11-15

บทที่ 11
หลังออกมาจากยอดเขาหยกวิเวก หานเจวี๋ยกำลังจะกลับไปที่ถ้ำเทวา

หลิ่วซานซินก้าวเข้ามา ยื่นมือจับไหล่ของเขาพลางยิ้มกล่าว “ศิษย์น้อง เจตนาดีของเจ้าศิษย์พี่รับเอาไว้ด้วยใจแล้ว ภายหลังหากพบเจอเรื่องเดือดร้อนอะไร ก็บอกศิษย์พี่ได้เสมอ”

หานเจวี๋ยกะพริบตาปริบๆ บอกว่า “เช่นนั้นศิษย์น้องขออวยพรล่วงหน้าให้ศิษย์พี่โชคดี!”

มีไมตรีมาส่งถึงที่จะผลักไสได้อย่างไร?

“ฮ่าๆ!”

หลิ่วซานซินหัวเราะเสียงดัง จากนั้นจึงแยกจากไป

หานเจวี๋ยเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ไล่ตามมาทัน

“ศิษย์น้อง เจ้ายังไม่เคยทำภารกิจของสำนักมาก่อนใช่หรือไม่ ให้ศิษย์พี่หญิงช่วยเอาไหม” ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ยิ้มถาม

“ไม่เป็นไรขอรับ ข้าอยากฝึกฝน”

“ฝึกฝนในถ้ำเทวานั้นช้านัก ไม่สู้ออกไปทำภารกิจเก็บหินวิญญาณ จากนั้นค่อยไปฝึกฝนที่สระวิญญาณแต่ละแห่ง ลงแรงน้อยแต่ได้ผลมาก เวลาเดียวกันยังได้รับแต้มคุณูปการด้วย หากแต้มคุณูปการสูงก็จะซื้อโอสถได้อีก”

“ข้ากลัวตายขอรับ ไม่เอาด้วยหรอก”

“ผู้บำเพ็ญรุ่นอาวุโสอย่างข้ากลัวตายเสียที่ไหน”

“ถ้าไม่กลัวตาย จะบำเพ็ญเซียนไปเพื่ออะไรเล่า!”

“เจ้า…”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ถูกทำให้โมโหแล้ว

ศิษย์น้องผู้นี้เหตุใดถึงปอดแหกเช่นนี้!

เหตุที่หานเจวี๋ยปฏิเสธไม่ไป เป็นเพราะว่าเขามีหินวิญญาณเยอะอยู่แล้ว

“เฮอะ ไม่ไปก็ไม่ไป!”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์หมุนตัวจากไป

หานเจวี๋ยตกเข้าสู่ภวังค์ความคิด

แท้จริงแล้วเขาไม่สามารถฝึกฝนอยู่ในถ้ำเทวาได้ ต้องไปที่สระวิญญาณ

อย่ารอจนหนึ่งร้อยปีให้หลัง อายุขัยใกล้สิ้นแล้วค่อยไป เช่นนั้นก็เปล่าประโยชน์นัก

เมื่อคิดได้ดังนั้น หานเจวี๋ยจึงหมุนกายตรงไปยังเมืองของสำนักฝ่ายใน


สิบปีผ่านไปในพริบตา

หานเจวี๋ยยังไม่อาจหักใจไปจากสระวิญญาณแต่ละแห่ง หินวิญญาณชั้นสูงถูกใช้ไปแล้วเกือบสี่ร้อยก้อน ตบะของเขาบรรลุไปถึงระดับสร้างฐานขั้นห้า รากวิญญาณหกสายทั้งหมดก็ฝึกจนถึงระดับสร้างฐานขั้นห้าเช่นกัน

หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต่อให้เขาใช้หินวิญญาณชั้นสูงสี่ร้อยกว่าก้อนที่เหลือจนหมด ก็ไม่อาจสำเร็จระดับรวมแก่นปราณได้

หานเจวี๋ยเริ่มรวบรวมพลังวิญญาณอัสนีและพลังวิญญาณอัคคี

เขาไม่อาจใช้หินวิญญาณทั้งหมดจนเกลี้ยงได้ ไม่เช่นนั้นภายหลังต้องมีค่าใช้จ่ายแน่นอน

ผ่านไปอีกสิบปี!

เขาฝึกฝนรากวิญญาณอัสนีจนเสร็จสิ้น ภายในถ้ำเทวาก็ยังดูดซับพลังวิญญาณอัคคีได้จำนวนมาก

เช่นนี้เอง!

หลังจากหานเจวี๋ยตัดสินใจได้ ก็ตรงไปยังสระวิญญาณอัสนีทันที

ตอนนี้สระวิญญาณอัสนีไม่มีผู้บำเพ็ญเลย ทว่าหานเจวี๋ยก็ไม่กลัวโดดเดี่ยวแต่อย่างใด

“เจ้าเด็กนี่ เจ้ามาอีกแล้ว แต่ก่อนก็คิดว่าเจ้าเป็นอัจฉริยะ เหตุใดผ่านไปหลายปียังอยู่ระดับสร้างฐานขั้นสามอีก”

ปีศาจพฤกษาอดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ย

หานเจวี๋ยยักไหล่ตอบ “เป็นเพราะด้อยสติปัญญา ถึงได้ลำบากเช่นนี้อย่างไรเล่า”

“จริงด้วย”

ปีศาจพฤกษาพูดจบก็หลับตาลง

หานเจวี๋ยเป็นแขกประจำ มันไม่ต้องกล่าวเตือนอะไรมากนัก

ไม่นานนัก หานเจวี๋ยก็เริ่มเข้าสู่สภาวะฝึกบำเพ็ญ

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ผ่านไปปีแล้วปีเล่า

ห้าปีต่อมา

รากวิญญาณอัสนีของหานเจวี๋ยฝึกฝนไปถึงระดับสร้างฐานขั้นเจ็ดแล้ว

โม่ฟู่โฉวกลับมาอีกครั้ง ทั้งยังพาลูกศิษย์หญิงมาด้วยหนึ่งคน

ศิษย์หญิงผู้นี้งดงามยิ่งนัก อากัปกริยาก็มีลักษณะอย่างสตรีผู้สูงศักดิ์

“สหายหาน ท่านก็อยู่ด้วยหรือนี่!” โม่ฟู่โฉวกล่าวด้วยความแปลกใจ

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นมองไป

เขายกยิ้มพลางกล่าวตอบ “สหายโม่ ท่านก็มาด้วยสินะ”

โม่ฟู่โฉวเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง ดูจากค่าความสัมพันธ์ หานเจวี๋ยพบว่าอีกฝ่ายบรรลุถึงระดับสร้างฐานขั้นเก้าแล้ว

ถึงแม้จะผ่านมาแล้วเกือบยี่สิบปี แต่สามารถบรรลุระดับสร้างฐานถึงสองขั้น จะทะลวงไปยังระดับรวมแก่นปราณ หากไม่ใช่อัจฉริยะแล้วจะเรียกว่าอะไร?

“แนะนำสักหน่อย นี่คือศิษย์น้องหญิงจากยอดเขาอัสนีสวรรค์เรา และก็เป็นน้องสาวร่วมตระกูลของข้า นามว่าโม่จู๋” โม่ฟู่โฉวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

หานเจวี๋ยประสานมือคารวะ “ข้าน้อยหานเจวี๋ยแห่งยอดเขาหยกวิเวก”

โม่จู๋พยักหน้ารับ พินิจพิเคราะห์หานเจวี๋ยก่อนถามว่า “เหตุใดท่านยังอยู่ระดับสร้างฐานขั้นสาม พี่ชายร่วมตระกูลของข้าบอกว่าท่านอาจจะไปถึงสร้างฐานขั้นหกแล้ว”

หานเจวี๋ยยิ้มตอบ “ฝึกไปทีละขั้นอย่างไรเล่า พวกท่านก็รีบใช้เวลาฝึกฝนเถิด”

เมื่อพูดจบ เขาจึงนั่งลง

แม้ว่าโม่ฟู่โฉวจะสงสัยในตบะของเขา แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรมาก

คนทั้งสองเริ่มนั่งสมาธิอย่างรวดเร็ว

ไม่นานเท่าไร พวกเขาก็แปลกใจเมื่อพบว่าความเร็วในการดูดซับพลังวิญญาณของหานเจวี๋ยนำหน้าพวกเขาไปไกล

‘เขาฝึกฝนวิชายุทธ์ใดกันแน่ ไม่สิ นี่มันคุณสมบัติรากวิญญาณ’

โม่ฟู่โฉวแอบประหลาดใจ

โม่จู๋ก็มองไปทางหานเจวี๋ยอย่างตกตะลึงเช่นกัน

หานเจวี๋ยไม่ได้ใส่ใจปฏิกิริยาของพวกเขา เขาต้องรีบทำเวลา

ทุกนาทีล้วนเป็นหินวิญญาณเลยเชียว!


สามปีต่อมา

โม่ฟู่โฉวและโม่จู๋เตรียมพร้อมจะออกไป

โม่ฟู่โฉวมองไปทางหานเจวี๋ย เดิมทีจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อเห็นหานเจวี๋ยตั้งอกตั้งใจ ก็รู้สึกว่าไม่ควรจะรบกวน

สองพี่น้องออกไปจากสระวิญญาณอัสนี

“พี่ใหญ่ เหตุใดขอบเขตพลังของหานเจวี๋ยผู้นั้นถึงยังไม่เพิ่มขึ้นเสียที” โมจู๋ถามอย่างสงสัย

จากความเร็วที่หานเจวี๋ยดูดซับพลังวิญญาณ น่าจะทะลวงระดับได้ตั้งนานแล้ว

ดวงตาของโม่ฟู่โฉวฉายแววซับซ้อน “คนผู้นี้จะต้องมีวิธีสะกดตบะไว้อย่างแน่นอน ไม่แน่ตบะของเขาอาจจะตามข้าทัน ไปถึงระดับสร้างฐานขั้นเก้าแล้วก็ได้!”

