46-50
บทที่ 46
เพราะความกดดันจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ หานเจวี๋ยจำต้องมุมานะฝึกบำเพ็ญมากกว่าเดิม
ไก่คุกรัตติกาลรู้สึกทุกข์ระทมอย่างไม่อาจเอ่ย
ด้วยหานเจวี๋ยเริ่มดูดซับปราณอย่างสุดกำลัง ทำให้พลังวิญญาณภายในถ้ำเทวาพุ่งเข้าร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง ความเร็วในการดูดซับปราณของไก่คุกรัตติกาลถูกยับยั้ง
เจ็ดปีต่อมา
ในที่สุดหานเจวี๋ยก็บรรลุระดับปราณก่อกำเนิดขั้นแปด!
เขายังคงรู้สึกว่าเวลาเริ่มกระชันเข้ามาแล้ว
หากสามารถทะลวงถึงระดับเปลี่ยนวิญญาณก่อนลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณมาโจมตี เช่นนั้นเขาก็จะมีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น
หานเจวี๋ยดูดซับปราณไปพลางเปิดดูความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล
[โจวฝานสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ] x87
[หยางเทียนตงศิษย์ของท่านเผชิญกับการโจมตีจากลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ] x87
[โม่จู๋สหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากศิษย์ร่วมสำนัก]
[หลี่ชิงจื่อสหายของท่านเผชิญกับการโจมตีจากสหายร่วมสำนัก ได้รับบาดเจ็บสาหัส]
……
หืม? หลี่ชิงจื่อเผชิญกับการโจมตีของคนสำนักได้อย่างไร
หานเจวี๋ยนิ่งอึ้ง
หรือว่าจะมีจารชนอีก?
เขารีบตรวจสอบสำนักหยกพิสุทธิ์ทันที
ผู้บำเพ็ญระดับปราณก่อกำเนิดต่างก็ไม่ใช่จารชน
ช้าก่อน หรือว่าจะเป็นกวนโยวกัง?
หานเจวี๋ยคิดไว้ไม่มีผิด เป็นกวนโยวกังจริงๆ
กวนโยวกังไม่กล้าท้าประลองกับผู้อาวุโสสังหารเทพ จึงละทิ้งความคิดที่จะเป็นเจ้าสำนัก แต่เขายังไม่ละทิ้งความโกรธ จึงขอเรียนรู้กับหลี่ชิงจื่อ ก่อนจะถือโอกาสชำระแค้น
เพราะเรื่องนี้ ผู้อาวุโสในสำนักหยกพิสุทธิ์จึงไม่พอใจเขาเป็นอย่างมาก
สำนักหยกพิสุทธิ์กำลังตกอยู่ในวิกฤต แต่เจ้ากลับสร้างเรื่อง แล้วยังคิดจะเป็นเจ้าสำนักอีกหรือ
หลังจากกวนโยวกังถูกด่าท่อ เขาก็โมโหจนต้องปิดด่าน ไม่โผล่หน้าออกมาอีก
ทว่าเขาไม่ได้ไปจากสำนักหยกพิสุทธิ์ เห็นได้ชัดว่าในใจเขายังมีสำนักหยกพิสุทธิ์อยู่
ทั้งหมดนี้ หานเจวี๋ยไม่กระจ่าง เขาเปิดอ่านจดหมายต่อไป
เซียนซีเสวียน ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ สิงหงเสวียนไม่มีเรื่องอันตรายอะไร ส่วนสหายคนอื่นๆ นั้นต่างมีการต่อสู้กับคนอื่นประราย
รวมถึงเซวียนฉิงจวินด้วย
ตบะของเซวียนฉิงจวินยังคงอยู่ที่ระดับสร้างฐานขั้นสาม หานเจวี๋ยสงสัยว่านางไม่ฝึกบำเพ็ญเลยแม้แต่น้อย เอาแต่สังเกตการณ์ผู้อื่น
ยามที่หานเจวี๋ยแอบค่อนแคะอยู่นั้น
เขาพลันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่าง
เซวียนฉิงจวิน!
นางผู้นี้มาอีกแล้ว!
“สหายเต๋าอยู่หรือไม่ ข้าขอมาเยี่ยมเยียนท่านสักหน่อยได้หรือไม่”
ได้ฟังน้ำเสียงของเซวียนฉิงจวิน หานเจวี๋ยก็รู้สึกเคร่งเครียดขึ้นมา
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง อีกฝ่ายต้องรู้แน่ว่าเขาอยู่ที่นี่ หากแกล้งตาย ไม่แน่ว่าระดับความประทับใจคงหายไป
แต่อีกฝ่ายเป็นถึงจอมมาร ความประทับใจย่อมดีกว่าความอาฆาตแค้นอย่างแน่นอน!
เมื่อคิดแล้วหานเจวี๋ยจึงเปิดประตูถ้ำเทวา
เซวียนฉิงจวินเดินเข้ามาอย่าวสบายอารมณ์
เมื่อเห็นหานเจวี๋ย นางก็เผยยิ้มออกมาน้อยๆ อย่างอดไม่ได้
หานเจวี๋ยจนใจ
ไก่คุกรัตติกาลจำกลิ่นอายของเซวียนฉิงจวินได้
มันตะโกนร้องขึ้นอย่างหวาดผวา “ขอร้องเจ้าล่ะ! อย่ากินนายท่านของข้าเลย!”
เซวียนฉิงจวินสีหน้างุนงง
หานเจวี๋ยรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
เขาถลึงตามองไก่คุกรัตติกาลเพียงครั้งจนมันตกใจจนไม่กล้าเอ่ยวาจาอะไรออกมาอีก
เซวียนฉิงจวินเดินมาตรงหน้าหานเจวี๋ย ยิ้มกล่าว “ข้าคือเซวียนฉิงจวิน ศิษย์ของยอดเขาไผ่หยก เมื่อหลายปีก่อนได้พบเจอกับศิษย์พี่ในสำนักฝ่ายใน รู้สึกตกตะลึงในตัวท่านเป็นอย่างมาก นับแต่นั้นในใจของข้าก็แอบมีท่านมาโดยตลอด ครั้งนี้มาเยี่ยมเยียนท่านโดยไม่ได้ตั้งตัว หวังว่าศิษย์พี่จะไม่ถือโทษ”
ตรงยิ่งนัก!
หานเจวี๋ยไม่รู้ว่าควรจะตอบอย่างไรดี
“ความงามของศิษย์พี่พบเจอได้น้อยนักในใต้หล้า โดดเด่นไร้ผู้ใดเปรียบ ศิษย์น้องยินดีมอบสมบัติให้หนึ่งชิ้น หวังว่าท่านจะไม่ปฏิเสธ”
เซวียนฉิงจวินกล่าวต่อด้วยรอยยิ้ม เมื่อพลิกฝ่ามือ แผ่นหยกชิ้นหนึ่งก็ปรากฏบนฝ่ามือ
หานเจวี๋ยเอ่ยถามด้วยความสงสัย “นี่คือสิ่งใดกัน”
“สิ่งนี้คือป้ายจวนเซียนสวรรค์ จวนเซียนสวรรค์เป็นแดนฝึกบำเพ็ญศักดิ์สิทธิ์ของแดนบำเพ็ญพรต ต้องมีป้ายจวนเซียนสวรรค์ถึงจะสามารถเข้าไปได้ หากออกมาจากที่นั่น ต่อให้จะมีคุณสมบัติแย่เพียงใดก็สำเร็จระดับปราณก่อกำเนิดได้”
เซวียนฉิงจวินอธิบายด้วยรอยยิ้ม
นางค่อนแคะอยู่ในใจ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะไม่หวั่นไหว
เจ้าเด็กน้อย ร่างกายอันงดงามของเจ้า ข้าจะเอามาให้ได้!
หานเจวี๋ยส่ายหน้ากล่าว “ขอบใจในความปรารถนาดีของศิษย์น้อง แต่ข้าไม่อยากไปจากสำนักหยกพิสุทธิ์ ตั้งใจจะฝึกบำเพ็ญอยู่ในสำนักหยกพิสุทธิ์ตลอดชีวิต”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเซวียนฉิงจวินก็แข็งค้างทันที
นางเปลี่ยนของล้ำค่าชิ้นใหม่ เอ่ยว่า “สิ่งนี้คือกระบี่วิญญาณพสุธา สามารถสังหารยอดฝีมือระดับรวมแก่นปราณได้ในพริบตา”
“เอ่อ…”
“ไม่พอหรือ ข้าจะมอบโอสถทะลวงระดับรวมแก่นปราณให้เจ้าอีกหนึ่งขวด!”
“คือ…”
“ข้าจะมอบวิชายุทธ์หลอมกายาให้เจ้าอีกเล่ม! ทั้งเพิ่มเคล็ดวิชาเวทอีกสามเล่มให้ด้วย!”
อะไรจะ…
ใจกว้างเช่นนี้
หากเป็นเมื่อร้อยปีก่อน หานเจวี๋ยจะต้องต้านทานไม่ไหวแน่ ไม่อยากจะพยายามแล้วจริงๆ
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยว่า “อันที่จริงข้าก็บรรลุตบะดับปราณก่อกำเนิดแล้ว”
เขาไม่ปิดบังตบะอีก แสดงตบะระดับปราณก่อกำเนิดขั้นแปดออกมา จากนั้นถึงเก็บซ่อนไว้อีกครั้ง
เซวียนฉิงจวินตกตะลึง
นางพลัดคาดเดาความจริงได้ในทันใด “ท่าน…คือผู้อาวุโสสังหารเทพ?”
หานเจวี๋ยพยักหน้า
อีกฝ่ายเป็นจอมมาร ในเมื่อจ้องจับเขา จะต้องไม่ยอมเลิกราอย่างแน่นอน
เซวียนฉิงจวินยิ่งดีใจมากกว่าเดิม คิดไม่ถึงว่าสายตาของนางจะดีถึงเพียงนี้ พลันคว้าผู้อาวุโสสังหารเทพที่แข็งแกร่งและลึกลับมากที่สุดของสำนักหยกพิสุทธิ์ไว้ในทันที
[ความประทับใจที่เซวียนฉิงจวินมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4 ดาว]
นางควักขวดโอสถออกจากแขนเสื้ออีกครั้ง “นี่เป็นโอสถปราณก่อกำเนิด สามารถช่วยเพิ่มพูนตบะของท่านได้อย่างรวดเร็ว”
“ขวดเดียวพอหรือไม่ หากไม่พอ ข้าจะให้เพิ่มอีกขวด!”
