6-10

บทที่ 6
หานเจวี๋ยรออยู่ไม่นาน ก็มีผู้ดูแลสายนอกเร่งฝีเท้าเข้ามาหา

ตบะของคนผู้นี้อยู่ที่ระดับหลอมปราณขั้นเก้าเช่นกัน

“ข้าน้อยหยางหลัว เป็นผู้ดูแลสายนอกของสำนักหยกพิสุทธิ์ สหายหานให้ข้าตรวจสอบสักครู่ได้หรือไม่ หลายปีมานี้มีผู้บำเพ็ญสายมารแอบเข้ามาในสำนักหยกพิสุทธิ์ของเรา” ผู้ดูแลสายนอกประสานมือกล่าว ท่าทางเกรงใจมาก

บนตัวหานเจวี๋ยไม่มีอะไรเลย และก็ไม่กลัวโดนตรวจสอบด้วย

เขายกมือทั้งสองขึ้นมา

หยางหลัวเริ่มค้นตัว

หลังจากค้นเสร็จก็ถามด้วยความสงสัย “เหตุใดสหายหานถึงไม่มีแม้แต่แหวนเก็บสมบัติหรือถุงเก็บสมบัติเลย”

หานเจวี๋ยตอบอย่างจนใจ “ระหว่างทางที่มาถูกผู้บำเพ็ญสายมารระดับสร้างฐานโจมตี เพื่อรักษาชีวิตไว้ ท่านคงเข้าใจนะ”

หยางหลัวนิ่งเงียบ มองเขาอย่างเห็นอกเห็นใจ

“ท่านแสดงพลังวิญญาณสักหน่อยได้หรือไม่” หยางหลัวถามต่อ

หานเจวี๋ยเข้าใจดี คงอยากจะดูว่าเขาเป็นผู้บำเพ็ญสายมารหรือไม่

เขายกมือขวาทันที ใช้ดรรชนีแทนกระบี่ฟันไปยังหน้าผาที่อยู่ด้านข้าง

ฟิ้ว!

ปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งออกจากนิ้วชี้ของเขา แทงทะลุหน้าผาไป

หยางหลัวตาเป็นประกายทันที

นี่คือวิชาเวทอันใดกัน

เขาไม่กล้าถามอะไรมาก แต่รับรู้ได้ว่าหานเจวี๋ยไม่ใช่ผู้บำเพ็ญสายมาร

“ไม่มีปัญหาแล้ว ตามข้ามาเถอะ ข้าจะพาท่านไปบันทึกสถานะที่สำนักฝ่ายนอก ตั้งแต่วันนี้ไปท่านก็เป็นศิษย์สายนอกของสำนักหยกพิสุทธิ์แล้ว” หยางหลัวพูดด้วยรอยยิ้ม

จากนั้น เขาเดินนำหานเจวี๋ยเข้าไปในหุบเขา

ระหว่างที่เดินอยู่ หานเจวี๋ยก็ถามไปด้วย “สำนักฝ่ายนอกมีศิษย์เท่าใด ถ้าจะเข้าเป็นศิษย์สายในต้องมีเงื่อนไขใดบ้าง”

“สำนักฝ่ายนอกมีศิษย์สองพันกว่าคน มีแค่ระดับสร้างฐานเท่านั้นถึงเข้าไปเป็นศิษย์สายในได้ แต่ว่าระดับสร้างฐานยากนัก ทุกๆ สามปีทางสำนักจะจัดการประลองเล็กๆ ขึ้นมา สามอันดับแรกล้วนมีโอสถสร้างฐาน โอสถสร้างฐานนี้ช่วยให้ระดับหลอมปราณขั้นเก้าทะลวงเข้าสู่ระดับสร้างฐานได้”

“ศิษย์สายในมีเยอะหรือไม่”

“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้แน่ชัด สำนักหยกพิสุทธิ์ฝ่ายในตั้งอยู่ในพื้นที่เล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง แม้แต่ศิษย์สายนอกอย่างพวกเราก็ไม่อาจเข้าใจสถานการณ์ภายในได้ชัดเจน”

“ดูท่าสำนักหยกพิสุทธิ์คงจะเก่งกาจมาก”

“ย่อมเป็นเช่นนั้น สำนักหยกพิสุทธิ์เป็นถึงสำนักสายธรรมที่มีชื่อเสียงในแดนบำเพ็ญเซียนต้าเยี่ยนเลยทีเดียว”

“แล้วสำนักหยกพิสุทธิ์มีสถานที่สำหรับฝึกฝนพลังวิญญาณอัสนีกับพลังวิญญาณอัคคีหรือไม่”

“สำนักฝ่ายนอกไม่มี ฝ่ายในอาจจะมี หากท่านมีรากวิญญาณอัสนี สามารถยื่นคำขอกับหอผู้อาวุโสได้ ไม่แน่อาจถูกยกเว้นให้เข้าฝากตัวเป็นศิษย์สายใน รากวิญญาณหายากเช่นนี้ โดยทั่วไปจะได้รับการบ่มเพาะจากสำนักเป็นพิเศษ”

หยางหลัวแอบประหลาดใจ หรือว่าคนผู้นี้จะมีรากวิญญาณอัสนี?

หานเจวี๋ยถามด้วยตาเป็นประกาย “แค่มีรากวิญญาณอัสนีก็เข้าได้แล้วหรือ”

หยางหลัวพยักหน้า

“ศิษย์พี่หยาง ท่านช่วยแนะนำข้าได้หรือไม่ หากข้าเข้าเป็นศิษย์สายในได้ จะไม่ลืมพระคุณอย่างแน่นอน” หานเจวี๋ยพูดเบาๆ

เขายกมือขวาขึ้นมา สายฟ้าแลบออกจากฝ่ามือของเขา

รูม่านตาของหยางหลัวหดเล็กลง

[หยางหลัวผู้ดูแลสายนอกของสำนักหยกพิสุทธิ์เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

หยางหลัวยิ้มกล่าว “ในเมื่อท่านกับข้าต่างก็เรียกพี่เรียกน้องกันแล้ว เรื่องนี้ย่อมต้องช่วยท่านแน่นอน ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปพูดกับหอผู้อาวุโสให้เป็นกรณีพิเศษ”

“ขอบคุณศิษย์พี่หยางมาก ข้าน้อยซาบซึ้งยิ่งนัก!”

“พูดได้ดี พูดได้ดี!”

หยางหลัวค้างอยู่ระดับหลอมปราณขั้นเก้ามายี่สิบปีแล้ว เป็นการยากสำหรับเขาที่จะทะลวงระดับได้อีก สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนี้คือการสร้างสายสัมพันธ์

ภายใต้การนำทางของหยางหลัว หานเจวี๋ยมองเห็นศิษย์สายนอกจำนวนไม่น้อยนั่งฝึกฝนอยู่ตลอดทาง

สำนักฝ่ายนอกไม่ได้จัดสรรพื้นที่หรือถ้ำสำหรับบำเพ็ญให้กับบรรดาศิษย์โดยเฉพาะ ทุกคนต่างก็หาพื้นที่รวบรวมปราณตามสะดวก และห้ามก่อเรื่องเป็นอันขาด

ไม่นานนัก หานเจวี๋ยก็มาถึงกลุ่มสิ่งก่อสร้างของสำนักฝ่ายนอก บ้านเรือนส่วนมากเหมือนกับหอของผู้เฒ่าเถี่ยมาก มีกลิ่นอายโบราณ บนท้องถนนมีศิษย์เดินไปมาไม่น้อย นอกจากผู้บำเพ็ญแล้วยังมีมนุษย์ธรรมดาด้วย

ที่แท้ ในสำนักบำเพ็ญเซียนก็มีข้ารับใช้ที่เป็นมนุษย์ธรรมดาไม่น้อย ไม่ใช่เพียงนักหลอมโอสถที่เป็นที่ต้องการ

มนุษย์ธรรมดาเองก็ยินดีที่จะถวายตัวรับใช้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องเผชิญกับอันตรายถึงชีวิต และยังได้กินอิ่มด้วย

หอผู้อาวุโสตั้งอยู่ใจกลางหุบเขา มีทั้งหมดสี่ชั้น ตลบอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมประหลาด

หานเจวี๋ยเดินตามหยางหลัวเข้าไปด้านใน

หยางหลัวเดินไปหน้าโต๊ะรับรองแขกแล้วพูดว่า “มีผู้บำเพ็ญอิสระระดับหลอมปราณขั้นเก้าผู้หนึ่งต้องการเข้าสำนักหยกพิสุทธิ์ของเรา”

ชั้นหนึ่งไม่นับว่าใหญ่ มีคนแค่ตรงหน้าโต๊ะรับรองแขกเท่านั้น เป็นชายชราผู้หนึ่ง

ชายชราชายตามองหานเจวี๋ยหนึ่งที

สายตานี้ทำให้หานเจวี๋ยตกใจอย่างบอกไม่ถูก

เขาเองก็มองระดับของฝ่ายตรงข้ามไม่ออก

หรือจะเป็นผู้บำเพ็ญระดับสร้างฐาน?

“อืม”

ชายชราตอบรับ จากนั้นหมุนตัวไปหยิบป้ายที่อยู่บนตู้ไม้ด้านหลังมา

หยางหลัวกระซิบบอก “ผู้อาวุโสใหญ่อยู่หรือไม่ คนผู้นั้นมีรากวิญญาณอัสนี ต้องการเข้าร่วมสำนักฝ่ายใน”

รากวิญญาณอัสนี?

ชายชรามองหานเจวี๋ยอย่างประหลาดใจ

เขากวักมือเรียก

หานเจวี๋ยรีบเดินเข้าไป

ขณะเดียวกัน ในใจเขาก็ให้ระบบแสดงแค่รากวิญญาณอัสนี รากวิญญาณอัคคี และรากวิญญาณวายุเท่านั้น

คุณสมบัติสามรากวิญญาณ!

ชายชราเผยสีหน้าตกใจ พูดด้วยว่า “สามรากวิญญาณ!”

