1-5
บทที่ 1
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 11/65]
[เผ่าพันธุ์: มนุษย์]
[ตบะ: ไม่ปรากฏ]
[วิชายุทธ์: ไม่ปรากฏ]
[วิชาเวท: ไม่ปรากฏ]
[พลังวิเศษ: ไม่ปรากฏ]
[อาวุธเวท: ไม่ปรากฏ]
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ระดับต่ำสุด (กดสุ่มลูกเต๋า) ]
[ดวงชะตาแต่กำเนิด (กดสุ่มลูกเต๋า) ]
[พลังวิญญาณเสริม: คุณสมบัติรากวิญญาณพสุธาและพฤกษาเสริมความแข็งแกร่ง]
[พลังโจมตี: ค่าพลังโจมตีแข็งแกร่ง จิตวิญญาณแกร่งกล้า]
[กดคลิกเพื่อเริ่มต้นเข้าสู่เกมวิถีแห่งชีวิต]
…
หานเจวี๋ยในวัยสิบเอ็ดปีมองดูหน้าต่างค่าสถานะตรงหน้าตนเองแล้วแทบจะสิ้นหวัง
แม้ว่าค่าคุณสมบัติรากวิญญาณและดวงชะตาแต่กำเนิดจะสามารถเขย่าลูกเต๋าสุ่มเปลี่ยนได้ทุกวัน แต่ถึงอย่างไรก็สุ่มได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยจะเริ่มสุ่มใหม่อีกครั้งในเวลาเจ็ดโมงเช้าของทุกวัน
หานเจวี๋ยเริ่มสุ่มลูกเต๋ามาตั้งแต่เกิด
ผ่านมาตั้งสิบเอ็ดปีแล้ว ยังไม่เคยสุ่มได้ค่าคุณสมบัติรากวิญญาณระดับสูงและดวงชะตาแต่กำเนิดที่โดดเด่นเลยแม้แต่น้อย
‘เอาแบบนี้ไปเลยดีไหมนะ’
หานเจวี๋ยมีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
ไม่ได้เด็ดขาด!
ไม่ง่ายนักกว่าจะมาถึงโลกของเทพเซียนปีศาจ มนุษย์ธรรมดาจะบำเพ็ญเซียนได้อย่างไร
หานเจวี๋ยอยากเป็นตัวเอกที่ราบรื่นไปหมดทุกอย่าง!
สุ่มอีก!
หานเจวี๋ยยกมือ กดไปยังหน้าต่างค่าสถานะตรงด้านหน้าของเขา
คุณสมบัติรากวิญญาณเปลี่ยนแปลง!
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ไร้การเปลี่ยนแปลง]
ใบหน้าอ่อนเยาว์ของหานเจวี๋ยเจื่อนลงทันที
สุ่มอีกครั้ง!
[ชะตากำพร้า: ไร้ญาติขาดมิตร โดดเดี่ยวตลอดชีวิต อายุขัยเพิ่มหนึ่งร้อยปี]
มารดามันเถอะ!
สุ่มได้ชะตากำพร้า!
ใครจะอยากโดดเดี่ยวไปตลอดชีวิตกัน!
หานเจวี๋ยโกรธจนลงไปนอนดีดดิ้นอยู่บนพื้นหญ้า
ตลอดสิบเอ็ดปีมานี้ไม่เคยสุ่มได้คุณสมบัติรากวิญญาณและดวงชะตาแต่กำเนิดระดับสูงเลยสักครั้ง
เป็นไปไม่ได้!
สุ่มต่อไป!
ข้าไม่เชื่อหรอก!
หานเจวี๋ยโกรธจนตัวสั่น
หลังจากกลิ้งไปมากับพื้นร่วมสามสิบนาที ก็ยันกายลุกขึ้นมา
หานเจวี๋ยเป็นมนุษย์ที่กลับชาติมาเกิด ชาติก่อนนั้นมาจากโลกศตวรรษที่ 21 เมื่อครั้งเยาว์วัยถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย เขาไม่ยอมรับการรักษาที่ต้องทนทุกข์ทรมาน และกลับไปรอความตายที่บ้าน คืนวันนั้นเพื่อที่จะทำให้ร่างกายลืมความเจ็บปวดไป เขาเอาเกมการบำเพ็ญเซียนเก่าเก็บออกมาเล่น
เขาเล่นเกมอย่างสนุกสนานตลอดทั้งคืน จนใกล้รุ่งสางถึงเริ่มง่วง จากนั้นก็ไม่รับรู้อะไรอีก
เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หานเจวี๋ยกลับชาติมาเกิดใหม่ในโลกที่เหมือนกับยุคสมัยโบราณแห่งนี้ เขามาเกิดในสำนักบำเพ็ญเซียนแห่งหนึ่ง
สำนักหยกพิสุทธิ์ เป็นสำนักบำเพ็ญเซียนสายหลักในสมัยราชวงศ์ต้าเยี่ยน
ในวันที่ถูกตรวจพบโรคมะเร็งระยะสุดท้าย หานเจวี๋ยตกใจหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง เป็นครั้งแรกที่ตระหนักได้ว่าชีวิตสำคัญยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น
คาดไม่ถึงว่าในชีวิตนี้จะฝึกให้เป็นอมตะได้!
เขาประหลาดใจเพราะมันเกินกว่าที่ตนคาดหวังไว้นัก!
เขาจะต้องบำเพ็ญเซียนเพื่อเป็นอมตะให้ได้!
เขาจะอยู่ยั่งยืนยาวกว่าใครทั้งหมด!
ทว่าเขาไม่อาจบำเพ็ญเซียนขณะที่ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาได้!
ตั้งแต่เกิดมา หานเจวี๋ยใช้ชีวิตโดยปราศจากความกดดัน พ่อแม่ของเขาเป็นข้ารับใช้ของผู้เฒ่าเถี่ยนักหลอมโอสถสายนอกของสำนักหยกพิสุทธิ์ ปกติจะช่วยผู้เฒ่าเถี่ยเพาะปลูกสมุนไพร
นักหลอมโอสถนั้นมีฐานะไม่ธรรมดา ที่สำนักฝ่ายนอกไม่มีผู้ใดหาญกล้ามีปัญหากับผู้เฒ่าเถี่ย ผู้เฒ่าเถี่ยมีข้ารับใช้อยู่หลายสิบคน คนเหล่านั้นเป็นมนุษย์ธรรมดาทั้งสิ้น
แม้ว่าจะมีคุณสมบัติรากวิญญาณ แต่ผู้เฒ่าเถี่ยก็ไม่อนุญาตให้ข้ารับใช้ฝึกบำเพ็ญตบะ คงเพราะกลัวข้ารับใช้จะขโมยสมุนไพรของเขาไป
สมุนไพรของเขามีคุณประโยชน์แก่ผู้บำเพ็ญเซียนเป็นอย่างมาก แต่สำหรับมนุษย์แล้วคือยาพิษขนานแท้
แต่ในปีที่หานเจวี๋ยอายุได้หกปี พ่อแม่ของเขาหลบหนีไป ทอดทิ้งเขาที่ยังเด็กไว้ในสวนสมุนไพรของผู้เฒ่าเถี่ย
หานเจวี๋ยพอจะเข้าใจได้ หากพาเด็กหนีไปด้วยคงจะไม่สะดวกแน่
ผู้เฒ่าเถี่ยก็ไม่ได้คิดเอาความ กลับกันยังให้คนพาหานเจวี๋ยไปช่วยเพาะปลูกสมุนไพรด้วยซ้ำ
เวลาผ่านไปนาน หานเจวี๋ยมีความรู้และความคุ้นเคยกับพืชสมุนไพรทั้งหมดในสวนเป็นอย่างดี
ผู้เฒ่าเถี่ยก็ไม่ได้รังแกเขา หานเจวี๋ยจึงสุ่มดวงชะตาต่อไป
อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา รออีกหน่อยไม่ดีกว่าหรือ
‘เฮ้อ สุ่มต่อไปแล้วกัน หากว่าก่อนอายุสามสิบยังสุ่มไม่ได้ดวงชะตาพลิกฟ้า อย่างนั้นก็ช่างมันเถอะ เป็นมนุษย์ธรรมดาบำเพ็ญเซียนไปก็ได้’
หานเจวี๋ยนึกคิดเงียบๆ
ในสวนสมุนไพร ข้ารับใช้ที่อาวุโสที่สุดมีอายุเจ็ดสิบกว่าปี นามว่าเฒ่าหวาง ตอนอายุได้สิบกว่าปีเขาถูกผู้เฒ่าเถี่ยคัดเลือกมา บัดนี้เป็นหัวหน้าข้ารับใช้ พวกข้ารับใช้ล้วนเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของเฒ่าหวาง
หานเจวี๋ยเหยียดกายลุกขึ้น กลับไปยังสวนสมุนไพร เริ่มรดน้ำและเก็บกวาดใบไม้แห้ง
สวนสมุนไพรมีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ขนาดใหญ่เทียบเท่ากับสนามฟุตบอลแห่งหนึ่ง ในช่วงที่งานยุ่งข้ารับใช้ทุกคนจะระมัดระวังเป็นอย่างมาก หากไม่ระวังทำพืชสมุนไพรเสียหาย ผู้เฒ่าเถี่ยต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่นอน อีกทั้งยังมีพืชสมุนไพรบางชนิดที่เต็มไปด้วยพิษร้ายแรงอีก
ผู้เฒ่าเถี่ยเดินทางออกไปนอกสำนักเมื่อเดือนก่อน คาดว่ากว่าจะกลับมาก็อีกสองถึงสามปี
สำหรับผู้บำเพ็ญเซียนแล้ว ระยะเวลาสองสามปีนับว่าไม่นานอะไร
ในสวนสมุนไพร หานเจวี๋ยเป็นคนพูดน้อย ทำให้เขาแทบจะไม่มีมิตรสหาย ก็มีแต่เฒ่าหวางที่พูดคุยกับเขา
หลังจากเสร็จงาน เขาก็กลับไปที่ห้องและเริ่มวิดพื้นฝึกฝนร่างกาย
…
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากหานเจวี๋ยล้างหน้าล้างตาเสร็จ
เขานั่งเฝ้ารออยู่บนเตียงไม้
จวบจนถึงเวลาที่จะได้เริ่มสุ่มใหม่อีกครั้ง หานเจวี๋ยถึงเริ่มรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา
ตื่นเต้นคล้ายกับจะได้สุ่มรางวัลใหญ่
นี่เป็นสิ่งที่เขารอคอยมากที่สุดในทุกๆ วัน
เขาถูฝ่ามือไปมา
สุ่มคุณสมบัติรากวิญญาณก่อนแล้วกัน
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ไร้การเปลี่ยนแปลง]
ให้ตายสิ!