ระหว่างที่พูดนางก็ควักโอสถปราณก่อกำเนิดออกมาอีกหนึ่งขวด
ครั้งนี้หานเจวี๋ยไม่อาจต้านทานได้แล้วจริงๆ
เขาถามอย่างระแวดระวัง “ศิษย์น้อง เจ้ามีที่มาอย่างไรกันแน่”
ตอนนี้เซวียนฉิงจวินถึงได้รู้ตัวว่าตัวตนของตนเองถูกเปิดเผยออกมาแล้ว
แต่ว่าไม่สำคัญ เปิดเผยก็เปิดเผยสิ
“สถานะของข้าไม่สำคัญ ศิษย์น้องอยากเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับศิษย์พี่ ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ยินดีหรือไม่” เซวียนฉิงจวินถามด้วยรอยยิ้ม
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วถาม “เจ้าสามารถนำของล้ำค่าออกมาได้มากมายเพียงนี้ แน่นอนว่าคงไม่ธรรมดา เช่นนั้นเจ้าจะสามารถช่วยพวกเรารับมือกับลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณได้หรือไม่”
หากได้จอมมารลงมือ เช่นนั้นก็มั่นใจได้แล้ว!
เซวียนฉิงจวินส่ายหน้ากล่าว “ไม่ได้ ข้าสนใจเพียงท่าน ไม่สนใจสำนักหยกพิสุทธิ์ หรือว่าศิษย์พี่ฝึกบำเพ็ญเพื่อสำนักหยกพิสุทธิ์?”
หานเจวี๋ยนิ่งเงียบ
เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ
คิดจะบงการจอมมารไม่ได้ง่ายดายเพียงนั้น
แต่โอสถปราณก่อกำเนิดสองขวดนี้ก็ช่างหอมยิ่งนัก เขายากจะปฏิเสธได้ลง
“หากข้าตอบรับเจ้า ข้าต้องจ่ายสิ่งใดเป็นค่าตอบแทน” หานเจวี๋ยถามอย่างระมัดระวัง
เซวียนฉิงจวินยกมุมปากขึ้นยิ้ม เอ่ยว่า “ข้าก็ไม่ได้จะกินท่านจริงๆ สักหน่อย แน่นอนว่าเป็นการฝึกบำเพ็ญร่วมกัน ท่านเพียงจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าตอนนี้! นี่ก็เป็นเรื่องที่ดีมากเลยนะ!”
[เซวียนฉิงจวินต้องการผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับท่าน ท่านมีตัวเลือกดังต่อไปนี้]
[หนึ่ง ปฏิเสธ เป็นบุรุษผู้บำเพ็ญไหนเลยจะถูกสตรีใช้อำนาจคุกคาม จะได้รับความอาฆาตแค้นจากจอมมาร และได้สืบทอดพลังวิเศษมรรคกระบี่หนึ่งครั้ง]
[สอง ตอบรับ ทั้งสองผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียร แปดเปื้อนผลกรรมของกันและกัน จะได้รับความประทับใจจากจอมมาร และสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
ปฏิเสธเซวียนฉิงจวินจะมีจุดจบเช่นไร
จอมมารจะกระโดดออกมาหรือ
นั่นคือลูกพี่ที่เกือบจะทะยานขึ้นสวรรค์เชียวนะ!
หานเจวี๋ยแอบทอดถอนใจ ก่อนเอ่ยปากกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นข้าก็จะผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับศิษย์น้อง”
[ท่านผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับเซวียนฉิงจวินสำเร็จ ได้รับการสืบทอดพลังวิเศษหนึ่งครั้ง]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับพลังวิเศษ–เมฆตีลังกา]
[เมฆตีลังกา: พลังวิเศษในการเคลื่อนย้าย ตีลังกาหนึ่งครั้งสามารถเคลื่อนที่ได้หนึ่งแสนแปดพันลี้]
[ความประทับใจที่เซวียนฉิงจวินมีต่อท่านเพิ่มขึ้น ระดับความประทับใจในขณะนี้คือ 4.5 ดาว]
เมฆตีลังกา?
ร้ายกาจจริงๆ!
หานเจวี๋ยตาเป็นประกาย
ของเล่นชิ้นนี้ล้วนเป็นวิชาเทพที่ใช้ในการหลบหนีนี่นา!
ฮ่าๆ พอถึงเวลานั้นหากจอมมารสร้างความวุ่นวาย เขาตีลังกาหนึ่งครั้งก็หนีไปได้ไกลหนึ่งแสนแปดพันลี้แล้ว
เซวียนฉิงจวินยิ้มน้อยๆ นางวางโอสถปราณก่อกำเนิดทั้งสองขวดลง ยิ้มเอ่ยว่า “นับจากนี้ท่านก็คือคู่บำเพ็ญเพียรของข้า ท่านตั้งใจฝึกบำเพ็ญให้ดีๆ หลังจากนี้หากข้าต้องการท่านก็จะมาหาเอง”
กล่าวจบนางก็หมุนตัวจากไป
หานเจวี๋ยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ “นอกจากข้าแล้ว เจ้ายังมีคู่บำเพ็ญเพียรอื่นหรือไม่”
ฝีเท้าของเซวียนฉิงจวินพลันชะงัก แค่นเสียงกล่าว “จะเป็นไปได้อย่างไร! ข้าไม่เห็นมนุษย์อยู่ในสายตา หากไม่ใช่ข้าต้องการคู่บำเพ็ญเพียรเพื่อร่วมฝึกบำเพ็ญ และท่านก็รูปงามเป็นยิ่งนัก ข้าคงไม่เลือกท่านแน่!”
นางจากไปอย่างรวดเร็ว
หานเจวี๋ยมองดูโอสถปราณก่อกำเนิดสองขวดที่วางอยู่ข้างเตียง ไม่กล่าววาจาอยู่นาน
ไก่คุกรัตติกาลถามอย่างระมัดระวัง “นายท่าน นางยังจะกินท่านอีกหรือไม่”
บทที่ 47
หลังจากเซวียนฉิงจวินจากไป หานเจวี๋ยก็เปิดขวดโอสถออกดู ทั้งสองขวดต่างก็มีโอสถบรรจุอยู่ด้านในสิบสองเม็ด
เขาใช้พลังวิญญาณหกสายตรวจสอบอยู่พักหนึ่ง หลังจากแน่ใจว่าไม่ใช่โอสถพิษ ถึงเริ่มกินเข้าไป
เพียงไม่นานเขาก็ประหลาดใจที่พบว่า ผลลัพธ์ของโอสถนี้แข็งแกร่งมาก!
แข็งแกร่งกว่าโอสถของเย่ซานหลางมากกว่าเท่าตัว
สมกับเป็นจอมมารจริงๆ ลงมือทียิ่งใหญ่มาก!
หานเจวี๋ยพยายามระงับความตื่นเต้นดีใจ และเริ่มทำการฝึกบำเพ็ญ
……
ภายในวังใต้ดินอันมืดสลัวแห่งหนึ่ง
เพียะ! เพียะ! เพียะ…
เสียงแส้กระทบร่างดังเข้ามาไม่ขาดหู
พบเพียงหยางเทียนตงและโจวฝานถูกมัดขึงอยู่บนเสาไม้ คนในชุดคลุมกันฝนสองคนกำลังโบกสะบัดแส้ยาวหวดพวกเขา โลหิตสดๆ สาดกระจายเต็มพื้น
ห่างออกไปนั้นผู้บำเพ็ญจำนวนมากที่กำลังนั่งขัดสมาธิฝึกบำเพ็ญอยู่มองดูจนไม่กล้ามองตรงๆ
“เฮ้อ คนสำนักหยกพิสุทธิ์สองคนนี่ช่างดื้อด้านจริงๆ!”
“นั่นน่ะสิ คิดจะหนีทุกปี สุดท้ายโดนตีกลับมาก็ยังไม่ยอมแพ้”
“น่าสงสารจริงๆ!”
“เหตุใดลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณถึงไม่ฆ่าพวกเขาเล่า”
“หากฆ่าพวกเขาแล้ว ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณจะดึงเสียงสนับสนุนจากผู้คนมาได้อย่างไร”
“ความจริงติดตามลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณก็ไม่เลว”
บรรดาผู้บำเพ็ญต่างก็พากันวิพากษ์วิจารณ์
เมื่อโบยไปสักพัก หยางเทียนตงและโจวฝานถึงได้ถูกปล่อยตัวลงมา
ผู้หนึ่งแฝงไปด้วยสายเลือดเทพปีศาจ!
ผู้หนึ่งเป็นผู้บำเพ็ญระดับมหายานกลับชาติมาเกิด!
ยามนี้ ทั้งสองถูกโบยจนลมหายใจรวยริน
แส้ของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณไม่ใช่แส้ทั่วไป แต่ทำมาจากเอ็นของสัตว์ปีศาจชนิดหนึ่ง ยามที่ฟาดลงบนร่าง จะรู้สึกราวกับเนื้อถูกฉีกทิ้ง เจ็บปวดทรมานเป็นอย่างยิ่ง
หยางเทียนตงหมอบอยู่บนพื้น กัดฟันเอ่ยว่า “นี่ก็คือแผนของเจ้าหรือ ยังไม่ทันได้ออกไปก็ถูกจับเสียแล้ว!”
โจวฝานรู้สึกอัดอั้นเป็นอย่างมาก น้ำตาคลอเบ้า
กี่ปีแล้ว!
ทุกครั้งที่หนีล้วนล้มเหลว!
บัดซบ!
หากวันหน้าข้าสำเร็จมรรค จะต้องสังหารลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณของพวกเจ้า แม้แต่ไก่และหมาก็ไม่เว้น!
“พวกเราอย่าได้ดิ้นรนเลย รออาจารย์ข้ามาเถอะ” หยางเทียนตงถอดทอนใจกล่าว
อาจารย์นะอาจารย์!
เหตุใดท่านถึงยังไม่มา
สิบปีก่อน หลี่ชิงจื่อเคยมาที่นี่ คิดจะช่วยพวกเขาแต่ก็ล้มเหลว ทว่าก่อนไปหลี่ชิงจื่อแอบถ่ายทอดเสียงบอกเขาว่า ช้าเร็วหานเจวี๋ยจะต้องมาแน่ ให้พวกเขาช่วยทำให้จิตใจของศิษย์คนอื่นมั่นคงด้วย
และเป็นเพราะคำพูดนี้ ทำให้หยางเทียนตงถึงยืนหยัดมาโดยตลอด
โจวฝานกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “อาจารย์เจ้าใจเสาะขนาดนั้น ไม่มีทางมาหรอก!”