ดวงตาคู่สวยของโม่จู๋เบิกกว้างขึ้น “คราก่อนท่านเคยกล่าวไว้ เมื่อยี่สิบปีก่อน เขาเพิ่งจะถึงหลอมปราณขั้นเก้า…รวดเร็วขนาดนี้…”

โม่ฟู่โฉวสูดหายใจเข้าลึกก่อนกล่าว “คนยอดเขาหยกวิเวกล้วนเป็นผู้บากบั่นฝึกบำเพ็ญ ไม่นึกว่าจะมีอัจฉริยะระดับนี้อยู่ พวกเราไปกันเถอะ เราก็ต้องมุมานะให้ได้เช่นเขา”

โม่จู๋พยักหน้า

ในขณะเดียวกัน

หานเจวี๋ยมองเห็นตัวอักษรปรากฏขึ้นมาสองบรรทัด

[ความประทับใจที่โม่ฟู่โฉวมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

[โม่จู๋เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

หานเจวี๋ยไม่สะทกสะท้านใดๆ

เขาไปถึงระดับสร้างฐานขั้นเก้าแล้ว กำลังจะทะลวงสู่ขอบเขตที่สมบูรณ์

ครึ่งปีต่อมา ในที่สุดหานเจวี๋ยก็ฝึกฝนพลังวิญญาณอัสนีถึงขั้นสมบูรณ์ แม้อยากจะฝึกฝนเพิ่ม แต่ก็ไม่มีทางเพิ่มสูงขึ้นไปได้อีก

เขาลุกขึ้นเตรียมพร้อมจะออกไป

“เจ้าหนุ่ม ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีวิธีสะกดตบะไว้ ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ”

ปีศาจพฤกษากล่าวยิ้มๆ ไม่มีน้ำเสียงเยาะเย้ยเช่นแต่ก่อน

หานเจวี๋ยยักไหล่พลางหัวเราะ

เขาเดินขึ้นไปบนค่ายกลส่งตัว กำลังจะจากไป

“ข้ามีโอกาสวาสนาอยู่หนึ่งอย่าง เจ้าอยากลองหรือไม่” ปีศาจพฤกษาเอ่ยถาม

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วตอบ “ไม่อยาก”

ปีศาจพฤกษาชะงักไป แล้วจึงกล่าว “มีหินวิญญาณจำนวนมาก ยังมีแต้มคุณูปการสำนัก ถึงขั้นอาจจะได้รับอาวุธเวทกับของล้ำค่าตามธรรมชาติ แน่ใจหรือว่าไม่อยากลอง”

“อันตรายหรือไม่”

“อยากได้รับโอกาสดีๆ ก็ต้องเสี่ยงอันตรายเป็นธรรมดา”

“เช่นนั้นก็ช่างเถอะ ข้ากลัวตาย”

“เจ้า…”

ปีศาจพฤกษาโมโหจนกิ่งไม้สั่นไหว

หานเจวี๋ยพูดเร่งเร้า “ผู้อาวุโส รีบปล่อยข้าออกไปเถิด ข้ายังต้องกลับไปปิดด่านฝึกฝนต่อที่ถ้ำ”

ปีศาจพฤกษาแค่นเสียงหยัน ก่อนจะเปิดค่ายกลส่งหานเจวี๋ยออกไป

หานเจวี๋ยเบิกหินวิญญาณหนึ่งปีครึ่งออกมาจากในหอ ส่วนในถุงเก็บสมบัติยังเหลือหินวิญญาณอยู่เกือบสามร้อยก้อน

เขาไม่ได้กลับถ้ำเทวาทันที กลับมุ่งหน้าไปยังหอขึ้นเงิน

หลายปีมานี้ เขาไม่เคยเบิกเงินเดือนของตัวเองเลย น่าจะต้องเบิกออกมาบ้างแล้ว

สำนักหยกพิสุทธิ์จะมอบเงินให้ปีละหนึ่งครั้งในทุกๆ ปี สามารถเก็บสะสมหรือเบิกถอนได้

หอขึ้นเงินเป็นหนึ่งในหอที่คึกคักที่สุดของสำนักหยกพิสุทธิ์ มีลูกศิษย์มากมาย จะต้องต่อแถวรอเบิกเงิน

บุคลิกรัศมีของหานเจวี๋ยดึงดูดสายตาของบรรดาผู้บำเพ็ญหญิงไม่น้อย ผู้บำเพ็ญชายก็สังเกตเห็นเขาเร็วมาก

เมื่อตบะของหานเจวี๋ยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณลักษณะเจ้าเสน่ห์ที่ไม่เป็นสองรองใครก็ยิ่งปรากฏเด่นชัด

ระบบทำได้เพียงซ่อนตบะของเขาไว้ ทว่าไม่อาจซ่อนเสน่ห์เอาไว้ได้

“คนผู้นี้เป็นใครกัน รูปงามนัก ที่แท้สำนักหยกพิสุทธิ์ของพวกเราก็มีบุรุษเช่นนี้อยู่ด้วย”

“ข้าเคยพบเขามาก่อน ดูเหมือนจะเป็นศิษย์ยอดเขาหยกวิเวก”

“จุ๊ๆ ราวกับเดินออกมาจากภาพวาดเลย”

“ศิษย์ยอดเขาหยกวิเวกแต่ละคนรูปโฉมงดงามกันจริงๆ”

“พวกเจ้ามีใครรู้ชื่อเขาบ้าง”

เมื่อเผชิญหน้ากับคำวิพากษ์วิจารณ์รอบๆ หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

หลังจากเบิกเงินเรียบร้อย เขาก็หลบออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้เหล่าผู้บำเพ็ญหญิงที่อยากเข้ามาตีสนิทกับเขารู้สึกเสียดายอย่างยิ่ง

ตอนที่เพิ่งจะออกมาจากหอขึ้นเงิน หานเจวี๋ยบังเอิญพบกับโม่จู๋

“พี่หาน ท่านอยู่ที่นี่เอง พวกเราช่างมีวาสนาต่อกันนัก แค่นี้ก็ยังบังเอิญพบกันได้” โมจู๋เอ่ยอย่างแปลกใจระคนดีใจ ก่อนก้าวตรงเข้ามาคว้าแขนของหานเจวี๋ย

สีหน้าของหานเจวี๋ยแข็งกระด้างขึ้นมาทันที
บทที่ 12
เหล่าผู้บำเพ็ญหญิงที่ออกมาจากหอขึ้นเงินเห็นโม่จู๋กำลังคล้องแขนหานเจวี๋ย ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้

พวกนางโอดครวญอยู่ในใจ

หานเจวี๋ยรีบถอยออกมาหนึ่งก้าว เว้นระยะห่างกับโม่จู๋

โม่จู๋ยิ้มอย่างมีไมตรีจิตพร้อมกล่าว “พี่หาน ข้ามีเรื่องอยากให้ท่านช่วยพอดีเลย”

พล็อตเรื่องรองมาแล้ว!

ปฏิเสธ!

หานเจวี๋ยส่ายศีรษะบอก “ต้องขอโทษด้วย ข้าต้องรีบกลับไปฝึกฝน”

“ฝึกอะไรกัน นี่เป็นวาสนาครั้งใหญ่เชียวนะ ข้าได้ยินมาว่า…” โม่จู๋รีบกล่าว

นางพลันสังเกตเห็นเหล่าผู้บำเพ็ญหญิงทางด้านหลังหานเจวี๋ย รู้สึกว่าไม่สะดวกที่จะคุยกันที่นี่ จึงดึงเขาออกไปจากที่แห่งนี้

“แม่นางโม่ หยุดลากดึงข้าเถอะ”

“ข้าเป็นสตรียังไม่กลัวอะไรเลย ท่านเป็นบุรุษยังกลัวอีกหรือ”

“อาจารย์ไม่อนุญาตให้พวกเรามีความสัมพันธ์แบบชายหญิง”

“เฮอะ พวกเราเพิ่งพบกันเป็นครั้งที่สอง ท่านคิดว่าข้ามีใจให้ท่านอย่างนั้นรึ”

ใบหน้างามแฉล้มของโม่จู๋แดงระเรื่อทันที

นางชำเลืองตามองหานเจวี๋ยเงียบๆ

พี่หานรูปงามจริงๆ นี่เป็นครั้งแรกที่นางพบเจอบุรุษหล่อเหลาเช่นนี้

หากผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียรละก็…

ใบหูของโม่จู๋แดงก่ำ

หานเจวี๋ยสังเกตเห็นสีหน้าท่าทางของนาง ก็รู้สึกว่าท่าไม่ดีแล้ว

อันตรายจริงๆ

เขายังไม่ถึงระดับรวมแก่นปราณเลย ไม่สามารถมีความสัมพันธ์แบบชายหญิงได้

โม่จู๋ผู้นี้แม้หน้าตางดงาม แต่ไม่อาจมีผลอะไรกับจิตใจของเขา

หานเจวี๋ยขยับไปอยู่ข้างๆ ก้าวหนึ่งทันใด เว้นระยะห่างกับนางราวหนึ่งเมตรและเดินเคียงข้างกันไป

ทั้งคู่เดินมายังตรอกเล็กๆ ที่ไร้ผู้คน

“เชิญท่านว่ามาได้ มีเรื่องอันใด” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม

โม่จู๋แลซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีคน จึงกล่าวเสียงเบา “พี่หาน ท่านเคยได้ยินชื่อหลี่เฉียนหลงหรือไม่”

“ไม่เคยได้ยิน”

“อะไรกัน ท่านไม่เคยได้ยินชื่อหลี่เฉียนหลงรึ”

“เข้าประเด็นสิ!”