นี่มันชักจะเกินไปแล้ว!
หานเจวี๋ยโมโหแทบตาย
มือไม้ของเขาเริ่มสั่น ต่อไปเริ่มสุ่มดวงชะตาแต่กำเนิด!
ลูกเต๋าเริ่มสุ่มแล้ว!
[ได้รับดวงชะตาแต่กำเนิดดังนี้]
[ไม่เป็นสองรองใคร: รูปงาม เจ้าเสน่ห์ระดับสูงสุด]
[ชะตาเซียนกระบี่: มรรคกระบี่ระดับสูงสุด ความเข้าใจมรรคกระบี่ระดับสูงสุด]
[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบติท่าร่างระดับสูงสุด]
[ทายาทจักรพรรดิเซียน: หลังผู้เล่นเริ่มต้นเกม จะได้รับสุดยอดวิชาบำเพ็ญเซียน และได้รับหินวิญญาณชั้นสูงหนึ่งพันก้อน]
หานเจวี๋ยตะลึงงัน
เขาเบิกตากว้าง ประหลาดใจในทันที
ดวงชะตาแต่กำเนิดถึงสี่ดวงชะตา!
นี่สุ่มแค่ครั้งเดียวก็ได้รับค่าดวงชะตาแต่กำเนิดถึงสี่ดวงชะตา แถมดูแล้วมีแต่สุดยอดทั้งนั้น
ยิ่งมองหานเจวี๋ยก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น
มันนี่แหละ!
ไม่ใช่สิ!
พวกมันนี่แหละ!
ดวงชะตาระดับสูงสี่ดวงชะตา สุดยอดวิชาอีกหนึ่ง!
มองแวบแรกก็รู้แล้วว่ายอดเยี่ยมยิ่งนัก
สุ่มมาตั้งสิบเอ็ดปี ผ่านไปวันแล้ววันเล่า ในที่สุดความพยายามก็สำเร็จจนได้!
หานเจวี๋ยพยายามสงบจิตให้นิ่ง
ในเมื่อไม่มีคุณสมบัติรากวิญญาณ เขาก็ยังไม่สามารถกดเริ่มต้นเกมวิถีแห่งชีวิตได้
ยังต้องสุ่มรากวิญญาณเพิ่มอีก
‘ในที่สุดความหอมหวานก็มาเยือนสักที ได้รับดวงชะตาแต่กำเนิดระดับสูงถึงสี่อย่าง ต่อให้ฝึกบำเพ็ญตอนอายุสี่สิบปีก็ยังไม่สาย เราสุ่มคุณสมบัติรากวิญญาณอย่างวางใจได้’
หานเจวี๋ยคิดได้ดังนั้น ก็ดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่ง
สุ่มมาแล้วสิบเอ็ดปี สุ่มเพิ่มอีกสิบเอ็ดปีจะเป็นไรไป
หานเจวี๋ยถอนหายใจยาวๆ จากนั้นจึงลุกขึ้นออกจากห้องและเริ่มทำงานในส่วนของวันนี้
บ้านพักที่เขาอาศัยอยู่มีสมาชิกทั้งหมดหกคน หนึ่งคนต่อหนึ่งเตียง คนอื่นๆ ตื่นตั้งแต่รุ่งสางแล้ว
แต่ละคนมีหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละส่วนพื้นที่ ไม่มีใครกล้าทำงานพลาด
หานเจวี๋ยอายุยังน้อย จึงได้ทำเพียงหน้าที่ในส่วนง่ายๆ ผู้เฒ่าเถี่ยยังไม่กล้าให้เขารับผิดชอบพื้นที่หนึ่งไปเลย
ทิวทัศน์ในวันนี้ช่างดูงดงามพิเศษ หรืออาจเป็นเพราะเขาอารมณ์ดีก็ได้
ข้ารับใช้คนอื่นไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของหานเจวี๋ย เกมวิถีแห่งชีวิตยังไม่เริ่มต้น ดวงชะตาแต่กำเนิดทั้งสี่ดวงชะตาของเขายังไม่ปรากฏออกมา
เวลาเที่ยงตรงมีผู้บำเพ็ญสองคนมาเยือน
สำนักหยกพิสุทธิ์มีขนาดใหญ่ โดยรอบสวนสมุนไพรโอบล้อมไปด้วยภูเขา เหล่าผู้บำเพ็ญไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในพื้นที่นี้ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผู้ดูแลสำนักฝ่ายนอกแวะเวียนมารับโอสถเสียมากกว่า ผู้บำเพ็ญคนท่านนี้มีบุคลิกท่าทางงดงาม บุรุษหนึ่งสตรีหนึ่งประดุจคู่รักเซียน ดึงดูดสายตาให้ข้ารับใช้หันไปมอง
หานเจวี๋ยก็หันมองทางประตูใหญ่ของสวนสมุนไพรด้วย
‘ช่างเจิดจ้างดงามเสียจริงๆ’
หานเจวี๋ยถอนหายใจ
เสื้อผ้าอาภรณ์ของพวกเขาเหล่าข้ารับใช้ขาดวิ่น แต่ชุดของผู้บำเพ็ญเซียนทั้งสองกลับสวยหรูสะอาดสะอ้าน เหมือนตัวละครในเกมออนไลน์เทพเซียนหลุดออกมา
หานเจวี๋ยแค่คิดเล่นๆ เขาไม่อิจฉาแม้แต่น้อย
เขาสุ่มได้ดวงชะตาแต่กำเนิดถึงสี่ดวงชะตาแล้ว ความสำเร็จในวันข้างหน้าศิษย์ฝ่ายนอกของสำนักหยกพิสุทธิ์เทียบไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
“ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พวกข้าสองคนจะเป็นผู้ดูแลสวนสมุนไพรให้ท่านผู้เฒ่าเถี่ย พวกเจ้าทั้งหลายไม่ต้องใส่ใจเรา และห้ามรบกวนการฝึกบำเพ็ญของเราเป็นอันขาด” ผู้บำเพ็ญชายคนนั้นกล่าวกับเฒ่าหวางด้วยใบหน้าเรียบเฉย
บทที่ 2
“เกิดเรื่องขึ้นกับผู้เฒ่าเถี่ยหรือ” เฒ่าหวางถามออกไปอย่างระมัดระวัง
แม้ว่าผู้เฒ่าเถี่ยจะคุ้มดีคุ้มร้าย แต่เฒ่าหวางก็ติดตามรับใช้เขามานานถึงสิบปี ย่อมหวังว่าจะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับผู้เฒ่าเถี่ย
ผู้บำเพ็ญหญิงคนนั้นส่ายหน้ากล่าว ”ไม่นานมานี้มีผู้บำเพ็ญสายมารแทรกซึมเข้ามาในสำนักหยกพิสุทธิ์ สำนักฝ่ายนอกส่งพวกข้าสองคนมาคอยคุ้มกันเป็นพิเศษ ทุกคนอย่าได้เป็นกังวลไป”
เมื่อเฒ่าหวางได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาประสานมือบอกลาแล้วจึงเดินจากไป
ผู้บำเพ็ญทั้งสองต่างแยกกันไปนั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญอยู่ใต้ร่มไม้ตรงสองฝั่งประตูใหญ่ของสวนสมุนไพร
เมื่อพวกเขาเริ่มกำหนดลมหายใจ ก็มีพายุหมุนที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าปรากฏขึ้นรอบๆ ตัวพวกเขา
‘นั่นคงจะเป็นพลังวิญญาณสินะ’
หานเจวี๋ยครุ่นคิดเงียบๆ จากนั้นรดน้ำต่อไป
…
วันต่อมา
หานเจวี๋ยเริ่มสุ่มลูกเต๋าอีกครั้ง
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ไร้การเปลี่ยนแปลง]
หานเจวี๋ยกลอกตามองบน
แต่เขาไม่แปลกใจแต่อย่างใด และเขาก็ไม่ได้ลนลานเช่นกัน ถึงอย่างไรเขาก็ได้ดวงชะตาแต่กำเนิดระดับสูงทั้งสี่อย่างมาครอบครองแล้ว ส่วนคุณสมบัติรากวิญญาณก็ค่อยๆ สุ่มต่อไปได้
หลังจากผู้บำเพ็ญทั้งสองเข้ามาอยู่ในสวนสมุนไพร ชีวิตของพวกข้ารับใช้ก็ไม่ได้เปลี่ยนไป
ชีวิตที่แสนน่าเบื่อยังคงดำเนินต่อไป
นอกจากทำงานแล้ว ในทุกๆ วันหานเจวี๋ยจะใช้เวลาไปกับการฝึกฝนร่างกายและสุ่มลูกเต๋า
วันที่สาม
สุ่มลูกเต๋าอีกครั้ง!
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ไร้การเปลี่ยนแปลง]
‘ได้! หาเรื่องข้าอย่างนั้นสินะ!’