เขารู้แล้วว่าหานเจวี๋ยก็คือผู้อาวุโสสังหารเทพ แม้จะรู้สึกตกตะลึง แต่เขาก็เข้าใจนิสัยของหานเจวี๋ย
พรสวรรค์ของคนผู้นี้น่าตกใจจริงๆ แต่เขากลัวตายนี่!
คนที่กลัวตาย ไม่มีทางที่จะมาช่วยพวกเขา!
หากจะมาก็มาเสียนานแล้ว!
หยางเทียนตงกัดฟันเอ่ย “วางใจเถอะ อาจารย์ข้าต้องมาแน่ ไม่แน่เขาอาจจะลอบสังเกตพวกเราอยู่ก็ได้ เพื่ออยากจะเห็นว่าข้าสามารถทนความลำบากและจิตใจมั่นคงพอหรือไม่!”
โจวฝานกรอกตา เขารู้สึกว่าเจ้าหนูนี่ถูกธาตุไฟและจิตมารเข้าแทรกแล้ว
เฮ้อ อย่าว่าแต่เขาเลย โจวฝานเองก็ใกล้จะทนไม่ไหวเต็มที
……
สองปีต่อมา
หานเจวี๋ยบุกทะลวงถึงระดับปราณก่อกำเนิดขั้นเก้า
จำต้องเอ่ยว่าโอสถของจอมมารนั้นมีผลเป็นอย่างมาก
หลังจากนี้จะต้องหาวิธีเอามาให้มากหน่อย
เดิมทีหานเจวี๋ยยังกังวลว่าเซวียนฉิงจวินจะมาหาเขาอยู่บ่อยๆ แต่ผลกลับเป็นเขาเองที่คิดมากไป
ดูท่าเซวียนฉิงจวินจะไม่ได้หลงใหลในกายเนื้อของเขา เหตุที่ผูกสัมพันธ์เป็นคู่บำเพ็ญเพียร คาดว่าก็เพื่อจะใช้ในขณะถือกำเนิดฐานะเดิมในภายหลัง
หานเจวี๋ยไม่กล้าเชื่อใจนางเด็ดขาด ก่อนที่จะถึงเวลานั้นเขาต้องพยายามแข็งแกร่งให้มากที่สุด หากถึงเวลานั้นเซวียนฉิงจวินอยากจะเค้นเขาจนแห้งเล่าจะทำอย่างไร
ระดับความประทับใจ 4.5 ดาวไม่ได้หมายความว่าเซวียนฉิงจวินจะไม่ทำร้ายเขา
มีกี่การสังหารแล้วที่เกิดขึ้นเพราะความรัก?
ภาพยนตร์ต่างประเทศในชาติก่อนมักจะถ่ายทอดอารมณ์เช่นนี้ โดยเฉพาะภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่เหล่านั้น
หานเจวี๋ยเริ่มสืบทอดพลังวิเศษเมฆตีลังกา
เมฆตีลังกา ระยะที่เคลื่อนย้ายนั้นสัมพันธ์กับพลังวิญญาณที่ถ่ายเทเข้าไปในร่าง ไม่ใช่สามารถกระโดดได้แค่หนึ่งแสนแปดพันลี้
หลังจากสืบทอดสำเร็จ เขาก็ตรวจสอบดูผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักหยกพิสุทธิ์อีกครั้ง
ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือกวนโยวกัง ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นสอง
หานเจวี๋ยค้นหาผู้บำเพ็ญระดับปราณก่อกำเนิดต่อ เมื่อไม่เจอคนของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ เขาก็รู้สึกโล่งใจทันที
ยังมีเวลา!
ทำการฝึกบำเพ็ญต่อ ทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณให้เร็วที่สุด
หานเจวี๋ยตั้งสติรวมจิตใจ ใช้พลังทั้งหมดดูดซับปราณ
หนึ่งเดือนต่อมา
หลี่ชิงจื่อมาหาหานเจวี๋ย
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วถาม “ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณมาแล้วหรือ”
เขาเข้าใกล้ระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว เหตุใดศัตรูต้องมาในช่วงเวลานี้เล่า?
ซวยจริง!
“เปล่า หวงจี๋เฮ่าจากสำนักกระบี่วิหคชาดโจมตีลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ สุดท้ายถูกลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณจับตัว สำนักกระบี่วิหคชาดโกรธเป็นอย่างมาก เตรียมร่วมมือกับพวกเราโจมตีลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ สถานการณ์พลิกกลับ!” หลี่ชิงจื่อยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น
เขาล่ะชอบหวงจี๋เฮ่าจริงๆ!
หาเรื่องเก่งนัก ทั้งครั้งนี้ยังหาเรื่องได้ถูกคนด้วย!
หานเจวี๋ยเลิกคิ้ว
ใช้ได้นี่ เจ้าหวงน้อย!
“เช่นนั้นพวกท่านไปเถิด เรียกผู้อาวุโสกวนไปด้วย ข้าจะรักษาการณ์อยู่ในสำนักหยกพิสุทธิ์เอง หรือท่านจะนำผู้แข็งแกร่งระดับปราณก่อกำเนิดทั้งหมดไปด้วยได้ มีข้าคนเดียวก็เพียงพอแล้ว” หานเจวี๋ยกล่าวจริงจัง
ใบหน้าของหลี่ชิงจื่อกระตุก
ท่านนี่มันจริงๆ…
เก่งเอาตัวรอดจริงๆ!
หานเจวี๋ยเอ่ยเสียงเบา “ข้ากำลังจะทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณ ต้องการเวลา”
พอได้ยินเช่นนี้ หลี่ชิงจื่อก็สะดุ้งไปทั้งตัว สีหน้าดีใจเป็นล้นพ้น
ตอนหานเจี๋ยอยู่ในระดับปราณก่อกำเนิดสามารถสังหารระดับเปลี่ยนวิญญาณได้ รอจนเขาบรรลุระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว นั่นไม่เท่ากับว่า…
เขาไม่กล้าคิด!
หลี่ชิงจื่อกล่าวอย่างตื่นเต้น “ตกลง! ท่านอยู่ทะลวงระดับอย่างวางใจเถิด เรื่องนี้มอบให้พวกข้าก็แล้วกัน นอกจากสำนักกระบี่วิหคชาดแล้ว คงยังมีสำนักอื่นๆ สามารถร่วมมือกับพวกเราได้”
“เช่นนั้นก็ขอให้ราบรื่น!”
ทั้งสองพูดคุยกันไม่นาน หลี่ชิงจื่อก็จากไปด้วยความตื่นเต้น
ก่อนจากไป เขายังหยอกล้อไก่คุกรัตติกาลด้วย
ไก่คุกรัตติกาลรู้สึกรำคาญยิ่งนัก ฉวยโอกาสที่เขาหันหลังกลับไป จิกก้นของเขาไปหนึ่งที
หลี่ชิงจื่อโมโห แต่รับรู้ได้ถึงสายตาของหานเจวี๋ย เขาจึงรีบจากไปโดยเร็ว
หานเจวี๋ยอดส่ายหน้ายิ้มไม่ได้ “เจ้าแมลงสาบนี่ทำตัวอย่างกับเด็ก”
แมลงสาบคือฉายาที่เขาตั้งให้กับหลี่ชิงจื่อ
ก็เขาตีไม่ตายไง!
……
ครึ่งปีต่อมา หลี่ชิงจื่อ กวนโยวกังพาผู้อาวุโสปราณก่อกำเนิดจำนวนสิบกว่าคน รวมทั้งศิษย์แกนหลัก และศิษย์อัจฉริยะไปจากสำนักหยกพิสุทธิ์
เรื่องนี้ทำเป็นที่ฮือฮาในสำนักฝ่ายในเป็นอย่างมาก ไม่ว่าผู้ใดก็รู้ดีว่าจะเกิดเรื่องใหญ่กับแดนบำเพ็ญพรต!
อีกด้านหนึ่ง
หานเจวี๋ยมาถึงหอสัตว์เลี้ยงปีศาจ เขาแสดงป้ายผู้อาวุโสและเข้าไปในแดนหมื่นปีศาจ
เขาเตรียมฝ่าด่านเคราะห์ในแดนหมื่นปีศาจ
การเคลื่อนไหวของด่านเคราะห์ระดับเปลี่ยนวิญญาณมันยิ่งใหญ่เกินไป สามารถทำให้ภูเขาลูกหนึ่งราบเป็นหน้ากลองได้ เขาไม่อยากทำลายถ้ำเทวาแต่กำเนิดของตัวเอง ดังนั้นจึงนึกถึงแดนหมื่นปีศาจขึ้นมา
ก่อนมา เขาได้สอบถามเซียนซีเสวียนมาแล้ว เซียนซีเสวียนยังแนะนำให้เขามาที่แดนหมื่นปีศาจ
หากไปฝ่าด่านในสถานที่อื่นของสำนักหยกพิสุทธิ์ และพบเจอกับศัตรูเข้า เช่นนั้นย่อมเกิดปัญหาใหญ่แล้ว
หลังจากเข้าไปในแดนหมื่นปีศาจ หานเจวี๋ยหาพื้นที่ราบนั่งสมาธิ เขาหยิบโอสถปราณก่อกำเนิดชั้นหนึ่งออกมารับประทานอีก
ผ่านไปอีกราวๆ ครึ่งปี
หานเจวี๋ยอาศัยโอสถจนเข้าสู่สถานะที่กำลังจะทะลวงอย่างรวดเร็ว
เขาหายใจลึกๆ เพียงครั้ง
ก่อนฝ่าด่านเคราะห์ เขาเปิดดูค่าความสัมพันธ์
หลี่ชิงจื่อและคนอื่นๆ ยังมีชีวิตอยู่
เช่นนั้นก็ยังดีหน่อย!
แต่ดูเหมือนว่าผู้อาวุโสบางคนจะไร้ชีวิตแล้ว
ส่วนเป็นใครนั้น หานเจวี๋ยเองก็จำไม่ได้
หลังจากสังหารต้วนทงเทียน ผู้อาวุโสที่เกิดความประทับใจในตัวเขาก็มีไม่น้อย
จากเท่าที่ดู ตอนนี้ก็ยังไม่มีเรื่องใหญ่อะไรเกิดขึ้น
สามารถทะลวงได้!