หานเจวี๋ยว่าอย่างไม่ชอบใจ

ถึงแม้ในชาตินี้เขาจะอายุเกือบห้าสิบปีแล้ว แต่เขาไม่เคยออกไปจากสำนักหยกพิสุทธิ์ ขนาดบุคคลมีชื่อเสียงของสำนักหยกพิสุทธิ์ยังจำได้ไม่หมด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทั้งแดนบำเพ็ญเซียนเลย

“หลี่เฉียนหลงเป็นศิษย์สุดยอดแห่งยุคที่ในร้อยปีจะมีสักครั้งของสำนักหยกพิสุทธิ์ ว่ากันว่าอีกนิดเดียวก็จะสำเร็จระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว ถ้ำเทวาของเขาตั้งอยู่บนเขาสูงใหญ่นอกสำนักหยกพิสุทธิ์ เขาวางผนึกต้องห้ามไว้ในถ้ำเทวาไม่น้อย ก่อนหน้านี้เขาแอบซ่อนเอาไว้ตลอด เมื่อเร็วๆ นี้ข้าได้ข่าวมาว่าถ้ำของเขาปรากฏออกมา แต่ด้านหน้าถ้ำมีสัตว์พาหนะเฝ้าอยู่ สัตว์พาหนะตัวนี้กลัวสายฟ้า และพวกเราล้วนเป็นผู้ฝึกสายอัสนี จะต้องกำราบมันได้แน่!” โม่จู๋ยิ่งกล่าวก็ยิ่งตื่นเต้น

หานเจวี๋ยถามขึ้นว่า “พี่ชายของท่านเล่า”

“เมื่อปีก่อนการประลองใหญ่ของสำนักฝ่ายในเพิ่งจบลง เขาถูกเจ้าสำนักคัดเลือกไปฝึกฝนพิเศษ ข้าเองก็หาเขาไม่พบ”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

จบลงแล้วหรือ?

ซวยแล้ว

ฝึกบำเพ็ญนานเกิน ลืมเรื่องใหญ่ระดับนี้ไปเสียได้ หวังว่าเซียนซีเสวียนจะไม่ตำหนิอะไรเขา

“หากเป็นจริงอย่างที่ท่านพูด เหตุใดสำนักจึงไม่ไปจัดการเรื่องถ้ำเทวานี้ด้วยตัวเอง” หานเจวี๋ยย้อนถาม

โม่จู๋ยักไหล่พูด “สำหรับทางสำนักแล้ว ถ้ำเทวาของเขาไม่นับว่าน่าสนใจอะไร แต่สำหรับผู้บำเพ็ญระดับสร้างฐานเช่นพวกเรา นี่เป็นโอกาสวาสนาอย่างไรเล่า”

หานเจวี๋ยถามอีก “ท่านรู้ข่าวนี้มาได้อย่างไร”

“สหายผู้หนึ่งบอกข้ามา ข่าวนี้ไม่มีในรายนามภารกิจ”

กลลวง!

เขาไม่ไปเด็ดขาด

หานเจวี๋ยรีบร้อนปฏิเสธ “เสี่ยงอันตรายเกินไป ข้าไม่ไป ข้าขอเตือนท่านสักหน่อย อย่าได้ไปเข้าร่วมเลย ไม่เช่นนั้นจะตายอนาถนัก!”

พูดจบ หานเจวี๋ยก็หมุนตัวเดินจากไปทันที

“คนอย่างท่านนี่…”

โม่จู๋โมโหจนกระทืบเท้า

แต่ถึงอย่างไรความประทับใจที่นางมีต่อหานเจวี๋ยก็ไม่ได้ลดลง นางกลับลังเลขึ้นมา

คนมากความสามารถอย่างหานเจวี๋ยยังไม่กล้าไป หรือว่าจะอันตรายอย่างที่ว่าจริงๆ?

……

เมื่อกลับถึงยอดเขาหยกวิเวก หานเจวี๋ยเข้ามาคุกเข่าคารวะที่ตำหนักหยกวิเวก

การประลองของสำนักฝ่ายในเป็นเรื่องใหญ่ หากในยอดเขาหยกวิเวกมีเพียงเขาที่ไม่ได้ไปชมการประลอง นั่นก็ถือว่าเป็นการล่วงเกินครั้งใหญ่

“เข้ามาสิ ข้ามีธุระกับเจ้าพอดี”

เสียงของเซียนซีเสวียนดังมา จากนั้นประตูใหญ่ถึงเปิดออก

เมื่อเข้าไปด้านในตำหนัก หานเจวี๋ยพบว่าไม่ได้มีเพียงเซียนซีเสวียนผู้เดียว ยังมีฉางเยวี่ยเอ๋อร์กับชายชราคนหนึ่งอยู่ด้วย

เดี๋ยวก่อน!

ชายชราคนนี้…

ผู้เฒ่าเถี่ย!

หานเจวี๋ยตกตะลึง กระนั้นก็ยังก้าวไปข้างหน้าต่อ

ครั้นผู้เฒ่าเถี่ยมองเห็นหานเจวี๋ย สีหน้าก็เผยอารมณ์หลากหลาย

‘เจ้าเด็กนี่ก็เป็นศิษย์ยอดเขาหยกวิเวกอย่างนั้นหรือ เป็นไปไม่ได้!’

ผู้เฒ่าเถี่ยตื่นตะลึง ยากที่จะเชื่อได้ลง

“ท่านผู้นี้คือศิษย์คนใหม่ของยอดเขาหยกวิเวก ต่อไปนี้จะเป็นศิษย์น้องของเจ้า เจ้าเรียกเขาว่าศิษย์น้องเถี่ยก็ได้” เซียนซีเสวียนกล่าวขึ้น

หานเจวี๋ยพยักหน้า มองไปยังท่านผู้เฒ่าเถี่ยก่อนเอ่ย “ศิษย์น้องเถี่ย อีกหน่อยพบเจอปัญหาอะไร ก็มาหาข้าได้เสมอ”

ผู้เฒ่าเถี่ยกัดฟันพูด “หานเจวี๋ย ไม่นึกว่าเจ้าจะเป็นศิษย์สำนักฝ่ายในแล้ว!”

เขาตกใจเมื่อพบว่าตนเองมองตบะของหานเจวี๋ยไม่ออก

ในเวลาสั้นๆ ยี่สิบปีมานี้ หานเจวี๋ยไต่จากมนุษย์ธรรมดา จนตบะเหนือเขาไปไกลอย่างนั้นหรือ?

เซียนซีเสวียนไม่ได้สงสัยที่พวกเขาทั้งสองรู้จักกัน กลับถามขึ้นว่า “เหตุใดตบะของเจ้ายังอยู่ระดับสร้างฐานขั้นสาม”

ระดับสร้างฐานขั้นสาม!

ผู้เฒ่าเถี่ยยิ่งตกตะลึงเข้าไปอีก เขาใช้เวลาฝึกฝนอย่างยากลำบากจึงจะบรรลุระดับสร้างฐาน ส่วนหานเจวี๋ยไปถึงระดับสร้างฐานขั้นสามแล้ว?

หานเจวี๋ยกลัวว่าผู้เฒ่าเถี่ยจะแอบเล่นลูกไม้อะไร จำต้องเพิ่มฐานะของตัวเองในใจเซียนซีเสวียน จึงไม่ปิดบังตบะอีกต่อไป “ท่านอาจารย์ ศิษย์ถึงระดับสร้างฐานขั้นเก้าแล้ว แต่แค่อยากอยู่อย่างเงียบๆ จึงเก็บซ่อนตบะเอาไว้”

หลังจากคำกล่าวนั้น ผู้เฒ่าเถี่ยกับฉางเยวี่ยเอ๋อร์เบิกตากว้าง

“ศิษย์น้อง! เหตุใดเจ้าถึงทะลวงระดับรวดเร็วเช่นนี้” ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ถามอย่างตกใจ

พูดได้ว่านางเห็นหานเจวี๋ยทะยานจากระดับหลอมปราณขั้นเก้าไปถึงสร้างฐานขั้นเก้า

นี่มันจะเกินจริงเกินไปแล้ว!

หานเจวี๋ยกล่าวว่า “ข้าฝึกบำเพ็ญอยู่ที่สระวิญญาณอัสนีตลอด ไม่กล้าชักช้าลีลา ทำให้ก้าวหน้าเร็วเช่นนี้”

เซียนซีเสวียนยกยิ้มอย่างพอใจ “หากทุกคนในยอดเขาหยกวิเวกพากเพียรฝึกฝนเช่นเจ้า ยอดเขาหยกวิเวกต้องกลายเป็นยอดเขาที่แกร่งที่สุดของสำนักหยกพิสุทธิ์แน่”

[ท่านฝึกฝนอย่างเงียบๆ ได้รับการยอมรับจากเซียนซีเสวียนสำเร็จ ได้รางวัลเป็นเคล็ดวิชาท่าร่างหนึ่งวิชา]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับเคล็ดวิชาย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้น]

หานเจวี๋ยแอบประหลาดใจ รีบกล่าวตอบ “คำกล่าวของท่านอาจารย์ศิษย์รับไว้ไม่ไหวจริงๆ ศิษย์เพียงชอบการฝึกฝนก็เท่านั้น”

ผู้เฒ่าเถี่ยพยายามสงบจิตใจ

เขารู้ชัดแล้วว่าตนเองไม่สามารถกดขี่หานเจวี๋ยได้อีกต่อไป

เรื่องในอดีตควรลืมไปจะดีที่สุด หากบอกเซียนซีเสวียนไป ไม่แน่ว่าอาจจะทำให้เซียนซีเสวียนไม่พอใจก็เป็นได้

เขากระวนกระวายใจขึ้นมาทันใด

ด้วยตบะของหานเจวี๋ย อีกฝ่ายฆ่าเขาได้ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือ

ไม่ได้!

ต้องกำจัดความแค้นนี้ทิ้งไปเสีย!

“ในเมื่อเจ้าชอบการฝึกฝนนัก อาจารย์จะมอบภารกิจให้เจ้า ให้ไปอารักขาแดนหมื่นปีศาจของสำนักหยกพิสุทธิ์” เซียนซีเสวียนพลันยิ้มกล่าว รอยยิ้มเต็มไปด้วยความนัยลึกซึ้ง

แดนหมื่นปีศาจ…

ฟังดูแล้วยอดเยี่ยมนัก แต่ก็อันตรายมากเช่นกัน!

ลึกๆ หานเจวี๋ยอยากปฏิเสธ แต่ก็ยังถามขึ้นอย่างระมัดระวัง “ท่านอาจารย์ แดนหมื่นปีศาจคือสถานที่เช่นใดขอรับ”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์บอกอย่างตื่นเต้น “เป็นสถานที่ดูแลสัตว์เลี้ยงปีศาจของสำนักหยกพิสุทธิ์น่ะสิ ท่านอาจารย์ ข้าก็อยากไปด้วย ให้ข้าไปกับศิษย์น้องหานเถิด เขาจะได้ไม่ถูกใครรังแก!”

เซียนซีเซวียนเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ทำให้นางไม่กล้าเอ่ยอะไรมากอีก

“ทุกยอดเขาจะส่งศิษย์หนึ่งคนไปอารักขาแดนหมื่นปีศาจ แดนหมื่นปีศาจเลี้ยงสัตว์ปีศาจไว้มากมายหลายชนิด พลังวิญญาณธาตุต่างๆ จึงหนาแน่นมาก เหมาะให้เจ้าฝึกบำเพ็ญ แต่ว่าก็มีอันตรายอยู่ระดับหนึ่ง มักจะมีสัตว์ปีศาจออกอาละวาด อย่างเช่นมาสังหารเหล่าศิษย์อย่างโหดเหี้ยม” เซียนซีเสวียนอธิบายให้หานเจวี๋ยฟัง

หานเจวี๋ยฟังแล้วไม่เห็นช่องทางให้ปฏิเสธแม้แต่น้อย…แต่หากฝึกฝนได้ก็เป็นเรื่องดี

สู้กับสัตว์ปีศาจดีกว่าสู้กับคน

‘ไม่ใช่ว่าเป็นยามเฝ้าสวนสัตว์หรอกหรือ ข้าไป!’

“เช่นนั้นศิษย์จะรับภารกิจที่อาจารย์มอบให้” หานเจวี๋ยกล่าวพลางประสานมือคารวะ

เซียนซีเสวียนพยักหน้าเอ่ย “เจ้าไปเก็บข้าวเก็บของ จากนั้นตรงไปที่หอสัตว์เลี้ยงปีศาจ จะมีคนพาเจ้าไปยังแดนหมื่นปีศาจ คนก่อนหน้าเจ้าคือศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าเอง ตอนนี้เขาถูกเจ้าสำนักรับตัวไปแล้ว จึงได้แต่ให้เจ้าไปแทน หากภารกิจราบรื่น อาจารย์จะตบรางวัลให้เจ้า นอกจากนี้ หากเฝ้าอารักขาแดนหมื่นปีศาจถึงหนึ่งปี จะได้รับหินวิญญาณชั้นสูงสิบก้อน ไม่มีขีดจำกัด นี่เป็นภารกิจสำนักแบบต่อเนื่อง ก่อนไปเจ้าก็ไปรับภารกิจมาก่อนได้”
บทที่ 13
ก่อนกลับมาที่ถ้ำเทวา หานเจวี๋ยกดรับสืบทอดวิชาย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้น

เขาต้องเสริมศักยภาพของตนเองให้แกร่งก่อน เผื่อเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้น

[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบัติท่าร่างระดับสูงสุด]

อาศัยดวงชะตาแต่กำเนิดนี้ หานเจวี๋ยสำเร็จวิชาย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้นโดยสมบูรณ์ในหนึ่งชั่วยาม

วิชาท่าเท้านี้มีทั้งหมดเจ็ดขั้น ในทุกการฝึกแต่ละขั้นจะสามารถแยกเงาได้หนึ่งร่าง เสี้ยวเงาเจ็ดชั้นทำให้ศัตรูสับสน และทำให้ศัตรูแยกร่างจริงไม่ออก อีกทั้งวิชาท่าเท้านี้ยังเพิ่มความเร็วในการหลบหนีได้ด้วย

หลังจากเรียนรู้สำเร็จ หานเจวี๋ยกลับไปเก็บของที่ถ้ำเทวา จากนั้นไปยังเมืองของสำนักฝ่ายใน

เขาไปหอภารกิจเพื่อรับภารกิจก่อน แล้วจึงค่อยไปที่หอสัตว์เลี้ยงปีศาจ


ภายในตำหนักหยกวิเวก

เซียนซีเสวียนจ้องมองผู้เฒ่าเถี่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย พลางเปิดปากเอ่ยช้าๆ “เรื่องในอดีตระหว่างเจ้าและหานเจวี๋ย ข้าไม่อยากถือสาเอาความ จากวันนี้เป็นต้นไปพวกเจ้าเป็นศิษย์พี่ศิษย์น้อง เจ้าจะต้องเคารพเขา นับถือเขา จากที่ข้ารู้จักหานเจวี๋ยมา เขาจะไม่คิดบัญชีกับเจ้าเช่นกัน เจ้าสบายใจได้”

ผู้เฒ่าเถี่ยคุกเข่าอยู่ในตำหนัก ถอนหายใจโล่งอกแล้วพยักหน้าช้าๆ

“ต่อไปหานเจวี๋ยจะเป็นศิษย์สืบทอดของยอดเขาหยกวิเวก สร้างสัมพันธ์อันดีกับเขาไว้เสีย มีแต่จะเป็นผลดีต่อเจ้า หากไม่ได้มีความอาฆาตแค้นถึงตาย ให้อภัยได้ก็ให้อภัยไปเถิด”

คำพูดของเซียนซีเสวียนทำให้ผู้เฒ่าเถี่ยตกตะลึง

ศิษย์สืบทอด!

เซียนซีเสวียนให้ความสำคัญกับหานเจวี๋ยถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

แต่เมื่อนึกถึงความเร็วในการทะลวงระดับของหานเจวี๋ย เขาก็นิ่งเงียบ

เจ้าเด็กนั่นเหมาะสมอย่างแท้จริง!


เมื่อเดินออกจากค่ายกลส่งตัว หานเจวี๋ยก็มาถึงแดนหมื่นปีศาจ

ท้องฟ้าของแดนหมื่นปีศาจปกคลุมด้วยเมฆครึ้มหนาแน่น ราวกับว่าฝนพร้อมเทกระหน่ำลงมาทุกเมื่อ

หานเจวี๋ยหยิบกระบี่บินออกมา เริ่มใช้วิชาขี่กระบี่ออกเดินทาง

ตามที่ศิษย์หอสัตว์เลี้ยงปีศาจผู้นั้นมอบหมายมา เขาต้องหาหอของยอดเขาหยกวิเวกเสียก่อน นั่นจะเป็นสถานที่ที่เขาควบคุมดูแล หอหลังนี้มีกลไกต้องห้าม ปกติพวกสัตว์ปีศาจไม่กล้าเข้าใกล้

แน่นอน เขาไม่สามารถอยู่แต่ในหอได้ตลอด หากพบเจอสัตว์ปีศาจออกอาละวาด เขาต้องลงมือจัดการ เพื่อลดความเสียหายของสำนักหยกพิสุทธิ์

สัตว์เลี้ยงปีศาจทุกตัวในแดนหมื่นปีศาจ สำนักหยกพิสุทธิ์ใช้เงินมหาศาลซื้อมาทั้งสิ้น การเลี้ยงดูพวกมันก็ต้องใช้ทรัพยากรหมดไปจำนวนมาก

หอหลังนั้นอยู่ไม่ไกลจากค่ายกลส่งตัว ไม่นานหานเจวี๋ยก็หาพบ

ตัวหอมีสองชั้น ไม่ใหญ่สักเท่าไร ข้างในโล่งกว้าง ว่างเปล่าไร้ผู้คน

หลังจากหานเจวี๋ยทำความคุ้นเคยกับกลไกต้องห้ามแล้วก็เริ่มนั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญ

การฝึกฝนที่แสนน่าเบื่อและยาวนานเริ่มขึ้นอีกครั้ง!

หานเจวี๋ยมีอายุห้าสิบปีแล้ว

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 50/196]

[เผ่าพันธุ์: มนุษย์]

[ตบะ: ระดับสร้างฐานขั้นเก้า]

[วิชายุทธ์: วิชาวัฏจักรหกวิถี (สืบทอดได้) ]

[วิชาเวท: ดรรชนีกระบี่เทพ ย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้น]

[พลังวิเศษ: ไม่ปรากฏ]

[อาวุธเวท: ไม่ปรากฏ]

[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ร่างวิญญาณหกสาย ประกอบด้วยรากวิญญาณวายุ รากวิญญาณอัคคี รากวิญญาณวารี รากวิญญาณพสุธา รากวิญญาณพฤกษา และรากวิญญาณอัสนีระดับสูงสุด เสริมดวงชะตาขึ้นอีกระดับ]

[ดวงชะตาแต่กำเนิดมีดังนี้]

[ไม่เป็นสองรองใคร: รูปโฉมหล่อเหลา เจ้าเสน่ห์ระดับสูงสุด]

[ชะตาเซียนกระบี่: คุณสมบัติมรรคกระบี่ระดับสูงสุด ความเข้าใจมรรคกระบี่ระดับสูงสุด]

[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบัติท่าร่างระดับสูงสุด]

[ทายาทจักรพรรดิเซียน: ได้รับวิชายุทธ์บำเพ็ญเซียนระดับสูงและหินวิญญาณชั้นสูงหนึ่งพันก้อน]

[ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์]


เขาฝึกฝนรากวิญญาณวายุถึงระดับสร้างฐานขั้นหก นอกจากรากวิญญาณอัสนีแล้ว รากวิญญาณสายอื่นๆ ยังคงอยู่ระดับสร้างฐานขั้นห้า

หานเจวี๋ยไม่มีอะไรทำ จึงกดเปิดค่าความสัมพันธ์ขึ้นมาดู

คาดไม่ถึงว่าสิงหงเสวียนจะทะลวงถึงระดับหลอมปราณขั้นเก้าแล้ว

น่าสนใจอยู่บ้าง

ผู้เฒ่าเถี่ยยังอยู่ระดับสร้างฐานขั้นแรก

หานเจวี๋ยกดเปิดดูจดหมาย

[โม่จู๋สหายของท่านถูกผู้บำเพ็ญสายมารจู่โจม เกือบจะได้รับบาดเจ็บสาหัส]

[โม่จู๋สหายของท่านถูกศิษย์สำนักหยกพิสุทธิ์จู่โจม ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ตกลงจากหน้าผาสูงชัน]

หานเจวี๋ยพูดไม่ออก

เป็นไปตามคาด ถ้ำเทวานั้นมีกลลวง โชคดีที่เขาไม่ได้ไป

โม่จู๋ผู้นั้นน่าเวทนายิ่งนัก หานเจวี๋ยทำได้เพียงภาวนาให้นางอย่างเงียบๆ

“โฮก…”

จู่ๆ ด้านนอกหอก็มีเสียงคำรามดังเข้ามา หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว รีบผุดลุกขึ้นยืน

เมื่อออกไปนอกประตูใหญ่ เขาเห็นแมวขาวตัวหนึ่งยืนอยู่บนกิ่งไม้

แมวขาวตัวนี้รูปร่างผอมเพรียว แต่มีลายคล้ายกับเสือขาว ดวงตาสีม่วงยิ่งมีเสน่ห์ร้ายกาจ

หานเจวี๋ยไม่รู้สึกถึงอันตราย จึงไม่ได้สนใจเจ้าแมวขาวตัวนี้อีก

ในเวลานี้เอง!

