41-45

บทที่ 41
เย่ซานหลางที่ถูกมหาวายุอัสนีกักขังไว้รู้สึกหมดหวังเป็นที่สุด เขารีบหันขวับไปตะโกนว่า “ข้ายอมจำนน! ข้ายอมจำนน! อย่าได้สังหารข้าเลย!”

หานเจวี๋ยสำแดงวิชาดูดวิญญาณหกสาย ดูดจิตดั้งเดิมของเขามาไว้ในมือ

พลังวิญญาณทั้งหกสายห่อหุ้มจิตดั้งเดิมของเย่ซานหลางเอาไว้ ราวกับเครื่องพันธนาการที่มองไม่เห็น ทำให้เย่ซานหลางไม่อาจเคลื่อนไหวได้

หานเจวี๋ยหันกายกลับไปยังสถานที่ต่อสู้เมื่อสักครู่ ก่อนจะพบแหวนเก็บสมบัติของเย่ซานหลาง จากนั้นจึงย้อนกลับไปถ้ำเทวา

ไก่คุกรัตติกาลลืมตาขึ้น มองคนตัวจ้อยที่อยู่ในกำมือของหานเจวี๋ยอย่างสงสัย

เย่ซานหลางรู้สึกหวาดกลัวถึงขีดสุด จิตดั้งเดิมดวงน้อยกำลังสั่นเทา

หานเจวี๋ยวางเขาลงกับพื้น ขณะที่ตนเองนั่งลงบนตั่งไม้ ก้มหน้าลงมองอีกฝ่าย

“ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณพยายามจะทำสิ่งใดกันแน่” หานเจวี๋ยเอ่ยถาม

เย่ซานหลางกัดฟันตอบ “ยึดครองสำนักหยกพิสุทธิ์ จับผู้มีพรสวรรค์ของสำนักหยกพิสุทธิ์มาไว้รวมกัน หลังจากสำนักหยกพิสุทธิ์ล่มสลาย เมื่อนั้นผู้มีพรสวรรค์เหล่านี้จะไร้ทางไป ทำได้เพียงเข้าร่วมกับลัทธิศักดิ์สิทธิ์”

หานเจวี๋ยถามต่อ “เป้าหมายเฉพาะแค่สำนักหยกพิสุทธิ์ หรือทั้งแดนบำเพ็ญพรต”

“ทั้งแดนบำเพ็ญพรต…”

“พวกเจ้าช่างหาญกล้ายิ่งนัก ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณของพวกเจ้ามีระดับเปลี่ยนวิญญาณอยู่หรือ”

“แน่นอนว่ามี…”

เย่ซานหลางตอบตามจริง เมื่อกำลังเผชิญหน้ากับความตาย เขาไม่สนใจอะไรมากนักแล้ว

“ระดับสุญตาเล่ามีหรือไม่” หานเจวี๋ยหรี่ตาพลางเอ่ยถาม

เย่ซานหลางกล่าวอย่างไร้ทางเลี่ยง “ระดับเช่นนั้นเป็นระดับในตำนาน อย่างน้อยในลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณข้าก็ไม่เคยได้ยินว่ามีมาก่อน เพียงแต่ตบะของเจ้าลัทธิอยู่ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นสูงมานานแล้ว”

“ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณแข็งแกร่งเพียงนี้ เหตุใดต้องหลบซ่อนอยู่ในที่มืดมาโดยตลอดเล่า”

“ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่สามารถต่อกรทั้งแดนบำเพ็ญพรตทั้งหมดได้โดยตรง บทเรียนอันแสนเจ็บปวดเมื่อพันปีก่อนทำให้เจ้าลัทธิของเราระวังมากยิ่งขึ้น”

“เหล่าผู้มีพรสวรรค์ของสำนักหยกพิสุทธิ์ถูกขังไว้ที่ใด”

“เรื่องนี้…ข้าไม่รู้จริงๆ ข้าเป็นเพียงผู้ดูแลธรรมดา…”

ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเจ็ดยังนับว่าธรรมดา?

หานเจวี๋ยรู้สึกว่าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณช่างอันตรายยิ่งนัก

ทำเอาข้าตกใจจริงๆ!

เย่ซานหลางกล่าวอย่างระมัดระวัง “ผู้อาวุโส ท่านได้โปรดปล่อยข้าไปเถอะ ข้าไม่กล้าอีกแล้ว…ข้าสาบาน ต่อไปข้าจะไม่มาเหยียบสำนักหยกพิสุทธิ์อีก!”

[เย่ซานหลางเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 6 ดาว ไม่ตายไม่เลิกรา]

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว

‘เจ้าหนู หนทางของเจ้าลำบากแล้ว!’

หานเจวี๋ยยกมือขึ้นทันที ส่งดรรชนีกระบี่เทพออกไป ทำลายจิตดั้งเดิมของเย่ซานหลางทันที

เมื่อได้เห็นฉากนี้ ไก่คุกรัตติกาลตกใจจนตัวสั่นงันงก

นี่เป็นครั้งแรกที่มันเห็นหานเจวี๋ยลงมือสังหารศัตรูเช่นนี้

หลังจากที่เย่ซานเทียนตายแล้ว หานเจวี๋ยเริ่มตรวจสอบแหวนเก็บสมบัติของฝ่ายตรงข้าม

สมกับเป็นผู้แข็งแกร่งระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเจ็ด สิ่งของในแหวนเก็บสมบัติช่างมากมายยิ่งนัก

แหวนเก็บสมบัตินี้มีขนาดใหญ่มาก หินวิญญาณกองสะสมเท่าภูเขาลูกย่อมๆ สิ่งที่ควรจะมีก็มี ไม่ว่าจะเป็นอาวุธเวท เคล็ดวิชายุทธ์ โอสถ ทั้งยังมีของล้ำค่าฟ้าดินจำนวนไม่น้อย

หานเจวี๋ยดูเคล็ดวิชายุทธ์เป็นอันดับแรก ทั้งหมดล้วนเป็นวิชายุทธ์และวิชาเวทสายมารที่เขาไม่สนใจ

สำหรับอาวุธเวท ก็ต้องเป็นผู้บำเพ็ญสายมารเท่านั้นถึงจะสามารถใช้ได้

หานเจวี๋ยเริ่มตรวจดูโอสถ

ไม่ช้า เขาก็พบโอสถที่สามารถเพิ่มตบะระดับปราณก่อกำเนิด เมื่อพลังวิญญาณหกสายผสานเข้าไปในโอสถนี้ ก็สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณที่พลุ่งพล่าน

หานเจวี๋ยเริ่มใช้งานมันทันที


สองปีต่อมา

หานเจวี๋ยบรรลุตบะถึงระดับปราณก่อกำเนิดขั้นหก

ไก่คุกรัตติกาลกลายเป็นไก่เทพตัวผู้พันธุ์ดีตัวหนึ่ง ในที่สุดสติปัญญาของมันก็เติบโตเทียบเท่ากับเด็กอายุเจ็ดแปดขวบ สามารถสื่อสารภาษามนุษย์ได้

สิ่งที่จำต้องเอ่ยถึงคือ ยามที่ไก่คุกรัตติกาลฝึกฝนพลังปีศาจออกมานั้น คิดไม่ถึงว่าจะเป็นการถ่ายทอดวิชายุทธ์ของเผ่าปีศาจ ตัวมันเองก็ประหลาดใจมากเช่นกัน

แต่หานเจวี๋ยกลับเข้าใจทันที นี่เป็นวิชายุทธ์เทพปีศาจของมันในภพก่อน

เช่นนี้ก็ดี หานเจวี๋ยจะได้ไม่ต้องชี้แนะอะไรมากนัก

หลี่ชิงจื่อมาเยี่ยมเยือนหานเจวี๋ยอีกครั้ง สิ่งที่พูดคุยล้วนเป็นเรื่องของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ

ช่วงนี้ราวกับว่าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณหายไปอย่างไรอย่างนั้น ไม่มาวุ่นวายกับสำนักหยกพิสุทธิ์อีก และในที่สุดหลี่ชิงจื่อก็ตรวจพบที่คุมขังเหล่าผู้มีพรสวรรค์ของสำนักหยกพิสุทธิ์

หลี่ชิงจื่ออยากให้หานเจวี๋ยลงมือ

หานเจวี๋ยเอ่ยอย่างจริงจังว่า “บางทีอาจจะเป็นแผนการล่อเสือออกจากถ้ำ ทันทีที่ข้าออกไป หากลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณเข้ามาโจมตี พวกท่านต้านไหวหรือ ท่านต้องรู้ว่าระดับปราณก่อกำเนิดฝีมือดีถึงจะเป็นผู้ดูแลในลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณได้

หลี่ชิงจื่อนิ่งเงียบ

นี่ก็มีความเป็นไปได้

หากเป็นเช่นนั้นล่ะก็ แม้จะช่วยผู้มีพรสวรรค์เหล่านั้นได้ก็ไร้ประโยชน์

“เช่นนั้นให้ข้าออกไปจะดีกว่า ผู้อาวุโสหาน สำนักหยกพิสุทธิ์ต้องมอบให้ท่านดูแลแล้ว” หลี่ชิงจื่อกล่าวอย่างจริงจัง

หานเจวี๋ยพยักหน้ากล่าว “นอกเสียจากว่าจะไปพบผู้แข็งแกร่งระดับสุญตาเข้า มิเช่นนั้นไม่ว่าใครหน้าไหนก็อย่าแม้แต่จะคิดโจมตีสำนักหยกพิสุทธิ์!”

เมื่อหลี่ชิงจื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าก็พรายยิ้ม

ดูเหมือนช่วงนี้หานเจวี๋ยจะแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้ว!

