26-30
บทที่ 26
ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด?
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว หรือว่าจะมีคนอยู่นอกถ้ำเทวา
เขาตรวจดูที่มาของคนผู้นี้ทันที
[เฉินซานเทียน ตัวอ่อนมารแต่กำเนิด มีความเข้ากันได้ระดับสูงมากกับวิชายุทธ์สายมาร ตอนเยาว์วัยติดตามบิดามารดาพเนจรไปทั่ว เมื่อบิดามารดาถูกโจรเร่ร่อนสังหาร เขาปลุกตัวอ่อนมารให้ตื่นขึ้นโดยบังเอิญ อายุเพียงเจ็ดขวบก็สังหารโจรเร่ร่อนไปเกินร้อยคน จิตสังหารถูกปลดปล่อย และควบคุมไม่ได้ตั้งแต่นั้นมา จนกระทั่งได้เข้าร่วมกับลัทธิมารฟ้ามืด ก็ราวกับมัจฉาที่ได้น้ำ ขณะนี้เป็นศิษย์แกนหลักของลัทธิมารฟ้ามืด]
เป็นคนของลัทธิมารฟ้ามืดจริงๆ ด้วย!
ศิษย์แกนหลัก…
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ยังไม่ถึงระดับผู้อาวุโส!
ตามความเข้าใจของหานเจวี๋ย กำลังของลัทธิมารฟ้ามืดไม่ต่างไปจากสำนักหยกพิสุทธิ์
เฉินซานเทียนสูงค้ำฟ้าแค่ไหน ก็มีตบะระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้าเท่านั้น!
‘คนผู้นี้มาทำอะไรที่สำนักหยกพิสุทธิ์ เขามาคนเดียว หรือว่าซ่อนกองทัพใหญ่เอาไว้’
หานเจวี๋ยลุกขึ้น เดินไปยังประตูถ้ำอย่างระมัดระวัง
เขามองออกไปด้านนอก เห็นเพียงชายชุดดำคนหนึ่งเดินออกมาจากป่าที่อยู่ไม่ไกล ท่าทางดูลับๆ ล่อๆ
หานเจวี๋ยกลับไม่อาจจับสัมผัสกลิ่นอายของเขาได้
หากไม่เห็นกับตาตัวเอง เขาอาจจะไม่พบตัวเฉินซานเทียน
นอกจากเฉินซานเทียนแล้วก็ไม่มีผู้อื่นอีก
เฉินซานเทียนเดินมาหน้าประตูถ้ำเทวา สายตาของเขาตกอยู่บนแถวอักขระบนผนังถ้ำ
“อดทนเพื่อทะเลกว้างฟ้ากระจ่าง…น่าขัน คนสำนักหยกพิสุทธิ์ล้วนเป็นเต่าหัวหดดังคาด!”
เฉินซานเทียนอดหัวเราะเยาะไม่ได้ หานเจวี๋ยที่อยู่ในถ้ำรู้สึกว่าตนเองถูกล่วงเกินเสียแล้ว
รนหาที่ตาย!
หานเจวี๋ยแสดงวิชาสามกระบี่แยกเงา เงากระบี่สามสายลอยอยู่ด้านหลัง พร้อมที่จะสังหารเฉินซานเทียนตลอดเวลา
เพราะมีค่ายกลอยู่ เฉินซานเทียนจึงมองไม่เห็นหานเจวี๋ย และไม่สามารถรับรู้กลิ่นอายของหานเจวี๋ยได้
ทั้งสองอยู่ห่างกันไม่ถึงสิบก้าว
เฉินซานเทียนมองอยู่พักหนึ่ง ก็รู้สึกถึงความไม่ปกติ
“หรือว่าจะเป็นถ้ำเทวา?”
เฉินซานเทียนหรี่ตาลง เขาพลิกมือเรียกกระบี่ออกมาแทงผนังภูเขาเบาๆ
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
แสงกระบี่สว่างเจิดจ้า เฉินซานเทียนต้องหลับตาโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะกระโดดถอยหลังตามสัญชาตญาณ
เงากระบี่สามสายแทงทะลุร่างของเฉินซานเทียนราวสายฟ้าแลบ โลหิตสดสาดกระเซ็น
เฉินซานเทียนกระเด็นออกไปไกลสิบกว่าเมตรปานกระสอบทราย กระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ สะเทือนจนใบไม้ร่วงกราวลงมาดุจสายฝน
“เจ็บนัก…”
เฉินซานเทียนกัดฟันมองไป เห็นเงากระบี่สามเงาลอยอยู่เหนือศีรษะเขา พร้อมจะฟันลงมาได้ทุกเวลา ทำเอาเขาตกใจแทบขวัญกระเจิง
นี่คือสิ่งใดกัน
เขารีบร้องตะโกน “ผู้อาวุโส โปรดยั้งมือก่อน!”
หานเจวี๋ยที่ยืนอยู่ตรงปากถ้ำส่ายศีรษะ
‘อ่อนเพียงนี้เชียว
โจมตีทีเดียวก็รับไม่ไหวแล้ว!
หรือจะบอกว่า สามกระบี่แยกเงาของเราแข็งแกร่งเกินไป?’
หานเจวี๋ยเอามือลูบคางพลางครุ่นคิด
หลังจากเผชิญกับการโจมตีของสามกระบี่แยกเงา กลิ่นอายพลังวิญญาณของเฉินซานเทียนก็ปรากฏออกมา
หานเจวี๋ยเปรียบเทียบอยู่ครู่หนึ่ง พลังวิญญาณของเฉินซานเทียนไม่แข็งแกร่งเท่าเขา
เพียงแต่เขามองขอบเขตพลังของเฉินซานเทียนไม่ออก
หรือก็คือ ขอบเขตพลังของเฉินซานเทียนสูงกว่าเขา แต่พลังวิญญาณแข็งแกร่งไม่เท่าเขา
ในที่สุดความร้ายกาจของวัฏจักรหกวิถีก็ปรากฏให้เห็นแล้ว
หานเจวี๋ยเอ่ยปากถามอย่างอารมณ์ดี “เจ้าคิดจะมาทำอะไรที่สำนักหยกพิสุทธิ์”
เฉินซานเทียนตอบ “บังเอิญผ่านมาทางนี้ ข้าไม่ได้อยากเข้าสำนักหยกพิสุทธิ์”
โกหกได้ไหลลื่นดีจริงๆ!
เงากระบี่สามสายร่วงลงมาอีกครั้ง!
เฉินซานเทียนหน้าเปลี่ยนสี กระโดดไปด้านข้างทันที แต่เท้าขวาของเขาก็ยังถูกเงากระบี่แทงทะลุ และถูกตรึงไว้กับพื้น ก่อนจะล้มคว่ำเหมือนสุนัขบ้ากระโจนเข้าหาอุจจาระ
“บัดซบ…”
เฉินซานเทียนหงุดหงิดจนระเบิดอารมณ์ออกมา
เขาเป็นถึงศิษย์แกนหลักของลัทธิมารฟ้ามืด แต่กลับถูกฝ่ายตรงข้ามกำราบโดยที่ยังไม่ทันได้ลงมือด้วยซ้ำ
เงากระบี่สามสายราวกับภูตผี รวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ ขณะที่ตรึงเท้าของเขา ก็ยังกัดกร่อนพลังวิญญาณในร่างเขาด้วย
นี่คือวิชาเวทใดกันแน่
เฉินซานเทียนตื่นตระหนกมาก
เขาเคยสืบเรื่องสำนักหยกพิสุทธิ์มาแล้ว สำนักหยกพิสุทธิ์ไม่ใช่สำนักที่ฝึกฝนกระบี่โดยเฉพาะ ในบรรดาผู้อาวุโสก็ไม่มีใครมีวิชาเวทสายกระบี่ที่ร้ายกาจเช่นนี้
หรือว่าจะเป็นผู้อาวุโสสูงสุดที่ลึกลับ?
“เฉินซานเทียน ตัวอ่อนมารแต่กำเนิด ศิษย์เอกลัทธิมารฟ้ามืด หากส่งตัวเจ้าให้กับสำนักหยกพิสุทธิ์ เจ้าคิดว่าเจ้าจะมีจุดจบเช่นไร” เสียงของหานเจวี๋ยดังมาอีกครั้ง
เฉินซานเทียนหน้าเปลี่ยนสี เกิดคลื่นโหมกระหน่ำในจิตใจ
ฝ่ายตรงข้ามรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของเขาได้อย่างไร
เฉินซานเทียนตื่นตระหนกไปหมด รีบคุกเข่าคารวะถ้ำเทวาฟ้าประทาน และกล่าวด้วยความหวาดกลัว “ผู้อาวุโส! ข้าผิดไปแล้ว! ข้าผิดไปแล้ว! ให้โอกาสข้าสักครั้งเถิด! ข้าไม่เคยสังหารศิษย์สำนักหยกพิสุทธิ์เลย!”
หานเจวี๋ยลังเลว่าจะสังหารเฉินซานเทียนดีหรือไม่
จากประสบการณ์ที่เขาอ่านเจอในนิยาย การสังหารบุตรแห่งสวรรค์เช่นนี้ อาจนำมาซึ่งโครงเรื่องย่อยต่อเนื่องในภายหลังได้
กล่าวโดยทั่วไปแล้ว บุตรแห่งสวรรค์ต่างมีช่องทางติดตามของผู้อาวุโสอยู่กับตัว เมื่อพวกเขาตาย ผู้อาวุโสจะรับรู้ได้ จากนั้นก็จะตามล่าตัวเอกของเรื่อง
สังหารผู้เยาว์ผู้ใหญ่ตามมา สังหารผู้ใหญ่ผู้อาวุโสตามมา ครั้นสังหารผู้อาวุโส ก็จะมีคนที่แก่กว่ายิ่งใหญ่กว่ามาแก้แค้น
‘หรือไม่ก็จับตัวเขาไว้ หากเจ้าสำนักถูกจับตัวได้ในภายหลัง จะได้นำไปแลกเปลี่ยนกับลัทธิมารฟ้ามืด’ หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ
เขาคิดว่าทำได้!