จู่ๆ แมวขาวก็กระโจนมาทางหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยใช้วิชาย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้นหลบหลีกตามสัญชาตญาณ

แมวขาวชนเข้ากับกำแพงของหออย่างจัง มันถีบขาทั้งสี่ แล้วหมุนตัวมากระโจนใส่หานเจวี๋ยต่อ

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว กลไกต้องห้ามกลับไม่ทำงาน?

เขากระโดดออกไปอย่างรวดเร็ว และมายังพื้นที่โล่ง

แมวขาวกระโดดเข้าหาอีกครั้ง ความเร็วมากกว่าเดิมหลายเท่า ราวกับสายฟ้าแลบ

“ว่องไวมาก!”

หานเจวี๋ยใช้วิชาย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้น แยกออกเป็นเจ็ดร่างเงาแล้วล้อมแมวขาวไว้ หานเจวี๋ยทั้งเจ็ดคนยกมือขึ้นพร้อมกัน ก่อนส่งดรรชนีกระบี่เทพออกไป

แมวขาวหันซ้ายมองขวา ตั้งตัวป้องกันไม่ทัน จึงถูกปราณกระบี่ของจริงโจมตีเข้าใส่

เลือดสดสาดกระเซ็น มันส่งเสียงร้องครวญคราง

มันหลบหนีอย่างรวดเร็ว กระโดดเข้าไปในป่าแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

หานเจวี๋ยลดมือลง จากนั้นจึงกลับเข้าไปในหอ

เขาถอนหายใจออกมายาวๆ พลางปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก

โชคดีที่เขาเรียนรู้วิชาย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้นไว้ล่วงหน้า ดูจากความว่องไวของแมวขาวแล้ว ตัวเขาก่อนหน้านี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันจริงๆ

‘แมวขาวตัวนั้นมาจากที่ไหน รวดเร็วว่องไวขนาดนี้ โชคดีที่มันไม่มีท่าโจมตีอื่น’

หานเจวี๋ยคิดในใจเงียบๆ

ดูเหมือนว่าต่อจากนี้ต้องระวังตัวมากขึ้นแล้ว

เมื่อคิดได้ดังนั้น หานเจวี๋ยก็ฝึกฝนต่อ

……

ภายในตำหนักหลังหนึ่ง

ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาจากทั้งสิบแปดยอดเขามารวมตัวกันที่นี่

“เจ้าสำนักไม่อยู่ ระยะนี้สัตว์ปีศาจในแดนหมื่นปีศาจออกอาละวาด พวกเราต้องเร่งตรวจสอบ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวขึ้น

เขาเป็นผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาของยอดเขาอัสนีสวรรค์ นามว่าเซียนเฒ่าเต้าเหลย

“เรื่องนี้มีเงื่อนงำมาก ข้ารู้สึกว่าต้องเกี่ยวข้องกับลัทธิมารฟ้ามืด”

“ไม่ผิดแน่ บริเวณใกล้ๆ ถ้ำเทวาของหลี่เฉียนหลงมีผู้บำเพ็ญสายมารของลัทธิมารฟ้ามืดปรากฏกาย ข้าสงสัยว่าในหมู่พวกเราคนระดับสูงจะมีหนอนบ่อนไส้ พอเจ้าสำนักออกไป พวกมันก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง”

“หรือว่าลัทธิมารฟ้ามืดคิดจะใช้ประโยชน์จากสัตว์ปีศาจที่แดนหมื่นปีศาจ?”

“มีความเป็นไปได้อย่างยิ่ง หลังผ่านการบ่มเพาะดูแลสองร้อยปีจากสำนักหยกพิสุทธิ์ แดนหมื่นปีศาจก็มีพละกำลังที่ไม่อาจดูแคลนได้แล้ว”

“พวกเราส่งศิษย์เข้าไปที่แดนหมื่นปีศาจเพิ่มอีกหน่อยเถิด”

เหล่าผู้อาวุโสต่างแย่งกันแสดงความคิดเห็น

เซียนซีเสวียนนั่งนิ่งเงียบ ไม่ได้กล่าวแทรกขึ้นมา

หลังจากปรึกษาหารือกันสักครู่ สุดท้าย แต่ละยอดเขาเห็นพ้องต้องกันให้ส่งศิษย์เข้าไปที่แดนหมื่นปีศาจเพิ่มอีกสองคน

ผู้อาวุโสต่างแยกย้ายกันจากไป ในขณะที่เซียนซีเสวียนเตรียมตัวจะกลับ เซียนเฒ่าเต้าเหลยก็พลันเรียกนางเอาไว้

รอจนในตำหนักเหลือเพียงพวกเขาสองคน เซียนเฒ่าเต้าเหลยถึงถามว่า “ศิษย์น้องหญิง เหตุใดเมื่อครู่เจ้าไม่กล่าวอะไรเลย”

เซียนซีเสวียนตอบอย่างสงบ “เรื่องพวกนี้ให้พวกท่านตัดสินใจก็พอแล้ว”

เซียนเฒ่าเต้าเหลยหรี่ตาลงพลางเอ่ยถาม “เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าเจ้าสำนักพาศิษย์แกนหลักทั้งสิบแปดคนนั้นไปที่ใด”

เซียนซีเสวียนไม่ได้กล่าวตอบ

“ถ้าหากมีหนอนบ่อนไส้ภายในเหล่าผู้อาวุโสจริงละก็ เช่นนั้นคนที่ข้าเชื่อถือได้ก็มีเพียงเจ้าศิษย์น้องหญิง เราต้องร่วมมือกัน” เซียนเฒ่าเต้าเหลยพูดอย่างจริงจัง

เซียนซีเสวียนตอบว่า “นั่นเป็นเรื่องแน่นอนอยู่แล้ว อย่างไรข้ากับท่านก็เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกัน”

เซียนเฒ่าเต้าเหลยแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ


แดนหมื่นปีศาจ

นับตั้งแต่แมวขาวหนีไปก็เป็นเวลาสองปีแล้ว พลังวิญญาณทั้งห้าสายของหานเจวี๋ยบรรลุถึงระดับสร้างฐานขั้นหก

ฝึกฝนช้าๆ แต่มั่นคง!

ระยะห่างจากระดับรวมแก่นปราณ นับว่าเขามาได้ครึ่งทางแล้ว

“สหายน้อย นี่เจ้าใช้แดนหมื่นปีศาจเป็นสถานที่ฝึกบำเพ็ญหรือ”

เสียงหยอกล้อลอยเข้ามา หานเจวี๋ยลืมตามองไป พบว่าตรงทางเข้าไม่รู้มีชายชราท่านหนึ่งปรากฏตัวตั้งแต่เมื่อไร

ชายชราท่านนี้สวมชุดผ้าทำอย่างหยาบ ในมือเขย่าน้ำเต้าสุราไปมา จมูกแดงก่ำเพราะฤทธิ์เหล้า

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วเอ่ยถาม “ท่านคือผู้ใดกัน”

เขาไม่รู้สึกว่าอีกฝ่ายเข้ามาใกล้เลยสักนิดเดียว

อันตรายเกินไปแล้ว!
บทที่ 14
“ข้าก็เหมือนกับเจ้า เป็นศิษย์ของสำนักหยกพิสุทธิ์ มาอารักขาที่แดนหมื่นปีศาจ”

ชายชราจมูกแดงยิ้มกล่าว เขาพินิจพิเคราะห์หานเจวี๋ย พลางทำเสียงจุ๊ๆ ด้วยความประหลาดใจ

“ระดับสร้างฐานขั้นสาม แต่ความเร็วการฝึกลมหายใจของเจ้าไม่ใช่ระดับสร้างฐานขั้นสามแน่นอน เดาว่าเจ้าบรรลุไปถึงระดับสร้างฐานขั้นเก้าแล้วกระมัง”

หานเจวี๋ยอดไม่ได้ที่จะระวังตัว

ไม่นึกว่าจะถูกมองทะลุปรุโปร่ง

ผู้ที่มองตบะของเขาออกเช่นนี้ เขาเพิ่งจะเคยพบเป็นครั้งแรก

หรือว่าคนผู้นี้มีตบะระดับเดียวกับเซียนซีเสวียน?

“เจ้าไม่ต้องกังวลไป เจ้าสมัครใจมาเอง หรือว่าอาจารย์ของเจ้าส่งเจ้ามา?” ชายชราจมูกแดงเอ่ยถาม

จากความเร็วในการฝึกฝนของหานเจวี๋ย ดูไม่เหมือนกับเขาเสนอตัวมาเอง

หานเจวี๋ยตอบว่า “อาจารย์ของข้าเซียนซีเสวียนส่งข้ามา”

‘ข้ามีคนหนุนหลัง อย่าได้คิดร้ายกับข้าเชียว!’

[หลี่ชิงจื่อเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

ตัวอักษรหนึ่งบรรทัดลอยขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย

เขารีบกดเปิดหน้าต่างค่าสถานะ ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์

[หลี่ชิงจื่อ: ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นแปด เจ้าสำนักหยกพิสุทธิ์ รักใคร่ชื่นชมเซียนซีเสวียน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

เจ้าสำนักหยกพิสุทธิ์!

นั่นไม่ใช่ประมุขของสำนักหรอกหรือ?

หานเจวี๋ยตะลึงงัน

ท่านผู้นี้ยังชอบพออาจารย์ของเขาอีกด้วย?