หลี่ชิงจื่อจากไปด้วยความพึงพอใจ

หานเจวี๋ยครุ่นคิดเล็กน้อย จากนั้นจึงเปิดแบบการจำลองการทดสอบ

เขาตั้งค่าตบะของต้วนทงเทียนเป็นระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นเก้า

หานเจวี๋ยพยายามต่อสู้กับระดับเดียวกัน

สิ่งนี้ทำให้หานเจวี๋ยเป็นกังวล

จำต้องรู้ไว้ว่า แบบจำลองการทดสอบสามารถตั้งค่าได้เพียงตบะเท่านั้น วิชายุทธ์และวิชาเวทของระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นเก้ากับระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นหนึ่งก็แตกต่างกันมาก

หากรอให้ต้วนทงเทียนฝึกบำเพ็ญจนถึงระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นเก้าจริงๆ พลังที่แท้จริงของเขาจะแกร่งยิ่งกว่าในแบบจำลองการทำสอบเสียอีก

นอกจากนี้ ต้วนทงเทียนยังต้องอาศัยเซียวเอ้อร์เพื่อทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณ นั่นไม่ใช่ความสามารถที่แท้จริง

‘ต้องรีบทำเวลาทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณ มิฉะนั้นก็อย่าหวังว่าจะนอนหลับอย่างเป็นสุข’

หานเจวี๋ยคิดเงียบๆ

เขาเปิดค่าความสัมพันธ์เพื่อดูความเคลื่อนไหวของสหาย

[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับโจมตีจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ]x29

[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับโจมตีจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ]x48

……

ศิษย์ที่น่าสงสารยังคงถูกโจมตี

ทว่าหานเจวี๋ยกลับไม่เป็นกังวล ถูกโจมตีหลายครั้งเช่นนี้แต่ยังไม่ตาย!

นั่นก็หมายความว่าอย่างไรน่ะหรือ

ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณชื่นชอบผู้มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง ถึงได้ตัดใจฆ่าไม่ลง

‘หรือลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณจะไม่ใช่สายมาร?’

หานเจวี๋ยคิดอย่างเงียบๆ

ไม่นานจากนั้น เขาก็ฝึกบำเพ็ญต่อ

ศิษย์เอ๋ยอดทนเข้าไว้!

อาจารย์กำลังฝึกอย่างหนัก รออาจารย์กระจ่างทุกสิ่งก่อน ต้องรีบไปช่วยเจ้าแน่!


ภายในหอมืดสลัวแห่งหนึ่ง คนในชุดคลุมกันฝนสี่คนนั่งล้อมอยู่รอบโต๊ะ

พวกเขาต่างสวมหมวกฟางเพื่อปิดบังใบหน้าไว้

หนึ่งในนั้นกล่าวเสียงขรึม “เหตุใดเย่ซานหลางยังไม่กลับมาอีก”

คนอื่นๆ ก็เริ่มเอ่ยวาจาออกมาตามกัน

“หรือจะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น”

“เย่ซานหลางเป็นถึงผู้มีฝีมือระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเจ็ด นอกจากผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์ก็ไม่มีใครหยุดเขาได้ อีกทั้งยังมีผู้ดำเนินการลับของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณแฝงตัวอยู่ภายในนั้น”

“ผู้ดำเนินการลับของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณที่ว่านั่น แท้จริงแล้วคือผู้ใดกัน”

“ไม่แน่ใจ มีเพียงเย่ซานหลางที่รู้ นอกจากเจ้าลัทธิแล้วมีเพียงคนเดียวที่จะติดต่อกับผู้ดำเนินการลับลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณทุกคน”

“เจ้าลัทธิระวังเกินไป ตามความเห็นข้า มิสู้เหยียบสำนักยกพิสุทธิ์ให้จมดินไปเลยจะดีกว่า ไหนจะศิษย์สำนักหยกพิสุทธิ์พวกนั้นอีก หากไม่ยอมก็ฆ่าทิ้งไปเสียเถิด!”

ทั้งสี่คนเริ่มเอ่ยวาจาค่อนแคะเจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ

ในความคิดของพวกเขา แม้ว่าผู้อาวุโสสังหารเทพจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าลัทธิอย่างแน่นอน อีกอย่างในลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณยังมีผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนวิญญาณคนอื่นอยู่อีกนอกจากเจ้าลัทธิ

ปึง!

ประตูพลันถูกถีบให้เปิดออก

บุรุษในอาภรณ์สีทองเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทางเคร่งขรึมสง่างาม บนอาภรณ์สีทองปักด้วยลวดลายเสือดาว สวมมงกฏหยกสีเงินประกายครามราวกับกริชบนศีรษะ ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาทั้งคู่เป็นประกายแวววาว ท่าทางโอหังอวดดี

คนในชุดคลุมกันฝนทั้งสี่ตบโต๊ะลุกขึ้นยืน

“บังอาจ!”

หนึ่งในนั้นชักดาบตรงข้างเอวออกมา เตรียมจะฟันไปที่บุรุษชุดทอง

แววตาของบุรุษชุดทองพลันเย็นเยียบ ความกดดันและความน่ากลัวแผ่ออกมา ทั้งหอสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง คนในชุดคลุมกันฝนทั้งสี่คนตกใจกลัวจนไม่กล้าขยับกาย

หนึ่งในนั้นกัดฟันเอ่ยถาม “ท่านเป็นใคร”

บุรุษชุดทองกล่าวอย่างไร้ความรู้สึก “ข้าคือหวงจี๋เฮ่าแห่งสำนักกระบี่วิหคชาด ได้ยินว่าพวกเจ้ามาจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ บังเอิญนัก ข้ากำลังอยากประมือกับลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณพอดี พวกเจ้าจงเอ่ยมา แท้จริงแล้วลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณอยู่ที่ใดกันแน่”

หวงจี๋เฮ่า!

คนทั้งสี่ยิ่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว

เมื่อไม่นานมานี้ ชื่อเสียงของหวงจี๋เฮ่าก็เป็นที่เลื่องลือจริงๆ!

คนในเสื้อคลุมกันฝนผู้หนึ่งพลันกล่าว “หากพวกข้าบอกไปจะต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่หากท่านไปประมือสำนักหยกพิสุทธิ์เสียก่อน เช่นนั้นพวกข้าจะยอมบอกตำแหน่งทางเข้าลัทธิแก่ท่าน…”
บทที่ 42
“ประลองกับสำนักหยกพิสุทธิ์?”

หวงจี๋เฮ่าขมวดคิ้ว กล่าวเสียงเย็นว่า “สำนักที่แยกเป็นเอกเทศเช่นนั้นจะไปมีความท้าทายอะไร!”

วาจาของเขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเหยียดหยามดูแคลนสำนักหยกพิสุทธิ์

คนในชุดคลุมกันฝนผู้หนึ่งกล่าวอย่างร้อนรน “เมื่อไม่นานมานี้สำนักหยกพิสุทธิ์มีผู้อาวุโสสังหารเทพปรากฏตัว สังหารผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนวิญญาณได้ในดาบเดียว ความสามารถแข็งแกร่งไม่อาจคาดเดา!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หวงจี๋เฮ่าพลันเลิกคิ้วอย่างอดไม่ได้

“ข้าเคยประมือกับเจ้าสำนักหยกพิสุทธิ์และผู้อาวุโสสูงสุด ความสามารถธรรมดา แต่ไม่เคยได้ยินชื่อของผู้อาวุโสสังหารเทพมาก่อน พวกเจ้าอย่ามาหลอกลวงข้า!”

หวงจี๋เฮ่าเอ่ยเสียงเหี้ยม พลังอันน่าสะพรึงกลัวไม่ได้ลดลง ยังคงน่ากลัวอยู่เช่นเดิม

“ไม่กล้าหลอกลวงท่านอย่างแน่นอน!”

“เป็นความจริง ท่านไปไต่ถามได้!”

“ลัทธิมารฟ้ามืดก็ถูกทำลายโดยคนผู้นี้!”

คนในชุดคลุมกันฝนอีกสามคนรีบร้อนเอ่ยสำทับ

พวกเขาสี่คนรวมกันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของหวงจี๋เฮ่า จึงเกรงว่าหวงจี๋เฮ่าจะลงมือกับพวกเขา

ดวงตาของหวงจี๋เฮ่าเป็นประกาย เอ่ยขึ้นว่า “พวกเจ้าบอกตำแหน่งของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณมาก่อน ข้าจะไปท้าปะลองสำนักหยกพิสุทธิ์ หลังจากนั้นจะไปลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ”

คนในชุดคลุมกันฝนทั้งสี่คนมองหน้าสบตากัน

เพื่อที่จะมีชีวิตรอด ในที่สุดพวกเขาก็ยอมประนีประนอม

หลังจากนั้นไม่นาน หวงจี๋เฮ่าก็จากไป

คนในชุดคลุมกันฝนทั้งสี่ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ค่อยๆ พากันนั่งลงบนเก้าอี้

“บุรุษผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใดกันแน่” หนึ่งในนั้นพูดอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

อีกคนเอ็ดขึ้นมา “ไม่สำคัญหรอก ที่สำคัญคือข้ารู้สึกว่าโรงเตี๊ยมนี้มีปัญหา ไหนกล่าวว่าผนังกันเสียงกันจิตอย่างไรเล่า”


ณ สำนักหยกพิสุทธิ์

นับตั้งแต่หลี่ชิงจื่อกลับไป เวลาก็ล่วงเลยไปอีกสองปี

หานเจวี๋ยยังคงอยู่ระดับปราณก่อกำเนิดระดับหก เมื่อมีโอสถของเย่ซานหลางเป็นตัวช่วย ทำให้เขาเข้าใกล้ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเจ็ดเข้ามาทุกที

ไก่คุกรัตติกาลตัวโตขึ้นอีกครึ่งเมตร แต่หานเจวี๋ยทดสอบอายุของกระดูกของมันดูแล้ว ห่างจากคำว่าโตเต็มที่อยู่มากนัก

