตเต๋าจิ่วติ่งเองก็เผชิญกับการโจมตีเช่นกัน ดูท่าทางแล้วช่วงนี้ที่ต่างแดนก็ไม่ค่อยสงบสุขสักเท่าไร

“โชคดีที่ข้าไม่ได้ออกไป ไม่ว่าขอบเขตพลังจะสูงมากเพียงใด ก็โดนโจมตีได้ง่ายอยู่ดี”

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ จากนั้นจึงหยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา เริ่มสาปแช่งพญาอสรพิษหยก จูเชวี่ยและโม่โยวหลิง

หนึ่งคนเจ็ดวัน ใครก็ไม่ลำเอียง

……

เขตอุดร

ในอดีต สำนักมารปีศาจที่เคยเจริญรุ่งเรืองสุดขีดเสมือนดวงตะวันที่อยู่กลางท้องนภา กลับเผชิญกับการฆ่าสังหารจากผู้บำเพ็ญสายมารลึกลับ ทำลายทั้งสำนัก เรื่องนี้สั่นคลอนไปทั้งเขตอุดร เหล่าผู้บำเพ็ญล้วนอกสั่นขวัญแขวน

สำนักของสำนักมารปีศาจกลายเป็นซากปรักหักพัง ยามนี้มีคนผู้หนึ่งกำลังย่างกรายอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังอย่างช้าๆ

กลับคิดไม่ถึงว่าจะเป็นซูฉี

หลังจากที่ประมุขมารจากไป ซูฉียังคงปิดด่านฝึกฝนมาโดยตลอด หลังจากทะลวงถึงระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว เขาถึงหนีออกมาจากหุบเขาลึก กลับไปยังสำนักมารปีศาจ

ทว่า หลังจากกลับมาที่สำนักมารปีศาจแล้ว พวกศิษย์ที่ขัดหูขัดตาเขาในอดีตก็เริ่มพุ่งเป้ามาที่เขาอีกครั้ง เพราะทนไม่ไหวอีกต่อไปซูฉีจึงฆ่าสังหารศิษย์เหล่านั้น จนผู้อาวุโสของสำนักเดือดดาล กักขังเขาไว้ในคุกใต้ดินของสำนักมารปีศาจ ทุกวันถูกทรมาน

ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ คุกใต้ดินพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เหล่าศิษย์ที่เฝ้าอยู่ในคุกใต้ดินก็พากันจากไป ไม่หวนกลับมาอีก

ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ ซูฉีรักษาอาการบาดเจ็บมาโดยตลอด บำรุงและฟื้นฟูตนเอง จวบกระทั่งวันนี้ เขาทำลายข้อห้ามที่สำนักมารปีศาจควบคุมตัวเขาไว้ และสามารถหลบหนีออกมาจากสำนักมารปีศาจ

ทันทีที่เขาออกมา ซูฉีก็ต้องตะลึงกับฉากตรงหน้า

หลายเดือนผ่านไป ซากศพของสำนักมารปีศาจไม่มีใครจัดการ ทั้งหมดล้วนเน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเน่าเหม็น คราบเลือดนองทั่วพื้นดิน ทำให้ซูฉีคลื่นไส้อยากจะอาเจียน

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ตายหมดเลยหรือ”

ซูฉีตกใจ กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความงุนงง

ทันใดนั้นเขาก็พลันคิดถึงความเป็นไปได้หนึ่งขึ้นมา

หรือจะเป็นฝีมือของอาจารย์?

แต่เหตุใดอาจารย์ถึงไม่ช่วยข้าออกมาจากจากคุกใต้ดิน

ช้าก่อน!

สำนักมารปีศาจล่มสลาย ข้าก็สามารถกลับไปได้แล้วมิใช่หรือ และเส้นทางกลับนั้นก็เป็นการทดสอบอีกสนามหนึ่ง!

มิน่าเล่าอาจารย์ถึงไม่ปรากฏตัว

หลังจากที่ซูฉีเข้าใจแล้ว ก็พลันเบิกบานใจขึ้นมาทันที

เขายังคงเดินสำรวจต่อไปท่ามกลางซากปรักหักพังของประตูใหญ่ของสำนักมารปีศาจ เพื่อดูว่ามีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่หรือไม่

หากมี แน่นอนว่าเขาจะช่วยซ้ำเติม

เขาก็เกลียดชังสำนักมารปีศาจจริงๆ

ตั้งแต่เข้าร่วมกับสำนักมารปีศาจ เขายังไม่ทันได้สร้างเรื่องอะไรก็ตกเป็นเป้าหมายสารพัด ใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก ในที่สุดวันนี้ก็สามารถหลุดพ้น

นึกมาถึงตรงนี้ กลิ่นเหม็นเน่าที่ลอยเตะจมูกกลับทำให้ซูฉีรู้สึกเหมือนได้กลิ่นหอมหวน

เวลาหนึ่งก้านธูปผ่านไป

ซูฉีบังเอิญพบชายชราผู้หนึ่ง หลังของเขางุ้มงอ เสื้อผ้าสกปรกมอมแมม บนใบหน้าเองก็มีรอยคราบเลือดเป็นดวงๆ เขาคุกเข่าอยู่หน้าประตูสำนักมารปีศาจ สายตาว่างเปล่า

ทันทีที่เห็นเขา ซูฉีก็พลันได้สติขึ้นมา

คนของสำนักมารปีศาจ?

ดียิ่งนัก!

มือขวาของซูฉีไพล่ไว้ด้านหลัง ไอมารปรากฏกลางฝ่ามือ น่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก

เขาเดินไปทางชายชราผู้นั้น

ชายชราเหลือบสายตาขึ้นมองเขา ริมฝีปากที่แห้งผากค่อยๆ เผยอออก น้ำเสียงที่เอ่ยนั้นแหบแห้ง “เจ้า…ศิษย์ของสำนักมารปีศาจ?”