หานเจวี๋ยก่นด่าในใจ
วันที่สี่
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: รากวิญญาณไม่ปรากฏชัด ฝึกฝนระดับสร้างฐานสำเร็จได้ยาก]
อืม สมกับเป็นมนุษย์ที่บำเพ็ญเซียน
หานเจวี๋ยส่ายหน้า
เขายังต้องการสุ่มเช่นนี้ต่อไป จะไม่ยอมเป็นมนุษย์ผู้บำเพ็ญเซียนเด็ดขาด
เช่นนี้เอง หานเจวี๋ยจึงฝึกฝนร่างกายและสุ่มลูกเต๋าทุกวัน
ส่วนใหญ่มักจะได้คุณสมบัติรากวิญญาณที่ไม่ปรากฏชัด
เขาไม่ถอดใจ เชื่อว่าจะต้องมีสักวันที่สุ่มได้คุณสมบัติรากวิญญาณระดับพลิกฟ้า
บำเพ็ญเซียนช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีศัตรูเสียหน่อย
…
สองปีต่อมา
ผู้เฒ่าเถี่ยกลับมาแล้ว ผู้บำเพ็ญทั้งสองจึงคารวะขอตัวกลับไป
เหล่าข้ารับใช้ต่างมารวมตัวกันคุกเข่าคารวะผู้เฒ่าเถี่ย
ผู้เฒ่าเถี่ยสวมชุดคลุมยาวสีดำ แขวนน้ำเต้าไว้ข้างเอวฝั่งละใบ เส้นผมสีดำแซมขาว ใบหน้าเคร่งเครียด ทำให้มีภาพจำว่าเป็นคนอารมณ์ร้าย
“ไม่เลวทีเดียว ไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่นิด”
ผู้เฒ่าเถี่ยมองไปรอบๆ ก่อนยกยิ้มกล่าวอย่างพึงพอใจ
พวกข้ารับใช้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทั้งหมดเผยรอยยิ้มบนใบหน้า
ผู้เฒ่าเถี่ยมองไปทางหานเจวี๋ยรวมถึงคนรุ่นเยาว์คนอื่นข้างๆ เขา
“พวกเจ้าทั้งสี่คนตามข้ามา”
ผู้เฒ่าเถี่ยชี้เรียก จากนั้นเดินไปยังหอของตัวเอง
หานเจวี๋ยเป็นหนึ่งในบรรดาสี่คนนี้
พวกเขารีบเดินตามผู้เฒ่าเถี่ยไป
‘หรือว่าจะจัดแจงให้พวกเรารับผิดชอบพื้นที่ในสวนสมุนไพร’ หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ ในใจ
ทันใดนั้นหานเจวี๋ยสังเกตเห็นว่าแขนขวาใต้แขนเสื้อของผู้เฒ่าเถี่ยมีเลือดหยดลงมา
หานเจวี๋ยอกสั่นขวัญแขวนทันที
หรือว่าผู้เฒ่าเถี่ยจะได้รับบาดเจ็บ จึงจะจับพวกเขาไปหลอมทำหุ่นเชิดหรือไม่ก็ทำเป็นโอสถ
ในชาติก่อนหานเจวี๋ยเคยอ่านพวกนิยายบำเพ็ญเซียนมาไม่น้อย ประโยคหนึ่งที่เขาจำได้ชัดเจนที่สุดคือ ‘คนอื่นตายช่างปะไร ตัวข้าต้องรอดชีวิต’
สำหรับผู้บำเพ็ญแล้ว ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าชีวิตของตัวเอง
หานเจวี๋ยยิ่งคิดยิ่งตื่นตระหนก แต่เขาก็ไม่กล้าหนีอีกเช่นกัน ทำได้เพียงพยายามสงบอารมณ์ไว้
หลังจากเข้าไปในห้อง ข้ารับใช้รุ่นเยาว์คนหนึ่งก็ปิดประตู
ผู้เฒ่าเถี่ยนั่งลงบนตำแหน่งประธาน พินิจพิเคราะห์พวกหานเจวี๋ยทั้งสี่คน
“พวกเจ้าทั้งหลายยื่นมือออกมา” ผู้เฒ่าเถี่ยออกคำสั่ง
หานเจวี๋ยและคนอื่นๆ พากันยื่นมือขวาออกมา
ผู้เฒ่าเถี่ยลูบคลำมือของแต่ละคน
หานเจวี๋ยแทบจะขนลุกซู่ขึ้นมาแล้ว
“มีเพียงเจ้าที่มีรากวิญญาณ คนอื่นกลับออกไปเถอะ”
ผู้เฒ่าเถี่ยกล่าวกับเด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่ง
หานเจวี๋ยถอนหายใจโล่งอก
เช้าวันนี้เขาสุ่มคุณสมบัติรากวิญญาณ เมื่อวานยังได้รับคุณสมบัติรากวิญญาณสี่สายมา แต่วันนี้กลับสุ่มไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
ไม่นึกว่าความโชคร้ายจะกลับกลายเป็นความโชคดีไปเสียได้
หานเจวี๋ยมองหนุ่มร่างสูงด้วยความเห็นใจ
จางเกอ[1] เด็กหนุ่มหัวโจกไฟแรงผู้โปรดปรานนกพิราบ
เด็กหนุ่มที่เหลืออีกสองคนมองจางเกอด้วยความอิจฉา
จางเกอทั้งคาดหวังและกระวนกระวายไปพร้อมๆ กัน
ผู้เฒ่าเถี่ยไม่อนุญาตให้ข้ารับใช้ฝึกบำเพ็ญ แต่นี่นับเป็นครั้งแรกที่เขาตรวจสอบรากวิญญาณของข้ารับใช้
หลังออกมาจากหอแล้ว หานเจวี๋ยไม่สนใจจะพูดคุยกับเด็กหนุ่มอีกสองคน แต่กลับไปทำงานของตนเองต่อ
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จางเกอก็ไม่ได้กลับมาทำงานอีก
ที่แท้ผู้เฒ่าเถี่ยก็รับเขาเป็นลูกศิษย์ นี่ยิ่งทำให้ข้ารับใช้คนอื่นๆ เกลียดชังและอิจฉาริษยากว่าเดิม
หานเจวี๋ยนั้นกลับไม่มีความรู้สึกอิจฉาเลย
ต้องเป็นเรื่องหลอกลวงแน่!
ฝึกฝนให้ชำนาญแล้วค่อยกำจัดทิ้งทีหลัง!
หานเจวี๋ยรู้สึกโชคดีที่ตนเองไม่ถูกเลือกไป
เขามีระบบของเขา ไม่จำเป็นต้องฝากตัวเป็นศิษย์ของผู้ใด
…
เพียงชั่วพริบตา เวลาก็ผ่านไปอีกสองปี
ผู้เฒ่าเถี่ยออกเดินทางนอกสำนักเมื่อครึ่งปีก่อน หลังจากเขาออกไป ผู้บำเพ็ญสองคนที่ครั้งก่อนมาเฝ้าอารักขาสวนสมุนไพรก็กลับมาอีกครั้ง
จางเกอที่บัดนี้กลายเป็นผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณพูดคุยทักทายกับผู้บำเพ็ญสองคนนั้น
ตอนนี้ข้ารับใช้ทั้งหลายต่างต้องอยู่โดยพึ่งพาอาศัยเขา
โชคดีที่จางเกอมานะฝึกบำเพ็ญอยู่ตลอด ไม่ได้ข่มเหงรังแกข้ารับใช้คนอื่น
พวกเขาเหล่านี้เป็นข้ารับใช้ตลอดทั้งชีวิต แม้ผู้เฒ่าเถี่ยออกเดินทางอยู่เสมอ พวกเขาก็ไม่มีเหตุให้ต้องไปจากสวนสมุนไพร และไม่ขัดประโยชน์อันใดต่อกัน ดังนั้นจึงมีความขัดแย้งเกิดขึ้นน้อยครั้งนัก
หานเจวี๋ยอายุได้สิบห้าปีแล้ว ยังคงอยู่อย่างเงียบๆ เช่นเคย
ในช่วงสี่ปีมานี้ เขาเคยสุ่มได้คุณสมบัติรากวิญญาณที่ดีที่สุดคือรากวิญญาณสามสาย สามารถฝึกได้ถึงระดับรวมแก่นปราณ
ระดับรวมแก่นปราณนับเป็นอะไรได้!
เป้าหมายของเขาคือการเป็นอมตะและเป็นเทพเซียนเท่านั้น
เช้าตรู่วันนี้
หานเจวี๋ยสุ่มลูกเต๋าไปอย่างไม่ใส่ใจอะไร และไม่ได้คาดหวังเช่นกัน ก็เหมือนกับการตื่นขึ้นมาบ้วนปากในทุกๆ วัน
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: รากวิญญาณวารี รากวิญญาณพฤกษา คุณสมบัติเป็นเลิศ มีโอกาสฝึกบำเพ็ญถึงระดับปราณก่อกำเนิด]
รากวิญญาณคู่?
ระดับปราณก่อกำเนิด?
แค่มีโอกาสเองน่ะหรือ
หานเจวี๋ยส่งเสียงชิชะ ไม่หวั่นไหวเลยสักนิด
เขาอายุแค่สิบห้าปีเท่านั้น ยังสุ่มต่อไปได้อีกสิบห้าปี
สุ่มต่อไป!
…
วสันตฤดูผ่านไป สาทรฤดูมาเยือน
วันเวลาผ่านไปอีกหนึ่งปีแล้ว
หานเจวี๋ยยังคงสุ่มลูกเต๋าทุกวันเช่นเดิม
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ร่างวิญญาณหกสาย ประกอบด้วยรากวิญญาณวายุ รากวิญญาณอัคคี รากวิญญาณวารี รากวิญญาณพสุธา รากวิญญาณพฤกษา และรากวิญญาณอัสนีระดับสูงสุด เสริมดวงชะตาขึ้นอีกระดับ]
แค่นี้เองหรือ
หานเจวี๋ยสบถตามจิตใต้สำนึก
ช้าก่อน!
แค่นี้เอง!
หานเจวี๋ยเบิกตากว้าง ลมหายใจกระชั้นขึ้นมา
มาแล้ว!
สิบหกปีเต็มๆ ในที่สุดก็สุ่มได้คุณสมบัติรากวิญญาณที่ตัวเอกสุดเทพควรจะมี!
หานเจวี๋ยขยี้ตา ดูดีๆ ให้แน่ใจ
รากวิญญาณระดับสูงสุด!
อีกทั้งยังเป็นรากวิญญาณระดับสูงสุดหกธาตุด้วย!
“ฮู่…”
หานเจวี๋ยพยายามสงบสติอารมณ์
ในที่สุดก็มาสักที!
อันนี้นี่แหละ!