วันนี้ ฉางเยวี่ยเอ๋อมาเยี่ยมเยือน

หลังจากไม่ได้มานานหลายปี เมื่อเห็นเจ้าไก่คุกรัตติกาลตัวโตขึ้นมากขนาดนี้ นางจึงอดไม่ได้ที่จะเดินไปลูบมัน

“จั๊กจี้…จั๊กจี้…”

ไก่คุกรัตติกาลขัดขืนและถอยหนี

เมื่อได้ยินเสียงร้องอ้อแอ้ของมัน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ยิ่งสนใจมากขึ้นไปอีก

หานเจวี๋ยทนไม่ไหวกล่าวว่า “หยุดลูบได้แล้ว นี่เป็นพาหนะล้ำค่าของข้า หากลูบจนใช้การไม่ได้ ท่านจะชดใช้หรือ”

“เชอะ ชดใช้ก็ชดใช้สิ! ใช้ไก่เป็นพาหนะ เจ้านี่เข้าใจคิดจริงๆ!”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์เบ้ปากบอก ถึงจะพูดเช่นนี้แต่ร่างกายก็ยังเชื่อฟังอยู่ดี หันกลับมาหยุดอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ย

นางพิจารณาหานเจวี๋ย ยิ้มกล่าวว่า “ศิษย์น้องหาน ใบหน้าของเจ้าข้ามองทีไรก็รู้สึกประทับจิตประทับใจยิ่งนัก ไม่รู้ว่าพ่อแม่ของเจ้าหน้าตาโดดเด่นเพียงใด”

พ่อแม่?

พวกท่านน่ะหรือ

ธรรมดาเสียไม่มี

หานเจวี๋ยลอบหัวเราะในใจ

ช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา หานเจวี๋ยจะนึกถึงพ่อแม่ของเขาในชาตินี้บ้างเป็นครั้งคราว

ผ่านไปร้อยกว่าปีแล้ว หากพวกท่านยังเป็นมนุษย์ คาดว่าจะถูกฝังลงดินไปแล้ว

เช่นนี้ก็ดี ลดปัญหาได้มากนัก

หานเจวี๋ยไม่ได้คิดถึงพ่อแม่ในชาตินี้มากนัก ตอนที่พวกเขาทอดทิ้งหานเจวี๋ยไป ก็นับว่าความสัมพันธ์ทางสายเลือดขาดสะบั้นลงแล้ว

หากเป็นพ่อแม่ของเขาในชาติภพก่อน คงไม่มีวันทอดทิ้งเขาอย่างแน่นอน

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์เอ่ยต่อว่า “ได้ยินว่าผู้อาวุโสกวนจวนจะกลับมาแล้ว เจ้าเคยได้ยินเกี่ยวกับผู้อาวุโสกวนมาบ้างหรือไม่ เขาและอาจารย์ของเราเข้าสำนักหยกพิสุทธิ์มาพร้อมกัน ทว่าเมื่อสามร้อยปีก่อนเขาไปล่วงเกินสำนักกระบี่วิหคชาดเข้า เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัย ผู้อาวุโสสูงสุดจึงส่งเขาออกจากราชวงศ์ต้าเยี่ยนไปอย่างเงียบๆ ครึ่งปีก่อนเขาใช้วิชาเวทตอบกลับมาว่าจะกลับมา อีกทั้งยังจะแย่งชิงตำแหน่งเจ้าสำนักหยกพิสุทธิ์ด้วย”

หานเจวี๋ยส่ายหน้า

เขาไม่เคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อนจริงๆ และก็ไม่เคยได้ยินเรื่องของคนผู้นี้ด้วยเช่นกัน

“กล่าวกันว่าผู้อาวุโสกวนชอบพออาจารย์ของเรามาก ไม่แน่ว่าอาจผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับอาจารย์ของพวกเราก็ได้” ฉางเยวี่ยเอ๋อร์กล่าวต่อ

หานเจวี๋ยยักไหล่

คิดมากไปแล้ว!

เซียนซีเสวียนไม่ให้ศิษย์ผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียรกัน แล้วตนเองจะฝืนกฎได้อย่างไร

เขาถาม “ผู้อาวุโสกวนผู้นั้นแข็งแกร่งมากเลยหรือ”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์พยักหน้าพลางกล่าว “ว่ากันว่าตอนอยู่ต้าเยี่ยนเขาได้รับโอกาสวาสนา ขึ้นเป็นระดับเปลี่ยนวิญญาณ กลับมาครั้งนี้เขาต้องการนำพาสำนักหยกพิสุทธิ์ให้เหนือกว่าสำนักกระบี่วิหคชาด บรรดาผู้อาวุโสต่างดีใจยิ่งนัก สำนักหยกพิสุทธิ์มีระดับเปลี่ยนวิญญาณเพิ่มขึ้นมาอีกคน การรับมือกับลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณก็มีโอกาสชนะมากขึ้น ผู้อาวุโสสูงสุดย่อมดีใจไปด้วย เพียงแต่เจ้าสำนักที่อยู่ข้างนอกยังไม่ทราบเรื่องนี้”

หานเจวี๋ยอดไว้อาลัยให้หลี่ชิงจื่อเงียบๆ ไม่ได้

ลำบากลำบนมาตั้งหลายปี กลับไม่อาจรักษาตำแหน่งไว้ได้

ตอนที่หานเจวี๋ยกำลังจะถามเรื่องของผู้อาวุโสกวนอยู่นั้น พลันมีตัวอักษรปรากฏขึ้นด้านหน้า

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

หานเจวี๋ยชะงัก

เจอผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดอีกแล้วหรือ

โชคของสำนักหยกพิสุทธิ์ดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ

เหตุใดจึงมีผู้ที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดาปรากฏขึ้นมาเรื่อยๆ เช่นนี้

หานเจวี๋ยรีบร้อนตรวจดูทันที

[หวงจี๋เฮ่า: ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นสาม ผู้อาวุโสฝ่ายนอกของสำนักกระบี่วิหคชาด เกิดมาพร้อมจิตกระบี่ เชี่ยวชาญสายมรรคกระบี่ขั้นสูง เนื่องด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นตั้งแต่เยาว์วัย หล่อหลอมเขาจนมีลักษณะหยิ่งทระนง เขาสามารถละทิ้งได้ทุกสิ่งเพื่อกลายเป็นผู้แข็งแกร่ง]

หวงจี๋เฮ่า?

ให้ตายสิ!

เจ้าหมอนี่มาได้อย่างไร

หรือว่าต้องการจะท้าประลองสำนักหยกพิสุทธิ์

หานเจวี๋ยรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที

จะบำเพ็ญอย่างสงบไม่ได้หรือ

ตรงหน้าของหานเจวี๋ยปรากฏข้อความขึ้นมาให้เลือก

[สำนักหยกพิสุทธิ์กำลังเผชิญหน้าการท้าประลองของหวงจี๋เฮ่า ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง สั่งการทั้งสำนักล้อมปราบหวงจี๋เฮ่า และได้รับชัยชนะ โด่งดังไปทั่วดินแดน จะได้รับเคล็ดวิชาเวทสายอัคคีหนึ่งเล่ม]

[สอง ลอบจัดการหวงจี๋เฮ่าให้ล่าถอย ไม่ทำให้เกิดความเคลื่อนไหวมากเกินไป จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

หานเจวี๋ยเลือกข้อสองอย่างไม่ลังเล

ความโดดเด่นไม่ใช่ลักษณะของเขา

อีกทั้งหากทำให้หวงจี๋เฮ่าเป็นฝ่ายปราชัยอย่างประจักษ์ชัดแจ้ง สำนักกระบี่วิหคชาดย่อมตั้งตัวเป็นศัตรูกับสำนักหยกพิสุทธิ์เป็นแน่

หานเจวี๋ยยังไม่แน่ใจในระดับความสามารถของหวงจี๋เฮ่าในสำนักกระบี่วิหคชาด แม้จะแข็งแกร่งที่สุด แต่หากสำนักกระบี่วิหคชาดร่วมมือกับลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณขึ้นมา เช่นนั้นสำนักหยกพิสุทธิ์อาจเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

“เฮ้อ สำนักหยกพิสุทธิ์ยังถือว่าอ่อนแอเกินไปนัก”

หานเจวี๋ยทอดถอนใจ

เขามองฉางเยวี่ยเอ๋อร์พลางกล่าว “ท่านกลับไปก่อนเถิด ข้ามีเรื่องต้องทำ”

“เรื่องใดหรือ”

“ไม่สะดวกที่จะบอก”

“เหอะ”

ฉางเยวี่ยเอ๋อร์เบ้ปาก ลุกขึ้นจากไป

นางเพิ่งจะกล่าวว่าดีใจไปหมาดๆ แต่กลับโดนไล่ออกมา ผู้ใดบ้างเล่าจะไม่ผิดหวัง

หลังจากที่ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ออกไปแล้ว หานเจวี๋ยเริ่มใช้แบบจำลองการทดสอบตรวจสอบตำแหน่งของหวงจี๋เฮ่า

ยามนี้ หวงจี๋เฮ่าอยู่ห่างจากสำนักหยกพิสุทธิ์ไม่เกินยี่สิบลี้

เขาเดินมาอย่างเชื่องช้า ไม่มีท่าทีรีบร้อนเลยสักนิด

หานเจวี๋ยไม่ได้ไปหาในทันที

ขอลองให้แน่ใจก่อนสักรอบ! จำลองลงสนามประมือกันสักรอบเถอะ!

จิตใต้สำนึกของหานเจวี๋ยตามเข้าไปในแบบจำลองการทดสอบ

ห้านาทีหลังจากนั้น การจำลองการทดสอบของหานเจวี๋ยก็เสร็จสิ้น

เขาขมวดคิ้ว

“ต้องมีอะไรสักอย่าง”

หานเจวี๋ยสูดหายใจเข้าลึก เริ่มจำลองการทดสอบต่อ

คิดไม่ถึงว่าจะไม่สามารถกำจัดคนผู้นี้ได้!