เมื่อนึกถึงภาพหลี่ชิงจื่อกับเซียนซีเสวียนอยู่ด้วยกัน เขาก็รู้สึกคลื่นไส้แล้ว

หลี่ชิงจื่อไม่คู่ควร!

“อาจารย์เจ้ามอบหมายภารกิจให้เจ้าอย่างนั้นหรือ” หลี่ชิงจื่อถาม

หานเจวี๋ยกล่าวตอบ “หากว่ามี ข้าจะบอกท่านได้ที่ไหนกัน”

หลี่ชิงจื่อยิ้มตาหยีเอ่ย “อ้อ? เป็นภารกิจที่บอกผู้อื่นไม่ได้ด้วย?”

หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ

หลี่ชิงจื่อบิดขี้เกียจพลางยิ้มกล่าว “เช่นนั้นเจ้ามากับข้าเถอะ เจ้าก่อเรื่องเข้าแล้ว เห็นแก่หน้าอาจารย์ของเจ้า ข้าจะช่วยเจ้าแก้ปัญหาเอง”

หานเจวี๋ยสงสัย แต่ก็ลุกขึ้นตามไป

เป็นถึงเจ้าสำนักหยกพิสุทธิ์ หลี่ชิงจื่อคงไม่ทำร้ายเขา

ทั้งสองคนเดินเข้าไปในป่า

“รู้หรือไม่เหตุใดข้าถึงมาที่นี่” หลี่ชิงจื่อไพล่สองมือไว้ด้านหลังพลางถามยิ้มๆ

หานเจวี๋ยส่ายหน้า

อาจจะเพราะประจบเอาใจ แต่เขาพูดออกไปไม่ได้ เจ้าสำนักเป็นผู้ที่ต้องไว้หน้าเช่นกัน

“สัตว์ปีศาจที่อยู่ใกล้เจ้านับวันยิ่งเพิ่มขึ้น มีแนวโน้มว่าจะอาละวาด ที่สำคัญคือตอนนี้สัตว์ปีศาจเหล่านี้สงบนัก ราวกับว่ากำลังซุ่มซ่อน หากสามารถสั่งสัตว์ปีศาจได้มากมายเช่นนี้ จะต้องเป็นราชาปีศาจแน่นอน เดาว่าเจ้าไปยั่วยุมังกรขาวใจพยัคฆ์เข้า พ่อของเจ้านั่นเป็นราชาปีศาจที่มีชื่อเสียงเลื่องลือ มันมีสายเลือดของราชาปีศาจโดยกำเนิด มันรวบรวมสัตว์ปีศาจจำนวนมากเช่นนี้ ก็มีแต่เพื่อจัดการกับเจ้า”

เมื่อฟังหลี่ชิงจื่อพูดจบ หานเจวี๋ยอดนึกถึงแมวขาวเมื่อสองปีก่อนขึ้นมาไม่ได้

หรือว่านั่นคือมังกรขาวใจพยัคฆ์?

หานเจวี๋ยเล่าสิ่งที่เขาเจอมาก่อนหน้านี้ให้ฟัง

“ท่าร่างของเจ้าว่องไวกว่ามังกรขาวใจพยัคฆ์อย่างนั้นหรือ” หลี่ชิงจื่อถามอย่างแปลกใจ

หรือว่าเจ้าเด็กนี่ได้รับการถ่ายทอดวิชามาจากศิษย์น้องหญิง?

เมื่อคิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเซียนซีเสวียน หลี่ชิงจื่ออดไม่ได้ที่จะพยักหน้า

[ความประทับใจที่หลี่ชิงจื่อมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1.5 ดาว]

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว กล่าวขึ้นว่า “ข้าสำเร็จท่าร่างวิชาหนึ่ง จะว่องไวกว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดา”

เขาพลันปรับสมดุลภายในจิตใจ

ดูเหมือนไม่ใช่ว่าเขาอ่อนด้อย แต่เป็นมังกรขาวใจพยัคฆ์ที่ว่องไวจริง หากเปลี่ยนเป็นศิษย์คนอื่น คาดว่าคงตามไม่ทัน!

ภายใต้การนำของหลี่ชิงจื่อ หานเจวี๋ยมาถึงริมหน้าผาแห่งหนึ่ง เขาก้มหน้ามองลงไป เห็นแต่ร่างของสัตว์ปีศาจอยู่ทั่วทุกหัวระแหงเบื้องล่าง

สัตว์ปีศาจแต่ละตัวหน้าตาน่ากลัว ตัวสูงใหญ่ดั่งเนินเขา ตัวที่เล็กก็เหมือนปีศาจแมลงนานาชนิด และยังมีขนาดเท่ากับอ่างล้างหน้าอีก

นี่เป็นครั้งแรกที่หานเจวี๋ยได้เห็นภาพเช่นนี้ ใบหน้าจึงซีดเซียว

เขานับดูคร่าวๆ อย่างน้อยก็มีสัตว์ปีศาจนับพันเลยทีเดียว

หากว่าทั้งหมดนี้ม้วนกวาดมาที่หอของเขา แน่นอนว่าเหยียบแบนได้สบายๆ ส่วนเขาทำได้แค่หนีไป

สายตาของเขาหยุดอยู่บนหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่ง แมวขาวตัวนั้นเมื่อสองปีก่อนนอนหลับสบายอยู่ด้านบน

หานเจวี๋ยไร้ซึ่งคำพูด

เขาจะโชคดีเกินไปแล้วกระมัง มาเจอราชาปีศาจน้อยเข้าพอดี

“ผู้อาวุโส ท่านบอกว่าจะช่วยข้าแก้ปัญหา หมายถึงจะสังหารมันหรือ” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม

หลี่ชิงจื่อเหลือบมองเขา กล่าวว่า “มังกรขาวใจพยัคฆ์ตัวนี้มีศักยภาพสูงนัก หากสังหารไป ทางสำนักจะไม่เอาเรื่องข้าหรอกหรือ?”

หานเจวี๋ยกลัดกลุ้มใจ “เช่นนั้นจะแก้ไขอย่างไร”

“เจ้าก็ไปกำราบมันเสีย!”

หลี่ชิงจื่อยิ้มกล่าวพลางลูบหนวด

หานเจวี๋ยได้ยินดังนั้น ก็หันหลังจะกลับทันที

สัตว์ปีศาจมากมายเช่นนี้ ให้เขาเอาหัวไปสยบมันหรือไร?

“เจ้าเด็กนี่ นั่นเจ้าจะไปไหน!”

หลี่ชิงจื่อรีบกดไหล่ของเขาไว้ กล่าวขึ้นอย่างไม่สบอารมณ์

เหตุใดศิษย์น้องหญิงจึงรับลูกศิษย์เช่นนี้มากัน!

“ข้าจะใช้ค่ายกลขังพวกมันไว้ที่นี่ อย่างมากสุดก็ห้าปี ภายในห้าปีหากเจ้าทำให้มังกรขาวใจพยัคฆ์ยอมศิโรราบได้ ข้าจะให้สุดยอดวิชาเป็นรางวัลแก่เจ้า” หลี่ชิงจื่อพูดอย่างจริงจัง

[ท่านได้รับภารกิจของหลี่ชิงจื่อเจ้าสำนักหยกพิสุทธิ์ ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง รับภารกิจ ทำทุกวิถีทางเพื่อกำราบมังกรขาวใจพยัคฆ์ จะได้รับรางวัลสุดยอดวิชาของหลี่ชิงจื่อ ระดับความเกลียดชังของราชาปีศาจ และความสนใจจากลัทธิมารฟ้ามืด]

[สอง ปฏิเสธภารกิจ กลับไปฝึกบำเพ็ญต่อ จะได้รับเคล็ดวิชากระบี่หนึ่งวิชา ระดับความประทับใจของหลี่ชิงจื่อลดลง]

อืม?

ความเกลียดชังของราชาปีศาจ?

ความสนใจจากลัทธิมารฟ้ามืด?

หานเจวี๋ยแทบจะกระเจิง

เขารีบรวบรวมคำพูดกล่าวขึ้น “ผู้อาวุโส ช่างเถิด ท่านไปหาคนอื่นแล้วกัน ข้ากลัวจริงๆ ข้าอยากฝึกฝนอย่างสงบเท่านั้นเอง”

หลี่ชิงจื่อชะงักงัน

เขาขมวดคิ้วบอก “ข้าถ่ายทอดวิชายุทธ์ขั้นสุดยอดของสำนักหยกพิสุทธิ์ให้เจ้าได้นะ เคล็ดหยกพิสุทธิ์!”

‘เทียบกับวิชาวัฏจักรหกวิถีของข้าได้หรือ’

หานเจวี๋ยยังคงส่ายหน้า

[ความประทับใจที่หลี่ชิงจื่อมีต่อท่านลดลง ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 0.5 ดาว]

หลี่ชิงจื่อแค่นเสียงเอ่ย “เช่นนั้นเจ้าก็ไสหัวไปเสีย!”

หานเจวี๋ยคารวะ ก่อนเดินหนีไปอย่างรวดเร็ว

หลี่ชิงจื่อถอนหายใจ “หรือว่าคนที่ศิษย์น้องหญิงส่งมาไม่ใช่เขา?”

……

เมื่อกลับมาถึงในหอ

หานเจวี๋ยกดเลือกตัวเลือกที่สอง

[ท่านปฏิเสธภารกิจของหลี่ชิงจื่อ ได้รับเคล็ดวิชากระบี่หนึ่งวิชา]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับวิชากระบี่ไร้เทียมทาน–สามกระบี่แยกเงา]

วิชากระบี่ไร้เทียมทาน?

หานเจวี๋ยตกใจระคนยินดี ในที่สุดก็มาแล้ว!