หยางหลัวกลับไม่ได้ตกใจด้วย แต่เผยสีหน้าอิจฉาออกมา

“บันทึกสถานะก่อน เป็นศิษย์สายนอกไปก่อนชั่วคราว รอผู้อาวุโสใหญ่กลับมาแล้ว ข้าจะแจ้งเรื่องนี้กับท่าน” ชายชราพูดพึมพำ

หานเจวี๋ยเริ่มบันทึกสถานะ

หลังจากเขารับป้ายสำนัก ถุงเก็บสมบัติ ชุดผู้บำเพ็ญของสำนักหยกพิสุทธิ์ หินวิญญาณชั้นต่ำหนึ่งร้อยก้อน และโอสถรวมปราณหนึ่งขวดมาแล้วก็จากไป

หยางหลัวจัดหาที่พักให้เขาด้วยตนเอง เป็นบ้านไม้หลังหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากหยางหลัวไม่มาก

“เรียบร้อยแล้ว สหายหาน ท่านพักผ่อนไปพลางๆ ก่อนเถอะ หากมีข่าวคราวใดจะมีคนมาแจ้งท่านเอง ข้ายังมีเรื่องที่ต้องทำ” หยางหลัวพูดด้วยรอยยิ้ม

หานเจวี๋ยประสานมือคารวะ และมองส่งหยางหลัวเดินจากไป

ท่าทีของหยางหลัวทำให้เขารู้สึกว่าจริงใจมาก ไม่เหมือนกับที่เขียนไว้ในนิยาย

แม้ว่าหยางหลัวคิดจะดึงเขาไปเป็นพวก แต่ก็ไม่ได้พยายามประจบเอาใจ

ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญกันทั้งนั้น ย่อมไม่ปฏิบัติต่อท่านเหมือนสุนัขเพียงเพราะว่าท่านมีคุณสมบัติดีกว่า

หานเจวี๋ยปิดประตูบ้าน จากนั้นเริ่มฝึกฝน

ในที่สุดเขาก็สามารถฝึกฝนได้อย่างสบายใจเสียที!

เรื่องที่ทำให้เขาตกใจระคนดีใจปรากฏขึ้นอีกแล้ว

คาดไม่ถึงว่าที่นี่จะสัมผัสพลังวิญญาณอัคคีได้!

หานเจวี๋ยตัดสินใจฝึกฝนรากวิญญาณอัคคีให้ถึงระดับหลอมปราณขั้นเก้าก่อน

โดยทั่วไปแล้ว ผู้บำเพ็ญจะเลือกฝึกฝนวิชายุทธ์ได้แค่หนึ่งอย่าง ส่วนใหญ่จะเป็นวิชาธาตุเดียว มีน้อยมากที่จะฝึกฝนพลังธาตุทั้งหกสายอย่างหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยมีคุณสมบัติขั้นสุดยอด ย่อมไม่รู้สึกเหนื่อยแม้แต่น้อย

เขามีความสุขกับการที่ตนเองแข็งแกร่งขึ้น

พูดให้ถูกต้องก็คือความรู้สึกที่อายุขัยเพิ่มขึ้น

ความคิดแรกของหานเจวี๋ยในตอนที่มองเห็นจอแสดงคุณสมบัติก็คืออายุยืน

เขาไม่ต้องการชื่อเสียงลาภยศ!

เขาไม่ต้องการสาวงาม!

เขาต้องการแค่มีอายุยืนยาว จะต้องไม่ป่วยเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาตั้งแต่อายุยังน้อยเหมือนชาติก่อน!

‘คุณสมบัติของข้าลิขิตไว้แล้วว่าข้าไม่ต้องไปเสี่ยงอันตรายแสวงหาโอกาส ข้าต้องการฝึกบำเพ็ญอย่างวางใจ ต้องไม่ก่อเรื่องวิวาทเด็ดขาด หากไม่จำเป็นก็จะไม่ยั่วยุสร้างศัตรู นอกเสียจากฝ่ายตรงข้ามจะเอาชีวิตข้าให้ได้’

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ

……

เพียงพริบตาเดียว

เวลาครึ่งปีก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว

รากวิญญาณอัคคีของหานเจวี๋ยฝึกฝนจนถึงระดับหลอมปราณขั้นสี่แล้ว

ในที่สุดผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักฝ่ายนอกก็กลับมา หยางหลัวมาบอกเรื่องนี้กับหานเจวี๋ยด้วยตนเอง

หานเจวี๋ยเก็บข้าวของ นำถุงเก็บสมบัติมาผูกไว้กับเข็มขัด จากนั้นตามหยางหลัวไปยังหอผู้อาวุโส

“เดิมทีหอผู้อาวุโสลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ข้าผ่านประตูบ้านท่านพอดี เห็นว่าท่านยังฝึกฝนอยู่เลยนึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้ ท่านมุมานะเช่นนี้ ผู้อาวุโสใหญ่น่าจะชื่นชมเลย”

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส

เป็นเวลาครึ่งปีเต็มๆ ที่หานเจวี๋ยไม่ได้เปิดประตูบ้านเลย

หากไม่มีพลังวิญญาณสั่นกระเพื่อมอยู่ด้านใน คนอื่นคงคิดว่าเป็นบ้านว่างเปล่าหลังหนึ่ง

หานเจวี๋ยกล่าวยิ้มๆ ว่า “ขอบคุณพี่หยางมาก วันหน้าหากมีโอกาสได้รับโอสถสร้างฐานมาเยอะ ข้าจะเอามาให้ท่านสักเม็ดแน่”
บทที่ 7
หอผู้อาวุโส

หานเจวี๋ยได้พบกับผู้อาวุโสใหญ่แล้ว

ผู้อาวุโสใหญ่มีรูปร่างอ้วนท้วน ดูคล้ายพระสังกัจจายน์มาก ใบหน้ายิ้มแย้ม ดวงตายิ้มจนกลายเป็นรอยแยกโค้งๆ สองเส้น

เขาสังเกตหานเจวี๋ยและพูดด้วยความพอใจ “บุคลิกลักษณะไม่เลว ไม่ด้อยไปกว่าศิษย์สายในเลย ทั้งยังจะไล่ทันศิษย์อัจฉริยะแล้ว”

ชุดคลุมของสำนักหยกพิสุทธิ์มีพื้นหลังสีขาวลายสีเขียว หานเจวี๋ยใส่เข้าไปแล้วมีเสน่ห์อย่างถึงที่สุด ดูไม่เหมือนมาจากฐานะข้ารับใช้แม้แต่น้อย

ระหว่างทางที่มาก็มีสตรีผู้บำเพ็ญหลายคนแอบมองเขา

“ศิษย์ไม่อาจเทียบกับศิษย์อัจฉริยะได้หรอกขอรับ” หานเจวี๋ยกล่าวอย่างถ่อมตน

ผู้อาวุโสใหญ่หัวเราะ พูดว่า “ไปกันเถอะ ไปสำนักฝ่ายในกับข้า หากอยากเข้าสำนักฝ่ายใน เจ้าจำเป็นต้องกราบอาจารย์ก่อน สำนักฝ่ายในมีสิบแปดยอดเขา มีผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาสิบแปดท่าน ถ้ามีคนสนใจเจ้า เจ้าก็จะได้เป็นศิษย์สายในเลย หากไม่มี ก็ได้แต่เข้าร่วมการประลองเล็กของสำนัก มุ่งมั่นสร้างฐานโดยเร็ว”

“ศิษย์เข้าใจแล้ว”

จากนั้นทั้งสองก็ไปจากหอผู้อาวุโส

ชายชราที่อยู่หน้าโต๊ะรับรองแขกทำเสียงจุปาก กล่าวด้วยความประหลาดใจ “พลังวิญญาณอัคคีของเจ้าเด็กนี่แข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย ดูท่าครึ่งปีมานี้คงฝึกฝนอย่างหนัก”

หยางหลัวยิ้มเอ่ยว่า “นั่นน่ะสิ เขาไม่เคยออกมาข้างนอกเลย คุณสมบัติดี ทั้งยังยอมหมั่นเพียรฝึกฝน ต่อไปอาจจะกลายเป็นศิษย์อัจฉริยะก็เป็นไปได้”

ชายชราส่ายหัวและอดหัวเราะไม่ได้ แต่ก็ไม่พูดอะไรมากอีก

เขาอยู่ที่นี่มาร้อยกว่าปี คนที่มีคุณสมบัติดีกว่าหานเจวี๋ยเขาเคยเจอมาหมดแล้ว เพียงแต่รู้สึกปลงอนิจจังเล็กน้อย ทว่าไม่ได้คิดอะไรมาก

……

ตลอดทางไร้ซึ่งวาจา

ภายใต้การนำของผู้อาวุโสใหญ่ หานเจวี๋ยมาถึงค่ายกลส่งตัวแห่งหนึ่งตรงมุมหุบเขา ที่นี่มีศิษย์เฝ้าอยู่หลายคน

ค่ายกลส่งตัวเหมือนแท่นบูชามาก เป็นแท่นหินทรงกลม ด้านบนมีลวดลายแปลกประหลาดสลักไว้ ทั้งสี่ด้านมีเสาหินตั้งอยู่ มีหลุมขนาดต่างๆ อยู่ด้านบนจำนวนมาก เอาไว้วางหินวิญญาณโดยเฉพาะ

หานเจวี๋ยเพิ่งใช้ค่ายกลส่งตัวเป็นครั้งแรก เขาตื่นเต้นมาก แต่ไม่แสดงสีหน้าออกมาเพราะกลัวขายหน้า

ศิษย์สายนอกเริ่มวางหินวิญญาณลงไป

“เจ้าอยากเข้าไปฝึกบำเพ็ญแบบใด ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาของแต่ละยอดเขามีอุปนิสัยต่างกัน รูปแบบจึงไม่เหมือนกัน บ้างชอบชิงดีชิงเด่นและเอาชนะ บ้างมุมานะฝึกฝนอย่างสงบ บ้างก็ออกไปทำภารกิจด้านนอกตลอดปี” ผู้อาวุโสใหญ่พลันถามขึ้นมา