ซูฉีเอ่ยถาม “ท่านคือใคร”

ชายชราถอนหายใจเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้าเองก็เคยเป็นศิษย์ของสำนักมารปีศาจ แต่ถูกอาจารย์ขับไล่ออกจากสำนัก ไม่ง่ายเลยกว่าจะทะลวงถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์ได้สำเร็จ จึงอยากกลับมาดูก่อนที่จะบินขึ้นสวรรค์ แต่คิดไม่ถึงว่าทั้งสำนักจะพินาศย่อยยับ ข้าขุดหามาหลายวันหลายคืน แต่ก็ยังไม่พบร่างของอาจารย์”

ระดับฝ่าด่านเคราะห์!

ซูฉีตกใจจนรีบร้อนบีบไอมารในฝ่ามือให้แตกสลาย

เกือบส่งตัวเองไปตายแล้ว!

……

หลังจากที่หานเจวี๋ยทราบข่าวการล่มสลายของสำนักมารปีศาจ ไม่ถึงสองเดือน สิงหงเสวียนก็กลับมา

ทันทีที่กลับมา นางก็ไปหาหานเจวี๋ย

ครั้งนี้ นางไม่มีสมบัติอะไรที่จะมอบให้หานเจวี๋ย

“ข้างนอกเกิดความโกลาหล ไม่รู้ว่ามารปีศาจนามว่าพญาอสรพิษหยกโผล่มาจากที่ใด ฆ่าล้างสังหารเผ่ามนุษย์ โหดร้ายอย่างที่สุด ดูเหมือนว่าเขากำลังไล่สังหารบุตรบุญธรรมที่ทรยศเขา สามี พญาอสรพิษหยกจะสังหารมาถึงต้าเยี่ยนหรือไม่ ได้ยินมาว่าเฒ่าประหลาดอู้เต้าเจ้าสำนักของสำนักไร้ลักษณ์ก็ตายในเงื้อมมือของพญาอสรพิษหยก สำนักไร้ลักษณ์ล้อมปราบเขาจนต้องล่าถอยออกมา อีกทั้งยังล้มตายบาดเจ็บสาหัส”

สิงหงเสวียนกล่าวอย่างกังวล คิ้วขมวดยับย่น

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วขึ้น พญาอสรพิษหยกอีกแล้ว!

แม้กระทั่งสำนักไร้ลักษณ์ก็ทำอะไรไม่ได้ เช่นนั้นคงโหดร้ายจริงๆ

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างใจเย็น “ดูเถิด หากโจมตีมาถึงสำนักหยกพิสุทธิ์ และข้าเอาชนะเขาไม่ได้ ข้าก็จะพาเจ้าหนีไป”

เมื่อสิงหงเสวียนได้ฟัง ในใจพลันมีความสุขมาก

นี่หมายความว่านางเข้าไปในหัวใจของหานเจวี๋ยแล้ว?

“จริงสิ ตอนที่ข้ามาก็พบว่ามีถ้ำเทวาอีกแห่งที่อยู่ใกล้ๆ บริเวณนี้ เป็นของใครหรือ” สิงหงเสวียนแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจนัก

หานเจวี๋ยเอ่ยโดยสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน “เป็นของเซียนซีเสวียน ข้าเชิญนางมาเอง เพื่อที่นางจะได้ฝึกฝนได้สะดวก”

“สามีเป็นห่วงนางมากหรือ”

“อืม ถึงอย่างไรนางก็เคยเป็นอาจารย์ของข้า”

“เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์และลูกศิษย์?”

“เจ้าถามมากมายเช่นนี้เพื่ออะไรกัน เจ้าคิดอยากจะสอนข้าหรือ”

“มิกล้าๆ…สามีมีความสุขก็ดีแล้ว”

สิงหงเสวียนน้อยใจ ทั้งยังกลัวว่าจะทำให้หานเจวี๋ยไม่พอใจ

หานเจวี๋ยกล่าวด้วยสีหน้าปกติว่า “บุรุษในโลกนี้ มากชู้หลายเมียเป็นเรื่องปกติ เจ้าดูบรรดาผู้อาวุโสในสำนักสิ ผู้ใดบ้างที่ไม่มีคู่ฝึกบำเพ็ญเพียรหลายคน หลังจากนี้ข้าก็อาจจะมีคู่บำเพ็ญเพียรคนอื่นเช่นกัน แต่หากให้ข้าตัดสินใจแต่งกับใครก่อน เวลานี้ข้าก็เลือกเจ้า”

สิงหงเสวียนได้ยินเช่นนี้ก็พลันตื่นเต้นดีใจ กอดแขนของหานเจวี๋ยแล้วแค่นเสียงเอ่ยว่า “ข้าก็รู้ว่าสามีไม่มีทางลืมเรื่องดีๆ ของข้าแน่!”

หานเจวี๋ยหัวเราะ ไม่ได้ต่อวาจาอีก

โลกแห่งการบำเพ็ญเพียรช่างดีจริงๆ

หากเป็นในยุคปัจจุบัน คงเป็นเรื่องดราม่าแล้ว!

จากนั้น สิงหงเสวียนก็เริ่มซุกซน ไอรีนโนเวล

“สามี…ข้าอยาก…”

“อยากอะไร ไม่ฝึกฝนหรือ”

“นี่ก็เป็นการฝึกฝนอีกแบบมิใช่หรืออย่างไร มาเถอะ คราวนี้เจ้าต้องถลำเข้าไปนิด ป่าเถื่อนหน่อยๆ…”

“หึ ฝันไปเถอะ เจ้านั่งลงก่อน!”

……

หนึ่งเดือนต่อมา สิงหงเสวียนจากไป

หานเจวี๋ยยังคงฝึกฝนต่อ หลังจากสิงหงเสวียนเอ่ยขึ้นมาเช่นนี้ เขาก็หวาดกลัวพญาอสรพิษหยกมากขึ้น

ไม่ได้!

ต้องทะลวงสู่ระดับรวมกายาขั้นแปดโดยเร็วที่สุด!