นี่แหละคุณสมบัติรากวิญญาณที่เขาควรจะได้!
หานเจวี๋ยไม่รีบร้อนกดปุ่มเริ่มต้นเกมวิถีแห่งชีวิต เขากลัวว่าการเคลื่อนไหวของเขาจะเป็นจุดสนใจมากเกินไป อีกอย่างตรงหน้าประตูยังมีผู้บำเพ็ญสองคนคอยอารักขาอยู่
‘ปัญหาก็คือ ข้าจะต้องรอไปจนถึงเมื่อไร’
หานเจวี๋ยคิดด้วยความกลัดกลุ้ม
จู่ๆ เบื้องหน้าเขาก็มีตัวอักษรหนึ่งบรรทัดปรากฏขึ้นมา
[เลือกได้หนึ่งสถานที่ ระบบจะช่วยสร้างเขตอาคมให้ท่าน ผู้บำเพ็ญนอกเขตอาคมจะไม่สามารถมองเห็นการเปลี่ยนแปลงข้างใน]
หานเจวี๋ยประหลาดใจ เขารีบเดินไปหน้าประตู เมื่อแน่ใจว่าข้ารับใช้คนอื่นๆ เข้าไปในสวนสมุนไพรกันแล้ว จึงค่อยปิดประตูลง
เขายืนอยู่กลางห้อง เปิดหน้าต่างค่าสถานะขึ้นมา จากนั้นใช้นิ้วกดปุ่ม [กดเพื่อเริ่มเกมวิถีแห่งชีวิต] ด้านล่างสุดด้วยอาการสั่นเทา
กดปุ่มเสร็จสิ้น!
หน้าต่างค่าสถานะเปลี่ยนไป
ตัวอักษรแต่ละแถวเริ่มปรากฏขึ้นมาตรงหน้าหานเจวี๋ย
[เริ่มต้นเกมวิถีแห่งชีวิต]
[ทบทวนประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา]
[หานเจวี๋ย ท่านเกิดในสำนักบำเพ็ญเซียนแห่งหนึ่งบนโลกมนุษย์ ตั้งแต่เล็กจนโตรูปโฉมงดงามเหนือใคร เป็นที่รักใคร่ของผู้คน ท่านถูกบิดามารดาผู้ให้กำเนิดทอดทิ้งไปตั้งแต่เยาว์วัย ดูเหมือนจะมีโชคชะตาบางอย่างที่ท่านต้องแบกรับไว้ ท่านมีพรสวรรค์ในมรรคกระบี่สูงส่งเกินกว่ามนุษย์ทั่วไป ท่านมักจะสัมผัสพลังลึกลับที่มองไม่เห็นและยากเกินหยั่งหกชนิดในฟ้าดินได้…]
[จวบจนวันนี้ ท่านปลุกมรดกวิชาจักรพรรดิเซียนขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ และได้รับสุดยอดวิชายุทธ์ [วัฏจักรหกวิถี] มา ทำให้ท่านก้าวสู่เส้นทางแห่งการฝึกบำเพ็ญด้วยเหตุนี้]
[โปรดเลือกเส้นทางการฝึกบำเพ็ญสายหลักของท่าน]
[1. สายกระบี่]
[2. สายอัสนี]
[3. สายพสุธา]
[4. สายอัคคี]
[5. สายวารี]
[6. สายพฤกษา]
[7. สายวายุ]
บทที่ 3
สายการฝึกฝนหรือ
หานเจวี๋ยไม่ได้ลังเลมากนัก
เขารู้สึกได้ว่าตนเองได้รับวิชาวัฏจักรหกวิถีมาแล้ว คิดว่าต้องเกี่ยวข้องกับร่างวิญญาณหกสายแน่ คุณสมบัติรากวิญญาณชั้นยอดทั้งหกสายจะต้องพัฒนาร่วมกัน ไม่อาจเน้นแค่บางส่วนได้
ในขณะเดียวกัน เขาก็มีคุณสมบัติมรรคกระบี่ชั้นยอด แน่นอนว่าต้องเลือกสายกระบี่!
หานเจวี๋ยคิดได้ดังนั้น ก็รีบกดเลือกสายกระบี่ทันที
เพียงชั่วพริบตา แหล่งความร้อนที่แปลกประหลาดสายหนึ่งเอ่อล้นอยู่ข้างในกายเขา
เขาตกอยู่ในภวังค์ไปครู่หนึ่ง ราวกับมีความฝันที่ยาวนานมาก แต่เขากลับจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในฝันบ้าง
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง หานเจวี๋ยเหงื่อโซมกาย
ภาพฉายด้านหน้าเขาเปลี่ยนเป็นหน้าต่างค่าสถานะแล้ว
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 16/65]
[เผ่าพันธุ์: มนุษย์]
[ตบะ: ไม่ปรากฏ]
[วิชายุทธ์: วิชาวัฏจักรหกวิถี (สืบทอดได้) ]
[วิชาเวท: ไม่ปรากฏ]
[พลังวิเศษ: ไม่ปรากฏ]
[อาวุธเวท: ไม่ปรากฏ]
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ร่างวิญญาณหกสาย ประกอบด้วยรากวิญญาณวายุ รากวิญญาณอัคคี รากวิญญาณวารี รากวิญญาณพสุธา รากวิญญาณพฤกษา และรากวิญญาณอัสนีระดับสูงสุด เสริมดวงชะตาขึ้นอีกระดับ]
[ดวงชะตาแต่กำเนิดมีดังนี้]
[ไม่เป็นสองรองใคร: รูปโฉมหล่อเหลา เจ้าเสน่ห์ระดับสูงสุด]
[ชะตาเซียนกระบี่: คุณสมบัติมรรคกระบี่ระดับสูงสุด ความเข้าใจมรรคกระบี่ระดับสูงสุด]
[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบัติท่าร่างระดับสูงสุด]
[ทายาทจักรพรรดิเซียน: ได้รับวิชายุทธ์บำเพ็ญเซียนชั้นเลิศและหินวิญญาณระดับสูงหนึ่งพันก้อน]
[ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์]
…
หานเจวี๋ยไม่รีบร้อนสืบทอดวิชาวัฏจักรหกวิถี แต่กดเข้าไปดูค่าความสัมพันธ์ด้านล่างสุด
ภาพฉายเปลี่ยนไป กลายเป็นภาพประจำตัว อีกทั้งเป็นภาพถ่ายของคนจริงๆ
ภาพของผู้เฒ่าเถี่ยเหมือนกับตัวจริงทุกประการ
[ผู้เฒ่าเถี่ย: ระดับหลอมปราณขั้นเจ็ด เกลียดชังท่านมาก หากท่านมีรากวิญญาณบำเพ็ญเซียน เขาจะต้องเล่นงานท่านแน่ ระดับความเกลียดชังคือ 1 ดาว]
‘บ้าเอ๊ย ข้าอุตส่าห์ลำบากตรากตรำทำงานให้ ท่านยังเกลียดชังข้าอีกหรือนี่’
หานเจวี๋ยก่นด่าอย่างรุนแรงอยู่ในใจ
จากนั้นเขาก็สงบสติอารมณ์ลง
นี่มันสูตรโกงขนานแท้! สามารถดูได้ว่าคนอื่นมีภาพจำอย่างไรกับตนเอง
แต่ว่าทำไมถึงไม่มีผู้อื่นอีก
หรือไม่ได้นับมนุษย์ธรรมดาเข้าไปด้วย
จางเกอก็ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรต่อเขาหรือ
หานเจวี๋ยคิดไม่ออก ก็ไม่คิดให้มากความ เขาผลักประตูเปิดออก พบว่าเวลาจวนจะเที่ยงแล้ว แอบอู้งานไม่ได้อีก ไม่เช่นนั้นจะถูกจับได้
เขารีบวิ่งไปยังสวนสมุนไพร
“หานเจวี๋ย เจ้าแอบไปงีบหลับมาใช่หรือไม่”
ข้ารับใช้วัยกลางคนผู้หนึ่งดุเขายิ้มๆ หานเจวี๋ยเกาศีรษะอย่างกระดากอาย พาให้ข้ารับใช้คนอื่นหัวเราะไปตามๆ กัน
พวกเขาไม่ได้ถือสาและต่อว่าอะไร หานเจวี๋ยละทิ้งหน้าที่น้อยครั้งมาก นานๆ ทำสักครั้งไม่นับว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร
จู่ๆ ผู้บำเพ็ญหญิงที่นั่งอยู่ตรงทางเข้าสวนสมุนไพรก็ลืมตามองมาทางหานเจวี๋ย
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย
‘เด็กหนุ่มคนนี้…รูปงามยิ่งนัก!’
ประโยคหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าหานเจวี๋ย
[สิงหงเสวียนเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]
นี่มันอะไรกัน
สิงหงเสวียนคือผู้ใด
หานเจวี๋ยงุนงง หันไปมองตามจิตใต้สำนึก
หรือว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญหญิงคนนั้น
เป็นดังที่คาดไว้ สตรีผู้นั้นกำลังจ้องมองมาทางเขา
เมื่อสายตาสบประสานกัน สิงหงเสวียนยิ้มบางๆ ให้เขา
หานเจวี๋ยรีบหันหน้ากลับมา
‘ซวยแล้ว เสน่ห์ดึงดูดระดับสูงสุดทำให้ถูกหมายตาจนได้
ข้าเป็นมนุษย์ธรรมดา ส่วนนางเป็นผู้บำเพ็ญเซียน จะรักกันไม่ได้
หรือว่านางจะจับข้าไปทำเป็นเตาหลอม[1]
ไม่ได้!
ต้องหาทางหลบเลี่ยง!’