ถึงอย่างไรเขาก็สวมอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองอยู่ เฉินซานเทียนไม่อาจทำอันตรายเขาได้
หานเจวี๋ยโบกมือขวา เงากระบี่ทั้งสามหายวับไป
เฉินซานเทียนไม่กล้าหลบหนี ทำได้แค่คุกเข่าตัวสั่นอยู่กับที่
ตอนนี้เขาได้รับบาดเจ็บ ด้วยพลังที่หานเจวี๋ยแสดงออกมา ต่อให้เขาพยายามหนีอย่างสุดชีวิตก็หนีไม่พ้น
“เข้ามา”
เสียงของหานเจวี๋ยลอยมา
ประตูถ้ำปรากฏให้เห็น ประตูหินเปิดออก
เฉินซานเทียนมองเห็นหานเจวี๋ยแล้ว
เป็นบุรุษที่รูปงามยิ่งนัก!
ยังหนุ่มมาก!
เฉินซานเทียนนึกว่าหานเจวี๋ยเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสท่านนั้นเสียอีก เขากัดฟันลุกขึ้นมา
หลังจากประตูถ้ำปิดลง หานเจวี๋ยกระตุ้นค่ายกลอีกครั้งแล้วปิดประตูถ้ำ
จากนั้นหมุนตัวเดินเข้าไปในห้อง
ทันใดนั้นเฉินซานเทียนก็คว้าตัวหานเจวี๋ยไว้ กระบี่ในมือวางอยู่ตรงลำคอของหานเจวี๋ย เขาตะคอกเสียงเข้ม “ผู้อาวุโส ปล่อยข้าไป มิเช่นนั้นข้าจะฆ่าศิษย์ของท่าน!”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ
ถ้ำเทวาตกอยู่ในความเงียบงัน
เฉินซานเทียนกระวนกระวายใจ กวาดสายตามองไปรอบด้าน
หานเจวี๋ยกล่าวเบาๆ ว่า “ข้าไม่มีศิษย์”
เฉินซานเทียนได้ยิน ก็ตัวแข็งทื่อในทันที
เกิดเสียงดังเคร้ง!
กระบี่ของเขาตกลงพื้น เขารีบคุกเข่าลงไป พยายามฝืนยิ้มกล่าว “ผู้อาวุโส…ข้าล้อเล่น…”
เขารับรู้ขอบเขตพลังของหานเจวี๋ยได้
ระดับสร้างฐานขั้นเก้า
เป็นไปไม่ได้!
ต้องเป็นวิชาบังตาอย่างแน่นอน!
สามารถปราบเขาได้ทันใด ทั้งยังเดาภูมิหลังที่มาของเขาได้ จะต้องเป็นยอดฝีมือแน่!
หานเจวี๋ยเดินเข้าไปในห้อง และทิ้งคำพูดไว้ว่า “ตามข้ามา”
เฉินซานเทียนรีบเดินตามไป
หานเจวี๋ยเดินมาถึงหน้าเตียงของตนก็นั่งลง เฉินซานเทียนคุกเข่าอยู่ตรงหน้า ทำท่าทางนอบน้อมยิ่ง
นี่คือศิษย์แกนหลักของลัทธิมารฟ้ามืดหรือ
เดิมทีหานเจวี๋ยคิดจะส่งตัวเฉินซานเทียนให้เซียนซีเสวียน แต่หากทำเช่นนั้น เฉินซานเทียนต้องพยายามหนีสุดชีวิตแน่
เขาไม่มีกำลังจะกำราบเฉินซานเทียน อย่างมากสุดก็แค่โจมตีให้พ่ายแพ้
เหตุที่เฉินซานเทียนไม่หนีในตอนนี้ เป็นเพราะประเมินกำลังของเขาไว้สูง
อย่างไรเสียก็มีอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองปกป้องกายเนื้ออยู่ เขาจึงไม่กลัวว่าเฉินซานเทียนจะลอบโจมตีตนเอง
อาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองไม่เพียงปกป้องร่างเท่านั้น ยังปกป้องศีรษะได้ด้วย อย่างไรเฉินซานเทียนก็ทำอะไรเขาไม่ได้!
หานเจวี๋ยเอ่ยเบาๆ “หยิบกระบี่ของเจ้าขึ้นมา แล้วแทงข้าให้สุดกำลัง”
เฉินซานเทียนตัวสั่นเทิ้ม พูดเสียงคร่ำครวญว่า ”ผู้อาวุโส ข้าสำนึกผิดแล้ว! ข้าผิดไปแล้วจริงๆ!”
“มาเถอะ หากไม่ลองดูสักครั้ง ต่อไปเจ้าคงคิดแต่จะลอบโจมตีข้า”
“ข้ามิกล้า…”
“ลงมือเถอะ ข้าไม่ตำหนิเจ้าหรอก”
“ผู้อาวุโส ข้าขอโขกหัวคารวะท่าน!”
เฉินซานเทียนเกือบจะร้องไห้แล้ว รีบโขกศีรษะคารวะไปทางหานเจวี๋ย
เขายังคิดว่าหานเจวี๋ยใช้กลลวงกับเขา เพื่อหาเหตุผลในการสังหารเขาเสียอีก
อย่างไรเสียหากเขาลงมือ ก็ไม่มีจุดจบที่ดีแน่
หานเจวี๋ยรู้สึกหมดคำพูด ข้าน่ากลัวถึงเพียงนี้เชียวหรือ
ตอนที่เขาดูแนะนำภูมิหลังของเฉินซานเทียนก่อนหน้านี้ ยังคิดว่าคนผู้นี้จะเหี้ยมโหดมาก ยอมตายแต่ไม่ยอมโดนหลบหลู่ ไม่นึกว่าจะยอมง่ายๆ เช่นนี้
“ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าก็จงอยู่ที่นี่ ปลูกหญ้าวิญญาณแทนข้า กวาดพื้นทำความสะอาด และเจ้าก็ฝึกฝนอยู่ที่นี่ได้ด้วย” หานเจวี๋ยกล่าวกำชับ
“ขอรับ…ถ้าอย่างนั้นข้าไปได้เมื่อใด”
“หือ”
“ข้าพูดผิดไปแล้ว ข้าขอตบปาก…”
บทที่ 27
การมาของเฉินซานเทียนไม่ได้เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตของหานเจวี๋ย
เขาตั้งใจฝึกฝนทุกวัน
ใช้เตียงไม้ของตนเองเป็นเขตอาคม ขณะที่ฝึกฝนเฉินซานเทียนไม่รู้สึกถึงคลื่นพลังวิญญาณของเขาแม้แต่น้อย
ภาพลักษณ์ของหานเจวี๋ยในสายตาเฉินซานเทียนยิ่งลึกล้ำเกินหยั่งกว่าเดิม
พริบตาเดียว
หนึ่งปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ด้วยการปลูกหญ้าวิญญาณ พลังวิญญาณภายในถ้ำเทวาหนาแน่นมากขึ้นเรื่อยๆ รากวิญญาณอัสนีของหานเจวี๋ยก็บรรลุถึงระดับรวมแก่นปราณขั้นสี่แล้ว
หนึ่งปีหนึ่งขั้น ความเร็วระดับนี้นับว่าไม่เลว!
หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ไม่รู้ว่าจะทำให้สักกี่คนต้องตื่นตกใจ
เฉินซานเทียนสงบลงแล้ว
เขาพบว่าหานเจวี๋ยไม่ได้กลั่นแกล้งเขา แต่เขาก็ไม่กล้าหลบหนี ได้แต่ฝึกฝนตามเท่านั้น
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด และไม่เคยออกจากถ้ำเลย ทำให้เฉินซานเทียนวุ่นวายใจขึ้นเรื่อยๆ
‘แม้จะฝึกฝนอย่างสบายใจ แต่หากเป็นเช่นนี้ต่อไปจะพลาดข่าวได้’
เฉินซานเทียนหันหลังให้หานเจวี๋ยพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด
เขาเป็นถึงศิษย์แกนหลัก ทว่าไม่ได้กลับไปสักที ลัทธิมารฟ้ามืดจะต้องเป็นกังวลแน่ กระทั่งอาจเกิดความสับสนอลหม่านได้
‘ทำอย่างไรดี’
‘แอบทำร้ายเขาสักครั้งดีหรือไม่’
เฉินซานเทียนกลัดกลุ้มไม่หยุด ครั้นนึกถึงภาพที่ถูกหานเจวี๋ยโจมตีจนพ่ายเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาก็ขนลุกซู่ขึ้นมา
พลังห่างชั้นมากเกินไป หานเจวี๋ยกล้าฝึกฝนอย่างไม่เกรงกลัวใครเช่นนี้ จะต้องจัดการเขาได้แน่
บัดซบ!
‘เจ้าหมอนี่คิดจะทำอะไรกันแน่ ถึงขังข้ามาโดยตลอด
หากไม่ใช่เพราะพลังของข้าใช้การไม่ได้ ข้าจะให้เจ้าชดใช้คืนเป็นร้อยเท่า!’
เฉินซานเทียนเผยแววตาเย็นเยือก
เขาเป็นใคร
เขาเป็นถึงตัวอ่อนมารในลัทธิมารฟ้ามืดที่คนได้ยินชื่อแล้วต้องขวัญหนีดีฝ่อ!
[ความเกลียดชังที่เฉินซานเทียนมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]
หานเจวี๋ยที่กำลังฝึกฝนขมวดคิ้วขึ้นมา
มารดาเจ้าสิ!
เพิ่มขึ้นอีกแล้ว!
หานเจวี๋ยอยากจะกระอักเลือด
ในหนึ่งปีนี้ เขาไม่ได้ทรมานเฉินซานเทียนเลย เฉินซานเทียนดูเหมือนจะว่านอนสอนง่าย แต่ระดับความเกลียดชังที่มีให้เขากลับเพิ่มขึ้นเสมอ ตอนนี้ขึ้นมาถึง 4 ดาวแล้ว
เป็นระดับที่ไม่ตายไม่ยอมเลิกรา!