เจ้าอัจฉริยะนี่เป็นระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นสามเลยนะ!

หานเจวี๋ยเปลี่ยนรูปแบบการต่อสู้

ผ่านไปสองนาที แบบจำลองการทดสอบเสร็จสิ้น

หานเจวี๋ยขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม พึมพำเสียงเบาว่า “สมกับที่เป็นจิตกระบี่ฟ้าประทาน ไม่เลวนี่ สามารถอยู่ภายใต้เงื้อมมือของข้าเกินสองนาที”

หานเจวี๋ยกังวลขึ้นมา

เสียงจากการต่อสู้ดังเกินไป เวลาสองนาทีมากพอที่จะดึงดูดคนจำนวนมากให้เข้ามาใกล้ได้

รับมือไม่ง่ายเลย

ช่วยไม่ได้!

แม้จะจัดการได้ยากแต่ก็คุ้มค่า หากรอให้เจ้านี่เข่นฆ่าสำนักหยกพิสุทธิ์ก่อน ถึงเวลานั้นคงจะเป็นการทำลายล้างโลกอย่างแท้จริง!


ในป่าลึก

หวงจี๋เฮ่าก้าวย่างอย่างเชื่องช้า

ท่าทีของเขาสงบนิ่ง ไม่มีความประหม่ากับการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นแม้แต่น้อย

ทันใดนั้น ด้านหน้าปรากฏเงาร่างขึ้นมาสายหนึ่ง มุ่งหน้าก้าวมาทางเขา

นั่นก็คือหานเจวี๋ย

หานเจวี๋ยสวมอาภรณ์ของสำนักหยกพิสุทธิ์ ด้วยรูปลักษณ์ที่สง่างาม เพียงมองก็รู้ว่าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา

หวงจี๋เฮ่ามองแวบหนึ่ง

ระดับสร้างฐานขั้นเก้า!

อ่อนแอยิ่งนัก!

แต่จะว่าไปเจ้านี่ก็หน้าตาหล่อเหลาดูดีเอาการ

[หวงจี๋เฮ่าเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

ตรงหน้าของหานเจวี๋ยพลันปรากฏตัวอักษรขึ้นแถวหนึ่ง เขาชะงักไปทันที

มันเรื่องบ้าอะไรกันนี่
บทที่ 43
‘เหตุใดถึงเกิดความประทับใจในตัวข้า’

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว เช่นนี้ก็ยิ่งจัดการยากขึ้นไปอีก

เขายากที่จะลงมือกับผู้ที่มีความประทับใจในตัวเขา

หวงจี๋เฮ่าเดินมาตรงหน้าหานเจวี๋ย กล่าวว่า “เจ้าหนู ข้าถูกชะตาเจ้า อยากคำนับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่ ภายภาคหน้าหากอยากสำเร็จระดับปราณก่อกำเนิดก็ไม่ใช่เรื่องยากอันใด”

สำหรับระดับสร้างฐานแล้ว ระดับปราณก่อกำเนิดนับว่าเป็นสวรรค์ที่แท้จริง!

หลังจากพูดประโยคนี้ออกไป เขาไม่เชื่อว่าหานเจวี๋ยจะไม่หวั่นไหว

‘ถูกชะตากันหรือ’

สีหน้าของหานเจวี๋ยแปลกประหลาด

ระหว่างชายกับชายจะถูกชะตาอะไรกัน

หรือว่า…

หานเจวี๋ยตัวสั่นระริก ขนลุกขึ้นมาทันใด ขาพลันก้าวถอยหลัง

“ท่านคือผู้ใด มาสำนักหยกพิสุทธิ์เพื่อการใด” หานเจวี๋ยกล่าวด้วยเสียงขรึม

หวงจี๋หาวกล่าวแกมขบขัน “ข้าคือหวงจี๋เฮ่าแห่งสำนักกระบี่วิหคชาด เจ้าเคยได้ยินหรือไม่ มาสำนักหยกพิสุทธิ์ครั้งนี้ ย่อมมาท้าประลองกับผู้อาวุโสสังหารเทพของพวกเจ้า!”

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “เหตุใดจึงท้าประลองผู้อาวุโสสังหารเทพ กลับไม่ท้าประลองสำนักหยกพิสุทธิ์”

“เจ้าสำนักและอดีตเจ้าสำนักของพวกเจ้าพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของข้านานแล้ว สำนักหยกพิสุทธิ์เหลือเพียงผู้อาวุโสสังหารเทพที่มีคุณสมบัติพอที่จะให้ข้าลงมือ เดิมทีข้าก็คร้านจะยุ่งกับพวกเจ้า อยากท้าประลองลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ แต่คนของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณรบเร้าข้าให้มาประมือกับผู้อาวุโสสังหารเทพให้ได้ แล้วจะบอกตำแหน่งทางเขาของพวกเขาให้กับข้าในภายหลัง”

หวงจี๋เฮ่ากล่าวอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ระดับความเกลียดชังของหานเจวี๋ยที่มีต่อลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณพุ่งสูงขึ้นถึง 6 ดาว!

หานเจวี๋ยถาม “ระดับเปลี่ยนวิญญาณในลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณมีมากหรือ ความสามารถของเจ้าลัทธิเป็นเช่นไร”

“ระดับเปลี่ยนวิญญาณนั้นมีมาก อย่างไรเสียก็มีประวัติศาสตร์ยาวนานหลายพันปี ส่วนเจ้าลัทธิของพวกเขาลึกลับมาก ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก”

“หากท่านไปท้าประลองลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ มีความมั่นใจมากเพียงใด”

“เหตุใดเจ้าจึงถามมากมายเช่นนี้ ตกลงว่าจะคำนับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่”

[ความประทับใจที่หวงจี๋เฮ่ามีต่อท่านลดลง ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

สีหน้าของหวงจี๋เฮ่าฉายแววรำคาญ

หานเจวี๋ยรู้สึกเบิกบานแล้ว

แค่ถามเพียงไม่กี่ประโยค ความประทับใจก็ลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งเลย?

ดียิ่งนัก!

เช่นนั้นข้าประมือกับเจ้าก็ไม่มีทางใจอ่อนแน่!

หานเจวี๋ยพลันหยิบกระบี่กิเลนออกมา เอ่ยขึ้นว่า “หากเจ้าสามารถรับกระบี่ของข้าได้ ข้าจะคำนับเจ้าเป็นอาจารย์!”

หวงจี๋เฮ่าเองก็เบิกบานใจ “เจ้าหนู เจ้าไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของข้ามาก่อนหรือ”

“บอกมาว่าเจ้ากล้าหรือไม่กล้า!”

“ตกลง! ข้าจะรับเจ้าหนึ่งกระบี่! หากเจ้าทำอันตรายข้าได้เพียงเล็กน้อย ข้าจะหันหลังจากไป ชั่วชีวิตนี้จะไม่มารบกวนสำนักหยกพิสุทธิ์อีก!”

“เจ้าพูดแล้วนะ!”

“อืม”

หวงจี๋เฮ่าหยิ่งทระนง หลังจากมั่นใจว่าหานเจวี๋ยเป็นเพียงระดับสร้างฐานขั้นเก้า ตั้งแต่แรกจึงไม่ได้เก็บคำพูดของหานเจวี๋ยมาใส่ใจ

หานเจวี๋ยลงมืออย่างรุนแรง

พลังวิญญาณทั้งหกสายภายในร่างหลั่งไหลเข้าสู่กระบี่กิเลนราวภูเขาไฟระเบิด

ม่านตาของหวงจี๋เฮ่าพลันขยายใหญ่ขึ้น

‘พลังวิญญาณนี้!

แย่แล้ว!’

หวงจี๋เฮ่ารีบยกมือทั้งสอง รวบรวมพลังวิญญาณที่พลุ่งพล่านในร่างกาย

แสงกระบี่ส่องประกาย ปราณกระบี่สีดำสายหนึ่งฟันต้นไม้จนขาดครึ่ง ก่อนพุ่งทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า แม้แต่ทะเลหมอกที่รวมกันยังแยกออกเป็นสองส่วน ภาพฉากยิ่งใหญ่เป็นที่สุด

หลังจากนั้น ฟ้าดินสั่นสะเทือน ฝุ่นธุลีลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ

หวงจี๋เฮ่ากัดฟันกรอด พยายามต้านทานพลังปราณกระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจอย่างเต็มกำลัง

ปราณกระบี่ที่น่าสะพรึงกลัวปะทะเข้ามา ทำให้เขาก้าวถอยหลังอย่างต่อเนื่อง พลังวิญญาณทั้งหมดที่แปรเปลี่ยนเป็นโล่ป้องกันปรากฏรอยร้าว ราวกับกระจกที่แตกร้าว

แย่แล้ว!

ต้านไม่ไหว!

หวงจี๋เฮ่าสบถออกมาเบาๆ พร้อมกับทะยานร่างขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่ร่างทะยานขึ้นไป ปราณกระบี่ของหานเจวี๋ยพุ่งเข้าร่างของเขา ทำให้เขากระอักเลือดออกมา ร่างลอยถลาออกไปราวหนึ่งร้อยจั้ง

ปราณกระบี่ลอยกลับมา บดทำลายต้นไม้ตลอดแนว หุบเหวขนาดใหญ่บนพื้นดินถูกตัดขาด ครูดพื้นจนเป็นร่องลึกไม่เห็นก้น ดูประหนึ่งหุบเขาแคบ

หวงจี๋เฮ่าหยุดนิ่ง มองไปยังหานเจวี๋ยด้วยความหวาดผวา

นี่มันวิชากระบี่อันใดกัน

ไม่ใช่!

มันคือพลังวิเศษ!

“หวงจี๋เฮ่าผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือคงจะไม่กลับคำพูดใช่หรือไม่”

หานเจวี๋ยเงยหน้าขึ้น ถามด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

[หวงจี๋เฮ่าเกิดความเกลียดชังในตัวท่าน ระดับความเกลียดชังในขณะนี้คือ 4 ดาว]

หานเจวี๋ยกลับไม่ตื่นตระหนก สายตาจับจ้องไปที่หวงจี๋เฮ่า

ร่างของหวงจี๋เฮ่าสั่นเทาด้วยความโกรธ

เขาอยากจะฆ่าหานเจวี๋ยยิ่งนัก แต่เมื่อสักครู่เขาได้ลั่นวาจาอันยิ่งใหญ่ออกไป เขาไม่อาจกลืนน้ำลายตัวเองได้

อีกอย่าง ปราณกระบี่ของหานเจวี๋ยแข็งแกร่งจริงๆ ถึงอยากจะทุ่มสุดตัว เขาก็ไม่มีทางเอาชนะได้!

เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกล่าวว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่”

“เจ้ามาหาข้า ยังถามอีกหรือว่าข้าเป็นใคร”

เมื่อหวงจี๋เฮ่าได้ยินดังนั้น ก็หัวเราะออกมาอย่างโกรธจัด

ผู้อาวุโสสังหารเทพแห่งสำนักหยกพิสุทธิ์!

คิดไว้แล้วเชียว!

ภายใต้ชื่อเสียงที่โด่งดัง กลับเป็นนักรบที่ถ่อมตัว

“หึ ถึงแม้ข้าเคยลั่นวาจาไว้ว่าจะไม่กลับมาสำนักหยกพิสุทธิ์อีก แต่รอเจ้าออกจากสำนักหยกพิสุทธิ์ก่อนเถิด ข้าจะกลับมาท้าประลองเจ้าอีกแน่!”

หลังจากทิ้งวาจานี้ไว้ หวงจี๋เฮ่าก็จากไป

หานเจวี๋ยยิ้มเยาะ ลอบคิดในใจว่า ‘รอข้าออกจากสำนักหยกพิสุทธิ์หรือ เจ้ารอไหวหรืออย่างไร’

เขาหมุนกายจากไป

หลังจากนั้นไม่นาน ผู้อาวุโสสำนักหยกพิสุทธิ์เดินทางผ่านมาคนแล้วคนเล่า ต่างก็มองเห็นภาพร่องรอยตัดขาดของปราณกระบี่ พวกเขาอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้าน

แต่พวกเขาก็คาดเดาได้ว่าหานเจวี๋ยเป็นคนลงมือ ไม่เช่นนั้นการต่อสู้คงไม่อาจยุติลง

หรือว่าจะมีศัตรูที่ทรงพลังโผล่มาโจมตีอีก?

……

หลังออกมาจากสำนักหยกพิสุทธิ์ หวงจี๋เฮ่ายืนอยู่บนกระบี่บิน รักษาบาดแผลขณะโกรธเคืองไม่หาย

“เจ้าบ้านั่นสมควรตาย กล้าดีอย่างไรมาล้อเล่นกับข้า!”

หวงจี๋เฮ่าโกรธจนแทบบ้า

หากหานเจวี๋ยเผยตัวตนมาตั้งแต่แรก มีหรือที่เขาจะประมาท

หากระมัดระวัง มีหรือที่เขาจะรับกระบี่นั่นไม่ได้

เอาเถิด! เขาก็รับไม่ได้จริงๆ!

แต่เขาไม่มีทางตกปากรับคำข้อตกลงนั่นอย่างง่ายดายแน่ๆ

เฮ้อ! สะเพร่าเกินไปแล้ว!

ในขณะที่หวงจี๋เฮ่ากำลังอารมณ์เสีย เงาร่างสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นด้านหน้า ขวางทางเขาเอาไว้

“เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงออกมาจากสำนักหยกพิสุทธิ์”

ผู้ที่มาเป็นผู้บำเพ็ญชายสวมชุดสีเขียวคราม รูปลักษณ์หล่อเหลาโดดเด่นมีเสน่ห์ ด้านหลังสะพายกล่องกระบี่ ภายในกล่องมีกระบี่อยู่สี่เล่ม

หวงจี๋เฮ่าอารมณ์เสียมาก แค่นเสียงพลางกล่าว “เกี่ยวอะไรกับเจ้า ไปให้พ้น!”

ผู้บำเพ็ญชุดเขียวหัวเราะ “กล้าหยาบคายกับข้าถึงเพียงนี้ เจ้าไม่กลัวตายหรือ”

“หึๆ อย่างเจ้านับเป็นอะไรได้”

“เช่นนั้นมาประลองกันสักตั้ง ดูว่าใครกันแน่ที่ไม่ได้เรื่อง!”

“รนหาที่ตาย!”

ตู้ม!


เมื่อกลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน

ทันทีที่หานเจวี๋ยนั่งลง ด้านหน้าก็ปรากฏตัวอักษรขึ้นสองแถว

[ท่านลอบจัดการหวงจี๋เฮ่าจนล่าถอย ได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น]

[ยินดีด้วย ท่านได้รับสมบัติวิญญาณระดับหก–ระฆังเพลิงอัคคี]

[ระฆังเพลิงอัคคี: สมบัติวิญญาณป้องกันระดับหก สามารถต้านทานการโจมตีจากระดับสุญตาลงไป หลังจากถ่ายพลังวิญญาณเข้าไปแล้ว ตัวระฆังจะมีหนักเพิ่มตามปริมาณพลังวิญญาณที่ถูกถ่ายทอด หนักเทียบเท่าภูเขายักษ์]

‘เอ๋ ของดีนี่!

คิดไม่ถึงว่าจะต้านทานการโจมตีของระดับสุญตาลงไปได้ทั้งหมด!

ข้าชอบ!’

หานเจวี๋ยหยิบระฆังเพลิงอัคคีออกมาอย่างปรีดา พลางพินิจพิจารณา

ตัวระฆังเป็นสีดำ เผยให้เห็นพลังปราณเก่าแก่แต่ชั่วร้าย

หานเจวี๋ยเริ่มหยดเลือดแสดงความเป็นเจ้าของทันที

ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เขาพลิกดูระฆังเพลิงอัคคีไปมา

หลังจากตีตราเป็นเจ้าของแล้ว ระฆังเพลิงอัคคีเป็นเสมือนกับแขนขาของเขา เมื่อมีระฆังเพลิงอัคคีครอบร่าง เขาสัมผัสได้ถึงความปลอดภัยอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

สวมใส่อาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทอง คลุมด้วยระฆังเพลิง มีทุกอย่างในหล้า!

หานเจวี๋ยลำพองใจถึงขีดสุด

เขาฝึกบำเพ็ญต่อทันที

เช้าวันรุ่งขึ้น

เซียนซีเสวียนมาหา

นี่เป็นครั้งแรกที่เซียนซีเสวียนเป็นฝ่ายมาหาหานเจวี๋ยก่อน

หานเจวี๋ยลุกขึ้นต้อนรับ

“เยวี่ยเอ๋อร์เคยพูดถึงศิษย์พี่กวนโยวกังของข้าให้เจ้าฟังแล้วใช่หรือไม่ เขากลับมาเมื่อวาน แต่กลับพบหวงจี๋เฮ่าอยู่ใกล้ๆ สำนักหยกพิสุทธิ์ ได้รับบาดเจ็บสาหัส” เซียนซีเสวียนสาวเท้ามาด้านหน้าหานเจวี๋ย พร้อมกล่าวออกมาตรงๆ

หืม?

เจ้าคนที่ประกาศศักดาว่าจะขึ้นเป็นเจ้าสำนัก เพิ่งมาถึงก็กลับถ่วงแข้งถ่วงขาเสียแล้วหรือ

หานเจวี๋ยลอบคร่ำครวญอย่างอดไม่ได้

กล่าวกันตามตรง กวนโยวกังก็อ่อนแอเกินไปหน่อย

หวงจี๋เฮ่าถูกเขาโจมตีจนได้รับบาดเจ็บ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้กลับยังสู้ไม่ไหว แล้วยังอยากจะผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับอาจารย์ของเขาอีกหรือ

บทที่ 44
“ช่างโชคร้ายเสียจริง เฮ้อ”

หานเจวี๋ยทอดถอนใจกล่าว เมื่อเซียนซีเสวียนยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดแล้ว นอกจากนี้เขาจะกล่าวอย่างไรได้อีก

เซียนซีเสวียนจ้องไปที่หานเจวี๋ย ถามขึ้นว่า “ศิษย์พี่กวนกล่าวว่าเขาบังเอิญพบกับหวงจี๋เฮ่าที่ออกมาจากสำนักหยกพิสุทธิ์ ผืนป่ารอบๆ สำนักหยกพิสุทธิ์ถูกทำลายราบคาบ คาดว่าจะเป็นพลังปราณกระบี่บางชนิด หวงจี๋เฮ่าต้องการท้าประลองสำนักหยกพิสุทธิ์ของเรา แต่ถูกเจ้าโจมตีจนล่าถอยไปใช่หรือไม่”

หานเจวี๋ยพยักหน้าตอบ “ไม่ผิด”

เซียนซีเสวียนเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “คิดไม่ถึงว่าหวงจี๋เฮ่าที่มีชื่อเสียงโด่งดังก็ยังพ่ายแพ้ภายใต้เงื้อมมือของคนรุ่นหลังเช่นเจ้า”

หานเจวี๋ยเชิญเซียนซีเสวียนให้นั่งลงสนทนากัน

เซียนซีเสวียนนั่งลงบนม้านั่งด้านข้าง เอ่ยต่อว่า “ที่ข้ามาหาเจ้าครั้งนี้ เพราะปรารถนาจะให้เจ้าช่วยปราบศิษย์พี่กวนให้ข้าหน่อย”

ปราบกวนโยวกัง?

หานเจวี๋ยมึนงง

“เจ้าสำนักอาจเก่งไม่เท่าศิษย์พี่กวน แต่สำหรับสำนักหยกพิสุทธิ์เขาก็ทุ่มสุดกำลัง เพื่อสำนักหยกพิสุทธิ์แล้ว เขายอมแม้กระทั่งเสียเวลาบำเพ็ญเพียร ยามนี้จะให้ขับไล่เขาออกจากตำแหน่งเจ้าสำนัก เขาคงรู้สึกเจ็บปวดเป็นแน่แท้ อีกทั้งศิษย์พี่ใหญ่ของข้าผู้นี้ทำไปเพื่อแก้แค้นเท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงสำนักอย่างแท้จริง รอให้อาการบาดเจ็บของเขาหายดี ข้าจะให้เขาท้าประลองกับเจ้า หากว่าสามารถเอาชนะเจ้าได้ก็จะให้ขึ้นเป็นเจ้าสำนัก ว่าอย่างไร” เซียนซีเสวียนเอ่ยเสียงเบา น้ำเสียงและแววตาไร้การเปลี่ยนแปลงใดๆ

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างลังเล “จะว่าได้ก็ได้ แต่จะให้ดีการต่อสู้ครั้งนี้ควรดำเนินการอย่างเงียบๆ หากว่าแพร่งพรายไปทั่วสำนักหยกพิสุทธิ์ แน่นอนว่าย่อมแพร่กระจายไปทั่วแดนบำเพ็ญพรตด้วย ข้าไม่ต้องการเป็นที่จับตามอง มิเช่นนั้นจะนำไปสู่ปัญหาไม่รู้จบ คราวก่อนที่ช่วยสำนักหยกพิสุทธิ์จัดการกับลัทธิมารฟ้ามืดชื่อเสียงก็ดังกระฉ่อนแล้ว ที่หวงจี๋เฮ่ามาก็เพราะเหตุนี้”

“นั่นย่อมแน่นอน ข้าก็ต้องรักษาหน้าให้ศิษย์พี่กวนด้วยเช่นกัน”

หานเจวี๋ยพยักหน้า

เซียนซีเสวียนหันไปทางไก่คุกรัตติกาลที่อยู่ตรงมุมห้อง เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “เหตุใดเจ้าถึงเลี้ยงไก่ ไก่ตัวนี้ดูไม่ธรรมดานัก”

ไก่คุกรัตติกาลเงยหน้าขึ้น แค่นเสียงกล่าว “ข้าเป็นหงส์ นายท่านบอกว่าไม่ช้าก็เร็วข้าจะกลายเป็นหงส์”

เซียนซีเสวียนหัวเราะออกมาน้อยๆ

แม้แต่ไก่ก็อยากกลายเป็นหงส์หรือ

“ข้าได้มันมาจากชาวนาของสำนักหยกพิสุทธิ์ ปกติการฝึกบำพ็ญค่อนข้างน่าเบื่อ มีมันเป็นเพื่อนก็ไม่เลวนัก” หานเจวี๋ยอธิบายยิ้มๆ

เขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับที่มาของไก่คุกรัตติกาล

หากว่าเขาพูดไป ใครเล่าจะเชื่อ

ไก่กับหงส์นั้นแตกต่างกันมาก เสมือนงูกับมังกร

เซียนซีเสวียนหันกลับมามองหานเจวี๋ยอีกครั้ง กล่าวว่า “งานประชุมใหญ่แดนเซียนที่ร้อยปีจะมีหนึ่งครั้งใกล้เริ่มขึ้นแล้ว ข้ามีป้ายเชิญเข้าร่วมงานประชุมใหญ่แดนเซียน สามารถมอบให้กับเจ้าได้ งานประชุมใหญ่แดนเซียนเป็นงานใหญ่ที่หาได้ยาก ที่งานนั้นเจ้าจะได้ของวิเศษ โอสถ โอสถสวรรค์ หรือแม้แต่เคล็ดวิชาทุกอย่างที่เจ้าปรารถนา ขอเพียงเจ้ามีคุณสมบัติที่ทัดเทียม”

งานประชุมใหญ่แดนเซียน?

ฟังดูเจ๋งเป้งไปเลย คงจะครึกครื้นมากสินะ

หากว่าอยู่ในนิยายล่ะก็ คงเป็นงานใหญ่ที่ตัวเอกต้องแกล้งโง่ สร้างความเกลียดชังเพิ่มขึ้นง่ายๆ โดยไม่ตั้งใจ!

ไปไม่ได้!

หานเจวี๋ยปฏิเสธอ้อมๆ “ขอบคุณสำหรับความเมตตาของท่านอาจารย์ ข้าเพียงอยากตั้งใจฝึกฝน ด้วยคุณสมบัติของข้าแล้ว ยังไม่อยากออกไปเสี่ยงในตอนนี้”

เซียนซีเสวียนพยักหน้า

นางลุกขึ้นจากไป

หานเจวี๋ยลุกขึ้นตามไปส่ง

หลังจากเซียนซีเสวียนออกไปแล้ว หานเจวี๋ยก็กลับไปที่ตั่งไม้และเริ่มฝึกบำเพ็ญอีกครั้ง

‘งานประชุมใหญ่แดนเซียน…จิ๊ๆ รอข้าสำเร็จระดับมหายานก่อนเถอะ เมื่อนั้นข้าจะไปดูเสียหน่อย!’

หานเจวี๋ยขับเคลื่อนลมปราณพลางคิดในใจ


ณ สำนักกระบี่วิหคชาด

ในฐานะสำนักใหญ่สายหลักของราชวงศ์ต้าเยี่ยนแห่งแดนบำเพ็ญพรต ศิษย์สำนักกระบี่วิหคชาดมีเรือนหมื่น ส่วนใหญ่บำเพ็ญสายมรรคกระบี่ ผู้บำเพ็ญสายมรรคกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งราชวงศ์ต้าเยี่ยนล้วนมาจากสำนักกระบี่วิหคชาดทั้งสิ้น

ภายในตำหนักหลัก

หวงจี๋เฮ่านั่งอยู่บนเบาะ สีหน้าย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง

ที่นั่งลำดับแรกคือเจ้าสำนักกระบี่วิหคชาด นามว่าถังหาน

ถังหานที่ดูราวอายุสามสิบสี่สิบปี หน้าตานับว่าหล่อเหลาสง่างาม ดวงตาคมกริบภายใต้คิ้วคมคาย มีกระบี่ขนาบซ้ายและขวาข้างละหนึ่งเล่ม รัศมีองอาจแรงกล้ากระจายไปทั่วร่าง

“แม้แต่หนึ่งกระบี่ของเขาเจ้าก็รับไม่ไหวงั้นหรือ” ถังหานขมวดคิ้วเอ่ยถาม

หวงจี๋เฮ่ากัดฟันตอบ “ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่เป็นเช่นนั้นจริง พลังวิญญาณของเขามีอานุภาพร้ายกาจยิ่งนัก เป็นครั้งแรกที่ข้าได้สัมผัสกับพลังวิญญาณประเภทนี้ มันไม่ใช่รากวิญญาณพลังธาตุที่พบเห็นได้ทั่วไป และก็ไม่ใช่รากวิญญาณที่หายาก แต่ข้าไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรดี”

เมื่อนึกถึงภาพฉากที่เผชิญหน้ากับกระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจก่อนหน้านี้ เขาอดไม่ได้ที่จะหวาดผวาขึ้นมา

“นอกจากนี้…”

“นอกจากนี้อะไร”

“คนผู้นี้ยังมีหน้าตาหล่อเหลาเป็นที่สุด ในสำนักกระบี่วิหคชาดของเราไม่มีใครรูปงามเท่าเขาเลยสักคน”

“นี่สำคัญมากหรือ”

“เอาเถิด ก็ไม่สำคัญนักหรอก…”

หวงจี๋เฮ่ากล่าวพลางถอนหายใจ ไม่รู้เพราะสาเหตุใด น้ำเสียงของเขาถึงแฝงไปด้วยความเสียดาย

ถังหานขมวดคิ้ว

นึกไม่ถึงว่าสำนักหยกพิสุทธิ์จะมีคนเช่นนี้โผล่ออกมา!

ภายนอกหวงจี๋เฮ่าเป็นตัวแทนแสดงถึงพลังต่อสู้สูงสุดของสำนักกระบี่วิหคชาด!

แม้ว่าเขาจะรู้ว่าตนเองแข็งแกร่งกว่าหวงจี๋เฮ่า แต่ก็ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่ากันสักเท่าใด!

หวงจี๋เฮ่าพูดต่อ “ใช่แล้ว ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณมีการเคลื่อนไหวและยังคิดต่อกรกับสำนักหยกพิสุทธิ์อยู่ หากรักษาบาดแผลครั้งนี้หายดีแล้ว ข้าตั้งใจจะไปท้าประลองกับลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ”

ถังหานพยักหน้า เอ่ยว่า “แม้ว่าพันปีที่ผ่านมาลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณจะดูเงียบๆ ไป แต่ก็อย่าได้ดูแคลน ก่อนหน้านี้ผู้อาวุโสสูงสุดสำนักหยกพิสุทธิ์มาหาข้า ปรารถนาให้สำนักสายหลักร่วมมือต่อสู้กับลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ ข้าไม่ได้ตอบตกลง หากคนผู้นั้นไม่ตาย เป็นไปไม่ได้ที่ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณจะล่มสลาย”

“คนผู้นั้นคือใคร”

“เจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ เมื่อครั้งวัยเยาว์คนผู้นี้ก็ไม่ต่างจากเจ้า จิตใจฮึกเหิม เป็นเพราะเหตุบังเอิญ ถึงได้เข้าร่วมสายมาร และกลายเป็นเจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ ข้าเคยได้ยินบรรพบุรุษกล่าวว่าในยุคสมัยของพวกเขา เจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณแกร่งกล้าเป็นที่สุด ครั้งนี้เจ้าก็สบโอกาสลองทดสอบความแข็งแกร่งของเขาได้ แต่อย่าประมาทไป หากแพ้ขึ้นมา ให้รีบถอยโดยเร็ว”

“วางใจเถอะ แม้ข้าจะบ้าคลั่ง แต่ก็ไม่ได้โง่”

“อืม”

……

นับตั้งแต่เซียนซีเสวียนจากไป เวลาเจ็ดปีก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา

ตบะของหานเจวี๋ยบรรลุถึงระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเจ็ด และเริ่มไต่สู่ขั้นที่แปดแล้ว!

นอกจากการฝึกบำเพ็ญ หานเจวี๋ยยังคงติดตามสถานการณ์ของคนอื่นจากค่าความสัมพันธ์และจดหมายแจ้งเตือนอยู่เสมอ

หลังจากหยางเทียนตงและโจวฝานถูกลัทธิอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ป้องพิรุณจับตัวไป ตบะกลับเลื่อนขั้น

หลายปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้ถูกโจมตีจากลัทธิอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ป้องพิรุณ ดูเหมือนว่าจะยอมอ่อนข้อให้แล้ว

แต่ว่าฐานะของพวกเขาก็ไม่ได้กลายเป็นศิษย์ลัทธิอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ป้องพิรุณ หานเจวี๋ยเดาว่า พวกเขาเพียงแค่ตบตายอมศิโรราบให้

กลับเป็นหลี่ชิงจื่อที่มักจะถูกโจมตีจากลัทธิอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ป้องพิรุณอยู่บ่อยครั้ง อีกทั้งยังได้รับบาดเจ็บสาหัส

เจ้าสำนักผู้นี้ช่างลำบากเสียจริง

ต้องวิ่งเต้นไปทั่วเพื่อบรรดาศิษย์ทั้งหลาย จนได้รับบาดเจ็บมาโดยตลอด เจ็บแล้วเจ็บอีกวนเวียนอยู่เช่นนี้

นอกจากนี้ กวนโยวกังก็ไม่เคยโผล่หน้ามาหาหานเจวี๋ยเลย

หานเจวี๋ยก็พอจะเข้าใจ

แม้แต่หวงจี๋เฮ่ายังเอาชนะไม่ได้ เจ้านี่จะกล้ามาท้าประลองกับเขาได้อย่างไร

สิ่งที่คุ้มค่าอย่างหนึ่งคือในระยะนี้ไก่คุกรัตติกาลเติบโตอย่างรวดเร็ว ความสามารถเทียบเท่าผู้บำเพ็ญระดับหลอมปราณขั้นแปด

ไม่ต้องกล่าวถึงไก่หนึ่งตัว หากเปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญเอง ผู้ที่สามารถทะลวงขั้นด้วยความเร็วเช่นนี้ก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

เมื่อสติปัญญายิ่งมากขึ้น ไก่คุกรัตติกาลก็เริ่มอยากรู้อยากเห็นโลกภายนอกมากขึ้น

หานเจวี๋ยถึงกับต้องล้างสมองของมัน

ข้างนอกอันตรายมาก!

คนมากมายคิดอยากจะกินเจ้า!

เจ้าต้องแกร่งจนไร้ศัตรูถึงจะออกไปได้ มิเช่นนั้นำได้ตายอย่างไม่ต้องสงสัย นายท่านอย่างข้าก็ไม่กล้าออกไปเช่นกัน!

นานวันเข้าไก่คุกรัตติกาลก็ไม่กล้าคิดที่จะออกไปอีกแล้ว เพียงแค่อยากตั้งใจฝึกฝนเท่านั้น

วันนี้เอง

หลี่ชิงจื่อมาเยี่ยมเยือนอีกครั้ง

หานเจวี๋ยสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่อ่อนแรงของเขา สีหน้าของเขาก็ไม่สู้ดีนัก ดูเหมือนว่าครั้งนี้จะได้รับบาดเจ็บหนักพอควร

หลี่ชิงจื่อกัดฟันเอ่ย “เกิดเรื่องใหญ่แล้ว หุบเขาเฟิง (ต้นเมเปิล) ถูกลัทธิอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ป้องพิรุณทำลาย เป็นไปได้มากที่เป้าหมายต่อไปของลัทธิอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ป้องพิรุณจะเป็นสำนักหยกพิสุทธิ์ของเรา ก่อนที่เจ้าหุบเขาเฟิงจะสิ้นใจได้ส่งสารมาให้ข้า กล่าวว่าในลัทธิอาภรณ์ศักดิ์สิทธิ์ป้องพิรุณมีระดับเปลี่ยนวิญญาณสิบคน มากพอที่จะกวาดล้างทั้งแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนได้!”

เมื่อหานเจวี๋ยได้ยินเช่นนั้นจึงถามขึ้น “เช่นนั้นยังไม่รีบหนีอีกหรือ”

หลี่ชิงจื่อตะลึงงัน

บทที่ 45
‘ยังไม่รีบหนีอีก?

นี่ใช่คำพูดมนุษย์หรือ!’

หลี่ชิงจื่อตะคอกในใจ

เหตุผลที่เขามาหาหานเจวี๋ยก็เพื่อจะบอกความจริงให้หานเจวี๋ยรับรู้ ให้เตรียมตัวให้พร้อม

นึกไม่ถึงว่าหานเจวี๋ยกลับคิดอยากจะหนี!

หลี่ชิงจื่อเอ่ยอย่างกลัดกลุ้ม “ถึงหนีจะหนีไปได้ไกลสักเท่าไรกัน ลูกศิษย์มากมายเช่นนี้ ถึงจะหนีไปก็ต้องหนีออกไปจากแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยน หากจะไปที่แดนบำเพ็ญพรตอื่น สำนักเหล่านั้นคงไม่ยอมให้เราลงหลักปักฐานโดยง่าย รังแต่จะยึดเอาพวกเราเข้าเป็นพวก สำนักหยกพิสุทธิ์ก็คงสูญสิ้น”

หานเจวี๋ยขมวดคิ้ว

เขาอยากจะบอกยิ่งนักว่า สำนักหยกพิสุทธิ์จะดับสูญไม่เป็นไร ตราบใดที่คนยังอยู่ก็นับว่าดีแล้ว!

[สำนักหยกพิสุทธิ์เผชิญหน้ากับความเสี่ยงที่จะสูญสิ้น ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]

[หนึ่ง รีบหนีไปทันที ถูกลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณไล่สังหาร เร่ร่อนสุดขอบฟ้า จะได้รับอาวุธเวทหนึ่งชิ้น]

[สอง ปกป้องรักษาสำนัก หนึ่งชีวิตของคนเราไม่ควรเอาแต่ถอย หลังจากโจมตีจนลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณล่าถอย จะได้รับสมบัติวิญญาณหนึ่งชิ้น เคล็ดวิชามรรคกระบี่หนึ่งเล่ม ไข่สัตว์เทพนำโชคหนึ่งใบ]

หานเจวี๋ยไม่ได้ตัดสินใจในทันที กลับไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน

หากเลือกหนี จะหนีไปที่ใด

หลังทำลายสำนักหยกพิสุทธิ์ แน่นอนว่าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณจะต้องลงมือต่อ กวาดล้างแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยน นอกเสียจากจะเข้าร่วมลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณด้วย

สู้ไม่ไหวก็เข้าร่วม?

นี่ไม่ใช่ไม่สนใจ แต่เป็นหวาดกลัว!

ไม่เช่นนั้นก็รอดูไปก่อน หากสู้ไม่ไหวค่อยเลือกหนี!

เขาสวมอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทอง ครอบครองระฆังเพลิงอัคคีไว้ในมือ เพิ่มวิชาเทพวายุเข้าไปอีก หากคิดหนีจะหนีไม่พ้นเชียวหรือ

หานเจวี๋ยเอ่ยถาม “ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณจะล้อมตีพวกเราเมื่อใด”

“อย่างมากสุดก็สิบปีกระมัง พวกเขาจัดการกวาดล้างหุบเขาเฟิงก็ต้องใช้เวลา” หลี่ชิงจื่อตอบ

หานเจวี๋ยถอนหายใจเฮือก “ท่านเจ้าสำนัก เหตุใดสำนักหยกพิสุทธิ์ของเราถึงตกเป็นเป้าหมายไม่หยุดหย่อน ก่อนหน้านี้ข้ายังนึกว่าสำนักหยกพิสุทธิ์แกร่งมากเสียอีก”

หลี่ชิงจื่อกระอักกระอ่วน สีหน้าพลันแดงก่ำอย่างละอาย

เขากัดฟันกล่าว “สำนักหยกพิสุทธิ์เก่งกาจจริง เพียงแต่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดนั้น…ก็คือบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนักที่ออกไปตามหาเทพเซียนพสุธา ผ่านไปห้าร้อยปีก็ไร้ข่าวคราว หากว่าเขายังอยู่ ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณไหนเลยจะกล้าลงมือกับเราได้ เมื่อหนึ่งพันปีก่อนหน้านี้บรรพชนผู้ก่อตั้งสำนักเป็นผู้นำทัพต่อสู้กับลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ”

หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว เอ่ยว่า “กล่าวคือลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณตามมาแก้แค้นเราอย่างนั้นหรือ”

หลี่ชิงจื่อพยักหน้าอย่างจนใจ

สำหรับมนุษย์ธรรมดา หนึ่งพันปีนับว่ายาวนาน แต่ในแดนบำเพ็ญพรตแล้วไม่ยาวนานเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับหนึ่งสำนัก หลี่ชิงจื่อเพิ่งจะขึ้นเป็นเจ้าสำนักรุ่นที่สามของสำนักหยกพิสุทธิ์ และผู้อาวุโสสูงสุดอาจารย์ของเขาก็คือรุ่นแรก

“อาจารย์ปู่ทิ้งสมบัติเอาไว้เพื่อติดต่อกับเขา ข้าและผู้อาวุโสสูงสุดใช้ไปแล้ว ไม่รู้ว่าอาจารย์ปู่จะสัมผัสถึงมันได้หรือไม่ หากว่าเขากลับมาได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณอีก ถึงเวลานั้นสำนักหยกพิสุทธิ์จะกลายเป็นสำนักที่ยิ่งใหญ่และแข็งแกร่งที่สุดในแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยน ผู้อาวุโสหาน ในครั้งนี้พวกเราจำเป็นจะต้องกัดฟันเข้าสู้ ขอเพียงผ่านพ้นไปได้ หากผ่านพ้นไปแล้วหลังจากนี้จะไม่มีภัยคุกคามอีก ท่านก็จะเก็บตัวฝึกบำเพ็ญได้อย่างสบายใจ ไม่แน่ว่าอาจารย์ปู่อาจจะถ่ายทอดวิชาบำเพ็ญเทพเซียนพสุธาให้ท่านด้วย!”

หลี่ชิงจื่อจับมือหานเจวี๋ยพร้อมกล่าวอย่างจริงจัง

หานเจวี๋ยเกือบจะขนลุกชันขึ้นมาแล้ว เขารีบดึงมือของตนกลับมา ถอนหายใจบอกว่า “เอาเถิด ข้าจะเผชิญหน้ากับลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณร่วมกับท่าน แต่กล่าวไว้ก่อน หากว่าสู้ไม่ไหวข้าทำได้เพียงแค่หนีไปเท่านั้น”

หลี่ชิงจื่อพยักหน้าอย่างจริงจัง “หากว่าเอาชนะไม่ได้จริงๆ ข้าก็ไม่อาจให้ท่านตายไปพร้อมกับพวกเรา!”

ทั้งสองคนสนทนากันอีกสักครู่ หลี่ชิงจื่อก็จากไป

เดิมทีหานเจวี๋ยคิดอยากให้หลี่ชิงจื่อนำโอสถจำนวนหนึ่งมาให้เพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้ตบะของเขา แต่หลี่ชิงจื่อกลับบอกอย่างกระอักกระอ่วนว่า ในสำนักหยกพิสุทธิ์ไม่มีโอสถที่เหมาะกับการฝึกฝนระดับปราณก่อกำเนิด

สำนักหยกพิสุทธิ์ขาดแคลนนักหลอมโอสถยิ่งนัก!

หานเจวี๋ยหันไปมองไก่คุกรัตติกาลพลางเอ่ย “เห็นหรือยัง อันตรายมากจริงๆ แม้พวกเราไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว แต่ก็ยังมีศัตรูที่จ้องจะสังหารพวกเรา”

ไก่คุกรัตติกาลพยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร

“นายท่าน ท่านมั่นใจหรือไม่”

“ไม่”

“หา! ไม่เช่นนั้น พวกเราลอบหนีไปกันเถิด”

“หืม? ใช้ได้นี่ เจ้าก็ได้รับอิทธิพลจากข้าแล้ว!”

“จะหนีจริงหรือ”

“รออีกหน่อย”

……

วันนั้น หานเจวี๋ยเข้ามาในเมืองของสำนักฝ่ายใน และซื้อถุงควบคุมสัตว์หนึ่งชิ้น จะได้พาไก่คุกรัตติกาลหนีได้อย่างสะดวก

หลังจากเดินออกมาจากหอ เขากำลังเตรียมจะกลับไป ทันใดนั้นก็มีตัวอักษรปรากฏขึ้นตรงหน้า

[ตรวจสอบพบผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิด จะตรวจสอบที่มาหรือไม่]

ผู้มีดวงชะตาแต่กำเนิดอีกแล้ว?

สำนักหยกพิสุทธิ์เป็นสำนักที่มีโชคจริงๆ!

หานเจวี่ยรีบเปิดดูทันที

[เซวียนฉิงจวิน: ระดับสร้างฐานขั้นสาม ฐานะแท้จริงคือจอมมารในคราบมนุษย์ มรรคจิตฟ้าประทาน พรสวรรค์เป็นเลิศ เมื่อแปดร้อยปีก่อน จอมมารปรารถนาจะสำเร็จมรรคขึ้นสวรรค์ จึงสร้างร่างมนุษย์ขึ้นมา ผนึกตนเองไว้ในส่วนลึกของจิตดั้งเดิม ร่างมนุษย์ท่องไปทั่วทุกที่ สัมผัสประสบการณ์ชีวิตหลายหลาก เสริมสร้างมรรคจิต เก้าวันสิบที่ มีรอยเท้าของนางไปทั่วทุกหนแห่ง สามปีก่อนนางเข้าร่วมสำนักหยกพิสุทธิ์ และจำศีลมาโดยตลอด]

จอมมาร…

นี่มันเยี่ยมยอดไปเลย!

มรรคจิตฟ้าประทาน แต่กลับมาจากมารหรือ

รูปแบบที่กลับกันเช่นนี้คืออะไรกัน

หานเจวี๋ยหมดคำพูด

เขามองไปตามที่ระบบแนะนำ จนมองเห็นเซวียนฉิงจวิน

สตรีนางนี้สวมอาภรณ์ของสำนักหยกพิสุทธิ์ รูปร่างธรรมดา มองจากด้านหลังก็ไม่ได้งามน่าหลงใหล ยามที่นางหันหน้ามา หานเจวี๋ยก็มองประเมินเล็กน้อย

รูปโฉมหน้าตาก็ธรรมดา เป็นศิษย์หญิงที่ดาษดื่นมากนางหนึ่ง หากกวาดตามองไปรอบๆ อาจมองข้ามนางไปอย่างง่ายดาย

เซวียนฉิงจวินหยุดเดินยืนอยู่ริมทาง กำลังมองดูคนทะเลาะกัน

ศิษย์ชายทั้งสองคนทะเลาะกันจนโมโหหน้าดำหน้าแดงเพื่อศิษย์สตรีงดงามผู้หนึ่ง

‘จะสมคบคิดกับจอมมารหรือไม่ นางกำลังจะสำเร็จมรรคผลขึ้นสวรรค์ อย่างต่ำที่สุดก็เป็นผู้บำเพ็ญระดับมหายาน’

หานเจวี๋ยคิดในใจ ก่อนจะส่ายหน้าทันที

ช่างเถอะ หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหา

หานเจวี๋ยหมุนตัวจากไป

หลังจากที่หันกลับไปแล้ว เขาไม่ได้สังเกตเซวียนฉิงจวินที่ชำเลืองมองเขาด้วยหางตา

[เซวียนฉิงจวินเกิดความประทับใจในตัวท่าน ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 1 ดาว]

ฝีเท้าของหานเจวี๋ยหยุดชะงัก ใบหน้าเต็มไปด้วยคำถาม

อะไรกันเนี่ย

เขาหันไปมองโดยไม่รู้ตัว สายตาประสานเข้ากับเซวียนฉิงจวินพอดี

แย่แล้ว!

จอมมารสนใจในตัวเขา!

หานเจวี๋ยตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ จึงยิ้มให้เซวียนฉิงจวินไปตามมารยาท

[ความประทับใจที่เซวียนฉิงจวินมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 2 ดาว]

หานเจวี๋ยรีบร้อนจากไป

เซวียนฉิงจวินหมุนตัวตามเขามา

หลังออกจากเมืองของสำนักฝ่ายใน หานเจวี๋ยรีบใช้วิชาเทพวายุกลับไปอย่างรวดเร็ว

เมื่อกลับมาถึงในถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยนั่งลงบนตั่งไม้ ตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก

‘หวังว่านางจะแค่คิดว่าข้าดูดี อย่าได้ชอบพอข้าเข้าจริงๆ เลย’

หานเจวี๋ยคิดในใจ

เขาไม่ได้โง่

แม้ว่าเซวียนฉิงจวินจะชอบพอเขา แต่เขาก็ไม่ดีใจจนถึงขั้นตัวลอยขนาดนั้น

อย่างไรเสียนางก็เป็นจอมมาร เทียวไปเทียวมาในโลกมนุษย์มาตั้งกี่ปีแล้ว นางจะรักคนผู้หนึ่งตั้งแต่แรกพบ ทั้งยังมอบทุกสิ่งทุกอย่างให้ได้อย่างไร

หากหานเจวี๋ยประจบเอาใจนาง มีเพียงชะตากรรมเดียวเท่านั้น!

ข้ารับใช้!


เซวียนฉิงจวินมาถึงหน้าถ้ำเทวาฟ้าประทาน เห็นตัวอักษรที่อยู่บนผนัง

อดทนเพื่อทะเลกว้างฟ้ากระจ่าง!

นางอดหัวเราะไม่ได้

เจ้าหนูนี่น่าสนใจจริงๆ

เซวียนฉิงจวินที่กำลังยิ้ม จู่ๆ สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมา

‘อักษรพวกนี้แฝงไว้ด้วยหลักการอยู่…’

เซวียนฉิงจวินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังจากไป

รอจนนางจากไปแล้ว หานเจวี๋ยจึงค่อยถอนหายใจโล่งอก

“หวังว่านางจะเลิกปรารถนาในตัวข้า”

หานเจวี๋ยพึมพำกับตัวเอง

ไก่คุกรัตติกาลถามขึ้น “ปรารถนาคือสิ่งใด”

หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าอยากกินเจ้า นั่นก็คือความปรารถนา!”

“หา! สตรีเมื่อครู่นี้อยากจะกินนายท่านหรือ” ไก่คุกรัตติกาลตระหนกตกใจ

หมายความว่าสตรีผู้นั้นแกร่งกว่าหานเจวี๋ยอีก?

สีหน้าของหานเจวี๋ยแปลกประหลาด เขาเอ่ยว่า “จะเข้าใจเช่นนั้นก็ได้”