หานเจวี๋ยตอบกลับไป “มุมานะฝึกฝนอย่างสงบ ข้าไม่ชอบความครึกครื้น และก็ไม่ชอบเป็นจุดสนใจ”

ผู้อาวุโสใหญ่เผยรอยยิ้มประหลาด “ถ้าอย่างนั้นข้าจะพาเจ้าไปยอดเขาหยกวิเวกก่อน”

ขณะนี้ ค่ายกลส่งตัวเริ่มทำงานแล้ว แสงเจิดจ้าปรากฏออกมา สว่างจนหานเจวี๋ยต้องหลับตาลง

หานเจวี๋ยรู้สึกสูญเสียน้ำหนักอย่างรุนแรง หากเป็นมนุษย์ธรรมดาจะต้องอาเจียนอย่างแน่นอน

ผ่านไปประมาณสามวินาที

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเขาคือยอดเขาที่สูงเสียดฟ้าแต่ละลูก ทะเลหมอกปกคลุมอยู่ด้านหน้า คล้ายกับว่าเขายืนอยู่บนเมฆ

ใต้เท้าของเขาเป็นค่ายกลส่งตัว ด้านหน้าเป็นบันไดหินที่นำไปสู่เมือง

เมืองแห่งนี้ตั้งอยู่บนเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง เทียบกับยอดเขาใหญ่ทั้งสิบแปดลูกที่อยู่รอบๆ แล้วนับว่าเป็นภูเขาเตี้ย แต่พอหานเจวี๋ยมองดูใต้ค่ายกลส่งตัว กลับดูราวกับหน้าผาสูงหมื่นจั้ง เพราะมีเมฆหมอกรายล้อมจึงมองไม่เห็นพื้น

เมืองบนภูเขาเตี้ยมีขนาดใหญ่มาก สามารถมองเห็นผู้บำเพ็ญจำนวนไม่น้อยขี่กระบี่เหินเวหาอยู่บนฟ้า กระทั่งมองเห็นสัตว์ปีกดุร้ายชนิดต่างๆ ด้วย

“นั่นคือสำนักหยกพิสุทธิ์ฝ่ายใน ทำภารกิจ รับค่าตอบแทน ทุกอย่างล้วนอยู่ที่นี่ ด้านในแลกเปลี่ยนค้าขายกันได้ด้วย”

ผู้อาวุโสใหญ่เอ่ยปากแนะนำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

หานเจวี๋ยรู้สึกตื่นตามาก เดิมทีคิดว่าสำนักหยกพิสุทธิ์เป็นสำนักเล็กๆ เหมือนในละครย้อนยุคจอมยุทธ์เทพเซียน ไม่คาดคิดว่าจะใหญ่ขนาดนี้

เขายังคิดว่าตัวเองมาถึงแดนเซียนแล้วเสียอีก

เขาประเมินกำลังของสำนักหยกพิสุทธิ์ต่ำไปจริงๆ

ถึงอย่างไรเมื่อยี่สิบปีก่อนเขาก็อยู่ในสวนสมุนไพรมาโดยตลอด โลดแล่นอยู่ในบริเวณไม่ถึงสองลี้ จะบอกว่าเป็นนกในกรงก็ไม่ผิด

ครั้นผู้อาวุโสใหญ่โบกมือ หานเจวี๋ยรู้สึกเหมือนถูกบางอย่างยกตัวขึ้น ทำให้เขาเกือบล้มคว่ำ

พอเขาก้มหน้ามองลงไป กลับมีน้ำเต้ายักษ์ปรากฏอยู่ใต้ฝ่าเท้า

“ยืนให้มั่นละ หากตกลงไปละก็ ต่อให้เจ้ามีตบะระดับหลอมปราณขั้นเก้าก็ต้องตายอยู่ดี”

ผู้อาวุโสใหญ่พูดพร้อมหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะดูห้าวหาญยิ่ง

หานเจวี๋ยรีบใช้พลังวิญญาณยึดใต้ฝ่าเท้า ให้ติดแน่นกับผิวน้ำเต้า

น้ำเต้ายักษ์พาพวกเขาบินไปยังยอดเขายักษ์ที่อยู่ห่างออกไปที่สุด

ยอดเขาอื่นล้วนมีเงาร่างของลูกศิษย์ขึ้นๆ ลงๆ มีเพียงยอดเขาลูกนี้ที่เงียบเหงาเป็นอย่างมาก

“ผู้อาวุโสถ่ายทอดวิชาของยอดเขาหยกวิเวกคือเซียนซีเสวียน ตบะลึกล้ำเกินหยั่งถึง นางชอบปิดด่านฝึกบำเพ็ญ ชอบความเงียบสงบ ดังนั้นยอดเขาหยกวิเวกจึงไม่คึกคัก ประกอบกับนางไม่อนุญาตให้ศิษย์ใต้ความดูแลเกิดความสนิทสนม ผูกสัมพันธ์กันเป็นคู่บำเพ็ญเพียร ศิษย์จำนวนน้อยมากที่อยู่ที่นี่จึงล้วนเป็นผู้มุมานะฝึกฝน” ผู้อาวุโสใหญ่พูดด้วยรอยยิ้ม

หานเจวี๋ยเลิกคิ้วและพูดว่า “จริงหรือ เช่นนั้นก็เยี่ยมเลย!

เขากลัวอยู่ว่าผู้บำเพ็ญหญิงจะมากวนใจเขา!

อย่างไรเสียเขาก็ไม่เป็นสองรองใคร เปี่ยมด้วยเสน่ห์ขั้นสุดยอด

ผู้อาวุโสใหญ่ส่ายศีรษะหลุดหัวเราะ

[ผู้อาวุโสใหญ่สำนักฝ่ายนอกเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

ตัวอักษรบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย

เขารู้สึกประหลาดใจมาก

ไม่นาน ทั้งสองคนก็มาถึงกลุ่มตำหนักของยอดเขาหยกวิเวก และมุ่งตรงไปยังตำหนักหลักทันที

ผู้อาวุโสใหญ่ยืนอยู่หน้าประตู ริมฝีปากขยับเบาๆ คาดว่าคงใช้วิชาถ่ายทอดเสียงอยู่

เอี๊ยด!

ประตูใหญ่ถูกเปิดออก

ผู้อาวุโสใหญ่เดินนำหานเจวี๋ยเข้าไปด้านใน

ในตำหนักใหญ่มืดสลัว ครั้นพวกเขาเดินเข้าไป ตะเกียงน้ำมันทั้งสองฝั่งก็สว่างขึ้นมา

สายตาของหานเจวี๋ยตกลงบนเงาร่างสองร่างที่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้า

ผู้บำเพ็ญหญิงสองคน

ผู้บำเพ็ญหญิงหนึ่งในนั้นสวมชุดสีฟ้า ท่าทีสุขุมสง่างาม รูปโฉมเรียกได้ว่างามล่มบ้านล่มเมือง คาดว่าน่าจะเป็นเซียนซีเสวียน

ผู้บำเพ็ญหญิงที่อยู่ด้านหลังคงเป็นศิษย์ของนาง บุคลิกท่าทางและรูปร่างหน้าตาด้อยกว่าไม่น้อย แต่ก็ยังพอจะนับได้ว่าเป็นหญิงงาม

เซียนซีเสวียนลืมตาขึ้นมา สายตาตกอยู่บนตัวหานเจวี๋ย

ผู้อาวุโสใหญ่เดินเข้าไปใกล้ ก่อนพูดด้วยรอยยิ้ม “เด็กผู้นี้มีนามว่าหานเจวี๋ย เป็นผู้บำเพ็ญอิสระ มีคุณสมบัติสามรากวิญญาณ มีรากวิญญาณอัสนีที่พบเห็นได้ยาก ในระหว่างทางข้าสอบถามไปเล็กน้อยแล้ว เขาชอบสถานที่ฝึกฝนที่เงียบสงบ ไม่ต้องการเป็นจุดสนใจนัก”

หานเจวี๋ยโค้งตัวคารวะ

[ฉางเยวี่ยเอ๋อร์เกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

แค่นี้ก็ 2 ดาวแล้ว?

‘ตื้นเขินนัก’

หานเจวี๋ยแอบค่อนแคะกับตัวเอง ในใจรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

ยอดเขาหยกวิเวกนี้ชื่อไม่ตรงกับความเป็นจริงเอาเสียเลย บรรดาศิษย์หญิงเหี้ยมโหดกันทั้งนั้น

เซียนซีเสวียนเอ่ยปากถาม “ถ้าเข้าร่วมยอดเขาของข้า ข้าจะไม่ช่วยเจ้าแสวงหาผลประโยชน์ ทั้งหมดต้องพึ่งพาตัวเอง ในเรื่องของการฝึกบำเพ็ญ ข้าไม่เมินเฉยที่จะสอนเจ้า แต่หากเจ้าหย่อนยาน ข้าก็จะขับไล่เจ้าออกจากยอดเขา”

หานเจวี๋ยรีบกล่าวรับรองทันที “ขอเพียงไม่มีคำสั่ง ศิษย์ก็สามารถปิดด่านฝึกฝนร้อยปีโดยไม่ออกมาเลย!”

“พูดจริงหรือ”

“ไม่มีเท็จอย่างแน่นอน!”

[เซียนซีเสวียนเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

[ความประทับใจที่ฉางเยวี่ยเอ๋อร์มีต่อท่านลดลง ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

ตัวอักษรสองแถวลอยขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย

เขาอดไม่ได้ที่จะดูแคลนฉางเยวี่ยเอ๋อร์ผู้นั้น

เจ้าหมกมุ่นในเรื่องรักถึงเพียงนี้เชียวหรือ?

ที่นี่คือแดนแห่งการบำเพ็ญเซียนนะ!

“เป็นวิชาเวทหรือไม่ ลองโจมตีมาที่ข้า ให้ข้าดูฝีมือของเจ้าหน่อย” เซียนซีเสวียนถามต่อ

หานเจวี๋ยพยักหน้า ตัดสินใจโจมตีด้วยพลังทั้งหมด

ยอดเขาหยกวิเวกนี้เหมาะสมกับเขามาก!