เฉินซานเทียนไม่รู้ว่าหานเจวี๋ยคิดอะไรอยู่ในใจ ยังวางแผนว่าจะสังหารหานเจวี๋ยอย่างไรและหาวิธีหลบหนี
‘มีแต่ต้องรอให้เขามีเรื่องแล้วออกไปข้างนอก จากตบะของเขา จะต้องเป็นผู้อาวุโสหรือผู้อาวุโสสูงสุดแน่นอน ช่วงนี้ลัทธิมารฟ้ามืดก่อกวนสำนักหยกพิสุทธิ์อยู่เรื่อยๆ เขาไม่อาจสงบใจฝึกฝนได้ตลอดแน่
รอข้าหนีออกไปได้ จะนำลัทธิมารมาเหยียบสำนักหยกพิสุทธิ์ให้ราบ ถึงตอนนั้นจะสับร่างเจ้านี่เป็นหมื่นชิ้น แล้วสูบวิญญาณมาหลอมพลัง!’
ในใจของเฉินซานเทียนเต็มไปจิตสังหาร แต่ไม่กล้าแสดงออกมาสักนิด
พอนึกว่าตนเองจะได้ทรมานหานเจวี๋ยจนต้องคุกเข่าร้องขอชีวิต เขาก็เบิกบานใจยิ่งนัก
ในขณะนั้นเอง!
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
เสียงแหวกอากาศที่คุ้นเคยดังขึ้น เฉินซานเทียนยังไม่ทันได้โต้ตอบ สามกระบี่แยกเงาก็แทงทะลุหน้าอกเขาจนเลือดกระจายทั่วพื้น
เฉินซานเทียนเบิกตาโพลง ในดวงตาเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เขาหันหน้าไปมองอย่างไม่อยากเชื่อ
หานเจวี๋ยกวักมือขวา ใบหน้าไร้ความรู้สึก
สามกระบี่แยกเงาวนกลับมาโจมตีศีรษะของเขาจนระเบิด
ตัวอ่อนมารแต่กำเนิดเฉินซานเทียน ดับดิ้น!
ครั้งนี้เด็ดขาดกว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนมาก เฉินซานเทียนไม่ทันหลบเลยด้วยซ้ำ
จนกระทั่งเฉินซานเทียนตายไป หานเจวี๋ยก็ยังไม่แน่ใจว่าพลังของเขาเป็นอย่างไรกันแน่
เฉินซานเทียนลดความระแวดระวังนานแล้ว นึกไปว่าหานเจวี๋ยจะเก็บเขาไว้ใช้การใหญ่ ไหนเลยจะคิดว่าจะถูกสังหารในวันนี้
ศพของเฉินซานเทียนล้มลงพื้น แสงลูกหนึ่งพุ่งออกจากร่างของเขา
หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว
หรือว่านั่น…
ลูกแสงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ก่อนกลายเป็นเงาร่างของคนผู้หนึ่ง คนผู้นี้มีใบหน้าแก่หง่อม ดวงตาเต็มไปด้วยความชั่วร้าย
เขาปรายตามองร่างของเฉินซานเทียนแวบหนึ่ง จากนั้นจึงจ้องหานเจวี๋ยตาไม่กะพริบ
ภายในถ้ำเทวาตกอยู่ในความเงียบ
หานเจวี๋ยทอดถอนใจ
ไม่คิดว่าจะมีชายชรามาเยือนจริงๆ
ชายชราแค่นเสียงหยัน “ทอดถอนใจเพราะเสียใจภายหลังหรือ สังหารศิษย์ของข้า เจ้าต้องตายสถานเดียว บอกชื่อเจ้ามา!”
หานเจวี๋ยกล่าวด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง “ข้าน้อยเฉาเชา (โจโฉ) ท่านล่ะ”
“จางคุ่นหมัว ลัทธิมารฟ้ามืด!”
“อ๋อ”
“ฮึ เจ้าจงรอความตายเสีย!”
จางคุ่นหมัวเอ่ยจบก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
[จางคุ่นหมัวเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 5 ดาว]
5 ดาว!
สูงมาก!
หานเจวี๋ยรู้สึกลนลานขึ้นมา
เขารีบตรวจสอบค่าความสัมพันธ์ ก่อนจะถอนใจด้วยความโล่งอก
ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นแปด!
แค่นี้เองหรือ
ฟังจากการพูดจาแล้ว หานเจวี๋ยนึกว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนวิญญาณเสียอีก
ก็แค่นี้เอง!
หานเจวี๋ยลุกขึ้นมา เริ่มค้นถุงเก็บสมบัติและแหวนเก็บสมบัติของเฉินซานเทียน
หลังจากคนผู้นี้ตาย ตราประทับรับเจ้าของบนถุงเก็บสมบัติและแหวนเก็บสมบัติก็สลายไปเอง
เจ้าหมอนี่รวยใช่ย่อย มีหินวิญญาณกับโอสถลูกกลอนนับไม่ถ้วน ทั้งยังมีกระดาษยันต์และอาคมยันต์จำนวนมาก แต่อาวุธเวทกลับมีน้อยนัก เคล็ดวิชาไม่มีแม้แต่เล่มเดียว
ออกนอกบ้านพกแค่เงินหรือไร
หานเจวี๋ยเทของทั้งหมดลงในเข็มขัดเก็บสมบัติ
ครั้นเขาโบกมือขวา พลังวิญญาณอัคคีก็กลายเป็นเปลวไฟร้อนแรงเผาศพของเฉินซานเทียนจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
หานเจวี๋ยกลับขึ้นไปบนเตียงอีกครั้ง จากนั้นฝึกฝนต่อ
……
กาลเวลาช่างเร็วไว
แปดปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ทะลวงถึงระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้า นอกจากรากวิญญาณอัสนีแล้ว รากวิญญาณอีกห้าสายยังอยู่ที่รวมแก่นปราณขั้นหนึ่ง
หากความเร็วในการทะลวงระดับเช่นนี้แพร่งพรายออกไปคงไม่มีใครเชื่อ
หานเจวี๋ยเริ่มฝึกบำเพ็ญรากวิญญาณวายุ
รากวิญญาณวายุสามารถช่วยเพิ่มความเร็วในการเหาะเหินของเขา เหมาะสำหรับการหลบหนี
ครึ่งเดือนต่อมา
มีคนมาเยี่ยมเยือน
สิงหงเสวียนนั่นเอง
“ท่านพี่ ท่านอยู่หรือไม่”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ มุมปากของหานเจวี๋ยพลันกระตุก
ผ่านไปหลายปีเพียงนี้ ตบะของสิงหงเสวียนบรรลุถึงสร้างฐานขั้นสามแล้ว ดูท่านักพรตเต๋าจิ้งซวีจะดีกับนางมาก
เมื่อก่อนตอนที่นางยังอยู่ระดับหลอมปราณ การทะลวงระดับไม่ได้เร็วเช่นนี้
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็โบกมือปิดค่ายกลที่ปากถ้ำ ประตูหินเปิดออกทันที
สิงหงเสวียนเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว พอเห็นหานเจวี๋ยนางก็ยิ้มหน้าบาน
นางมองสังเกตสถานการณ์ภายในถ้ำเทวา ก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างๆ หานเจวี๋ย และอิงแอบแนบชิดเขา
หานเจวี๋ยขมวดคิ้วเอ่ย “แม่นางสิง โปรดสำรวมด้วย ข้ายังไม่ได้ตอบรับว่าจะเป็นสามีของท่าน”
สิงหงเสวียนเบ้ปาก “แต่ก่อนตอนอยู่สำนักฝ่ายนอก ท่านตื่นเต้นมากไม่ใช่หรือ”
หานเจวี๋ยกระอักกระอ่วนใจ แต่สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยน ท่าทางก็เย็นชา
สิงหงเสวียนโบกมือขวาไปทางพื้น โอสถสิบขวดปรากฏออกมาตรงนั้น
“ทั้งหมดนี้เป็นโอสถหยกพิสุทธิ์ ข้าสะสมมาหลายปี” สิงหงเสวียนยิ้มกล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
‘ข้าไม่เชื่อว่าท่านจะไม่อ่อนไหว!’
สีหน้าหานเจวี๋ยผ่อนคลายลง “ท่านเก็บกลับไปเถอะ ข้าไม่ต้องการแล้ว”
รอยยิ้มของสิงหงเสวียนแข็งค้าง คิ้วงามเลิกขึ้นมาทันควัน
ประเดี๋ยวเดียวสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป ถามด้วยเสียงสูงว่า “หรือว่าท่านได้…”
หานเจวี๋ยเผยยิ้มเล็กน้อย
สิงหงเสวียนพลันทำท่าจะโผเข้าหา แต่ถูกเขาใช้พลังวิญญาณหยุดไว้ก่อน
“แม่นางสิง หากท่านอยากเป็นคู่บำเพ็ญเพียรของข้า ก็ต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี มิเช่นนั้นหลายร้อยปีผ่านไป ข้าสำเร็จมรรคกลายเป็นเซียน ท่านกลับกลายเป็นกระดูกขาว สำหรับข้าแล้วความรู้สึกลึกซึ้งคือการลงทัณฑ์”
สิงหงเสวียนได้ยินก็สงบโดยไม่รู้ตัว
มีเหตุผลจริงๆ…
นางรีบลุกขึ้นแล้วกล่าวว่า “ท่านพูดถูก ข้าไม่อาจถ่วงแข้งถ่วงขาท่านได้ ข้าจะไปช่วยให้ท่านได้โอสถฝึกฝนสำหรับระดับรวมแก่นปราณ”
เอ่ยจบ นางก็เก็บขวดโอสถบนพื้นและเดินไปยังปากถ้ำ
“แม่นางสิง เรื่องที่ข้าทะลวงระดับอย่าได้พูดออกไป”
หานเจวี๋ยกล่าวเตือน การทะลวงระดับที่เร็วจนน่าตกใจเช่นนี้ หากแพร่งพรายออกไปก็อย่าหวังจะได้ฝึกฝนอย่างสงบเลย
สิงหงเสวียนหันมาบอกด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถอะ ข้ายังกลัวว่านางปีศาจคนอื่นจะมาพัวพันท่านอยู่เลย”
นางแย้มยิ้มราวกับบุปผา แลดูยั่วยวนใจมาก
หานเจวี๋ยรีบควบคุมความหวั่นไหวที่เกิดขึ้นในใจ
เป็นสตรีที่น่ากลัวนัก!