ในเวลาเดียวกันนั้น

อำนาจอันน่าเกรงขามของพญาอสรพิษหยกได้พัดเข้ามาในแดนต้าเยี่ยน แต่ละสำนักต่างตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ในสายตาของพวกเขาสำนักไร้ลักษณ์เป็นสัตว์ใหญ่มหึมาที่ไม่สามารถเอาชนะได้ คิดไม่ถึงว่าตอนนี้จะมีจอมปีศาจที่สามารถเอาชนะสำนักไร้ลักษณ์ได้เพียงลำพังปรากฏออกมา แล้วพวกเขาจะไม่ตื่นตระหนกได้อย่างไร

แทบจะทุกสำนักต่างส่งคนมาที่สำนักหยกพิสุทธิ์เพื่อติดต่อกับหลี่ชิงจื่อ ทั้งหมดล้วนหวังว่าจะได้รับการคุ้มครองจากสำนักหยกพิสุทธิ์

หากพญาอสรพิษหยกไล่สังหารเข้ามาจริง ต้าเยี่ยนหรือสำนักหยกพิสุทธิ์อาจจะมีกำลังต้านทานได้

หลี่ชิงจื่อได้ยินข่าวนี้ก็รีบส่งศิษย์แกนหลักออกจากต้าเยี่ยน มุ่งหน้าไปยังเขตอื่นๆ เพื่อสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับพญาอสรพิษหยก

สามปีผ่านไป

หานเจวี๋ยค้นพบเรื่องที่ไร้เหตุผลเรื่องหนึ่ง

หญ้าพยาบาท อืม หญ้าโลกาสวรรค์ดูเหมือนจะเป็นดรุณีน้อย

สติปัญญาของหญ้าโลกาสวรรค์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกฝนอยู่นั้นพลันได้ยินเสียงของมันที่ส่งเข้ามา เบาบางยิ่งนัก ราวกับเด็กผู้หญิง

นี่ก็แปลกเกินไป

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เหตุใดเจ้าถึงพูดได้”

เขาก็ไม่เคยสอนหญ้าโลกาสวรรค์มาก่อน

“ความทรงจำของข้ากำลังฟื้นคืน ดูเหมือนข้าเคยมีชีวิตมาก่อน…” หญ้าโลกาสวรรค์ตอบอย่างระมัดระวัง

มีความทรงจำ?

หานเจวี๋ยพลันระวังตัวขึ้นมา เจ้านี่คงไม่ใช่ร่างแปลงของเทพเซียนกระมัง

เขาใช้พลังจิตเพื่อสัมผัสกลิ่นอายพลังของหญ้าโลกาสวรรค์ ไม่ได้แข็งแกร่งนัก เพียงเท้าเดียวเขายังสามารถเหยียบย่ำให้ตายได้

“ท่านเป็นนายท่านของข้าหรือ” หญ้าโลกาสวรรค์เอ่ยถาม

หานเจวี๋ยกล่าว “ไม่ใช่ ข้าเป็นบิดาของเจ้า”

บทที่ 104
“บิดา? ไม่ใช่ ท่านคือนายท่านของข้า…”

หญ้าโลกาสวรรค์นิ่งอึ้ง เอ่ยตาม

มันจมอยู่ในห้วงความคิด

“ในความทรงจำของข้าเคยมีนายท่านคนหนึ่ง… นางจากไปแล้ว ส่วนข้าถูกสัตว์ปีศาจกัดกิน ก่อนตายร่างกายแหลกสลาย หวนคืนสู่พิภพ…”

“ท่านคือนายท่านคนที่สองของข้า… ท่านจะทอดทิ้งข้าหรือ”

หานเจวี๋ยได้ยินเช่นนั้น คาดเดาได้ทันทีว่านายท่านคนแรกของหญ้าโลกาสวรรค์ก็คือเทพเซียนท่านนั้น

เทพเซียนจะสนใจหญ้าธรรมดาได้อย่างไร

หานเจวี๋ยยิ้มกล่าวว่า “ไม่มีทาง ต่อจากนี้ไม่ว่าข้าจะไปที่ใด ข้าจะพาเจ้าไปด้วย”

ทำกระถางให้หญ้าโลกาสวรรค์ก็ได้!

“นายท่านช่างดียิ่งนัก” หญ้าโลกาสวรรค์กล่าวอย่างตื้นตัน

[หญ้าโลกาสวรรค์เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 5 ดาว]

ได้ยินเสียงของมัน หานเจวี๋ยรู้สึกว่านามหญ้าพยาบาทนี้ไม่เหมาะสมกับมันเสียแล้ว

ช่างเถอะ รอมันโตก่อนค่อยให้มันตั้งชื่อเองก็แล้วกัน

หานเจวี๋ยพูดคุยกับหญ้าโลกาสวรรค์อยู่สองสามประโยค ก่อนหันไปฝึกฝนต่อ

…..

บนยอดเขาสูง โจวฝาน โม่ฟู่โฉวและเซวียนซือซือยืนอยู่ริมหน้าผา เมื่อมองตามครรลองสายตาของพวกเขาไปแล้ว บนพื้นที่ราบเบื้องหน้ามีปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังคืบคลานเข้ามา ตัวที่ใหญ่ที่สุดมีขนาดราวกับภูเขาสูงใหญ่ เป็นภาพที่น่าสะเทือนขวัญยิ่งนัก

โจวฟานขมวดคิ้วเอ่ยว่า “เหตุใดทหารปีศาจของพญาอสรพิษหยกถึงเพิ่มจำนวนขึ้นรวดเร็วเช่นนี้”

โม่ฟู่โฉวเองก็มองจนขนลุกขนพอง

หลังออกจากต้าเยี่ยนแล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะไปที่ใดก็มักจะพบกับทหารปีศาจของพญาอสรพิษหยกได้อย่างง่ายดาย ราวกับปีศาจทั้งหมดในใต้หล้าได้แปรพักตร์เข้าร่วมกับพญาอสรพิษหยกทั้งหมดแล้ว