หานเจวี๋ยรีบตั้งจิตรวมพลัง เตรียมจะทะลวงระดับ
ขณะที่พลังวิญญาณฟ้าดินพุ่งเข้าร่างเขาอย่างบ้าคลั่ง เมฆอัสนีอันพวยพุ่งก็เริ่มรวมตัวกัน สัตว์ปีศาจทั้งหลายในแดนหมื่นปีศาจต่างก็อยู่ไม่เป็นสุข
พลานุภาพอันน่าหวาดกลัวปกคลุมไปทั่วพื้นที่เล็กๆ แห่งนี้
อาศัยอาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทอง และวิชาวัฏจักรหกวิถี ทำให้การฝ่าด่านเคราะห์ของหานเจวี๋ยย่อมไม่ใช่เรื่องยากอะไร
จำต้องกล่าวว่า ความแข็งแกร่งของเคราะห์สรรค์ระดับเปลี่ยนวิญญาณนั้นห่างชั้นกับระดับปราณก่อกำเนิดมาก
ดีที่วิชาวัฏจักรหกวิถีแข็งแกร่งพอ!
หานเจวี๋ยกลับไม่ได้ใช้ระฆังเพลิงอัคคี เขาอยากฝ่าด่านเคราะห์ด้วยพลังของตนเอง
ผู้บำเพ็ญส่วนมากล้วนเสียชีวิตในระหว่างฝ่าด่านเคราะห์
คุณสมบัติและวิชายุทธ์ของหานเจวี๋ยย่อมไม่ทำให้เขาล้มเหลวกลางคัน
หลายวันต่อมา
หานเจวี๋ยทะลวงระดับสำเร็จ!
ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นหนึ่ง!
[ท่านทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณสำเร็จ ได้รับการสืบทอดพลังวิเศษสายกระบี่หนึ่งครั้ง]
[ยินดีด้วย ท่านได้รับพลังวิเศษ–พลังเทพหมื่นกระบี่]
[พลังเทพหมื่นกระบี่: อาศัยปราณกระบี่ของตัวเองเรียกเงากระบี่โบราณในสายธารแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน จำนวนในการเรียกสัมพันธ์กับพลังวิญญาณของตนเอง]
หานเจวี๋ยเบิกตาโพลง พลังวิญญาณหกสายภายในร่างเริ่มปั่นป่วนในทันใด
ราวกับลำธารเล็กๆ กลายเป็นมหานที ก่อนจะกลายเป็นมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง!
พริบตานั้น เงาแสงลำหนึ่งพุ่งขึ้นเหนือศีรษะของเขา ลักษณะก็เหมือนเขาไม่มีผิด
จิตดั้งเดิมออกจากร่าง!
บทที่ 48
[ชื่อ: หานเจวี๋ย]
[อายุขัย: 158/3007]
[เผ่าพันธุ์: มนุษย์]
[ตบะ: ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นหนึ่ง]
[วิชายุทธ์: วิชาวัฏจักรหกวิถี (สามารถสืบทอดได้)]
[วิชาเวท: ดรรชนีกระบี่เทพ ย่างก้าวลวงตาเจ็ดชั้น สามกระบี่แยกเงา (ที่สุดแห่งยุค) ตราประทับเก้ามังกรขจัดมาร มหาวายุอัสนี วิชาเทพวายุ]
[พลังวิเศษ: พลังดูดวิญญาณหกสาย กระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจ ค้ำฟ้าเสมือนพสุธา เมฆตีลังกา พลังเทพหมื่นกระบี่ (สามารถสืบทอดได้)]
[อาวุเวท: อาภรณ์เทพทมิฬจักจั่นทอง (สมบัติวิญญาณระดับเจ็ด) เข็มขัดเก็บสมบัติ กระบี่กิเลน เชือกพันธนาการปีศาจ ระฆังเพลิงอัคคี (สมบัติวิญญาณระดับหก)]
[คุณสมบัติรากวิญญาณ: ร่างวิญญาณหกสาย ประกอบไปด้วยรากวิญญาณวายุ อัคคี วารี พสุธา พฤกษา และอัสนี เสริมดวงชะตาอีกหนึ่งขั้น]
[ดวงชะตาแต่กำเนิดมีดังนี้]
[ไม่เป็นสองรองใคร: คุณสมบัติเซียน มหาเสน่ห์ขั้นสูงสุด]
[ชะตาเซียนกระบี่: มรรคกระบี่ขั้นสูงสุด ความเข้าใจมรรคกระบี่ขั้นสูงสุด]
[ความไวของท่าร่าง: คุณสมบัติท่าร่างขั้นสูงสุด]
[ทายาทจักรพรรดิเซียน: ได้รับวิชายุทธ์บำเพ็ญเซียนชั้นเลิศหนึ่งชุด หินวิญญาณชั้นสูงหนึ่งพันก้อน]
[ตรวจสอบค่าความสัมพันธ์]
……
ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นหนึ่ง!
อายุขัยสามพันปี!
หานเจวี๋ยประหลาดใจเป็นอย่างมาก
ระดับปราณก่อกำเนิดยังแค่หนึ่งพันต้นๆ ระดับเปลี่ยนวิญญาณกลับพุ่งไปถึงสามเท่า!
ดีใจยิ่งนัก!
ทันใดนั้น หานเจวี๋ยก็นำระฆังเพลิงอัคคีออกมาคลุมตนเอง หลังจากนั้นรวมตบะต่อ
สองวันต่อมา
หานเจวี๋ยเริ่มสืบทอดพลังเทพหมื่นกระบี่
พลังเทพหมื่นกระบี่เป็นพลังวิเศษประเภทสังหารในวงกว้าง กระบี่ฟ้าสังหารเทพปีศาจจะเป็นการสังหารไปแนวเส้นตรงมากกว่า ทั้งสองต่างก็มีจุดเด่นของตนเอง
อาศัยคุณสมบัติและความเข้าใจมรรคกระบี่ขั้นสูงสุด หานเจวี๋ยใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวัน ก็เข้าใจพลังเทพหมื่นกระบี่แล้ว
เขาลุกขึ้นเดินจากไป
เขามาถึงหน้าค่ายกลส่งตัว ศิษย์ที่ดูแลค่ายกลแห่งนี้มองมาที่เขาด้วยสายตาเคารพเลื่อมใส
การเคลื่อนไหวของการฝ่าด่านเคราะห์ก่อนหน้านี้ช่างน่ากลัวจริงๆ ทำให้ศิษย์ผู้นี้พลันนึกถึงผู้อาวุโสสังหารเทพขึ้นมา
เวลาไม่นาน
หานเจวี๋ยกลับมาถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน
พอเห็นเขากลับมา ไก่คุกรัตติกาลก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที พุ่งเข้ามาเอ่ยว่า “นายท่าน ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว ข้านึกว่าท่านถูกสตรีผู้นั้นกินไปแล้วเสียอีก!”
หันเจวี๋ยถลึงตามองมัน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่สบอารมณ์ “สมองไก่ของเจ้านี่วันๆ เอาแต่คิดอะไรอยู่”
“นายท่าน ข้าไม่ใช่หงส์หรอกหรือ”
“แต่ตอนนี้เจ้าเป็นแค่ไก่ ต้องตั้งใจฝึกฝนถึงจะกลายเป็นหงส์ได้”
“ตกลง”
ไก่คุกรัตติกาลหน้าม่อยคอตกทันที
ตั้งใจฝึกฝน ต้องฝึกฝนถึงเมื่อไรกัน
หานเจวี๋ยนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่ง ตั้งใจฝึกฝนต่อ
ขณะที่เขาทำการดูดซับปราณก็เปิดฟังก์ชันจำลองการทดสอบไปด้วย
เขาตั้งค่าตบะของหวงจี๋เฮ่าให้อยู่ที่ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นเก้า
สังหารได้ภายในหนึ่งวินาที!
หานเจวี๋ยพอใจเป็นอย่างมาก
มั่นใจแล้ว!
รอลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณมาโจมตี เมื่อถึงเวลานั้นจะสั่งสอนความเป็นคนให้กับพวกเขา!
หานเจวี๋ยคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตั้งค่าตบะของหวงจี๋เฮ่าเป็นระดับสุญตาขั้นหนึ่ง
ใช้เวลาห้านาทีเต็มๆ หานเจวี๋ยถึงสังหารเขาได้
เขาขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
ไม่ได้!
ใช้เวลานานเกินไป!
ยังต้องมุมานะฝึกฝนอีก!
ความรู้สึกภาคภูมิใจของหานเจวี๋ยสลายไปหมดสิ้น กลับแทนที่ด้วยความรู้สึกถึงวิกฤตอันหนักหน่วง
หากไม่สามารถสังหารศัตรูได้ภายในพริบตา ศัตรูก็จะมีโอกาสพลิกสถานการณ์ได้!
……
ภายในวังใต้ดินอันมืดสลัว
โจวฝาน หยางเทียนตงกำลังนั่งขัดสมาธิตรงมุมหนึ่ง
โจวฝานกำลังสังเกตดูผู้บำเพ็ญของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ เขากล่าวเสียงเบาว่า “เหตุใดคนของพวกเขาถึงหายไปกว่าครึ่ง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยางเทียนตงก็ลืมตา เอ่ยพึมพำว่า “อาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกระมัง”
เขารู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
หรือว่าอาจารย์จะมาช่วยข้าแล้ว?
โจวฝานหรี่ตาลงอย่างอดไม่ได้ กล่าวเสียงเบา “น้องชาย จะหนีอีกครั้งหรือไม่”
ร่างของหยางเทียนตงสั่นสะท้าน กล่าวอย่างหวาดผวา “ศิษย์พี่ ช่างมันเถิด พวกเราก็สงบใจรอทางสำนักมาช่วยดีกว่า”
“ไม่มีทาง!”
“แต่ข้าไม่อยากโดนตีอีกแล้ว…”
“ความเจ็บปวดแค่นี้ยังกลัว เจ้าจะบรรลุมรรคได้อย่างไร จะแสวงหาเส้นทางแห่งเซียนได้อย่างไร”
“เหตุผลข้าล้วนเข้าใจ แต่ว่ามันเจ็บปวดจริงๆ…”
สีหน้าของหยางเทียนตงราวกับสวมหน้ากากแห่งความทุกข์ทรมานไว้ เมื่อหวนนึกถึงการถูกทรมาณที่ผ่านมา เขาก็ไม่อาจควบคุมแม้กระทั่งร่างที่สั่นสะท้าน
โจวฝานรู้สึกรำคาญใจ รู้สึกว่าหยางเทียนตงไร้ประโยชน์เป็นอย่างมาก
เสียงโครมดังขึ้น!