เกือบจะหลงกลแล้วเชียว!
หลังจากสิงหงเสวียนจากไปแล้ว หานเจวี๋ยโบกมือกระตุ้นค่ายกลอีกครั้งเพื่อปิดประตูหิน จากนั้นจึงฝึกบำเพ็ญต่อ
‘สิงหงเสวียน…เซียนซีเสวียน ต่างก็มีตัวอักษรเสวียนหนึ่งตัวเหมือนกัน หรือว่าสองคนนี้จะมีความสัมพันธ์กัน’
หานเจวี๋ยดูดซับปราณไปพลาง คิดเงียบๆ ไปพลาง
บทที่ 28
บุญคุณความแค้นระหว่างลัทธิมารฟ้ามืดกับสำนักหยกพิสุทธิ์ดำเนินมาหลายทศวรรษแล้ว นี่คือมุมมองของหานเจวี๋ย แต่ความจริงยาวนานยิ่งกว่านั้น
แดนบำเพ็ญพรตไม่ได้มีแค่พวกเขาสองฝ่าย ยังมีสำนักอื่นๆ ด้วย ศัตรูของพวกเขาก็ไม่ได้มีแค่ฝ่ายตรงข้าม
ด้วยเหตุนี้เอง ลัทธิมารฟ้ามืดกับสำนักหยกพิสุทธิ์จึงต่างไม่กล้าเคลื่อนไหวเต็มกำลัง เกรงว่าหากทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บ จะเปิดโอกาสให้สำนักอื่นฉวยผลประโยชน์ได้
ภายในเรือนที่มืดสลัวหลังหนึ่ง มีเงาร่างแปดคนนั่งขัดสมาธิอยู่
จางคุ่นหมัวก็อยู่ในนั้นด้วย
คนที่เป็นหัวหน้าคือชายสวมชุดคลุมสีเลือด ผมสีขาวดำสลับกัน ใบหน้าเฉยเมย ในมือถือแส้จามรีไว้
เขาก็คือต้วนทงเทียน เจ้าลัทธิมารฟ้ามืด!
“นานขนาดนี้แล้วยังจับตัวหลี่ชิงจื่อไม่ได้อีกหรือ” ต้วนทงเทียนถามเสียงทุ้ม
ผู้อาวุโสอีกเจ็ดคนนิ่งเงียบ
พวกเขาตามล่าหลี่ชิงจื่อมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แต่หลี่ชิงจื่อโชคดีหนีรอดไปได้ทุกครั้ง
หลี่ชิงจื่อจงใจไม่กลับสำนักหยกพิสุทธิ์ และดึงความสนใจส่วนมากของลัทธิมารฟ้ามืดอยู่ตลอด
จางคุ่นหมัวเอ่ยปาก “อย่าสนใจเขาเลย บุกโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์เลยเถิด ศิษย์ของข้าตายในสำนักหยกพิสุทธิ์ ลัทธิมารทุ่มเทให้เขามากแค่ไหน พวกท่านจะเลิกราไปง่ายๆ ได้อย่างไร”
ครั้นนึกถึงหานเจวี๋ย เขาก็กัดฟันกรอด
ตอนนั้นเขาทิ้งคำพูดโหดเหี้ยมเอาไว้ ผลคือผ่านมานานหลายปี เขายังไม่ได้คิดบัญชีกับหานเจวี๋ยเลย
เขายังจำสีหน้าเยาะเย้ยของหานเจวี๋ยตอนที่เขาทิ้งคำพูดใหญ่โตไว้ได้อยู่เลย
“ข้าก็คิดเช่นนี้ โจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์โดยตรงเลย กำลังของพวกเราทั้งหมดเหนือกว่าสำนักหยกพิสุทธิ์แล้ว!”
“ตอนงานชุมนุมใหญ่สายมาร สำนักอื่นก็แสดงท่าทีแล้ว พวกเราต้องยึดสำนักหยกพิสุทธิ์ที่อยู่ใกล้ๆ ได้เท่านั้น ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อเรา”
“นั่นก็ใช่ หากประมุขสายมารสู้ไม่ได้แม้แต่สำนักสายหลักที่อยู่บริเวณใกล้ๆ พวกเขาจะยอมอยู่ใต้อาณัติได้อย่างไร”
“ข้ายินยอมพาศิษย์ไปโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์ด้วยตนเอง!”
“นอกจากหลี่ชิงจื่อแล้ว สำนักหยกพิสุทธิ์ยังมีเฒ่าประหลาดอยู่คนหนึ่ง”
บรรดาผู้อาวุโสพากันถกปัญหา
ต้วนทงเทียนตาเป็นประกาย แต่ไม่ได้เอ่ยปากแทรก
เป็นเวลานานกว่าเหล่าผู้อาวุโสจะหยุดลง และหันมามองเขา รอให้เขาตัดสินใจ
ต้วนทงเทียนกล่าว “ข้าเตรียมจะทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณ หากเปลี่ยนวิญญาณสำเร็จ ค่อยไปโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์ก็ยังไม่สาย ถึงเวลานั้นมั่นใจได้ว่าการโจมตีจะสำเร็จแน่”
เปลี่ยนวิญญาณ!
บรรดาผู้อาวุโสมองเขาอย่างตื่นตะลึง
จางคุ่นหมัวหายใจเข้าลึกๆ ก่อนถามว่า “เจ้าลัทธิมั่นใจหรือไม่”
ต้วนทงเทียนตอบอย่างสงบ “ข้าเตรียมการมาหลายสิบปีเพื่อการนี้ มั่นใจได้เก้าในสิบส่วน รออีกสามสิบปีก็ยังไม่สาย!”
สามสิบปี!
สำหรับมนุษย์ธรรมดาแล้วอาจจะเป็นครึ่งชีวิต
แต่สำหรับพวกเขาไม่นับว่านานอะไร
……
สิงหงเสวียนจากไปก็สิบปีแล้ว
หานเจวี๋ยฝึกฝนรากวิญญาณวายุถึงระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้า รากวิญญาณอัคคีก็ถึงขั้นสามเช่นกัน
ตั้งแต่รากวิญญาณอัสนีของเขาถึงระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้า การฝึกฝนรากวิญญาณอื่นๆ ก็ใช้เวลาน้อยแต่ได้ผลมาก
หานเจวี๋ยเห็นระดับปราณก่อกำเนิดกวักมือเรียกตัวเองแล้ว
ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นทุกวัน ความรู้สึกนี้วิเศษอย่างหาที่เปรียบมิได้ ทำให้เขาไม่รู้สึกเลยว่าการปิดด่านฝึกฝนนั้นน่าเบื่อ
บรรลุระดับปราณก่อกำเนิดในเร็ววัน ถึงจะนับว่าหลุดพ้นจากการเป็นผู้อ่อนแออย่างแท้จริง!
ขณะนี้หานเจวี๋ยอายุแปดสิบแปดปีแล้ว ระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้าที่อายุแปดสิบแปดปี ในแดนบำเพ็ญพรตไม่มีคนที่สองแน่นอน
แต่เขายังคงรู้สึกว่าไม่พอ
ต่อให้บรรลุระดับปราณก่อกำเนิดก็ยังไม่พอ
เขาต้องการฝึกฝนจนสุดหนทางแห่งการบำเพ็ญเพียร จะต้องไร้คู่ต่อกรแน่!
วันนี้
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์มาเยี่ยมเยียน
หานเจวี๋ยปิดค่ายกล ต้อนรับนางเข้ามาในถ้ำ
“ศิษย์น้อง ข้ามาเยี่ยมเจ้า ถือโอกาสนำของล้ำค่าฟ้าดินมาให้ด้วยจำนวนหนึ่ง ปลูกไว้ข้างสระจะทำให้พลังวิญญาณในถ้ำเทวาของเจ้าหนาแน่นมากขึ้น ไม่แน่ว่าภายหน้าอาจจะเป็นถ้ำเทวาที่มีพลังวิญญาณดีที่สุดในสำนักหยกพิสุทธิ์ก็ได้” ฉางเยวี่ยเอ๋อร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม
นางเดินมาที่ขอบสระและเริ่มโปรยเมล็ดพันธุ์
หานเจวี๋ยยิ้มเอ่ย “ขอบคุณศิษย์พี่หญิงมาก”
“ไม่ต้องขอบคุณข้า ทั้งหมดเป็นรางวัลจากอาจารย์ ศิษย์พี่หญิงของเจ้าก็แค่ช่วยออกแรงนิดหน่อย” ฉางเยวี่ยเอ๋อร์กล่าวยิ้มๆ
หานเจวี๋ยนึกถึงเซียนซีเสวียนอย่างอดไม่ได้
เขารู้สึกซาบซึ้งอยู่เงียบๆ ในใจ
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์เอ่ยต่อ “ตั้งแต่เจ้าปิดด่านฝึกฝน ยอดเขาหยกวิเวกก็มีศิษย์ใหม่เข้ามาหลายคน ศิษย์น้องเถี่ยที่มาทีหลังเจ้าสิ้นอายุขัยเมื่อสองปีก่อน จบชีวิตไปในวัยชราแล้ว”
ผู้เฒ่าเถี่ยตายแล้ว?
หานเจวี๋ยอึ้งไป
เขารีบเปิดดูค่าความสัมพันธ์ และพบว่าหารูปของผู้เฒ่าเถี่ยไม่เจอแล้ว
ตัวคนไม่อยู่แล้ว
“พูดถึงศิษย์น้องเถี่ยผู้นี้ คุณสมบัติของเขาด้อยเกินไป เดิมทีก็ควรสิ้นชีวิตอยู่ที่สำนักฝ่ายนอก ได้มาอยู่สำนักฝ่ายในก็นับว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรให้เสียดายแล้ว แต่ว่าก่อนตายเขาอยากพบเจ้า เด็กรับใช้หลอมโอสถของเขาเป็นคนบอกมา”
“เหตุใดถึงอยากพบข้า”
หานเจวี๋ยถามด้วยสีหน้าซับซ้อน
เมื่อก่อนเขารังเกียจผู้เฒ่าเถี่ยมาก
แต่ตอนนี้พอนึกย้อนไป ผู้เฒ่าเถี่ยไม่เคยทำร้ายเขา กระทั่งพูดได้ว่าเคยอบรมเลี้ยงดูเขาด้วย
การจากไปของผู้เฒ่าเถี่ยทำให้ความเกลียดชังที่หานเจวี๋ยมีให้หายไปจนหมดสิ้น ถึงขั้นรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย
นี่ก็คือวิถีของการฝึกบำเพ็ญ
มักจะมีคนเสียชีวิตระหว่างทาง
ข้าจะไม่ยอมตายกลางทางเด็ดขาด!