“ก่อนหน้านี้เผ่าปีศาจถูกเผ่ามนุษย์กดขี่มาโดยตลอด ยามนี้ราชาปีศาจในปัจจุบันต่างไม่กล้ารุกรานเผ่ามนุษย์อย่างโจ้งแจ้ง อย่าเห็นแก่ว่าปีศาจนั้นกินคน แต่อันที่จริงแล้วปีศาจที่ถูกผู้บำเพ็ญสังหารนั้นมีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ การปรากฏตัวของพญาอสรพิษหยกจึงทำให้เผ่าปีศาจมองเห็นความหวัง ย่อมลุกโหมกระพือเป็นธรรมดา” เซวียนซือซือกล่าวอย่างเรียบนิ่ง

นางกล่าวต่อว่า “เมื่อบรรลุระดับฝ่าด่านเคราะห์ ก็สามารถสำเร็จมรรคผลขึ้นสู่สวรรค์ เพราะอย่างนั้นผู้แข็งแกร่งระดับฝ่าด่านเคราะห์บนโลกนี้จึงมีจำนวนน้อยมาก ส่วนผู้บำเพ็ญระดับมหายาน นั่นก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย”

โจวฟานเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ระดับฝ่าด่านเคราะห์ก็สามารถขึ้นสวรรค์ได้ แล้วเหตุใดยังมีระดับมหายานอีก”

โม่ฟู่โฉวเองก็รู้สึกแปลกใจเช่นกัน

“ผู้บำเพ็ญและปีศาจส่วนใหญ่ที่ฝึกฝนมาถึงระดับสุญตาถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากเป็นอย่างมาก เมื่อบรรลุถึงระดับรวมกายาแล้ว หากต้องการบรรลุขั้นต่อไปยิ่งต้องพยายามหาโอกาส หากโชคดีก็บรรลุถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์ แต่หลังจากนั้นก็แทบจะไม่สามารถเลื่อนขั้นได้อีกเลย เพราะอย่างนั้นผู้แข็งแกร่งระดับฝ่าด่านเคราะห์ส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะขึ้นสวรรค์ ทว่าบนโลกนี้ก็มักจะมีผู้ที่มีดวงชะตายิ่งใหญ่และบุตรแห่งสวรรค์บางส่วนที่ถึงแม้จะบรรลุระดับฝ่าด่านเคราะห์แล้ว แต่ยังคงสามารถฝึกฝนต่อไปบนโลกมนุษย์ได้”

“ข้ามีศิษย์พี่หญิงท่านหนึ่งที่เป็นจอมมารคนปัจจุบัน นางกลายเป็นผู้บำเพ็ญระดับมหายานแล้ว แต่ยังคงพัฒนาต่อไป ไม่เลือกที่จะขึ้นสวรรค์”

เซวียนซือซือเอ่ยอธิบาย น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยอารมณ์ทอดถอน

นางอิจฉาศิษย์พี่หญิงของตนมาก ตบะของนางในตอนนี้ยากที่จะพัฒนาได้ การก้าวข้ามระดับฝ่าด่านเคราะห์ดูเหมือนจะอยู่ห่างอีกเพียงก้าวเดียว แต่ความเป็นจริงนั้นช่างไกลจนไม่อาจเอื้อม

นางถอนหายใจก่อนกล่าวว่า “หากพญาอสรพิษหยกทะลวงถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์ เขาจะกลายเป็นราชาปีศาจอันดับหนึ่งในเผ่าปีศาจ คู่ควรสมกับนามพญา เจ้าหมอนั่นมีจิตใจที่ทะเยอทะยานเป็นอย่างมาก เผ่ามนุษย์ในสิบเขตเก้าราชวงศ์ที่อยู่ใกล้เคียงจะต้องพบเจอกับหายนะ”

โจวฝานขมวดคิ้วกล่าว “เช่นนั้นพวกเราไปต่างแดนกันดีหรือไม่”

เขาก็ไม่อยากที่จะเผชิญหน้ากับพญาอสรพิษหยกอีก

ครั้งนั้นร่างสกรรจ์ของเขาก็ไม่อาจต้านทานหางของพญาอสรพิษหยกได้

“อืม ต่างแดนนับว่าเป็นสถานที่ที่ไม่เลว พญาอสรพิษหยกน่าจะไม่กล้าไปสร้างปัญหาในต่างแดน” เซวียนซือซือพยักหน้ากล่าว

โม่ฟู่โฉวเอ่ยอย่างเป็นกังวล “จะเกิดเหตุร้ายกับสำนักหยกพิสุทธิ์หรือไม่”

โจวฟานพูดอย่างจนใจว่า “เรื่องพญาอสรพิษหยกพวกเราได้บอกกับท่านเจ้าสำนักไปนานแล้ว พวกเราทำได้ดีที่สุดแล้ว”

เขาเองก็มีความผูกพันกับสำนักหยกพิสุทธิ์เป็นอย่างมาก แต่ไม่ว่าความผูกพันจะมากเพียงใดก็ไม่สามารถเทียบได้กับความเป็นความตายของตนเอง

ทั้งสามมองดูต่อไปอยู่สักพัก ก่อนรีบจากไปอย่างรวดเร็ว

กำลังเผ่าปีศาจของพญาอสรพิษหยกเปรียบเสมือนฝ่ามือใหญ่ เริ่มปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า บดบังดวงอาทิตย์ ผู้บำเพ็ญในเขตต่างๆ เต็มไปด้วยความวิตกกังวลกระวนกระวาย

……

เจ็ดปีต่อมา

หานเจวี๋ยหยุดการฝึกฝน หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมา และเริ่มสาปแช่งพญาอสรพิษหยก

ยังคงใช้เวลาถึงเจ็ดวัน หลังจากสาปแช่งเรียบร้อย หานเจวี๋ยจึงมองไปที่หญ้าโลกาสวรรค์

หญ้าโลกาสวรรค์ดูเหมือนจะไม่ได้สูงขึ้นมากนัก แต่กลับเริ่มเร่งก่อพลังวิญญาณแล้ว

หานเจวี๋ยกำลังลังเลว่า เขาจะถ่ายทอดวิชายุทธ์ให้มันดีหรือไม่

‘ถ่ายทอดแล้วกัน ในเมื่อมันมีคุณสมบัติของเทพเซียน ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นกำลังรบอันยิ่งใหญ่ของข้าในอนาคตก็ได้!’

หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นสัมผัสหญ้าโลกาสวรรค์ แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาส่งตราประทับหกวิถีลงในหญ้าโลกาสวรรค์ หากว่าหลังจากนี้หญ้าโลกาสวรรค์ทรยศเขาเล่า

อีกอย่าง เทพเซียนที่หญ้าโลกาสวรรค์พบเจอมาก่อนหน้านี้อาจทิ้งกลอุบายอะไรบางอย่างไว้ก็เป็นได้

ในแหวนเก็บสมบัติของหานเจวี๋ยส่วนใหญ่แล้วจะเป็นพวกวิชายุทธ์ ซึ่งนั่นรวมไปถึงเคล็ดหยกพิสุทธิ์ของสำนักหยกพิสุทธิ์

สุดท้าย เขาก็เลือกที่จะถ่ายทอดเคล็ดหยกพิสุทธิ์ให้กับหญ้าโลกาสวรรค์

หญ้าโลกาสวรรค์ได้ปลุกความทรงจำขึ้นมาแล้ว สามารถพูดภาษามนุษย์ได้ นับได้ว่าฉลาดหลักแหลม การเรียนรู้เคล็ดหยกพิสุทธิ์จึงไม่ใช่เรื่องยาก

เคล็ดหยกพิสุทธิ์เป็นวิชายุทธ์ที่ปกป้องสำนักของสำนักหยกพิสุทธิ์ ผ่านการปรับปรุงจากนักพรตเต๋าจิ่วติ่งจนสมบูรณ์ ยามนี้สามารถฝึกฝนได้ถึงระดับสุญตา

หญ้าโลกาสวรรค์ดีใจมาก ใบหญ้าสั่นไหว ปรีดาเป็นที่สุด

หลังจากที่หานเจวี๋ยถ่ายทอดเสร็จ เขาก็เรียกดูค่าความสัมพันธ์และตรวจสอบจดหมาย

พวกสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้น หยางเทียนตง โจวฝาน โม่ฟู่โฉวกำลังเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ แม้กระทั่งพวกนักพรตเต๋าชิงเสียน หวงจี๋เฮ่า หวงจุนเทียนและซั่งกวนฉิวเจี้ยนที่อยู่นอกต้าเยี่ยนเองก็กำลังเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจเช่นกัน

แม้เพียงแค่ตรวจสอบจดหมาย แต่หานเจวี๋ยก็สามารถสัมผัสได้ถึงความแข็งแกร่งของเผ่าปีศาจ ที่กำลังบุกโจมตีเผ่ามนุษย์ในเขตใกล้เคียงรอบด้าน

อำนาจของพญาอสรพิษหยกช่างแข็งแกร่งเกินกว่าที่หานเจวี๋ยจินตนาการไว้

“ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนั่นทะลวงถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์หรือยัง”

หานเจวี๋ยครุ่นคิดอย่างเงียบๆ หยิบหนังสือแห่งความโชคร้ายออกมาในทันที จากนั้นเริ่มสาปแช่งสุดกำลัง

…..

เหนือผืนทะเลสาบอันกว้างใหญ่ เมฆหมอกหนาทึบ สายอัสนีร้อยประสาน บังเกิดเสียงอื้ออึงอึกทึกครึกโครม ราวกับความพินาศของโลกกำลังย่างกรายเข้ามาถึง

งูเหลือมเกล็ดสีมรกตขนาดใหญ่ที่มีความยาวหลายร้อยจั้งกำลังเลื้อยคลานคดเคี้ยวอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางสายอัสนีมหาศาล เกิดลมถาโถมโหมกระหน่ำ ผืนน้ำเกิดวังวนคลื่นมหึมา

สายฟ้าจำนวนมากมายนับไม่ถ้วนที่ตกกระทบบนร่างของงูเหลือมเกล็ดมรกตไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆ ได้ แม้แต่เกล็ดงูเพียงเกล็ดเดียวก็ไม่อาจร่วงหล่น

นั่นก็คือพญาอสรพิษหยก!

เขากำลังฝ่าด่านเคราะห์!

สายฟ้าพลันแปรเปลี่ยน จากสายฟ้าสีขาวกลับกลายเป็นสีม่วง

ม่านตาของพญาอสรพิษหยกหดลง ลอบก่นด่าขึ้น “เคราะห์สวรรค์เพิ่มระดับ! พลังคำสาปแช่งที่สมควรตาย!”

การฝ่าด่านเคราะห์ครั้งนี้ เขาควบคุมต่อเนื่องมาเกือบหนึ่งเดือนแล้ว ไม่กี่วันก่อน พลังคำสาปแช่งที่แปลกประหลาดและลึกลับนั้นก็โจมตีเข้ามาอีกครั้ง และทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

คาดไม่ถึงว่าเวลานี้ยังทำให้เคราะห์สวรรค์ของเขาแข็งแกร่งขึ้น ทำให้เขาบันดาลโทสะเป็นล้นพ้น

ไอ้คนชั่วที่สมควรตาย!

ที่แท้มันเป็นใครกันแน่

พญาอสรพิษหยกเกลียดแค้นคนผู้นี้เป็นอย่างมาก คิดไม่ถึงว่าจะกล้าสาปแช่งลับหลังเขามาโดยตลอด ช่างต่ำช้ายิ่งนัก!