วังใต้ดินเกิดความสั่นไหวอย่างรุนแรง
หลังจากนั้นเสียงของหลี่ชิงจื่อดังขึ้นมา “เหล่าศิษย์ของสำนักหยกพิสุทธิ์เตรียมตัวต่อต้าน สังหารให้หมด ร่วมกันทลายลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณให้ย่อยยับ!”
โจวฟานกับหยางเทียนตงดีใจขึ้นมาโดยพลัน
มาแล้วจริงๆ!
……
หลังจากทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว เพียงพริบตา เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปหนึ่งปี
หานเจวี๋ยยังคงอยู่ในช่วงปิดด่านฝึกฝน
เขาเปิดดูจดหมายเป็นครั้งคราว ดูจากสถานการณ์โดยรวมแล้ว สำนักหยกพิสุทธิ์ได้เปิดศึกกับลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณแล้ว
กวนโยวกัง หลี่ชิงจื่อได้รับบาดเจ็บอีกครั้ง ช่างน่าอนาถยิ่งนัก
หยางเทียนตงศิษย์ของเขาก็ถูกลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณโจมตีตลอด ดูท่าใกล้จะเข้ารวมกับกองทัพใหญ่ได้แล้ว เช่นนั้นถึงยังสามารถต่อสู้ได้อยู่ตลอด
หานเจวี๋ยได้แต่ส่งกำลังใจให้เท่านั้น
เขามีความรับผิดชอบที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือการปกป้องสำนักหยกพิสุทธิ์
ตอนนี้หานเจวี๋ยไม่กังวลว่าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณจะลอบเข้ามาโจมตีเลยแม้แต่น้อย สิ่งที่เขากังวลคือศัตรูที่อยู่ไกลกว่านั้น
ที่น่าพูดถึงก็คือ ตบะของไก่คุกรัตติกาลได้เทียบเท่ากับผู้บำเพ็ญระดับสร้างฐานแล้ว ระดับการฝึกฝนรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ตอนนี้มันนอนหมอบอยู่ในมุมราวกับช้างตัวหนึ่ง ขนบนกายงดงามเป็นอย่างมาก แม้ว่าจะเป็นไก่ แต่กลับมีลีลาของไก่เทพ
ขณะที่หานเจวี๋ยมองประเมินไก่คุกรัตติกาลด้วยความพอใจนั้น จู่ๆ เซวียนฉิงจวินก็พลันมาเยี่ยมเยียน
ได้พบเจอกับนางอีกครั้ง สีหน้าของหานเจวี๋ยดูไม่เป็นธรรมชาติเป็นอย่างมาก
แม้เซวียนฉิงจวินจะมีตบะแค่ระดับสร้างฐาน แต่ในส่วนลึกของวิญญาณซ่อนจอมมารระดับมหายานไว้ตนหนึ่ง ไม่อาจล่วงเกินได้
“ได้ยินมาว่าผู้อาวุโสสังหารเทพของพวกเราทะลวงระดับในแดนหมื่นปีศาจแล้วรึ” เซวียนฉิงจวินนั่งลงข้างๆ หานเจวี๋ย และถามด้วยรอยยิ้ม
หนึ่งปีนี้เล่าลือกันว่ามีผู้ทรงพลังฝ่าด่านเคราะห์ในแดนหมื่นปีศาจ แม้กระทั่งผู้อาวุโสระดับปราณก่อกำเนิดก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้ บรรดาศิษย์ต่างก็คาดเดาได้ว่าเป็นผู้อาวุโสสังหารเทพที่ดูลึกลับผู้นั้น
หานเจวี๋ยไม่เป็นตัวของตัวเอง ร่างของเขาแข็งทื่ออยู่บ้าง แต่แสร้งทำเป็นเอ่ยถามอย่างสงบ “เจ้ามาหาข้าด้วยเรื่องอันใดหรือ”
คงจะไม่ได้เริ่มอันนั้นหรอกนะ…
ร่างกายที่ยังไม่รู้ประสาของข้า…
หานเจวี๋ยรู้สึกลนลานเป็นยิ่งนัก
“ข้าจะไปแล้ว จึงมาบอกลาท่านสักหน่อย” เซวียนฉิงจวินกล่าวด้วยรอยยิ้ม
หานเจวี๋ยนิ่งอึ้ง
ไปไหน
เซวียนฉิงจวินถาม “ก่อนไปท่านอยากได้สิ่งใด ข้าจะพยายามทำให้ท่านสมปรารถนา พบเจอกันคราวหน้าไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปี”
หานเจวี๋ยถามด้วยความประหลาดใจ “เจ้าจะไปเช่นนี้หรือ ไม่…กับข้า”
เซวียนฉิงจวินกรอกตามองเขา แค่นเสียงเอ่ย “ท่านกลับรีบร้อนนัก ฝันไปเถิด ข้าต้องการท่านแต่ว่ายังไม่ใช่ตอนนี้ อย่าคิดว่าข้าจะขลุกอยู่กับท่านทุกวัน โอกาสยังมาไม่ถึง”
เช่นนั้นก็ดี!
หานเจวี๋ยรู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
เกือบจะเสียความบริสุทธิ์แล้ว
เขาเอ่ยงึมงำ “มีโอสถเสริมตบะระดับเปลี่ยนวิญญาณหรือไม่”
เซวียนฉิงจวินควักโอสถสี่ขวดออกมาจากแขนเสื้อทันที “นี่คือโอสถเพิ่มพลังเปลี่ยนวิญญาณ ที่ข้ามีแค่สี่ขวดนี้ มอบให้ท่านทั้งหมด”
หานเจวี๋ยรีบกล่าวขอบคุณ
เซวียนฉิงจวินใช้ปลายนิ้วเชิดคางของเขาขึ้น ยิ้มกล่าว “หลังจากนี้จะไม่ได้เห็นใบหน้ารูปไข่ของท่านอีกหลายปี ข้ารู้สึกอาวรณ์อยู่บ้างจริงๆ แต่ข้าไม่สะดวกพาท่านไปด้วย ต่อไปท่านก็พยายามฝึกฝนอยู่ในสำนักหยกพิสุทธิ์ อย่าได้เดินเพ่นพ่าน แดนบำเพ็ญพรตอันตรายมาก แม้ว่าจะบรรลุระดับเปลี่ยนวิญญาณแล้ว แต่ใช่ว่าจะไร้คู่ต่อสู้”
หานเจวี๋ยพยักหน้าอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
เซวียนฉิงจวินพูดจายั่วเย้าเขาไม่กี่ประโยคแล้วจากไป
หานเจวี๋ยเช็ดเหงื่อบนหน้าผาก
จอมมารสร้างความกดดันให้เขายิ่งนัก
ดูท่าจอมมารเพียงแค่ผ่านมาทางสำนักหยกพิสุทธิ์จริงๆ ไม่ได้ต้องการวางแผนอันใด คาดว่าหลังจากนี้คงไปทำความเข้าใจหลักสัจธรรมยังสถานที่อื่น สัมผัสกับทุกสรรพสิ่ง
เฮ้อ เสน่ห์อันหาที่เปรียบมิได้ของข้า แม้แต่จอมมารยังไม่อาจยับยั้งใจได้
แต่จะว่าไปแล้ว…
หอมยิ่งนัก!
หานเจวี๋ยมองโอสถโอสถเพิ่มพลังเปลี่ยนวิญญาณทั้งสี่ขวดข้างกาย ในใจเต็มไปด้วยความชื่นมื่น
หลังเซวียนฉิงจวินจากไปแล้ว ไก่คุกรัตติกาลก็เอ่ยด้วยความตื่นเต้น “ยินดีด้วยนายท่าน นายท่านไม่ต้องกลัวว่าจะถูกนางกินอีกแล้ว!”
หานเจวี๋ยคร้านที่จะสนใจมัน ทำการฝึกฝนต่อ
เขาอยากฝึกวิชาวัฏจักรหกวิถีขั้นห้าให้สำเร็จเสียก่อน จากนั้นค่อยรับประทานโอสถเพิ่มพูนตบะ
บทที่ 49
ณ ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ
ภายในตำหนักของเจ้าลัทธิ
ผู้อาวุโสหลายท่านยืนเรียงราย แต่ละคนมีท่วงท่าไม่ธรรมดา สวมอาภรณ์สีดำทั้งชุด ดูราวกับปีศาจร้าย
ด้านหน้าของพวกเขา คือชายผู้หนึ่งที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ทองคำ
ชายผู้นี้สวมอาภรณ์สีขาว ผมยาวสยาย ผิวขาวเกลี้ยงเกลา ทว่าใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลา เฒ่าชราอย่างเห็นได้ชัด
เขาคือหวงจุนเทียน เจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ!
หวงจุนเทียนขมวดคิ้ว เอ่ยปากขึ้น “สำนักกระบี่วิหคชาดต้องการปะทะกับพวกเราจริงหรือ”
เหล่าผู้อาวุโสรีบเอ่ยตอบ
“ไม่ผิด! รนหาที่ตายยิ่งนัก!”
“เสนอให้ฆ่าหวงจี๋เฮ่าเสีย ทำให้พวกมันรู้สึกกลัวเสียบ้าง!”
“หวงจี๋เฮ่าปากเหม็นนั่น ข้าเองก็คิดว่าฆ่าเขาเสียก็ดี สำนักกระบี่วิหคชาดเพียงแค่ต้องการช่วยเขาเท่านั้น”
“สำนักกระบี่วิหคชาดก็มีระดับเปลี่ยนวิญญาณเพียงสองคน สำนักหยกพิสุทธิ์ก็มีเพียงสอง หนึ่งในนั้นมีผู้หนึ่งไม่กล้ามา กำลังเพียงเท่านี้ให้พวกเขาโจมตีสักร้อยปี ก็ไม่อาจโจมตีเข้ามาในพื้นที่ของเราได้!”
“ใช่ๆ!”
……
ฟังวาจาของผู้อาวุโสเหล่านี้ หัวคิ้วของหวงจุนเทียนกลับไม่ได้ผ่อนคลายลง
เขาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “พวกเขาไม่กลัวเกรงเช่นนี้ หรือจะมีอิทธิพลใดหนุนอยู่เบื้องหลัง?”