จิตใจที่แสวงหาอายุขัยยืนยาวของหานเจวี๋ยแน่วแน่มากกว่าเดิม
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ส่ายหน้ากล่าว “ข้าจะรู้ได้อย่างไร พวกเจ้าสองคนรู้จักกันมาก่อนหรือ”
เรื่องที่หานเจวี๋ยรู้จักกับผู้เฒ่าเถี่ย มีคนจำนวนน้อยที่รู้เรื่องนี้ และฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ไม่รวมอยู่ในนั้นด้วย
“รู้จักหรือไม่ไม่สำคัญอีกแล้ว ศิษย์พี่หญิงตั้งใจฝึกฝนเถิด หากแม้แต่ท่านก็สิ้นไปด้วย ศิษย์น้องจะเสียใจได้”
หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างจริงจัง คำพูดนี้เขาพูดออกมาจากใจจริง
เมื่อมายังโลกแห่งนี้ คนที่เขารู้จักมีไม่มาก คนที่มีความสัมพันธ์อันดียิ่งนับนิ้วได้เลย
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์หันหน้ามามองเขา กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ฮึ ศิษย์น้องบ้า ข้านึกว่าในใจของเจ้าจะไม่มีข้าเสียอีก”
หานเจวี๋ยยิ้มพลางส่ายหน้า
ทั้งสองเริ่มพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ
ส่วนมากฉางเยวี่ยเอ๋อร์จะเป็นคนพูด นางพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสำนัก
โจวฝานผงาดขึ้นโดยสมบูรณ์แล้ว เขากลายเป็นคนดังในสำนักฝ่ายใน อาศัยตบะระดับสร้างฐานท้าสู้ศิษย์เอกของยอดเขากระบี่ได้สำเร็จ และชิงคู่บำเพ็ญเพียรมาได้ สร้างความฮือฮาไปทั่วสำนัก แต่ในวันที่สองหลังจากแต่งงาน เขาก็ตัดขาดกับสตรีผู้นั้น ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสำนักฝ่ายใน
ตอนนี้โจวฝานกับโม่ฟู่โฉวเป็นหน้าเป็นตาให้ยอดเขาอัสนีสวรรค์ ทั้งสองคนกลายเป็นศิษย์สืบทอด โม่ฟู่โฉวยังมีสถานะเป็นศิษย์แกนหลักด้วย
สิงหงเสวียนฝึกฝนอยู่ที่ยอดเขาหลักตลอด แต่กลับไม่มีชื่อเสียงอะไร
“เอาละ ศิษย์พี่ควรกลับไปฝึกฝนได้แล้ว จะพยายามเดินเคียงข้างศิษย์น้องบนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญให้มากขึ้นอีกสักช่วงแล้วกัน” ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ยิ้มทะเล้น จากนั้นลุกขึ้นจากไป
หานเจวี๋ยถอนหายใจ
แม้ฉางเยวี่ยเอ๋อร์จะล้อเล่น ทว่าพอคำพูดนี้เข้าหูหานเจวี๋ยกลับเป็นความจริงที่น่าปวดใจ
หานเจวี๋ยคือคนที่อยากมีอายุยืนยาว คุณสมบัติของฉางเยวี่ยเอ๋อร์ห่างชั้นกับเขามาก ต้องอยู่ได้ไม่นานเท่าเขาแน่!
แต่หานเจวี๋ยไม่ใช่คนที่โวยวายไร้เหตุผล ไม่นานก็ปรับสภาพอารมณ์ได้
หากต่อไปมีความสามารถ ก็ดึงคนใกล้ชิดเข้ามาได้
อย่างเช่นเซียนซีเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ สิงหงเสวียน
จะนับโม่จู๋ด้วยอีกคนหรือไม่
หานเจวี๋ยคิดพิจารณาเงียบๆ
เขาพลันยกมือขวาขึ้นมา ใช้ดรรชนีแทนกระบี่สลักอักขระผ่านอากาศไปบนผนังถ้ำ
‘ผู้เฒ่าเถี่ย’
เขาลุกขึ้นยืนแล้วโค้งคำนับให้กับชื่อของผู้เฒ่าเถี่ย
การคำนับนี้นับเป็นการอำลาที่ล่าช้า
หวังว่าภพหน้าผู้เฒ่าเถี่ยจะได้เกิดในตระกูลที่ดี
จากนั้นหานเจวี๋ยก็นั่งขัดสมาธิฝึกฝนต่อ
……
ผ่านไปอีกสิบปี
รากวิญญาณอัคคีของหานเจวี๋ยบรรลุระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้า รากวิญญาณวารีถึงระดับรวมแก่นปราณขั้นเจ็ด ยังเหลือรากวิญญาณพสุธากับรากวิญญาณพฤกษาที่ยังไม่ได้ฝึกฝน
ความเร็วระดับนี้เทพมากแล้ว แต่เขายังไม่พอใจเท่าใด
เขาเริ่มค้นเข็มขัดเก็บสมบัติ ตรวจดูโอสถที่เฉินซานเทียนทิ้งไว้
เฉินซานเทียนก็เป็นผู้บำเพ็ญระดับรวมแก่นปราณเช่นกัน บางทีอาจจะมีโอสถสำหรับฝึกฝนระดับรวมแก่นปราณโดยเฉพาะ
น่าเสียดาย ไม่มีเลย
โอสถของคนผู้นี้ส่วนใหญ่เป็นยาพิษ ยาเสน่ห์ และยาต่ำช้าชนิดต่างๆ
“มันสมกับเป็นคนลัทธิมารจริงๆ!”
หานเจวี๋ยอดด่าไม่ได้
บทที่ 29
เมื่อปราศจากโอสถช่วยเสริม หานเจวี๋ยได้แต่ฝืนทนมุมานะฝึกฝนต่อ
ถึงแม้เป็นเช่นนี้ เขาก็เข้าใกล้ปราณก่อกำเนิดมากขึ้นเรื่อยๆ แล้ว
สองปีต่อมา
รากวิญญาณวารีบรรลุระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้าในที่สุด หานเจวี๋ยจึงเริ่มฝึกฝนรากวิญญาณพฤกษา
แถวอักขระพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
[ยินดีด้วย ท่านมีอายุครบหนึ่งร้อยปี เปิดฟังก์ชันแบบจำลองการทดสอบ]
[แบบจำลองการทดสอบ: ท่านสามารถตั้งค่าตบะและระดับพลังของฝ่ายตรงข้าม แล้วจำลองการต่อสู้ นอกจากนี้ยังตรวจสอบสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในรัศมีร้อยลี้ คัดลอกพลังของมันและต่อสู้ด้วยได้ ผลลัพธ์ของการต่อสู้จะไม่ส่งผลต่อสภาพจิตใจและร่างกายในความเป็นจริง ไม่จำกัดจำนวนครั้งในการต่อสู้]
แบบจำลองการทดสอบ?
ทั้งยังตรวจสอบสิ่งมีชีวิตในรัศมีร้อยลี้ได้ด้วย?
หานเจวี๋ยอึ้งไป ต่อจากนั้นก็ตื่นเต้นยินดี
นี่มันทักษะขั้นเทพเลยนี่!
ตลอดมาหานเจวี๋ยไม่รู้ชัดว่าตัวเองแข็งแกร่งแค่ไหน ในที่สุดก็ทดสอบดูได้แล้ว
เขารีบเปิดแบบจำลองการทดสอบ และต้องหลับตาอย่างควบคุมไม่ได้
เขาเข้ามาในพื้นที่มืดมิดแห่งหนึ่ง
[ท่านสามารถเลือกบุคคลในค่าความสัมพันธ์มาเป็นต้นแบบพลังของคู่ต่อสู้]
หานเจวี๋ยเลือกหลี่ชิงจื่ออย่างรวดเร็ว
เขาอยากดูว่าพลังของเขากับเจ้าสำนักห่างชั้นกันแค่ไหน
ไม่นานนัก หลี่ชิงจื่อก็ปรากฏตัวตรงหน้าเขา หลี่ชิงจื่อผู้นี้มีใบหน้าไร้ความรู้สึก ลักษณะเหมือนหุ่นเชิดมาก
เริ่มการต่อสู้!
หลี่ชิงจื่อนำบรรทัดสีทองออกมา ก่อนโจมตีไปทางหานเจวี๋ยทันใด
หานเจวี๋ยเรียกกระบี่กิเลนออกมา เท้าก็เหยียบย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้นทิ้งระยะห่างจากหลี่ชิงจื่อ
เขาแสดงวิชาสามกระบี่แยกเงาอย่างว่องไว เงากระบี่สามเงาปรากฏขึ้นกลางอากาศและพุ่งไปสังหารหลี่ชิงจื่อ
หลี่ชิงจื่อโบกบรรทัดทองด้วยความเร็วสูง โจมตีเงากระบี่จนแตกกระจาย แล้วจึงไล่สังหารหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยยกมือปล่อยตราประทับเก้ามังกรขจัดมารออกไป พลังวิญญาณหกสายเปลี่ยนแปลงไม่หยุด ตราประทับมากมายพุ่งเข้าใส่หลี่ชิงจื่อ
เดิมทีหลี่ชิงจื่อยังสามารถทำลายตราประทับเก้ามังกรขจัดมารให้แตกสลายได้ แต่ไม่นานก็ถูกตราประทับโจมตีกระเด็นออกไป
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
ดูท่าตราประทับเก้ามังกรขจัดมารของเขาจะแข็งแกร่งมาก!