ไม่ว่าจะโกรธแค้นอย่างไร ทว่าพญาอสรพิษหยกก็ต้องฝ่าด่านเคราะห์ต่อไป

ไม้เท้าพฤกษาทองแท่งหนึ่งลอยทะยานออกมา ห้อยอยู่เหนือศีรษะของพญาอสรพิษหยก ดูดซับสายอัสนีมหาศาล เพื่อช่วยเขาฝ่าด่านเคราะห์

พญาอสรพิษหยกถอนหายใจยาว พึมพำขึ้นว่า “ยังต้องใช้สมบัตินี้อีกสินะ…”

อาศัยจังหวะที่ไม้เท้าพฤกษาทองกำลังแบกรับพลังจากเคราะห์สวรรค์ ทันใดนั้นพญาอสรพิษหยกก็พลันแปลงกายเป็นมนุษย์ เริ่มคำนวณพลังแห่งคำสาปแช่งสายนั้น

ทว่าไม่ว่าเขาจะคำนวณอย่างไร แต่ก็ไม่สามารถคาดเดาฝ่ายตรงข้ามได้เลย

พญาอสรพิษหยกยิ่งโกรธจัด สาบานว่าทันทีที่พบอีกฝ่าย เขาจะต้องบดขยี้คนผู้นั้นให้เป็นหมื่นๆ ชิ้น

เวลาดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปหนึ่งเดือนเต็ม

พญาอสรพิษหยกฝ่าด่านเคราะห์จนสำเร็จ และก้าวเข้าสู่ระดับฝ่าด่านเคราะห์อย่างเป็นทางการ ไอปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวโหมกระหน่ำระหว่างพื้นสวรรค์และปฐพี สั่นสะเทือนขุนเขา ผืนพิภพ รวมไปถึงทะเลสาบอันกว้างใหญ่

“นับแต่นี้ไป ข้าก็คือเทพปีศาจที่แท้จริง!”

พญาอสรพิษหยกหัวเราะออกมาอย่างองอาจ กลุ่มไอปีศาจปกคลุมรอบกายเขา ดูราวกับมังกรดำหลายสิบตัวรุกล้ำ น่าเกรงขามเป็นยิ่งนัก

นัยน์ตาอสรพิษของเขาเรียบเย็น เหลือบมองไปยังสถานที่อันห่างไกล ก่อนเอ่ยพึมพำว่า “เจ้าลูกทรพี ข้าจะต้องกำจัดเจ้าให้ได้ ข้าจะทำให้เจ้าได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานที่เจ็บปวดรวดร้าวที่สุดในโลกใบนี้ จะทำให้เจ้าไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ตลอดกาล!”

แน่นอนว่าเขาหมายถึงบุตรบุญธรรมของเขา หยางเทียนตง!

บทที่ 105
หกปีต่อมา

ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงถึงระดับรวมกายาขั้นแปด!

เขาลืมตาขึ้น ถอนหายใจยาว

คงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะถึงระดับฝ่าด่านเคราะห์ แต่ก็นับว่าใกล้มากแล้ว

หลังจากระดับฝ่าด่านเคราะห์ถึงจะเป็นระดับมหายาน สูงมากกว่านั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นระดับไท่อี่หรือไม่ หานเจวี๋ยมักจะคิดว่าจูเชวี่ยเป็นศัตรูในจินตนาการมาตลอด เพราะอย่างนั้นเขาจึงรู้สึกว่าระดับรวมกายานั้นไม่แข็งแกร่งพอ

หนทางอีกยาวไกลนัก!

หานเจวี๋ยเรียกดูค่าความสัมพันธ์และตรวจสอบจดหมายด้วยความเคยชิน

[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x8499

[สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นสัตว์เลี้ยงเทพของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสัตว์ปีศาจ] x14923

[มู่หรงฉี่ศิษย์หลานของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายมาร] x233

[นักพรตเต๋าชิงเสียนสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากราชาปีศาจ ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[ซูฉีศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก] x74

[นักพรตเต๋าจิ่วติ่งเผชิญกับการโจมตีจากผู้บำเพ็ญสายหลัก ได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[เซวียนฉิงจวินคู่บำเพ็ญเพียรของท่านรู้แจ้งขณะถกมรรค พลังมรรคเพิ่มพูน]

…..

สัตว์ปีศาจมากมาย!

ราชาปีศาจมากมาย!

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว ที่แท้โลกภายนอกวุ่นวายขนาดไหนกัน

เขาลุกขึ้นเดินออกจากถ้ำเทวาฟ้าประทาน ออกมายืดเส้นยืดสายที่หน้าต้นฝูซัง

สวินฉางอันลุกขึ้นคารวะ ไก่คุกรัตติกาลยังคงนอนหลับพังพาบอยู่บนต้นฝูซัง

หานเจวี๋ยพิจารณาต้นฝูซัง เห็นว่ามันเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงมาก เถาน้ำเต้าพิภพเซียนที่อยู่บนลำต้นเองก็เติบโตได้ดี

ยังต้องใช้เวลาอีกนานกว่าที่เถาน้ำเต้าพิภพเซียนจะออกผลน้ำเต้า

“อาจารย์ มู่หรงฉี่ไม่ได้กลับมาระยะหนึ่งแล้ว ข้าอยากออกไปตามหาเขา ได้หรือไม่” สวินฉางอันเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างเรียบนิ่ง “ไม่ต้องไปหรอก ระวังจะถูกสัตว์ปีศาจกินเอา เขาไม่เป็นอะไร ดวงชะตาของเขาไม่ธรรมดา สามารถเปลี่ยนเหตุร้ายให้กลายเป็นดีได้”

ตามตบะที่เพิ่มมากขึ้น ร่างกายของสวินฉางอันไม่ต่างอะไรกับของล้ำค่าฟ้าดิน เริ่มแผ่กระจายพลังวิญญาณออกมาด้วยตนเองเช่นกัน ก่อนหน้านั้นอาจจะทำให้สวินฉางอันตกใจจนแทบเสียสติ ทว่านานวันเข้าเขาถึงค่อยคุ้นชินขึ้นมาบ้างแล้ว

โชคดีที่ได้วิชากระบี่บินไร้หัวใจ ไม่เช่นนั้นเป็นไปได้อย่างมากที่เจ้าหมอนี่จะใช้สิ่งนี้ไปก้อร่อก้อติกกับเชี่ยนเอ๋อร์

“ระยะนี้แดนบำเพ็ญพรตไม่ค่อยสงบนัก ข้าได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าศิษย์ที่ผ่านไปผ่านมา ต่างพูดถึงพญาอสรพิษหยกกันทั้งนั้น มีความเป็นไปได้มากที่เจ้าปีศาจตัวนี้จะกลายเป็นมหันตภัยของใต้หล้า แม้ว่ายังจะไม่กระทบกระเทือนมาถึงต้าเยี่ยนในเวลานี้ แต่ภายภาคหน้าก็ไม่แน่ ข้าเป็นกังวลว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับฉี่เอ๋อร์” สวินฉางอันขมวดคิ้วเอ่ย

ฉี่เอ๋อร์?