…
ยามราตรี
หลังจากที่ข้ารับใช้อีกห้าคนในเรือนหลับสนิทกันแล้ว หานเจวี๋ยเอนกายอยู่บนเตียงนอน เริ่มสืบทอดวิชาวัฏจักรหกวิถี
ความทรงจำมากมายพรั่งพรูเข้ามาในหัวของเขา
เวลาผ่านไปนาน
เขาลืมตาขึ้นมา
‘นี่น่ะหรือวิชายุทธ์บำเพ็ญเซียน ช่างซับซ้อนยิ่งนัก…’
หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ เขาสืบทอดวิชายุทธ์ถึงขั้นแรกเท่านั้น สามารถฝึกฝนได้ถึงระดับหลอมปราณขั้นเก้า
วิชาวัฏจักรหกวิถีจะมุ่งเน้นที่การยกระดับอย่างสมดุลของรากวิญญาณทั้งหกสาย ในร่างกายจะต้องหล่อเลี้ยงพลังวิญญาณทั้งหกธาตุขึ้นมา ถึงแม้ขั้นตอนการฝึกฝนจะซับซ้อนกว่าการฝึกรากวิญญาณเพียงหนึ่งสาย แต่คุณสมบัติของหานเจวี๋ยดีเยี่ยมยิ่ง สามารถทดแทนในส่วนนี้ได้
เมื่อพลังวิญญาณทั้งหกสายบรรลุถึงระดับหนึ่ง จึงจะสร้างฐานได้!
หานเจวี๋ยรู้สึกกระปรี้กระเปร่า ลุกขึ้นมานั่งอย่างเงียบเชียบ เขาให้ระบบใช้เตียงของเขาเป็นพื้นที่เปิดเขตอาคม ป้องกันไม่ให้ผู้บำเพ็ญสามคนด้านนอกจับสังเกตได้
ข้ารับใช้ห้าคนที่เหลือหลับสนิท กรนเสียงดังลั่น ถึงอย่างไรพวกเขาก็เหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว
หานเจวี๋ยเริ่มกำหนดลมหายใจตามวิธีการฝึกจิตขั้นแรก
การกำหนดลมหายใจเป็นวิธีการหายใจประเภทหนึ่ง
ในระหว่างการกำหนดลมหายใจ ต้องอดทนและสัมผัสพลังวิญญาณฟ้าดิน
ไม่ถึงสิบอึดใจ หานเจวี๋ยก็สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณสายวายุ พสุธา พฤกษา และวารีที่กระจายอยู่ในอากาศ
ส่วนพลังวิญญาณอัคคีและอัสนี ในตอนนี้เขายังไม่สามารถสัมผัสได้
หานเจวี๋ยเริ่มดูดซับพลังวิญญาณทั้งสี่สายนี้
ทันใดนั้นก็มีตัวอักษรหลายแถวปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
เขาไม่ได้ลืมตาแท้ๆ แต่กลับมองเห็นตัวอักษรพวกนี้ได้ ช่างอัศจรรย์โดยแท้
[ท่านได้เริ่มฝึกเป็นครั้งแรก เส้นทางการฝึกของท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง อัจฉริยะผู้ถูกเลือกที่สูงส่ง จะได้รับอาวุธเวทระดับหลอมปราณหนึ่งชิ้น]
[สอง ฝึกบำเพ็ญอย่างเงียบเชียบ สามารถเปิดการทำงานของตบะและรากวิญญาณที่ซ่อนอยู่]
หานเจวี๋ยไม่มีความลังเลใดๆ กดเลือกข้อที่สองทันที
ความสามารถในข้อสอง มองแวบแรกก็รู้แล้วว่าเป็นทักษะขั้นเทพ
เช่นนี้ต่อไปเขาก็ฝึกบำเพ็ญได้อย่างโล่งใจ ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกจับได้แล้ว!
[ท่านสามารถกดเปิดการทำงานที่ซ่อนอยู่ได้ตลอดเวลา]
หานเจวี๋ยเผยยิ้มออกมา ตั้งใจแน่วแน่แล้ว
ผู้เฒ่าเถี่ยยังไม่กลับมา เขาต้องรีบทำเวลาฝึกฝนให้แกร่งขึ้น
…
เพียงชั่วพริบตา
เวลาสองปีผ่านไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยในวัยสิบแปดปีอยู่ระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดแล้ว อีกทั้งรากวิญญาณวายุ พสุธา พฤกษา และวารีก็ถึงระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดเช่นเดียวกัน
เมื่อดูค่าความสัมพันธ์ หานเจวี๋ยพบว่าตบะของสิงหงเสวียนก็อยู่ระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดเช่นกัน
ตลอดเวลาสองปีมานี้ ผู้เฒ่าเถี่ยไม่ได้กลับมาเลย
สิ่งที่ควรค่าให้เอ่ยถึงคือ ระดับความประทับใจที่สิงหงเสวียนมีต่อเขาเพิ่มขึ้นเป็น 2 ดาวแล้ว โดยที่ทั้งสองคนไม่เคยติดต่อพูดคุยกันเลย
ทว่าหานเจวี๋ยรู้สึกถึงสายตาที่เพ่งมองมาของสิงหงเสวียนได้ ทำให้เขาไม่คุ้นชินเอาเสียเลย
รูปงามเกินไปก็เป็นภัยเหมือนกัน
‘เฮ้อ ข้าเพียงต้องการฝึกบำเพ็ญเป็นเซียนเท่านั้น’
หานเจวี๋ยถอนหายใจอยู่ภายในใจ
รูปโฉมของสิงหงเสวียนงดงามทีเดียว แต่ยังไม่ถึงขั้นงามล่มเมือง หานเจวี๋ยไม่อยากสานความสัมพันธ์ใดๆ กับนาง
หากมีความรักเกิดขึ้น นั่นเท่ากับว่าเขามีจุดอ่อนแล้ว
เขาจะอยู่ยืนยาวเป็นอมตะ จะมาตายระหว่างทางไม่ได้
รอจนเขาเป็นอมตะก่อน ค่อยคิดเรื่องความรักอีกที
ขอเพียงไม่มีศัตรู ถึงเวลานั้นอยากจะมีสตรีข้างกายกี่คนก็ได้ และก็ไม่ต้องกลัวศัตรูมารังควานด้วย!
หานเจวี๋ยทำงานไปพลางคิดอย่างเด็ดเดี่ยวไปพลาง มองสิงหงเสวียนเป็นดั่งภูตผีปีศาจไป
ในเวลานี้เอง
จู่ๆ สิงหงเสวียนก็ลุกขึ้นมา
นางก้าวเดินมาอย่างช้าๆ ดึงดูดบรรดาข้ารับใช้ให้ชำเลืองมอง
นางมุ่งตรงมาตรงหน้าหานเจวี๋ย กล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าตามข้ามาสักประเดี๋ยว”
หานเจวี๋ยงุนงง
ข้ารับใช้คนอื่นๆ มองมาทางเขาอย่างอิจฉาริษยา
ถ้าถูกเทพธิดาเช่นนี้หมายตาได้ ก็น่าจะมีข้อดีอยู่
หากว่าเป็นพวกเขาละก็ ต่อให้ได้คบค้าสมาคมอยู่ฝ่ายเดียว ชีวิตนี้ก็พอใจยิ่งแล้ว
หานเจวี๋ยไม่กล้าปฏิเสธ ทำได้เพียงพยักหน้ารับ
ทั้งสองเดินออกจากสวนสมุนไพรไป
ผู้บำเพ็ญชายคนนั้นลืมตาขึ้นก่อนถามว่า “ศิษย์น้องสิง เจ้าคนนี้คือใคร”
เขาพินิจมองหานเจวี๋ย และอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
เจ้าเด็กคนนี้รูปโฉมงดงามนัก!
ตลอดทั้งชีวิตบรรดาข้ารับใช้ในสวนสมุนไพรไม่เคยออกไปจากสวนนี้ ไม่มีสุนทรียภาพ อีกทั้งแนวความคิดยังเฉื่อยชา ทำให้ไม่ได้สังเกตหานเจวี๋ยเลย
ในฐานะเพศตรงข้าม สิงหงเสวียนเห็นจุดที่ไม่เหมือนคนอื่นของหานเจวี๋ยได้ก่อนใคร
ผู้บำเพ็ญชายคนนั้นเพิ่งพิจารณาหานเจวี๋ยอย่างละเอียดก็เพราะสิงหงเสวียนนี่เอง
รูปลักษณ์ของหานเจวี๋ยทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจตามสัญชาตญาณ
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ศิษย์พี่ฝึกบำเพ็ญต่อเถิด ข้าอยากพูดคุยกับพี่ชายน้อยคนนี้เป็นการส่วนตัว” สิงหงเสวียนปิดปากพร้อมอมยิ้มเอ่ย
หานเจวี๋ยยิ้มอักอ่วนให้ผู้บำเพ็ญชายคนนั้น ดูเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด
ผู้บำเพ็ญชายขมวดคิ้วแน่น ทว่าไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
หานเจวี๋ยเดินตามสิงหงเสวียนตรงไปยังป่า
ในใจเขาจมอยู่กับความคิดที่ขัดแย้งกัน
‘ดวงชะตาเจ้าเสน่ห์ที่สมควรตายของข้า!
แล้วนี่ข้าจะทำเช่นไรต่อไปดี
ต่อต้าน?
หรือว่า…คล้อยตาม?’
บทที่ 4
หานเจวี๋ยและสิงหงเสวียนเข้ามาในป่าที่ไร้ผู้คน หานเจวี๋ยกระวนกระวายใจ กลัวว่าสิงหงเสวียนจะขอให้ทำอะไรทำนองนั้น
สิงหงเสวียนหันมามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย
หานเจวี๋ยไม่กล้าสบตาด้วย
สิงหงเสวียนหัวเราะพร้อมกับกล่าว “พี่ชายน้อย ไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ได้จะสร้างความลำบากให้เจ้า ข้าเพียงอยากถามสักหน่อย เจ้าจะยอมเป็นข้ารับใช้ในสวนสมุนไพรแห่งนี้ไปทั้งชีวิตเลยหรือ”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ
‘จากนั้นก็จะให้ข้าก้มหัว ยอมตกเป็นของเล่นในกำมือเจ้าอย่างนั้นหรือ’
สิงหงเสวียนสาวเท้ามาหนึ่งก้าว กระซิบข้างหูหานเจวี๋ยว่า “ช่วยอะไรข้าอย่างหนึ่งสิ แล้วข้าจะช่วยเจ้าบำเพ็ญเซียน หลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์”
“ให้ข้าช่วยอะไร”
สิงหงเสวียนขยับปาก ไม่ได้ส่งเสียงอันใด ทว่าหานเจวี๋ยกลับได้ยินอย่างชัดเจน
‘ช่วยนำตำราโอสถของผู้เฒ่าเถี่ยมาให้ข้า แล้วข้าจะพาเจ้าออกจากสำนักหยกพิสุทธิ์ไปที่ลัทธิมาร ต่อไปข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี ภายใต้ความดูแลของข้า เจ้าจะไม่ได้รับความเดือดร้อนแม้แต่น้อย หากว่าคุณสมบัติของเจ้าไม่เลว ฝึกบำเพ็ญสำเร็จ พวกเราก็ถึงขั้นเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันได้’
วิชาถ่ายทอดเสียง!