มิน่าถึงกำราบจิตดั้งเดิมของผู้อาวุโสสูงสุดได้
ทว่าตราประทับเก้ามังกรขจัดมารไม่ได้สร้างความเสียหายอะไรให้หลี่ชิงจื่อ ฝ่ายตรงข้ามโจมตีมาอีกครั้งแล้ว
หานเจวี๋ยก็ไม่รีบร้อน สามารถกวนใจหลี่ชิงจื่อได้ เขาก็พอใจมากแล้ว
การต่อสู้เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลาสิบนาที หานเจวี๋ยตกเป็นเบี้ยล่าง
กายทองเทียนกังของหลี่ชิงจื่อแข็งแกร่งเป็นอย่างยิ่ง วิชาเวทโจมตีโดนร่างแล้วไม่เกิดความเสียหายเด่นชัดอะไร
ทว่า!
หานเจวี๋ยพบว่าหากใช้กระบี่กิเลนแสดงวิชาสามกระบี่แยกเงา พลังสังหารจะแก่กล้ายิ่งขึ้น สามารถทำลายการป้องกันของกายทองเทียนกังของหลี่ชิงจื่อ เลือดสาดกระเซ็น ณ ตรงนั้น
สมกับเป็นกระบี่เวทชั้นเลิศ!
แต่ก็แค่ทำลายการป้องกันเท่านั้น ไม่อาจโจมตีให้พ่ายแพ้ได้
เขาปรับตบะของหลี่ชิงจื่อให้ต่ำลง
ปราณก่อกำเนิดขั้นเจ็ด!
ยังสู้ไม่ได้!
ปราณก่อกำเนิดขั้นหก!
เสมอกัน!
ปราณก่อกำเนิดขั้นห้า!
บดขยี้สังหาร!
หานเจวี๋ยกระตุ้นกระบี่กิเลน สำแดงวิชาสามกระบี่แยกเงา เงากระบี่สามสายพลันฉีกกายเนื้อของหลี่ชิงจื่อแหลกเป็นชิ้น
ไม่เลว ไม่เลว!
‘ข้ามขั้นไปสังหารปราณก่อกำเนิดขั้นห้า คู่ควรกับวิชายุทธ์ คุณสมบัติ วิชากระบี่ และกระบี่เวทชั้นเลิศของข้า!’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ในใจ
จากนั้นเขาก็ปรับตบะของหลี่ชิงจื่อลงไปที่รวมแก่นปราณขั้นเก้า และได้รู้ว่าพลังวิญญาณของตนเองเหนือกว่าหลี่ชิงจื่อ
ความแข็งแกร่งของวัฏจักรหกวิถีสะท้อนให้เห็นว่า การฝึกฝนรากวิญญาณหกสายทำให้พลังวิญญาณของหานเจวี๋ยมากมายมหาศาล ไม่ต้องใช้กระบี่กิเลน เขาก็สังหารหลี่ชิงจื่อที่อยู่ระดับเดียวกันได้โดยตรง
จิตสำนึกของเขากลับมาสู่โลกความจริง หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นมา
‘ตอนนี้ข้าสังหารยอดฝีมือระดับปราณก่อกำเนิดขั้นห้าได้ รอข้าทะลวงถึงปราณก่อกำเนิดแล้ว ไม่เท่ากับว่าจะงัดข้อกับระดับเปลี่ยนวิญญาณได้หรือ’
หานเจวี๋ยคิดอย่างตื่นเต้น ก่อนจะส่ายหน้าทันที
พลังของระดับเปลี่ยนวิญญาณต้องห่างชั้นกับระดับปราณก่อกำเนิดราวฟ้ากับดินแน่ ตนเองจะคิดดีเกินไปไม่ได้ จะได้ไม่ล้มเหลวกลางคัน
‘ข้าต้องคิดแบบนี้ ข้าสู้ระดับเปลี่ยนวิญญาณไม่ได้แน่นอน เช่นนี้ถึงจะระมัดระวังรอบคอบ’
หานเจวี๋ยแสดงละครจิตวิทยากับตัวเองเงียบๆ
เหลือเพียงแค่รากวิญญาณพฤกษาและพสุธาแล้ว
หานเจวี๋ยมีอารมณ์ฮึกเหิม คิดว่าจะฝึกฝนรากวิญญาณทั้งสองสายให้ถึงระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้าภายในสิบปี!
ยิ่งมีรากวิญญาณถึงระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้ามาก ความเร็วในการฝึกรากวิญญาณที่เหลือก็จะมากขึ้นตาม สิบปีก็เพียงพอที่เขาจะฝึกฝนรากวิญญาณทั้งสองสายให้บรรลุระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้าแล้ว!
……
สิบปีผ่านไปรวดเร็วยิ่ง
หานเจวี๋ยไม่ได้ออกจากถ้ำเทวาเลยแม้แต่ครึ่งก้าว ดูเหมือนจะฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา
เขาประสบความสำเร็จในการฝึกฝนรากวิญญาณทั้งหกสายจนบรรลุระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้า ต่อไปก็เริ่มทะลวงขั้นสมบูรณ์
หานเจวี๋ยตื่นเต้นดีใจเมื่อพบว่าตนเองดูดซับพลังวิญญาณหกสายพร้อมกันได้
เมื่อก่อนทำไม่ได้ ตอนนี้ทำได้แล้ว!
หรือว่าระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้าจะเป็นเงื่อนไขหนึ่ง?
หานเจวี๋ยค้นพบอย่างรวดเร็วว่าตนเองสามารถดูดซับพลังวิญญาณหกสายพร้อมกัน การฝึกบำเพ็ญของเขาก็ไม่นับว่าช้าเกินไป สรุปคือเร็วยิ่งกว่าเมื่อก่อน
เป็นเรื่องดี!
หานเจวี๋ยฝึกฝนต่อด้วยความอิ่มอกอิ่มใจ
ครึ่งปีต่อมา รากวิญญาณทั้งหกสายของเขาไปถึงตบะระดับรวมแก่นปราณขั้นเก้าโดยสมบูรณ์
สามารถฝึกบำเพ็ญระดับปราณก่อกำเนิดได้แล้ว!
หานเจวี๋ยก็ไม่ได้หย่อนหยาน เริ่มเตรียมพร้อมฝ่าด่านเคราะห์ทันที!
เขตอาคมถูกเปิด มันปกคลุมถ้ำเทวาฟ้าประทานเอาไว้ทั้งหมด!
……
ณ ยอดเขาหลัก สำนักหยกพิสุทธิ์
ภายในตำหนัก
หลี่ชิงจื่อนั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาของทั้งสิบแปดยอดเขามารวมตัวกัน นอกจากพวกเขาแล้วยังมีผู้อาวุโสอีกหลายคน
คนทั้งหมดมีสีหน้าตึงเครียด
เซียนเฒ่าเต้าเหลยจากยอดเขาอัสนีสวรรค์มีสีหน้าไม่น่ามองยิ่งนัก เขากัดฟันถาม “เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือ”
หลี่ชิงจื่อทอดถอนใจ กล่าวว่า “จริงแท้แน่นอน เมื่อเดือนก่อนต้วนทงเทียนเพิ่งฝ่าด่านเคราะห์สำเร็จ กำลังทำตบะให้มั่นคง ตอนนี้เขาเป็นผู้ทรงพลังระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว!”
เปลี่ยนวิญญาณ!
ทุกคนตกใจจนหน้าถอดสี ราวกับถูกภูเขาลูกใหญ่กดทับไว้จนหายใจไม่ออก
แม้แต่เซียนซีเสวียนก็มีสีหน้าย่ำแย่มาก
“ท่านอาจารย์เล่า ไม่ใช่ว่าท่านฝึกจิตดั้งเดิมออกจากร่างแล้วหรือ เข้าใกล้ระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้วใช่หรือไม่” นักพรตเต๋าจิ้งซวีรีบถามขึ้นมา
หลี่ชิงจื่อถอนหายใจเอ่ย “ไม่ได้เป็นเช่นนั้น จิตดั้งเดิมของท่านเป็นแค่พลังวิเศษชนิดหนึ่ง ดูเหมือนว่าก่อนหน้านั้น ท่านจะเจอการโจมตีบางอย่าง หลายสิบปีก่อนจึงละทิ้งพลังวิเศษนั้นไป ตอนนี้ยังคงมุมานะฝึกฝน แม้จะเป็นระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเก้าแล้ว แต่ยังอยู่ห่างจากระดับเปลี่ยนวิญญาณเสมือนมีกำแพงที่ไม่อาจข้ามได้”
ตำหนักใหญ่ตกอยู่ในความเงียบงัน อึดอัดหาที่เปรียบมิได้
ผู้อาวุโสคนหนึ่งถามอย่างอดไม่ได้ “ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะทำอย่างไร ขอกำลังสนับสนุนหรือ”
หลี่ชิงจื่อถอนใจกล่าว “ข้าส่งสารขอกำลังเสริมจากสำนักสายหลักต่างๆ แล้ว ยามนี้ยังไม่มีใครตอบกลับมา”
บรรดาผู้อาวุโสพากันวิพากษ์วิจารณ์
“ระดับเปลี่ยนวิญญาณหรือ ตาเฒ่าอย่างพวกเรารวมตัวกันก็ไม่แน่ว่าจะสู้ได้!”