หานเจวี๋ยได้ยินแล้วรู้สึกขนลุกขนพองไปหมด

ความสัมพันธ์ของอาจารย์และศิษย์คู่นี้ช่างลึกซึ้งยิ่งนัก

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “เจ้ามีพลังดึงดูดปีศาจสูงมาก ระวังว่ายังไม่ทันจะตามหามู่หรงฉี่พบ ตนเองจะถูกจับเข้าเสียก่อน พอถึงเวลานั้นก็ยังต้องให้ศิษย์ของเจ้าไปช่วย ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่สามารถไปช่วยพวกเจ้าได้ ข้าก็บอกพวกเจ้าไม่รู้ต่อกี่ครั้งแล้วว่าอย่าออกไปเที่ยวเล่นด้านนอก ให้ตั้งใจฝึกบำเพ็ญ พวกเจ้าก็ไม่ฟัง”

สวินฉางอันได้ยินก็รู้สึกว่ามีเหตุผล จึงทำได้เพียงยอมแพ้

ไม่รู้ว่าไก่คุกรัตติกาลตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด เอ่ยถามว่า “นายท่าน สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นยังไม่กลับมาเลย คงไม่ใช่ว่าไปตายอยู่ข้างนอกแล้วกระมัง”

หานเจวี๋ยเอ่ยตอบ “ยังไม่ตาย แต่ก็มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย ถูกโจมตีทุกวัน”

“นายท่านสามารถคำนวณได้หรือ”

“อืม”

“โชคดีที่ข้าไม่ได้ออกไป นายท่านก็ไม่ได้โกหกข้าจริงๆ ด้วย หากพญาอสรพิษหยกนั่นบุกโจมตีเข้ามาแล้วพวกเราสู้ไม่ไหวก็หนีกันเถอะ”

ไก่คุกรัตติกาลถอนหายใจเอ่ย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความกลัว หรือเป็นเพราะกำลังห่วงสุนัขสวรค์ฮุ่นตุ้น

มันเฝ้ารอให้สุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นกลับมาอยู่ตลอด และหากสุนัขสวรรค์ฮุ่นตุ้นตายอยู่ข้างนอกจริง มันคงเสียใจอย่างแน่นอน

อย่างไรเสียนั่นก็เป็นลูกสุนัขที่มันฟักออกมาด้วยตัวเองนี่นะ

หานเจวี๋ยเอ่ย “ถึงเวลานั้นค่อยว่ากันเถอะ หากสู้ไม่ได้ก็คงต้องหนี”

เขาอยู่ในระดับรวมกายาขั้นแปดแล้ว ถึงแม้พญาอสรพิษหยกจะทะลวงขั้นได้สำเร็จก็คงจะสู้เขาไม่ได้กระมัง

ระยะห่างระหว่างระดับฝ่าด่านเคราะห์และระดับรวมกายาขั้นแปดคงไม่ถึงขั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดินหรอก

หลังพูดคุยกันราวครึ่งชั่วยาม หานเจวี๋ยจึงกลับเข้าไปในถ้ำเทวาเพื่อฝึกฝนต่ออีกครั้ง

หนึ่งเดือนต่อมา

หลี่ชิงจื่อมาเยี่ยมเยียน

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “หรือพญาอสรพิษหยกจะไล่สังหารมาถึงแล้ว”

หลี่ชิงจื่อตามหาเขา ต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

“เขตต้นกำเนิดบรรพกาลจวนจะถูกข้าศึกยึด จำนวนของทหารปีศาจของพญาอสรพิษหยกมีถึงสิบล้าน และมีราชาปีศาจจำนวนนับไม่ถ้วนอยู่ใต้บังคับบัญชา แม้แต่เขตแก่นประจิมและต้าเว่ยเองก็เผชิญกับการโจมตีจากกองทัพปีศาจเช่นกัน เกรงว่าอีกไม่นานก็คงมาถึงสำนักหยกพิสุทธิ์ของเรา” หลี่ชิงจื่อกล่าวอย่างกังวล

“ผู้อาวุโสหาน กล่าวกันว่าพญาอสรพิษหยกได้ทะลวงสู่ระดับฝ่าด่านเคราะห์ในตำนานแล้ว ราชาปีศาจระดับรวมกายาและราชาปีศาจระดับสุญตาที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของเขามีมากกว่าร้อยตน ท่าน…”

หลี่ชิงจื่อกล่าวขึ้นมาอย่างกระอักกระอ่วน ปล่อยให้หานเจวี๋ยสู้กับราชาปีศาจจำนวนมากเพียงลำพัง ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกไม่มั่นใจ

หานเจวี๋ยตกใจ เอ่ยขึ้นว่า “มากมายขนาดนี้เชียว? เหตุใดแดนบำเพ็ญพรตของเผ่ามนุษย์ถึงไม่ร่วมมือกัน”