หากเปลี่ยนเป็นยอดเขาอื่น เขาต้องถูกผู้บำเพ็ญหญิงเช่นฉางเยวี่ยเอ๋อร์กวนใจตายแน่

หานเจวี๋ยไม่ใช่หลิ่วเซี่ยฮุ่ย[1] เขาก็ชอบสตรีเช่นกัน แต่สตรีไม่มีทางสำคัญเท่ากับอายุขัย ตอนนี้เขาอยากฝึกบำเพ็ญเท่านั้น

ผู้ลุ่มหลงในกามราคะย่อมนำพาชีวิตวายวอด!

รอจนตบะแก่กล้าแล้ว เขาจะสามารถเลี้ยงดูคู่บำเพ็ญเพียรเล่นๆ ได้สักสองสามคน แต่ก็ไม่อาจเกิดอารมณ์ชมชอบจริงๆ มีไว้เพียงเพื่อฝึกบำเพ็ญร่วมกันเท่านั้น

หานเจวี๋ยโคจรพลังวิญญาณในร่าง นิ้วมือขวาทั้งห้าหุบลง และเข้าเผชิญหน้าเซียนซีเสวียน

ปราณกระบี่พุ่งออกจากนิ้วทั้งห้า รวมตัวกันเป็นปราณกระบี่ขนาดเท่าฝ่ามือสายหนึ่ง จากนั้นก็พุ่งเข้าหาเซียนซีเสวียนราวกับสายฟ้า

ขณะที่กำลังจะโดนตัวเซียนซีเสวียน ปราณกระบี่สลายไปอย่างไร้ร่องรอย ผมตรงหน้าผากของนางก็ลอยพลิ้วขึ้นมา

[ความประทับใจที่เยวี่ยฉางเอ๋อร์มีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจขณะนี้คือ 2 ดาว]
บทที่ 8
หานเจวี๋ยไม่สนใจตัวหนังสือที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า รอให้เซียนซีเสวียนพูดกับเขา

เซียนซีเสวียนเอ่ยปากถาม “เจ้าเป็นแค่กระบวนท่าเดียวหรือ”

“ขอรับ”

หานเจวี๋ยเป็นคนเปิดเผยตรงไปตรงมา เขาไม่อยากโอ้อวดเกินตัวจนเป็นโทษแก่ตัวเอง

“วิชากระบี่นี้ไม่เลวเลย ต่อไปก็อยู่ที่ยอดเขาหยกวิเวกเถอะ” เซียนซีเสวียนพยักหน้าเล็กน้อย

ผู้อาวุโสใหญ่หัวเราะยกใหญ่ “ถ้าอย่างนั้นข้าไม่รบกวนแล้ว”

เขาพยักหน้าให้หานเจวี๋ยแล้วจึงเดินจากไป

เซียนซีเสวียนจ้องมองหานเจวี๋ยพลางพูด “ยังไม่คุกเข่าคารวะอาจารย์อีก?”

หานเจวี๋ยได้สติคืนมา จากนั้นก็รีบคุกเข่าลง

“ศิษย์หานเจวี๋ยคารวะอาจารย์ ขออาจารย์อายุยืนหมื่นปี หมื่นๆ ปี”

เซียนซีเสวียนอดหัวเราะไม่ได้ เอ่ยอย่างไม่ชอบใจนักว่า “เจ้าเห็นอาจารย์เป็นจักรพรรดินีหรือไร”

หานเจวี๋ยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา

เซียนซีเสวียนแอบพึมพำ “ศิษย์ผู้นี้ภาพลักษณ์และคุณลักษณะยอดเยี่ยม จิตใจก็ไม่เลวเลย”

นางควักป้ายคำสั่งอันหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ที่อยู่ด้านหลัง

“พาศิษย์น้องของเจ้าไปบันทึกสถานะที่สำนักฝ่ายใน ถือโอกาสจัดแจงถ้ำที่พักให้เขาด้วย”

“เจ้าค่ะ อาจารย์”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ลุกขึ้นอย่างว่าง่าย

หานเจวี๋ยลุกขึ้นมาคารวะตาม จากนั้นก็ตามฉางเยวี่ยเอ๋อร์ออกไป

พวกเขาเพิ่งเดินออกมาจากตำหนัก ประตูใหญ่ก็ปิดลงทันที

“ศิษย์น้องหาน ข้ามีนามว่าฉางเยวี่ยเอ๋อร์ ต่อไปเจ้าเรียกข้าว่าศิษย์พี่เถอะ เจ้าเพิ่งมาเป็นครั้งแรก มีอะไรที่ไม่เข้าใจก็สอบถามศิษย์พี่ได้ตลอดเวลา”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ยิ้มกล่าว และสบตากับหานเจวี๋ยเข้าพอดี นางไม่ได้รู้สึกเขินอายเลย กลับจ้องเขาตาไม่กะพริบด้วยซ้ำ

หานเจวี๋ยก้มหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ขอบคุณศิษย์พี่มาก ศิษย์น้องไม่กล้ารบกวน แต่หากศิษย์พี่ต้องการความช่วยเหลือ ก็กำชับศิษย์น้องได้ทุกเมื่อ”

“ฮิๆ เจ้านี่ช่างดีจริงๆ”

หน้าตาดีกว่าศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ ทีเดียว

เป็นครั้งแรกที่ฉางเยวี่ยเอ๋อร์พบเจอบุรุษรูปงามเช่นนี้ อีกทั้งลักษณะท่าทางและอุปนิสัยของเขาก็ทำให้นางสบายใจมาก

นางลอบสาบานกับตนเองว่าจะต้องปกป้องศิษย์น้องหานไว้ ไม่ให้โดนผู้ใดรังแก

ทั้งสองพูดคุยและหัวเราะไปตลอดทาง เมื่อมาถึงริมหน้าผาสูง ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็เรียกกระบี่บินออกมา ให้หานเจวี๋ยยืนอยู่ด้านหลังและกอดเอวของนางไว้

หานเจวี๋ยลังเล

“นอกจากเจ้าแล้ว ศิษย์น้องคนอื่นๆ ไม่มีโอกาสกอดเอวศิษย์พี่หรอกนะ” ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ทำเสียงฮึดฮัด

แท้จริงแล้วนางพบเจอแค่ศิษย์น้องหานเจวี๋ยผู้นี้เท่านั้น

ทั่วทั้งยอดเขาหยกวิเวก มีแค่หานเจวี๋ยที่นับว่าเป็นศิษย์น้องของนางได้ หลายปีมานี้ยากที่จะมีศิษย์ใหม่เข้ามาในยอดเขาหยกวิเวก

นางพูดถึงขนาดนี้แล้ว หานเจวี๋ยจึงไม่อาจปฏิเสธได้

ต้องบอกเลยว่าเอวของศิษย์พี่หญิงบางจริงๆ

……

หนึ่งชั่วยามผ่านไป

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์พาหานเจวี๋ยมาถึงหน้าถ้ำแห่งหนึ่ง “ด้านในคือถ้ำเทวาของเจ้า ถ้ำเทวาของศิษย์พี่อยู่ข้างๆ นี่เอง เวลาปกติเจ้าสามารถฝึกฝนได้อย่างสบายใจ”

ใกล้ขนาดนี้เลย?

หานเจวี๋ยมองตามทิศทางที่นางชี้ ประตูถ้ำเทวาของนางอยู่ห่างออกไปแค่ร้อยเมตรเท่านั้น

หานเจวี๋ยแอบทอดถอนใจ แต่แสดงสีหน้าขอบคุณฉางเยวี่ยเอ๋อร์

ทั้งสองคนกล่าวลากัน

หลังจากเข้าไปในถ้ำ หานเจวี๋ยเห็นว่าบนผนังถ้ำมีกลไกอยู่อันหนึ่ง ทันทีที่บิดมัน ประตูหินก็ปรากฏขึ้นตรงปากถ้ำ และปิดปากถ้ำเอาไว้ ทางเดินในถ้ำพลันสว่างขึ้นตามมา

เขาเดินไปจนสุดทางเดิน ตรงนั้นเป็นห้องขนาดราวๆ ร้อยตารางเมตร มีเตียง โต๊ะเก้าอี้ ทั้งยังมีตู้ไม้ ได้รับการปฏิบัติไม่เลวเลย

หานเจวี๋ยเดินไปนั่งบนเตียง และนำถุงเก็บของของสำนักฝ่ายในออกมา

ถุงเก็บของของสำนักฝ่ายในมีพื้นที่มากกว่าสำนักฝ่ายนอกสิบเท่า ด้านในสามารถใส่สิ่งของได้ร้อยลูกบาศก์เมตร

เขาได้รับชุดคลุมของยอดเขาหยกวิเวก กระบี่บินหนึ่งเล่ม เคล็ดวิชาขี่กระบี่ ป้ายคำสั่งยอดเขาหยกวิเวก หินวิญญาณชั้นกลางหนึ่งร้อยก้อน และโอสถรวมปราณหนึ่งขวดมา

หานเจวี๋ยรู้จากฉางเยวี่ยเอ๋อร์ว่าหินวิญญาณชั้นสูงหนึ่งก้อนเท่ากับหินวิญญาณชั้นกลางหนึ่งร้อยก้อน หินวิญญาณชั้นกลางหนึ่งก้อนเท่ากับหินวิญญาณชั้นต่ำหนึ่งร้อยก้อน

หินวิญญาณสามารถนำมาฝึกฝนและใช้เป็นเงินตราได้

เขารีบเรียกหินวิญญาณชั้นสูงหนึ่งพันก้อนที่เก็บไว้บนจอแสดงคุณสมบัติออกมา จากนั้นใส่ลงไปในถุงเก็บของ

หินวิญญาณจำนวนนี้เพียงพอจะทำให้หานเจวี๋ยกลายเป็นคนร่ำรวยมากบารมีแล้ว

สมกับเป็นดวงชะตาทายาทจักรพรรดิเซียน เปิดเกมก็ได้หินวิญญาณชั้นสูงมาหนึ่งพันก้อนแล้ว

หานเจวี๋ยเลื่อนหน้าจอแสดงคุณสมบัติ ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์

[ฉางเยวี่ยเอ๋อร์: ระดับสร้างฐานขั้นสอง ศิษย์พี่ของท่าน ปฏิบัติกับท่านเหมือนน้องชาย ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

[เซียนซีเสวียน: ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นสาม อาจารย์ของท่าน ชื่นชมอุปนิสัยของท่านมาก ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

ปฏิบัติด้วยเหมือนน้องชาย?