ผู้อาวุโสรูปร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งกล่าวออกมาอย่างอดไม่ได้ “ท่านเจ้าลัทธิ! ท่านคิดมากเกินไปแล้ว พวกเราคือลัทธิที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยน! อย่าได้เป็นกังวลจนเกินไป มีความเชื่อมั่นหน่อยได้หรือไม่?”
หลังจากศึกใหญ่เมื่อพันปีก่อน หวงจุนเทียนก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่ว่าเรื่องใดเขาก็มักจะคิดถึงผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดเสมอ
เนื่องจากนิสัยของเขาแปรเปลี่ยน ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณถึงต้องซ่อนตัวถึงพันปี
ยามนี้ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณกลับมาแข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง เหล่าผู้อาวุโสจึงบีบให้หวงจุนเทียนมีคำสั่ง รวบรวมแดนบำเพ็ญพรตต้าเยี่ยนเป็นหนึ่ง
ทว่าหวงจุนเทียนระแวดระวังเกินไป พูดได้แม้กระทั่งว่าขลาดกลัว ทำให้แผนเอกภาพต้องยืดเยื้อออกไป
หากหวงจุนเทียนมีคำสั่ง ศิษย์สำนักฝ่ายต่างๆ ที่ถูกจับมาเป็นเชลยเหล่านั้นคงตายไปเสียนานแล้ว
“ข้าขอเสนอ ให้ผู้อาวุโสสองท่านจากแต่ละพรรคไปโจมตีสำนักกระบี่วิหคชาดและสำนักหยกพิสุทธิ์ สำนักของพวกเขาจะต้องขาดกำลังต่อสู้อย่างแน่แท้ นี่เป็นโอกาสที่ดี” ผู้อาวุโสท่านหนึ่งเสนอขึ้น
วาจาของเขาได้รับความเห็นพ้องต้องกันจากผู้อาวุโสท่านอื่นๆ
นี่เป็นโอกาสที่ดีจริงๆ!
หวงจุนเทียนขมวดคิ้ว ไม่ได้เอ่ยวาจาใด
สุดท้าย บรรดาผู้อาวุโสต่างก็มองไปที่เขา รอเขาตัดสินใจ
หวงจุนเทียนเอ่ยถามอย่างลังเล “จำเป็นต้องรบหรือ”
“จำเป็นต้องรบ!”
“เอาเถิด ถ้าอเช่นนั้นข้าจะลงมือเอง ข้าไม่วางใจพวกเจ้า ข้าจะไปที่สำนักกระบี่วิหคชาดและสำนักหยกพิสุทธิ์เอง เช่นนี้เป็นอย่างไร”
“เจ้าลัทธิปรีชา!”
เหล่าผู้อาวุโสกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทว่ารอยยิ้มของพวกเขาล้วนดูฝืดฝืน
หากเจ้าลัทธิไป คาดว่าคงต้องยืดเวลาออกไปอีก
……
หลายเดือนผ่านไป
หานเจวี๋ยฝึกบำเพ็ญวิชาวัฏจักรหกวิถีขั้นห้าสำเร็จ เขาเข้าใจถึงพลังวิเศษอันใหม่แล้ว
หรือกล่าวให้ถูกต้องก็คือความก้าวหน้าของพลังดูดวิญญาณหกสาย
เขาสามารถดูดวิญญาณไว้ในส่วนลึกของจิตดั้งเดิม วิธีนี้ทั้งสามารถปกป้องวิญญาณ และยังสามารถกักขังวิญญาณได้
นอกจากนี้ เขายังสามารถสร้างตราประทับหกวิถีไว้บนวิญญาณได้
ตราประทับหกวิถีจะคงอยู่ตลอดไป ไม่ว่าฝ่ายอีกฝ่ายจะกลับชาติมาเกิดอีกกี่ครั้ง ตราประทับหกวิถีก็จะยังคงอยู่ เท่ากับว่าสามารถข้ามวัฏจักรไปหาอีกฝ่ายได้อย่างแม่นยำ
สิ่งนี้นับว่าไม่เลว
หากภายภาคหน้าคนที่เขาใส่ใจสิ้นชีวา เขาก็สามารถสร้างตราประทับหกวิถี พบพานกันใหม่ในภพหน้าได้
ระดับขั้นยิ่งสูง หานเจวี๋ยยิ่งค้นพบว่าพลังวิญญาณหกสายยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ
เขาหยิบโอสถออกมาแล้วทำการฝึกบำเพ็ญต่อ
ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นหนึ่งยังไม่พอ!
เขาต้องแข็งแกร่งมากกว่านี้!
เป้าหมายต่อไป ระดับสุญตา
หานเจวี๋ยไม่เห็นเรื่องของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณอยู่ในสายตาอีกแล้ว ที่เขากังวลคือสำนักมารปีศาจ
เขายังไม่ลืมเซียวเอ้อร์ รูปของเจ้าหมอนี่ยังแปะในค่าความสัมพันธ์ไม่ได้หายไปไหน ยังคงอัปลักษณ์เช่นเดิม ระดับความอาฆาตแค้นยังคงสูง ไม่ตายไม่เลิกรา
ที่สำคัญคือเซียวเอ้อร์ผู้นี้ยังไม่ใช่เจ้าสำนัก นี่ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
กำลังที่แท้จริงของสำนักมารปีศาจแข็งแกร่งเพียงใดกัน?
ขณะที่หานเจวี๋ยกำลังกลัดกลุ้มอยู่นั้น ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ก็มาเยี่ยมเยียน
กล่าวให้ถูกต้องก็คือเซียนซีเสวียนให้มาเชิญเขา
เป็นการยากนักที่เซียนซีเสวียนจะเชื้อเชิญ เขาย่อมต้องไว้หน้าเป็นธรรมดา
เขารีบไปทันที
พอมาถึงตำหนักหยกวิเวก ศิษย์ส่วนใหญ่ล้วนอยู่ที่นั่น ศิษย์เอกหลิ่วซานซินได้สำเร็จการฝึกบำเพ็ญไปเป็นศิษย์แกนหลักแล้ว ศิษย์เอกในตอนนี้คือเมิ่งเหอที่เป็นศิษย์พี่เจ็ดในตอนนั้น
เมิ่งเหอได้พบเจอกับหานเจวี๋ยอีกครั้ง ยังคงมีความรู้สึกประดักประเดิดอยู่บ้าง ทว่าก็คารวะอย่างนอบน้อม
ภายใต้คำสั่งของเขา ศิษย์คนอื่นๆ พากันคารวะ
บรรดาศิษย์ทั้งหลายรู้สึกงุนงง แต่ไม่นานก็สามารถคาดเดาได้
มีข่าวลือเล็กๆ น้อยๆ ว่าผู้อาวุโสสังหารเทพมาจากยอดเขาหยกวิเวก รูปงามเป็นยิ่งนัก เป็นหนึ่งไม่มีสอง
หรือจะเป็นคนผู้นี้?
เมื่อลอบสังเกตดู พวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับใบหน้าอันหล่อเหลาของหานเจวี๋ยอย่างอดไม่ได้
ช่างเป็นบุรุษที่รูปงามนัก!
เป็นเขาไม่ผิดแน่!
สายตาของศิษย์ทั้งหลายที่มองดูหานเจวี๋ยก็เต็มไปด้วยความเคารพเลื่อมใส
ฉางเยวี่ยเอ๋อร์ยืนอยู่ตรงหน้าหานเจวี๋ย รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก ทั้งยังจงใจจะคล้องแขนหานเจวี๋ย แต่กลับถูกหานเจวี๋ยเบี่ยงหลบอย่างแนบเนียน
เมิ่งเหอกำชับศิษย์ทั้งหลายไม่ให้เปิดเผยสถานะของหานเจวี๋ย บรรดาศิษย์ต่างก็พากันรับคำ
ไม่นานเซียนซีเสวียนก็มาถึง เหล่าลูกศิษย์นั่งลง
หานเจวี๋ยยังคงนั่งอยู่หลังสุด
“ผู้อาวุโสหาน มานั่งข้างๆ ข้า”
เซียนซีเสวียนเอ่ยปากกล่าว ครั้นโบกมือขวา เบาะกลมๆ ก็ปรากฏด้านข้าง
หานเจวี๋ยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ยังเดินเข้าไป
เมื่อนั่งลงข้างเซียนซีเสวียน เขาก็รู้สึกงุนงงในใจ
อาจารย์คิดจะทำอะไร
หรือจะมอบตำแหน่งให้ข้า?
นั่นไม่ได้เด็ดขาด!
ดูแลยอดเขาหยกวิเวกมันยุ่งยากเกินไป!
หานเจวี๋ยคิดด้วยความกังวล
“เจ้าสำนักส่งข่าวกลับมาแล้ว กล่าวว่าพวกเขาร่วมมือกับสำนักกระบี่วิหคชาด กำลังโจมตีลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ บรรดาศิษย์ที่ถูกคุมขังก็ช่วยออกมาเรียบร้อย แต่ท่านกังวลว่าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณจะมาโจมตีที่สำนักเรา เพราะผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนวิญญาณที่พวกเขาพบเจอมีเพียงห้าคน อีกห้าคนจะต้องถูกมอบหมายให้ทำงานอื่นแน่ ช่วงเวลานี้ข้าปรารถนาให้ทุกคนไม่ปิดด่านฝึกบำเพ็ญ ช่วยลาดตะเวนสำนักหยกพิสุทธิ์ทั้งฝ่ายในและฝ่ายนอก”
เซียนซีเสวียนกล่าวด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
“ในบรรดาศิษย์ของยอดเขาทั้งสิบแปด มีเพียงยอดเขาหยกวิเวกของเราออกแรงน้อยสุด นอกจากคนของเราจะมีน้อยแล้ว ยังเป็นเพราะว่าเจ้าสำนักเอ็นดูพวกเรา เข้าใจหรือไม่”
น้ำเสียงของนางเบายิ่งนัก แต่กลับทำให้ศิษย์ทั้งหมดรับรู้ถึงพลัง
ทุกคนฮึกเหิมขึ้นมาทันที!
มุมานะฝึกบำเพ็ญมาหลายปี ได้เวลาชักกระบี่แล้ว!