หานเจวี๋ยเบิกตากว้าง
แม่นางผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นผู้บำเพ็ญสายมาร!
หานเจวี๋ยสับสนแล้ว
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากเขารับปากก็เท่ากับว่าทรยศทั้งสำนักหยกพิสุทธิ์
แต่ถ้าเขาปฏิเสธละก็ สิงหงเสวียนต้องไม่ยอมปล่อยเขาออกไปจากป่านี้แน่
ผู้เฒ่าเถี่ยไม่อยู่ อีกทั้งที่นี่ยังเป็นแค่ฝ่ายนอกของสำนักหยกพิสุทธิ์ เขาร้องขอความช่วยเหลือไปก็ไม่มีผู้ใดได้ยิน
สิงหงเสวียนก็ไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบ นางเดินวนรอบๆ หานเจวี๋ยและเฝ้ารออย่างอดทน
หานเจวี๋ยกำลังประเมินโอกาสที่จะชนะหากว่าเขาต้องประมือกับสิงหงเสวียน
แม้จะอยู่ระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดเหมือนกัน แต่เขาไม่มีทั้งวิชาเวทและอาวุธเวทใดๆ จะเอาชนะสิงหงเสวียนได้อย่างไรกัน
‘เข้าปะทะตรงๆ ไม่ได้’
หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นหวาดกลัว บอกว่า “ข้าไม่ทราบว่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ใด อีกอย่างยังมีจางเกออยู่…”
สิงหงเสวียนมีสีหน้าพึงพอใจ หานเจวี๋ยไม่ได้พูดว่าตำราโอสถออกมาตรงๆ นับว่ายังฉลาดนัก
“ไม่เป็นไร ยังพอมีเวลา ข้ารอได้” สิงหงเสวียนกล่าวพร้อมหัวเราะเบาๆ
นางหยิบโอสถออกมาเม็ดหนึ่ง “โอสถนี้จะช่วยให้เจ้าเปิดรากวิญญาณได้ เจ้ากินเข้าไปเสียก่อน ถือว่าเป็นของขวัญเมื่อได้พบหน้า”
หานเจวี๋ยมองไปยังโอสถเม็ดนี้ ลักษณะคล้ายคลึงกับช็อกโกแลตนัก
แน่นอนว่ามันคือยาพิษ!
หานเจวี๋ยไม่อาจปฏิเสธได้ ทำได้เพียงกลืนมันลงไป
เขาใช้พลังวิญญาณห่อหุ้มโอสถเอาไว้ ป้องกันไม่ให้มันละลาย
เมื่อกลืนลงไปแล้ว หานเจวี๋ยอ้าปากตั้งใจให้สิงหงเสวียนดู จากนั้นกล่าวอย่างดีใจ “ขอบคุณท่านเซียน! ข้าจะพยายามอย่างถึงที่สุดแน่นอน!”
‘เวรเอ๊ย! รอข้าฝึกบำเพ็ญอีกหนึ่งปีก่อน แล้วข้าจะให้เจ้ารู้ถึงความร้ายกาจของข้า!’
หานเจวี๋ยไม่อาจเข้าร่วมลัทธิมารทั้งอย่างนี้เด็ดขาด
เขาต้องการจะเป็นอมตะ ไม่ได้ต้องการเสี่ยงชีวิต
สิงหงเสวียนปิดปากหัวเราะ ยื่นมือจับแก้มของหานเจวี๋ยพลางยิ้มกล่าวว่า “พี่ชายน้อยช่างรู้ความเสียจริง เด็กดี ภายหลังข้าจะเลี้ยงเจ้าไว้เป็นสามี”
หานเจวี๋ยทำท่าทางตื่นเต้น แต่ในใจนึกรังเกียจ
‘นางผู้หญิงเหม็นโฉ่ เจ้าคู่ควรกับข้าหรือ’
หลังจากถูกสิงหงเสวียนเอาเปรียบสักครู่ ทั้งสองคนก็กลับไปยังสวนสมุนไพร
ผู้บำเพ็ญชายขมวดคิ้ว มองไปยังหานเจวี๋ยด้วยความสงสัย
สิงหงเสวียนยิ้มอย่างมีเลศนัย จากนั้นนั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญต่อ
หานเจวี๋ยเดินเข้าไปในสวนสมุนไพร จู่ๆ ตัวอักษรก็เริ่มปรากฏขึ้นด้านหน้าเขาทีละบรรทัด
[ท่านถูกสิงหงเสวียนผู้บำเพ็ญสายมารคุกคาม ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ขโมยตำราโอสถ จะได้รับความโปรดปรานจากสิงหงเสวียน ได้รับระดับความเกลียดชัง 5 ดาวจากสำนักหยกพิสุทธิ์]
[สอง ไม่เชื่อฟังเด็ดขาด ไม่ให้สิงหงเสวียนได้ตำราโอสถ และรอจนสิงหงเสวียนจากไป จะได้รับวิชากระบี่–ดรรชนีกระบี่เทพ]
อืม?
มีให้เลือกรางวัลด้วยหรือนี่
เอาสิ!
หานเจวี๋ยตาเป็นประกายทันที ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ยิ่งขึ้นว่าจะไม่ทำตามเด็ดขาด
…
ค่ำคืนมืดมิดมาถึง
หานเจวี๋ยกลับไปยังที่พัก ก่อนจะเปิดการทำงานของเขตอาคม
เขาคายโอสถที่กลืนลงท้องไปออกมาเหน็บไว้ใต้เข็มขัด
จากนั้นเขาเดินไปนั่งหน้าเตียงไม้ หยิบหมั่นโถวออกมากิน
เขาเลิกกินธัญพืชทั้งห้า[1]แล้ว แต่เพราะต้องแสดงละครจึงต้องกินอาหารบ้าง
ครั้นเข้าสู่ช่วงกลางดึก
รอจนข้ารับใช้ทั้งห้านอนหลับสนิทแล้ว หานเจวี๋ยจึงจะฝึกบำเพ็ญต่อ
ดูจากคุณสมบัติของเขาแล้ว การอยู่เหนือสิงหงเสวียนไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ผ่านไปอีกหลายวัน หานเจวี๋ยยังตั้งใจทำงานเช่นเคย
จางเกอฝึกบำเพ็ญอยู่ในหอของผู้เฒ่าเถี่ยตลอดเวลา ทำให้หานเจวี๋ยมีข้ออ้างที่จะไม่เข้าไปในหอนั้น
สิงหงเสวียนก็เหมือนจะไม่รีบร้อนเช่นกัน
ในชั่วพริบตา เวลาก็ผ่านไปครึ่งปี
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 18/85]
[เผ่าพันธุ์: มนุษย์]
[ตบะ: ระดับหลอมปราณขั้นแปด]
[วิชายุทธ์: วิชาวัฏจักรหกวิถี (สืบทอดได้) ]
[วิชาเวท: ไม่ปรากฎ]
[พลังวิเศษ: ไม่ปรากฎ]
[อาวุธเวท: ไม่ปรากฎ]
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ร่างวิญญาณหกสาย ประกอบด้วยรากวิญญาณวายุ รากวิญญาณอัคคี รากวิญญาณวารี รากวิญญาณพสุธา รากวิญญาณพฤกษา และรากวิญญาณอัสนีระดับสูงสุด เสริมดวงชะตาขึ้นอีกระดับ]
[ดวงชะตาแต่กำเนิดมีดังนี้]
[ไม่เป็นสองรองใคร: รูปโฉมหล่อเหลา เจ้าเสน่ห์ระดับสูงสุด]
[ชะตาเซียนกระบี่: คุณสมบัติมรรคกระบี่ระดับสูงสุด ความเข้าใจมรรคกระบี่ระดับสูงสุด]
[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบัติท่าร่างระดับสูงสุด]
[ทายาทจักรพรรดิเซียน: ได้รับวิชายุทธ์บำเพ็ญเซียนระดับสูงและหินวิญญาณชั้นสูงหนึ่งพันก้อน (เบิกถอนได้) ]
[ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์]
…
หานเจวี๋ยทะลวงระดับหลอมปราณไปถึงขั้นแปดแล้ว รากวิญญาณทั้งสี่สายก็ไปถึงขั้นแปดด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ควรค่าให้กล่าวถึงคือ อายุขัยของเขาเพิ่มขึ้นอีกยี่สิบปีแล้ว ทำให้เขาดีใจดีอกนัก
ความรู้สึกที่พลังวิญญาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วช่างวิเศษจริงๆ
ตรงกันข้าม ตบะของสิงหงเสวียนกับผู้เฒ่าเถี่ยกลับไร้การเปลี่ยนแปลง
นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้มีพรสวรรค์กับมนุษย์ธรรมดา
หานเจวี๋ยแอบภาคภูมิใจกับตัวเอง
เป็นไปตามที่คาดไว้ ต้องมานะอดทนอยู่กับความเดียวดายถึงจะแกร่งขึ้นได้
หากเขาเริ่มบำเพ็ญเซียนในขณะที่เป็นมนุษย์ธรรมดาตั้งแต่แรก ไม่แน่ว่าแม้แต่ขั้นสี่ของระดับหลอมปราณก็อาจไปไม่ถึง