“ตามที่ข้าเข้าใจก่อนหน้านี้ สิบเขตเก้าราชวงศ์ที่อยู่ใกล้เคียงกับต้าเยี่ยนไม่มีผู้ฝึกบำเพ็ญระดับฝ่าด่านเคราะห์ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเพิ่งจะถึงระดับรวมกายา เมื่อสองปีก่อน พรมแดนของเขตต้นกำเนิดบรรพกาลมีผู้บำเพ็ญระดับฝ่าด่านเคราะห์ลึกลับผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น คิดอยากจะต้านทานพญาอสรพิษหยก แต่สุดท้ายเกือบถูกพญาอสรพิษหยกสังหาร ยามนี้เขตต่างๆ ล้วนหวาดกลัว หลายสำนักถูกกดดันให้ต้องอพยพ ท่านคิดว่าพวกเราควรอพยพดีหรือไม่ หลี่ชิงจื่อเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

หากแม้แต่หานเจวี๋ยยังไม่มีความมั่นใจ เช่นนั้นก็ควรหาโอกาสหลบหนีโดยเร็วที่สุด

[เมื่อเผชิญหน้ากับพญาอสรพิษหยกที่มาคุกคาม เจ้าสำนักหลี่ชิงจื่อหวาดกลัวในความตาย ต้องการโยกย้ายสำนัก ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง เห็นด้วยกับท่านเจ้าสำนัก ติดตามสำนักหยกพิสุทธิ์หลบหนี จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

[สอง ปฏิเสธท่านเจ้าสำนัก เลือกอยู่รอคอยพญาอสรพิษหยก จะได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]

อักขระสามแถวลอยปรากฏขึ้นตรงหน้าของหานเจวี๋ย

เขาขมวดคิ้ว เอ่ยถามว่า “จะย้ายไปที่ใด”

“ต่างแดน ไปขอพึ่งพาอาจารย์ปู่”

“ช่วงนี้เขาก็มักจะถูกโจมตีอยู่ตลอด จะไปขอพึ่งพิงเขาหรือ”

“หืม? ผู้อาวุโสหานทราบได้อย่างไร”

“ข้าสามารถคำนวณได้ อีกอย่างระหว่างทางเราจะสามารถหลีกเลี่ยงกองทัพปีศาจของพญาอสรพิษหยกได้หรือ”

“คงไม่ได้ เขตและราชวงศ์รอบๆ ต้าเยี่ยนล้วนถูกโจมตีจากปีศาจ ไม่ว่าพวกเราจะไปที่ใด ก็ต้องเผชิญกับปีศาจ…”

“เรียกศิษย์ทุกคนให้กลับมารวมตัวเถอะ”

หานเจวี๋ยส่ายหน้าเอ่ย ไม่ว่าจะหนีอย่างไรก็ต้องเผชิญกับปีศาจเหล่านั้นอยู่ดี ไม่สู้อยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนดีกว่า

หากศิษย์ทั้งหมดมารวมตัวกันในสำนักหยกพิสุทธิ์ หานเจวี๋ยก็ไม่ต้องไปช่วยคนจากทุกสารทิศ เพียงรออยู่ที่นี่ เมื่อถึงเวลานั้นก็สังหารพญาอสรพิษหยกเป็นอันดับแรก ส่วนราชาปีศาจที่เหลือย่อมจะสูญเสียกำลังใจไปเอง

หานเจวี๋ยเคยคิดว่าควรจะออกไปตามหาพญาอสรพิษหยกดีหรือไม่ แต่เมื่อหวนคิดอีกที โลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่นัก เขาจะไปหาที่ใดกัน

หากออกไปแล้วบ้านถูกขโมย เช่นนั้นคงจะเสียใจเป็นอย่างมาก!

สำนักอื่นในแดนบำเพ็ญพรตจะถูกทำลายก็ให้ถูกทำลายไป หายเจวี๋ยไม่สนใจอยู่แล้ว

สิ่งเดียวที่สามารถทำให้เขาสนใจได้คือสำนักหยกพิสุทธิ์

ตราบใดที่สำนักหยกพิสุทธิ์ยังคงอยู่ ฟ้าจะถล่มแผ่นดินจะทลายแล้วอย่างไร

หานเจวี๋ยไม่ได้ต้องการเป็นผู้กอบกู้โลก เมื่อเขากลายเป็นผู้กอบกู้โลกแล้ว ภายภาคหน้าคงวุ่นวายไม่หยุด

มากไปกว่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่พญาอสรพิษหยกจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ ผู้บำเพ็ญระดับมหายานที่หานเจวี๋ยได้พบก็ไม่ได้มีเพียงคนเดียว

[ท่านปฏิเสธท่านเจ้าสำนัก เลือกที่จะอยู่ต่อ ได้รับหินวิญญาณมรรคาสวรรค์หนึ่งก้อน]

[หินวิญญาณมรรคาสวรรค์: แฝงไว้ด้วยพลังแห่งมรรคาสวรรค์ เมื่อผสานรวมกับของวิเศษ สามารถทำให้ของวิเศษนั้นมีระดับสูงขึ้นหนึ่งระดับ]

เอ๋?

ของเล่นนี่ก็ไม่เลวเลย!

หานเจวี๋ยเริ่มสนใจหินวิญญาณมรรคาสวรรค์แล้ว

หลี่ชิงจื่อพยักหน้าเอ่ยว่า “ข้าจะไปสั่งการเดี๋ยวนี้!”

เอ่ยจบ หลี่ชิงจจื่อก็ลุกขึ้นจากไป

รอกระทั่งเขาออกจากถ้ำเทวาไปแล้ว หานเจวี๋ยถึงนำหินวิญญาณมรรคาสวรรค์ออกมา

หินวิญญาณก้อนนี้มีสีม่วง ลักษณะคล้ายกับก้อนอิฐ เมื่อพลังจิตของหานเจวี๋ยแทรกซึมเข้าไปด้านในก็ถูกพลังอันแข็งแกร่งสายหนึ่งผลักออกมาทันที

พลังแห่งมรรคาสวรรค์?

หานเจวี๋ยจมอยู่ในห้วงความคิด ควรผสานกับของวิเศษชิ้นใดดี

แน่นอนว่าต้องเลือกของวิเศษขั้นสูง ไม่เช่นนั้นคงเสียของแย่

กระบี่พิพากษาอนธการ?

หรือว่า…

หนังสือแห่งความโชคร้าย?