แม้ว่าดรรชนีกระบี่เทพจะไม่เลว แต่ขอบเขตการสังหารมีขีดจำกัด ปราณกระบี่ที่พุ่งออกมายิ่งเหมือนลูกกระสุน หากพบสัตว์ปีศาจบุกเข้ามาพร้อมกันจำนวนมาก ก็ต้านทานได้ยากนัก

เขาไม่ได้กดสืบทอดวิชาทันที แต่กลับรอคอย

หลังจากนั้นครึ่งชั่วยาม เขาจึงจะเริ่มสืบทอดวิชากระบี่นี้

ครั้นหานเจวี๋ยรับสืบทอดวิชาสามกระบี่แยกเงา กายเนื้อของเขาก็เริ่มดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดิน

ผ่านไปไม่นาน ลมแรงเริ่มก่อตัว หมุนวนอยู่รอบๆ หอ

ต้นไม้รอบด้านสั่นไหวตามแรงลม ราวกับว่าพายุฝนจะเทกระหน่ำลงมาในไม่ช้า

ปรากฏการณ์เช่นนี้ดำเนินไปร่วมครึ่งชั่วยาม

เขาสืบทอดวิชาสำเร็จ

คุณสมบัติมรรคกระบี่และความสามารถในการเข้าใจมรรคกระบี่ระดับสูงสุด ทำให้การสืบทอดวิชาของหานเจวี๋ยไม่พบปัญหาแม้แต่นิด

หานเจวี๋ยที่อยู่ในห้องพลันลืมตาขึ้นมา ในดวงตาเผยประกายเย็นเยือก เขายกมือทำท่านิ้วร่ายวิชา กระตุ้นพลังวิญญาณในร่าง ก่อนแสดงวิชาสามกระบี่แยกเงา

เห็นเพียงเงากระบี่สามเล่มลอยออกมาด้านหลังเขา แต่ละสีแปลกประหลาด

เงากระบี่พลังวิญญาณอัสนี เป็นสีประกายสายฟ้า!

เงากระบี่พลังวิญญาณอัคคี ราวกับเปลวไฟ เผาไหม้ลุกโชน!

เงากระบี่พลังวิญญาณวายุ เป็นสีเขียวคราม ลมแรงกล้าพันอยู่รอบคมกระบี่!

“เป็นวิชากระบี่ที่แข็งแกร่งยิ่งนัก สมแล้วที่เป็นวิชากระบี่ไร้เทียมทาน!”

หานเจวี๋ยผุดลุกขึ้นทันที ก่อนเดินออกไปด้านนอกหอ เงากระบี่สามเล่มยังลอยอยู่ด้านหลังเขา ราวกับเงาติดตามตัว

เขาใช้นิ้วมือขวาเป็นกระบี่กดไปทางด้านหน้า

เงากระบี่ทั้งสามด้านหลังเขาพลันพุ่งออกไปทำลายล้าง รวดเร็วอย่างยิ่ง เร็วยิ่งกว่ามังกรขาวใจพยัคฆ์ ประหนึ่งสายฟ้ากระหน่ำที่มีสามสีต่างกัน!

ตู้ม…

แสงกระบี่เปล่งประกาย ต้นไม้ใหญ่หลายสิบต้นที่อยู่ในรัศมีหนึ่งร้อยเมตรถูกเงากระบี่ทั้งสามฟันออกเป็นสามท่อน ลำต้นกระเด็นขึ้นมา ใบไม้ปลิวว่อน ภาพยิ่งใหญ่อลังการนัก!

เมื่อต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ตกลงพื้น ฝุ่นละอองก็ตลบกระจาย

ทรงพลังมาก!

หานเจวี๋ยตื่นตกใจ

นี่สิถึงจะเรียกว่าสุดยอดวิชา!

แข็งแกร่งเกินไปแล้วกระมัง!

เขายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ

นี่ถ้าหากเผชิญหน้ากองทัพสัตว์ปีศาจ ภายในไม่กี่นาทีเขาก็ทำให้สนามรบกลายเป็นลานเนื้อบดได้แล้ว!
บทที่ 15
หลังจากสำเร็จวิชาสามกระบี่แยกเงาไป หานเจวี๋ยพลันมั่นใจในตัวเองขึ้นไม่น้อย

สามกระบี่แยกเงา ปราณกระบี่เปลี่ยนเป็นเงา สามารถใช้พลังวิญญาณที่แตกต่างกันได้มากสุดสามสาย หนึ่งพลังวิญญาณหนึ่งกระบี่เงา

สั่งการได้ประหนึ่งแขน!

สุดยอดวิชานี้สำแดงออกมาได้อย่างต่อเนื่อง หรือกล่าวได้ว่าขณะที่กระบี่เงาสามสายสลายไป หานเจวี๋ยก็ใช้มันได้อีก จนกว่าพลังวิญญาณจะหมดลง

พลังวิญญาณของหานเจวี๋ยก้าวหน้าเหนือผู้บำเพ็ญระดับเดียวกันไปไกล อย่างไรเสียสิ่งที่เขาฝึกฝนก็เป็นวิชายุทธ์ที่สืบทอดมาจากจักรพรรดิเซียน วิชาวัฏจักรหกวิถี!

วิชาวัฏจักรหกวิถีนอกจากจะฝึกฝนพลังวิญญาณทั้งหกชนิดแล้ว พลังวิญญาณทุกชนิดยังสามารถฝึกฝนไปจนถึงขั้นที่ทรงพลังได้

‘นับตั้งแต่วันนี้ไป เราไม่ใช่ผู้อ่อนแออีกต่อไปแล้ว’

หานเจวี๋ยคิดอย่างภาคภูมิใจ

เขากลับเข้ามาในหอ ปลุกจิตใจให้กระปรี้กระเปร่า และเตรียมตัวฝึกบำเพ็ญต่อ

ตบะต่างหากคือกุญแจสำคัญ

ตบะยิ่งสูง อิทธิฤทธิ์ของสุดยอดวิชาที่สำแดงก็ยิ่งแกร่งขึ้น!

รอจนเขาสำเร็จระดับปราณก่อกำเนิด แล้วสำแดงสามกระบี่แยกเงาอีกครั้ง อานุภาพก็จะถล่มฟ้าทลายดิน!

หานเจวี๋ยคาดหวังรอคอยยิ่งนัก!


หลายวันต่อมา

ยอดเขาหยกวิเวกส่งลูกศิษย์มาอีกสองคน คนหนึ่งคือฉางเยวี่ยเอ๋อร์ อีกคนคือศิษย์พี่เมิ่งเหอ

เมิ่งเหอเป็นศิษย์พี่เจ็ดของยอดเขาหยกวิเวก ตบะบรรลุถึงระดับสร้างฐานขั้นเก้า ความสามารถไม่ธรรมดา

“เหตุใดป่าไม้ด้านนอกถึงถูกตัดเป็นท่อน เกิดอะไรขึ้น” เมิ่งเหอถามด้วยความสงสัย

หานเจวี๋ยตอบว่า “ก่อนหน้านี้มีสัตว์ปีศาจจะล้อมโจมตีข้า โชคดีที่ได้ผู้อาวุโสท่านหนึ่งช่วยไว้”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์พินิจมองหานเจวี๋ย ก่อนจะกล่าวถาม “ศิษย์น้อง เจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม”

ระหว่างที่พูด นางยื่นมือจะจับหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยรีบถอยหลังหนึ่งก้าวทันที

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์พลันโมโห ตำหนิเขาว่า “ท่าทางที่ถอยกรูดไปนี่เจ้าตั้งใจทำหรือ”

หานเจวี๋ยแสร้งกระแอมกระไอ “อาจารย์เคยกล่าวเตือนเอาไว้ ศิษย์ยอดเขาหยกวิเวกต้องไม่…”

“ฮึ เจ้าฝันหวานไปแล้ว ศิษย์พี่แค่เป็นห่วงเจ้าเท่านั้นเอง!”

เมิ่งเหอมองแล้วอดหลุดยิ้มส่ายหน้าไม่ได้

ทว่าตนเองไม่รู้สึกว่าแปลกอะไร ถึงแม้หานเจวี๋ยจะเก็บเนื้อเก็บตัว แต่รูปร่างหน้าตาของเขาเป็นที่เลื่องลือไปแล้ว

ผู้บำเพ็ญหญิงฝ่ายในหลายคนล้วนพูดถึงเรื่องที่ยอดเขาหยกวิเวกมีลูกศิษย์หนุ่มรูปโฉมหล่อเหลาเหนือใครผู้หนึ่ง เพียงแต่ว่าไม่รู้ชื่อเสียงเรียงนาม

เมิ่งเหอได้ยินก็รู้ทันทีว่าเป็นหานเจวี๋ย

อย่าว่าแต่ยอดเขาหยกวิเวกเลย มองไปทั้งสำนักฝ่ายใน ก็หาใครที่รูปงามเทียบหานเจวี๋ยไม่พบ

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ถึงแม้มีรูปลักษณ์ใช้ได้ แต่เมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญหญิงระดับเดียวกันในสำนักก็ยังห่างชั้นกันระดับหนึ่ง

ศิษย์น้องหานเจวี๋ยไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีคู่บำเพ็ญเพียร!

“อาจารย์เกรงว่าเจ้าจะเป็นอันตราย จึงส่งพวกเรามาช่วย ได้ยินมาว่าลัทธิมารฟ้ามืดอาจจะแทรกซึมเข้ามาในแดนหมื่นปีศาจแล้วก็เป็นได้ พวกเราต้องระวังตัวกันให้มากยิ่งขึ้น” เมิ่งเหอกล่าวเตือน

ลัทธิมารฟ้ามืด?