ในค่ำคืนนี้
หานเจวี๋ยได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก เขารีบเอนกายนอนพร้อมกับปิดเขตอาคม
‘ข้าจะเตรียมล่อจางเกอออกมา จากนั้นเจ้าก็เข้าไปหาของเสีย’
เสียงของสิงหงเสวียนลอยเข้ามาในหูของหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยลืมตา ผุดลุกขึ้นมาทันที
‘ให้ตายเถอะ ยังหลบไม่พ้นอีก’
หานเจวี๋ยอดทนรอคอย
เขาที่อยู่ระดับหลอมปราณขั้นแปดฝึกการใช้พลังจิตสำเร็จแล้ว ประสาทสัมผัสก็ไวกว่าคนทั่วไป
เขาได้ยินเสียงโต๊ะเก้าอี้ถูกชนดังแว่วมาจากหอซึ่งอยู่ไกลออกไป
‘เจ้าออกมาได้แล้ว’
เสียงของสิงหงเสวียนลอยมา จากนั้นหานเจวี๋ยก็สัมผัสได้ว่าสิงหงเสวียนกับจางเกอโฉบออกไปจากบนชายคา
หานเจวี๋ยยันกายขึ้นช้าๆ เตรียมไปแสร้งทำทีว่าหาของ
หลังจากออกมาด้านนอกเรือนด้วยความระมัดระวังแล้ว เขาชำเลืองมองไปทางประตูสวนสมุนไพร และเห็นผู้บำเพ็ญชายล้มอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
‘เป็นคนนอกที่อ่อนแอนัก’
หานเจวี๋ยแอบเหยียดหยามในใจ
เขามุ่งหน้าไปยังหอ
หอของผู้เฒ่าเถี่ยมีทั้งหมดสองชั้น ลักษณะเหมือนคฤหาสน์ โอ่อ่าหรูหรา มีเครื่องกระเบื้องเคลือบและภาพวาดทิวทัศน์เต็มไปหมด หานเจวี๋ยเข้าไปด้านในแล้วก็เริ่มเดินวนรอบๆ โดยไร้จุดหมาย
เขาไม่ได้ตั้งใจหาเลย
ถึงจะมีของล้ำค่าอยู่จริง เขาก็ไม่มีที่เก็บอยู่ดี
หลังจากนั่งอยู่ครึ่งชั่วโมง หานเจวี๋ยถึงจะยันกายลุกขึ้นเริ่มรื้อค้นต่อ อย่างน้อยก็ต้องแสร้งทำเช่นนั้น
เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง
สิงหงเสวียนกลับมาแล้ว
นางเข้ามาในหออย่างรีบร้อน เมื่อเจอหานเจวี๋ยก็เอ่ยถาม “หาพบหรือยัง”
หานเจวี๋ยที่ยืนอยู่ข้างแจกันดอกไม้หันกลับมาตอบ “ยังไม่พบเลย ข้าหาไปรอบหนึ่งแล้วก็ยังไม่พบ”
ทันใดนั้นเขาสังเกตเห็นว่าบนร่างของสิงหงเสวียนเต็มไปด้วยรอยเลือด
หรือว่าจางเกอจะถูกนางกำจัดทิ้งแล้ว
หานเจวี๋ยก้าวถอยหลังตามจิตใต้สำนึก ผลคือไม่ระวังชนแจกันบนโต๊ะตัวเล็กตกลงมา
เพล้ง…
แจกันตกลงมาแตกละเอียดบนพื้น
หานเจวี๋ยมองเห็นเคล็ดตำราเล่มหนึ่งปรากฏอยู่กลางเศษแจกัน ด้านบนมีตัวอักษรตัวใหญ่สลักไว้
‘ตำราโอสถ’
เงียบสงัด!
ทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบ ได้ยินแม้แต่เสียงเข็มหล่นกระทบพื้น
หานเจวี๋ยอึ้งอยู่กับที่ กระอักกระอ่วนเป็นที่สุด
นี่มัน…
มารดามันเถอะ!
ผู้เฒ่าเถี่ยซ่อนของไว้อย่างนี้เองน่ะหรือ
สิงหงเสวียนละสายตาจากตำราโอสถ มองมายังหานเจวี๋ยด้วยแววตาอึมครึม
หานเจวี๋ยพลันกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้นดีใจ “ที่แท้ก็ซ่อนไว้ในแจกันนี่เอง ผู้เฒ่าคนนี้ซ่อนของเก่งเสียจริง!”
บทที่ 5
หานเจวี๋ยและสิงหงเสวียนเข้ามาในป่าที่ไร้ผู้คน หานเจวี๋ยกระวนกระวายใจ กลัวว่าสิงหงเสวียนจะขอให้ทำอะไรทำนองนั้น
สิงหงเสวียนหันมามองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย
หานเจวี๋ยไม่กล้าสบตาด้วย
สิงหงเสวียนหัวเราะพร้อมกับกล่าว “พี่ชายน้อย ไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ได้จะสร้างความลำบากให้เจ้า ข้าเพียงอยากถามสักหน่อย เจ้าจะยอมเป็นข้ารับใช้ในสวนสมุนไพรแห่งนี้ไปทั้งชีวิตเลยหรือ”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ
‘จากนั้นก็จะให้ข้าก้มหัว ยอมตกเป็นของเล่นในกำมือเจ้าอย่างนั้นหรือ’
สิงหงเสวียนสาวเท้ามาหนึ่งก้าว กระซิบข้างหูหานเจวี๋ยว่า “ช่วยอะไรข้าอย่างหนึ่งสิ แล้วข้าจะช่วยเจ้าบำเพ็ญเซียน หลุดพ้นจากความเป็นมนุษย์”
“ให้ข้าช่วยอะไร”
สิงหงเสวียนขยับปาก ไม่ได้ส่งเสียงอันใด ทว่าหานเจวี๋ยกลับได้ยินอย่างชัดเจน
‘ช่วยนำตำราโอสถของผู้เฒ่าเถี่ยมาให้ข้า แล้วข้าจะพาเจ้าออกจากสำนักหยกพิสุทธิ์ไปที่ลัทธิมาร ต่อไปข้าจะดูแลเจ้าอย่างดี ภายใต้ความดูแลของข้า เจ้าจะไม่ได้รับความเดือดร้อนแม้แต่น้อย หากว่าคุณสมบัติของเจ้าไม่เลว ฝึกบำเพ็ญสำเร็จ พวกเราก็ถึงขั้นเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันได้’
วิชาถ่ายทอดเสียง!
หานเจวี๋ยเบิกตากว้าง
แม่นางผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นผู้บำเพ็ญสายมาร!
หานเจวี๋ยสับสนแล้ว
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หากเขารับปากก็เท่ากับว่าทรยศทั้งสำนักหยกพิสุทธิ์
แต่ถ้าเขาปฏิเสธละก็ สิงหงเสวียนต้องไม่ยอมปล่อยเขาออกไปจากป่านี้แน่
ผู้เฒ่าเถี่ยไม่อยู่ อีกทั้งที่นี่ยังเป็นแค่ฝ่ายนอกของสำนักหยกพิสุทธิ์ เขาร้องขอความช่วยเหลือไปก็ไม่มีผู้ใดได้ยิน
สิงหงเสวียนก็ไม่ได้เร่งรัดเอาคำตอบ นางเดินวนรอบๆ หานเจวี๋ยและเฝ้ารออย่างอดทน
หานเจวี๋ยกำลังประเมินโอกาสที่จะชนะหากว่าเขาต้องประมือกับสิงหงเสวียน
แม้จะอยู่ระดับหลอมปราณขั้นเจ็ดเหมือนกัน แต่เขาไม่มีทั้งวิชาเวทและอาวุธเวทใดๆ จะเอาชนะสิงหงเสวียนได้อย่างไรกัน
‘เข้าปะทะตรงๆ ไม่ได้’
หานเจวี๋ยแสร้งทำเป็นหวาดกลัว บอกว่า “ข้าไม่ทราบว่าของสิ่งนั้นอยู่ที่ใด อีกอย่างยังมีจางเกออยู่…”
สิงหงเสวียนมีสีหน้าพึงพอใจ หานเจวี๋ยไม่ได้พูดว่าตำราโอสถออกมาตรงๆ นับว่ายังฉลาดนัก
“ไม่เป็นไร ยังพอมีเวลา ข้ารอได้” สิงหงเสวียนกล่าวพร้อมหัวเราะเบาๆ
นางหยิบโอสถออกมาเม็ดหนึ่ง “โอสถนี้จะช่วยให้เจ้าเปิดรากวิญญาณได้ เจ้ากินเข้าไปเสียก่อน ถือว่าเป็นของขวัญเมื่อได้พบหน้า”
หานเจวี๋ยมองไปยังโอสถเม็ดนี้ ลักษณะคล้ายคลึงกับช็อกโกแลตนัก
แน่นอนว่ามันคือยาพิษ!
หานเจวี๋ยไม่อาจปฏิเสธได้ ทำได้เพียงกลืนมันลงไป
เขาใช้พลังวิญญาณห่อหุ้มโอสถเอาไว้ ป้องกันไม่ให้มันละลาย
เมื่อกลืนลงไปแล้ว หานเจวี๋ยอ้าปากตั้งใจให้สิงหงเสวียนดู จากนั้นกล่าวอย่างดีใจ “ขอบคุณท่านเซียน! ข้าจะพยายามอย่างถึงที่สุดแน่นอน!”
‘เวรเอ๊ย! รอข้าฝึกบำเพ็ญอีกหนึ่งปีก่อน แล้วข้าจะให้เจ้ารู้ถึงความร้ายกาจของข้า!’