หานเจวี๋ยพูดอะไรไม่ออก

ว่าแล้วเชียว ระดับความประทับใจไม่ได้หมายความว่าชอบ ต่อไปอย่าได้คิดมากไปเองอีก

แต่ว่าเขาตกใจกับตบะของเซียนซีเสวียนมาก

ไม่คิดว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญระดับปราณก่อกำเนิด

ผู้อาวุโสใหญ่สำนักฝ่ายนอกก็เพิ่งมีตบะแค่ระดับสร้างฐาน

ระดับหลอมปราณ สร้างฐาน รวมแก่นปราณ ปราณก่อกำเนิด คือระดับพลังที่เขารู้จักในตอนนี้

พูดอีกแบบก็คือ เซียนซีเสวียนเป็นผู้บำเพ็ญที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาได้สัมผัสในขณะนี้

ไม่เลว ไม่เลว!

หานเจวี๋ยคิดอย่างชื่นมื่นดีใจ

เมื่อเขาเก็บของเสร็จเรียบร้อย ก็เริ่มเปิดอ่านเคล็ดวิชาขี่กระบี่

จะต้องเข้าใจวิชาขี่กระบี่ให้ได้ มิเช่นนั้นเวลาลงเขาจะต้องกอดเอวบางๆ ของศิษย์พี่อีก

พรสวรรค์มรรคกระบี่ระดับสุดยอด ทำให้เขาเข้าใจวิชาขี่กระบี่ได้ภายในครึ่งชั่วยาม

เขาหยดโลหิตลงบนกระบี่บินเพื่อตีตราเป็นนาย วิธีนี้มีบันทึกอยู่ในวิชาวัฏจักรหกวิถี

หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้ว เขาก็เดินออกจากถ้ำเทวา เหยียบขึ้นบนกระบี่บิน และเริ่มบินวนรอบยอดเขาหยกวิเวก เพื่อฝึกให้คุ้นชินกับวิชาขี่กระบี่

ภายในตำหนักหยกวิเวก

เซียนซีเสวียนพลันลืมตาขึ้นมา ดวงตาของนางวาบแววประหลาดใจเล็กน้อย

“เจ้าเด็กนี่ฝึกฝนวิชาขี่กระบี่เป็นครั้งแรกจริงหรือ”

บทสนทนาระหว่างฉางเยวี่ยเอ๋อร์กับหานเจวี๋ย นางเคยแอบฟังมาแล้ว

หรือว่าเขากำลังโกหก?

หากโกหกละก็ เหตุใดถึงต้องแสดงวิชาขี่กระบี่ของตนเองในตอนนี้

เซียนซีเสวียนคิดไม่ตก จึงตัดสินใจสังเกตดูอีกสักหน่อย

หลังจากหานเจวี๋ยบินไปหลายสิบรอบ ก็รีบกลับไปเริ่มฝึกฝนที่ถ้ำโดยเร็ว

เขาเริ่มฝึกฝนพลังวิญญาณอัคคี

[ท่านเป็นศิษย์สายในของสำนักหยกพิสุทธิ์ได้สำเร็จ ทั้งยังเริ่มฝึกฝนเป็นครั้งแรกหลังจากเข้าสำนักมา ท่านสามารถเลือกเส้นทางการพัฒนาได้ดังนี้]

[หนึ่ง สร้างชื่อเสียงบารมี นำพายอดเขาหยกวิเวกให้เป็นยอดเขาที่แข็งแกร่งที่สุด จะได้รับอาวุธเวทชั้นเลิศหนึ่งชิ้น แต่จะล่วงเกินเซียนซีเสวียน]

[สอง ฝึกฝนอย่างเงียบๆ ไร้ชื่อเสียงตัวตน จะได้รับการยอมรับจากเซียนซีเสวียน และได้รับเคล็ดวิชาท่าร่างหนึ่งวิชา]

หานเจวี๋ยเห็นเช่นนี้ เขาอดเผยสีหน้าขมขื่นไม่ได้

บ้าอะไรกันเนี่ย

นำพายอดเขาหยกวิเวกให้เป็นยอดเขาที่แข็งแกร่งที่สุด แต่กลับไปล่วงเกินเซียนซีเสวียน?

อาจารย์ท่านนี้ผิดปกติเป็นอย่างมาก

หรือจะเป็นสายลับของผู้บำเพ็ญสายมาร?

หานเจวี๋ยส่ายหน้าหัวเราะ ก่อนเลือกทางที่สองอย่างเงียบๆ

เขาไม่สนใจอาวุธเวทชั้นเลิศเด็ดขาด เพียงอยากฝึกฝนอย่างสบายใจเท่านั้น

……

ฝึกฝนคราวนี้ เวลาสามปีล่วงเลยไปในพริบตา

หานเจวี๋ยฝึกฝนรากวิญญาณอัคคีไปถึงระดับหลอมปราณขั้นเก้าสำเร็จ

ขาดก็เพียงแต่พลังวิญญาณอัสนีแล้ว

ทว่าเขาไม่สามารถจับพลังวิญญาณอัสนีบนยอดเขาหยกวิเวกได้

หานเจวี๋ยกลัดกลุ้มมาก จึงตัดสินใจไปพบอาจารย์ของตนเอง

เขารีบลุกขึ้นและออกไปจากถ้ำ

เขาสำแดงวิชาขี่กระบี่ บินไปทางประตูใหญ่ของตำหนักหยกวิเวกอย่างรวดเร็ว พอมาถึงก็คุกเข่าหน้าประตูใหญ่และเอ่ยปากว่า “อาจารย์ ศิษย์มีเรื่องอยากขอพบท่านขอรับ”

เสียงของเขาไม่ดังมาก เชื่อว่าเซียนซีเสวียนคงได้ยิน

ผ่านไปไม่นาน ประตูใหญ่ก็เปิดออก

หานเจวี๋ยเดินเข้าไปในตำหนักอย่างไม่รีบร้อน

เขาเดินไปคุกเข่าลงตรงหน้าเซียนซีเสวียน กล่าวว่า “ศิษย์ฝึกฝนรากวิญญาณวายุกับรากวิญญาณอัคคีไปถึงระดับหลอมปราณขั้นเก้าแล้ว ขาดแค่รากวิญญาณอัสนีก็จะสร้างฐานได้ หวังว่าอาจารย์จะช่วยชี้แนะว่าที่ใดสามารถฝึกฝนพลังวิญญาณอัสนีได้บ้าง”

เซียนซีเสวียนลืมตาขึ้นมา ก่อนขมวดคิ้วพูด “เจ้าจะฝึกพลังวิญญาณสามสายหรือ”

‘ใช่เสียที่ไหน ข้าจะฝึกหกสายต่างหาก!’

“ขอรับ ท่านอาจารย์”

หานเจวี๋ยตอบกลับอย่างนอบน้อม

เซียนซีเสวียนพูดเบาๆ ว่า “เส้นทางนี้ไม่ง่าย เคราะห์สวรรค์ที่เจ้าเผชิญก็จะรุนแรงกว่าคนอื่นๆ เจ้าฝึกพลังวิญญาณเพียงสายเดียวได้ รอจนสำเร็จระดับรวมแก่นปราณแล้วค่อยฝึกพลังวิญญาณอื่นก็ยังไม่สาย”
บทที่ 9
“ศิษย์อยากเดินไปเช่นนี้ ถึงแม้จะยากเย็น แต่เชื่อว่าด้วยความตั้งใจที่มีศิษย์จะทำสำเร็จได้ ศิษย์ยอมใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝน” หานเจวี๋ยตอบ

เซียนซีเสวียนไม่ได้ปฏิเสธทันที แสดงว่ายังมีความหวังอยู่

เซียนซีเสวียนมองหานเจวี๋ยอย่างมีความหมายลึกซึ้ง พูดด้วยว่า “ที่สำนักฝ่ายในมีค่ายกลส่งตัวไปยังสระวิญญาณอัสนี แต่ว่าต้องใช้หินวิญญาณชั้นกลางจำนวนสิบก้อนต่อการอยู่ที่สระหนึ่งวัน”

ดูเผินๆ เหมือนจะสะดวกดี แต่สำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว เวลาหนึ่งวันไหนเลยจะเพียงพอ?

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างตื่นเต้นระคนดีใจ “ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ ศิษย์จะไปเดี๋ยวนี้!”

พูดจบเขาก็ลุกขึ้น รีบร้อนเดินออกไปทันที

เซียนซีเสวียนเผยรอยยิ้มออกมา จากนั้นก็หลับตาลงฝึกฝนต่อ

…..

หานเจวี๋ยมาที่เมืองของสำนักฝ่ายใน เขาสุ่มเลือกศิษย์หญิงคนหนึ่งมาสอบถาม “ศิษย์พี่หญิงท่านนี้ รบกวนแล้ว สระวิญญาณอัสนีอยู่ที่ใด สามารถบอกข้าได้หรือไม่”

“เดินไปทางนั้นจนสุดทาง จุดที่มีโคมไฟเขียนว่าอัสนีแขวนอยู่ก็คือสระวิญญาณอัสนี”

“ขอบคุณท่านมาก!”

“ศิษย์น้อง…”

หานเจวี๋ยหนีไปเร็วมาก ไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายตีสนิทเลย

สถานที่ใดมีคนก็จะมียุทธภพ สหายที่เขาคบหายิ่งน้อย ความยุ่งยากก็จะยิ่งน้อยลงไปด้วย

สิ่งใดคือสหาย?

เจ้าช่วยข้า ข้าช่วยเจ้า นี่ก็คือสหาย

ในเมื่อต้องช่วยเหลือกัน เช่นนั้นก็ต้องมีความยุ่งยากอยู่แล้ว

สิบนาทีผ่านไป หานเจวี๋ยก็หาหอสระวิญญาณอัสนีพบ

ครั้นเข้าไปในหอ เขาถึงเห็นว่าด้านในมีค่ายกลส่งตัวแห่งหนึ่ง

เขาหยิบหินวิญญาณชั้นสูงออกมาหนึ่งร้อยก้อนทันที อยู่ยาวไปสามปี!

หากออกมาก่อนเวลาก็สามารถเรียกคืนหินวิญญาณได้

สำนักหยกพิสุทธิ์ย่อมไม่เอาเปรียบศิษย์ของตนเอง

ศิษย์ที่ทำงานอยู่ที่นี่ล้วนมาเพื่อรับภารกิจ เจ้าของสระวิญญาณอัสนีเป็นผู้อาวุโสท่านหนึ่ง จึงไม่มีใครกล้ามาก่อเรื่อง

ศิษย์ที่มาทำงานเห็นหานเจวี๋ยฟุ่มเฟือยเช่นนี้ก็ตกใจเล็กน้อย แต่ไม่ได้พูดอะไรมาก

แม้ว่ารากวิญญาณอัสนีจะพบเห็นได้ยาก แต่ในสำนักหยกพิสุทธิ์ใช่ว่าจะมีแค่ไม่กี่คน

พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง หานเจวี๋ยก็มาถึงริมสระน้ำที่มีไอร้อนตลบอบอวลแล้ว ระยะการมองเห็นอยู่ใกล้มาก เมฆอัสนีอยู่ต่ำนัก รู้สึกว่าแค่ยื่นมือไปก็สามารถสัมผัสได้แล้ว

นอกจากเขา ยังมีผู้บำเพ็ญคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิฝึกฝนอยู่ไม่ไกล

“ในสระวิญญาณอัสนีห้ามเคลื่อนไหวสะเปะสะปะ ทำได้แค่ฝึกบำเพ็ญอยู่ริมสระ มิเช่นนั้นหากถูกอัสนีบาตสิ้นชีพ ก็สมควรโดนแล้ว!”

เสียงฮึเย็นๆ ดังมาจากทางด้านหลัง

หานเจวี๋ยหันหน้าไปมอง ผู้พูดกลับเป็นต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บนลำต้นมีใบหน้าคนปรากฏอยู่ กำลังพูดจาเหน็บแหนมอย่างไม่ไว้หน้า

ปีศาจพฤกษา!

หานเจวี๋ยพยักหน้าให้มัน ก่อนจะเดินไปนั่งขัดสมาธิฝึกฝนอยู่อีกด้าน

สระวิญญาณอัสนีตกอยู่ในความเงียบอย่างรวดเร็ว เหลือแค่เสียงฟ้าร้องเท่านั้น

หานเจวี๋ยตกใจระคนยินดีเมื่อพบว่าพลังวิญญาณอัสนีในนี้มีเยอะมาก เขาฝึกฝนได้เร็วกว่าพลังวิญญาณสายอื่นในเวลาปกติ

สุดยอดไปเลย!

หานเจวี๋ยรู้สึกตื่นเต้นไม่หยุด

……

ชั่วระยะเวลาสั้นๆ หนึ่งปี!

หานเจวี๋ยฝึกฝนรากวิญญาณอัสนีจนถึงระดับหลอมปราณขั้นเก้าแล้ว!

เขาไม่ได้จากไปทันที แต่กลับเตรียมตัวสร้างฐาน

ก่อนหน้านี้เขาฝึกฝนพลังวิญญาณธาตุต่างๆ จนสมบูรณ์แล้ว ตอนนี้ได้โอกาสฝึกรากวิญญาณอัสนีให้ถึงขั้นเก้าสมบูรณ์ด้วยพอดี

หลอมปราณหกสายถึงขั้นสมบูรณ์ สร้างฐานได้เลยทันที!

ระดับสร้างฐานล้วนต้องใช้โอสถสร้างฐาน แต่นั่นสำหรับมนุษย์ธรรมดาทั่วไป

หานเจวี๋ยมีคุณสมบัติรากวิญญาณชั้นเลิศ

ในวิชาวัฏจักรหกวิถีขั้นแรกบันทึกวิธีหลบเลี่ยงด่านเคราะห์เอาไว้ ช่างบ้าระห่ำเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือการดูดซับอัสนีสวรรค์!

วัฏจักรหกวิถีจะสลายอัสนีสวรรค์ให้กลายเป็นพลังวิญญาณอัสนี ช่วยเสริมตบะของเขาให้แข็งแกร่ง!

หนึ่งเดือนผ่านไป

หานเจวี๋ยเริ่มสร้างฐาน

ประจวบเหมาะกับที่สระวิญญาณอัสนีมีคนน้อย แม้จะสร้างฐานสำเร็จ ก็ไม่ค่อยดึงดูดความสนใจของผู้คนมากนัก

หานเจวี๋ยที่นั่งขัดสมาธิเปลี่ยนท่ามือไม่หยุด โคจรแนวทางของวิชาวัฏจักรหกวิถี พลังวิญญาณทั้งหกสายหมุนวนอยู่ในร่างเขา ภายในจุดตันเถียน[1]เกิดวังวนหกสีขึ้นมา

ปีศาจพฤกษาลืมตาทันที และมองมาทางเขาอย่างประหลาดใจ

ผู้บำเพ็ญที่อยู่ไม่ไกลลืมตาขึ้นมาเช่นกัน

เห็นเพียงว่าสายฟ้าในสระวิญญาณอัสนีเริ่มตรงไปรวมตัวกันที่หานเจวี๋ย

“นี่เจ้าจะสร้างฐานหรือ”

ผู้บำเพ็ญทำหน้าประหลาด เขาถอยห่างจากหานเจวี๋ยอย่างเงียบๆ เพราะกลัวจะถูกสายฟ้าสวรรค์ผ่า

ครึ่งชั่วยามผ่านไป

สายฟ้าเป็นเส้นๆ ประสานกันไปมาเหนือศีรษะของหานเจวี๋ยราวกับอสรพิษและมังกร

จุดที่น่าประหลาดก็คือ เมื่อสายฟ้าเหล่านี้สัมผัสโดนร่างของหานเจวี๋ยก็จะหายไปทันที ไม่สร้างความเสียหายใดๆ ให้กับเขาเลย

ปีศาจพฤกษากับผู้บำเพ็ญพากันขมวดคิ้ว

เจ้าเด็กนี่ฝึกฝนวิชายุทธ์ใดกัน

ไม่นึกว่าจะสามารถสลายด่านเคราะห์ได้!

แม้พวกเขาจะแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้เข้าไปรบกวน

รบกวนการฝ่าด่านเคราะห์ของผู้อื่นเป็นสิ่งต้องห้ามในโลกการฝึกบำเพ็ญ ไร้ศีลธรรมยิ่ง!

ด้วยอาศัยคุณสมบัติรากวิญญาณขั้นสุดยอดกับวิชายุทธ์ที่ไร้เทียมทาน การสร้างฐานของหานเจวี๋ยไร้ซึ่งอันตราย ทุกอย่างราบรื่นมาก

สามวันต่อมา เขาก็สร้างฐานได้สำเร็จ บรรลุเข้าสู่ตบะระดับสร้างฐานขั้นหนึ่งแล้ว

[ยินดีด้วยที่ท่านบรรลุระดับสร้างฐาน ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง มีชื่อเสียงในสำนักหยกพิสุทธิ์ จะได้รับวิชาอัสนีเก้าโลกันตร์กับความอาฆาตแค้นจากเซียนซีเสวียน]

[สอง ฝึกฝนอย่างเงียบๆ หลอมแก่นปราณทองออกมาแต่เนิ่นๆ จะได้รับวิชากระบี่ชั้นเลิศหนึ่งวิชา]

หานเจวี๋ยเลือกทางที่สองอย่างไม่ลังเล

หลังจากบรรลุระดับแล้ว เขาไม่ได้จากไปทันที แต่คิดว่าจะฝึกฝนพลังวิญญาณอัสนีต่อจนกว่าจะหมดเวลา

เขารับสืบทอดแนวทางของวิชาวัฏจักรหกวิถีขั้นที่สองก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็ยังฝึกฝนต่อ

‘เจ้าเด็กนี่อุปนิสัยดีจริงๆ สร้างฐานสำเร็จก็ไม่ออกไปฉลองสักหน่อย แต่กลับฝึกฝนต่อ’ ผู้บำเพ็ญคนนั้นคิดอยู่เงียบๆ

ตัวอักษรแถวหนึ่งลอยขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย

[โม่ฟู่โฉวเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

หานเจวี๋ยลืมตาขึ้นมอง สังเกตเห็นว่าผู้บำเพ็ญคนนั้นจ้องมองตนเองอยู่

หานเจวี๋ยพยักหน้าให้เขาเล็กน้อยอย่างมีมารยาท

โม่ฟู่โฉวพยักหน้าตาม จากนั้นทั้งสองก็ฝึกบำเพ็ญต่อ ไม่ได้สนทนากันเลย

……

หานเจวี๋ยเดินออกจากสระวิญญาณอัสนี ก่อนเรียกหน้าจอแสดงคุณสมบัติของตนเองออกมา

[ชื่อ: หานเจวี๋ย]

[อายุขัย: 27/187]

[เผ่าพันธุ์: มนุษย์]

[ตบะ: ระดับสร้างฐานขั้นสาม]

[วิชายุทธ์: วิชาวัฏจักรหกวิถี (สืบทอดได้) ]

[วิชาเวท: ดรรชนีกระบี่เทพ]

[พลังวิเศษ: ไม่ปรากฏ]

[อาวุธเวท: ไม่ปรากฏ]

[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ร่างวิญญาณหกสาย ประกอบด้วยรากวิญญาณวายุ รากวิญญาณอัคคี รากวิญญาณวารี รากวิญญาณพสุธา รากวิญญาณพฤกษา และรากวิญญาณอัสนีระดับสูงสุด เสริมดวงชะตาขึ้นอีกระดับ]

[ดวงชะตาแต่กำเนิดมีดังนี้]

[ไม่เป็นสองรองใคร: รูปโฉมหล่อเหลา เจ้าเสน่ห์ระดับสูงสุด]

[ชะตาเซียนกระบี่: คุณสมบัติมรรคกระบี่ระดับสูงสุด ความเข้าใจมรรคกระบี่ระดับสูงสุด]

[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบัติท่าร่างระดับสูงสุด]

[ทายาทจักรพรรดิเซียน: ได้รับวิชายุทธ์บำเพ็ญเซียนระดับสูงและหินวิญญาณชั้นสูงหนึ่งพันก้อน]

[ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์]

ระดับสร้างฐานขั้นสาม!

นี่คือตบะรากวิญญาณอัสนีของเขา ระดับสร้างฐานก็แบ่งออกเป็นเก้าขั้นเช่นกัน ความเร็วระดับนี้ไม่อาจพูดได้ว่าช้า

สองปีกับตบะสามขั้น!

สิ่งที่สำคัญที่สุดคืออายุขัยเพิ่มไปจนถึง 187 ปีแล้ว!

หานเจวี๋ยพึงพอใจเป็นอย่างมาก

“สหาย ไม่ทราบว่าท่านชื่อแซ่ว่าอย่างไร ข้าน้อยโม่ฟู่โฉวจากยอดเขาอัสนีสวรรค์!”

มีเสียงดังมาจากด้านหลังของหานเจวี๋ย เขาอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับไปดู

หานเจวี๋ยประสานมือคารวะ พูดด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าน้อยหานเจวี๋ยจากยอดเขาหยกวิเวก”

“ยอดเขาหยกวิเวก? มิน่าข้าถึงรู้สึกไม่คุ้นหน้า พรสวรรค์ระดับท่านไปเข้ายอดเขาหยกวิเวกช่างน่าเสียดายนัก มาที่ยอดเขาอัสนีสวรรค์ของข้าเอาไหม อาจารย์ของข้าเป็นผู้ฝึกสายอัสนี” โม่ฟู่โฉวส่ายหน้าพูด

หานเจวี๋ยยิ้มตอบ “ข้ากราบเซียนซีเสวียนเป็นอาจารย์แล้ว เป็นอาจารย์หนึ่งวันเท่ากับเป็นบิดาชั่วชีวิต ไหนเลยจะทรยศได้ตามแต่ใจ? ขอบคุณความปรารถนาดีของสหายโม่มาก”

โม่ฟู่โฉวว่าด้วยรอยยิ้ม “วิชายุทธ์ของท่านยอดเยี่ยมมาก เวลาสั้นๆ แค่สองปีก็บรรลุถึงระดับสร้างฐานขั้นสามแล้ว มองดูทั่วทั้งสำนักฝ่ายใน ก็นับว่าอยู่เหนือคนระดับเดียวกัน”

“สหายโม่ชมเกินไปแล้ว ข้าน้อยไม่คิดจะเทียบกับศิษย์พี่และศิษย์น้องคนอื่นๆ ในสำนักฝ่ายในหรอก”

“ฮ่าๆๆ”

ทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นถึงแยกย้ายกันไป

หลังจากกลับถึงยอดเขาหยกวิเวก หานเจวี๋ยลังเลว่าจะไปทักทายเซียนซีเสวียนดีหรือไม่

ช่างเถอะ

‘อาจารย์เองก็มุมานะฝึกบำเพ็ญ ข้าไม่ไปรบกวนจะดีกว่า’

หานเจวี๋ยกลับมาที่ถ้ำเทวาอย่างเงียบๆ

พอกลับถึงเตียงนอน หานเจวี๋ยพักผ่อนสักพักหนึ่ง ก่อนจะกดดูค่าความสัมพันธ์

เขาพบว่ามุมขวาบนมีสัญลักษณ์ซองจดหมายอยู่ ทั้งยังมีจุดสีแดงปรากฏด้วย

เขาอดแปลกใจไม่ได้ จึงรีบกดเปิดอ่าน
บทที่ 10
[สิงหงเสวียนสหายของท่านเผชิญกับการล่าสังหารของสำนักหยกพิสุทธิ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โชคดีที่หนีรอดได้]

[สิงหงเสวียนสหายของท่านถูกเพื่อนร่วมสำนักล่าสังหาร โชคดีที่สังหารกลับได้]

[สิงหงเสวียนสหายของท่านทรยศลัทธิมารฟ้ามืด พบเจอการล่าสังหารจากลัทธิมารฟ้ามืด]

[สิงหงเสวียนสหายของท่านเพิ่มความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]

หานเจวี๋ยหมดคำจะพูด

สตรีนางนี้น่าสงสารเสียจริง

เรื่องที่ไม่น่าเชื่อก็คือผ่านไปหลายปีแล้ว ความประทับใจที่สิงหงเสวียนมีต่อเขาดันทวีขึ้น

พวกเขาไม่ได้พบหน้ากันเลย!

จิตใจสตรีประดุจเข็มใต้ก้นสมุทร

ยากเกินหยั่งถึง

หานเจวี๋ยดูแล้วดูอีก ผู้ที่มีความสัมพันธ์กับเขาล้วนไม่มีตบะเพิ่มขึ้นเลย

เช่นนี้ก็สบายใจแล้ว

กำหนดเป้าหมายเล็กๆ ไว้ก่อน จะต้องเหนือกว่าเซียนซีเสวียนให้ได้

หานเจวี๋ยปิดหน้าจอแสดงคุณสมบัติ ปลุกอารมณ์ให้ฮึกเหิม แล้วจึงฝึกบำเพ็ญต่อ

……

สามปีต่อมา

รากวิญญาณอัคคีของหานเจวี๋ยฝึกฝนจนถึงระดับสร้างฐานขั้นสาม

หากกล่าวแค่เรื่องระดับความหนาแน่นของพลังวิญญาณ ความหนาแน่นของพลังวิญญาณในสระวิญญาณอัสนีสูงกว่าภายนอกมาก ดังนั้นเวลาที่หานเจวี๋ยใช้จึงค่อนข้างมากเช่นกัน

รอจนเขาฝึกฝนพลังวิญญาณปฐพี วารี อัคคี และวายุจนถึงระดับสร้างฐานขั้นสาม น่าจะต้องใช้เวลาสิบสองปี

ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็มีอายุขัย 187 ปีแล้ว ยังทันอยู่!

‘แต่หากฝึกฝนรากวิญญาณทั้งหกสายจนถึงระดับสร้างฐานขั้นสมบูรณ์ คาดว่าก็ต้องช่วงชิงเวลากับขีดจำกัดอายุขัยเหมือนกัน’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ

ฝึกฝนหกธาตุ ใช้เวลานานกว่าการฝึกฝนธาตุเดียวหกเท่า

หานเจวี๋ยนึกถึงสระวิญญาณอัสนีขึ้นมา

ดูท่าทางจะต้องใช้สระวิญญาณพวกนี้ให้เกิดประโยชน์

ในสำนักหยกพิสุทธิ์ นอกจากสระวิญญาณอัสนีแล้วยังมีสระวิญญาณอื่นๆ อยู่อีก รวมทั้งหมดแปดธาตุ อีกสองธาตุที่เหลือคือทองคำกับน้ำแข็ง

ไม่พูดไม่ได้ว่าสำนักหยกพิสุทธิ์มีกำลังและต้นทุนมหาศาลจริงๆ

เช่นนี้ก็ดี หานเจวี๋ยไม่ต้องเปลี่ยนสำนักแล้ว

หลายวันผ่านไป

พลันมีเสียงระฆังดังขึ้นบนยอดเขาหยกวิเวก

หานเจวี๋ยลืมตาและลุกขึ้นมา

มีเสียงเคาะระฆังเมื่อใด แสดงว่าเซียนซีเสวียนต้องการเรียกพบศิษย์ทั้งหมด

ผ่านมาหลายปีปานนี้ นี่เพิ่งเป็นครั้งแรก

‘หวังว่าคงไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไรนะ ข้ายังอยากฝึกฝนต่อ’

หานเจวี๋ยคิดในใจเงียบๆ

หลังออกมาจากถ้ำเทวา เขาก็พบกับฉางเยวี่ยเอ๋อร์

“ศิษย์น้อง ไม่เจอกันนานเลย เอ๊ะ? เจ้าสร้างฐานแล้วรึ” ฉางเยวี่ยเอ๋อร์กล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม จากนั้นดวงตาคู่งามก็เบิกกว้าง

นางเพิ่งจะถึงระดับสร้างฐานขั้นสอง มองไม่เห็นตบะของหานเจวี๋ย แต่รับรู้ได้ว่าพลังวิญญาณของเขาแข็งแกร่งมาก ผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณโดยทั่วไปไม่อาจเทียบได้เลย

หานเจวี๋ยยิ้มตอบอย่างนอบน้อม “ก็แค่โชคดี ก็แค่โชคดี”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์แอบตกใจ

‘ศิษย์น้องคงไม่ได้เหนือกว่าข้าแล้วหรอกนะ?

ไม่ได้!

ข้าต้องเร่งทำเวลาฝึกบำเพ็ญ ไม่อาจให้ศิษย์น้องมาเทียบได้’

[ความประทับใจที่ฉางเยวี่ยเอ๋อร์มีต่อท่านลดลง ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1.5 ดาว]

ในหัวของหัวเจวี๋ยเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

อะไรกันเนี่ย

ข้าพูดอะไรผิดหรือ?

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์หัวเราะคิกคักพลางพาหานเจวี๋ยขึ้นเขา ราวกับว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนยังเหมือนเดิม

ระหว่างทาง พวกเขาพบกับศิษย์ยอดเขาหยกวิเวกคนอื่นๆ หานเจวี๋ยมีสถานะเด็กสุด เวลาเจอใครต้องเรียกว่าศิษย์พี่เสมอ

แตกต่างจากที่เขาจินตนาการไว้ ในยอดเขาหยกวิเวกมีศิษย์ชายคนอื่นอีกไม่น้อย แต่ละคนล้วนภูมิฐานสง่างาม

อัตราส่วนระหว่างชายหญิงพอๆ กัน

คนกลุ่มหนึ่งมาถึงประตูใหญ่ตำหนักหยกวิเวก ก่อนจะคุกเข่าคารวะ

พวกเขารอคอยอย่างอดทน

ในระหว่างนั้น หานเจวี๋ยถูกคนอื่นๆ ส่งสายตาพินิจมอง

ลูกศิษย์หญิงล้วนส่งยิ้มให้กับเขา

แต่ว่าไม่มีใครเกิดความประทับใจในตัวเขาเลย

ศิษย์เหล่านี้บากบั่นฝึกฝนมาหลายปีแล้ว ไม่เหมือนฉางเยวี่ยเอ๋อร์ที่เข้ายอดเขาหยกวิเวกก่อนหานเจวี๋ยไม่กี่ปี

มีศิษย์ทยอยมากันเรื่อยๆ

เมื่อประตูใหญ่เปิดออก หานเจวี๋ยคำนวณดูแล้ว มีศิษย์รวมทั้งหมดห้าสิบหกคน

ยอดเขาหยกวิเวกที่รั้งท้ายสุดยังมีศิษย์จำนวนมากเช่นนี้ ยอดเขาอื่นไม่ต้องพูดถึงเลย

ตบะของศิษย์ส่วนมากแข็งแกร่งกว่าหานเจวี๋ย ทำให้เขามองตบะของคนอื่นไม่ออก

หลังจากเข้าไปในตำหนัก หานเจวี๋ยถอยไปอยู่ด้านหลังสุดอย่างเงียบๆ

เขาเป็นศิษย์น้องเล็ก ย่อมต้องอยู่แถวหลังสุด จะได้ไม่ไปล่วงเกินศิษย์พี่บางส่วนที่มีจิตใจคับแคบ

ภายในตำหนักมีเบาะกลมหลายอันจัดวางไว้แล้ว แบ่งเป็นสองแถวให้บรรดาศิษย์นั่งหันหน้าเข้าหากัน

หานเจวี๋ยนั่งอยู่หลังสุด ฝั่งตรงข้ามคือฉางเยวี่ยเอ๋อร์

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ขยิบตาให้เขาราวกับเป็นเด็กน้อย

สติปัญญาอ่อนด้อย!

หานเจวี๋ยแอบชูนิ้วกลางให้

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ไม่เข้าใจสัญลักษณ์มือนี้ นึกว่าเป็นสัญญาณลับ จึงชูนิ้วกลางให้หานเจวี๋ยด้วยเช่นกัน

หานเจวี๋ย “…”

ขณะนี้เอง เซียนซีเสวียนเอ่ยปากพูด “เจ้าสำนักเพิ่งตัดสินออกมา จากนี้ไปการประลองเวทของสิบแปดยอดเขา ยอดเขาที่รั้งสามอันดับสุดท้ายจะต้องเลือกศิษย์สิบคนไปต่อกรกับลัทธิมารฟ้ามืด หลายปีมานี้ ลัทธิมารฟ้ามืดส่งสายลับมาวางแผนทำร้ายสำนักหยกพิสุทธิ์ เจ้าสำนักเตรียมโต้กลับแล้ว”

หานเจวี๋ยสังเกตสีหน้าของคนอื่น

เขาพบว่าไม่มีใครลนลานเลย

อืม?

หรือว่ายอดเขาหยกวิเวกไม่ได้จัดอยู่ในสามอันดับสุดท้าย?

แต่ก่อนหานเจวี๋ยคิดมาตลอดว่ายอดเขาหยกวิเวกเป็นยอดเขาที่อ่อนแอที่สุด

ศิษย์เอกหลิ่วซานซินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านอาจารย์ ถึงแม้ยอดเขาหยกวิเวกเราจะไม่โดดเด่นอะไร แต่ก็มั่นคงอยู่ในสิบอันดับแรกมาโดยตลอด ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องนี้”

ศิษย์คนอื่นๆ ก็เห็นพ้องด้วย

“ต่อให้พวกเราเก็บตัวเงียบสักแค่ไหน ก็ไม่น่าจะรั้งอยู่อันดับท้ายๆ”

“ลัทธิมารฟ้ามืดกำเริบเสิบสานขึ้นทุกทีจริงๆ”

“ว่ากันว่าสำนักฝ่ายนอกมีสายของลัทธิมารฟ้ามืดอยู่ไม่น้อยเลย”

“ช่วงนี้รับศิษย์ต้องระวังกันหน่อยแล้ว สายลับของลัทธิมารไม่ฝึกฝนวิชามารด้วยซ้ำ”

“ควรจะจัดการลัทธิมารฟ้ามืดตั้งนานแล้ว ทุกครั้งที่ข้าไปหาประสบการณ์ข้างนอก ล้วนพบเจอคนของพวกมัน โอหังอวดดีกันถึงที่สุด”

หานเจวี๋ยฟังอยู่เงียบๆ ไม่ได้เอ่ยด้วย

เซียนซีเสวียนกล่าว “อาจารย์ย่อมไม่กังวลเรื่องอันดับ แต่เรื่องนี้เป็นสัญญาณบอกล่วงหน้าว่าสำนักหยกพิสุทธิ์กับลัทธิมารฟ้ามืดจะต้องเปิดศึกกันไม่ช้าก็เร็ว ช่วงนี้ตอนที่พวกเจ้ารับภารกิจ ก็ให้รับภารกิจที่เกี่ยวข้องกับลัทธิมารฟ้ามืด แม้ว่ายอดเขาหยกวิเวกจะไม่ทำตัวเป็นจุดสนใจ แต่ใช่ว่าไม่คิดจะทำคุณให้กับสำนัก”

บรรดาศิษย์พยักหน้า

“หานเจวี๋ย” จู่ๆ เซียนซีเสวียนก็เรียกขึ้นมา

หานเจวี๋ยรีบลุกขึ้น

ศิษย์คนอื่นพากันมองมาทางเขา

“เข้ายอดเขามาหลายปี เจ้าก็บรรลุจากระดับหลอมปราณขั้นเก้ามาถึงระดับสร้างฐานขั้นสามแล้ว ดูท่าเจ้าจะมีพรสวรรค์จริงๆ” เซียนซีเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม

พอกล่าวออกมาเช่นนี้ สีหน้าของคนทั้งหมดพลันเปลี่ยนไป

การฝึกบำเพ็ญที่รวดเร็วระดับนี้…

หานเจวี๋ยตอบกลับว่า “เพียงบังเอิญโชคดี…”

‘อาจารย์ ศิษย์ไม่อยากทำตัวเด่นนะ’

“ช่วงนี้ทางสำนักมีแผนการบ่มเพาะลูกศิษย์ จะนำศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของแต่ละยอดเขามาฝึกอบรมด้วยกัน วันหน้าอาจได้เป็นหน้าเป็นตาของกลุ่มคนรุ่นเยาว์ในสำนักหยกพิสุทธิ์ อาจารย์อยากแนะนำให้เจ้าไป”

เซียนซีเสวียนกล่าวอย่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แววตาของบรรดาศิษย์ที่มองหานเจวี๋ยก็เปลี่ยนไป

หานเจวี๋ยรีบคุกเข่าลง พูดอย่างสั่นกลัวว่า “อาจารย์ ศิษย์ไม่อยากไปขอรับ ศิษย์มีความสามารถที่ไหนกัน? ศิษย์อยากฝึกบำเพ็ญเงียบๆ อยู่ในยอดเขาหยกวิเวก ไม่อยากแย่งชิงลาภยศชื่อเสียง อีกอย่างศิษย์เพิ่งมาใหม่ โอกาสเช่นนี้ควรมอบให้ศิษย์พี่ทั้งหลายมากกว่า!”

ต้องมีลับลมคมในแน่นอน

หานเจวี๋ยรู้อยู่แก่ใจดี

ต่อให้เขาเป็นอัจฉริยะไม่เป็นสองรองใครจริง แต่ประสบการณ์ของเขายังน้อยนัก

เพิ่งเข้ามาก็กลายเป็นเป้าหมายหลักในการบ่มเพาะของสำนักแล้ว นี่ไม่ใช่หลุมพรางหรอกหรือ

หรือว่าเซียนซีเสวียนกำลังหยั่งเชิงเขา?

หากเขาเป็นสายลับของลัทธิมารฟ้ามืด จะต้องคว้าโอกาสครั้งนี้ไว้แน่

“จริงหรือ” เซียนซีเสวียนหรี่ตาถาม

หานเจวี๋ยพยักหน้าตอบ “ไม่มีเท็จแน่นอน!”

เซียนซีเสวียนพยักหน้ารับ

หานเจวี๋ยถอนหายใจโล่งอก และนั่งลงไปเช่นเดิม

สายตาที่ศิษย์คนอื่นมองเขาเปลี่ยนเป็นอ่อนโยนแทน

[หลิ่วซานซินเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

ไม่ผิดคาด!

ศิษย์พี่ใหญ่อยากไป!

ก็ถูกต้องแล้ว เรื่องแบบนี้หากให้ศิษย์คนอื่นรับไป ศิษย์พี่ใหญ่จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?

เซียนซีเสวียนหันไปพูดกับหลิ่วซานซินว่า “ถ้าอย่างนั้นให้เจ้าไปแล้วกัน เจ้าเป็นศิษย์เอกของยอดเขาหยกวิเวก อย่าได้ก่อเรื่องก่อราวเล่า”

“ศิษย์รับทราบ!”

หลิ่วซานซินเผยรอยยิ้มออกมา ศิษย์ที่เหลือก็พากันแสดงความยินดีกับเขา