“นอกจากลัทธิมารฟ้ามืดจะมีต้วนทงเทียนแล้ว ผู้บำเพ็ญระดับปราณก่อกำเนิดก็มีไม่น้อย”
“เฮ้อ ลัทธิมารที่โหดเหี้ยมกลับมีระดับเปลี่ยนวิญญาณโผล่มาคนหนึ่ง ในที่สุดเคราะห์ใหญ่ของสำนักหยกพิสุทธิ์ก็มาถึงอยู่ดี”
“ต่อกรซึ่งหน้าเอาชนะไม่ได้แน่นอน หรือว่าพวกเราจะหนี”
“หนีอย่างไร หนีไปที่ใด รากฐานหลายร้อยปีไม่เอาแล้วหรือ”
เหล่าผู้อาวุโสแย่งกันพูด น้ำเสียงของแต่ละคนล้วนไม่น่าฟัง
เผชิญกับเคราะห์ใหญ่เช่นนี้ ไม่มีใครสงบใจพูดได้อีก
หลี่ชิงจื่อทอดถอนใจ สีหน้าเปี่ยมด้วยความกลัดกลุ้ม
……
เหง่ง…
เสียงระฆังบนยอดเขาหยกวิเวกดังขึ้นมา ศิษย์ทั้งหมดมารวมตัวกันหน้าประตูใหญ่ของตำหนักหยกวิเวก
หลังจากเข้าไปในตำหนัก บรรดาศิษย์นั่งลงบนเบาะรองนั่ง
เซียนซีเสวียนกวาดสายตาดูทีหนึ่ง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เจ้าเด็กหานเจวี๋ยนั่นไม่มาอีกแล้ว
ช่างเถอะ
ศิษย์ทั้งหมดมองไปทางเซียนซีเสวียน ไม่ได้รู้สึกกังวล และไม่ได้เฝ้ารอคอยด้วย
พวกเขาคิดว่าการทดสอบของสำนักฝ่ายในใกล้จะมาถึงแล้ว
“จากข่าวกรองล่าสุด ต้วนทงเทียนเจ้าลัทธิมารฟ้ามืดทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด อย่างมากสุดอีกหลายปี ลัทธิมารฟ้ามืดจะบุกสำนักหยกพิสุทธิ์ของเรา”
ขณะที่เซียนซีเสวียนกล่าวคำเหล่านี้ ท่าทีเฉยเมยเป็นอย่างยิ่ง
ศิษย์ทั้งหลายอึ้งตะลึง ก่อนจะส่งเสียงกันอลหม่าน
“ระดับเปลี่ยนวิญญาณ!”
“เป็นไปได้อย่างไร!”
“สำนักหยกพิสุทธิ์เรามีระดับเปลี่ยนวิญญาณหรือไม่”
“มีที่ไหนกัน ระดับเปลี่ยนวิญญาณคือตำนานเชียวนะ!”
“แย่แล้ว…มิน่าช่วงนี้คนของลัทธิมารฟ้ามืดถึงอาละวาดหนักขึ้นเรื่อยๆ”
บทที่ 30
เซียนซีเสวียนยกมือขึ้น เป็นสัญญาณบอกให้ศิษย์ทุกคนเงียบ
บรรดาศิษย์รีบเงียบปาก และมองไปทางนางด้วยความตึงเครียด
ลัทธิมารถือกำเนิดระดับเปลี่ยนวิญญาณ สำหรับสำนักหยกพิสุทธิ์แล้วเป็นหายนะครั้งใหญ่อย่างแน่นอน
“ถึงแม้ลัทธิมารจะมีระดับเปลี่ยนวิญญาณ พวกเราก็ต้องรับศึก สำนักหยกพิสุทธิ์ก่อตั้งมาเกือบพันปี ไหนเลยจะถูกลัทธิมารทำลายย่อยยับได้ ปกติอาจารย์ไม่ขอให้พวกเจ้าสร้างคุณูปการอะไรให้ยอดเขาหยกวิเวก แต่เมื่อสำนักหยกพิสุทธิ์มีภัย พวกเจ้าจะต้องเตรียมตัวรับศึกให้ดี นับตั้งแต่วันนี้ไป พวกเราทั้งหมดห้ามไปจากสำนักหยกพิสุทธิ์ ให้ตั้งใจฝึกฝน เตรียมสู้ศึกกับลัทธิมารฟ้ามืด!”
เซียนซีเสวียนกวาดสายตามองทุกคน กล่าวเน้นย้ำทีละประโยค
พลังระดับปราณก่อกำเนิดปะทุออกมา แรงกดดันปกคลุมทั้งตำหนักใหญ่
ศิษย์ทั้งหลายหนาวสะท้านในใจ แม้จะหวาดกลัว พวกเขาก็ไม่กล้าแสดงออกมา
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีวิธีการอื่นอีก
พวกเขาต่างก็เคยรับมือกับลัทธิมารฟ้ามืด เข้าใจดีว่าจุดจบของการยอมจำนนน่าเวทนายิ่งกว่า
……
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน สายฟ้าสวรรค์พวยพุ่ง
หานเจวี๋ยกำลังฝ่าด่านเคราะห์
ภายใต้การคุ้มกันของเขตอาคม เสียงและอานุภาพกดดันของสายฟ้าสวรรค์ไม่อาจหลุดลอดออกไป
เคราะห์สวรรค์ในครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนอย่างสิ้นเชิง สายฟ้ากลายเป็นมังกร มีพลังทำลายล้างสูงกว่า
แต่น่าเสียดายที่ยังไม่สามารถทำลายการป้องกันของอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทองได้
หานเจวี๋ยใช้พลังวิญญาณปกป้องพืชพรรณดอกไม้ในถ้ำเทวาไว้ ป้องกันไม่ให้พวกมันได้รับความเสียหาย โชคดีที่สายฟ้าสวรรค์โจมตีมาทางเขาตลอด
แม้ว่าห้องภายในถ้ำจะไม่ใหญ่ แต่ก็สูงมาก เมฆครึ้มปิดช่องบนหลังคาถ้ำไว้พอดี
ในระหว่างที่หานเจวี๋ยฝ่าด่านเคราะห์ เขามักจะฝันร้ายอยู่เสมอ
ฝันร้ายมีทุกรูปแบบ มีทั้งสหายกับอาจารย์ตายอนาถ มีทั้งตัวเองกลับไปโลกเก่าอีกครั้ง ก่อนจะตะลึงงันเมื่อพบว่าเป็นแค่ความฝัน
ดีที่หานเจวี๋ยมีจิตใจแน่วแน่ ฝันร้ายเหล่านี้จึงไม่ส่งผลกระทบต่อเขา
ส่วนมารในใจ ยิ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย
‘ปราณก่อกำเนิด ข้าจะทะลวงให้ได้’
หานเจวี๋ยคิดด้วยความตื่นเต้น
เมื่อเขาโคจรพลังภายในไม่หยุด พลังวิญญาณหกสายในร่างก็ก่อตัวเป็นวังน้ำวนอีกครั้ง รวมตัวกันอยู่บนแก่นปราณทอง จนเกิดเค้าโครงของปราณก่อกำเนิดรางๆ
เขาเข้าใกล้ระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว
“ศิษย์น้อง!”
เสียงของฉางเยวี่ยเอ๋อร์ดังมาจากนอกถ้ำเทวา หานเจวี๋ยนึกว่าตนเองหูแว่ว ก่อนหน้านี้เขาก็เคยได้ยินมาแล้ว ดังนั้นจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
ด้านนอกถ้ำเทวา
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์เรียกไปแล้วสองสามครั้ง หานเจวี๋ยก็ไม่ตอบกลับมา
นางอดขมวดคิ้วไม่ได้ พูดพึมพำว่า “ศิษย์น้องบ้า ไม่คิดว่าจะตั้งใจฝึกฝนขนาดนี้ สำนักจะเกิดหายนะครั้งใหญ่แล้ว ยังไม่ออกมาอีก”
นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตัดสินใจว่าจะรออยู่นอกถ้ำเทวา จึงเดินไปนั่งขัดสมาธิใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกล
หากลัทธิมารบุกเข้าสำนักหยกพิสุทธิ์จากทางด้านนี้ เช่นนั้นหานเจวี๋ยจะประสบเคราะห์ร้ายก่อนใคร นางจะต้องปกป้องเขา
แน่นอน ด้วยความสามารถของนางยากจะที่จะปกป้องหานเจวี๋ยได้ แต่รอหานเจวี๋ยตื่นขึ้นจากการฝึกฝนแล้ว นางก็สามารถบอกเขาได้ทันที และพาหานเจวี๋ยกลับไปซ่อนตัวที่สำนักฝ่ายใน
สิบวันผ่านไป
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็สำเร็จปราณก่อกำเนิด พลังวิญญาณพุ่งขึ้นสูง!
พลังวิญญาณหกสายภายในร่างผสานกันเป็นพลังวิญญาณแบบใหม่ที่ทรงพลัง
พลังวิญญาณหกสาย!
ตัวอักษรแถวหนึ่งปรากฏขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
[ยินดีด้วย ท่านทะลวงระดับปราณก่อกำเนิดสำเร็จ ได้รับรางวัลเป็นพลังวิเศษหนึ่งวิชา]
[ทางที่ท่านเลือกคือเส้นทางสายกระบี่]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับพลังวิเศษมรรคกระบี่–กระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจ]
ฮ้า…
กระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจ…
จูนิเบียว[1]มาก น่าขายหน้ายิ่งนัก!
หานเจวี๋ยคิดอย่างตื่นเต้น เขารีบเริ่มการสืบทอดพลังวิเศษมรรคกระบี่นี้
แม้ว่าจะเป็นพลังวิเศษ แต่ก็เป็นมรรคกระบี่ สำหรับหานเจวี๋ยแล้วทำความเข้าใจได้ไม่ยาก
พลังวิเศษจะแตกต่างจากวิชาเวท เข้าใจแล้วคือเข้าใจเลย ไม่จำเป็นต้องลงมือฝึกฝน
แน่นอนว่าทันทีที่เข้าใจพลังวิเศษ ก็ยังสามารถฝึกฝนต่อไปเพื่อเพิ่มความชำนาญได้
ในขณะเดียวกัน
ด้านนอกถ้ำเทวา
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์กำลังนั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญ
นางคุ้นชินกับการฝึกฝนในบริเวณนี้แล้ว
นางลืมตามองไปทางถ้ำเทวาฟ้าประทาน พึมพำว่า “ศิษย์น้องบ้า ยังไม่ออกมาอีก โชคดีที่ลัทธิมารไม่ได้บุกมายามนี้”
นางคิดจะจากไปหลายครั้ง แต่ก็กลัวว่าจะคลาดกับศิษย์น้องที่ออกจากการปิดด่าน
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ทอดถอนใจแล้วหลับตาลงอีกครั้ง
ใครบอกให้นางชอบเขากันล่ะ
รออีกหน่อยแล้วกัน
……
วันต่อมา
หานเจวี๋ยศึกษากระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจสำเร็จแล้ว!
เขาเปิดหน้าจอแสดงคุณสมบัติขึ้นดู
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 111/988]
[เผ่าพันธุ์: มนุษย์]
[ตบะ: ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นหนึ่ง]
[วิชายุทธ์: วิชาวัฏจักรหกวิถี (สืบทอดได้) ]
[วิชาเวท: ดรรชนีกระบี่เทพ ย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้น สามกระบี่แยกเงา (ไร้เทียมทาน) ตราประทับเก้ามังกรขจัดมาร]
[พลังวิเศษ: พลังดูดวิญญาณหกสาย กระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจ]
[อาวุธเวท: อาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทอง (สมบัติวิญญาณระดับเจ็ด) เข็มขัดเก็บสมบัติ กระบี่กิเลน]
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ร่างวิญญาณหกสาย ประกอบด้วยรากวิญญาณวายุ รากวิญญาณอัคคี รากวิญญาณวารี รากวิญญาณพสุธา รากวิญญาณพฤกษา และรากวิญญาณอัสนีระดับสูงสุด เสริมดวงชะตาขึ้นอีกระดับ]
[ดวงชะตาแต่กำเนิดมีดังนี้]
[ไม่เป็นสองรองใคร: รูปโฉมหล่อเหลา เจ้าเสน่ห์ระดับสูงสุด]
[ชะตาเซียนกระบี่: คุณสมบัติมรรคกระบี่ระดับสูงสุด ความเข้าใจมรรคกระบี่ระดับสูงสุด]
[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบัติท่าร่างระดับสูงสุด]
[ทายาทจักรพรรดิเซียน: ได้รับวิชายุทธ์บำเพ็ญเซียนระดับสูงและหินวิญญาณชั้นสูงหนึ่งพันก้อน]
[ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์]
……
อายุขัยทะลุไปที่ 988 ปี!
นี่แค่ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นหนึ่งเท่านั้น รอถึงขั้นเก้าจะต้องเกินพันปีได้แน่นอน!
เลิศ!
หานเจวี๋ยยิ้มอย่างภาคภูมิใจ เขาไม่คิดที่จะออกไปจากถ้ำเทวา กลับวางแผนฝึกฝนต่อ
ทันใดนั้นเขาพบว่าฉางเยวี่ยเอ๋อร์ยังนั่งฝึกบำเพ็ญอยู่นอกถ้ำ
ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเสียงของนาง แต่ว่ากำลังทะลวงระดับอยู่ จึงคิดว่าหูแว่วไปเอง
หานเจวี๋ยลังเลว่าจะออกจากถ้ำเทวาดีหรือไม่
แต่เขาเห็นว่าฉางเยวี่ยเอ๋อร์ฝึกฝนอยู่ เหมือนจะไม่มีเรื่องด่วนอะไร
‘แม่เด็กนี่คิดจะใช้พลังวิญญาณในถ้ำเทวาของข้าจริงๆ ด้วย’
ครั้นนึกได้ว่านางเป็นคนปลูกหญ้าวิญญาณในถ้ำเทวา หานเจวี๋ยก็อนุญาตโดยปริยาย
จากนั้นจึงฝึกฝนต่อ!
……
หนึ่งปีต่อมา
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ผุดลุกขึ้นทันที และมองออกไปไกลๆ ด้วยความหวาดกลัว
เห็นเพียงว่ามีเมฆอัสนีปรากฏเหนือยอดเขาทั้งสิบแปดของสำนักหยกพิสุทธิ์ ซ้ำยังปั่นป่วนรุนแรง ปกคลุมท้องฟ้าและดวงอาทิตย์ไว้
ทางตะวันตกของสำนักหยกพิสุทธิ์ ผู้บำเพ็ญสายมารแต่ละคนพุ่งออกมาจากในป่า ขี่กระบี่เหินเวหาตรงไปทางสำนักหยกพิสุทธิ์อย่างรวดเร็ว ดูยิ่งใหญ่เกรียงไกร ไอมารรวมเข้าด้วยกันดุจดั่งมหาสมุทรมืดผืนหนึ่ง
ลัทธิมารจู่โจม!
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ลนลานทันใด
จิตใต้สำนึกของนางอยากเรียกหานเจวี๋ย แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าลัทธิมารโจมตีมาจากอีกด้านของสำนักหยกพิสุทธิ์ ถ้ำเทวาของศิษย์น้องหานหลบหลีกได้พอดี
หากรีบร้อนพาศิษย์น้องหานกลับสำนักในตอนนี้ จะต้องโชคร้ายมากกว่าโชคดีแน่
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์กัดฟันกระโดดตัวขึ้น จากนั้นขี่กระบี่บินตรงไปทางยอดเขาหยกวิเวก
ภายในถ้ำเทวา
หานเจวี๋ยกำลังฝึกฝน ฉับพลันนั้นก็มีการแจ้งเตือนปรากฏ
[สำนักหยกพิสุทธิ์ของท่านกำลังเผชิญการโจมตีของลัทธิมารฟ้ามืด]
หานเจวี๋ยอึ้งอยู่สักครู่ ก่อนจะรีบกวาดจิตออกไป เขาเห็นภาพยิ่งใหญ่ของลัทธิมารฟ้ามืดที่กำลังบุกโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์เป็นการใหญ่พอดี
ทำไมจู่ๆ ก็เปิดศึกขึ้นมา
หานเจวี๋ยเป็นผู้แข็งแกร่งระดับปราณก่อกำเนิดแล้ว พลังเหนือกว่าแต่ก่อนมาก ย่อมไม่ร้อนรนเป็นธรรมดา
ทว่าครั้งนี้ลัทธิมารบุกมามากขนาดนี้ เขาคิดว่าควรต้องระมัดระวังสักหน่อย
หานเจวี๋ยไม่ได้รีบไปสนับสนุน
เขาเปิดการทำงานแบบจำลองการทดสอบ ตรวจสอบดูคนทั้งหมดที่อยู่ในสำนักหยกพิสุทธิ์ และให้ระบบค้นหาผู้แข็งแกร่งที่สุด
[ต้วนทงเทียน: ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นหนึ่ง เจ้าลัทธิมารฟ้ามืด]
ระดับเปลี่ยนวิญญาณ!
หานเจวี๋ยสะดุ้งโหยงโดยพลัน
ร้ายกาจขนาดนี้เชียว
ปฏิกิริยาตอบสนองแรกของหานเจวี๋ยคือหนี
สำนักหยกพิสุทธิ์ต้องต้านไม่อยู่แน่!
‘สงบใจหน่อย!
ตอนนี้เราเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก ระดับรวมแก่นปราณสามารถสังหารระดับปราณก่อกำเนิดได้!’
หานเจวี๋ยตัดสินใจทดสอบพลังของต้วนทงเทียน
ลองดูว่าเขาที่ฝึกฝนกระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจแล้วจะต้านทานต้วนทงเทียนได้หรือไม่!
จิตสำนึกของหานเจวี๋ยเข้าไปในพื้นที่ทดสอบทันที
การต่อสู้เริ่มขึ้น
หนึ่งนาทีต่อมา
หานเจวี๋ยพลันลืมตาขึ้นด้วยสีหน้าแปลกประหลาด
เขาพึมพำกับตัวเอง “แค่นี้เองหรือ”
หานเจวี๋ยพบว่าเขาประเมินกำลังของตัวเองต่ำเกินไป
สิ่งที่เขามีอยู่คือกระบี่เวทชั้นเลิศ!
สิ่งที่ฝึกฝนคือวิชายุทธ์สืบทอดของจักรพรรดิเซียน!
คุณสมบัติกายคือร่างวิญญาณหกสาย!
ทั้งยังฝึกฝนพลังวิเศษด้วย!
แนวคิดของคนทั่วไปไม่อาจนำมาใช้กับเขาได้
หานเจวี๋ยลุกขึ้นยืน เตรียมตัวไปดูที่สำนักหยกพิสุทธิ์
…..
สำนักหยกพิสุทธิ์ที่เคยรุ่งเรืองตกอยู่ในความโกลาหล เมืองสำนักฝ่ายในถูกทำลายกลายเป็นซากปรักหักพัง ทุกหนแห่งเต็มไปด้วยศพ
มองไปเหนือยอดเขาทั้งสิบแปดลูก ล้วนเต็มไปด้วยเงาของการต่อสู้
“เฉาเชา! เฉาเชา! รีบไสหัวออกมารับความตายเสีย!”
จางคุ่นหมัวที่เป็นอาจารย์ของเฉินซานเทียนลอยอยู่กลางอากาศ คำรามด้วยความโมโห ดวงตาทั้งคู่แดงก่ำ กำลังโกรธแค้นถึงขีดสุด
จางคุ่นหมัวโกรธแทบตายแล้ว
มาถึงสำนักหยกพิสุทธิ์นานขนาดนี้ เฉาเชายังไม่ปรากฏตัวอีก
หรือว่าจะหนีไปแล้ว
เขาอดกลั้นมาหลายสิบปี ก็เพื่อที่จะได้แก้แค้นให้ศิษย์ในวันนี้ แต่กลับหาศัตรูคู่แค้นไม่เจอ ไม่ต้องบอกเลยว่าเขาจะอัดอั้นแค่ไหน
จางคุ่นหมัวหันไปมองยอดเขาหลักของสำนักหยกพิสุทธิ์ ยอดเขาหลักที่สูงตระหง่านมีไฟโหมกระหน่ำ เปลวเพลิงม้วนขึ้นฟ้า ภาพอลังการยิ่งนัก
“เจ้าลัทธิน่าจะใกล้เผด็จศึกแล้วกระมัง”
จางคุ่นหมัวพูดพึมพำ เขาสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของบรรดาผู้อาวุโสสำนักหยกพิสุทธิ์อ่อนแอลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเผชิญหน้ากับระดับเปลี่ยนวิญญาณ ไม่มีผู้ใดในสำนักหยกพิสุทธิ์ต้านทานได้!