หานเจวี๋ยพยักหน้าลงเล็กน้อย เขาไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนกับบรรดาศิษย์เหล่านั้น
เซียนซีเสวียนเหลือบมองหานเจวี๋ย เอ่ย “ผู้อาวุโสหาน ท่านมีความเชื่อมั่นในการรับมือกับผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนวิญญาณของลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณหรือไม่”
เหล่าศิษย์เงียบเสียงลงไปตามๆ กัน ทั้งหมดต่างจ้องมองหานเจวี๋ยอย่างคาดหวัง
สำหรับบรรดาศิษย์แล้ว พวกเขายังห่างไกลจากระดับเปลี่ยนวิญญาณมากนัก
หากให้พวกเขาไปต่อกรกับระดับเปลี่ยนวิญญาณจริงๆ เช่นนั้นก็ไม่เท่ากับส่งตนเองไปตายหรอกหรือ?
ต่อให้จะเป็นเซียนซีเสวียนที่เป็นอาจารย์ของพวกเขาก็เป็นไปไม่ได้!
หานเจวี๋ยเห็นสีหน้าของบรรดาศิษย์ ในที่สุดก็เข้าใจสาเหตุที่เซียนซีเสวียนเรียกเขามา
ที่แท้ก็มาเป็นยาสร้างความมั่นใจนั่นเอง
เฮ้อ ข้าเพียงอยากฝึกบำเพ็ญอย่างเงียบๆ แต่สำนักกลับถูกโจมตีตลอด
คิดแล้วหานเจวี๋ยก็เอ่ยปากกล่าว “รับมือกับระดับเปลี่ยนวิญญาณ ข้ายังพอมีประสบการณ์อยู่บ้าง”
เขากล่าวอย่างถ่อมตัวยิ่งนัก ทว่าพอเข้าของบรรดาศิษย์กลับเป็นวาจาที่องอาจมาก!
ผู้อาวุโสตรงหน้าผู้นี้ก็เคยสังหารระดับเปลี่ยนวิญญาณมาก่อน!
กล่าวกันว่ายังสังหารได้ภายในกระบี่เดียว!
เหล่าศิษย์พากันเปล่งเสียงร้องด้วยความดีใจ สีหน้าที่ดูเคารพเลื่อมใสผ่อนคลายลง
“เอาละ พวกเจ้าไปเตรียมตัวเถอะ เรื่องนี้ให้ศิษย์พี่ใหญ่ของพวกเจ้าเป็นผู้จัดการ นอกจากนี้เรื่องเกี่ยวกับสถานะของผู้อาวุโสสังหารเทพ พวกเจ้าอย่าได้แพร่งพรายออกไป เรื่องนี้มีเพียงยอดเขาหยกวิเวกที่รู้”
เซียนซีเสวียนเอ่ยกำชับ เหล่าศิษย์จึงพากันคารวะแล้วถอยออกไป
ไม่นาน ตำหนักหยกวิเวกก็เหลือเพียงหานเจวี๋ยและเซียนซีเสวียน
เซียนซีเสวียนเอียงหน้ามองหานเจวี๋ย เอ่ยถามขึ้นเสียงเบา “ถึงขั้นใดแล้ว”
หานเจวี๋ยนิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยถามอย่างงุนงง “ขั้นอะไรหรือ”
“ตบะ”
“อ้อ ขั้นหนึ่ง”
“เหตุใดถึงแค่ขั้นหนึ่ง?”
เซียนซีเสวียนขมวดคิ้ว ปิดด่านฝึกบำเพ็ญมานานหลายปีเพียงนี้ ด้วยคุณสมบัติของหานเจวี๋ยก็ยังไม่อาจก้าวหน้าได้อีกหรือ?
หานเจวี๋ยแสร้งกระแอมไอก่อนกล่าว “ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นหนึ่ง”
หลี่ชิงจื่อไม่ได้บอกกับนางหรือว่าเขาจะทะลวงระดับ?
เซียนซีเสวียนตะลึงงัน
บทที่ 50
เซียนซีเสวียนส่ายหน้าหลุดยิ้ม ไม่รู้ว่าควรสรรหาคำใดมาพูดกับหานเจวี๋ยดี
เจ้าเด็กนี่…
อุบเรื่องเก่งจริงๆ
“เหอะ! เห็นข้าตลกนักหรือ ดูแล้วเจ้าก็ไม่ได้เห็นข้าเป็นอาจารย์เลย ก็ถูกนะ เป็นอาจารย์แต่ข้าไม่เคยสอนอะไรเจ้าเลย” เซียนซีเสวียนแค่นเสียงกล่าว
หานเจวี๋ยยักไหล่เอ่ย “จู่ๆ ท่านก็เอ่ยถามเช่นนี้ ข้าตั้งตัวไม่ทัน อีกอย่างก่อนหน้านี้ข้าก็เคยถามท่านเกี่ยวกับสถานที่ที่เหมาะสำหรับการฝ่าด่านเคราะห์แล้วด้วย”
เซียนซีเสวียนส่ายหน้าอดยิ้มออกมาไม่ได้ ตอนนั้นนางจะคิดได้อย่างไรว่าหานเจวี๋ยทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณได้เร็วเพียงนี้ เขาเพิ่งทะลวงระดับปราณก่อกำเนิดไปเมื่อไม่กี่ปีก่อนเอง?
นางพลันถามต่อ “เจ้ามีความต้องการสิ่งใดหรือไม่ เอ่ยมาได้เลย เจ้ามีคุณูปการต่อสำนักหยกพิสุทธิ์มากกว่าที่สำนักหยกพิสุทธิ์บ่มเพาะเจ้า ไม่ต้องเกรงใจ”
ความต้องการหรือ
หานเจวี๋ยนึกอยู่ครู่หนึ่ง
“มีโอสถฝึกฝนเปลี่ยนวิญญาณหรือไม่”
“ไม่มี…”
“เช่นนั้นก็ช่วยข้าเพิ่มความแข็งแกร่งของพลังวิญญาณภายในถ้ำเทวาของข้าเถิด”
“อืม ข้าจะคิดหาวิธี”
หานเจวี๋ยมีวิชายุทธ์ วิชาเวทสืบทอดของตัวเอง ไม่ต้องการการถ่ายทอดของสำนักหยกพิสุทธิ์
ที่เขาอยู่สำนักหยกพิสุทธิ์มาโดยตลอด ก็เพราะไม่มีสถานที่อื่นที่ดีๆ ให้ไป หากจะให้ระหกระเหเร่ร่อนอย่างลำบากยากแค้น ก็ไม่สู้ฝึกฝนอยู่ที่นี่อย่างสบายใจดีกว่า
หลังจากสนทนาสบายๆ ไม่กี่ประโยค หานเจวี๋ยก็ลุกเดินจากไป
เซียนซีเสวียนมองตามหลังเขา จู่ๆ ก็เอ่ยถามออกไปประโยคหนึ่ง “เจ้าจะอยู่ที่สำนักหยกพิสุทธิ์ไปอีกนานเท่าไร”
หานเจวี๋ยชะงักฝีเท้า หันมองไปทางนาง เอ่ยถามขึ้น “เหตุใดถึงถามเช่นนี้ หากข้าอยากจะหนี ก็คงหนีไปเสียนานแล้ว”
เซียนซีเสวียนส่ายหน้ากล่าว “ข้าไม่ได้กลัวว่าเจ้าจะหนี แต่เจ้าเติบโตเร็วเกินไป พอถึงเวลานั้นวัดเล็กๆ ไม่อาจบรรจุพระพุทธรูปองค์ใหญ่เช่นเจ้าได้ ในดินแดนบำเพ็ญพรตนี้สำนักที่เก่งกาจกว่าสำนักหยกพิสุทธิ์มีมากมายยิ่งนัก คนต้องเดินสู่ที่สูง วารีไหลลงสู่ที่ต่ำ โดยเฉพาะผู้บำเพ็ญที่มุมานะฝึกฝนเช่นเจ้า ในปีนั้นปรมาจารย์ที่เปิดสำนักก็ได้ไปจากต้าเยี่ยน เพื่อไปยังดินแดนที่สูงกว่า”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ นางก็ถอนหายใจอย่างอดไม่ได้
หานเจวี๋ยยิ้มเอ่ย “อาจจะกระมัง หากมีวันใดที่ข้าอยากจากไปจริงๆ ข้าจะบอกอาจารย์ก่อนอย่างแน่นอน”
กล่าวจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป
ไปสู่ดินแดนที่กว้างใหญ่กว่าเพื่อแสวงหามหามรรคาหรือ
พูดบ้าๆ!
ข้ายอมเป็นหัวไก่ แต่ไม่ยอมเป็นหางหงส์!
อย่างไรเสีย เขาก็มีคุณสมบัติขั้นสูงล้ำ ฝึกฝนอย่างวางใจก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เหตุใดต้องออกไประเหเร่ร่อนในโลกกว้างด้วย
……
กลับถึงถ้ำเทวาฟ้าประทาน หานเจวี๋ยก็เริ่มนั่งสมาธิ
ทันใดนั้นไก่คุกรัตติกาลก็เอ่ยปากพูดขึ้น “นายท่าน ก่อนหน้านั้นข้าได้ยินเสียงไก่ร้องมากจากตีนเขา พอได้ยินเสียงของพวกมัน ข้าก็รู้สึกใจวูบไหวอย่างบอกไม่ถูก อยากจะพุ่งออกไป นี่เป็นเพราะเหตุใดกัน หรือจะเป็นวิชาปีศาจที่ท่านพูดถึง?”
หานเจวี๋ยเลิกคิ้วตอบ “ใช่ เจ้าต้องควบคุมอารมณ์หุนหันพลันแล่นนี้ หากเจ้าตามมันไปก็จะตกอยู่ในสถานที่ที่ไม่อาจช่วยเหลือได้ตลอดกาล ยากที่จะกลายเป็นหงส์ได้ นี่คือสิ่งที่สวรรค์กำลังทดสอบเจ้า”
หรือฤดูผสมพันธุ์ของเจ้านี่จะมาถึงแล้ว
ได้ยินเสียงไก่ตัวเมียร้องก็เริ่มต้านทานไม่ไหวเสียแล้ว?
ไก่คุกรัตติกาลได้ยินเช่นนั้น ก็พลันรู้สึกตึงเครียดจนขนไก่ตั้งชันราวกับไก่ตัวผู้ที่กำลังจะสู้ศึก
“ขอบคุณนายท่านที่กล่าวเตือน ข้าเกือบหลงทางแล้ว หนทางแห่งการฝึกฝนช่างเต็มไปด้วยอันตรายจริงๆ!” ไก่คุกรัตติกาลเอ่ยทอดถอนใจ
หานเจวี๋ยแอบขำในใจ
ข้ายังเป็นเด็กอยู่เลย เจ้าเองก็อย่าคิดที่จะใช้ชีวิตเร็วเกินไป!