หานเจวี๋ยไม่อาจเข้าร่วมลัทธิมารทั้งอย่างนี้เด็ดขาด
เขาต้องการจะเป็นอมตะ ไม่ได้ต้องการเสี่ยงชีวิต
สิงหงเสวียนปิดปากหัวเราะ ยื่นมือจับแก้มของหานเจวี๋ยพลางยิ้มกล่าวว่า “พี่ชายน้อยช่างรู้ความเสียจริง เด็กดี ภายหลังข้าจะเลี้ยงเจ้าไว้เป็นสามี”
หานเจวี๋ยทำท่าทางตื่นเต้น แต่ในใจนึกรังเกียจ
‘นางผู้หญิงเหม็นโฉ่ เจ้าคู่ควรกับข้าหรือ’
หลังจากถูกสิงหงเสวียนเอาเปรียบสักครู่ ทั้งสองคนก็กลับไปยังสวนสมุนไพร
ผู้บำเพ็ญชายขมวดคิ้ว มองไปยังหานเจวี๋ยด้วยความสงสัย
สิงหงเสวียนยิ้มอย่างมีเลศนัย จากนั้นนั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญต่อ
หานเจวี๋ยเดินเข้าไปในสวนสมุนไพร จู่ๆ ตัวอักษรก็เริ่มปรากฏขึ้นด้านหน้าเขาทีละบรรทัด
[ท่านถูกสิงหงเสวียนผู้บำเพ็ญสายมารคุกคาม ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ขโมยตำราโอสถ จะได้รับความโปรดปรานจากสิงหงเสวียน ได้รับระดับความเกลียดชัง 5 ดาวจากสำนักหยกพิสุทธิ์]
[สอง ไม่เชื่อฟังเด็ดขาด ไม่ให้สิงหงเสวียนได้ตำราโอสถ และรอจนสิงหงเสวียนจากไป จะได้รับวิชากระบี่–ดรรชนีกระบี่เทพ]
อืม?
มีให้เลือกรางวัลด้วยหรือนี่
เอาสิ!
หานเจวี๋ยตาเป็นประกายทันที ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ยิ่งขึ้นว่าจะไม่ทำตามเด็ดขาด
…
ค่ำคืนมืดมิดมาถึง
หานเจวี๋ยกลับไปยังที่พัก ก่อนจะเปิดการทำงานของเขตอาคม
เขาคายโอสถที่กลืนลงท้องไปออกมาเหน็บไว้ใต้เข็มขัด
จากนั้นเขาเดินไปนั่งหน้าเตียงไม้ หยิบหมั่นโถวออกมากิน
เขาเลิกกินธัญพืชทั้งห้า[1]แล้ว แต่เพราะต้องแสดงละครจึงต้องกินอาหารบ้าง
ครั้นเข้าสู่ช่วงกลางดึก
รอจนข้ารับใช้ทั้งห้านอนหลับสนิทแล้ว หานเจวี๋ยจึงจะฝึกบำเพ็ญต่อ
ดูจากคุณสมบัติของเขาแล้ว การอยู่เหนือสิงหงเสวียนไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ผ่านไปอีกหลายวัน หานเจวี๋ยยังตั้งใจทำงานเช่นเคย
จางเกอฝึกบำเพ็ญอยู่ในหอของผู้เฒ่าเถี่ยตลอดเวลา ทำให้หานเจวี๋ยมีข้ออ้างที่จะไม่เข้าไปในหอนั้น
สิงหงเสวียนก็เหมือนจะไม่รีบร้อนเช่นกัน
ในชั่วพริบตา เวลาก็ผ่านไปครึ่งปี
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 18/85]
[เผ่าพันธุ์: มนุษย์]
[ตบะ: ระดับหลอมปราณขั้นแปด]
[วิชายุทธ์: วิชาวัฏจักรหกวิถี (สืบทอดได้) ]
[วิชาเวท: ไม่ปรากฎ]
[พลังวิเศษ: ไม่ปรากฎ]
[อาวุธเวท: ไม่ปรากฎ]
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ร่างวิญญาณหกสาย ประกอบด้วยรากวิญญาณวายุ รากวิญญาณอัคคี รากวิญญาณวารี รากวิญญาณพสุธา รากวิญญาณพฤกษา และรากวิญญาณอัสนีระดับสูงสุด เสริมดวงชะตาขึ้นอีกระดับ]
[ดวงชะตาแต่กำเนิดมีดังนี้]
[ไม่เป็นสองรองใคร: รูปโฉมหล่อเหลา เจ้าเสน่ห์ระดับสูงสุด]
[ชะตาเซียนกระบี่: คุณสมบัติมรรคกระบี่ระดับสูงสุด ความเข้าใจมรรคกระบี่ระดับสูงสุด]
[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบัติท่าร่างระดับสูงสุด]
[ทายาทจักรพรรดิเซียน: ได้รับวิชายุทธ์บำเพ็ญเซียนระดับสูงและหินวิญญาณชั้นสูงหนึ่งพันก้อน (เบิกถอนได้) ]
[ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์]
…
หานเจวี๋ยทะลวงระดับหลอมปราณไปถึงขั้นแปดแล้ว รากวิญญาณทั้งสี่สายก็ไปถึงขั้นแปดด้วยเช่นกัน
สิ่งที่ควรค่าให้กล่าวถึงคือ อายุขัยของเขาเพิ่มขึ้นอีกยี่สิบปีแล้ว ทำให้เขาดีใจดีอกนัก
ความรู้สึกที่พลังวิญญาณเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วช่างวิเศษจริงๆ
ตรงกันข้าม ตบะของสิงหงเสวียนกับผู้เฒ่าเถี่ยกลับไร้การเปลี่ยนแปลง
นี่เป็นข้อแตกต่างระหว่างผู้มีพรสวรรค์กับมนุษย์ธรรมดา
หานเจวี๋ยแอบภาคภูมิใจกับตัวเอง
เป็นไปตามที่คาดไว้ ต้องมานะอดทนอยู่กับความเดียวดายถึงจะแกร่งขึ้นได้
หากเขาเริ่มบำเพ็ญเซียนในขณะที่เป็นมนุษย์ธรรมดาตั้งแต่แรก ไม่แน่ว่าแม้แต่ขั้นสี่ของระดับหลอมปราณก็อาจไปไม่ถึง
ในค่ำคืนนี้
หานเจวี๋ยได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอก เขารีบเอนกายนอนพร้อมกับปิดเขตอาคม
‘ข้าจะเตรียมล่อจางเกอออกมา จากนั้นเจ้าก็เข้าไปหาของเสีย’
เสียงของสิงหงเสวียนลอยเข้ามาในหูของหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยลืมตา ผุดลุกขึ้นมาทันที
‘ให้ตายเถอะ ยังหลบไม่พ้นอีก’
หานเจวี๋ยอดทนรอคอย
เขาที่อยู่ระดับหลอมปราณขั้นแปดฝึกการใช้พลังจิตสำเร็จแล้ว ประสาทสัมผัสก็ไวกว่าคนทั่วไป
เขาได้ยินเสียงโต๊ะเก้าอี้ถูกชนดังแว่วมาจากหอซึ่งอยู่ไกลออกไป
‘เจ้าออกมาได้แล้ว’
เสียงของสิงหงเสวียนลอยมา จากนั้นหานเจวี๋ยก็สัมผัสได้ว่าสิงหงเสวียนกับจางเกอโฉบออกไปจากบนชายคา
หานเจวี๋ยยันกายขึ้นช้าๆ เตรียมไปแสร้งทำทีว่าหาของ
หลังจากออกมาด้านนอกเรือนด้วยความระมัดระวังแล้ว เขาชำเลืองมองไปทางประตูสวนสมุนไพร และเห็นผู้บำเพ็ญชายล้มอยู่ใต้ต้นไม้ ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
‘เป็นคนนอกที่อ่อนแอนัก’
หานเจวี๋ยแอบเหยียดหยามในใจ
เขามุ่งหน้าไปยังหอ
หอของผู้เฒ่าเถี่ยมีทั้งหมดสองชั้น ลักษณะเหมือนคฤหาสน์ โอ่อ่าหรูหรา มีเครื่องกระเบื้องเคลือบและภาพวาดทิวทัศน์เต็มไปหมด หานเจวี๋ยเข้าไปด้านในแล้วก็เริ่มเดินวนรอบๆ โดยไร้จุดหมาย
เขาไม่ได้ตั้งใจหาเลย
ถึงจะมีของล้ำค่าอยู่จริง เขาก็ไม่มีที่เก็บอยู่ดี
หลังจากนั่งอยู่ครึ่งชั่วโมง หานเจวี๋ยถึงจะยันกายลุกขึ้นเริ่มรื้อค้นต่อ อย่างน้อยก็ต้องแสร้งทำเช่นนั้น
เวลาผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง
สิงหงเสวียนกลับมาแล้ว
นางเข้ามาในหออย่างรีบร้อน เมื่อเจอหานเจวี๋ยก็เอ่ยถาม “หาพบหรือยัง”
หานเจวี๋ยที่ยืนอยู่ข้างแจกันดอกไม้หันกลับมาตอบ “ยังไม่พบเลย ข้าหาไปรอบหนึ่งแล้วก็ยังไม่พบ”
ทันใดนั้นเขาสังเกตเห็นว่าบนร่างของสิงหงเสวียนเต็มไปด้วยรอยเลือด
หรือว่าจางเกอจะถูกนางกำจัดทิ้งแล้ว
หานเจวี๋ยก้าวถอยหลังตามจิตใต้สำนึก ผลคือไม่ระวังชนแจกันบนโต๊ะตัวเล็กตกลงมา
เพล้ง…
แจกันตกลงมาแตกละเอียดบนพื้น
หานเจวี๋ยมองเห็นเคล็ดตำราเล่มหนึ่งปรากฏอยู่กลางเศษแจกัน ด้านบนมีตัวอักษรตัวใหญ่สลักไว้
‘ตำราโอสถ’
เงียบสงัด!
ทั้งห้องพลันตกอยู่ในความเงียบ ได้ยินแม้แต่เสียงเข็มหล่นกระทบพื้น
หานเจวี๋ยอึ้งอยู่กับที่ กระอักกระอ่วนเป็นที่สุด
นี่มัน…
มารดามันเถอะ!
ผู้เฒ่าเถี่ยซ่อนของไว้อย่างนี้เองน่ะหรือ
สิงหงเสวียนละสายตาจากตำราโอสถ มองมายังหานเจวี๋ยด้วยแววตาอึมครึม
หานเจวี๋ยพลันกล่าวขึ้นอย่างตื่นเต้นดีใจ “ที่แท้ก็ซ่อนไว้ในแจกันนี่เอง ผู้เฒ่าคนนี้ซ่อนของเก่งเสียจริง!”