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

มิน่าล่ะ หากว่าเขากำราบมังกรขาวใจพยัคฆ์ขาวลง จะต้องถูกลัทธิมารฟ้ามืดจับตามองแน่

ที่แท้แดนหมื่นปีศาจก็มีลัทธิมารฟ้ามืดแทรกซึมเข้ามาแล้ว

บางทีนี่อาจจะเป็นสาเหตุที่หลี่ชิงจื่อมายังแดนหมื่นปีศาจ

อันตรายจริงๆ

จู่ๆ หานเจวี๋ยก็รู้สึกอยากออกไปจากแดนหมื่นปีศาจ

“ศิษย์น้องหญิงพักผ่อนก่อนเถอะ ศิษย์พี่จะออกไปดูสักหน่อย”

เมิ่งเหอกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้แล้วเดินออกไปจากหอ

หานเจวี๋ยเดินไปด้านข้าง นั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญต่อ ไม่ให้โอกาสฉางเยวี่ยเอ๋อร์ได้ชวนคุย

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์เบ้ปาก เริ่มฝึกบำเพ็ญด้วยเช่นกัน

นับจากที่รู้ว่าหานเจวี๋ยไปถึงระดับสร้างฐานขั้นเก้า นางก็ได้รับแรงกระตุ้น ปกติจะปิดด่านฝึกฝนตลอด

ทว่าเรื่องตบะของหานเจวี๋ย เซียนซีเสวียนห้ามไม่ให้นางแพร่งพรายออกไป ดังนั้นศิษย์ยอดเขาวิเวกคนอื่นๆ จึงไม่มีใครรู้ตบะของหานเจวี๋ย

สองวันต่อมา

เมิ่งเหอเพิ่งกลับมา

สภาพเขาสะบักสะบอมเล็กน้อย

หานเจวี๋ยและฉางเยวี่ยเอ๋อร์รีบลุกขึ้นมาต้อนรับ

“ข้าไปเจอปีศาจใหญ่ตนหนึ่งเข้า เทียบเท่ากับระดับรวมแก่นปราณ เกือบตายเสียแล้ว” เมิ่งเหอเช็ดคราบเลือดออกจากมุมปาก กล่าวอย่างรู้สึกหวาดผวาในใจ

หานเจวี๋ยถามขึ้นว่า “ปีศาจในบริเวณนี้เยอะหรือ”

“หลายลี้ด้านนอกมีสัตว์ปีศาจเต็มไปหมด เพียงแต่ไม่รู้ว่าถูกผู้ใดใช้ค่ายกลขังไว้ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง จุดที่ข้าเจอสัตว์ปีศาจค่อนข้างไกล ไม่ตามมาคุกคามเราถึงที่นี่หรอก” เมิ่งเหอตอบ

“เช่นนั้นศิษย์พี่รีบรักษาอาการบาดเจ็บก่อนเถิด”

“อืม”

เมิ่งเหอนั่งสมาธิ กำหนดลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บ

ไม่นานนัก เขาก็กระอักเลือดออกมา เลือดเป็นสีดำ ช่างน่ากลัวยิ่งนัก

หรือว่าจะถูกพิษเข้า?

‘โชคดีที่ข้าไม่ได้เตร็ดเตร่ไปทั่ว

เป็นอย่างที่คาดไว้ เป็นคนต้องไม่ทำอะไรเกินตัว’

หานเจวี๋ยฝึกฝนไปพลางครุ่นคิดไปพลาง

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ไม่สบายใจเช่นกัน

เพิ่งมาได้สองวัน ศิษย์พี่เจ็ดก็ได้รับบาดเจ็บแล้ว แดนหมื่นปีศาจแห่งนี้ช่างโหดร้ายเสียจริง

แล้วเหตุใดหานเจวี๋ยอยู่ที่นี่หลายปีกลับไม่เป็นอะไรเลย

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์มองไปยังหานเจวี๋ยด้วยความสงสัย

หรือว่าหานเจวี๋ยจะเก่งกาจยิ่งกว่าศิษย์พี่เจ็ด?


หลังจากที่เมิ่งเหอได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่กล้าออกไปเดินเตร่อีก

หานเจวี๋ยยุ่งอยู่กับการฝึกฝน ไม่ได้ออกไปไหนเช่นกัน

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็ย่อมไม่กล้าออกไปไหนด้วย

เวลาหนึ่งปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังฝึกบำเพ็ญ

จู่ๆ เมิ่งเหอก็กล่าวขึ้นว่า “ไอปีศาจละแวกนี้หนาแน่นขึ้นทุกที หนำซ้ำพวกมันยังเคลื่อนที่รวดเร็วอีก เป้าหมาย…น่าจะเป็นพวกเรา!”

ทันทีที่พูดจบ หานเจวี๋ยกับฉางเยวี่ยเอ๋อร์ลืมตาขึ้น

หานเจวี๋ยเอ่ยว่า “เช่นนั้นยังไม่หนีกันอีกหรือ”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ขมวดคิ้วกล่าว “แต่ว่าพวกเรายอดเขาหยกวิเวกต้องดูแลที่นี่ เราจะละทิ้งหน้าที่โดยพลการหรือไร”

“อย่างนั้นท่านก็รอความตายอยู่ที่นี่แล้วกัน คุณงามความดีของท่านข้าจะบอกท่านอาจารย์ให้”

หานเจวี๋ยพูดจบก็ลุกขึ้นมา

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์รีบร้อนลุกขึ้นตาม

“ศิษย์น้องหานพูดถูก ยอดเขาทั้งสิบแปดต่างก็มีอาณาเขตควบคุมดูแล ต้องไม่ได้มีเพียงพวกเราที่เจอปีศาจบุกโจมตี คนอื่นก็ต้องหลบหนีกันแน่นอน” เมิ่งเหอพูด

นับตั้งแต่เขาถูกสัตว์ปีศาจใหญ่ไล่โจมตี เขาก็ไม่เหลือจิตใจฮึกเหิมดังเช่นครั้งแรกที่มาถึงอีกแล้ว

“ตราบใดที่มีชีวิตย่อมต้องมีความหวัง ไป!”

หานเจวี๋ยพูดจบก็พุ่งออกไปจากหอทันที ฉางเยวี่ยเอ๋อร์และเมิ่งเหอตามไปติดๆ

ทั้งสามคนใช้วิชาขี่กระบี่โบยบิน

เมื่อลอยอยู่กลางอากาศ พวกเขาก้มลงมอง เป็นไปตามคาด มีสัตว์ปีศาจนับไม่ถ้วนวิ่งกรูเข้ามาจากทั้งแปดทิศ โดยมีหอเป็นจุดศูนย์กลาง

หานเจวี๋ยมีเหงื่อซึมออกหน้าผาก

เยอะอะไรขนาดนี้!

ดูท่าเขาคงยังตื่นตัวไม่มากพอ ยังต้องฝึกฝนพลังจิตให้มากอีก

หากไม่ได้เมิ่งเหอเอ่ยเตือนละก็ ตอนนี้พวกเขาต้องตกใจจนทำอะไรไม่ถูกแน่

วูบ!

เสียงทะลวงอากาศดังมาจากด้านหน้า ทั้งสามคนหันไปมอง เห็นเพียงอินทรีดำที่ปีกยาวราวสามจั้ง[1]ตัวหนึ่งโฉบเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขนแต่ละเส้นบนตัวของมันประดุจลูกศรโลหะ

“ระวัง!”

เมิ่งเหอลงมือทันใด หยิบยันต์ออกมาแผ่นหนึ่งและร่ายคาถาอย่างรวดเร็ว จากนั้นแผ่นยันต์ก็ส่งเปลวไฟสามสายออกไปต้านรับอินทรีดำ

อินทรีดำหลบหลีกว่องไว บินวนเป็นวงใหญ่ในอากาศ และโฉบเข้ามาทางพวกเขาทั้งสามต่อ

ในขณะเดียวกัน วิหคปีศาจตัวอื่นก็ตรงเข้ามาโจมตีสังหาร

หานเจวี๋ยกวาดตามอง มีทั้งหมดเจ็ดตัว!

รวดเร็วมากทั้งสิ้น!

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ตกใจจนหน้าซีดเผือด มือที่ถืออาวุธเวทกำลังสั่นเทา

เมิ่งเหอเองก็ตกใจไม่แพ้กัน ร้องขึ้นมาว่า “พวกเราแยกกันหลบหนี!”

หานเจวี๋ยก่นด่าในใจ

‘แยกกันก็คืออยากหนีไปคนเดียวสินะ!’

ดูจากภายนอก ตบะของหานเจวี๋ยกับฉางเยวี่ยเอ๋อร์สู้เมิ่งเหอไม่ได้ ถึงขนาดพูดได้ว่าเป็นตัวถ่วง

เมิ่งเหอหันหลังหนีไป เจ้านี่ใช้วิชาเวทแปลงร่างเป็นสายลม หลบหนีไปอย่างเร็วรี่

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ทำตัวไม่ถูก นี่เป็นครั้งแรกที่นางเผชิญกับช่วงเวลาวิกฤตเช่นนี้

ครั้นเห็นวิหคปีศาจเจ็ดตัวโจมตีสังหารเข้ามา หานเจวี๋ยสำแดงวิชาสามกระบี่แยกเงาทันที

กระบี่เงาสามสายรวมตัวออกมา จากนั้นบินโฉบออกไป

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์รู้สึกเพียงแสงกระบี่กะพริบวาบอยู่ด้านหน้า วิหคปีศาจทั้งเจ็ดตัวก็ถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ตายคาที่ตรงนั้น

นางเบิกตากว้าง มองไปยังหานเจวี๋ยที่อยู่ข้างๆ อย่างไม่อยากเชื่อสายตา

ผมยาวของหานเจวี๋ยพลิ้วไหวตามสายลม แววตาเคร่งขรึมเย็นชา แผ่รัศมีที่น่าเกรงขามอย่างหนึ่งออกมา

[ความประทับใจที่ฉางเยวี่ยเอ๋อร์มีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]

สีหน้าของหานเจวี๋ยพลันเปลี่ยนไป

ซวยแล้ว!

เขาหันไปมอง พบว่าฉางเยวี่ยเอ๋อร์กำลังมองเขาด้วยแววตาเป็นประกาย

ส่วนเมิ่งเหอหลบหนีไปแล้ว ไม่เห็นแม้แต่เงา

เจ้าบ้านี่หนีไปไวนัก!

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์กล่าวอย่างตื่นเต้น “ศิษย์น้องหาน แท้จริงแล้วเจ้าเก่งกาจเช่นนี้นี่เอง!”

หานเจวี๋ยเอ่ยด้วยความเคร่งขรึม “ศิษย์พี่ เรื่องนี้อย่าได้แพร่งพรายออกไป ข้ายังอยากฝึกฝนอย่างเงียบๆ หากความสามารถของข้าถูกเปิดเผย ไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นศิษย์แกนหลักก็ได้ ถึงเวลานั้นศิษย์พี่อยากเจอข้าก็ยากแล้ว!”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้ารับทันที