เจ้าก็เป็นลูก…ไก่แล้วกัน!
ไม่นาน หานเจวี๋ยกับไก่คุกรัตติกาลก็เข้าสู่การฝึกฝน
ยามว่างหานเจวี๋ยจะปลูกฝังความคิดของตัวเองให้กับไก่คุกรัตติกาล
ทุกสรรพสิ่งล้วนด้อยค่า มีเพียงการบำเพ็ญเท่านั้นที่สูงส่ง
ผู้บำเพ็ญล้วนเป็นคนเหนือคน!
ไก่บำเพ็ญ ก็เป็นไก่ที่เหนือกว่าไก่ทั้งปวง!
……
เพียงพริบตา เวลาก็ผ่านพ้นไปสองปี
หานเจวี๋ยยังไม่ทะลวงระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นสอง แต่อาศัยการรับประทานโอสถ จนตอนนี้เริ่มเข้าใกล้ขั้นสองแล้ว
เขาไม่หยุดพัก แต่ยังคงฝึกฝนต่อ ช่วงชิงเวลาทะลวงในเร็ววัน
วันนี้
ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณก็มาในที่สุด
ผู้ที่มาคือเจ้าลัทธิหวงจุนเทียนและผู้อาวุโสท่านหนึ่ง
ผู้อาวุโสท่านนี้มีฉายาทางเต๋าว่านักพรตเต๋าซั่นขุย มีตบะระดับเปลี่ยนวิญญาณเช่นกัน
หวงจุนเทียนหยุดลงบนยอดเขา มองไปทางยอดเขาทั้งสิบแปดของสำนักหยกพิสุทธิ์ที่อยู่ไกลๆ อย่างระแวดระวัง
นักพรตเต๋าซั่นขุยคลุมด้วยเสื้อกันฝนที่ทำมาจากหญ้าหนวดมังกร ดวงตาทั้งคู่ที่อยู่ใต้ปีกหมวกเยือกเย็นอย่างหาที่เปรียบมิได้ แฝงไปด้วยจิตสังหาร
“เจ้าสำนัก ลงมือเถอะ!”
นักพรตเต๋าซั่นขุยเอ่ยปากกล่าว น้ำเสียงเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม
นี่น่ะหรือสำนักหยกพิสุทธิ์
อ่อนแอยิ่งนัก!
กลิ่นอายระดับเปลี่ยนวิญญาณสักคนยังไม่มีเลย!
ผู้แข็งแกร่งระดับปราณก่อกำเนิดก็เหลือไม่ถึงสิบคน เดิมทีก็ไม่เพียงพอให้พวกเขาสังหาร!
หวงจุนเทียนกล่าวอย่างลังเล “อ่อนแอเกินไป จะเป็นหลุมพรางหรือไม่ หากเป็นข้า คงไม่กล้าไปโจมตีลัทธิศักดิ์สิทธิ์”
นักพรตเต๋าซั่นขุยจนวาจา กล่าวว่า “กลัวอะไร พวกเขาก็แค่ทุ่มกำลังต่อสู้ให้ถึงที่สุด ไม่เช่นนั้นช้าเร็วก็ถูกพวกเรากลืนกินอยู่ดี!”
หวงจุนเทียนนิ่งเงียบ
เห็นท่าทีขี้ขลาดของเขาเช่นนี้แล้ว นักพรตเต๋าซั่นขุยก็รู้สึกโมโหยิ่งนัก
หากไม่ใช่ว่าสู้ไม่ได้ เขาอยากจะช่วงชิงตำแหน่งเจ้าลัทธิจริงๆ
“ไม่ได้ ข้ารู้สึกไม่วางใจ มักจะรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่าง” หวงจุนเทียนขมวดคิ้วกล่าว
นักพรตเต๋าซั่นขุยรู้สึกโกรธจัด กล่าวอย่างเคร่งขรึม “เจ้าลัทธิ! โอกาสไม่อาจพลาด เวลาไม่อาจย้อนกลับ หากลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณถูกฝังเพราะน้ำมือพวกเรา แล้วจะเผชิญหน้ากับเจ้าลัทธิคนก่อนได้อย่างไร”
หัวคิ้วของหวงจุนเทียนเกือบจะผูกติดกันแล้ว
……
ภายในถ้ำเทวาฟ้าประทาน
[ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณกำลังจะบุกสำนักหยกพิสุทธิ์]
หานเจวี๋ยลืมตาขึ้น รีบตรวจสอบผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนักหยกพิสุทธิ์
[หวงจุนเทียน: ระดับเปลี่ยนวิญญาณขั้นเก้า เจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณ เป็นผู้ระมัดระวังตัวยิ่งนัก ไม่ชอบการเข่นฆ่าสังหาร]
เจ้าลัทธิมาแล้ว?
ระมัดระวังมาก?
ไม่ชอบการสังหาร?
หานเจวี๋ยกะพริบตา เขายังคิดว่าตัวเองอ่านผิดไป
ลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณไม่ใช่ลัทธิมารจริงๆ หรือ
หานเจวี๋ยไม่คิดอะไรมากอีก เขาเปิดฟังก์ชันจำลองการทดสอบอย่างระมัดระวัง ลองประมือกับหวงจุนเทียนเป็นอันดับแรก
ผ่านไปสามอึดใจ เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ค่อยๆ ลุกขึ้นเตรียมออกไปจากถ้ำเทวา
ไก่คุกรัตติกาลเป็นกังวลจนถึงที่สุด ร้องเรียกขึ้นว่า “นายท่าน ท่านจะหนีแล้วหรือ”
มันรีบร้อนลุกขึ้น เตรียมจะหนีไปพร้อมกัน
หานเจวี๋ยกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ “สู้ไม่ได้ถึงจะหนี เจ้ารออยู่ที่นี่อย่างวางใจเถอะ!”
พอวาจาสิ้นสุดลง เขาก็กลายเป็นวายุพุ่งออกไปจากถ้ำ
เพียงไม่นาน เขาก็หาหวงจุนเทียนกับนักพรตเต๋าซั่นขุยพบ
ทั้งสองคนยังถกเถียงกันไปจบ
นักพรตเต๋าซั่นขุยพยายามโน้มน้าวด้วยความอดทน แต่หวงจุนเทียนก็รั้งเขาไว้ ไม่ให้เขาลงมือโดยง่าย
พอเห็นหานเจวี๋ยเหาะเข้ามา ทั้งสองก็พลันหยุดถกเถียง มองหันเจวี๋ยด้วยท่าทีระแวดระวัง
หานเจวี๋ยหยุดห่างจากพวกเขาไปไม่ถึงสิบจั้ง
เขามองดูรอบๆ ด้วยความแปลกใจ เอ่ยถามขึ้นว่า “แค่พวกเจ้าสองคนหรือ”
พอวาจานี้ออกจากปาก หัวใจของหวงจุนเทียนก็เต้นอย่างบ้าคลั่ง
วาจานี้…
มีแผนการอย่างที่คิดไว้จริงๆ!
นักพรตเต๋าซั่นขุยเห็นเขามีตบะเพียงระดับสร้างฐานขั้นเก้า แต่กลับอาจหาญพุ่งเข้ามาโดยตรง ทั้งยังกล่าววาจาเช่นนี้ คนผู้นี้จะต้องมีวิชาซ่อนตบะอย่างแน่นอน!
คำเล่าลือเกี่ยวกับผู้อาวุโสสังหารเทพ เขาย่อมเคยได้ยินมาก่อน
หรือคนผู้นี้จะเป็นผู้อาวุโสสังหารเทพของสำนักหยกพิสุทธิ์?
แต่ต้วนทงเทียนเพิ่งบรรลุระดับเปลี่ยนวิญญาณ ไม่อาจเทียบกับพวกเขาได้เลย
นักพรตเต๋าซั่นขุยกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “พวกเราสองคนยังไม่พออีกหรือ? สหายเต๋าเหิมเกริมจริงๆ เช่นนั้นข้าจะสอนพลังมรรคให้เจ้าเอง!”
หานเจวี๋ยเพิกเฉยต่อนักพรตเต๋าซั่นขุย กลับมองไปยังหวงจุนเทียน
ท่านผู้นี้ก็คือเจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์อาภรณ์ป้องพิรุณหรือ
ดูแล้วช่างทรงพลังจริงๆ!
เพียงแต่…
เหตุใดแววตาของเขาถึงหลุกหลิกอยู่บ้าง ราวกับว่าอ่อนแอเป็นยิ่งนัก
หานเจวี๋ยเอ่ยปากกล่าว “เจ้าลัทธิศักดิ์สิทธิ์ ได้ยินมาว่าท่านไม่ชอบการเข่นฆ่าสังหาร เหตุใดถึงได้พุ่งเป้ามายังสำนักหยกพิสุทธิ์ของเราเล่า”
หวงจุนเทียนอยากจะเอ่ยแจ่กลับหยุดลง
นักพรตเต๋าซั่นขุยตะคอกออกมาด้วยความโมโห “พูดจาไร้สาระให้น้อยๆ หน่อย!”
เขาลงมือทันใด กริชสีขาวเงินในมือพุ่งมาทางหานเจวี๋ยโดยฉับพลัน
แสงเย็นเยียบปรากฏออกมาในทันใด!
รวดเร็วนัก!
เคร้ง!
กริชสีขาวเงินกำลังจะโดนตัวหานเจวี๋ย แต่ก็ถูกดีดกระเด็นออกไปราวกับปะทะกับระฆังยักษ์ไร้ลักษณ์
รูม่านตาของนักพรตเต๋าซั่นขุยพลันขยาย กำลังร่ายคาถา เตรียมจะสำแดงวิชาต่อไป
หานเจวี๋ยยกมือขึ้นราวกับสายฟ้าแลบ สามกระบี่แยกเงารวมตัวกันกลางอากาศ พุ่งออกไปสังหารนักพรตเต๋าซั่นขุยทันใด
นักพรตเต๋าซั่นขุยหลบหลีกโดยไม่รู้ตัว แต่สามกระบี่แยกเงาก็รวดเร็วเกินไปนัก!
เร็วเสียจนผู้แข็งแกร่งระดับเปลี่ยนวิญญาณผู้นี้ยังหลบไม่ทัน
เกิดเสียงดังตู้ม!
นักพรตเต๋าซั่นขุยถูกสังหารทันใด กายเนื้อกลายเป็นหมอกโลหิต
หวงจุนเทียนเบิกตาโพลง สีหน้าตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก